ประโยชน์ของตำลึงนอกจากจะปลูกเป็น
"ผักสวนครัว รั้วกินได้" ให้เรานำมาปรุงอาหารรับประทานได้
หลากหลายเมนูตามที่ป้าเสลาได้เคยนำเสนอไปแล้วนั้น ตำลึงยังมีคุณสมบัติในเชิงยาสมุนไพร ทั้งในส่วนของใบ ยอด ผลอ่อน
ราก การรับประทานตำลึงเป็นประจำนอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาสายตาแล้ว ตำลึงยังมี
ฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเสริมส่งการมีสุขภาพดีอีกหลายอย่างเชียวค่ะ
โดยปกติตำลึง หรือที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคว่า
"ผักแคบ" (ภาคเหนือ)
"แคเด๊าะ" (กะเหรี่ยง)
หรือ
"ผักสี่บาท" (ภาคกลางบางท้องถิ่น) มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยแป้งได้ดีอยู่แล้ว จึงเหมาะในการนำมารับประทานเป็นประจำ
เพื่อช่วยลดอาการแน่นท้อง ท้องอืด อันเนื่องจากอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ ใบตำลึงยังมีสรรพคุณสำคัญช่วยในการขับสารพิษ
ตกค้างที่เกิดจากการรับประทานอาหารออกจากร่างกาย ทั้งในส่วนของลำไส้ หรือกระเพาะอาหารได้ด้วย โดยมีข้อแม้ว่า
ต้องรับประทานเป็นใบตำลึงสดๆ หรือน้ำคั้นสดจากใบตำลึงนะคะ จึงจะช่วยให้ร่างกายได้รับสรรพคุณข้อนี้ได้อย่างเต็มที่
เนื่องจากน้ำย่อยและเอนไซน์ภายในใบตำลึงจะถูกทำลายได้ง่ายหากได้รับความร้อนในอุณหภูมิที่สูง
แต่สำหรับใครที่ไม่นิยมการทานใบตำลึงสดๆ แบบนั้น เรายังสามารถนำใบตำลึงมาประยุกต์ทำเป็นชาได้เช่นกัน ถึงแม้
สรรพคุณในเรื่องการล้างพิษจะลดน้อยลงไป แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของวิตามิน แคลเซียม และช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเรา
ทำงานได้อย่างเป็นปกติ มีขึ้นตอนการทำง่ายๆ ดังนี้ค่ะ
การทำชาสมุนไพรจากใบตำลึงให้ใช้อัตราส่วนของน้ำต่อตำลึงเท่ากับ 2 : 1 และใช้เวลาในการต้มไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น
ไม่ควรนานกว่านี้ เพื่อไม่ให้คุณค่าที่ได้ถูกความร้อนทำลายหมดสิ้นไป (การทำยาต้มมีหลายวิธี อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะคุ้นหูกันดีคือ
การเคี่ยว ซึ่งจะใช้น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวจนเหลือน้ำเพียง 1 ส่วน หรือต้มนานตามที่ตำรายาระบุไว้ สำหรับการทำชาสมุนไพรจากใบตำลึง
ขอแนะนำให้ต้มนานประมาณ 10 - 15 นาทีค่ะ) อย่างไรก็ดีเมื่อต้มนานจนครบกำหนดเวลาแล้ว เรายังสามารถแช่ใบตำลึงทิ้งไว้
ในน้ำชาได้ แม้คุณค่าทางสารอาหารจะลดน้อยลงเนื่องจากความร้อน แต่ใบตำลึงซึ่งมีสถานะเป็นผัก สามารถรับประทานได้เป็น
ปกติอยู่แล้ว ก็จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษใดๆ อันเป็นอันตรายต่อผู้ทาน (หากเป็นพืชสมุนไพรบางชนิดจะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้
เนื่องจากสารพิษบางอย่างซึ่งไม่เป็นที่ต้องการจะละลายออกมา)
สำหรับน้ำชาสมุนไพรที่ได้นี้ เราจะนำมาดื่มเลย หรือจะนำไปแช่เย็นเก็บไว้ดื่มในครั้งต่อๆ ไปก็ได้ ผู้ที่ปวดท้อง
เป็นโรคกระเพาะ หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ก็สามารถดื่มได้เช่นกันค่ะ
ตำลึงเป็นไม้เลื้อยปลูกง่าย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู นอกจากจะใช้ปลูกเป็นรั้วรายรอบบ้านได้แล้ว เรายังสามารถนำตำลึง
มาปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้บ้านมีความสวยงามน่ารักแบบไทยๆ ได้อีกด้วย ที่สำคัญคือตำลึงเป็นไม้โตเร็ว สามารถเด็ดมา
รับประทานได้ตลอดทั้งปี และยิ่งเด็ดบ่อยเท่าไหร่ ตำลึงก็ยิ่งผลิยอดใหม่ออกมาเป็นทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น เรียกได้ว่าปลูกตำลึง
เพียงครั้งเดียว แต่คุ้มค่าไปตลอดทั้งปีเลยจริงๆ ค่ะ

ข้อมูลจาก Health Holistic








