ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 22, 2014, 20:42:14
94,343 กระทู้ ใน 7,720 หัวข้อ โดย 9,147 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: grod
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  กีฬา - ท่องเที่ยว : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง  |  เพตรา (Petra) มหานครศิลาสีชมพูแห่ง จอร์แดน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: เพตรา (Petra) มหานครศิลาสีชมพูแห่ง จอร์แดน  (อ่าน 16531 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2006, 22:37:36 »



เพตรา (Petra)
มหานครศิลาสีชมพูแห่ง จอร์แดน

มหานครซึ่ง จอร์จ ลูคัส ยังเกิดแรงบันดาลใจ มาสร้างตำนานของหนังชื่อก้องโลกอย่าง
อินเดียนา โจนส์ ถึงที่นี่

มหานครเพตรา ตั้งอยู่ห่างจากกรุงอัมมาน นครหลวงของจอร์แดนไป 180 ไมล์ 
โดยนั่งเครื่องบินไปลงที่อัมมาน แล้วเดินทางต่อไปยังนครเพตราซึ่งจะมีบริษัททัวร์นำเที่ยว
นั่งรถบัส ผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุ แล้วขี่อูฐไปชมเพตรา มหานครอันน่าอัศจรรย์


Petra_treasury

เรื่องราวที่มาของมหานคร Petra

ชนเจ้าของนครเพตราดั้งเดิมนั้น เป็นเผ่าเนบาตาเอี้ยน (Nebataean) ซึ่งเป็นสายหนึ่ง ของเผ่าเบดูอิน
เบดูอิน เป็นต้นตระกูลของ ชาวตะวันออกกลางหลายชาติ ยกเว้นอิหร่าน
ชนเผ่าเนบาตาเอี้ยนร่อนเร่มานานจนกระทั่ง ได้พบเทือกเขา
ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศจอร์แดนในปัจจุบันนี้ 
จึงตั้งถิ่นฐานโดยอาศัยอยู่ในถ้ำซึ่งมีอยู่เป็นอันมากตลอดแนวเทือกเขานี้





และมีอาชีพให้ความคุ้มครอง แก่กองคาราวานขนสินค้า ที่เดินทางผ่านดินแดนแถบนี้
ไปค้าขายยังอาณาจักรไกลๆ เช่น เมืองท่าในอียิปต์ หรือดามัสกัสในซีเรียซึ่งต้องผ่านเส้นทางนี้ทั้งนั้น
และต่อมาชาวเนบาตาเอี้ยนที่มีหัวการค้าก็แต่งกองคาราวาน ซื้อสินค้าจากเมืองหนึ่งเดินทาง
ไปทำการค้าขายในดินแดนไกลๆ เอง

ด้วยเหตุที่ชาวเนบาตาเอี้ยนเดินทางไกลเพื่อค้าขาย  ไปถึงไอยคุปต์และจีน
จึงรับเอาความเจริญ ของชนเหล่านี้มา
ชาวเนบาตาเอี้ยนมีอักขระใช้ เป็นของตนเอง มีกฎหมายที่เข้มงวดรัดกุม
และมีระเบียบวินัยกว่าชนเร่รอนอื่นๆ เป็นอันมาก
ชาวเมืองเนบาตาเอี้ยนจึงเจริญถึงกับรู้จักการใช้เทคโนโลยี แบบใหม่มาสร้างความสุขสบายให้กับตนเอง
นั่นคือสามารถขุดคลองส่งน้ำเป็นระยะไกลๆ เข้าสู่ที่ตั้งของเมือง 
รวมทั้งการแกะสลักอาคารบ้านเรือนในหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เพตราในยุคนั้นมีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม มี วิหาร “เอ็ด-เดียร์” ซึ่ง
กว้าง 150 ฟิต และสูง 130 ฟิต โอ่โถงงดงามด้วยลวดลายแกะสลักสวยงาม
และมีอาคารที่เรียกว่า “พระคลังสมบัติ” (Treasury) อีกด้วย
ที่น่าทึ่งมากคือโรงมหรสพกลางแจ้ง ที่เจาะในหน้าผาเช่นกัน
ชาวเนบาตาเอี้ยนไม่ปลูกอาคารลอยตัวเลยบ อาศัยขุดเจาะหน้าผาทั้งนั้น
เมืองของเขาจึงไม่เหมือนใครทั้งนั้นในโลก



นครอันมหัศจรรย์นี้เจริญมาถึงปี ค.ศ. 106 ก็เสียเอกราช (ประมาณ 100 ปีก่อน คศ. หรือ2000กว่าปีมานี้เอง)
เพราะระหว่างนี้โรมมีอำนาจสูงสุด จนแผ่อาณาเขตมาถึงดิน แดนตะวันออกกลางได้
และได้รวมดินแดน ตะวันออกกลางภายใต้อำนาจ ของมณฑลอเรเบียนี้ด้วย


ถนนในนครเพตรา

ชาวโรมันซึ่งมีนิสัย  รักความสวยงามรักศิลปะ ครั้นมาเห็นนคร นี่น่าพิศวง คือ เพตราเข้าก็ชอบใจ
จึงส่งช่างมาตกแต่งดัดแปลงนคร ในเทือกเขาแต่เดิมให้วิลิศมาหรายิ่งขึ้น
มีการเติมเสาแบบโรมัน เข้าไปเป็นอันมาก ตัดถนนหลายสาย และสร้างอาคารลอยตัวเพิ่มอีกหลายแห่ง
เพตราจึงยิ่งเจริญและงดงามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

มหานครเพตราก็รุ่งเรืองสวยงามอยู่ไม่นาน ประมาณ ค.ศ. 400 นั่นเอง
เพตราก็เริ่มเสื่อมลงทั้งในด้านเศรษฐกิจและอื่นๆ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการค้าขายเปลี่ยนไป เส้นทางลำเลียงทางเรือที่ค้นพบใหม่
ทำให้กองคาราวานอูฐไม่มีความหมาย พ่อค้าวาณิชหันไปใช้เส้นทางเรือกันเป็นส่วนใหญ่
กิจการของเพตราก็เลยเสื่อมลงทุกที การค้าขายฝืดเคืองเพราะสู้พวกที่ล่องทะเลไม่ได้
เพราะสามารถเดินทางได้รวดเร็วกว่า
ครั้นจะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเรือก็ไม่ชำนาญ จึงยากจนลงไปเรื่อยๆ

จนถึง ค.ศ. 710 ชาวโรมันแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก สิ้นอำนาจวาสนาลง
เพตราก็เลยเสื่อมสลายตามไปด้วย
ชาวเมืองเพตราถึงกับต้องทิ้งบ้านเมืองของตนไปหาที่ทำกินที่อื่นเพื่อความอยู่รอด



ชั่วเวลาไม่นาน หลังจากนั้นนครอันน่าอัศจรรย์นี้ก็เกือบร้าง
กลายเป็นที่อยู่ของพวกร่อนเร่ เบดูอินอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอาคารที่เจ้าของทิ้งไปเสียแล้ว



เพตราตายซากมานานจนเกือบ 2 พันกว่าปีถัดมา   
ได้มีคนตาแหลมหนุ่มนักสำรวจขี้สงสัยสายเลือดสวิส
อย่าง โยฮัน ลุดวิก เบิร์กฮาร์ดต์มาพบเข้าในปี 1812 นี่เอง

ว่ากันว่า ราวปี 1812 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังสำรวจเส้นทางระหว่างดามัสกัส ไปยังไคโร
แต่ดันไปได้ยินเรื่องราวของนครเพตราแล่นเข้าหู ทำให้เบิร์กฮาร์ดต์เกิดแรงบันดาลใจ
ที่จะค้นหานครที่หายสาบสูญนี้ให้ได้

หนุ่มนักสำรวจไฟแรงเริ่มลงมือเรียนภาษาอาหรับ จนพูดได้คล่อง จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นชาวอาหรับ
เข้าไปคลุกคลีกับชาวเบดูอิน ซึ่งเป็นผู้รู้เส้นทางไปสู่นครเพตรา
จนในที่สุดชาวเบดูอินใจอ่อนยอมพาเขาเข้าไปสำรวจซากเมืองนี้



จากหมู่บ้านเอลจี เบดูอินพาเบิร์กฮาร์ดต์เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ทอดยาวผ่าน วาดี มูสา
และเข้าไปอยู่ในวงล้อมของหุบเขา จนเมื่อเห็นเมืองอันกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้า
มีทั้งความใหญ่โตโอ่อ่าของวิหาร สุสานของเมืองหิน เขาถึงกับตกตะลึง
เมื่อมีจังหวะเหมาะเขาจึงแอบสเก็ตช์ภาพของเมืองลับแลแห่งนี้ออกมา

เมื่อรูปที่เบิร์กฮาร์ดต์เขียนถึงเพตรา ถูกเผยแพร่ออกไป
ผู้คนต่างพากันตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับความงามแปลกตาน่าฉงนของนครลับแล

จากนั้นราวปี 1826 นักสำรวจชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน คือ เคาน์ท ลีออง เดอ ลาบอร์เด
และ มัวรีส ลีโนต์ เดินทางเข้าไปสำรวจเพตราอีกครั้ง
และสเก็ตช์ภาพที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นออกมาเผยแพร่
จากนั้นความงดงามและความอัศจรรย์ของเมืองลับแลที่ชื่อเพตราก็ถูกเปิดเผยสู่โลกปัจจุบันอีกครั้ง


ข้อมูลจาก คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2549และ
จาก Bloggang.com : ไข่เหลิม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,644


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2006, 22:59:48 »


มหัศจรรย์แห่งดินแดน

ขอบคุณครับป้าเสลา ที่นำเรื่องน่าสนใจมาถ่ายทอดอีกครั้ง
 ;)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
bkk
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2006, 02:10:34 »


อยากรู้ว่า แกะสลักบนหน้าผาได้ยังไงน๊า
ตราบใดที่ยังไม่รู้คำตอบก็คงเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์ อีกต่อไป คนสมัยก่อนนี่น่าทึ่งจังเลยครับ
ขอบคุณครับป้า ที่นำรูปมาให้ชมกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2007, 18:06:05 »






เกือบ เข้าไปโพสท์ ข้อความนี้ ในกระทู้สิ่งมหัศจรรย์ ของโลก บังเอิญเจอกระทู้นี้   ยกตัวอย่างในหนังสือที่มีอยู่ ว่ามีคนสลักชื่อตัวเอง เช่น  Shane and Wendy from Sydney were here: April 16th 1996



***ยิ่งดูรูป ก็ยิ่งอยากไป smile  :cry: 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2007, 15:04:23 »


 
เอ้า .. เห็นมันพังไปแล้วนี่ครับ ...

v

v
























ในหนังอินเดียน่าโจนส์ ภาค 3 อิอิอิ ..
 umm    ..   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal