ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 02, 2014, 23:43:04
94,410 กระทู้ ใน 7,724 หัวข้อ โดย 9,156 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Natsaree
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  บทความที่น่าสนใจ  |  พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช  (อ่าน 40340 ครั้ง)
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 15:48:34 »


                                                           
ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร์ พันธรักษ์)

"ขุนพันธ์"มือปราบ! ผู้ปิดตำนานเสือปล้น

หากสืบเรื่องราวถอยหลังจะเห็นได้ชัดว่า "เสือ" ในยุคสมัยก่อนไม่ได้เกรงกลัวต่ออาญาแห่งกฎหมายเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุที่สภาวะสังคมที่บีบคั้นอย่างหนึ่งและความยากจนอย่างหนึ่ง แต่ทั้งหมดนั้นเมื่อผู้ใดกระทำผิดแล้วก็ถูกดูดเข้าสู่วงเวียนแห่งกรรมดิ่งลึกเข้าไปอีก การยอมมอบตัว หรือการยอมจำนนจึงแทบไม่มีให้เห็น ฉะนั้นการเปิดฉากไล่จับกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรมจึงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมยุคนั้น

มากมายเหลือเกินที่เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อในการเข้าปะทะกันของทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกับฝ่ายเสือร้าย แต่นายตำรวจผู้หนึ่งที่สร้างวีรกรรม การปราบปรามเสือร้ายทุกทิศทางทำให้เกิดฉายา"รายอกะจิ" ซึ่งคุณสัมพันธ์ ก้องสมุทร ได้บันทึกคำจำกัดความของ รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงขลาฯ ไว้ว่า เป็น"วีรบุรุษพริกขี้หนู" ซึ่งหมายถึง พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช มือปราบเสือที่เลื่องชื่อในอดีต

  


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 15:59:21 »


ไพฑูรย์ อินทศิลา จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เข้าสัมภาษณ์ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ไว้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2546 ขุนพันธรักษ์ราชเดช นับเป็นแบบอย่างตำรวจไทยที่น่ายกย่อง ข้อมูลต่าง ๆ จากนี้ เสมือนเป็นแผ่นหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการตำรวจไทย และเป็นทั้งข้อคติเตือนใจให้อนุชนรุ่นหลังตระหนักถึง"เสือ" อาชญากรแผ่นดินที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

ท่านขุนฯ ได้พูดถึงเสือในยุคสมัยนั้นว่า เสือในขณะนั้นเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็อยากเป็นอยู่แล้ว เพราะนั่นย่อมหมายถึง ความยิ่งใหญ่ ความโหดร้าย และคำว่า"เสือ" กระตุ้นให้เกิดความระห่ำ ความกล้าใจพองโตและฮึกเหิม เสือพวกนี้จะมีอิทธิพล มีสมัครพรรคพวกมาก อีกทั้งในเวลานั้นการปราบปรามเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องไล่ล่าบุกป่าฝ่าดงแหวกคมหนามเข้าไปในถิ่นของมัน ยิ่งถ้าเสือตัวนั้นเป็นเสือทางภาคใต้ปราบยากกว่าเสือภาคกลาง เพราะเสือภาคใต้มีวิชา มีของดี ของขลัง ติดตัว แต่ทางภาคกลางไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มากนัก แต่ให้ความสำคัญกับจำนวนของสมัครพรรคพวก

"เสือแต่ละรายมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมกว่าในปัจจุบัน แต่ถ้าจะว่าไปแล้วเสือในสมัยนั้นจะยึดถือและรักษาคำสัตย์ ท่านขุนฯได้เปรียบเทียบเสือในแต่ละยุคสมัยไว้น่าคิด เมื่อสังคมเปลี่ยน จิตใจคนก็อาจเปลี่ยนตามได้เหมือนกัน การรักษาสัจจะนี้เองผลักดันให้เกิดการตกลงกันระหว่างฝ่ายเสือ กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าร่วมปราบปรามเสือในก๊กอื่น ๆ เช่น ชุมเสือฝ้าย ได้มีการพูดคุย และส่วนหนึ่งก็ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ให้ร่วมกันปราบปรามเสือ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เสือชุมอื่น ๆ เป็นอย่างมาก

ท่านขุนฯ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเสือร้าย และเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ อย่างในภาคใต้ เช่นเสือสังข์ เสืออะแวสะดอ ตาและ ส่วนเสือในภาคกลาง ก็ 4 เสือสุพรรณ อันประกอบด้วย เสือฝ้าย เสือใบ เสือมเหศวร และเสือดำ นั่นคือชื่อบรรดาเสือที่มีอำนาจ มีอิทธิพลอย่างมาก แต่การปราบเสือที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด คือการปราบขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ เจ้าพ่อแห่งขุนเขาบูโด จ.นราธิวาส ขุนโจรผู้นี้มีความโหดเหี้ยม และมีเป้าหมายที่น่ากลัวมาก โดยต้องการที่จะแบ่งแยกแผ่นดินอิสลามใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกครั้งที่ทำการปล้นตามหมู่บ้านจะจงใจเลือกเหยื่อที่เป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธเท่านั้น เมื่อปล้นแล้วจะฆ่าเจ้าของบ้านตายด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมพิสดารทุกรายไป อย่างการจิกผมแล้วใช้"กริช" ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวมาทิ่มแทงที่คอจากนั้นจะกดกริชหมุนเอาเนื้อ หรือหลอดลมออกมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:00:22 »


สิ่งที่ท่านขุนฯ ยอมรับขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ ก็เห็นจะเป็น ความที่มันมีของขลังอยู่จริง ท่านขุนฯ เคยยิงปะทะซึ่ง ๆ หน้ามาแล้ว แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ การติดตามปราบปรามเกิดปะทะกันอีกครั้ง หลังจากกระหน่ำกระสุนยิงแล้วไม่สามารถเอาชีวิตมันได้ ท่านขุนฯ จึงวิ่งเข้าไปชกต่อยกันพัลวันร่วมครึ่งชั่วโมง จึงจับมันใส่กุญแจมือได้

และจากการตรวจสอบพบว่า กระสุนที่ยิงตามลำตัวไม่ถูกมันเลย ส่วนกระสุนที่ซัดเข้าที่ปาก 9 นัด มันอมกระสุนไว้ในปากโดยที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใด ๆ ฟันก็ไม่หัก ขุนโจรผู้นี้ยังคายหัวกระสุนทั้ง 9 นัด ลงกลางโต๊ะสอบสวน

เห็นชัดว่า คาถาอาคมในยุคสมัยก่อนมีบทบาทมากที่ทำให้"เสือ" มีความกล้า และไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ วิชาอาคมนั้นมีมากมาย อย่างวิชามหายันต์ วิชาตรีนิสิงเห ไทยศาสตร์ขาว ผ่านพิธีเสกว่านกิน พิธีหุงข้าวเหนียวดำ พิธีเสกน้ำมันงาดิบ พิธีแช่ยาแช่ว่าน คาถาอาคมนั่นก็คือส่วนหนึ่งที่สร้างความฮึกเหิมให้กับเสือแล้วยังมีเครื่องรางของขลังอีกหลายอย่าง เช่น พระประหนังอยุธยา แหวนพระรอด ตะกรุดโทน เป็นต้น

หลังจากการคุมขังโจรผู้นี้แล้ว ไม่เกิน 10 วัน เหมือนมันรู้ว่าจะถูกตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตาย

ไม่เพียงแต่ ขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ ที่ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการไล่ล่า ยังมี"เสือสังข์" เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาในการติดตามหลายเดือน อาวุธปืนก็ทำอะไรมันไม่ได้เหมือนกัน พอมีจังหวะในการปะทะ ท่านขุนก็บุกใส่เปลี่ยนจากการยิงเป็นการเข้าแลกด้วยมือเปล่า หมัด เท้า เข่า ศอก รวมทั้งใช้ปากกัด เสือสังข์ตัวใหญ่มาก เสือสังข์กัดขุนพันธ์ไม่ยอมปล่อย ขุนพันธ์จึงใช้ง่ามหัวแม่เท้าขวาหนีบพวงสวรรค์เสือสังข์ และกดให้เสือสังข์ชิดติดกับพื้น มันชักมีดพร้าที่เหน็บอยู่ที่เอวมาเชือดคอ แต่คมมีดเอาขุนพันธ์ไม่อยู่ ในที่สุดเสือสังข์ก็สิ้นฤทธิ์และตายในที่สุด ท่านขุนฯ ยอมรับว่าการปราบเสือสังข์นั้นทำให้ท่านเกือบเอาตัวไม่รอด.

และทางราชการได้ขอพระราชทานบรรดาศักดิ์จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น"ขุนพันธรักษ์ราชเดช"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:01:54 »


ชีวิตและบทบาทของขุนพันธรักษ์ราชเดช เริ่มฉายแสงแห่งความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่โดดเด่น เมื่อท่านได้ย้ายตำแหน่งราชการจากสงขลาไปรับราชการที่จ. พัทลุง ปี พ.ศ.2473
เมืองพัทลุงยุคนั้น ได้ชื่อว่าเมืองนักเลง และเมืองเสือ อิทธิพลของโจรผู้ร้ายอยู่เหนือประชาชนทั่วไป มีเสือเล็ก เสือใหญ่ ที่มีชื่อเสียงมากมายการปล้นฆ่ามีอยู่ไม่ว่างเว้น
ว่าที่ร้อยตรีบุตร์ พันธรักษ์ เดินทางเข้าไปรับตำแหน่งผู้บังคับกองหมวดเมืองพัทลุง
เมืองพัทลุงนั้นนอกจากจะได้ชื่อว่าเมืองเสือแล้ว พัทลุงก็เป็นเมืองขลังที่เลื่องลือชามาแต่โบราณกาล ด้วยมีวำนักไสยศาสตร์ที่มีชื่อว่าเขาอ้ออยู่ด้วยสำนักเขาอ้อ เป็นสำนักพระอาจารย์ขลัง สมภารวัดเขาอ้อทุกองค์ ล้วนเป็นผู้เก่งทางด้านเวทย์มนต์คาถาทางไสยศาสตร์ที่มีด้านคงกระพันชาตรี มีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์
วัดเขาอ้อนี้ มีหลักฐานที่ได้ว่าสร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 และเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่บรมโกศ ( พ.ศ.2275-2301)แห่งกรุงศรีอยุธยา
สมัยโบราณผู้คนในหัวเมืองทางภาคใต้นิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาเล่าเรียนวิชาที่สำนักไสยศาสตร์ชั้นสูงหรือแม้แต่คัมภีร์แพทย์แผนโบราณก็มีอยู่อย่างพร้อมมูล
ผู้ที่ผ่านการศึกษาวิทยาคมเขาอ้อ มักจะต้องเคยผ่านพิธีกรรมสำคัญทางไสยศาสตร์ของสำนักนี้มาอย่างครบถ้วน เช่น
1) พิธีแช่ว่านให้มีความขลังอยู่ยงคงกระพัน
2)พิธีหุงข้าวเหนียวดำ กินเหนียวกินมัน
3)พิธีเสกว่านให้กิน เพื่อึวามคงกระพันชาตรี หรือมหาอุต
พระอาจารย์ขลังวัดเขาอ้อ ในสมัยที่ขุนพันธธรักษ์ราชเดชย้ายไปรับราชการที่สงขลา ท่านมีนามว่า พระอาจารย์ปาน ปาลธมโม เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทองเฒ่า หรือท่านพระครูสังฆพิจารณาฉัตรทันต์บรรพต
พระอาจารย์ทองเฒ่า หรือที่ชาวบ้านเรียกกันส้นๆว่า "พ่อท่านเขาอ้อ" เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมมาก เป็นที่เคารพยำเกรงของคนทั่วไป ตรงศรีษะของท่านนั้นมีผมสีขาวอยู่หนึ่งกระจุก เล่ากันว่าผมดังกล่าวไม่สามารถใช้มีดคมชนิดใดๆตัดขาดได้
ลูกศิษย์สำคัญของพระอาจารย์ทองเฒ่า ได้แก่ พระอาจารย์ปาน, พระอาจารย์เอียด หรือพระครูสิทธิภาภิรัต, พระอาจารย์ดิษฐ ติสสโร, พระอาจารย์นำ ชินวโร, พระอาจารย์คง วัดบ้านสวน , พระอาจารย์พระครูกาชาด,พระอาจารย์ศรีเงินเป็น

ขณะที่ขุนพันธรัษ์ราชเดช รับตำแหน่งผู้บังคับหมวดกองเมืองจังหวัดพัทลุง เป็นเวลาที่หลวงพ่อทองเฒ่ามรณภาพไปได้ 4 ปีแล้ว หลวงพ่อปาน ปาลธมโม เป็นผู้รับหน้าที่เจ้าสำนักวัดเขาอ้อมาตั้งแต่ พ.ศ.2470
ความสนใจในวิชาไสยศาสตร์เขาอ้อ มีอยู่ในใจของขุนพันธ์ฯมาก่อนที่จะย้ายราชการมาอยู่พัทลุง ดูเหมือนท่านจะเคยศึกษาเรื่องเขาอ้อมาตั้งแต่อยู่สงขลาเสียด้วยซ้ำไป
เมืองสงขลากับเมืองพัทลุงมีอาณษเขตติดต่อกัน สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก แม้แต่ทีละน้อย ก็มีความเชื่อมโยงติดต่อกันทั้ง 2 จังหวัด ขุนพันธ์ฯจึงได้มีโอกาสเดินทางจากสงขลามายังเมืองพระขลัง และเคยแวะเวียนไปสู่สำนักเขาอ้อ และวัดดอนศาลา เพื่อแสวงหาวิทยาคมต่างๆ ไว้ในเนื้อตัวของท่าน
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2473 ตรงกับวันพุธขึ้น 7ค่ำ เดือน5 มีพิธีเสกว่านกิน ที่สำนักวัดดอนศาลา สาขาของเขาอ้อ การประกอบพิธีครั้งนั้นเป็นการเสกว่านให้ศิษย์กิน มีศิษย์สำคัญเขาอ้อ 2 ร่วมกินว่านพร้อมกับพระเณรในวัดดอนศาลา บุคคลที่ 2 นั้นคือ..ขุนพันธรักษ์ราชเดช กับ พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ (เวลานั้นยังเป็นฆราวาส)การเสกว่านให้กินคราวนั้นมีหลวงพ่อเอียด หรือพระครูสิทธิยาภิรัตเจ้าอาวาสวัดดอนศาลาเป็นผู้ประกอบพิธี ส่วนพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์กับขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นคนหาฤกษ์หายาม
ความสัมพันธ์ระหว่างขุนพันธ์ฯกับอาจารย์นำ มีมาตอนที่ท่านถูกย้ายมาอยู่จังหวัดพัทลุง ทั้งสองเคยศึกษาวิชาไสยศาสตร์สำนักเขาอ้อมาด้วยกัน
ขุนพันธ์ฯเคยศึกษาพื้นที่เมืองพัทลุง ท่านรู้ดีว่าการจะต้องปฎิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่นี่ เท่ากับเป็นการยืนอยู่กลางเมืองดงเสือร้าย และท้าทายความสามรถของท่านเป็นอย่างยิ่ง
นักเรียนนายร้อยตำรวจทำการซึ้งว่าที่ร้อยตรี และเพิ่งเรียนจบมาเพียงปีเศษๆนั้น เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้รับหน้าที่ผู้บังคับหมวดที่กองเมืองที่พัทลุงนั้น ย่อมหมายความว่า ผู้บังคับบัญชามองเห็นความเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวท่าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:02:54 »


การปราบปรามเสือกลับ คำทอง นั้น ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้เคยเขียนเป็นบันทึกไว้ในหนังสือ "สุวิชชา" ของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช เมื่อวันท่ 10 กันยายน 2519 ความดังนี้....

"ผู้ร้ายสำคัญยิ่งกว่า อะแวสะดออีกคนหนึ่ง ชื่อนายกลับ คำทอง เป็นชาวอำเภอทับเที่ยง จังหวัดตรัง เป็นผู้ร้ายมาตั้งแต่สมัยดำ หัวแพร รุ่งดอนทราย สมัยรัชกาลที่6 เจ้าหน้าที่จับไม่ได้ บางคนตามจับตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เช่นคุณประยุทธ ประภาวัฒน์ ตามจับมาตั้ง 11 ปี ไม่ได้พบเห็น
ท่านตามจับมา 8 ปีตั้งแต่ พ.ศ.2478-2485 พวกท่านไปกัน 6คน ตามจับ ตอนนั้นนายกลับ คำทอง มีเมียอยู่บ้านนาจง ต. บ้านนา อ.เมือง จ.พัทลุง พวกท่านไปซุ้มอยู่ตั้งแต่ตอนกลางคืนของวันอังคาร ซุ้มอยู่ในสวนใกล้บ้าน ห่างจากเรือนไปทางทิศเหนือ ประมาณ 20 วา จนถึงรุ่งเช้า เวลา 06.00 น. ท่านกับนายเจิมก็เห็นตัวนายกลับ คำทอง เขาเปิดประตูระเบียงเรือนออกมายืนนอกชาน ตรงกับที่พวกเราซุ่มอยู่พอดี
"นายกลับฯ นุ่งผ้าพื้นลอยชายสีเขียวใบไม้ มีผ้าขาวม้าตาหมากรุกพาดไหล่ ห้อยชายไปข้างหลังทั้งสองข้าง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูรอบๆอายุของนายกลับประมาณ 60 ปีแต่ตำรวจคนอื่นๆที่ไปด้วยมิได้มองเห็นตัวนายกลับ คำทองเลย
ท่านกับนายเจิม ลูกงู จ้องดูอยู่นานราว 15 นาที หลังจากนั้นก็มองไม่เห็นอีก อีกครู่หนึ่งได้ยิยเสียงคนฟันไม้ และปักไม้ทางทิศตะวันตก เรือน นายเจิมบอกว่า นายกลับคำทอง ทำคอกควายใหม่กับลูกเลี้ยง อายุราว 17ปี พวกเรามองไม่เห็นเพราะมีป่าบัง เราจึงได้เคลื่อนที่โดยการคลาน เพราะหญ้าในสวนสูงเพียงกลางขาเท่านั้น จนเข้าไปใกล้ระยะห่างกันราว 8 วา ท่านกับนายเจิมก็เห็นนายกลับ คำทอง กำลังผูกรั้วเดินหน้าไปทางทิศตะวันออก ลูกเลี้ยงก็กำลังปักประตูนำหน้า
แม้จะเข้าไปใกล้ตัวนายกลับ คำทอง มากขนาดนั้นแล้ว แต่ตำรวจก้ยังมองไม่เห็น พอดีห่างจากตัวนายกลับ คำทองไปสัก 2 วา เยื้องไปทางทิศเหนือ มีจอมปลวกซึ้งมีต้นไม้ขึ้น กะว่าเมื่อนายกลับคำทอง ได้เดินทางไปถึงจอมปลวก พวกเราจะรีบเคลื่อนที่ไปให้ถึงตัว แล้วต่อย จับเขา เพราะนายกลับ คำทองผู้นี้อยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออก ยิงไม่ถูก ยิงไม่เข้า ถ้าใช้ปืนยิงก็จับไม่ได้ จึงห้ามไม่ให้ใครยิง ท่านจะเข้าต่อยก่อน แล้วให้นายเจิม และตำรวจทุกคนเข้าไปช่วย ขณะที่พวกเรากำลังเคลื่อนที่เข้าไปหาจอมปลวกนั้นเอง นายกลับ คำทองออกจากที่ผูกรั้วเดินไปทางทิศตะวันตก เงยหน้ามองดูต้นไม้  นายเจิมขยับปืนลูกซองจะยิง แต่ท่านห้ามไว้ ต่อจากนั้นนายกลับ คำทอง ได้เดินตรงมาทางพวกเรา หน้ายังเงยดูเบื้องบนอยู่อย่างเดิม พอห่างจากพวกเราราว2วา ก็เดินเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ตำรวจทุกคนยังมองไม่เห็นตัว
ขณะที่ท่านกำลังเผลอนั้นเอง นายเจิม ลูกงูยิงด้วยปืนลูกซองเบรานิง 2 นัด แต่ไม่ถูก นายกลับหันมาดูแล้ววิ่งไปทางทิศตะวันตก ตอนนี้กองตำรวจจึงเริ่มมองเห็นตัวและลุกวิ่งขึ้นไล่กวาดเป็นหน้ากระดาน
พลฯ จำเนียร อยู่แถวทางขวา พลฯบุญ กล้าหาญอยู่ทางซ้าย
พอวิ่งไปประมาณปลายสวน พวกที่อยู่กลางแถวก็ไปติดกอไผ่ ทางตะวันตกของกอไผ่ราว 3 ศอก มีคอกควายเก่า นายกลับ คำทอง ได้วิ่งเลี้ยวเข้าไปทางซ้าย พลฯ จำเนียร นาคะวิโรจน์ กระหนาบเข้าทางขวา นายกลับวิ่งวนไปวนมา แล้วล้มลงหงายท้อง พร้อมกับชักมีดพกขึ้นแทงรับไว้ แล้วหมุนไปรอบๆ พวกเราจะเข้าไปจับก็ไม่ถนัด ขณะที่กำลังชุนมุนอยู่นั้น นายกลับคำทอง ก็ลุกขึ้นวิ่งแหวกวงล้อม ชนพลฯบุญกล้าหาญจนถลาไป นายกลับคำทองวิ่งหนีไปทางตะวันตกแล้วกระโดดลงไปในห้วย น้ำในลำห้วยลึกประมาณ 1 ศอก ตำรวจทุกคนไล่กวดไปติดๆ พร้อมกับยิงเข้าใส่ท่านขุนพันธ์ฯถอยลงมาอยู่ข้างหลัง และไม่ได้ยิง วิ่งไปได้ราว 2เส้น พอถึงคดของห้วยมีวังน้ำลึก มีหาดทราย นายกลับ คำทอง ได้วิ่งขึ้นตลิ่ง พลฯจำเนียร นาคะวิโรจน์จึงยิงด้วยปืนพระรามหก ในระยะห่างเพียง 2 วา ถูกตรงสะบักล้มหงายท้อง กลิ้งลงบนหาดทราย ที่พวกท่านขุนธ์ฯยืนอยู่ แล้วก็หายไปเฉยๆไม่มีล่องรอย ท่านขุนพันธ์ฯ เข้าใจว่าคงจะกลับไปบ้านเพื่อเอาปืน และเครื่องรางฯ จึงนำพรรคพวกวิ่งกลับมาที่บ้านนายกลับ คำทอง พบกับลูกเลี้ยงของนายกลับ คำทอง ที่ข้างหลังเรือน ถามดูได้ความว่า นายกลับ คำทองยังไม่กลับมาบ้าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:03:33 »


ท่านขุนพันธ์ฯถามว่า เครื่องรางกับปืนของนายกลับ คำทองอยู่ที่ใหน? ลูกเลี้ยงบอกว่า"อยู่เต้าเสาดั้ง ห้องนอนของนายกลับ" ท่านให้ลูกเยงไปนำมาให้ แต่ลูกเลี้ยงไม่ยอมขึ้น กลัวนายกลับจะฆ่าทั้งแม่และตัวเอง
ท่านขุนพันธ์ฯจึงให้ตำรวจ 4 นายขึ้นไปค้นหาคนละ 3 เที่ยว แต่ทุกคนก็หาไม่พบ จึงพากันกลับโรงพัก ก่อนกลับได้กำชับกับลูกเลี้ยงว่า พรุ่งนี้เวลา 9.00 น. จะกลับมาที่บ้านเพื่อสอบถามความจริงอีก
รุ่งขึ้นพวกท่านขุนธ์ฯกลับไปที่บ้านหลังนั้นเอง พบแต่ลูกเลี้ยงอยู่บ้านเพียงผู้เดียว ได้พบว่าแม่ยังไม่กลับ และได้เล่าว่า เมื่อวานนี้ ขณะที่ตำรวจได้ขึ้นค้นบ้าน นายกลับ คำทองได้มายืนอยู่ใกล้ๆกับลูกเลี้ยงยืนอยู่นั่นเอง เมื่อตำรวจกลับหมดแล้ว นายกลับจึงบอกให้ลูกเลี้ยงขึ้นไปเอาปืนกับเครื่องรางฯมาให้ ลูกเลี้ยงบอกว่า ตำราจ4คน ขึ้นค้นตั้ง 3 เที่ยวและเอาไปแล้ว นายกลับบอกกับลูกเลี้ยงว่า ของยังอยู่ ตำรวจยังเอาไปไม่ได้ ลูกเลี้ยงจึงบอกกับพ่อให้ขึ้นไปเอาเอง นายกับจึงพูดกับลูกเลี้ยงว่า บ้านนี้เขาจะไม่กลับมาเหยียบอีก จนกว่าจะครบ 7 ปี เพราะนายร้อยบุตร์(ขุนพันธ์ฯ)คนนั้นได้ทำไว้หลายอย่าง นายกลับได้บอกให้ลูกเลี้ยงขึ้นไปนำของมาให้ และบอกว่าจะไปทางเมืองตรัง ท่านขุนพันธ์ฯ ถามลูกเลี้ยงนายกลับว่า ที่นายกลับถูกตำรวจยิง นายกลับเจ็บมากหรือเปล่า? ลูกเลี้ยงบอกว่า เห็นบวมที่สะบัก โตเท่าผลส้มหัวจุก หลังจากนั้นลูกเลี้ยงก็บอกว่า นายกลับได้ขึ้นรถยนต์ไปเมืองตรังในตอนเช้าวันนั้น
นายกลับคำทองผู้นี้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ทองเขาอ้อ และเป็นเกลอกับอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วดดอนศาลา ชอบย่องเบา ปล้นทรัพย์ ที่ท่านรู้ครั้งเดียว คือที่บ้านสวนจันทร์ อ.ทับเท่ยง จ.ตรัง ขณะนั้นคุณประยุทธ ประภาวัฒน์เป็นผู้กำกับเมืองตรัง ส่วนท่านเป็นผู้กำกับเมืองพัทลุง 
นายกลับคนนี้ไม่เคยฆ่าคน ไม่เคยทำร้ายใคร ไม่ต่อสู้เจ้าพนักงานทรัพย์ที่ขึ้นลักขโมยก็เอาเฉพาะของที่อยู่ในหีบห่อ ของคู่ใช้จะไม่เอา แล้วเอาของที่เอานั้นยังแบ่งส่วนให้เจ้าของอีก ในจ.พัทลุง ไม่เคยลักขโมยของใคร เพราะถือว่าเป็นเมืองอาจารย์
ในกลางปีพ.ศ. 2492 นายกลับ คำทองมีอายุมากแล้ว และเลิกประพฤติชั่ว กลับมาอีกที่บ้านนาวง พอรู้ว่าท่านขุนพันธ์ฯกลับมาเขาก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองตรังทันที ท่านขุนฯให้อาจารย์นำไปบอกว่า ขอพบสักครั้งที่พัทลุง แต่นายกลับก็ไม่ยอมมาพบ บอกว่า" นายร้อยคนนั้นไว้ใจไม่ได้มันยิงกูแล้วครั้งหนึ่งกูไม่ขอพบ" การคำบอกเล่าแสดงให้รู้ว่าเสือกลับ ทองคำ..เป็นเสือที่มีวิชาวิทยาคมเขาอ้อ ศิษย์สำนักเดียวกันกับขุนพันธ์ฯ แม้กระนั้นเสือกลับ ยังขยาดฝีมือของขุนพันธ์ฯ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิงผ์มือปราบ "รายอกะจิ"อัศวินเล็กพริกขี้หนู

ในวันที่ 8 มิถุนายน 2481 ขุนพันธรักษ์ราชเดช จึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจเอก และในปีเดียวกันนั้นเองขุนพันธ์ฯได้ทำงานใหญ่ที่ท่าทายต่อความตาย เมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับจอมโจรชาวมุสลิมนามว่า " อะแวสะดอตาและ" ผู้ร้ายสำคัญยิ่งที่มีอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วแถบเทือกเขาบูโด จังหวัดนราธิวาส

จอมโจรอะแวสะดอตาและ เป็นหัวหน้าโจรที่ยิ่งใหญ่จากจะเป็นผู้ร้ายปล้นฆ่าแล้ว ยังเป็นโจรที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเรืองแบ่งแยกดินแดน 4 จังหวัดภาคใต้ อีกด้วย ซึ้งมีนายทุนอิทธิพลหนุนหลังอยู่ลับๆ
ลูกน้องของจอมโจรอะแวสะดอมีนายสะมะแด อะแวบือซากุโนโต๊ะกะเดาะ กับพวกอีก 4 คน จำชื่อไม่ได้ นางบุหงอ เมียอะแวสะดอฯเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ้งอยู่แถบเชิงเขาปูโด ตามบันทึกของทางราชการกล่าวไว้ว่า ประวัติของนายอะแวสะดอ ตาและนั้น เขาเป็นลูกชายของ "โต๊ะยี" ชาวอิสลามที่มีผู้คนนับหน้าถือตากันอย่างกว้างขวาง บ้านเดิมของเขาอยู่ที่บ้านตาโล๊ะบากู ตำบล จำปะกอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาสเป็นผู้ร้ายปล้นทรัพย์ ตำรวจจับได้แล้วเคยส่งไปกักขังไว้ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กับนายสะมะแอ แต่แล้วทั้งสองก็หลบหนีกันออกมาได้
เมื่ออะแวสะดอตาและ กับสะมะแอ หนีกลับไปยังนราธิวาสแล้วได้มีการรวมสมัครพรรคพวกได้จำนวน 9คน เที่ยวออกปล้นระดมตามหมู่บ้านต่างๆไม่ว่างเว้น และทุกครั้งที่ก๊กอะแวสะดอออกปล้น มันจงใจปล้นแต่คนไทยชาวพุธเท่านั้น เมื่อปล้นแล้วจะต้องฆ่ากับเจ้าของบ้านตายโดยวิธีการที่โหดร้ายพิสดารทุกรายไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:04:27 »


สำหรับกรรมวิธีซึ้งพิสดารโหดนั้น คือจะจิกผมแล้วใช้กริชซึ้งเป็นอาวุธประจำตัวทิ่มแทงที่คอ จากนั้นจะกดกริชหมุนคมคว้านเอาเนื้อหลอดลมออกมา ในการฆ่าบางรายอะแวสะดอฯ ยังมีวิธีแปลกออกไปอีกคือจะคว้านไส้ออกมาด้วย นับเป็นพฤติกรรมที่ทารุณอย่างร้ายแรงผิดปกติธรรมดาเป็นที่น่าหวาดกลัวแก่ชาวไทยโดยทั่วไป เป็นอาชญากรที่สะท้านสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับทรัพย์สมบัติที่ปล้นเอาไปแล้ว จะนำเอาไปกำนัลหัวหน้าบ้าง หัวหน้าที่ว่านั้น หมายถึงพวกที่บงการหนุนหลังอย่างลับๆ คือสนับสนุนทั้งด้านอาวุธปืนกระสุนปืน รวมทั้งด้านอื่นๆ
หัวหน้าสำคัญที่อยู่เบื้องหลังกลุมโจรใหญ่ก็คือก๊กอะแวสะดอตาและ มีอยู่ 2 คน เขาทั้งสองเป็นคนที่มีชื่อเสียงดีในสังคม มีทรัพย์และมีตระกูลสูง มีคนนับถือมาก ซึ้งก็ได้บงการให้ขุนโจรอะแวสะดอฯก่อกวน รังควาน ข่มเหงคนไทย ทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อดินแดนคืนไปสู่พวกตน 
จากหลักฐานที่รวบรวมไดยฝ่ายปกครองในยุคนั้น มีการเรียกร้องเอาเงินจากพ่อค้า ทุกคนจะต้องส่งเงินให้ ด้วยการไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืดของจอมโจรอะแวสะดอตาและ
ความเดือดร้อนจากอำนาจมืดของจอมโจรอะแวสะดอฯ ทำให้คนไทยในเขตนั้นนอนผวา ไร้สันติสุข
ดังนั้นทางราชการจึงจำเป็นต้องตั้งกองปราบปรามพิเศษขึ้น โดยมีผู้บังคับบัญชาการภูธรเขตเป็นหัวหน้า พร้อมด้วยหม่อมทวีวงศ์ ถวัลศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสในขณะนั้น และมีหลวงจรูญ ณ สงขลา ปลัดจังหวัดเป็นผู้ช่วย กองปราบปรามพิเศษดังกล่าวนี้ยังได้เกณฑ์ เอาตำรวจที่สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เอาเข้าไปในกองปราบปรามดังกล่าว จัดตั้งกองอำนวนการขึ้นที่ศาลากลางจำปะกอ แบ่งหน่วยปราบปรามออกเป็น 3หน่วยคือ
หน่วยที่1. แต่งตั้งให้ ร.ต.อ. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นหัวหน้ากำลังตำรวจกองตรวจสงขลาเป็นลูกน้อง
เพราะขณะนั้น ขุนพันธ์ฯอยู่ที่สงขลา ให้นายสิบพื้นเมืองเป็นล่าม
หน่วยที่2. ร.ต.อ. ปรี สุศิลวรณ์ เป็นหัวหน้าตำรวจกองพิเศษปัตตานี
หน่วยที่3. มีร.ต.ท. หม่อมราชวงศ์สะอ้าน ลัดดาวัลย์ เป็นหัวหน้าตำรวจนราธิวาส และมี ร.ต.ต.เขตต์บุณยพิพัฒน์ เป็นเสมียนอำนวยการ
การปปราบปรามครั้นนั้นให้หน่วยกองปราบเสือตั้งหน่วยเอาเอง ซึ้งมีการกำหนดจุดไว้ต่างๆ 3 จุดคือ
จุดที่1..ที่เขาแกและ
จุดที่2 อยู่ที่บาตุตะโมง
จุดที่3.ตั้งที่วัดหัวเขา
การปราบปรามจอมโจรอะแวสะดอนี้ ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้เคยบันทึกไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน คือนับตั้งแต่ก่อนที่จะมีการตั้งกองปราบปรามพิเศษนั้น ขุนพันธ์ฯ เคยรู้จักฤทธิ์และความโหดร้ายของโจรอะแวสะดอมาเป็นอย่างดี เพราะตำรวจเคยยิงกับอะแวสะดอแล้วถึง 4 ครั้ง มีทั้งเคยยิงกันตอนกลางวันและกลางคืน
ขุนพันธ์ฯจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เคยยิงกับอะแวสะดอฯคือครั้งที่ 3ตำรวจยิง อายกุโนลูกน้องมันบนห้างไร่เขา 3 ยอด ผู้ที่ยิงกับมันคราวนั้น ก็คือ ร.ตอ.ปรีชากับพวก
ความอหังการ์จอมโจรอะแวสะดอตาและนั้น มีมากขึ้น เมื่อมันรู้ว่าตำรวจที่ใหนๆก็ปราบปรามมันให้ได้ ไม่ว่าตำรวจปัตตานี หรือนราธิวาส เคยปะทะกับมันมาแล้ว แต่ก็สู้กับมันไม่ได้สักครั้งเดียว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:05:12 »


ในขณะที่จอมโจรอะแวสะดอกำลังลำพองและผยองในความยิ่งใหญ่ของมันอยู่นั้น ขุนพันธ์ฯ ประจำกองตำวจที่สงขลา หน่วยกองขุนพันธ์ฯยังไม่เคยปะทะกับอะแวสะดอฯเลย ดังนั้นโจรใหญ่อย่างอะแวสะดอ จึงประกาศว่า มันไม่เคยกลัวใคร แม้แต่ตำรวจสงขลาที่ขุนพันธ์ฯสังกัดอยู่ก็ไม่แน่จริง และยังไม่เคยยิงกับมันเลย คำประกาศของจอมโจรอะแวสะดอฯ เท่ากับเป็นการประกาศชักธงรบกับขุนพันธ์ฯนั่นเอง มันชักธงเหลืองขึ้นเหนือภูเขาบูโดอย่างท้าทายซึ้งขุนพันธ์ฯก็ยินดีรับคำท้านั้น เมื่อมีการจัดตั้งกองปราบปรามพิเศษขึ้นเพื่อดับรัศมีเจ้าพ่อบูโดในครั้งนั้น
การดับรัศมีชีวิตจอมโจรอะแสดอนี้ อาจารย์ขุนพันธ์ฯ เคยเขียนไว้ในหนังสือ "วิชชา" ของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช รวมทั้งได้เคยให้สัมภาษณ์หนังสือ "รูสมีแล" ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี มีสาระที่ควรค่าแก่การถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้
ดะแวสะดอ เจ้าพ่อเขาบูโดแห่งปัตตานีมีของขลังมาก ผมเคยยิงกับมัน 7-8หนแล้ว เทือกเขาบูโด มันประกาศว่าตำราวจปัตตานี ตำรวจยะลา และนราธิวาส มันไม่กลัวเลย เพราะพบกันมาแล้วหลายครั้ง เห็นมันทำอะไรไม่ได้ แต่ตำรวจสงขลา ยังไม่เคยลอง
ผมเลยคุมกำลังตำรวจสงขลาลงมา มีหม่อมสะอ้าน ลดาวัลย์ คุมทัพนราวาส ร.ต.อ.ปรีชา สุศิลวรณ์ คุมทัพปัตตานี
เมื่อไปถึงก็ให้แม่ทัพทั้ง 3 เลือกตั้ง หม่อมสะอ้าน เจ้าของท้องที่เลือกเอาที่ปะตูตะบง ร.ต.อ. ปรีชา เอาที่หัวเขาเลยไปทางกะรุปีโน่นแหละครับ อะแวสะดอยิงปืนไปไม่ถึงหรอก คืนนั้นวันพุธ เราอยู่ทางทิศใต้ ถูกทางผีหลวงและหลวงเหล็ก ฉะนั้นเราต้องไปอยู่ตอนต้นผีหลวงและหลวงเหล็ก คือทางทิศเหนือ ซึ้งอยู่ห่างจากทางทิศเหนือ ซึ้งอยู่ห่างจากเสบียง มีต้นไม้รำไรๆ กลางคืนก็แอบได้ พวกเราถือปืน ยืนเตรียมยิงตอนแรกๆ เมื่อยหนักๆเข้าก็นั่ง และหนักๆเข้าก็หลับกันบ้าง เขกหัวกันบ้าง จนถึงเวลาตี 4 ครึ่ง นกป่าสัตว์ป่าก็ตื่นร้องส่งเสียงอยู่ทั่วไป แต่ว่าผิดสังเกต คือมันร้องเป็นแถวจากด้านตะวันออกมาหาเราเหมือนกับมันเห็นอะไรผ่านมา
พวกเราก็ปลุกกัน ลุกขึ้นยืนในท่าเตรียมยิง ขณะนั้นทุกคนได้ยินเสียงกริ่งไม้หัก ใกล้ๆเข้ามา แต่ยังไม่เห็นตัว และได้ยินเสียงพูดพึมพำแต่ไม่เห็นอะไร ก็สงสัยว่าจะเป็นพวกร้ายหรือว่าเป็นพวกเดียวกันที่ตามมาเป็นแน่
แล้วหม่อมสะอ้านก็พูดออกไปภาษามาลายูว่า "อีตูสะปอ อินี่สะเตอรู" มันตอบด้วยคำว่า "กูดเด"
แต่ก่อนหน้านั้น เราตกลงกันไว้แล้วว่า ถ้าเกิดยิงกันก็ให้ผมยิงก่อนแล้วจึงคอยให้คนอื่นยิงตามมา ต่อมาก็ให้หยุดยิงทันที ผมเป็นคนวิ่งเข้าไปประชิดตัวมัน
ครั้นผมได้ยินตอนดับนั้น ผมก็ส่งกระสุนปืนไปให้ 2 นัด นายลพยิงซ้อนไปเป็นนัดที่ 3 จากนั้นผมก็วิ่งเข้าไปหาตัวมันทันที พวกเราที่เหลือไม่ได้วิ่งตามไปหรอกครับ แต่ก็ดีที่ว่าไม่มีการยิงอีก
ตอนนั้นไม่ทราบว่าใครมายืนอยู่ตรงหน้าผม อยู่ห่างเพียง 2ศอก ผมกระชากปืนยิงตรงแสกหน้า มันควรจะล้ม และควรจะตาย แต่มันกลับเฉย ผมยิงมันอีก ยิงจนหมดกระสุน แต่ในที่สุดมันก็ล้มลง แล้วพรรคพวกของมันก็หนีกระเจิงขึ้นเขาไป เพราะตอนนั้นอยู่ริมเขาครับ พวกเราทั้หมดจึงได้เข้าไป ผมบอกให้ลพและเงินเฝ้าศพไว้ นอกนั้นตามมันไป
ผมวิ่งตามไปได้หน่อยเดียวแหละครับ ก็เกิดยิงในที่เกิดเหตุตะกี้ ผมเรียกหม่อมสะอ้านและสุวรรณให้กลับลงไปอีก เพราะพวกนี้คงเลี้ยวไปแย่งศพ
ขณะที่ผมวิ่งนำหน้ามานั้นไปสะดุดอะไรไม่รู้ ผมล้มลงปืนหลุด ส่วนหม่อมสะอ้านล้มลงทับตัวผม ผมกว่าจะหาปืนได้ ไม่ทันได้บรรจุกระสุนปรากฎว่า หม่อมสะอ้านยิงไอ้โจร ห่างจากที่เกิดเหตุสักแปดวา ตำรวจ สองคนข้างล่าง คือเงินกับสุวรรณวิ่งเลี้ยวต้นไม้ แล้วยิงตูมๆ หม่อมสะอ้านสกัดอีกแต่ไม่เป็นผล ลูกปืนหมดทุกคน หม่อมสะอ้านถึงกับกระโดดรับ เพระแกยิงโจรตายแล้ว แต่มันยังเดินยังยิงได้
พอหม่อมสะอ้านโดดผมเข้าไปยิงด้วยปืนยาว, กระสุนปืนไม่ออก ยิงด้วยปืนสั้น กระสุนก็ไม่ออก ผมเลยใช้หมัดต่อยๆทั้งๆที่กระชากสนับมือไม่ทันการ พวกเราทุกคนเข้าชกวงในกัน ไม่รู้ว่าหมัดใครต่อหมัดใคร เพราะท้องฟ้ายังไม่สว่างดีนี่ครับ

ผลที่สุดกว่าจะจับมันได้กว่า 30 นาที เราใส่กุญแจมันทันที มันบอกว่า " อย่าฆ่าผม" ผมถามว่ามันเป็นใคร? มันตอบว่า" ชื่ออะแวสะดอ" นายอย่าฆ่าผม ผมเรียกลูกน้องๆออกมาทั้งหมด
ผมบอกมันว่า ไม่ฆ่าหรอก แล้วไอ้ที่ตายตรงโน้นหละ มันบอกว่ามันเอง ผมเลยว่า "เอ้า อะแวสะดอ ทำไมถึงได้ยิงตำรวจหล่ะ มันตอบว่าไม่ได้ยิง "ไม่ได้ยิงเลย ไอ้ยะลูกศิษย์ผมมันเป็นคนยิง"
แล้วเมื่อกี้ใครไล่ยิงตำรวจ 2 คนนี้ อะแวสะดอตอบว่า " ผมไม่ได้ยิง ถ้าผมยิงตำรวจ 2 คนนี้ต้องตาย นายลงมาไม่ทันหรอก เมื่อตอนนายสั่งให้ตำรวจเฝ้าศพ ผมยังนอนอยู่ตรงนั้น ตำรวจ 2 คนนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผม เพียงแต่ยืนสืบบุหรี่พอเขาเผลอผมก็ลุกขึ้นคว้าปืนมาเวียนต้นไม้ใหญ่นี่ผมไม่ได้ยิงเขา ผมยิงขึ้นฟ้า ถ้านายลงมาไม่ทัน ผมคงลงไปใกลแล้ว พอฟ้าสว่าง พวกเรา 2-3 คน พยายามเกาะเครื่องรางของอะแวสะดอฯ มันผูกกับลวดแข็งแกะไม่ออก พวกเราที่กองอำนวยการมากันหมด ขณะที่พวกเราแกะเครื่องราง อะแวสะดอคงรำคาญเลยกระชากลวดจนขาด แล้วมันก็ขว้างปาเข้าป่าไป ผมเก็บมาได้จึงถามว่าน่อะไร มันบอกว่า บาบีช้องหมูป่า ไอ้ตอนที่ผมล้มทับลงไป ไปทบเอากริชที่มันเหน็บอยู่ ผมนึกว่าเป็นปืนเลยรีบแย่งโยนไปเลย ผมไปค้นมาได้ใหม่ ปรากฎว่าปากกริชแตกหมด เหลือแต่ด้ามกริช แต่ที่น่าทึ่งประการหนึ่งก็คือ ตอนที่ผมยิงมันเข้าไป 9 เม็ด มันอมกระสุนไว้ ปากของมันไม่มีรอยแตก ฟันไม่หัก ส่วนที่ถูกหน้าผากนั้น เหมือนถูกเล็บขีด ส่วนที่ยิงตามตัวไม่ถูกเลย เสื้อผ้าที่อะแวสะดอสวมใส่ก็ไม่เห็นมีรอยขาดแม้แต่น้อย มันเก่งจริงๆครับ จากหลักฐานที่ขุนพันธ์ฯ ชี้แจงในภายหลังนี้ นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ไม่ใช่น้อย เรื่องจอมโจรอะแวสะดอเป็นตำนานชีวิตของมหาโจรที่น่ากลัวเพียงใด ในเมื่อเนื้อตัวมีอำนาจลี้ลับที่ท้าทาย แม้แต่กระสุนเหล็กกล้า การที่อะแวสะดอถูกยิงแล้วล้มลงนั้น ใช่ว่าจะถูกอำนาจปืนทำร้ายให้บาดเจ็บ แต่มันเห็นว่าหมดทางสู้ จึงแกล้งทำอุบายล้มลง เพื่อให้ขุนพันธ์ฯ เชื่อว่ามันถูกยิงตายไปแล้ว ตอนหลังที่มันยิงก็เป็นการยิงเพื่อเอาตัวรอด
ตรงนั้นอันเป็นที่เกิดเหตุ ตำรวจเก็บปืนวินเชสเตอร์ ชนิด 6 เหลี่ยม 12 นัด ของมันได้ ปรากฎว่ายังมีกระสุนคาอยู่ในลำกล้องอีกพร้อมทั้งกริชประจำตัวของมันด้วย กริชของมันถูกตำรวจยิงเสียจนเหลือแต่เหล็ก ด้ามกริชแตกเสียหาย
สำหรับเครื่องรางของขลังในตวอะแวสสะดอตาและนั้น จากบันทึกของขุนพันธ์ฯก็มีตับคนเป็นเหล็ก 2 ช้น เคราคนเป็นทองแดง1แผ่น ช้องหมูป่า 1 อัน ผ้าประเจียดคนไทย 1 ผืน แขวนอยู่ที่คอ ใช้ลวดผูกแขน
ภายหลังตำรวจเอาเครื่องรางเหล่านั้นมาแบ่งกัน พอดีผู้บังคับการหม่อมทวีวงศ์ฯ หลวงจรูญ พร้อมคณะพากันมามากมาย ริบเอาเครื่องรางฯนั้นไปหมดสิ้น
ความเก่งกล้าในวิชาและเครื่องรางของขลังที่อะแวสะดอเคยมีนั้น กำนันตำบลลุโบะมายะเล่าให้ตำรวจฟังว่า
"ผมเคยเห็นมันแสดงอภินิหารให้ลูกน้องดู โดยที่มันขึ้นไปนั่งโดยบนก้นครกตำข้าวที่ควำอยู่ แล้วสั่งให้ลูกน้องรุมล้อมยิง ปรากฎว่ากระสุนไม่ถูกตัวมันเลย"

จากคำบอกเล่าของกำนันดังกล่าว ทำให้ทุกคนรู้ว่า จองโจรอะแวสะอตาและ เปรียบเสมือนพ่อมดหรือปีศาจร้าย กว่าจะล้มมันลงได้ ต้องใช้เวลายาวนานมาก และผู้ที่ดับรัศมีจอมโจรอิทธิพลที่มีนามกระเดื่องผู้นี้ก็คือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ศิษย์เอกสำนักเขาอ้อ พัทลุงนั้นเอง

ทางการตำรวจจับตัวอะแวสะดอได้เรียบร้อยแล้ว จึงนำตัวไปที่ตำรวจสถานีนราธิวาส ขังไว้ที่นั้น 3 วัน มีประชาชนตั้งแต่ ปัตตานี ยะลา กลันตัน พากันไปดูหน้าจอมโจรเจ้าพ่อเสือเทือกเขาบูโดแน่นโรงพัก
บรรดานักเลงหัวไม้ ถึงกับถ่ายรูปอะแวสะดอแล้วอัดโปสเตอร์การ์ดนำออกมาขายผู้คน ปรากฎว่า ขายดิบขายดี ร่ำรวยไปตามๆกัน ราคารูปที่ขายตอนนั้น รูปละ 30 สตางค์ ได้เงินเป็นร้อยๆบาททีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนั้นตำรวจเห็นว่า ขืนขังไว้สถานีตำรวจคงไม่ดีแน่ จึงนำตัวจอมโจรอะแวสะดอไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัด
หลังจากที่ขุนโจรอะแวสะดอถูกย้ายที่คุมขังไปอยู่ในเรือนจำได้ไม่เกิน 10 วัน มันก็รู้ชะตากรรมของมันเอง มันตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษ มันดับชีวิตของมันด้วยมือของมันเอง ก่อนที่จะถูกประหารชีวิตหรือถูกขังตายในคุก
การตายของขุนโจรอะแวสะดอฯนั้นส่งผลให้คนมาหาขุนพันธ์ฯ สิงห์มือปราบผู้ดับรัศมีอะแวสะดอฯ บรรดาพวกนักเลงถ่ายรูปต้องการจะถ่ายถาพขุนพันธฺฯเพื่อไปอัดขายบ้าง เพราะเขาคือ " วีระบุรุษมือปราบที่พิชิต้จ้าพ่อบูโด
ความเรื่องนี้ทราบถึงขุนพันธ์ฯ เขาไม่ยอมให้มีการถ่ายรูปไปขายหรือแจกเผยแพร่ จุดยืนของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น มีขอบเขตที่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ในเรื่องนี้ ขุนพันธ์ฯ มีเหตุผลส่วนตัวที่ตำรวจพึงมีเป็นการเฉพาะตัว หน้าที่ก็คือหน้าที่ ความเด่นความดังนั้นย่อมเป็นดาบ 2 คม
ขุนพันธ์ฯไม่ต้องการให้ใครๆได้รู้จักเสีนด้วยซ้ำว่า หน้าตารูปร่างเขาเป็นอย่างไร เขารีบพาผู้บังคับการหลบผู้คนไปซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ด้วยเกรงว่าจะมีผู้ติดตามแอบถ่ายรูปตัวท่าน
ตกดึกคืนวันหนึ่ง ขุนพันธรักษ์ราชเดช เห็นว่าขืนอยู่ที่นั่นจะไม่เหมาะสม ท่านขุน จึงตัดสินใจขโมยผู้ว่าราชการหนีกลับไปจังหวัดสงขลา พวกที่อยากเห็นหน้าขุนพันธ์ฯ ไม่ว่าจะอยู่ที่นราธิวาส หรือยะลา หรือที่ปัตตานี จึงไม่มีโอกาสได้รู้เห็นว่าขุนพันธ์ฯรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

ความพิเศษที่ปราบโจรอะแวสะดอได้สำเร็จในครั้งนั้น นับว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของขุนพันธ์ฯ การที่ผู้ร้ายการเมืองและอาชญากรหมายเลข 1 แห่งเทือกเขาบูโดจบชีวิตลง ทำให้ความสงบสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินเมืองใต้ส่วนนั้น ขุนพันธ์ฯหรือร้องตำรวจเอกขุนพันธรักษ์ราชเดชได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูงจากพวกคนไทยมุสลิมหรือแม้แต่พวกแขกชายแดนไทยมมลายู พวกแขกอิสลามตั้งฉายาให้ขุนพันธ์ฯ ว่า " รายอกะจิ"
สำหรับกริชคู่มือของอะแวสะดอตาและ ขุนพันธ์ฯ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ความดีความชอบที่ได้รับปฎิบัติหน้าที่ครั้งนั้น ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นเป็นกรณีพิเศษ มีหลักฐานปรากฎอยู่ในหนังสือพิมพ์ตำรวจ ม.ร.ว.สอ้าน ลัดดาวัลย์ เขียนไว้เมื่อวันท่ 2 กุมภาพันธ์ 2481
อนึ่งในด้านเกียติยศ ชื่อเสียงส่วนตัวของขุนพันธรักษ์ราชเดช ในครั้งนั้น ทางฝ่ายเจ้าเมืองกลันตันยกย่องฝีมือขุนพันธ์ฯ ที่สามารถปราบปรามจอมโจรอะแวสะดอได้ราบคาบ ถึงกับจัดส่งมอบกริชให้เป็นรางวัลแก่ขุนพันธ์ฯ เล่มหนึ่งอีกด้วย นับเป็นเกียติประวัติที่น่าภาคภูมิใจยิ่งของขุนพันธ์ฯ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,185



« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:33:40 »


ขอบคุณมากหนูโบ
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและอ่านได้สนุกตื่นเต้นมาก
ยิ่งได้เห็นรูปท่านขุนประกอบ แล้ว ได้อรรถรสเข้มข้นขึ้นอีก
บุคลิกท่านขุนท่านสมชื่อจริงๆ "รายอกะจิ"
วีรบุรุษพริกขี้หนู
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
softly_gun
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,600


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:42:09 »


ตระกูลปืน ลุง พ่อ อา ล้วนเป็นตำรวจ ที่มีแบบอย่าง
ขุนพันธรักษ์ราชเดช เหมือนกัน เมื่อสิ้นสมัย พลตำรวจเอก
เผ่า ศรียานนทน์ ตระกูลเรา ก็เหมือนกับสิ้นไปกับชีวิต
อนาคต ลุงขอย้ายตัวเอง ไปอยู่ภาคเหนือ พ่อคงเป็นตำรวจ
ที่รักของชาวไร่ ชาวนา ชาวบ้านในท้องทุ่ง ภาคกลาง
ส่วนอา เป็นตำรวจที่วนเวียนอยู่ในแวดวง ยุทธจักรนักเลง

อาผู้เป็นตำรวจ เอาตำรา อวิชชานักเลง อยู่ยงคงกระพัน
ว่านสารพัดพิษ ล่องหนหายตัว เสกเป่ามนต์มหาระรวย
ที่รวมเอาตำรา จากของท่านขุนฯ และบรรดาโจร สิบทิศ
มาเรียบรวมไว้ จนขัยสุดท้าย ที่เรือนจำ ลาดยาว

ลุงเป็นตำรวจ ที่ใครๆก็ทราบถึงฝีมือ แม้กระทั่ง พ.ต.ท.
ลิขิต วัฒนปกรณ์ เคยเขียนเล่าไว้ คราต้องมาปราบ ตำรวจ
โจร และโจรจริงที่ กาญจนบุรี มีลุงผมร่วมเป็นทัพหน้า
ตำราที่ได้มา คือ นิสัยความรอบคอบ ความมีระเบียบวินัย
รักในครอบครัว รู้จักทำมาหากิน รู้เล่ห์โกงสารพัด ที่สมควร
ได้รับการยกย่อง คือ การกระทำตามหน้าที่ แม้กระทั่ง
การยิง ตำรวจด้วยกันเอง ที่เบื้องหลังเป็นโจรเหี้ยมสุดยุค

พ่อตำรวจ ไม่ต้องเอ่ยถึง ที่หน้า สตช.มีรูปปั้นที่สุดนับถือ
ของ บรรดาตำรวจทั่วประเทศ ว่าเป็นตำรวจที่ดี เพียง
หนึ่งเดียวในประเทศไทย ยังไม่เท่าพ่อผม ตำรวจบ้านนอกคนนั้น

2514-2516 สายข่าวลุงรู้ว่า ผมมีอุดมคติฝักไฝ่ ลัทธิมาร์ก เจอกัน
ที่ภาคเหนือ ทุกครั้งท่านต้องเตือนผมในเรื่องนี้ ผมต้องเออออไปตาม
เรื่องตามราวของคนชรา
หลานโบจัง คงสงสัยซินะ ว่ารำพึงรำพันมามากมาย จะเกี่ยวอะไร
กับ ท่านอาจารย์ขุนฯ บ้าง
เกี่ยวซิครับ ท่านสอนวิชาใดๆกับตำรวจลูกน้องท่าน ทั้งที่เป็นตำรา
และสอนด้วยประสบการณ์ความจริง วิชาเหล่านั้นผมได้รับการถ่าย
ทอดไว้แล้ว



ปืนไม้อ่อน มีความหลัง.



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 16:51:36 »


          


    พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจมือปราบจอมขมังเวทย์ และอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 อายุปัจจุบัน108 ปี  ได้ถึงแก่กรรมด้วยความสงบด้วยโรคชราแล้วที่บ้านพักเลขที่764/5  ซอยราชเดช  ถนนราชดำเนิน ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 6 ก.ค 2549
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,185



« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 18:42:21 »



คุณ ปืนไม้อ่อน น่าจะตั้งกระทู้สนทนา
เล่าเรื่องชีวิตสมัยวิกฤติการเมือง และประสบการณ์ชีวิตในป่าบ้างนะ
เพราะคงจะมีคนมาเสวนาด้วยหลายคน
เช่นนายชด ลุงถึก หนูโบ (ตัวแทนสหายยูร)
และผู้สนใจท่านอื่นๆอีก...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 22:00:55 »


เข้ามาอ่านได้ความรู้ที่ไม่เคยได้รู้
ได้ยินชื่อนายตำรวจมือปราบท่านนี้มานาน
แต่เพิ่งมาตั้งใจอ่านตอนที่คุณโบจัง นำมาเผยแพร่คราวนี้เอง
อยากให้ตำรวจ ทำหน้าที่ตามที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างท่านจัง
ไม่ใช่อย่างปัจจุบัน แข่งกันสะสมทรัพย์  ใช้ทรัพย์ไปแลกยศ+ตำแหน่ง
จนลืมหน้าที่จริงๆของตนเอง
อันนี้อาจจะเนื่องมาจากเราพัฒนาประเทศมาผิดทางหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
แต่เคยพบคำขวัญของท่านผู้นำในสมัยก่อนที่มีว่า
"งานคือเงิน  เงินคืองาน บันดาลสุข" อาจไม่จริงเสียทั้งหมดกระมัง
ขอบคุณโบจังอีกครั้ง
โปรดรับทราบไว้ด้วยว่า ผมอ่านทุกกระทู้ที่คุณนำเสนอเลยนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,185



« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2006, 23:57:04 »



อย่าลืมอ่านเรื่อง ถังแดงด้วยนะ คุณ  de lion
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2006, 08:19:12 »


ขอบคุณโบจังอีกครั้ง
โปรดรับทราบไว้ด้วยว่า ผมอ่านทุกกระทู้ที่คุณนำเสนอเลยนะครับ

 ขอบคุณ คุณde lion มากนะค่ะที่อ่านกระทู้ของโบ[คิดว่าจะไม่มีใครสนใจซะแล้วว]โบก็แค่เอาเรื่องราวใกล้ตัวและเรื่องที่ตัวเองสนใจมานะค่ะไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรมากมายที่จะนำมาเขียนหรอกค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งที่อ่าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,185



« ตอบ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2007, 06:43:34 »






จังหวัดนครศรีธรรมราชเตรียมจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ
พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชอย่างยิ่งใหญ่
โดยเมื่อเช้าวันที่ 8 ก.พ. ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช เป็นประธานประชุมคณะกรรมการ
จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯพระราชทานเพลิงศพในวันพฤหัสบดีที่ 22 ก.พ.
เวลา 17.00 น. ณ เมรุชั่ว คราววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร






ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นจากการที่มีผู้คนแห่มาร่วมพิธี
เนื่องจาก พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีผู้เคารพนับถือมาก
นอกจากนี้ มีข่าวว่าของที่ระลึกที่ญาติเตรียมไว้นั้น
เป็นเหรียญจตุคามรามเทพที่กำลังโด่งดังเป็นที่ต้องการของผู้ศรัทธา
อาจทำให้ ประชาชนเบียดเสียดยื้อแย่งกันจนเกิดความวุ่นวาย

...

วัตถุมงคลเหรียญจตุคามรามเทพที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีผู้ศรัทธาทั่วประเทศ
โดย พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นผู้เปิดเผยเรื่องราวของเทพ 2 องค์
ที่ทำหน้าที่เฝ้าองค์พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช
คือองค์ท้าวจตุคามรามเทพ และมีการอัญเชิญประดิษฐาน
ภายในศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อปี 2530
ทำให้วัตถุมงคลหรือเหรียญหลักเมือง ซึ่งสร้างพร้อมกันในปีนั้น
เป็นที่ต้องการของทุกคนมีผู้ให้ราคาสูงนับล้านบาท
พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเสียชีวิตด้วยโรคชรา
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2549 ด้วยอายุ 108
 

******************



สำหรับผู้ที่พึ่งอ่านกระทู้นี้ มีประวัติและเรื่องราว
ของท่านพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ที่ โบจังนำมามาลงไว้ตั้งแต่เริ่มกระทู้
นับเป็นเรื่องราวของผู้พิทักษ์กฏหมายในสมัยก่อนที่น่ายกย่องมาก

ส่วนเรื่องวัตถุมงคล เป็นความเชื่อส่วนบุคคล
ซึ่งป้าเสลานำเสนอเพื่อประดับความรู้เท่านั้น



ข้อมูลข่าวจาก ไทยรัฐ 9 ก.พ. 50
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,185



« ตอบ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2007, 07:13:28 »



สิ้นขุนพันธรักษ์ฯ 108 ปี อดีตตำรวจมือปราบ  



อดีตนายตำรวจมือปราบ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช”
ซึ่งถือเป็นปูชนียบุคคลสำคัญของภาคใต้ เสียชีวิตลงแล้ว
หลังล้มป่วยด้วยโรคชรามานาน ร่วม 3 ปี
ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ
เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 6 ก.ค.
ที่บ้านเลขที่ 764/5 ซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน
ต.คลัง อ.เมืองนครศรีธรรมราช ด้วยวัย 108 ปี
ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคนในครอบครัว
รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาที่ทราบข่าว
โดยมีนายวิชม ทองสงค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช
พล.ต.ต.สุดใจ ญาณรัตน์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช
พ.ต.อ.สมชาย อ่วมถนอม รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช
รวมทั้งนายตำรวจและนายทหารจำนวนมาก
เดินทางไปเคารพศพ

ก่อนหน้าที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชจะเสียชีวิต
พักอยู่กับลูกๆ ที่บ้านภายในซอยราชเดช ตรงข้าม สภ.อ.เมือง นครศรีธรรมราช
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขุนพันธรักษ์ราชเดช ล้มป่วยด้วยโรคชรา
เจ็บออดๆแอดๆ ญาติพาเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช หลายครั้ง
แพทย์เห็นว่าเป็นอาการของโรคชรา จึงให้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน
โดยจัดห้องรักษาเป็นพิเศษ มีพยาบาลผลัดเปลี่ยนกันมาคอยดูแลทุกวัน
แต่ด้วยวัยที่ชราภาพมากแล้วทำให้ ไม่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้
โดยในวันเดียวกัน ญาติได้เคลื่อนศพไปตั้งสวดบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 100 ปี
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พร้อมกันนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ได้ประสานสำนักพระราชวังขอพระราชทาน น้ำหลวงอาบศพ
ให้กับขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นกรณีพิเศษ
เนื่องจากเห็นว่าขุนพันธรักษ์ราชเดชถือเป็นปูชนียบุคคลสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

...


(เชิญอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากhttp://www.geocities.com/budu46/booklist/borirak.html)

สำหรับประวัติของขุนพันธรักษ์ราชเดช
ชื่อเดิมคือนายบุตร์ พันธรักษ์ เป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช
หลังจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จ.นครปฐมในปี 2472
ทางการได้ย้ายให้ไปประจำตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ
โดยในปี 2474 ย้ายไปอยู่ จ.พัทลุง
สร้างผลงานปราบปรามเสือสังกับเสือพุ่มนักโทษแหกคุก
 และยังวิสามัญคนร้ายคดีสำคัญอีก 16 ราย
ต่อมาในปี 2476 มีหัวหน้าโจรชื่อ “อะแวสะดอตาเละ”
ตั้งแก๊งออกปล้นฆ่าผู้คนในพื้นที่ จ.นราธิวาส
ทางการได้ส่งขุนพันธรักษ์ราชเดชลงไปปราบปรามจนราบคาบ
สามารถจับหัวหน้าโจรเอาไว้ได้ กระทั่งได้รับการยกย่องจากชาวไทยมุสลิมกันอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นในปี 2482 ย้ายกลับมาอยู่ จ.พัทลุง อีกครั้ง
ปราบปรามคนร้ายสำคัญ คือเสือสายและเสือเอิบ
ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรปี 2486
ปราบเสื้อโน้ม ถัดมาปี 2489 ถูกย้ายไปเป็นผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท
พร้อมทั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการกองปราบพิเศษของกรมตำรวจขณะนั้น
ลุยปราบชุมโจรสุพรรณบุรี อาทิ เสือฝ้าย เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ
เสืออ้วน เสือไหว เสือมเหศวร รวมทั้งเสือไกร และเสือวัน
แห่งชุมโจรอำเภอพรานกระต่าย จนได้รับฉายาจากชุมเสือว่า “ขุนพันดาบแดง”
ต่อมาย้ายไปอยู่พัทลุงอีกครั้ง เพื่อปราบปรามชุมโจรเกิดใหม่
กระทั่ง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 เวลาต่อมา
ก่อนจะเกษียณราชการ



ขุนพันธรักษ์ราชเดช นอกจากจะเป็นนายตำรวจมือปราบแล้ว
ยังเป็นนักประวัติศาสตร์ ตลอดชีวิตรับราชการ
ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย
แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ก็ยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง
 ในปี 2512 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในเรื่องไสยศาสตร์เป็นพิเศษ
รวมทั้งมักจะได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานในพิธีกรรมปลุกเสกพระเครื่อง เป็นประจำ
มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย



*****************


วีรบุรุษร่างเล็กแห่งเมืองนครศรีธรรมราช นาม ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ตำรวจกระดูกเหล็กน้ำพี้ที่ผู้ร้ายเกรงกลัวไปทั่วแผ่นดิน
ฉายาของท่านเรียกขานกันมากมาย เช่น
*นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า
*นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว
*ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง
*รายอกะจิ (อัศวินพริกขี้หนู)ฯลฯ
สมญานามเหล่านี้ผู้คนในแผ่นดินตั้งให้เป็นเกียติแก่วีรบุรุษสิงห์มือปราบปราม
ผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" หรือชาวบ้านเรียกติดปากว่า "ขุนพันธ์ฯ"
และอุดมคติของท่าน




เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
กรุณาปราณีต่อประชาชน
อดทนต่อความเจ็บใจ
ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
ไม่มักมากในลาภผล
บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดำรงตนอยู่ในความยุติธรรม
กระทำการด้วยปัญญา
รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

ข้อมูลจากไทยรัฐ  [7 ก.ค. 49 ]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2007, 08:11:52 »


 ;)
ในสมัยก่อน ถ้าใครอยู่เมืองนครศรีฯ แล้วไม่รู้จักท่าน
ก็ไม่ใช่คนนคร .......  อย่างน้อยในช่วง เลือกตั้ง ส.ส. นั้น
มีรูปภาพติดไปทั่ว และได้เป็น สส. ด้วย
 ;)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2007, 14:14:05 »


พี่สัมพันธ์ ก้องสมุทร มีศักดิ์เป็นน้าชายของผม เป็นคนสมุยเช่นกัน
"พี่รัญ" นี่แหละครับ ที่เป็นคนดึงผมเข้าสู่โลก"บรรณพิภพ"จนทำให้ผมหลงใหลกลิ่นหมึกพิมพ์จนโงหัวไม่ขึ้น
ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย บก.ของแกอยู่ประมาณ 2 ปี ผมอุตส่าห์ทิ้งเงินเดือนประจำเดือนละหมื่นกว่าบาท
มาอดหลับอดนอนที่โรงพิมพ์ เพราะผมทำหน้าที่เป็นคนตรวจเรื่องเบิกจ่ายเงินให้กับนักเขียน ผมต้องทำหน้าที่แทน บก.สัมพันธ์ ทุกๆเรื่อง
ท่าน บก.ของผมเป็นคนเอ้อระเหย นัดใครเอาไว้แล้วก็ชอบที่จะลืมอยู่เสมอๆ
  ผมเคยทะเลาะกับพี่"รัญ"เรื่องการผิดนัด และมาไม่ตรงต่อเวลาหลายๆครั้ง พี่แกก็แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆว่า
"เอ็งอย่าเอาระบบของฝรั่งมาใช้กับกรูได้ไหม"......กร๊ากกกก
  นักเขียนที่มารับค่าเรื่องส่วนมากจะเป็นนักเขียนรุ่นพี่ ที่มักจะไปนั่งรอกันที่ร้านอาหารใกล้ๆกับโรงพิมพ์ นั่งดื่มนั่งคุยกันตั้งแต่ตอนบ่ายๆแก่ๆไปจนยันดึกๆดื่นๆ นักเขียนรุ่นเก่าๆไม่นิยมร้านอาหารแบบหรูหรา มักจะมีคนแสวงหาร้านเล็กๆ แต่กับแกล้มถูกปากมานำเสนอ แล้วก็นัดพรรคพวกให้ไปชุมนุมกันที่นั่น
โดยพร้อมเพรียงกันโดยไม่ต้องนัดหมาย(เพราะไปกันทุกวันอยู่แล้ว)
  ใครไปถึงก่อนสั่งก่อน พอตกค่ำก็แห่กันมาเป็นสิบๆ ต้องต่อโต๊ะยาวเลยครับท่านผู้ชม ผมเป็นเด็กกว่าใคร ต้องทำหน้าที่เป็นนักฟังที่ดี
ใครๆก็พากันเรียกผมว่า"ไอ้หนุ่ม" มีนักเขียนอาวุโสคนหนึ่งพูดจาเสียงดังบอกกับผมว่า
  "เอ็งอย่าดื้อกับ บก.ให้มากนัก ไม่งี้นจะโดนเตะ" (งานนี้สงสัย บก.แอบไปฟ้องแน่นอน)......เอิ้กกกก
  เรื่องการรวบรวมเรื่องราวของ"ขุนพันธ" พี่สัมพันธ์เคยบอกกับผมเมื่อหลายปีก่อนว่า ได้ข้อมูลประวัติพร้อมรูปถ่ายของขุนพันธอยู่ในมือบ้างแล้ว
เรามาจัดพิมพ์รวมเล่มจะดีใหม ผมก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้ทำ
  ตอนผมลงมาพักร้อนที่เมืองไทย พี่แกบอกว่ามีคนอื่นเอา"ประวัติขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร์ พันธรักษ์)"ไปรวมเล่มเรียบร้อยแล้ว แกก็เลยบอกผมว่า
เรามาทำประวัติท่านอังคารฯกันดีกว่า พอผมบอกว่าโอเค แกก็ให้ผมโทรศัพท์ไปติดต่อนัดวันเวลากับท่านอังคารฯในบัดดล
  ผมได้วันเวลานัดหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  น้องสาวพี่สัมพันธ์เกิดเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ รพ.ศิริราช ตอนกลางคืนก่อนหน้าวันนัดหมาย ผมต้องโทรศัพท์
กลับไปแคนเซิลกับท่านอังคาร แล้วผมก็ไม่มีเวลาแวะไปบ้านท่านอีกเลย เพราะผมต้องเดินทางกลับสวีเดน
  ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรกันนักกันหนา เมื่ออดีต บก.(ญาติสนิท)ของผม ที่เวลาแกสั่งให้ผมนัดหมายกับใครก็ตาม มักจะมีเหตุให้มีความ
จำเป็นต้องเลื่อนนัดแทบทุกครั้งไป คราวที่นัดกับท่านอังคารฯ มันเป็นเหตุที่สุดวิสัยจริงๆ แต่ที่พี่แกผิดนัดบ่อยๆกับคนอื่นนี่ซิ ผมเคยได้ยินคำแก้ตัว
ของพี่สัมพันธ์ ที่แกมักจะยกมือไหว้คนที่มานั่งรอนานๆ(หลายชั่วโมง) พร้อมกับพูดว่า
   "ขอโทษที....รถมันติดครับ"........คำแก้ตัวยอดฮิตของชาว กทมฯ.......เอิ้กกกก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 09:57:16 »



ภาพที่กำลังพูดวิจารณ์กัน .. เกี่ยวกับความเชื่อทางวิญญาณ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 14:58:39 »


ผมเห็นภาพแล้ว มันดูแปลกๆ แต่ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์
ทางญาติๆของท่านขุนพันธ์ ก็เริ่มออกมาเตือนกันบ้างแล้ว
ให้ระมัดระวังพวกนักฉวยโอกาส
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 15:49:23 »



ดูข่าวเห็นว่าขายใบละเก้าสิบเก้า  มีคนสนใจซื้อกันมาก

 smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,644


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 16:01:04 »


ตกลงคือ เป็นการสร้างขึ้นมาใช่ไหมครับ  umm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 17:02:54 »


คนสมัยรุ่นปู่ ส่วนมากจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกันมาก มักจะมีหูใหญ่ยาว หูยาน
และมีร่างกายสูงใหญ่ มีสง่าน่าเกรงขามกันแทบทั้งนั้น
  ผิดกับท่านขุนพันธ์  ท่านเป็นคนร่างเล็ก แต่แข็งแรง
  ปู่หรือ ก๋ง ของผมเป็นลูกครึ่งจีน-ไทย เคยเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในสมัย ร.7 ก๋งของผมไม่เคยปราบ

(มีรูปมาเปรียบเทียบ ระหว่างขุนพันธ์กับปู่ของผมที่เป็นคนรุ่นเดียวกัน)
ปรามโจรผู้ร้าย แต่ท่านเก่งเรี่องการเขียนอ่านภาษาไทย มีความสามารถในเรื่องการช่วยเหลือ ดูแลลูกบ้าน
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ
  เด็กๆที่มีปัญหาเรื่องฟันผุ ปวดฟัน ก็โดนปู่ผมหลอกเรียกมาถอนฟันกันทั้งหมู่บ้าน เด็กสมัยก่อนเป็นพยาธิ
และเป็นฝีกันทั้งนั้น
   ก๋งมียาสมุนไพรถ่ายพยาธิ มีโกวเอี๊ยะจีนปิดฝี พอเห็นว่าฝีสุกงอมเต็มที่แล้ว ก๋งจะเรียกเด็กๆมาหา เอากระดาษจุดไฟ
ใส่ลงในกระปุกเหล้าจีิน แล้วเอากระปุกเหล้าครอบลงไป
   ยังจำภาพเด็กคนหนึ่ง เป็นฝีที่แถวๆท้อง คราวนั้นก๋งผมใช้ไหน้ำปลาขนาดเล็กจุดไฟใส่ลงไป แล้วครอบลงที่บริเวณฝีนั้นแล้ว
เด็กคนนั้นเกิดตกใจ ร้องไห้จ้า วิ่งออกไปพร้อมกับไหที่มันเป็นสุญญากาศดูดติดที่หน้าท้องไปด้วย ทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์
ในคราวนั้น หัวเราะ ขำกลิ้งไปตามๆกัน
   ส่วนใครที่มีแผลสด ก๋งแอบปลุกต้นฝิ่นไว้ที่หลังบ้านไว้ 1 ต้น ก๋ง ก็จะเอายางฝิ่นมาทาให้ นับว่าเป็นยาสมานแผลได้ผลชงัดยิ่งนัก
ส่วนแผลถูกน้ำร้อนหรือไฟลวก ก๋งจะใช้มันไก่ ที่ใส่ขวดตากแดดไว้บนหลังคาบ้าน ออกมาทาให้
   คราวที่ทางการสั่งให้มีการปราบปรามพวกนักเล่นการพนันในหมู่บ้าน ก๋งจะทำหน้าที่อย่างขึงขัง เดินนำหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ไปชี้ว่าบ้านไหนตั้งบ่อนเถื่อนกันบ้าง พอเข้าไปใกล้ๆบ้านที่มีคนแอบเล่นการพนัน ก๋งจะเอาหินขว้างหลังคาบ้านนำไปก่อน
พวกลูกบ้านก็พากันหนี ตำรวจไม่เคยจับนักพนันได้เลยสักครั้ง
  ก๋งบอกว่า ถึงตำรวจจะจับคนพวกนี้ไปแล้ว ไปเสียค่าปรับ แล้วมันก็กลับมาเล่นกันใหม่ แก้นิสัยของนักเล่นไม่ได้หรอก
ก็ได้แต่เตือนให้เพลาๆมือลงเสียบ้าง ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 23:57:23 »


นี่ก็ถือเป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่าสื่อมวลชนของไทยเป็นอย่างไร
มันเป็นแบบปากว่าตาขยิบกันแบบนี้มาตลอด แท้จริงก็เป็นสื่อที่แทงกั๊กแบบนี้แหละครับ ที่มันเป็น
บ่อนทำลายประเทศไทยมาทุกยุคทุกสมัย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal