ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 23, 2014, 14:27:42
94,343 กระทู้ ใน 7,720 หัวข้อ โดย 9,148 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: laksika
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  ชีวิตง่ายๆ แบบ "โจน จันได" 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตง่ายๆ แบบ "โจน จันได"  (อ่าน 43814 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« เมื่อ: ตุลาคม 19, 2009, 18:55:27 »


"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก
เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ
อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"



โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย
ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก

เขายึดหลัก"ความง่าย"
ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์  ...โจน จันไดมองเช่นนั้น



โจน จันได กับบ้านดินบนดอย อ.แม่แตง เชียงใหม่

...



โจน จันได วัย 45 ปี ชาวยโสธร
ขณะนี้บ่มเพาะ ความฝันอยู่บนดอย
ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ที่ศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง
และ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ พันพรรณ

จากประสบการณ์การใช้ชีวิต 7 ปี อยู่กรุงเทพฯ
2 ปี ในสหรัฐ อเมริกา ยึดอาชีพล้างจานและยามเป็นหลัก

วันหนึ่งค้นพบตัวเองว่า เกษตรกรไทย
ทำงานเพื่อใช้หนี้ มากกว่าเลี้ยงตัวเอง



“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้ง
ต่างจากเดิม ที่บรรพบุรุษทำปีละ 2 ครั้ง
นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก
แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย
จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”



โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต
ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน



  ...


“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย
จึงอยากพัก
บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้
แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้
คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ
การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน
เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน
เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้  

แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน
การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ
ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก
ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”





โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ
เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง
ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น

ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้
เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก
เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ

ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด
และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พืชผลเหล่านั้นล้มตายทำให้ขาดทุนเป็นหนี้



            ด้วยความคิดนี้ โจนหาซื้อที่ดินที่อำเภอแม่แตง และลงมือปลูกพืชผัก
ตั้งชื่อว่า ไร่พันพรรณ มีคนอาศัยและช่วยงานอยู่ 7-8 คน เป็นครอบครัวเล็กๆ
มีแขกแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง บางคนทำงานในเมืองมานาน เบื่อหน่ายเมือง
เบื่อหน่ายตัวเอง และอยากไปทดลองใช้ชีวิต ก็มาขออาศัยอยู่ที่ไร่






 ที่ไร่ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์
ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ต่างผลัดเปลี่ยน
ตามกันมาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสมถะกับโจน จันได


            “เราเน้นการพึ่งตนเองด้วยปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา
เรามีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด
ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด
แต่การพัฒนาทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่เลวลง แย่ลง

            “ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก
อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน

การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลย
เราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ
จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย

คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?

            “คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย
และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?

            “สุดท้าย เราก็เลยกลับมานึกถึงชีวิตว่า
ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้
เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา”



มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง
ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

            “เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”

            โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

            “อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง
แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน
แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

            “บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ
ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ
อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว
แต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา

           “ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิม
ไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม"

          “อยากให้เห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าง่ายไม่ได้ มีความสุขไม่ได้
ความง่ายก็คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ยากและก็ไม่เป็นทุกข์”




(เรียบเรียงจาก http://wittosan.multiply.com,http://www.vegetweb.com/
ภาพจาก internet)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2009, 19:43:47 »



          จากบ้าน เสื้อผ้า มาถึงเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่

           โจน จันได กำลังสนุกกับการปลูกพืชและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้
เก็บแบบบ้านๆ ไม่ต้องพึ่งห้องแลปแบบวิทยาศาสตร์



...

  “ไม่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีมากเกินไป
เพราะเราเก็บจากชาวบ้าน
เก็บจากชีวิตประจำวัน ปลูกไปด้วย
กินไปด้วย คัดเลือกไปด้วย เก็บพันธุ์ไปเรื่อยๆ
พยายามที่จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านไปเรื่อยๆ
เราจะรักษาในลักษณะนี้”


            โจน จันได บอกว่า อยากให้คนหันมาเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไว้ให้เยอะขึ้น
อย่างมีสัก 10 คน หายไป 3 คนก็ยังเหลืออีก 7 ดีกว่าไม่มีใครเก็บเลย

  ... 
ทำไมต้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์?

            “การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์แท้ พันธุ์พื้นบ้านเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะธุรกิจทุกวันนี้เอาเมล็ดพันธุ์ผสมมาให้เราปลูก
ต่อไปถ้าเราไม่เก็บเมล็ดพันธุ์เอง
เราต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์จากบริษัทตลอด
และถ้าบริษัทขึ้นราคาเมล็ดพันธุ์ เราก็ต้องซื้อเขา”

            มีตัวอย่างชาวบ้านที่ยโสธร (บ้านเกิดของโจน จันได)
ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์แตงโมกิโลกรัมละ 12,000 บาท -ให้ตายสิ!!!

            โจน จันได มองว่าเราต้องกลับมาคิดเรื่องเมล็ดพันธุ์กันใหม่

          “ใครยึดครองเมล็ดพันธุ์ได้ คนนั้นครองโลก”

          คำพูดนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะดูจะสอดคล้องกับที่เห็นและเป็นอยู่
บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่พยายามแย่งชิงพันธุ์พืช
มีการขโมย มีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ มีการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมพันธุ์พืช
เพื่อจะเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

บริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยผู้ที่บอกว่าจะเป็นเจ้าของประเทศนี้
ก็กำลังรุกคืบผลิตอาหารทุกอย่าง เดินไปตามท้องถนนคงเห็นป้ายโฆษณา
รวมถึงการกระหน่ำยิงสปอตทางทีวี วิทยุ ตู้ขายอาหารริมทางของบริษัทนี้ก็มีเกลื่อนกลาด

            ทำไมต้องทำเช่นนั้น?

            ก็เพราะอาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ไม่มีเงินยังอยู่ได้ แต่ไม่มีอาหารจะอยู่ได้สักกี่วัน?

            “ชีวิตเราล่อแหลมต่อการล่มสลายมาก
เราบริโภคกันจนไม่รู้จะบริโภคยังไงแล้ว เงินไม่มีความมั่นคงต่อไปอีกแล้ว
แต่สิ่งที่มั่นคงคืออาหาร กินเมื่อไหร่ก็ได้ อาหารต่างหากที่มีความมั่นคง”

            โจน จันได ยกตัวอย่าง คราวไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในอเมริกา
เจ้าของธุรกิจต้องนั่งนอนตามท้องถนน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำงานไม่ได้
ขึ้นลิฟท์ไม่ได้ กินไม่ได้ เพราะมีแต่เงิน...ไม่มีใครขายอาหารให้




            ไม่ว่ามนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยีไปไกลสุดขอบจักรวาล
แต่สุดท้ายแล้ว ก็หนีไม่พ้นต้องกลับมาสู่เรื่องอาหารการกิน ชีวิตถึงจะมีความสุขได้

            เราจะวิ่งตามเงินหรือมีความสุขอยู่กับตัวเอง?

          คำถามช่างยอกย้อนใจคนที่กำลังสับสนอยู่ในวังวนของเมืองดีแท้

          “คนจะมีความสุขไม่ได้ มีเสรีภาพไม่ได้ พึ่งตนเองไม่ได้ ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์”


          คำพูดของโจน จันไดทำให้ต้องก้มลงมองผืนดินที่กำลังเหยียบยืน
พร้อมด้วยคำถามมากมายในหัว

            “เมล็ดพันธุ์เป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษส่งต่อมาให้ลูกหลาน
เรามีมะม่วงหลากหลายชนิดกิน มีพืชผักผลไม้อะไรอร่อยๆ มากมายกิน
ก็เพราะการทำงานหนักของบรรพบุรุษที่จะรักษาตรงนี้ไว้ 
ถ้าเราไม่รักษาไว้ เราจะเป็นมนุษย์รุ่นสุดท้ายที่เนรคุณที่สุด เพราะเรากำลังทำลายเมล็ดพันธุ์”

          เราคงยังไม่อยากถูกตราหน้าว่าเนรคุณ ใช่มั้ย?

            “ดินที่เต็มไปด้วยพันธุ์พืช นั่นคือสวรรค์” พี่โจนสรุปสิ่งที่สัมผัสได้จากการอยู่กับดิน

            “เอาเงินมากมายไปปลูกต้นไม้ ดีกว่าไปฝากธนาคาร เพราะปลูกต้นไม้ยังได้เจริญเติบโต
เป็นประโยชน์ ให้ผลผลิตได้กินไม่มีที่สิ้นสุด

...  มนุษย์ผู้ปลีกตัวไปสู่ความเรียบง่าย
สมถะทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยชีวิตบนโลกใบนี้ว่า

 “เราต้องเพาะปลูกพันธุ์พืช ปลูกเพาะเมล็ดพันธุ์ในใจของเรา
เพื่อให้ยืนยาวต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน”



(ข้อมูลจาก http://www.vegetweb.com/ภาพจาก internet)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2009, 09:37:41 »




โจน จันได เจ้าของบ้านดินหลังแรกในประเทศไทย
ผู้จุดประกายความรู้เรื่องที่อยู่อาศัยที่เรียบง่าย ออกแบบ สร้าง และซ่อมเองได้
จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินไทยทุกวันนี้

วันนี้เขาหยุดการเดินทางสร้างบ้านดิน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้ชีวิตง่ายๆ
ให้เพลิดเพลินแต่มีความหมายผ่าน "พันพรรณ"
ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน





...
บนที่ดิน 20 กว่าไร่ที่เคยรกร้าง
ท้ายหมู่บ้านในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ถูกซื้อมาด้วยเงินบริจาคของปิยะมิตร
ที่สนใจร่วมแนวคิดของ "พันพรรณ"
ถูกแปลงสภาพเป็นที่ตั้งบ้านดิน 5-6 หลัง

แปลงนาข้าว ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงปลา
ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
พึ่งพิงตนเองด้านที่อยู่อาศัยและอาหารให้มากที่สุด

โจน และสมาชิกรวม 10 คน
มาตั้งรกรากใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย

แบ่งงานกันทำตามความถนัด



โจน รับบทหลักเรื่องงานสวน


...
  เป๊กกี้ ภรรยาชาวอเมริกันสนใจในงานฉาบและทาสีบ้านดิน
รวมทั้งมีหน้าที่ดูแล ทาน ลูกชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบสามเดือน



ต่าย สถาปนิกหนุ่มรับผิดชอบงานก่อสร้าง





มิเชล เป็นคนฮอลแลนด์มีประสบการณ์งานฝึกอบรมบ้านดิน
แต่ที่ถนัดมากกว่าคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์



สเตฟาน คนเม็กซิกันมาฝึกงานบ้านดินและสวน

น็อต และ อัน ร่วมกันทำบ้านดินมาตั้งแต่ชุมชนมั่นยืน

ส่วน ตั้ง กับ เอ็กซ์ วัยรุ่นจากเบตง ยะลา ทำหน้าที่ช่วยงานสารพัดอย่าง



นอกจากความพยายามที่จะเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชแล้ว
"พันพรรณ" ยังทำงานความคิดเรื่องการพึ่งตนเอง
โดยเป็นสถานที่อบรมให้กับผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
มาเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตง่ายๆแต่เข้าใจในชีวิต รู้จักพึ่งตนเอง
ทั้งการสร้างบ้านดิน การทำสวนผัก การทำปุ๋ยหมัก
การเรียนรู้เรื่องสมุนไพร และการดูแลสุขภาพด้วยอาหาร


 

สองปีที่ผ่านมามีทั้งคนไทย พม่า ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย
เกาหลี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฮอลแลนด์ และเดนมาร์ค
สนใจเข้ารับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

?...เราเห็นว่าคนสนใจที่จะใช้ชีวิตแบบง่ายๆ มากขึ้น
จึงทำเป็นหลักสูตรอบรมให้คนมาเรียนรู้ในช่วง เวลา 1-6 เดือน
ส่วนมากเขารับรู้มาจากเว็บไซต์ของเรา (http://www.punpunthailand.org/)

กิจวัตรประจำวันคือ สอนให้ปลูกผักกินเอง สอนทำบ้านดิน
เวลาที่เหลือก็พัฒนาตัวเองในวิถีที่อยากเป็นตามอัธยาศัย
บางคนชอบเล่นดนตรีก็ไปเล่น ชอบปั้นก็ทำงานปั้น
หรือชอบทำสวนผักทำบ้านดินก็ทำต่อไป โดยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา

เนื่องจากเราเป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่เก่งเรื่องการหาทุน
ทางออกคือเราคิดค่าอบรมกับชาวต่างประเทศ
เพราะคิดว่าเขามีกำลังจ่ายและมันไม่มากเท่ากับที่เขาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
แต่มันพอช่วยให้เราทำงานต่อไปได้
ส่วนคนเอเชียไม่คิดเงินเพราะเป็นคนจนเหมือนกัน??


ตอนนี้เราเก็บมะเขือเทศได้ 32 ชนิด แตงโม 10 กว่าชนิด
อย่างอื่นก็มีอย่างละ 5 อย่าง 10 อย่าง
ยังถือว่าน้อยมากเพราะเราเพิ่งเริ่มต้น
และเริ่มแบบพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดก่อน

อีกสัก 1-2 ปี เราน่าจะงดซื้ออาหารสดจากข้างนอก
คงซื้อแค่น้ำตาล น้ำมัน
ต่อไปคิดว่าจะเลี้ยงไก่และเลี้ยงแพะ เอานมไว้กินและขี้แพะไว้ทำปุ๋ย...?

ความคาดหวังของ โจน จันได และผองเพื่อนแห่ง "พันพรรณ" ในวันนี้
คือ การจุดประกายให้สังคมตื่นตัว ให้คนเริ่มมองในมุมที่ไม่เคยมองหรือละเลยไป

??หลายชุมชนทำเรื่องการพึ่งตนเอง แต่ไม่ได้คิดเรื่องเมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสนใจที่สุด
เพราะตอนนี้มีอาหารพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น การเอายีนข้าวโพด
ไปผสมกับยีนของไก่เพื่อ ให้กลายเป็นข้าวโพดรสไก่
หรือเอายีนของมันฝรั่งไปผสมกับยีนของกุ้ง เพื่อให้เป็นมันฝรั่งรสกุ้ง

การทำให้คนหันกลับมาคิดเรื่องเมล็ดพันธุ์และการพึ่งตัวเอง มันเป็นเรื่องใหญ่
พวกเราไม่สามารถทำกันเพียงลำพังได้ ต้องใช้คนจำนวนมาก
แต่ตอนนี้เรากำลังเริ่มจากตัวเองก่อน แล้วค่อยขยายผลความคิดออกไปเรื่อยๆ...?

หากถามว่า "บ้านดิน" และ "พันพรรณ" ให้อะไรกับสังคมบ้าง
ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน คือ มีบ้านดินและเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มจำนวนขึ้น

แต่ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดในการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
พอดี และพึ่งตนเอง
ที่ โจน จันได ได้จุดประกายและสร้างเป็นทางเลือกที่รอคอยการสานต่อจากทุกคน




(ข้อมูลจาก http://www.give2all.com/,ภาพจากเว็บไซท์ต่างๆ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ngarmta
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2013, 15:47:44 »


คนคนหนึ่งนี่น่าทึ่งจริง ๆ นะคะป้า  ชื่นชมมากค่ะ  เคยอ่าน  เคยดูเรื่องราวของคุณโจน  จันไดมาบ้าง  ดีจังค่ะที่คนไทยมีคนควรแก่การชื่นชมอย่างนี้ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ngarmta
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2013, 16:06:51 »


             ตอนนี้ก็พักผ่อนยามว่างด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว  (พันธุ์พื้นบ้าน)  ในกระถาง เพราะสถานที่ไม่อำนวย  เมล็ดพันธุ์ก็หายากมาก  บางชนิดเคยเห็นแม่ปลูกเมื่อสัก ๔๐ ปีกว่า ๆ มาแล้ว  เมื่อสักสิบปีก่อน  เด็กนักเรียนนำพันธุ์มะเขือคางกบ (บางคนเค้าเรียกมะเขือจาน)  กับมะเขือเทศฟักทองมาให้  ปลูกต้นเดียวก็กินได้เป็นสิบครัวเรือน  ไม่ต้องดูแลมาก  ทนทุกสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม  ตอนนี้ก็กำลังหาพันธุ์ผักสวนครัวทั้งสองชนิดนี้มาปลูกอีกครั้ง  ไม่รู้จำสำเร็จหรือเปล่า
         
             ตอนเด็ก ๆ  สิ่งที่เห็นแม่ซื้อจากตลาดคือส้มเขียวหวานกับเงาะค่ะ  เพราะแถวหมู่บ้านไม่มีใครปลูก  ส่วนอาหารหลัก ๕ หมู่อื่น ๆ ไม่ได้แอ้มตังค์แม่หนูและคนในหมู่บ้านหรอกค่ะป้า

             ความสุขอยู่ใกล้ ๆ ตัวเองนะคะป้า  แต่ทำไมเราหาไม่เจอ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2013, 21:11:38 »


             ตอนนี้ก็พักผ่อนยามว่างด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว  (พันธุ์พื้นบ้าน)  ในกระถาง เพราะสถานที่ไม่อำนวย  เมล็ดพันธุ์ก็หายากมาก  บางชนิดเคยเห็นแม่ปลูกเมื่อสัก ๔๐ ปีกว่า ๆ มาแล้ว  เมื่อสักสิบปีก่อน  เด็กนักเรียนนำพันธุ์มะเขือคางกบ (บางคนเค้าเรียกมะเขือจาน)  กับมะเขือเทศฟักทองมาให้  ปลูกต้นเดียวก็กินได้เป็นสิบครัวเรือน  ไม่ต้องดูแลมาก  ทนทุกสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม  ตอนนี้ก็กำลังหาพันธุ์ผักสวนครัวทั้งสองชนิดนี้มาปลูกอีกครั้ง  ไม่รู้จำสำเร็จหรือเปล่า
         
             ตอนเด็ก ๆ  สิ่งที่เห็นแม่ซื้อจากตลาดคือส้มเขียวหวานกับเงาะค่ะ  เพราะแถวหมู่บ้านไม่มีใครปลูก  ส่วนอาหารหลัก ๕ หมู่อื่น ๆ ไม่ได้แอ้มตังค์แม่หนูและคนในหมู่บ้านหรอกค่ะป้า

             ความสุขอยู่ใกล้ ๆ ตัวเองนะคะป้า  แต่ทำไมเราหาไม่เจอ


ป้าก็คิดถึงความสุขเล็กๆที่เราเคยมีเสมอ
คุณงามตา ลองเข้าไปพักผ่อนกระทู้นี้ http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=8711.0
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal