ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
เมษายน 16, 2014, 15:02:05
93,843 กระทู้ ใน 7,614 หัวข้อ โดย 9,091 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: xztwz157
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  "ฮุนเซน" VS "สม รังสี" 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: "ฮุนเซน" VS "สม รังสี"  (อ่าน 21020 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« เมื่อ: สิงหาคม 01, 2008, 19:21:50 »


นิติภูมิ นวรัตน์พูดถึงฮุนเซ็นไว้ในบทความ "คณะผู้นำเขมรในอนาคต "
ใน www.nitipoom.co.th เมื่อ  ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒  ว่า


...
ฮุนเซน

เฮง สัมริน

...ฮุนเซ็นรับอำนาจถ่ายทอดจากเฮง  สัมริน  ตั้งแต่หนุ่มๆ  
ใครได้ฟังฮุน  เซ็น  พูดจาปราศรัยและได้สังเกตวิธีทำงานของนายกฯคนนี้แล้ว  
จะรู้ว่าฉลาดเฉลียวพราวแพรวมีแววผู้นำประเทศมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ฮุน  เซ็น  เคยกลัวใครซะที่ไหน  ไม่ว่าชาติใหญ่ประเทศเล็ก  
ถ้าแหลมกับกัมพูชา  คุณเอ๋ย  ฮุน เซ็นเจรจาโต้เถียง  
ลุยได้ถึงลูกถึงคนไม่เคยหงอ  สังเกตไหมครับว่า  
ประเทศใหญ่ๆ  ที่โดนฮุน เซ็นตอกกลับ จะนิ่งงันกันไปเองทั้งนั้น

ความมีจุดยืนของฮุน เซ็น  ที่ไม่เคลียเลียแข้งคลอขามหาอำนาจ  
ทำให้มีคนเกรงใจฮุน เซ็น  เพิ่มขึ้น  
นักวิเคราะห์หลายคนที่เมื่อก่อนเคยด่าฮุน เซ็น  
ตอนนี้ก็กลับมาเขียนยกย่องว่า เป็นนายกฯที่มีภาวะผู้นำ

ไม่รู้ว่า  พวกที่เขียนจะแอบกัดคนที่เป็นนายกฯประเทศทางเหนือของเขมรหรือเปล่า  
ว่ามีบารมีเป็นได้แค่นายกฯ แต่ไม่ใช่ผู้นำของชาติ

ปัจจุบันสถานะของฮุน เซ็น  ค่อนข้างมั่นคงในสายตาของต่างประเทศ  
แม้แต่ น.ส.ฮุน  มานา  ลูกสาวคนสวยของฮุน เซ็น  
แต่งงานกับนายเมือง  คมเพียก  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (มีนาคม 2542)
ก็ได้รับความสนใจ  ได้รับการแพร่ข่าวไปทั่วโลก



...ถึงจะเป็นผู้นำรัฐเล็ก  ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ค่อยจะได้  
แต่ลีลาที่ฮุนเซ็น  ต่อรองระหว่างรัฐนั้น  แพรวพราวหาดูได้ยาก  
หากท่านผู้อ่านเคยชมทีวีตอนที่ฮุน เซ็น  เถียงมหาอำนาจ
จะเห็นว่าเด็ดดวง  ลูกเล่นในการให้คำมั่นสัญญา
โดยไม่ต้องใช้การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการก็เป็นหนึ่ง  
การกล้าคุกคามและข่มขู่รัฐที่มีอำนาจเหนือกว่า  ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม


พันธุ์ของศัตรูอย่างนี้ละครับ  ที่อเมริกาอยากได้เอาไปทำพวก
 
 **นิติภูมิ  นวรัตน์ **



นอกจากนี้ จากการประชุมเชิงสัมมนาทางวิชาการของศูนย์อาเซียนศึกษา ครั้งที่ ๘/๔๘
เรื่อง แนวโน้มความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๘

ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับฮุนเซ็นไว้ว่า

...นายฮุนเซ็น เคยกล่าวไว้ว่าจะเป็นผู้นำรัฐบาล ๔ วาระ
ซึ่งความยาวนานของการอยู่ในอำนาจ มักจะสร้างทายาททางการเมืองไว้
ซึ่งนักวิชาการบางท่าน คาดว่าทายาททางการเมืองดังกล่าว
น่าจะเป็นบุตรชายของนายฮุนเซ็นเอง ...

...ภาวะผู้นำของนายฮุนเซ็นมีลักษณะ Strong Man Leadership
สามารถนำพารัฐบาลให้บริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ



...ฮุนเซ็นแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ขณะอายุเพียง 27 ปี
(ปี1979) ในชุดรัฐบาลเฮง สัมริน และมีผลงานเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก




ได้รับการสนับสนุนจาก เวียดนาม เป็น นายกรัฐมนตรีอันดับที่สอง ในปี ค.ศ. 1997
ฮุนเซ็นได้ก่อรัฐประหารต่อต้านนายกรัฐมนตรีอันดับที่ หนึ่ง
จนอีกฝ่ายหนึ่งต้องลี้ภัยไปยังฝรั่งเศส
เมื่อ ฮุนเซ็นรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ และ นำสันติสุขกลับคืนสู่กัมพูชาอีกครั้ง
ในปี 1985 ขณะอายุได้แค่ 33 ปี ฮุนเซ็นก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก
และครองอำนาจมาถึงปัจจุปัน

กัมพูชาได้รับการยอมรับเข้า เป็นสมาชิกของอาเซียน ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1999


ฮุนเซนได้กลืนน้ำลายตัวเองที่ให้คำมั่น
เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2540 ว่าจะไม่ก่อรัฐประหาร
โดยนำทหารเข้าทำรัฐประหารวันที่ 5 กรกฎาคม ปีเดียวกัน
มีผู้เสียชีวิตราว50-60คน
โดยเฉพาะนักการเมืองพรรคฟุนซินเปคเป็นเหตุให้
ประเทศที่เคยช่วยเหลือด้านการเงินอย่างสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่นและเยอรมันต้องตัดงบเพราะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้
แต่ชาวกัมพูชามองว่า ฮุนเซนไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเพราะเขารวยแล้วนั่นเอง

นอกจากนี้ฮุนเซนยังมีท่าทีเอียงไปทางโลกอิสลามอย่างเห็นได้ชัด
ถึงขนาดจัดให้มีรายการวิทยุเป็นภาษาจาม
ซึ่งในเมืองเขมร ภาษาจามคือภาษาของมุสลิมเขมร
แถมรัฐบาลยังจัดหาที่สาธารณะ+สถานที่
ซึ่งมีราคาแพงแม้แต่ที่อยู่ใกล้สนามบิน เพื่อให้ใช้สร้างมัสยิดเพิ่มเติม

ฮุน เซน ผู้มีลูกชายจบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์
สถาบันการทหารอันดับ 1 ของสหรัฐฯ

ดำเนินนโยบายถ่วงดุลอำนาจระหว่างตะวันตกกับโลกอิสลาม
เพื่อนำเสถียรภาพความมั่นคงและมั่งคั่งมาสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา
ขณะนี้ได้ตะโกนกู่ก้องร้องไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ให้นักธุรกิจแถบนั้นเข้ามาลงทุนในเขมรมากขึ้น
 

ช่วงพ.ศ.2518 ถึง 2521 เขมรแดงปกครองกัมพูชา
ฮุนเซน ในวัย25 ปี เคยแต่งงานกับเจ้าสาวชื่อบุญ สมเอียง
มีพยานรัก4คน แต่เขาไม่มีโอกาสเห็นหน้าลูกคนแรก
เพราะหนีการไล่ล่าของเขมรแดง


ปกตินายฮุนเซ็น มักไม่พูดเรื่องครอบครัวของเขากับสาธารณชน


ปัจจุบันฮุนเซนแต่งงานใหม่กับนางบุนรานี (Bun Rany)
มีบุตรด้วยกัน 5 คน เป็นบุตรชาย 3 คนกับบุตรสาว 2 คน
และมีบุตรสาวบุญธรรม 1 คน ซึ่งเขารับมาเลี้ยงในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980
ตั้งแต่เธอมีอายุได้เพียง 18 วัน และเธอใช้นามสกุล"ฮุน"
เหมือนเป็นบุตรคนอื่นๆในครอบครัวของเขา


...

นางบุน รานี ฮุนเซน (Bun Rany Hun Sen)
ภริยาของนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ถูกต้องสงสัยมาเป็นเวลานานว่า
เป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
ที่อยู่เบื้องหลังการบริหารประเทศ
สื่อในประเทศนี้ยังเฝ้าจับตามสตรีหมายเลข 1
ในฐานะ "สตรีที่ร่ำรวยผิดปกติ" อีกด้วย



สตรีหมายเลข 1 ถูกสื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลวิจารณ์อย่างหนัก
แม้ยามที่ไปปรากฏตัวที่สถานเลี้ยงเด็กติดเอชไอวี/เอดส์
ในชุดสปอร์ตเรียบหรู และดูโดดเด่นเนื่องจากมีการประดับประดาวาววับ
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ด้วยทองฝังเพชร
ไม่ว่าจะเป็นต่างหู สร้อยคอ หรือ กำไลข้อมือ
จนสื่อนำภาพไปลงประกอบข่าวพร้อมบรรยายใต้ภาพ
ทำนองว่ากระทั่งไปเยี่ยมเยือนเด็กที่ด้อยโอกาสก็ยังอวดร่ำอวดรวยถึงเพียงนี้

สื่อบางฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์สราลัญขะแมร์ (Saralanh Khmer)
ถึงกับตั้งคำถามว่า เงินเดือนของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มากมายอะไร
ลูกเต้าอีกเป็นโขยง แล้วหลังบ้านผู้นำไปร่ำไปรวยมาจากไหน

นอกจากนี้ สมเด็จฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา
ยังมีถุงกอล์ฟทั้งหมดกว่า 200 ถุง และมีไดรเวอร์กว่า 500 อัน









(ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย , คมชัดลึก, www.sulak-sivaraksa.org ,
http://data.schq.mi.th/~sri/asiancenter/asiancenter_data_48/ascforum_08_2005.htm,
ขอบคุณข้อมูลและภาพเพิ่มเติมจาก บล็อก นอกลู่นอกทาง -
และข้อมูลจากผู้จัดการ, Nation,CNN)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2009, 20:14:05 »



หลังการเลือกตั้งปี 2546   2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ
CPP (Cambodian People's Party- พรรคประชาชนกัมพูชา)
ซึ่งฮุนเซน อยู่ในฐานะที่เป็นทางการ คือรองประธานพรรค CPP
แต่ในทางปฏิบัติ เขาเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง
บุคคลอื่นๆ ในพรรค ได้แก่ นายเจีย ซิม ประธานพรรค และ ประธานวุฒิสภา
กับ นายเฮง สัมริน ประธานกิตติมศักดิ์ของพรรค ในปัจจุบันเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

กับพรรคฟุนซินเปก (Funcinpec) ที่เคยเป็นพรรคการเมืองใหญ่
ร่วมรัฐบาลกับพรรค CPP มาเป็นเวลากว่า 10 ปี
แต่ความขัดแย้งได้ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในภายในพรรค
กรมพระนโรดมรณฤทธิ์ พระโอรสของอดีตกษัตริย์สีหนุ
ได้พ้นจากการเป็นหัวหน้าพรรค
และไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่  โดยใช้ชื่อของตนเองเป็นชื่อพรรค

และพรรคฟุนซินเปก ก็ได้นายแก้ว พุทธ รัศมี (Keo Phutha Reasmey)
ซึ่งเป็นน้องเขยของ กรมพระรณฤทธิ์
มาเป็นหัวหน้าพรรคฟุนซินเปกคนใหม่ แทน


นายสม รังสี (Sam Rainsy)
เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในกัมพูชา คือ พรรคสมรังสี (Sam Rainsy Party: SRP)
ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองของประเทศ
หลังจากเกิดวิกฤตการณ์แตกแยกในพรรคฟุนซินเปก
และพรรคฟุนซินเปกเสื่อมถอย ไม่สามารถร่วมกับ CPP กันจัดตั้งรัฐบาลได้
ทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองขึ้นเกือบ 2 ปี


นายสม รังสี ให้สัมภาษณ์ท่ามกลางสื่อที่ห้อมล้อม
ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ในปี2550
เขานำพรรคการเมืองฝ่ายค้านพลิกขึ้นมาช่วงชิงสถานการณ์
หลังวิกฤติในพรรคฟุนซินเปก (ภาพ: Reuters)

...
นายสม รังสี (Sam Rainsy)
 เกิด  10 มีนาคม 1949 ที่กรุงพนมเปญ
อายุครบ 60 ปี เมื่อต้นปี 2552 นี้เอง
เป็นลูกชายของ Sam Sary ซึ่งมีตำแหน่ง
ในคณะรัฐบาลกัมพูชาในช่วงปี 1950

ย้ายไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ อายุ 16 ปี(ปี 1965)
ในวัยเด็กเรียนหนังสือทั้งในกรุงปารีสและลอนดอน
เรียนระดับไฮสกูลที่กรุงพนมเปญ
(Lycée Descartes and Lycée Sisowath)
และที่ปารีส (Lycée Janson de Sailly)



การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
Business Administration (Master of Business Administration from INSEAD - Fontainebleau - France) - 1980.

Accounting (Diplôme d'Etudes Comptables Supérieures issued
by the French Ministry of Education) - 1979.

Economics (Maîtrise + Diplôme d'Etudes Supérieures de Sciences Economiques
de la Faculté de Droit et des Sciences Economiques de Paris) - 1973.

Political Science (Diplôme de l'Institut d'Etudes Politiques de Paris) - 1971.


หลังเรียนจบ ทำงานในแวดวงธุรกิจการเงิน การธนาคารที่ฝรั่งเศส จนถึงปี 1985
แต่งงานกับ Saumura Tioulong ชาวกัมพูชา
มีบุตร ธิดา 3 คน




กลับมาเล่นการเมืองในกัมพูชา โดยเริ่มต้นอยู่ในพรรค ฟุนซินเปก
ปี 1992 เป็น สส.ของจังหวัดเสียมเรียบ
เป็นรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ ของกัมพูชา (1993 - 1994).

หลังจากนั้นประมาณปี 1994-5 เขาก็ตั้งพรรคการเมือง Khmer Nation Party (1995 - 1998).
และก่อนการเลือกตั้งในปี 1998  ก็เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น Sam Rainsy Party (SRP)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2009, 20:36:43 »



และจากการเลือกตั้งเมื่อ กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา
ผลก็คือ ฮุน เซน ชนะลอยลำตั้งรบ.พรรคเดียว

แม้ นายสม รังสี หัวหน้าพรรคสมรังสี ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกตั้ง
โดยอ้างว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงพนมเปญ
ซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรคฝ่ายค้านกว่า 200,000 ราย
กลับไม่มีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นายสมกล่าวว่า "พรรครัฐบาลใช้ยุทธวิธีที่เต็มไปด้วยด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลโกง
ต้องยกเลิกการเลือกตั้งครั้งนี้แล้วจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่อย่างเป็นธรรม"

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้งในอดีตหลายครั้งของกัมพูชา
ไม่เคยสร้างรอยด่างพร้อยให้กับพรรคซีพีพีที่ได้ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน
โดยสมเด็จฯฮุน เซน วัย 57 ปี ที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 23 ปี
ถือเป็นผู้นำประเทศที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดของเอเชีย
และเขาประกาศว่าจะเป็นผู้นำประเทศไปจนถึงอายุ 90 ปี



สมเด็จฯฮุน เซน นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างรุนแรง
ในข้อกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเขาได้ออกมาตอบโต้ว่าภายใต้การปกครองของเขา
ได้นำสันติภาพและเสถียรภาพหลังยุคการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงมาสู่กัมพูชา


ขณะที่พรรคสม รังสี ซึ่งเคยครองที่นั่งในสภาอยู่ 24 ที่นั้น
หาเสียงโดยสัญญาว่าจะปรับปรุงการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน
พัฒนาความเป็นอยู่ของคนจนให้ดีขึ้นและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

สำหรับฮุนเซนแล้ว สม รังสี อาจยังไม่ใช่คู่มือของเขา
แต่ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นปัญหาใหญ่
ซึ่ง สม รังสี ใช้โจมตีรัฐบาลของฮุนเซนตลอดมา
จึงเปรียบเสมือนหนามตำใจของนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีมานาน





ในขณะที่ฮุนเซนทำคะแนนกับชาวเขมร ด้วยการชูเรื่อง ปราสาทพระวิหาร
แสดงความเกี้ยวกราดกับไทยมาตลอด
โดยอ้างแผนที่ฝรั่งเศสที่ไม่ได้จัดทำขึ้นโดยยึดหลักสันปันน้ำ เพื่อทวงสิทธิ์เขตแดน
แต่กลับไม่เคยปริปากพูดถึง “การรุกล้ำแดน” ของฝ่ายเวียดนามแม้สักครั้ง


สมเด็จฯ ฮุนเซนอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2522
โดยได้รับการสนับสนุนเริ่มต้นจากรัฐบาลเวียตนาม

ช่วงที่ผ่านมาอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาติดต่อกันมาเป็นปีที่ 24 โดยไม่ขาดตอน
รวมทั้งเคยทำรัฐประหารยึดอำนาจมาแล้ว 2 ครั้ง
เคยถูกทำรัฐประหารอย่างน้อย 1 ครั้งแต่ล้มเหลว
      
       ปัจจุบันผู้นำกัมพูชากับครอบครัวอาศัยอยู่ภายในค่ายทหาร อ.ตาขะเมา
ชานกรุงพนมเปญใน จ.กันดาล มีหน่วยรบที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ
ทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ผู้นำกับครอบครัวโดยเฉพาะ

      ทางการเวียดนามกับกัมพูชาได้เริ่มปักปันเขตแดนด้าน จ.สวายเรียงมาหลายปีแล้ว
ขณะที่ราษฎรจำนวนมากร้องเรียนว่า ได้ส่งผลกระทบต่อนาข้าวของพวกเขา
ทั้งๆ ที่ทุกคนทำกินบนผืนนาแห่งนั้นมาหลายชั่วคน
      


ปัญหาที่ชายแดนด้านเวียดนาม สมเด็จฯ ฮุนเซนเงียบกริบ ไม่ปริปาก
แต่ทางด้านเขาพระวิหารไม่ได้ สั่งยิงคนไทยทุกคนที่ล้ำเข้าไปใน “พื้นที่พิพาท”



       สื่อและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านกัมพูชาได้พยายามกระทุ้งเรื่องนี้
ไปยังรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน มาเป็นระยะๆ รวมทั้งตั้งกระทู้ถามในสภาด้วย
แต่ทุกครั้งผู้นำกัมพูชาจะแสดงความเกรี้ยวกราด ตีโต้กลับคืนไปว่าคนเหล่านั้นไม่รู้จริง
และตนเองเป็นคนรักชาติจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนไม้แต่สักตารางนิ้วเดียว
      
       ผู้สังเกตการณ์หลายคนรวมทั้งคณะกรรมการชายแดน
ที่ชาวเขมรพลัดถิ่นตั้งขึ้นมาในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ตั้งข้อสังเกตว่า สมเด็จฯ ฮุนเซนได้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวกัมพูชาไปในเรื่องอื่นมาตลอด
เพื่อไม่ให้สนใจปัญหาการเสียดินแดนให้เวียดนาม



ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 27 ก.พ.2550
สมเด็จฯ ฮุนเซน กับนายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง (Nguyen Tan Dung) นายกฯ เวียดนาม
ร่วมแสดงความยินดี ระหว่างทำพิธีฉลองหลักเขตแดนที่ด่านบาเหว็ด (Bavet) จ.สวายเรียง
แต่ไกลออกไป ชาวบ้านบอกว่าเจ้าหน้าที่เวียดนามเข้าไปปักหลักเขตแดนสะเปะสะปะตามใจชอบ
และไม่มีผู้ใดกล้าแตะ  ซึ่งนายสม รังสี อ้างว่า
ได้ไปเห็นเรื่องนี้ด้วยตัวเองขณะไปทอดกฐินที่ชายแดนเวียดนาม


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2009, 20:38:59 »



นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้าน ไปทอดกฐินที่วัดชายแดน จ.สวายเรียง (Svay Rieng)
เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2552 ได้ไปเห็นหลักปักเขตแดนเวียดนาม-กัมพูชา
ปักอยู่ในเขตที่นาของราษฎรเขมร ที่ทำกินกันมาหลายชั่วอายุคน


      
       กัมพูชากับเวียดนามมีเขตแดนติดกันหลายร้อยกิโลเมตร
ตั้งแต่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือลงไปจนถึงที่ราบแม่น้ำโขง
ชายแดนตอนบนองประเทศไม่เกิดปัญหาใดๆ เนื่องจากใช้สันปันน้ำแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน
แต่ชายแดนตอนล่างซึ่งใช้ลำน้ำเป็นพรมแดนธรรมชาติมีปัญหามาก
เนื่องจากสายน้ำเปลี่ยนทางไหล หรือกัดเซาะตลิ่งทำให้แผนที่
ที่ฝรั่งเศสจัดทำไว้เมื่อกว่า 100 ปีก่อนผิดเพี้ยนไป



ภาพจากเว็บไซต์พรรคสมรังสี ผู้นำฝ่ายค้านขณะไปทอดกฐินที่ชายแดนเวียดนาม
เมื่อ 25 ตค.2552 และไปพบความจริง กรณีที่เวียดนามกำลังฮุบดินแดนทางตะวันออก


      
       นายพรม เจีย (Prom Chea) ชาวนาวัย 43 ปี ชาวบ้านเกาะกะบานเหนือ
นิคมสัมโรง กล่าวกับ นักข่าวสถานีวิทยุเอเชียเสรี (Radio of Free Asia) ภาคภาษาเขมร หรือ RFA ว่า
ตัวเขาเองได้เสียที่นาไป 2 เฮกตาร์ (12.5 ไร่) และราษฎรคนอื่นๆ ในเขตนิคมเดียวกัน
เสียที่นาไปจำนวนมากจากการปักปันเขตแดนตามใจชอบของเจ้าหน้าที่เวียดนาม


 หลังพิธีทอดกฐิน นายรังสี ได้ปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาชายแดนกับเวียดนามภายในวัด
หลังจากได้รับการร้องเรียนจากราษฎรในท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ร่วมรับฟังประมาณ 300 คน
ก่อนจะนำหน้าทุกคนมุ่งไปยังท้องนาที่ข้าวฤดูปลายปีกำลังตั้งต้นเขียวชอุ่ม RFA กล่าว
      
       “ผมได้นำพวกเขา (ชาวบ้าน) ถอนหลักเขตแดนพวกนี้แล้วขว้างทิ้ง
นี่เป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติของพรรคสมรังสี..
เราไม่ยอมรับการหลักเขตแดนที่พวกต่างชาติล่วงล้ำเข้ามาปักเอาไว้อย่างไม่เหมาะสม
ในนาข้าวที่เป็นของชาวกัมพูชา นี่คือ แผ่นดินของชาวนากัมพูชา
นี่คือแผ่นดินเขมร..” วิทยุเสียงอเมริกาอ้างคำประกาศของผู้นำฝ่ายค้าน
      
       “ผมขอเรียกร้องไปยังชาวกัมพูชาที่มีเลือดเขมร และมีจิตสำนึกที่จะป้องกัน
และปกปักรักษาแผ่นดินของเรา แผ่นดินที่มีขนาดเล็กลงทุกวันๆ” นายรังสี กล่าว

สวายเรียง เป็นจังหวัดชายแดนตะวันออกสุดของกัมพูชา
นายสม รังสี ได้นำราษฎรจากหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้โดยตรง
ถอนหลักปักปันเขตแดนออกจากทุ่งนา โดยประกาศว่า นี่การกระทำเพื่อแสดงความรักชาติ
      


       เหล่านี้คือ ภาพเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างไปทอดกฐิน ที่วัดองค์รุมแด็ญ (Ang Romdenh)
ในท้องที่นิคมสัมโรง อ.จันเตรีย (Chantrea) จ.สวายเรียง วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่มีการประชุมผู้นำอาเซียน+6 ในประเทศไทย
มีการตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งภาพและข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้บนเว็บไซต์พรรคสมรังสี
และเว็บไซต์สถานีวิทยุเอเชียเสรี (Radio Free Asia) ภาคภาษาเขมร



วันศุกร์ (30 ต.ค.) ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม  
ได้กล่าวประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของ นายสม รังสี ที่ถอนหลักเขตแดนจำนวน 6 หลัก
ออกจากทุ่งนาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.สวายเรียง (Svay Rieng)
และยังกล่าวอีกว่า ผู้นำฝ่ายค้านในกัมพูชาใส่ร้ายป้ายสีเวียดนาม “อย่างบังอาจ” ด้วยข้อมูลผิดๆ
      
       โฆษกกระทรวงต่างประเทศเวียดนาม กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 25 ต.ค.2552
นายสม รังสี ซึ่งเดินทางลงพื้นที่ชายแดนสวายเรียง ตรงข้ามกับ จ.ลองอาน (Long An) ของเวียดนาม
ได้ถอนหลักเขตแดนจำนวน 6 หลัก ออกจากบริเวณตำแหน่งที่ 185
และนำเอาหลักเขตแดนทั้งหมดกลับไปยังกรุงพนมเปญ
ซ้ำยังกล่าวหาอีกว่า เวียดนาม “กำลังฮุบดินแดนของกัมพูชาผ่านการปักปันเขตแดน”
      
       “เวียดนามและกัมพูชากำลังทำการปักปันเขตแดนและปักหลักเขตแดน
การปกป้องเส้นแดนกับหลักเขตแดน ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองรัฐบาล
และประชาชนทั้งสองประเทศ ตามความตกลงทวิภาคีและตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
สำนักข่าววีเอ็นเอ (Vietnam News Agency) ของรัฐบาล อ้างคำกล่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
      
       โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา
“ต้องมีมาตรการที่จำเป็นต่างๆ ต่อการกระทำที่บ่อนทำลายดังกล่าว
และสร้างเงื่อนไขสะดวกให้แก่การแบ่งเขตแดนและการปักปันหลักเขตแดน
ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาตามกำหนด
เพื่อผลประโยชน์ของสองชาติ” วีเอ็นเอ กล่าว




นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หลายวัน
หลังจากฝ่ายเวียดนามแสดงความไม่พอใจที่นายกฮุนเซ็น
ไม่ป้องกันรักษาหลักเขตแดน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างปักปัน
ปล่อยให้ผู้นำฝ่ายค้านไปถอนทิ้ง นับเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับผู้นำกัมพูชา
ที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือตอบโต้ประเทศไทยอย่างรุนแรงเสมอมา
เมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับพรมแดนระหว่างสองประเทศ
      
      

นายรังสีกล่าวว่า ในอดีตชาวบ้านเคยถอนหมุดปักเขตแดนทิ้งไปหลายต้น
เจ้าหน้าที่จังหวัดขู่ว่า หากถอนอีกจะดำเนินคดี
วันนั้นตนเองก็เลยขอรับผิดชอบ จะต้องถอนหลักหมุดเหล่านั้นออกไป
เพื่อให้ชาวบ้านที่นั่นได้ทำนา และดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติต่อไปได้

"ผมไม่กลัวถ้าหากรัฐบาลเวียดนามจะฟ้องผม
ขอให้พวกเขาฟ้องเลย หรือถ้าหากรัฐบาลในกรุงพนมเปญขณะนี้จะฟ้อง ก็ให้เขาทำไป
แต่ผมจะฟ้องร้องต่อศาลระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศ
ช่วยพิทักษ์ปกป้องดินแดนของกัมพูชา
ผมอยากจะให้เปิดการประชุมระหว่างประเทศขึ้นตามสนธิสัญญาสันติภาพกรุงปารีสปี 2534
ผมจะขอให้ภาคีสัญญา 18 ชาติเปิดประชุม ประเทศเหล่านั้นมีพันธะตามสัญญาฯ
จะช่วยกัมพูชาปกป้องเขตแดน

ขณะนี้ดินแดนกัมพูชากำลัง ถูกรุกล้ำ เรามีข้อพิสูจน์ที่เพียงพอในเรื่องนี้…”

วิทยุเอเชียเสรีอ้างคำกล่าวของผู้นำฝ่ายค้าน


หลังเหตุการณ์นี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม
ได้ออกแถลงประณามการกระทำของนายรังสีอย่างรุนแรง
โดยกล่าวหาว่าเป็นการยั่วยุ กระทำการขัดต่อกฎหมายเวียดนามและกฎหมายกัมพูชา
ขัดต่อสนธิสัญญาสองฝ่าย ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
และ จงใจสร้างความเกลียดชังต่อชาวเวียดนาม


... โฆษกเวียดนามยังเรียกร้องให้รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน
ต้องพิทักษ์ปกป้องหลักหมุดเขตแดน
และ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ผ่านมาหลายวัน
รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน ยังไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
ต่อการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้
อย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายเวียดนาม
และ สื่อต่างๆ ในกรุงพนมเปญ
ก็ไม่ได้รายงานเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้.

ไม่เพียงแต่ผู้นำเท่านั้นที่ปิดปากเงียบสนิทมาข้ามสัปดาห์
ไม่มีโฆษกกัมพูชาคนใดเอ่ยปากถึงเรื่องนี้
และไม่มีรายงานใดๆ
เกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายเวียดนาม
ผ่านสื่อในกรุงพนมเปญ....




(ข้อมูลจาก  ผู้จัดการออนไลน์ 1 เมษายน 2550,  
ASTVผู้จัดการรายวัน ตุลาคม 2552,4 พฤศจิกายน 2552

ประชาชาติ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551, http://www.samrainsyparty.org/,วิกิพีเดีย)

2779
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 15:47:46 »




คลิปวีดีโอ สม รังสีนำพวกชาวนาเขมร ในเขตชายแดน
จ.สวายเรียง ถอนหลักเขตซึ่งเวียตนาม
เข้ามาปักหลักเขตแดนเวียดนาม-กัมพูชา
ในเขตที่นาของราษฎรเขมร ที่ทำกินกันมาหลายชั่วอายุคน
ในนาข้าวที่เป็นของชาวกัมพูชา

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ ฮุนเซนไม่เคยปริปากพูดถึง “การรุกล้ำแดน” ของฝ่ายเวียดนามแม้สักครั้ง


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

jan16
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 13


ถ้าเลือกที่จะรัก..ก็ต้อง.."Just The Way u r"


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 18:19:36 »


"ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ ฮุนเซนไม่เคยปริปากพูดถึง “การรุกล้ำแดน” ของฝ่ายเวียดนามแม้สักครั้ง"


ฮุนเซ็นไม่รู้จักวลีที่ว่า"ทำเพื่อประชาชน".."ทำเพื่อประเทศชาติค่ะ  คุณป้าเสลา

ฮุนเซ็นรู้จักแต่คำว่า"ทำเพื่อตนและผลประโยชน์แห่งตน"เท่านั้นจริงๆค่ะ

สวัสดีค่ะคุณป้าเสลา..เข้ามากล่าวทักทายด้วยความคิดถึงค่ะ  ไม่ได้หายไปไหนว่างเมื่อไหร่ก็จะเข้ามาเป็นเสือซุ่มอยู่เสมอ
ชอบการตอบของคุณป้าเสลาในปัญหาชีวิตรักและครอบครัวจัง..บางครั้งเอาไปสอนตัวเองทำให้เข้มแข็งขึ้นอักโข

และก็ยังเป็นแฟนพันธ์แท้ของคุณ Chod(หนุ่ม)  จึงอดแวะเวียนมาคอยอ่านเรื่องเล่าของแกเรื่อยๆ ถึงขนาตามไปอ่านถึง
ขบวนการเสรีไทยกันเลยทีเดียว..อิอิ (มีคนบอกว่าคำว่า "อิอิ" ต้นตำหรับมาจากคุณชด)

คิดถึงนะคะคุณป้าเสลา
Jan16
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าเลือกที่จะรัก..ก็ต้อง.."Just The Way u r"
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 19:51:08 »



สวัสดีค่ะคุณ jan16

เรื่องราวของฮุนเซน และสม รังสี น่าสนใจ
และมีส่วนเกี่ยวข้องกับไทย ด้วย

ข้อมูลต่างๆ มีที่มาที่ไป จึงนำมาแบ่งปันกันรับรู้
เพื่อเราในฐานะคนไทย จะได้มองเรื่องราวที่เกี่ยวพัน ต่อเนื่อง ด้วยเหตุและผล
ไม่ใช่ด้วยอคติ หรือฉันทาคติ กับผู้ใดผู้หนึ่ง




คุณ Chod(หนุ่ม) ก็แวะเวียนมาบ้าง
ป้าก็เป็นแฟนข้อเขียนของคุณชดเช่นกัน


ขอบคุณที่ให้กำลังใจป้าค่ะ
ปัญหาชีวิต ถ้าไม่เกิดกับใคร ก็คงไม่รู้สึกหรอกว่า เจ็บปวดแค่ไหน
ป้าก็พยายามทำเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อยก็แบ่งเบาให้เขาคลายทุกขฺบ้างแม้เล็กน้อย ก็ยังดี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2009, 20:50:05 »


เคยลงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสมเด็จฮุนเซนไว้ในกระทู้ ปราสาทพระวิหาร
ขอยกมาลงเพิ่มเติมตรงนี้ด้วย

...
สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน
เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2494
แต่ได้แจ้งว่า เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม
เมื่อครั้งแรกที่เข้าร่วมกับกองทัพปฏิวัติ (เขมรแดง)
เกิดที่จังหวัดกำปงจาม เป็นลูกชาวนา

ฮุน เซนเร่ร่อนออกจากบ้านเมื่ออายุ 13 ปี
อาศัยข้าวก้นบาตรกับพระที่วัดเพื่อได้มีโอกาสเรียนหนังสือ

พ.ศ. 2513 อายุ 19 ปี ได้เข้าร่วมในกองทัพปฏิวัติ (เขมรแดง)
ทำการสู้กับทหารลอนนอนซึ่งสหรัฐอเมริการให้การสนับสนุน
ช่วง พ.ศ. 2518 ถึง 2521
เขมรแดงปกครองกัมพูชา ฮุนเซนถูกจับให้แต่งงานหมู่รวม 13 คู่
เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2519 ในวัย 25 ปี เจ้าสาวชื่อบุญ สมเอียง
มีพยานรัก 4 คน แต่เขาไม่มีโอกาสเห็นหน้าลูกคนแรก
เพราะหนีการไล่ล่าของเขมรแดง



ฮุนเซนและครอบครัว น่าจะเป็นงานวันเกิดของลูกสาว


การศึกษา
ตามประวัติที่เป็นทางการ “ดอกเตอร์ฮุน เซน”
ได้รับการศึกษาในระบบน้อยมาก แต่ก็โทษใครไม่ได้
เพราะเขาเติบโตมาในท่ามกลางสงคราม
เกิดปี พ.ศ. 2494 ที่นิคมเปียมเกาะสนา (Peam Koh Sna) อ.สะเติงตราง (Stoeng Trang) จ.กัมปงจาม
เรียนชั้นประถมศึกษาที่บ้านเกิด

ปี 2508 เข้ากรุงพนมเปญ เรียนต่อชั้นประถมปลายที่โรงเรียนอินทราเทวี (Indra Devi)
ที่วัดนาควาน (Neakvoan) เป็นเด็กวัด ภายใต้การดูแลของสมภารที่ชื่อ “มง ฤทธี”




ปี พ.ศ. 2513 หนุ่มฮุนเซน วัย 18 ปี ได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อสู้กับจักรพรรดินิยม
ตามคำเรียกร้องของ “เจ้านโรดมสีหนุ” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กลายเป็นอดีต
หลังถูกโค่นล้มโดยนายพลลอน นอล (Lon Nol) ซึ่งองค์การซีไอเอ (CIA)
ของสหรัฐอเมริกา หนุนอยู่เบื้องหลัง



ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเมื่อไร
แต่มีอยู่ปีหนึ่งในยุคใหม่นี้
ที่นายฮุนเซนได้กลายเป็นบัณฑิต
สำเร็จปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์
จากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศ
แต่นั้นมาก็ได้กลายเป็น “ดอกเตอร์ฮุนเซน”
และมีผู้ที่ต้องการจะมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


ข้างล่างคือ รายชื่อสถาบันต่างๆ ที่มอบเกียรติยศทางการศึกษาให้แก่ผู้นำเขมร จนกระทั่งมี Ph.D.เป็นใบที่ 10

1991 Ph.D. (Political Science) - National Political Academy of Hanoi
1995 Ph.D. (Politics) - Southern California University for Professional Studies
1996 Ph.D. (Law) - IOWA Wesleyan College, USA
2001 Ph.D. (Political Science) - Dankook University, South Korea
2001 Ph.D. (Political Science) - Ramkhamhaeng University, Bangkok (ม.รามคำแหง)
2004 Ph.D. (Political Science) - Irish International University of Europa
2004 Ph.D. (Political Science) - University of Cambodia
2006 Ph.D. (Political Science) - Soon Chun Hyang University, Seoul, South Korea
2006 Ph.D. (Education) - Bansomdejchaopraya Rajabhat University, Bangkok (มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา)
2007 Ph.D. (Education) - National University of Hanoi

ปริญญาดุษฎีบัณฑิต Ph.D.(Philosophy Doctorate) ที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นด้านรัฐศาสตร์ (Political Science)
จำนวนหนึ่งเป็นสาขานิติศาสตร์(Law) แต่ในนั้นมี Ph.D.จำนวน 2 ใบ
เป็นสาขาการศึกษา (Education) ซึ่งได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
กับ มหาวิทยาลัยในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านการศึกษา (Ph.D.in Education)
จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงฮานอย (National University of Hanoi)  
อันเป็น Ph.D.ใบที่ 10 ในช่วงหลายปีมานี้
และเป็นใบที่ 2 ที่ได้รับจากสถาบันอุดมศึกษาเวียดนาม

แต่ทว่าในบรรดาใบปริญญาบัตรที่ ฮุนเซนได้รับมาทั้งหมด
อย่างน้อยที่สุดในนั้นมีอยู่ 1 แผ่น ที่มีปัญหา

...  ในเดือน เม.ย.2547 นายฮุนเซน ได้รับมอบ Ph.D.(Political Science)
จากสถาบันที่ใช้ชื่อว่า Irish International University of Europa
บริการการศึกษาทางอินเทอร์เน็ต ที่อ้างว่า
เป็นสาขาของมหาวิทยาลัยนานาชาติไอริช
(Irish International University) หรือ IIU

สถาบันดังกล่าวอ้างว่า ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์
และเปิดสำนักงานขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์
ประเทศมาเลเซีย เมื่อเร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยออนไลน์แห่งนี้ อ้างว่า สถาบันของพวกเขา
มีสำนักงานอยู่ในกรุงลอนดอน แถมยังมีความร่วมมือ
กับบางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (Cambridge)
มหาวิทยาลัยเบอร์ 2 ในอังกฤษ อีกด้วย

เรื่องแดงโร่ขึ้นมาหมาดๆ เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อสถานทูตไอริชในมาเลเซีย ประกาศว่า
IIU ไม่ได้รับการรับรองจากไอร์แลนด์
และไม่ได้มีชื่ออยู่ในสารระบบทางการศึกษาของสหราชอาณาจักร
หรือ อังกฤษ อย่างที่พยายามอ้างถึง
มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ เองก็ออกสำทับ ไม่เคยรู้จักและไม่ได้มีความร่วมมือใดๆ กับสถาบันที่ว่า

ฝ่ายบริหารของ IIU โร่เข้าพบนายกฯ และกระทรวงศึกษาธิการกัมพูชา อธิบายว่า
ความจริงแล้วปริญญาทุกใบจากสถาบันของพวกเขาได้รับการรับรองจากสถาบันอีกแห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นสมาคมหอการค้าของชาวไอริช โดยมีสำนักงานอยู่ในกรุงลอนดอนด้วย

เรื่องยิ่งไปใหญ่เมื่อทางการไอร์แลนด์ตรวจสอบพบว่า
สมาคมฯ ที่ว่านี้มีสำนักงานอยู่ที่เดียวกับ IIU ในกรุงลอนดอน

ก็เลยสรปุได้ว่า เป็นคนกลุ่มเดียวกัน รับรองปริญญาให้กันเอง
และ ก็ร่วมกันทำ “เครื่องหมายการค้า” ทางการศึกษา ส่งจำหน่ายทั่วโลก
ทั้งแบบออนไลน์ และแบบมีตัวมีตน





สมเด็จฮุน เซนได้รับการสถาปนาบรรดาศักดิ์
จากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี
เป็น สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน
เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2550
นอกจากนั้น ยังมีบุคคลที่สำคัญของกัมพูชาได้รับการสถาปนาบรรดาศักดิ์ 3 คน
หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จเจีย ซิม ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชา



ฮุนเซนงประสบเคราะห์กรรมสูญเสียนัยน์ตาข้างซ้ายในการรบเมื่อวันที่16 เมษายน พ.ศ.2518
ก่อนการมีชัยต่อกองกำลังลอนนอนเพียงวันเดียว
ขณะนั้นเขามีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพัน

ฮุนเซนหนีไปอยู่เวียดนามพ.ศ.2520
เวียดนามยอมรับความสามารถด้านการติดต่อเจรจาของฮุนเซนมากกว่าเฮงสัมริน
ดังนั้นเมื่อเวียดนามยึดครองกัมพูชา
เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากเวียตนาม แม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
แต่ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ขณะอายุเพียง 27 ปี
(ปี1979) ในชุดรัฐบาลเฮง สัมริน และมีผลงานเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

และเวียตนามยังหนุนฮุนเซนต่อเนื่อง
จนได้ เป็น นายกรัฐมนตรีอันดับที่สอง
ในปี ค.ศ. 1997 ฮุนเซ็นได้ก่อรัฐประหารต่อต้านนายกรัฐมนตรีอันดับที่ หนึ่ง
จนอีกฝ่ายหนึ่งต้องลี้ภัยไปยังฝรั่งเศส
เมื่อ ฮุนเซ็นรวบรวมอำนาจได้สำเร็จ และ นำสันติสุขกลับคืนสู่กัมพูชาอีกครั้ง
ในปี 1985 ขณะอายุได้แค่ 33 ปี ฮุนเซ็นก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก
และครองอำนาจมาถึงปัจจุปัน



(ข้อมูลและภาพจาก วิกิพีเดียและสื่อในเครือ ผู้จัดการ, Nation,AFP,CNN)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2009, 23:49:58 »



หลังจากมีข่าว การแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จฮุน  เซน และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา

ก็มีข่าวจาก หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ - Koh Santepheap
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีเป็นอันดับ 2 ของกัมพูชา
ว่า ฝ่ายค้านของกัมพูชา ซึ่งนำโดย นายสม รังสี
ได้เคลื่อนไหวลับ ๆในการล่ารายชื่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วย
กับการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษา
เนื่องจากไม่เคยมีในธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศกัมพูชามาก่อน



นับเป็นหอกที่ฝ่ายค้านโดย สมรังสี ใช้ทิ่มแทงเพิ่มแผลให้ฮุนเซนมากขึ้นอีก
นอกเหนือจากกรณีที่กำลังมีปัญหาเขตแดนกับรัฐบาลเวียดนาม
ซึ่งหลังจาก สม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาไปพบข้อมูลว่า
รัฐบาลฮุนเซน นิ่งเฉยเหมือนรู้เห็นเป็นใจ
ให้เวียดนามร่นหลักเขตแดนลึกเข้ามาในเขตกัมพูชา
เข้ามาถึงกลางทุ่งนาของชาวบ้าน

และ สม รังสี ได้ลงมือถอนหลักเขตที่ระบุว่ารุกล้ำเข้ามาทิ้งไป
จนก่อให้เกิดการประท้วงจากเวียดนามอย่างรุนแรง
และจนบัดนี้ ทางฮุนเซน ก็ยังหุบปากเงียบ ไม่มีท่าทีใดๆออกมา


สม  รังสี  เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับ  ฮุน เซน  
และมักจะอาศัยกระแส  ชาตินิยม มาเพิ่มคะแนนนิยมให้กับตัวเอง
ไม่ต่างอะไรไปจาก  ฮุน เซน  

เพียงแต่เป้าหมายแตกต่างไปในคนละด้าน  
คือในขณะที่  ฮุน เซน  อาศัยความขัดแย้งกับประเทศไทย
เป็นเครื่องมือปลุกคะแนนนิยมของตัวเอง  

สม  รังสี  ก็หันไปใช้ความขัดแย้งกับประเทศเวียดนามกันแทนที่  
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...คำอธิบายและข้อสมมุติฐานของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกัมพูชารายนี้  
ใช่ว่าจะไม่มีน้ำหนักเอาเลยทีเดียว  
ปรากฏการณ์หลายต่อหลายอย่าง
ที่เกิดขึ้นภายในประเทศกัมพูชา  
ได้ทำให้ข้อกล่าวหาของ สม  รังสี
เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลรองรับอยู่ไม่น้อย

ทั้งนี้ ช่วงประมาณปี  ค.ศ.2005  
ชาวกัมพูชาที่มีสายเลือดกัมพูชา
ต้องเกิดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งขึ้นไปอีก  
เมื่อรัฐสภากัมพูชาที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคประชาชนกัมพูชา  
อันมีนายกรัฐมนตรี  ฮุน  เซน  เป็นผู้นำ  ได้ตัดสินใจจัดให้มีการประชุมลับ  
เพื่ออนุมัติให้มีการลงนามในสัตยาบันส่วนเพิ่มเติมของสนธิสัญญาพรมแดน
ระหว่างเวียดนาม-กัมพูชา  ที่ถูกจัดทำขึ้นมาในปี  ค.ศ.1985  

การกระทำครั้งนี้...ได้ถูกชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์โจมตีว่า  
ถือเป็นการสมคบคิดยกแผ่นดินกัมพูชาให้กับเวียดนาม  
โดยนักการเมืองกัมพูชาที่ฝักใฝ่เวียดนาม  
กับชาวเวียดนามซึ่งเป็นผู้หนุนหลังบุคคลเหล่านี้ให้ขึ้นมามีอำนาจ  

ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี  ฮุน  เซน  ฟาดงวง  ฟาดงา  ทั้งข่มขู่  
ฟ้องร้อง  จับเอานักการเมืองฝ่ายค้าน  นักหนังสือพิมพ์  
นักจัดรายการวิทยุหลายต่อหลายราย  ไปขังไว้ในคุกด้วยข้อหาหมิ่นประมาท  
และข้อหาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบภายในชาติคนแล้วคนเล่า

แต่การข่มขู่  ฟ้องร้อง  หรือเล่นงานกันอย่างตรงไป-ตรงมาเช่นนี้...
ก็ไม่เคยสามารถสยบความรู้สึกของชาวกัมพูชาที่มีความสงสัย  
เคลือบแคลง  ต่อผู้นำกัมพูชา  ผู้ซึ่งถูกเรียกขานมาตั้งแต่แรกว่า
เป็น  หุ่นของเวียดนาม  ได้เลย  

ความพยายามที่จะกลบเกลื่อนลบข้อกล่าวหา  
หรือความพยายามที่จะแสดงออกถึงความรักชาติ  
ซึ่งตัวเองมีต่อประเทศกัมพูชาก็แล้วแต่  

ทำให้แทนที่ผู้นำกัมพูชารายนี้...จะหันไปสะสาง  
สร้างความบริสุทธิ์  โปร่งใส  ต่อข้อกล่าวหาต่างๆ  
ที่มาจากนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม  
กลับหันมาแสดงออกถึงความรักชาติ   ด้วยการหยิบยกเอาประเทศไทย  
เป็นคู่ขัดแย้ง  ปลุกกระพือฮือโหมกระแสชาตินิยม  
ด้วยการชักจูงให้ชาวกัมพูชาหันมาต่อต้าน
และเกลียดชังประเทศไทยแทน...


สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซนครองอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีมายาวนานถึง 25 ปี
สะสมสรรพกำลังคน กำลังเงิน สร้างอาณาจักรความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเอง
จนกลุ่มอำนาจการเมืองอื่นๆยากจะโค่นล้มลงมาได้

แต่ทุกวันนี้ คนกัมพูชาในระดับบนและระดับล่าง
เริ่มรู้สึกไม่พอใจฮุน เซน มากขึ้น

ผลการเลือกตั้งในช่วงหลังๆที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านของนายสม รังสี
แม้จะไม่ชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
แต่ก็ได้เสียงจากประชาชนชนชั้นกลางที่มีความรู้และที่รู้ทันฮุน เซนมาก

พรรคของสม รังสี จะชนะฮุนเซนได้
จะต้องดึงคะแนนเสียงชนชั้นล่างระดับรากหญ้าให้ได้มากขึ้น



(ข้อมูลข่าวจากคมชัดลึก 10 พฤศจิกายน 2552,
บทความของท่านขุนน้อยในไทยโพสต์ 9 พฤศจิกายน 2552,
ไทยรัฐ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2552)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 08:40:39 »



ภาพจากสำนักข่าว AP,AFP


ฮุนเซนให้การต้อนรับอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 10 พย.
สำนักข่าว AFP ใช้คำบรรยายภาพบางภาพว่า "Fugitive former Thai premier Thaksin Shinawatra"






สำนักข่าวเอเอฟพี แพร่ภาพ นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ให้การต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่บ้านพักในกรุงพนมเปญ ซึ่งนายฮุนเซนจัดให้
หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึงพนมเปญ
เมื่อเช้าวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา
เพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจตามที่นายฮุนเซนแต่งตั้ง
โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดดิ์ พร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยา
ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมต้อนรับด้วย





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 18:34:56 »



รัฐสภาเขมรถอดเอกสิทธิ์คุ้มครอง"สม รังสี"อ้างมีพฤติกรรมทำลายล้าง
 
 
 
      รัฐสภากัมพูชาลงมติในวันนี้ ให้ถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา
ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้เป็นที่วิตกกังวลมากขึ้นว่า
รัฐบาลกัมพูชากำลังใช้อำนาจเพื่อข่มขู่คุกคามฝ่ายค้าน

นับเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ ที่รัฐสภาภายใต้การนำของพรรคประชาชนกัมพูชา หรือซีพีพี ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น
ได้มีมติให้ถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดของกัมพูชา

แถลงการณ์ของรัฐสภาระบุว่า รัฐสภาได้สั่งถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองนายสม รังสี ซึ่งขณะนี้อยู่ในยุโรป
ฐานมีพฤติกรรมทำลายล้างและโน้มน้าวให้ประชาชนกระทำความผิดทางอาญา
ทั้งนี้ มีสมาชิกรัฐสภา 87 คน จาก 122 คน ลงมติให้ถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองผู้นำฝ่ายค้าน

ทั้งนี้อันเนื่องมาจากกรณีนายสัม รังสี ไปถอนหลักปักปันชายแดน จ.สวายเรียง
ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ติดพรมแดนเวียดนาม

        รายงานระบุด้วยว่า กัมพูชาห้ามสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการลงมติครั้งนี้
ขณะตำรวจคอยสกัดไม่ให้สมาชิกที่คว่ำบาตรการประชุม กลับเข้าที่ประชุมอีกหลังลงมติ
        ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มผู้บริจาค กล่าวหารัฐบาลกัมพูชา
ใช้อำนาจศาลปิดปากฝ่ายค้านและสื่อมวลชน
        โฆษกสม รังสี กล่าวโจมตีว่า รัฐบาลกำลังใช้อำนาจในทางมิชอบ
 และขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลต้องการปิดปากฝ่ายค้านที่ช่วยเหลือประชาชน
 

(ข้อมูลข่าวจากเนชั่นชาแนลและ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2552 )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 08:20:59 »




อันเนื่องมาจากรัฐสภาได้สั่งถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองนายสม รังสี
ฐานมีพฤติกรรมทำลายล้างและโน้มน้าวให้ประชาชนกระทำความผิดทางอาญา
โดยมีสมาชิกรัฐสภา 87 คน จาก 122 คน ลงมติให้ถอดเอกสิทธิ์คุ้มครองผู้นำฝ่ายค้าน
นับเป็นครั้งที่สามในรอบปีนี้ที่มีการลงมติถอดเอกสิทธิ์ส.ส.ฝ่ายค้าน

รายงานระบุว่า กัมพูชาห้ามสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการลงมติครั้งนี้
ขณะที่ตำรวจได้คอยสกัดไม่ให้สมาชิกที่คว่ำบาตรการประชุม
กลับเข้าไปในที่ประชุมอีกหลังการลงมติ
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มผู้บริจาคได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชา
ใช้อำนาจศาลปิดปากฝ่ายค้านและสื่อมวลชน

โฆษกพรรคสม รังสี กล่าวโจมตีว่า รัฐบาลกำลังใช้อำนาจ
ในทางมิชอบและขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐบาลต้องการปิดปากฝ่ายค้านที่ช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้สาเหตุมาจาก บทบาทของสม รังสีซึ่งนำประชาชนจ.สวายเรียง
เข้าถอนหลักเขตแดนที่ทางการเวียดนามปักรุกล้ำเข้ามาในที่นาของชาวบ้าน
จำนวน 6 หลักเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา



ในช่วงที่ฮุน เซน ก่อการรัฐประหารในปี ค.ศ. 2005
นายสม รังสี ได้เดินทางหลบหนีออกจากกัมพูชา และถูกศาลกัมพูชาตัดสินลับหลัง
ลงโทษจำคุก 18 เดือน

สม รังสีเดินทางกลับกัมพูชาในปี ค.ศ. 2006
หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี
ตามคำขอของฮุน เซน

(ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552,วิกิพีเดีย)




แม้สม รังสีจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฮุนเซน
ก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะมีทัศนคติที่ดีกับไทย
จากเหตุการณ์ นี้


เมื่อ19 ก.ค. 2551
พรรคสมรังสี  ได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่ง
เรียกร้องให้ชาวไทยเชื้อชาติขะแมร์ (Khmer)
หรือเขมรที่อาศัยทำกินในประเทศไทย ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทย
เพื่อพิทักษ์ปกป้องปราสาทกับดินแดนเขาพระวิหาร
ซึ่งพรรคการเมืองนี้กล่าวว่า เป็นของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์



ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551
นายสม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในกัมพูชา
กำลังปราศัยหาเสียงที่ จ.กันดาล (Kandal) เมื่อวันเสาร์พรรคนี้ได้ออกคำแถลง
ปลุกชาวไทยเชื้อสายเขมรใน จ.สุรินทร์และศรีสะเกษ
ให้สู้กับรัฐบาลไทยปกป้องดินแดนพระวิหาร (ภาพ: Reuters)




     
       พรรคการเมืองนี้ ยังเตือนรัฐบาลไทยด้วยว่า ระวังปัญหาแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้
ลุกลามไปยังจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกแห่ง
       
       คำแถลงดังกล่าวนับเป็นการแสดงท่าทีต่อปัญหาที่ชายแดนด้านพระวิหารเป็นครั้งแรก
โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในประเทศ
และยังระบุว่า สาเหตุใหญ่ของปัญหากับการเผชิญหน้าทางทหารขณะนี้
เกิดจากการที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนซน ไปร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่งกับรัฐบาลไทย



ภาพถ่ายวันที่ 11 ก.ค.2551 ผู้สนับสนุนพรรคสมรังสีใน จ.กันดาล
ไปให้กำลังใจขณะที่ผู้นำพรรคยกพลไปปราศัยหาเสียงเลือกตั้ง(ภาพ: Reuters)

       
       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสมรังสี ซึ่งมีทั้งหมด 10 คนเศษ
ได้เข้าชื่อกันในท้ายคำแถลงฉบับดังกล่าว เรียกร้องไปยังชาวขะแมร์
ที่อาศัยอยู่ใน “จังหวัดของกัมพูชาในอดีต เช่น สุรินทร์ และ ศรีสะเกษ”
ให้ร่วมกันต่อสู้เรียกร้อง และ “สั่งสอน” รัฐบาล นักการเมือง และกองทัพไทย
ให้เคารพต่ออธิปไตย และบูรณภาพเหนือดินแดนของกัมพูชาในปัจจุบัน

คำแถลงของพรรคฝ่ายค้านที่ออกมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน
ฟ้องร้องต่อสหประชาชาติ โดยระบุว่า การรุกล้ำเขตแดนที่ตกเป็นของกัมพูชา
ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และ 1907
กับคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศวันที่ 15 มิ.ย.2505 ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
       
       พรรคสมรังสี ระบุว่า ฝ่ายแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามกันในวันที่ 18 มิ.ย.2551 นั้น
รัฐบาลไทยไม่ได้นำเข้าขออนุมัติจากรัฐสภา และศาลในประเทศไทย ได้ชี้ว่า
เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชา
ก็ไม่ได้นำแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเข้าเสนอสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นเดียวกัน
       
       พรรคสมรังสี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ชายแดน
พิจารณาปรับเลื่อนยศชั้นแก่บรรดาทหาร โดยไม่มีระบบเส้นสาย หรือรับส่วยสินบน
เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติการสู้รบอย่างกล้าหาญในการปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ





(ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2551)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 08:46:47 »



เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้
นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา
ซึ่งปัจจุบันอยู่ในยุโรป ยังไม่สามารถกลับเข้าประเทศกัมพูชาได้
อันเนื่องมาจากรัฐสภาโดยฮุนเซ็นได้สั่งถอดเอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังกล่าวข้างต้น

ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์”
ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Thai-ASEAN News Network หรือ TAN Network
โดยบอกเล่าและให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับตัวนายกฮุนเซ็น
ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดินชายแดนให้กับเวียดนาม
รวมทั้งเหตุการณ์ล่าสุดกับการปล่อยตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์
วิศวกรชาวไทยที่ถูกจับในข้อหารจารชน








 -ก่อนจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ดิฉันใคร่ขอเรียนถามถึงสถานการณ์เกี่ยวตัวท่านก่อนนะคะ
  ท่านกำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศใช่หรือไม่


       ครับ ผมถูกยกเลิกสิทธิคุ้มครองของรัฐสภา ผมกำลังถูกดำเนินคดี พวกเขาใช้ศาล
       ผมหมายถึงฝ่ายรัฐบาลใช้ศาลเป็นเครื่องมือข่มเหงฝ่ายค้าน

       
-ท่านกำลังถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาถอนทำลายหลักปักปันเขตแดน
   ระหว่างกัมพูชากับเวียดนามใช่หรือไม่คะ

       พวกเขาว่าอย่างนั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วหลักหมุดที่ว่านั้นมันอยู่ในดินแดนของกัมพูชา
   มันอยู่ในนาข้าวของเกษตรกรชาวกัมพูชา

       
-เท่าที่ทราบ ท่านมีปัญหาขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาลมานานพอสมควร
การถูกยกเลิกสิทธิคุ้มครองครั้งนี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของท่านหรือเปล่าคะ

       ไม่เลยครับ เพราะนี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรก หากแต่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ก่อนหน้านี้ผมก็เคยถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภามาแล้ว
ผมจึงคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้ของฝ่ายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีฮุน เซนเป็นอย่างดี

       
      -บอกว่าคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซนและฝ่ายรัฐบาล
และท่านก็เคยลี้ภัยไปต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็กลับเข้ามาอีก เพราะอะไรคะ

       ผมต้องปฏิบัติภารกิจของผมในกัมพูชา ผมยังมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านอีก 25 คน
ที่ปฏิบัติภารกิจอยู่เช่นเดียวกัน สำหรับตัวผมตอนนี้ก็ทำหน้าที่ของผมในต่างประเทศ
รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เป็นมิตรประเทศของกัมพูชาทั่วโลก ให้ช่วยกันกดดันรัฐบาลฮุน เซน
ให้ยอมรับหลักการเบื้องต้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

       
       -ท่านมีความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาลมาเป็นเวลานานพอสมควร นานกว่า 1 ทศวรรษแล้ว
อะไรทำให้ท่านคิดว่า สิ่งที่ท่านและพรรคการเมืองของท่านดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะกดดัน
ให้ฝ่ายรัฐบาลยอมโอนอ่อนตามข้อเรียกร้องของท่านได้

       กัมพูชากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก
วิกฤตการณ์ที่ว่านี้นำไปสู่ภาวะวิกฤตทั้งในด้านการเงิน ทางสังคม และจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองในที่สุด
ความรู้สึกไม่พอใจของชาวกัมพูชากำลังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวกัมพูชาที่รู้สึกไม่พอใจต่อระบอบการปกครองแบบเผด็จการของฮุน เซน เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน

       
       -หมายความว่าชาวกัมพูชากำลังตื่นตัว ตระหนักถึงสภาพความเป็นจริง
ที่กำลังดำเนินอยู่ในกัมพูชา ใช่หรือไม่คะ

       ครับ ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่รับไม่ไหวแล้วกับพฤติกรรมของฮุน เซน
ซึ่งครองอำนาจมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี
ฮุน เซนเคยเป็นสมาชิกกลุ่มเขมรแดง และเขากำลังนำเอาวิธีการบางอย่าง
ของพวกเขมรแดงมาใช้ในการปกครองประเทศ

       
       -ก่อนหน้านี้ท่านเคยตั้งข้อสังเกตถึงข้อแตกต่างในความสัมพันธ์
ระหว่างกัมพูชากับไทยและเวียดนาม
โดยเฉพาะในเรื่องพรมแดนซึ่งจะเข้มงวดมากกับประเทศไทย แต่ค่อนข้างผ่อนปรนกับเวียดนาม
ทั้งที่ในอดีตกัมพูชาก็เคยกล่าวหาว่าเวียดนามรุกล้ำพรมแดนมาแล้ว

       คุณต้องไม่ลืมว่า ฮุน เซนนั้นถูกผลักดันให้ขึ้นครองอำนาจโดยกองทัพเวียดนาม
ที่บุกเข้ายึดครองกัมพูชา ซึ่งแน่นอนว่าเวียดนามจะต้องเลือกคนที่เชื่อฟังพวกเขา
และนับตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา ฮุน เซนก็ทำทุกอย่างตามความต้องการของรัฐบาลกรุงฮานอยมาโดยตลอด
ดังนั้น นโยบายทุกอย่างของฮุน เซน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในกัมพูชาหรือความสัมพันธ์กับประเทศไทยก็ตาม
จะมีเงาของเวียดนามอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด

       
       -เข้าใจแล้วค่ะ ท่านกำลังพูดถึงประเด็นที่ท่านเคยตั้งข้อสังเกตมาแล้วก่อนหน้านี้
ที่ว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นถูกจุดชนวนขึ้นมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน
จากปัญหาพรมแดนด้านเวียดนาม อย่างนั้นใช่หรือไม่คะ

       ถูกต้องที่สุดเลยครับ ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชานั้นเป็นเรื่องเล็กมาก
ถ้าเทียบกับปัญหาพรมแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม
ดินแดนกับพูชาถูกเวียดนามรุกล้ำมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
เราเสียดินแดนให้แก่เวียดนามไปเป็นจำนวนมาก หลายพันตารางกิโลเมตร
แต่ฮุน เซนไม่เคยกระตุ้นเตือนให้ชาวกัมพูชาตระหนักถึงปัญหาการสูญเสียดินแดนด้านเวียดนามเลย
ตรงกันข้ามเขากลับพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนมาที่พรมแดนด้านตะวันตกแทน
ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผมประณามมาโดยตลอด

       
       -ตัวท่านเองเคยพำนักอยู่ในกัมพูชาเป็นเวลานานพอสมควร
ทำไมพวกเขาจึงเพิ่งจะเพิกถอนสิทธิคุ้มครองสมาชิกรัฐสภาของท่านในตอนนี้
คือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง

       ก็เพราะว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในกัมพูชามันเลวร้ายลงรวดเร็วมาก
อย่างที่ผมได้เรียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า วิกฤตการณ์ทางการเงิน ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม
มันกำลังก่อตัวเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง ฮุน เซนเริ่มมีความรู้สึกว่าบัลลังก์อำนาจของเขา
มีแนวโน้มจะง่อนแง่นลงทุกวัน เขาจึงต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน
ปลุกเร้าให้หันเหไปสนใจกับภัยอันตราจากภายนอก เป็นสูตรสำเร็จที่ผู้ปกครองเผด็จการนิยมใช้กันอยู่เสมอ
เมื่อใดที่พวกเขารู้สึกว่าบัลลังก์อำนาจกำลังถูกคุกคาม ก็จะเร่งหาทางเบี่ยงเบน
ความสนใจของประชาชนไปสู่ภัยคุกคามจากภายนอกแทน

       
       -คิดว่านายกรัฐมนตรีฮุน เซนจะทำอะไรต่อไปคะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองภายในกัมพูชา
       อันดับแรก เขาก็คงใช้นโยบายกดขี่ข่มเหงประชาชนต่อไป
ใช้ทุกวิถีทางในการขัดขวางการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
ขณะเดียวกันเขาก็จะพยายามทำให้ความขัดแย้งกับประเทศไทยบานปลายรุนแรงยิ่งขึ้น
เวียดนามจะได้ประโยชน์มากขึ้น การลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้าสู่เวียดนาม
แทนที่จะเป็นประเทศไทยหรือกัมพูชา การค้ากับประเทศไทยจะลดน้อยลง
ขณะที่การค้ากับเวียดนามจะเพิ่มมากขึ้น
เวียดนามจะสามารถรุกล้ำพรมแดนกัมพูชาเข้ามาได้อีกเรื่อย ๆ โดยชาวกัมพูชาไม่ทันได้สังเกต
การสร้างความขัดแย้งกับประเทศไทยยิ่งมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับฮุน เซนมากเท่านั้น

       
       -พูดถึงการเพิ่มปัญหาความขัดแย้ง ดิฉันคิดว่าท่านคงทราบดี เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้
กรณีวิศวกรชาวไทยถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาจารกรรม เขาได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ
และกำลังเดินทางกลับประเทศไทย ท่านมองเหตุการณ์เรื่องนี้เป็นอย่างไรคะ

      ผมคิดว่าเป็นข่าวดีนะ สำหรับวิศวกรชาวไทยที่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้
เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า เหมือนฉากหนึ่งของละคร ที่เตรียมการกันมา
เพื่อทำให้ฮุน เซนได้คะแนนนิยมทางการเมือง และสร้างโอกาสให้เขา
ได้แทรกแซงการเมืองภายในของประเทศไทยมากขึ้น

       
        -นายกรัฐมนตรีฮุน เซนได้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างไรคะ จากการจัดฉากจับกุมดำเนินคดี
แล้วขอพระราชทานอภัยโทษภายหลัง

       มันเป็นการสร้างโอกาสให้เขาได้แสดงออกถึงความมีมนุษยธรรม มีเมตตา
และมีความใกล้ชิดกับนักการเมืองของไทย ขณะเดียวกันนักการเมืองของไทย
ก็ได้เครดิตจากความสำเร็จในการช่วยเหลือวิศวกรผู้นั้น

       
      -ท่านมองว่า กรณีการพระราชทานอภัยโทษให้แก่วิศวกรชาวไทยครั้งนี้
เป็นรูปแบบหนึ่งของการสมคบคิดกัน อย่างนั้นใช่หรือไม่คะ

       ใช่ครับ มันเป็นละครฉากหนึ่ง
       
       -ในฐานะที่ท่านเป็นชาวกัมพูชาคนหนึ่ง ท่านมองระบบกฎหมายในกัมพูชาเป็นอย่างไรคะ
       กัมพูชาเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม
ภาพภายนอกเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีเนื้อหาของประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย
มีรัฐสภาที่เป็นเพียงสภาตรายาง มีศาลที่ถูกฝ่ายรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือ
ปกป้องคุ้มครองอาชญากรที่มีอำนาจทางการเมือง และกดขี่ข่มเหงฝ่ายค้าน
เรามีการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นการเลือกตั้งจอมปลอม ทุกอย่างล้วนแต่จอมปลอม
พวกมาเฟียจึงชอบกัมพูชามาก พวกที่ชอบกอบโกยผลประโยชน์ พวกที่ไม่เคารพกฎหมาย
ไม่สนใจในสิทธิและผลประโยชน์ของชาวกัมพูชา จะชอบการลงทุนและทำธุรกิจในกัมพูชา
ทำให้กัมพูชาไม่ต่างอะไรจากรัฐมาเฟีย
[/u]

       
       -ทำไมวิศวกรไทยผู้นั้นจึงได้รับพระราชทานอภัยโทษง่ายดายนักคะ
       ก็เพราะว่าเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมา ถูกจัดฉากขึ้นมาตั้งแต่ต้น
จึงไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะหาทางออก ซึ่งจะทำให้คนบางคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ทางการเมือง

       
      -ท่านพำนักอยู่ในกัมพูชาเป็นเวลานานพอสมควร ก่อนจะถูกรัฐสภาเพิกถอนสิทธิคุ้มครอง
อยากเรียนถามว่าชาวกัมพูชาโดยทั่วไปมีความรู้สึกอย่างไร
ต่ออดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คุณทักษิณ ชินวัตร

       จริง ๆ แล้วชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ต่างก็ทราบดีว่า
กัมพูชาไม่ควรจะเข้าไปก้าวก่ายกิจการทางการเมืองภายในของประเทศไทย
ซึ่งเป็นมิตรประเทศของกัมพูชา เราไม่ควรจะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพื่อทำให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบอีกพรรคการเมืองหนึ่ง
การเลือกข้างของฮุน เซนนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ผมคิดว่าเขากำลังเล่นกับไฟ

       
       -ท่านรู้สึกแปลกใจหรือเปล่าคะ ตอนที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้งคุณทักษิณ
เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

       ผมว่าเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียว เพราะเรามีที่ปรึกษาจากต่างประเทศมากมายอยู่แล้ว
ทั้งจากธนาคารโลก จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย จากไอเอ็มเอฟ
และจากประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศ
จึงไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องพึ่งอาศัยความเชี่ยวชาญจากนักการเมืองชาวไทยอีก
เว้นเสียแต่ว่าฮุน เซนจะมีวาระซ่อนเร้นเท่านั้น

       
       -เมื่อไม่นานมานี้ ฮุน เซน บอกว่าเขามีปัญหาใหญ่กับนายกรัฐมนตรีไทย
คุณอภิสิทธิ์และคุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เขาบอกว่าตราบใดที่คนทั้งสองยังอยู่ในตำแหน่ง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ไม่มีวันจะดีขึ้น
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้คะ

       ผมคิดว่าภาษาที่ฮุน เซนใช้นั้นไม่ใช่ภาษาของนักปกครอง
ไม่ใช่ภาษาที่ผู้นำระดับประเทศจะพึงใช้ เขาลดระดับตัวเองลงไปต่ำมาก
การพูดว่านักการเมืองคนนั้นคนนี้ของประเทศนั้นประเทศนี้ไม่ดี
เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ควรประพฤติแบบนั้น
   
     
       -อีกประเด็นหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อมวลชนของไทยในกรุงเทพฯ
นั่นก็คือข้อสงสัยที่ว่าวิศวกรชาวไทยและมารดาของเขารู้ตัวมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสมคบคิด
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกรณีนี้คะ

       ผมคิดว่ามีหลายคนตกเป็นเครื่องมือของฮุน เซน จะด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม
เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่เต็มใจ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อของฮุน เซนโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง

       
       -หมายความว่าประเทศไทยคงต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
อย่างนั้นใช่หรือไม่

       ผมคิดว่า ความตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
คงจะดำเนินต่อไปและอาจเลวร้ายลงไปได้อีกในอนาคต

       
      -ที่ว่าอาจเลวร้ายลงไปอีกนั้น ท่านคิดว่าจะเลวร้ายลงไปถึงระดับไหนคะ
       ผมเชื่อว่าฮุน เซนจะทำอะไรที่เป็นการยั่วยุประเทศไทยต่อไปเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน
ความเคลื่อนไหวก้าวต่อไปของเขาจะเป็นการยั่วยุที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ประเทศไทยคงจะต้องอดทนต่อการยั่วยุให้ได้ ต้องไม่เต้นไปตามเกมของฮุน เซน

       
       -คนไทยจำนวนมากกำลังวิตกกังวลว่า ความขัดแย้งจะบานปลาย
จนกลายเป็นการปะทะกันด้วยกำลังในบริเวณพรมแดน

       ผมเองก็รู้สึกกังวลกับประเด็นนี้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะเกี่ยวกับชาวกัมพูชาที่ทำงาน ใช้แรงงานอยู่ในประเทศไทยนับแสนคน
เพราะในกัมพูชาไม่มีงานให้พวกเขาทำ เนื่องจากฮุน เซน
ไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน
สำหรับชาวกัมพูชาได้อย่างเพียงพอ คนเหล่านั้นจึงต้องออกไปหางานทำ
ในประเทศเพื่อนบ้าน  รวมทั้งประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเอง
ผมจึงต้องขอใช้โอกาสนี้วิงวอนให้ผู้นำของไทยช่วยดูแลชาวกัมพูชาเหล่านั้นด้วย
อย่าให้พวกเขาตกเป็นเป้าของการล้างแค้น หรือถูกข่มเหงรังแก
เพราะความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา

       
       -ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ
ในอนาคตอันใกล้นี้ ใช่หรือไม่คะ

       เว้นเสียแต่ว่าจะมีแรงกดดันเพียงพอที่จะทำให้ฮุน เซนตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า
สิ่งที่เขาได้ทำลงไปนั้นล้วนแต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคล ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศไทย

       
       -มีคำแนะนำอย่างไรคะ สำหรับรัฐบาลไทยในการปฏิบัติต่อรัฐบาลฮุน เซน
      ก็ต้องอดทนครับ ต้องไม่ตอบโต้การยั่วยุของฮุน เซน
เลือกใช้วิถีทางการทูตอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่าเต้นไปตามเพลงของฮุน เซน

       
       -ดูเหมือนว่าเท่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็ใช้ความอดทนและดำเนินการทุกอย่าง
ตามวิถีทางการทูตอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
ท่านคิดว่าต้องทำอย่างไรอีกจึงจะคลี่คลายสถานการณ์นี้ได้

       ผมคิดว่า ในที่สุดแล้วประเทศอื่น ๆ ที่ตระหนักถึงความเป็นจริงในปัญหาที่เกิดขึ้น
จะก่อให้เกิดแรงกดดันขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่เพียงแต่เฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนเท่านั้น
แต่จะรวมไปถึงสหประชาชาติ และประเทศที่เป็นภาคีของความตกลงสันติภาพกัมพูชากรุงปารีส
จะช่วยกันกดดันให้ฮุน เซนต้องยอมลดละการยั่วยุลงในที่สุด

       
       -แผนงานทางการเมืองของท่านลำดับต่อไปเป็นอะไรคะ
       ผมก็จะปฏิบัติหน้าที่ของผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาต่อไป
ไม่ว่าจะอยู่ในกัมพูชาหรือในต่างประเทศก็ตาม
และตอนที่อยู่ต่างประเทศผมก็จะยังคงติดตามสถานการณ์ในกัมพูชา
และประสานงานกับสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในกัมพูชาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา




(คลิปวีดีโอและบทแปลจาก ASTVผู้จัดการรายวัน 19 ธันวาคม 2552 )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

deejai
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 736


Man makes himself


« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 10:55:50 »


สวัสดีค่ะ..คุณป้า

รับทราบข้อมูล..แบบชัดแจ้งจริงๆ อ่านซะเหนื่อยเลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

SUCC
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2013, 11:34:17 »



สม รังสี กับกลุ่มชนผู้สนับสนุน ด้วยความยินดีในการกลับมาของเขาเมื่อ 19 กค.2013

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=mxmyvF59YXI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=mxmyvF59YXI</a>


นายสม รังสี ซึ่งต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2552
กลับถึงกัมพูชา เมื่อ 17 กรกฎาคมก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ที่ 28 กรกฎาคม
ได้ทำหนังสือถึงนายเฮง สัมริน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้สภาคืนเอกสิทธิคุ้มครองในฐานะ ส.ส.ให้กับเขา
หลังถูกเพิกถอนเอกสิทธิดังกล่าวเมื่อปี 2552 ที่เป็นการเปิดทางให้มีการดำเนินคดีอาญากับเขา
 
ส่วน ส.ส.คนอื่นๆ ทั้งหมดของพรรค CNRP ก็ถูกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร
สั่งเพิกถอนสถานะ ส.ส.และเอกสิทธิคุ้มครองเมื่อเดือนที่แล้ว
โดยกล่าวหาว่าทั้งหมดฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีลาออกจากพรรค สม รังสี เพื่อเข้าร่วมพรรค CNRP ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่
จากการรวมตัวกันของพรรคสม รังสี กับพรรคสิทธิมนุษยชน
แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้ลงสมัครเลือกตั้งได้

24 ก.ค. 56  นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชายังคงดิ้นรนเพื่อให้มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้ง
หลังคณะกรรมการเลือกตั้งไม่รับใบสมัคร โดยเขาอ้างว่าการได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ทำให้เขายังคงมีสิทธิออกเสียง และลงสมัครเลือกตั้งได้ พร้อมกับขู่ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ หากยังถูกขัดขวาง
 
ภายหลังคณะกรรมการเลือกตั้งประกาศเมื่อวันจันทร์(ที่ 22) ไม่รับใบสมัครเลือกตั้ง
ของนายสม รังสี ผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชาหรือ CNRP โดยอ้างว่าเขาไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง
ภายในเวลาที่กำหนดที่จะทำให้มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้งได้

ล่าสุดนายสม รังสี ทำหนังสือถึงนายอิม สุสดี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ระบุว่า แม้ กกต.ตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
หลังเขาต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี แต่เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อ 12 ก.ค.
ทำให้เขาจะได้รับเอกสิทธิคุ้มครองและสิทธิอื่นๆ ตามเดิม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และเป็นผู้สมัครเลือกตั้งโดยอัตโนมัติ
 
และนายเข็ม สกคา รองหัวหน้าพรรค CNRP ระบุว่า
หาก กกต.ยังไม่อนุญาตให้นายสม รังสี ลงสมัครเลือกตั้งได้ พรรคก็จะยื่นเรื่องร้องเรียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ


ก่อนหน้านี้ เป็นที่คาดกันว่า พรรคประชาชนกัมพูชาหรือ CPP ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ
แต่กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐ กล่าวหาว่า ระบบการเลือกตั้งไม่มีความยุติธรรม
เนื่องจากพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง
การใช้ข้าราชการ ทหาร และตำรวจ ช่วยหาเสียงให้พรรครัฐบาล
การควบคุมสื่อและการข่มขู่ผู้สมัครฝ่ายค้าน และผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งอิสระ


แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมน ไรท์ส ประจำภาคพื้นเอเชีย ระบุว่า
ตำรวจและทหารควรเป็นสถาบันที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
พวกเขากลายเป็นอาวุธหาเสียงให้กับฮุน เซน และพรรคของเขา
 
 อดัมส์ ให้ความเห็นในขณะที่กำลังมีการหาเสียงอย่างเข้มข้น
ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม และพรรค CPP ได้รับการคาดหมายว่าจะชนะอย่างขาดลอยด้วยว่า
การที่กองกำลังรักษาความมั่นคงที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนพรรคใดพรรคหนึ่ง
ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งบิดเบือนไป และเกิดความอยุติธรรมต่อพรรคการเมืองและผู้สมัครคนอื่นๆ

ระบบการเลือกตั้งของกัมพูชา ถูกมองว่า เต็มไปด้วยปัญหาใหญ่ๆ
รวมทั้ง รายชื่อผู้ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง , การใช้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ไปช่วยพรรค CPP หาเสียง ,
รัฐบาลควบคุมสื่อในการรายงานข่าว และการข่มขู่คุกคามฝ่ายค้าน และการตรวจสอบของภาคประชาสังคม
 
พรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ที่ดูแลการเลือกตั้ง
ก็ขาดความเป็นอิสระจากพรรค CPP
และพรรครัฐบาลก็พยายามกีดกันไม่ให้นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านหมดสิทธิ์ทุกอย่างจากการเลือกตั้ง  

ฮุน เซน บอกด้วยว่า เขาจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 10 ปี จนกว่าจะอายุครบ 64 ปี
ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ระบุว่า จะยิ่งทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงขึ้น
รวมถึงการคอร์รัปชั่น และการกดขี่เสรีภาพทางการเมืองด้วย



 นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ถูกมองว่า ใช้กลยุทธ์ข่มขู่ชิงความได้ปรียบในศึกเลือกตั้ง
หวังเอาเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์มาข่มขวัญ
ด้วยการเตือนว่า จะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่
แต่บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ ต่างสนใจอนาคตมากกว่า

 
ฮุน เซน อดีตนักรบเขมรแดง ที่ไม่เคยยอมรับข้อกล่าวหาเรื่องการมีเอี่ยวในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา
และกลายมาเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งในเอเชีย

ได้พยายามดึงอดีตอันน่าสะพึงกลัวในยุคเขมรแดง และอ้างตัวว่ามีบทบาทสำคัญ
ในการปลดปล่อยกัมพูชาเพื่อเรียกคะแนนนิยม
แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า กว่า 1 ใน 3 ของชาวกัมพูชาที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 9.6 ล้านคน
ที่เกิดหลังยุค " ทุ่งสังหาร " ในสมัยเขมรแดงเมื่อทศวรรษที่ 1970 ต่างส่งสัญญาณว่า
ยุทธศาสตร์ของฮุน เซน ใช้ไม่ได้ผล



ภาพจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา ในยุคเขมรแดงครองอำนาจ
(ภาพจาก http://www.guardian.co.uk/)

เขมรแดง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรกัมพูชา
ขณะที่ฮุน เซน อ้างว่าตัวเองเป็นสมาชิกเขมรแดง แต่ได้แปรพักตร์ในภายหลัง //
เขาหนีไปเวียดนามเมื่อปี 2520 และกลับกัมพูชาในปีถัดมา
พร้อมกับผู้แปรพักตร์ชาวกัมพูชาอีกจำนวนหนึ่งและทหารเวียดนาม ที่ผลักดันเขมรแดง
จนถอยร่นเข้าไปในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีการสู้รบกันอีกยาวนานถึง 20 ปี

(เพิ่มเติมได้ในกระทู้ "ทุ่งสังหาร" http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=2294.0 )


ข้อมูลบางส่วนจาก คมชัดลึก 24 กรกฎาคม 2556
อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่
http://www.komchadluek.net/detail/20130724/164177/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89.html
20398
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,111



« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2013, 13:25:16 »




กัมพูชา 29 ก.ค.
ฝ่ายค้านกัมพูชาปฏิเสธการอ้างชัยชนะของพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวานนี้ที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล

พรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ของนายสม รังสี ได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้
โดยประกาศไม่อาจยอมรับผลการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 5 นี้ได้
เนื่องจากทางพรรคได้พบความไม่ชอบมาพากลที่หนักหนามากมาย
พร้อมเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีตัวแทนของทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่   
คณะกรรมการการเลือกตั้ง องค์กรภาคประชาชนและสหประชาชาติขึ้นโดยด่วน เพื่อมาสอบสวนข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งแล้ว
ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่บริเวณวัดสะเมียง ใจกลางกรุงพนมเปญ
โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่พอใจที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เนื่องจากรายชื่อสูญหาย หรือถูกสวมสิทธิ์ ฯลฯ
จึงได้มีการยิงปืนขึ้นฟ้าและรุมกันเผารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไป 2 คัน แต่ล่าสุดเหตุการณ์ได้สงบลงแล้ว






(ภาพจาก โพสต์ทูเดย์ 28 กรกฎาคม 2556)


ทั้งนี้ พรรคประชาชนกัมพูชาของนายฮุน เซน แถลงเมื่อคืนวันอาทิตย์อ้างว่าได้เสียงข้างมาก
แต่ไม่ถึง 2 ใน 3 ขณะที่พรรคอื่นๆ ไม่ได้เลย

โดยผลคะแนนเบื้องต้นชี้ว่า พรรคประชาชนกัมพูชาหรือ CPP ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้ 68 ที่นั่ง
ส่วนพรรคกู้ชาติกัมพูชาหรือ CNRP ของนายสม รังสี ได้ 55 ที่นั่ง


พรรค CPP ได้ที่นั่งลดลง 22 ที่นั่ง จากเดิม 92 ที่นั่ง เหลือ 68 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาทั้งหมด123 ที่นั่ง
ส่วนพรรคกู้ชาติแห่งกัมพูชา หรือ CNRP ของนายสม รังสี ได้ 55 ที่นั่ง จากเดิม 29 ที่นั่ง

และเป็นครั้งแรกที่พรรค CPP ได้ที่นั่งลดลง นับตั้งแต่กัมพูชาเริ่มมีการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย เมื่อปี 2536
ตัวแปรสำคัญที่สั่นคลอนบัลลังก์ที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ครอบครองมานาน 28 ปี
คือ คนหนุ่มสาวที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนนายสม รังสี กับพรรคฝ่ายค้าน

 
การได้เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ทำให้พรรค CPP ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
ซึ่งจะต้องดูท่าทีของสองพรรคว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป
ส่วนการประกาศผลอย่างเป็นทางการของ กกต.กัมพูชา จะใช้วิธีประกาศทางโทรทัศน์
โดยออกอากาศสดพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเรียงทีละตำบล
ซึ่ง CPP มีคะแนนนำลิ่วในต่างจังหวัด ส่วน CNRP ได้คะแนนเสียงท่วมท้นในกรุงพนมเปญ


ข้อมูลจาก http://www.mcot.net/site/content?id=51f5f16f150ba00755000182,
กรุงเทพธุรกิจ 29 กรกฎาคม 2556, ไทยรัฐออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2556 ,
โพสต์ทูเดย์ 28 กรกฎาคม 2556
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal