ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ตุลาคม 22, 2014, 22:20:08
94,533 กระทู้ ใน 7,743 หัวข้อ โดย 9,177 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: nIchanart77
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall หรือ Berliner Mauer) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall หรือ Berliner Mauer)  (อ่าน 10408 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2009, 21:15:16 »


กำแพงเบอร์ลิน(Berlin Wall หรือ Berliner Mauer ในภาษาเยอรมัน)
สร้าง 1961- ทลาย 1989

กำแพงเบอร์ลินสัญลักษณ์การพ่ายสงครามโลกครั้งที่สองของเยอรมนี
จนต้องเกิดการแบ่งประเทศระหว่างเยอรมันตะวันตก กับตะวันออก

และได้รับการขนานนามว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามเย็น
เริ่มสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1961
โดยฝ่ายสหภาพโซเวียตซึ่งทำหน้าที่ปกครองประเทศเยอรมนีตะวันออก ในช่วงนั้น
เป็นผู้ออกคำสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการอพยพของชาวเยอรมันจากฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตก
เนื่องจากในระหว่างปี 1949-1961 มีชาวเยอรมันกว่า 2,500,000 คน
หลั่งไหลออกจากอาณาบริเวณการยึดครองของสหภาพโซเวียต
ไปสู่เยอรมันตะวันตกซึ่งอยู่ในความปกครองรวมกันของพันธมิตร
ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อังกฤษ-อิตาลี และฝรั่งเศส

เหตุผลสำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ขัดขวางกับการสร้างกำแพงเบอร์ลิน
เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทอนกำลังอำนาจเยอรมนี  ป้องกันไม่ให้รวมตัวกันง่าย
ซึ่งอาจกลับเป็นประเทศแข็งแกร่งพร้อมทำสงครามโลกเป็นครั้งที่สาม
เพราะแท้ที่จริงแล้วอินทรีเหล็กเยอรมนีเกือบเป็นฝ่ายกำชัยสงคราม
หากสหรัฐอเมริกาไม่ยื่นมือเข้าร่วมเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร


แผ่นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ของประเทศเยอรมัน
ด้านซ้ายคือตะวันตก ขวาเป็นตะวันออก




กรุงเบอร์ลินเมืองหลวงสมัยเยอรมนีแพ้สงคราม
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกเกือบสุดปลายเขตแดนฝั่งขวา
สัมพันธมิตรจัดแจงผ่าอกประเทศเป็นสองฝั่งตะวันตก-ตะวันออก

 


... หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เยอรมัน ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน  
American, British, French
ปกครองทางซึกตะวันตก
และ โซเวียตทางด้านตะวันออก

ด้านซ้าย สหรัฐอเมริกาและคณะ
จัดการแต่งตั้งตนเองเป็นผู้ปกครอง
มอบอำนาจการบริหารกิจการ
ภายในประเทศทั้งหมด
ให้คนเยอรมันเจ้าของประเทศ
จัดการกันเองตามความพอใจ
โดยมีหมายเหตุ
"ห้ามลืมรายงานผู้ปกครองเด็ดขาด”

ส่วนด้านขวาหมีขาวรัสเซียขอดูแลเอง
ตามสไตล์หลังม่านเหล็ก

...

... กรุงเบอร์ลินเมืองหลวงของประเทศ
ซึ่งตั้งเป็นไข่แดงอยู่ทางฝั่งขวา
ถูกแบ่งออกเป็นสองเมืองด้วย

เบอร์ลินตะวันตกของฝ่ายสัมพันธมิตร
แม้เป็นของเขตตะวันตก

แต่ตั้งอยู่ในเขตตะวันออก
คือล้อมรอบตัวเมืองจะเป็น
ดินแดนเยอรมันตะวันออกทั้งหมด

ห้าปีแรกหลังสงคราม เบอร์ลินยังอยู่ในภาวะปกติ
การแบ่งเขตแดนมีปรากฏเพียงในสัญญาหน้ากระดาษ
ชาวเมืองประกอบธุรกิจทำงานไปมาหาสู่เสมือนเป็นประเทศเดียวกัน
หลายคนทำงานในเขตตะวันตกแต่เลิกงานกลับไปนอนบ้านซึ่งอยู่อีกฝั่งเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ยิ่งนานวันสถานการณ์ด้านตะวันออกเพิ่มความเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ
เนื่องจากเจ้านายรัสเซียซึ่งทำท่าเป็นมหาอำนาจระดับนานาชาติ
แต่สภาพภายในประเทศจริงๆ แล้วย่ำแย่
ประชาชนยากจนเครื่องอุปโภคบริโภคขาดแคลน เป็นเพราะลัทธิสังคมนิยม
ทุกสิ่งทุกอย่างที่พลเมืองทำมาหาได้ส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นของรัฐบาลกลาง
ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นแบบเช้าชามเย็นชาม
คนงานโรงงานอุตสาหกรรมและชาวไร่ชาวนาต่างทำผลผลิตเพียงเท่าที่รัฐบาลกลางกำหนด

ผู้นำรัสเซียขณะนั้นจึงจ้องเขม็งไปยังเมืองอุดมสมบูรณ์เบอร์ลิน
แล้วจัดการขนถ่ายความสมบูรณ์นั้นไปให้กับประเทศตน

โดยรัฐบาลเยอรมันตะวันออกที่ทางรัสเซียอนุญาตให้ชาวเยอรมันจัดตั้งปกครองกันเอง
แบบเมืองพี่เมืองน้องกับหมีขาว กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเผยอริมฝีปากโต้แย้ง
ทำให้เบอร์ลินตะวันออกเสื่อมโทรมลงทุกขณะ
และเป็นสาเหตุให้ชาวเมืองอพยบหนีความลำบากขาดแคลน
หันหาอิสรภาพเข้าสู่เบอร์ลินตะวันตกมากขึ้นตามลำดับ



กำแพงเบอร์ลินในปี 1977

ตลอดระยะเวลาที่กำแพงนี้ถูกสร้างขึ้น
มันได้นำความสูญเสียมายังชาวเยอรมนีจำนวนมากที่พยายามจะหลบหนี
ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ถึงแม้ว่าจะมีผู้สามารถหลบหนีออกจากฝั่งตะวันออกได้ประมาณ 5,000 คน
แต่ก็มีผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องจบชีวิตลงบริเวณกำแพงสัญลักษณ์แห่งนี้ถึง 192 คน
เนื่องจากฝ่าด่าน เจ้าหน้าที่ไปไม่รอด

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2009, 21:19:30 »



แต่แล้วในช่วงกลางปี 1989 ความหวังของการทลายกำแพงเบอร์ลินก็มาถึง
เมื่อชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมหาศาล
ได้รวมตัวกันเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาล
ซึ่งต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม 1989 อีริช โฮเนกเกอร์ ผู้นำรัฐบาลก็ได้ประกาศลาออก
ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาแทน



จากนั้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989
รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกได้สั่งเปิดด่านให้
ประชาชนเดินทางข้ามไปยังฝั่งตะวันตกได้อย่างเสรีเป็นครั้งแรก

โดย กุนเตอร์ ชวาโบวสกี สมาชิกพรรค Socialist Unity Party of Germany (SDP)
เป็นผู้ประกาศกับสื่อมวลชนว่าข้อจำกัดทุกอย่างในการเดินทางข้ามกำแพงแห่งนี้ถูกยกเลิกหมดแล้ว
ทำให้ประชาชนที่อยู่ฝั่งตะวันออกนับหมื่นคนแห่กันไปยังกำแพงเบอร์ลิน
เพื่อผ่านด่านเจ้าหน้าที่เข้าไปยังฝั่งตะวันตก






ด้วยเหตุนี้ ชาวเยอรมันจึงถือกันว่า วันที่ 9 พฤศจิกายน
เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน
แต่สำหรับการทลายกำแพงเบอร์ลินนั้นมีขึ้นเมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน 1990
โดยคงเหลือซากปรักหักพังบางส่วนไว้เป็นอนุสรณ์

และต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 ก็มีการรวมประเทศเยอรมนี
เข้าไว้ ด้วยกันอย่างเป็นทางการ



ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น
มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง
มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส




ในช่วงแรกนั้น การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก
เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ
และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง

แต่ไม่นานนักกำแพงก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา
ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย


การหลบหนีครั้งที่ไม่สำเร็จที่โด่งดังที่สุดก็คือ
เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter) ถูกยิง
และปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962)

ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)



ปัจจุบัน ส่วนที่เคยเป็นกำแพงเบอร์ลินบางส่วน หลงเหลือให้เห็นเพียงเส้นประ



และอีกบางส่วนที่หลงเหลือให้เห็น

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2009 นี้ ครบรอบ 20 ปี
แห่งการทลายกำแพงเบอร์ลิน


ทางการเยอรมนีได้เปิดแผ่นจารึก 3 แผ่นแรก
เพื่อร่วมรำลึกถึงผู้ที่พยายามปีนข้ามกำแพงจากเยอรมนีตะวันออกมายังตะวันตก
ซึ่งตามบันทึกของมูลนิธิกำแพงเบอร์ลินในกรุงเบอร์ลินระบุว่า
มีผู้เสียชีวิตจากความพยายามดังกล่าว 136 คนในช่วงปี 2504-2532

ในพิธีดังกล่าวมีญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต 2 คนมาร่วมงาน
ซึ่งประกอบด้วยครอบครัวของหนุ่มชาวเยอรมัน “โฮสต์ คูลแล็ค” วัย 23 ปี
ที่ถูกตำรวจที่ตรวจตราตามแนวพรมแดนของสองเยอรมนียิงเสียชีวิต
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมปี 2514

คนที่สองชื่อ แฮร์เบิร์ต คีเบอร์ ที่ฝากจดหมายลาตายให้กับแม่ของเขา
เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2518 ก่อนพบเป็นศพในวันรุ่งขึ้น.

(ข้อมูลจาก http://news.mcot.net 7 พย.2009)
(ที่มา : www.manager.co.th,วิกิพีเดีย, http://www.germaneducationthailand.net,
ภาพจาก http://newcentrist.wordpress.com )

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 14:57:25 »


คืนนั้น ทีวีที่ลอนดอนถ่ายทอดสด ผมนั่งดูมหกรรมทุบกำแพงประวัติศาสตร์ในโรงแรมแบบไม่คาดว่าจะโชคดีได้เห็นสดๆ (real time)

ดูไปก็นึกถึงกรณี Berlin Airlift ปี 1948-49 จำไม่แม่นซะแล้ว ที่เมื่อเบอร์ลินถูกแบ่งเสร็จใหม่ๆ รัสเซียก็ตัดน้ำตัดไฟเพื่อบีบไม่ให้พลเมืองชาติสัมพันธมิตรในเบอร์ลินตะวันตกมาร่วมสังฆกรรมด้วย นับเป็นการเปิดฉากสงครามเย็นนัดแรก
สหรัฐเลยได้โอกาสเอ็กเซอร์ไซส์ระบบส่งกำลังบำรุงทางอากาศครั้งมโหฬาร ใช้เครื่องบิน c47 c54 เป็นร้อย ปฏิบัติการลำเลียงอาหาร ขนม นม เนย ส่งหามรุ่งหามค่ำไม่ให้อดอยาก มี "ระเบิดชอคโกแลต" ที่เด็กๆชอบมาก ทิ้งลงมาจากเครื่องบินเป็นของแถมบ่อยๆ นักบินก็สนุก ห้อยลงมากับผ้าเช็ดหน้าสี่ชายเหมือนทิ้งร่ม ประมาณนั้น
"Military Air Transport" หรือที่เรียกสั้นๆว่าเครื่องบินแมท MAT  ของสหรัฐเป็นหนี้มันสมองเรื่อง logistics ของพลโท Turner ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นผู้บัญชาการขนส่งกำลังบำรุงบนเส้นทาง "อ้สสัม-จุงกิง" สนับสนุนจีนให้ต้านญี่ปุ่นสำเร็จมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่สอง (ส่วนใหญ่ใช้ ฺB-24 Liberator และC-46 เชื่อว่าเสธ ทวี ซึ่งเข้าๆออกๆรับส่งเสรีไทย จากสนามบินคลองไผ่ โคราช ไปเมืองแคนดี้ที่ศรีลังกา แล้วกลับมาโดดร่มเข้าไทยแถวแพร่ ชัยนาท คุ้นกับเส้นทางนี้ดีกว่าฝรั่งที่บินตรงไปเมืองจีนเลย)

กลับมาที่กำแพงแตกที่เบอร์ลินครับ รุ่งเช้าหนังสือพิมพ์ฺพวก tabloid ขายดีตลอดวัน เดี๋ยวออก เดี๋ยวออก คนก็ซื้้ออ่านกันจัง เหมือนไม่ได้ดูทีวีกันเมื่อคืน (ทุบกันทั้งคืนเลยครับ) ผมไม่ลืมวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 จากนั้น สงครามเย็นที่เริ่มต้นที่ Berlin Airlift ก็มีอันปิดฉาก ปีรุ่งขึ้น ซานเชสกู เผด็จการรูมาเนียอวสานสังเวยระบบโลกใหม่ ("เปเรสตรอยก้า") เป็นรายแรก ดูเหมือนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นายบุชผู้พ่อ กอบาชอฟ และโคลท์ ผู้อยู่เบื้องหลังไปพบกันที่ "กำพงเบอร์ลิน" เป็นครั้งแรก หลังจากปี 1989

ขอบคุณคุณเสลาที่ไม่ลืมเรื่องนี้ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 15:18:15 »



ต้องขอบคุณคุณอนุกูลที่คอย update วันนี้ในอดีตสม่ำเสมอค่ะ คุณอารยา

พูดถึงเรื่องการหนีข้ามกำแพงเบอร์ลิน
จำได้ว่า เคยอ่านข่าว คนเยอรมันที่อยู่ฝั่งตะวันออก
 พยายามหนีข้ามกำแพงมาฝั่งตะวันตกด้วยวิธีการต่างๆ
เช่น โยนฟูกลงมาก่อน แล้วกระโดดจากหน้าต่างตึกตามลงมา
แต่ฟูกที่โยนลงมาก่อน ไม่ได้ตกตรงจุดที่คนกระโดดตาม
จึงมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นบ่อยๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 16:32:05 »


โอ คุณอนุกูล ผมนี่แย่มาก ขอขอบคุณย้อนหลังครับ
อย่างน้อยก็บ้อนไปถึงวันเกิดผมที่ผ่านมาแล้ว  เป็นบทเรียนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ นำไปสู่หน้าแตก

ไม่ถอนคำพูดที่ขอบคุณคุณเสลาไปแล้ว เพราะถือว่ายังน้อยนิด เมื่อเทียบกับคุณูปการที่ชาวอรุณสวัสดิิ์ได้รับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 18:56:14 »



มีคลิปช่วงเวลาสำคัญ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 ที่กำแพงเบอร์ลิน
มาฝากคุณอารยา และชาวอรุณสวัสดิ์
หลายๆท่านอาจยังจดจำช่วงเวลา
ที่ได้สดับตรับฟังข่าวของกำแพงประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้


Fall of the Berlin Wall: The 20th anniversary of the moment
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2009, 19:46:35 »


โอ คุณอนุกูล ผมนี่แย่มาก ขอขอบคุณย้อนหลังครับ
อย่างน้อยก็บ้อนไปถึงวันเกิดผมที่ผ่านมาแล้ว  เป็นบทเรียนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ นำไปสู่หน้าแตก

ไม่ถอนคำพูดที่ขอบคุณคุณเสลาไปแล้ว เพราะถือว่ายังน้อยนิด เมื่อเทียบกับคุณูปการที่ชาวอรุณสวัสดิิ์ได้รับ



ใช่ครับ ผมแย่มานานหลายปีดีดักแล้วครับ ผมหงอกมาหลายสิบปีแล้ว
ปัจจุบันผมเริ่มล่วงอีกต่างหาก  ผมแย่ลงทุกที ทุกที  fun  fun  :fun
:
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 06:29:49 »


เร๊ววว! ผมกำลังจะร่วง 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 07:47:06 »



มีคลิปช่วงเวลาสำคัญ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 ที่กำแพงเบอร์ลิน,,,
สงครามเย็นยุติลงเพียงแค่สัญลักษณ์ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติกลับถูกกำหนดให้เดินไปสู่สภาวะแปลกแยกที่จะยิ่งหนาวเหน็บขึ้นทุกขณะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 08:48:40 »




ขำกับเรื่องแย่ๆของผม ที่คุณอนุกูลเสวนากับคุณอารยา
ป้าเสลาซึ่งผมก็แย่เหมือนกัน คือเป็นสีขาว แต่ไม่โชคดีที่ไม่ร่วง



กำแพงเบอร์ลินซึ่งเป็นความพยายามที่จะกีดกั้นประชาชนเชื้อชาติเดียวกัน
ไว้เป็น 2 ระบบการปกครอง คือ สังคมนิยมโดยรัสเซีย
และประชาธิปไตยแบบของประเทศสัมพันธมิตร
แต่ก็ไม่อาจขวางกั้นได้ตลอดไป

ได้มีความพยายามที่จะหนีข้ามสิ่งขวางกั้น แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก
ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

แต่ในที่สุด กำแพงที่ขวางกั้นก็ถูกทำลายลง

"กำแพงเบอร์ลิน" ที่ผู้สร้างนั้นคาดมาดหมายว่าจะแบ่งประเทศเป็นสอง 
และสร้างความขัดแย้งแบ่งแยกต่อไปตราบนานเท่านั้น

 

ความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การสิ้นสุดของการขวางกั้นนั้นเริ่มต้น จาก

12 มิถุนายน 1987  อดีตประธานาธิบดีโรนัล เรแกน
กล่าวสุนทรพจน์ หน้า ประตูชัย Brandenburg เบอร์ลินตะวันออก
ข้อความที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คือ


‘Tear Down this Wall'

 


ในเวลาต่อมาคือการล่มสลายของสังคมคอมมิวนิสต์ของอดีตสหภาพโซเวียต
และเยอรมันตะวันออกนั้นอนุญาตให้ประชาชนออกนอกประเทศ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ


ปี 1989 การปฏิวัติที่ไร้ซึ่งการเสียเลือดเนื้อก็ได้เริ่มขึ้น
เมื่อคนเยอรมันตะวันตกนั้นรวมตัวกันขึ้นไปยืนบนกำแพง
และชายสองคนตัดสินใจกระโดดข้ามลงไปสู่เยอรมันตะวันออกในยามค่ำคืน 
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวจากคนเยอรมันทั้งสองฝั่ง 


ไม่ใช่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นทั้งสองฝั่ง
ทั้งสองส่วน
ในท้ายที่สุดก็นำไปสู่ความวุ่นวายในเบอร์ลินตะวันออก
และทุกสิ่งก็ไม่อาจกีดกันขัดขวางอีกต่อไป

 



ไร้ซึ่งเสียงกระสุน
มีเพียงกำแพงที่ถูกผู้คนร่วมแรงกันพังทลาย
และ ความมุ่งหมายที่จะกลับมาเป็นหนึ่งเดียว

 

9 พฤศจิกายน 1989  กำแพงเบอร์ลินพังทลายลง และประวัติศาสตร์ใหม่ของเยอรมันก็เริ่มต้นขึ้น
ไม่ถึงหนึ่งปีนับจากวันนั้น
วันที่ 3 ตุลาคม 1990  การเฉลิมฉลองครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์เยอรมันก็ถูกจัดขึ้น  นั่นคือ

 

"การเฉลิมฉลองการรวมประเทศกลับเป็นหนึ่งเดียว"   
วันเกิด.....ของประเทศ




ธงชาติเยอรมันที่ปราศจากตราคอมมิวนิสต์ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา   เสียงตะโกนของผู้คน 
เสียงตะโกนของความเป็นชาติที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของประชาชน

 

............................

 

,,,
สงครามเย็นยุติลงเพียงแค่สัญลักษณ์ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติกลับถูกกำหนดให้เดินไปสู่สภาวะแปลกแยกที่จะยิ่งหนาวเหน็บขึ้นทุกขณะ



นั่นคือประวัติศาสตร์ของประเทศที่เคยถูกแบ่งเป็นสอง 
ซึ่งสะท้อนให้เห็นบางอย่างในประเทศของเรา 

 

ประเทศสยามที่รักยิ่ง....
ประเทศที่เคยเป็นหนึ่ง ประเทศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งสยาม
แต่บัดนี้เรากลับสร้าง 
"กำแพงเบอร์ลินที่มองไม่เห็น" ปรากฏขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค
ทุกจังหวัด ทุกท้องที่ ทุกชุมชน ทุกครอบครัว

ความแตกแยกทางความคิด
ที่เหมือนมีกำแพงเบอร์ลินขวางกั้นอยู่
กำแพงนี้ มาจากไหน ใครพยายามสร้างขึ้น...
เป็นพวกเราช่วยกันก่ออิฐคนละก้อน 2 ก้อนหรือไม่

เรากำลังยึดติดกับ "ใคร" หรือ "อะไร" 
อะไรคือความหมายของ "ชาติไทย" 
ความเป็น "ไทย" หรือ "คนไทย" นั้น คืออย่างไร

เราคิดว่า "เงิน" หรือ "ความเจริญรุดหน้าแบบโลกตะวันตก" นั้น
จะทำให้เรามีความสุขเหนือสิ่งอื่นใด..จริงหรือ
 

ทุกวันนี้ "กำแพงเบอร์ลินแห่งสยามประเทศ" 
ที่นับวันก็ยิ่งแต่จะเข้มแข็งมั่นคงขึ้นอย่างไม่มีลืมหูลืมตา

 
เยอรมันใช้เวลา 28 ปีในการทลายกำแพงที่น่าชังนั่น
สังเวยชีวิตผู้คนนับร้อย
แล้ว ประเทศของเราล่ะ????
หากไม่ตั้งต้นคิดนับแต่บัดนี้

เราจะใช้เวลาเท่าใด?

เราจะเสี่ยงกับการล่มสลายของบ้านเกิดเมืองนอนของเราหรือ

ทุกวันนี้เรามีในหลวงผู้อุทิศพระองค์มาแทบทั้งชีวิตเพื่อคนไทย เป็นที่ยึดเหนี่ยว

 
ขอเพียงแต่เรามองทุกเรื่องราวด้วยวิจารณญาณ
ความดี ความจริง ความถูกต้อง จะทำให้คนไทยรวมกันได้ในที่สุด


เมื่อใดที่คนไทยทั้งประเทศ....
มีความคิด ความเข้าใจ ความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กำแพงที่ว่านี้ ก็จะถูกทำลายลง โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ...
 

เรียบเรียงและข้อมูลจาก  http://ruk21us.exteen.com/20090903/entry,
http://www.chronik-der-mauer.de/index.php/de/Start/Index/id/652147 

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 13:21:50 »


นั่นแหละครับคุณเสลา ผมจนด้วยคำพูดที่จะนำเสนอได้อย่างที่คุณเสลาเข้าถึงสภาวะของประเทศที่เป็นอยู่ขณะนี้ ขอบคุณมากที่รู้ใจ (ตีขลุม)
ผมรู้สึกว่าขณะนี้ ประเทศชาติและประชาชนกำลังอยู่ในภาวะถูกแช่แข็ง หนักหนากว่าสงครามที่เพียงแค่ “เย็น”
การทะลาย “กำแพงเบอร์ลินสยาม” จึงมิใช่ง่ายๆแค่ถือจอบ เสียม ชะแลง ไปทุบทลาย อย่างเป็นรูปธรรมเช่นที่ชาวเบอร์ลินรวมหัวกันทำสำเร็จในคืนประวัติศาสตร์นั้น เรามีกำแพงที่มีอวิชชา และวุฒิภาวะขวางกั้นทึกหนายิ่งกว่ากำแพงเบอร์สุดประมาณ
ทางเดียวกับหนึ่งออปชั่นที่จะทลายกำแพงเบอร์ลินสยามได้คือ เมื่อประชาชนได้เข้าถึงความจริงด้วยสติและปัญญา
ซึ่งหากทำไม่ได้ในระยะสั้น ออปชั่นที่ว่าคือ รัฐบาลต้องมี "วาระแห่งชาคิพิเศษหนึ่งเดียว" (national agendum) คือการใช้อำนาจรัฐจัดการวิกฤต (ความแปลกแยก) ให้ยุติโดยด่วน

ที่ต้องด่วน เพราะช้ากว่านี้คนไทยจะจะไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ความรู้สึกเป็น “ชาติ” นั่นแหละอาการที่เรียกว่า “สิ้นชาติ” ทำเป็นเล่นไป ไม่ได้โม้
อารยาขออนุญาตยกที่มาของแนวทางแก้ปัญหาความแตกแยกที่ภาครัฐตัดสินใจมาเป็นอุทธาหรณ์ 
เป็นคำกล่าวของท่านวุฒิสมาชิกนามว่า อับราฮัม ลินคอล์นเมื่อ 151 ปีที่แล้ว  (ก่อนเป็นประธานาธิบดี 2 ปี)


"บ้านเมืองที่แตกสาแหรกขาด จะดำรงอยู่ไม่ได้
ข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่ดูดายกับสภาพ ที่มีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นทาส
อีกครึ่งหนึ่งเป็นไทต่อไปได้
ข้าพเจ้าไม่คาดว่าฝ่ายเป็น “ไท” จะล้มเหลว
บ้านเมืองนี้ต้องไม่ล่มสลาย และมั่นใจว่าความเป็นหนึ่งเดียวจะกลับคืนมา
ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ให้มันแตกกันไปอยู่อย่างนี้”


พูดสั้นๆคือรัฐบาลต้องเข้าใจความหมายของ "เอกภาพ" หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ ที่ลึกยิ่งกว่าคำพูดว่า “สมานฉันท์”
หรือถ้ารัฐบาลคิดว่าเข้าถึงแล้ว ก็ขอให้ทบทวนว่ากำลังเดินมาถูกทางหรือเปล่า ทางนั้นต้องไม่ใช่การประนีประนอมกับคนทุจริตในอัตนาความผิดขึ้นสูง
หรือกับอมุษย์ที่ไร้มโนธรรมกำกับความรู้สึกผิด ชอบ ชั่ว ดี
หรือมีพฤติกรรมบ่อนทำลายรัฐ เป็นไส้ศึก ชักศึกเข้าบ้าน เอาความในออก เอาไฟนอกเข้า
 
ต้องตระหนักว่า การปล่อยให้ศัตรูของรัฐให้ลอยนวล ต่างจากการยกประโยชน์ทางแพ่งให้กับฝ่ายจำเลย เพราะผลต่างกันสุดประมาณได้
อย่างน้อย จะทำให้คนดีจะอยู่ไม่ได้ในที่สุด (ไม่แน่ว่าวันนั้นอาจมาถึงแล้ว?)
หากวันที่คนดีรับไม่ได้อันเนื่องมาจากถูกเลือกปฏิบัติเช่นนั้น รัฐบาลจะหมดสิทธิ์กล่าวคำว่า “ผมเชื่อมั่นในคนไทย”
เพราะจะไม่มีคนดีให้ท่านเชื่อมั่น ท่านก็คบกับคนชั่วต่อไปเองสิ

สรุป (ครั้งที่เท่าไหร่แล้วมิทราบ) บางครั้ง การเลือกข้างเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกล้าแสดงออก และจะเป็นนโยบายที่ดีที่สุด ท่านเลือกอยู่กับข้างถูกต้องยังต้องกลัวอะไร
เลิกกั้กได้แล้ว ส่วนยุทธวิธีท่าคิดได้เอง จะหมดเวลาอยู่แล้ว อย่าทำไขสือ



ช่วยตรวจสอบด้วยครับว่า ผมแปลข้างบนผิดความหรือเปล่า (แต่ผิดคำคงมี อย่าถือโทษเลยนะครับ)

"A house divided against itself cannot stand. I believe this government cannot
endure permanently half slave and half free. I do not expect the Union to be
dissolved- I do not expect the house to fall but I do expect it will cease to be
divided. It will become all one thing, or all the other.”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 22:23:57 »



ค่ะคุณอารยา
ขณะที่รวบรวมข้อมูลเรื่องราวของกำแพงเบอร์ลินนี้
ก็รู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ กับกำแพงที่มองไม่เห็นในบ้านเรา

กำแพงที่คนไทยด้วยกัน ช่วยกันสร้าง
นับวันจะแข็งแรง สูงใหญ่ยิ่งขึ้นจนน่ากลัว
กำแพงที่ไม่รู้ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใดทำลายลงได้อย่างกำแพงเบอร์ลิน


ชอบข้อความที่คุณอารยาแปล

อ้างถึง
"บ้านเมืองที่แตกสาแหรกขาด จะดำรงอยู่ไม่ได้
ข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่ดูดายกับสภาพ ที่มีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นทาส
อีกครึ่งหนึ่งเป็นไทต่อไปได้
ข้าพเจ้าไม่คาดว่าฝ่ายเป็น “ไท” จะล้มเหลว
บ้านเมืองนี้ต้องไม่ล่มสลาย และมั่นใจว่าความเป็นหนึ่งเดียวจะกลับคืนมา
ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ให้มันแตกกันไปอยู่อย่างนี้”



สมัยก่อนนั้น ปัญหาของบ้านเมืองเรา วิกฤตวิปโยคขนาดไหน
แต่เราก็ยังมีที่ยึดเหนี่ยวแห่งจิตใจ
ซึ่งประสานให้การขัดแย้งทั้งปวง สงบลงได้

ที่น่าหนักใจยิ่งทุกวันนี้ ...
ก็คือศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทยถูกกระทบกระทั่งมากขึ้นเรื่อยๆ
เราจะปกป้องเทิดทูนพระผู้อันประเสริฐ
ไว้เป็นมิ่งขวัญปกเกศเกล้าชาวไทยให้แน่นหนากว่านี้ได้ไหม...

รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่หน่วยใดจะทำหน้าที่นี้
หรือคนไทยอย่างป้าเสลา คุณอารยา หรือคนอื่นๆ จะทำอะไรได้บ้าง


หากยังไม่มั่นใจที่จะหาวิธีทำลายกำแพงลงได้....
ก็ขอเพียงระมัดระวัง อย่าเผลอไผล
หยิบก้อนอิฐเสริมกำแพงให้ยืดยาวแข็งแรงมากขึ้นอีกก็แล้วกัน..




*********************




ภาพจากการเฉลิมฉลองครบ 20 ปีแห่งการทลายกำแพงเบอร์ลิน
เมื่อ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ Brandenburg Gate  กรุง Berlin





ประมุขของหลายประเทศร่วมแสดงความยินดี ท่ามกลางสายฝน

จากซ้าย นายกฯอังกฤษกอร์ดอน บราวน์,ประธานาธิบดีนิโคลาส ซาร์โคซี่แห่งฝรั่งเศส
นายกฯเยอรมัน Angela Merkel, ประธานาธิบดีรัสเซีย Dmitry Medvedev,
และประธานาธิบดีเยอรมัน Horst Koehler



...





ประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ทำเซอร์ไพรส์ เยี่ยมหน้าแสดงความยินดี
ผ่านทางวีดีโอ



แท่งโดมิโยยักษ์ที่ประตู Reichstag Gate เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนกำแพง



...






และการล้มโดมิโน
แสดงสัญญลักษณ์แห่งการทลายกำแพง


(ภาพจาก AP,AFP,Reuters)




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 17:57:03 »


พูดตรงๆนะครับ ทุกคนในชาติเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงที่ว่าตั้งแต่ยังจำความไม่ได้กันถ้วนหน้า เราภูมิใจ และเข้าใจว่ามีส่วนร่วม เพราะกำแพงย่อมมีประโยชน์ ช่วยป้องกันภยันตรายต่างๆ  เราไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งเราจะพบว่ากำแพงนี้กลายเป็นปีศาจที่ไม่น่าปรารถนา
ควรทลายลง  
นั่นแปลว่า เราต้องทำการเฉือนเนื้อร้ายส่วนหนึ่งออกไปจากตัวเอง และยังรีรอ เหมือนเข้าเกียร์ว่าง จึงมีคำถามว่าเมื่อไหร่มันจะจบเสียที
หรือพอถามว่าจะต้องเฉือนส่วนไหน ก็ไม่กล้าวินิจฉัยฟันธงลงมีดหมอให้มันจบ รู้แล้วรู้รอด เกรงใจ กลัวว่าอาจไปกระทบกระเทือนใจพรรคพวก เพื่อนฝูงที่ไป "ถือหาง" ตัวมะเร็งร้ายไปเสียแล้ว มันถึงจบยาก ยิ่งเรื้อรังนานก็นำไปสู่การเกิดสภาวะ "อนาธิปไตย"
หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เรามีประสบการณ์นี้มาครั้งหนึ่ง คือ “ใครก็เป็นใหญ่ได้” (ก๊ก เหล่า เจ้าชุมนุม เพียบ) แต่เพียง 6 เดือนก็กลับเข้าที่เพราะสมเด็จพระเจ้าตากฯพระองค์ไม่ทรง "พระกั้ก" และทรงเด็ดขาด “เอกราช” ของชาติจึงกลับคืนมาเร็ว
แต่อนาธิปไตยครั้งนี้ยาวมานับเป็นปีๆแล้ว

เออ กี่ปีแล้วล่ะ  มี 2 ฝ่ายที่นับต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญครับ

ฝ่ายหนึ่งตอบว่า เริ่มตั้งแต่หนี้ครัวเรือนถัวเฉลี่ยทั้งประเทศพุ่งพรวดจาก 2 หมื่นบาทเป็น 1.5 แสนบาท ในห้วงเวลาระหว่าง 2544-2548
ในช่วงเดียวกัน บุคคลธรรมดาเป็น "เอ็นพีแอล" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเงินของไทยที่ไม่จำกัดเฉพาะลูกหนี้ธนาคารที่เป็นบริษัท เป็นเอกชน เริ่มพบ 2 หมื่นกว่าล้านบาทในเดือนสิงหาคม 2545 พอต้นปี 2548 กลายเป็น 1.3 แสนล้านบาท ช่วงนี้คนไทยเป็นหนี้กันอย่างเพลิดเพลิน
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงหนี้ที่เกิดจากโครงการอื่นๆในชนบทที่แม้วัตถุประสงค์ดี แต่การบริหารจัดการขาดความรอบคอบ จนถึงวันนี้ทำให้ตาสีตาสาตามายายมีเป็นหนี้เพิ่มจากนอกระบบกันหูตูบ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของหัวหน้ารัฐบาลขณะนั้นจงใจให้คนไทยใช้ "เงินในอนาคต" ในรูปแบบต่างๆกันอย่างเอิกเกริก (โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเป็นการประยุกต์ "ทฤษฏีเคนเซี่ยน" ที่ออกนอกกรอบ แม้จะพยายามโปรโมทว่าเป็นนวกรรมทางความคิดที่เรียกว่า Thaksinomics หรือ Dual-Track ก็เลยยิ่งออกทะเลไปแบบกู่ไม่กลับ ต้องมาแก้ตัวเอาต้นปี 2548 ว่า สี่ปีที่ผ่านมาเพิ่งจะผ่านช่วง "ซ่อม" ขออีก 4 ปีจะได้ "สร้าง"!!!)

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า กำแพงที่ต้องทะลายเพิ่งเกิดหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยอ้าง ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ถูกยึดอำนาจ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองไปนานแล้ว

ถึงวันนี้ สองฝ่ายยังคงร้องเพลง “ลมหวน” ไม่จบ เพราะต่างยังคงย้ำวลีแรกกันเป็นวรรคเป็นเวรว่า “ตัวใครเป็นคนผิด อยากถามรัก”

จริงๆแล้วมีผ่ายที่สามด้วยครับ เป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ สังกัด “พรรคผ่อนหย่อนใจ” ชอบร้อง The Sound of Silence เมื่อไหร่เบื่อก็เปลี่ยนมาเป็น Blowing in the Wind ครับ
อาเมน

ป.ล. มีภาพกำแพงเบอร์ลินดูกันให้เข็ด  40 กว่าภาพครับ
http://www.anorak.co.uk/230226/media/the-rise-and-fall-of-the-berlin-wall-in-photos.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หิรัญญิการ์
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,880



« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 18:28:38 »




กำแพงที่คนไทยด้วยกัน ช่วยกันสร้าง
นับวันจะแข็งแรง สูงใหญ่ยิ่งขึ้นจนน่ากลัว
กำแพงที่ไม่รู้ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใดทำลายลงได้อย่างกำแพงเบอร์ลิน






กำแพงเบอร์ลิน สามารถทุบทำลายลงได้
ญิการ์ว่า...กำแพงใจของคนไทย..น่าจะทำลายลงได้นะคะป้า
ถ้าต่างคนต่างลดความยึดมั่นของตน
แล้วหันมาคุยกัน...
ขอบคุณค่ะลุงอารยา...ที่นำภาพมาให้ชม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 20:21:59 »






ภาพจากเว็บที่คุณอารยานำชม
อยากเข้าไปอยู่ในกลุ่มของคนเยอรมัน ณ ช่วงเวลานั้น จังเลย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 21:04:37 »


ถ้าเหตุเกิดที่กำแพงเมืองจีนคงมีคนเอาขิมขึ้นไปตีเล่นคลายเครียดนะครับ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 21:18:04 »



ถ้าเป็นเมืองไทย จะมีกลองกับฉิ่งฉับ รึปล่าว ..คุณอารยา 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อารยา
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 22:17:14 »


ใช่เลยครับ ฉิ่งฉับเป็นของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ขาดไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นวันนี้มีอ๊อปชั่นเป็น>>>  มือตบ-Red มือตบ-Yellow
 fun
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2011, 10:35:46 »



เข้ากระทู้นี้แล้ว ก็คิดถึงคุณอารยา.....


******************************


วันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่ระลึกของการก่อตั้งกำแพงเบอร์ลินครบ 50 ปี






<a href="http://www.youtube.com/watch?v=85xubRUaYSg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=85xubRUaYSg</a>


กำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกมองเป็นกำแพงป้องกันการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์
สร้างขึ้นในเช้าของวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม ปี 1961
เพื่อขัดขวางไม่ให้ชาวเยอรมันตะวันออกอพยพหนีไปฝั่งตะวันตก
โดยถูกสร้างต่อเติมให้มีความสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความยาวทั้งสิ้น 155 กิโลเมตร
จนกระทั่งถูกทุบทำลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 1989



เยอรมนีจัดพิธีรำลึกครบ 50 ปี ที่กำแพงเบอร์ลินเริ่มก่อสร้างขึ้น ในวันนี้ (13)
โดยมีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต
ที่พยายามปีนกำแพงข้ามจากฝั่งตะวันออก หนีไปยังฝั่งตะวันตก



นายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลิน คลอส โวเวอริต( Klaus Wowereit), นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล(Angela Merkel)
ประธานาธิบดีคริสเตียน วูลฟฟ์ (Christian Wulff), ประธานรัฐสภา Parliนอร์เบิร์ต แลมเมิร์ท (Norbert Lammert)
เข้าร่วมในพิธีไว้อาลัย
ซึ่งถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ ณ กำแพงประวัติศาสตร์
ที่ตั้งตระหง่านมานานถึง 28 ปี หลังจากพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่ง
ที่มีการอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตเป็นเวลานานกว่า 7 ชั่วโมง

ธงชาติถูกลดลงครึ่งเสา ขณะที่โบสถ์ และหน่วยงานรัฐต่างๆ
เรียกร้องให้มีการยืนไว้อาลัย
รวมถึงระบบขนส่งทั่วเบอร์ลินจะหยุดให้บริการ ในเวลา 12.00 น.
พร้อมกับขึ้นข้อความอิเล็กทรอนิกตามสถานีต่างๆ
เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 136 คน ที่พยายามปีนข้ามกำแพงเบอร์ลิน


     
สำหรับตัวเลขของเหยื่อทั้งหมด ที่คาดว่าถูกสังหารขณะพยายามหลบหนี
จากเยอรมนีฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกนั้นมีถึงราว 600-700 คน



ประธานาธิบดีวูลฟฟ์กล่าวว่า วาระครบรอบ 50 ปีนี้
เป็นโอกาสที่ชาวเยอรมันสามารถมองย้อนกลับไปได้ว่า
พวกเขาก้าวหน้ามาไกลแค่ไหน นับตั้งแต่วันที่เลวร้ายที่สุดในช่วงสงครามเย็น
       
      "เรามีเหตุผลที่จะรู้สึกดีใจมาก ที่ได้มีชีวิตอยู่ที่นี่ ในตอนนี้
เราสามารถมองด้วยความภาคภูมิใจต่อความปรารถ
ที่ไม่อาจต้านทานได้ของชาวเยอรมันตะวันออก
เพื่อเสรีภาพ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชาวเยอรมันตะวันตก"

เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์ดีเวลท์ฉบับวันนี้ (13)
       
       ด้านเจอร์ซี บูเซก ประธานรัฐสภาสหภาพยุโรป กล่าวในถ้อยแถลงว่า
วันครบรอบนี้เป็นสิ่งเตือนใจที่หนักแน่นว่า
"พวกเราควรยึดมั่นในสหภาพยุโรป และหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกใดๆ อีก"



  "กำแพงเบอร์ลินเป็นฝันร้ายของยุโรปมานานกว่า 28 ปี
เป็นสัญลักษณ์ความแตกแยกของทวีปของเรา รวมถึงการเหยียดหยาม
และละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน"

บูเซก อดีตนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ซึ่งเคยอยู่ในเบอร์ลินตะวันออก
เมื่อกำแพงนี้ถูกสร้างขึ้น กล่าว



ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2554
ภาพจาก http://www.cbsnews.com/stories/2011/08/13/501364/main20091984.shtml,
Reuters,Ap




สร้างขึ้นและทุบทิ้ง  1961-1989   
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=bqySsC7ihSI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=bqySsC7ihSI</a>


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal