ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ตุลาคม 24, 2014, 15:27:49
94,535 กระทู้ ใน 7,743 หัวข้อ โดย 9,178 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: wassamon
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  "ทุ่งกุลาร้องไห้" เมื่อลมหนาวเริ่มมาเยือน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ... 5
ผู้เขียน หัวข้อ: "ทุ่งกุลาร้องไห้" เมื่อลมหนาวเริ่มมาเยือน  (อ่าน 38921 ครั้ง)
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 14:40:56 »


สวัสดีครับ
                  ทุ่งกุลาฯ ผมจะเดินทางผ่านไป-มา ประจำ
 

ผ่านทุ่งกุลาฯสายวันนี้ ทำให้นึกถึงอดีตวัยเด็ก ที่เคยผ่านเข้าไปกลางทุ่งกับแม่ในสมัยก่อน ทุ่งกุลาจะมีอาณาบริเวณกว้างติดต่อกัน 4 จังหวัด ร้อยเอ็ด-สารคาม-สุรินทร์ บุรีรัมย์จะติดอยู่ชายขอบด้าน จ.สุรินทร์  ครั้งนั้น พื้นที่-ความเป็นธรรมชาติของทุ่งกุลาฯ ดูจะน่ากลัวสำหรับเด็กๆ และผู้คนที่รับทราบเรื่องราวค่อนข้างเล่าขานต่อๆกัน ทำนองว่า กันดาล-แห้งแล้ง ที่สำคัญหากไม่ชำนาญเส้นทาง หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลกัน มักจะหลงทาง หาทางออกไม่ได้ ครั้งกระโน้นทุงกุลาฯจะไม่มีต้นไม้ให้เห็น หรือใช้เป็นที่สังเกตุทิศทางได้เลย ทุ่งกว้างนี้จะเต็มไปด้วยพงหญ้าสูงท่วมหัว เส้นทางเดินไป-มาหาสู่กัน จะคล้ายเส้นทางของหนู คดเคี้ยวไปมา มองท้องฟ้าจะเห็นดวงอาทิตย์ลอยเด่น การเดินข้ามทุ่งจึงต้องเตรียมตัวทั้งสะเบียง-น้ำ และผู้คุ้นเคยผ่านเข้าไปเท่านั้น มีคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า....การเดินทางจากฝั่งบุรีรัมย์ไปหาญาติที่ จ.ร้อยเอ็ด ใช้เวลา 3-4 วัน อากาศร้อนอบอ้าว มักจะหลับนอนเอาแรงในตอนกลางวัน จะเลือกเดินทาง เช้า-เย็น-กลางคืน (คงใช้แสงจันทร์นำทาง) สิ่งที่ต้องระวังก็คือ โจร สุนัขจิ้งจอกหิวโซ ไฟใหม้ทุ่งหญ้า //
                   ชื่อ"ทุ่งกุลาร้องให้" เป็นตำนานที่เรียกต่อๆกันมา....กุลาเป็นชนกลุ่มเล็กๆ เดินทางเข้าไปค้า-ขาย กับหมู่บ้านที่อยู่กลางทุ่ง เป็นประจำ เหตุเพราะความกว้างใหญ่ ความยากลำบาก ทรุกันดาล การบรรทุกสิ่งของ(ใช้แรงหาบ คอน แบกหาม) ชาวกุลายังหลงทาง จึงได้ชื่อว่าเป็น "ทุ่งกุลาร้องให้" (รายละเอียด วานป้าค้นเพิ่มเติมนะครับ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 15:21:59 »



รับลูกต่อจากคุณพริกในฐานะผู้ช่วย
เดี๋ยวจะรีบโยนกลับ


ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน
มีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด นะคุณพริก คุณพริกลืมยโสธรไป 1

คือ ในแนวทิศเหนือนั้นครอบคุลมอำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย
และอำเภอสุวรรณภูมิ ของจังหวัดร้อยเอ็ด
ในแนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี
อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
ในแนวทิศตะวันตกผ่านอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
และอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยของจังหวัดมหาสารคาม
ซึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ประมาณ 3 ใน 5 นั้น อยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด

ทุ่งกุลาร้องไห้มีเนื้อที่กว้าง 2,107,681 ไร่

และเดิมทีตลอดทุ่งนี้ไม่มีน้ำหรือ ต้นไม้ใหญ่เลย
ฤดูแล้งแผ่นดินก็แห้งแตกระแหง

ปัจจุบันทุ่งอันกว้างใหญ่นี้ได้รับการพัฒนา
จากส่วนราชการและหน่วย งานต่าง ๆ
บางแห่งก็ทำการเกษตรกรรม
บางแห่งก็ใช้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนับแต่จะมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ
ศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 6 กิโลเมตร
เลยกู่พระโกนาไปเล็กน้อย


นี่เป็นข้อมูลที่ป้าค้นมาจาก http://travel.sanook.com
ของจริงต้องรออ่านจากคุณพริก
เจ้าของพื้นที่




มีแผนที่ประกอบให้ชม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 15:29:20 »


ต่อครับ

ทุ่งกุลาร้องให้วันนี้ เต็มไปด้วยข้าวหอมมะลิที่เหลืองอร่าม


ทุ่งหญ้าหายไป ไม้เศรษฐกิจมีเข้ามาแทรกบ้าง การไปมาหาสู่กันสะดวกขึ้น มีถนนสะพานตัดผ่าน มีไฟฟ้า วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปบ้าง แต่ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ วัดยังเป็นศูนย์รวมน้ำใจ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านพี่น้องยังรักษาไว้ได้ จากนี้ไปเศรษฐกิจพอเพียง การอดออมจะฟื้นกลับ ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯจะกลับบ้าน แรงงานต่างประเทศ ช่างฝีมือมีอยู่ทุกหมู่บ้าน ที่น่าชื่นชมทุกหมู่บ้านมีบ้าน"เขยฝร่งหลังงาม" ผุดให้เห็นทั่วไป......



วันนี้เห็นประเพณี "ลงแขกเกี่ยวข้าว" ยังมีให้เห็น



ขณะเดียวกันก็จะมีเครื่องจักรเข้ามารับจ้าง
เครื่องจักรเหล่านี้แม้จะสะดวก ประหยัดเวลา..
แต่เถียงนา ลอมข้าว(ข้าวที่เกี่ยวโดยเคียว) กองฟาง-กลุ่มควันกองไฟ การนอนนา
การหาหอยปูปลา ที่เสียดายก็คือ เสียงตุ๊บๆ(นวดข้าว)
เสียงหมอลำเสียงแคนยามค่ำคืนจะหายไป




ผมกับแม่เป็นกุลารุ่นหลัง  สมัยเด็กแม่นำพริกแห้ง ผ้าทอมือ ยาเส้น
(เตี่ยปลูกยาสูบ-ผลิตเป็นยาเส้น เรียกว่ายากะทอ) เรานั่งเกวียนไปแลกเปลี่ยน ข้าว-เกลือ
ปลาร้า-ปลาแห้ง (บางพื้นที่ในทุ่งจะทำเกลือในหน้าแล้ง) พูดง่ายๆว่าบ้านโคกจะมีพริกแห้ง
ยาสูบ บ้านทุ่งจะมีข้าว มีเกลือ


เป็นเด็กๆก็สนุกครับ นั่งฟังเสียงล้อเกวียน ออด แอด ๆ โยกตัวให้เข้าจังหว่ะกับหลุมบ่อ..  
เห็นหมู่บ้านข้างหน้าที่อยู่ไกลลิบๆ ก็ตื่นเต้น-ดีใจ
ท้องที่ร้องจ๊อกๆก็เงียบไป เพราะรู้แน่ว่าจะได้กินต้มไก่บ้าน และปลาหลดแดดเดียว
กับข้าวสวย(ข้าวเหนียว)ที่หุงด้วยหม้อดิน หอมกลุ่น..อร่อยมาก....

ยังติดใจคำว่า"ลงแขก" ทำไม?ไม่ "ลงลาว" อิอิ


           เอาไว้เล่าต่อนะครับ (พอดีลูกพี่(ขาใหญ่ประจำบ้าน) กลับจากเรียนพิเศษ...."ลุกได้แล้วตาอ้วน" //  fun  fun  fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 16:34:15 »


ครั้งหนึ่งสมัคร เคยจะต่อรางรถไฟขนขยะไปทิ้งที่ทุ่งกุลาร้องไห้นะคุณพริก จำได้หรือเปล่า
 fun fun fun fun fun
ทุ่งกุลา"ร้องไห้"ครับคุณพริก ไม่ใช่ "ทุ่งกุลาร้องให้"......เอิ้กกกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 17:39:39 »





ทุ่งกุลายามโพล้เพล้ ชาวนากำลังพาควายกลับคอก
ในบ้านกำลังก่อไฟ เตรียมต้มไก่บ้าน และปิ้งปลาหลดแดดเดียว
กับข้าวเหนียวที่หุงด้วยหม้อดิน หอมกรุ่น..

ฟังเสียงแคนจากเทพหมอแคน สมบัติ สิมหล้า
ลายสุดสะแนน ไปด้วย...สุขแท้น้อ

   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 18:05:11 »


ขอบคุณป้า
              ที่กรุณาเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง ...ผมกับแม่และลูกน้องคนงาน 3-4 คน เกวียน 2 เล่ม ไปแต่ละคราวก็ประมาณ 10 วัน (บางครั้งผมก็ไม่ได้ไปด้วย) ขึ้นอยูว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าจะหมดเร็วหรือไม่ แต่ละเที่ยวก็จะนำข้อมูลกลับมา ว่าสิ่งของใหน หมู่บ้านใหนต้องการอะไร และคราวต่อไปก็จะใช้เส้นทางใหม่ไปหมู่บ้านอื่นบ้าง การแลกเปลี่ยนก็ยุติธรรมครับ ขอแถมขอลดกันอย่างมีน้ำใจ  
              ผมจำได้ว่า.. เราเดินทางถึงหมู่บ้านหนึ่งใกล้พลบค่ำ ปัจจุบันน่าจะเป็นบ้านโพธิ์ห้วย (ใช้เส้นทางจากบ้านไพรขลา อ.ชุมพลบุรี สุรินทร์) พอขบวนเกวียนของเราเข้าเขตหมู่บ้าน เด็กๆ ชายหญิงตัวมอมแมม รวมหมาจ่อยวิ่งเห่าเสียงขรม มาต้อนรับ พวกเขาจะเห็นฝุ่นสีขุ่นจากล้อเกวียนแต่ไกล...เด็กๆจะรู้ว่าเขาจะได้กินขนมไข่ขี้เกี๋ยม ฯลฯ (ขนมไข่จิ้งจก เม็ดกลมรี หลากสี) เรามีน้ำตาลอ้อยเปี่ยงไปด้วย(เป็นน้ำตาลก้อนห่อด้วยใบอ้อยแห้ง-มัดเป็นพวง) เมื่อก่อนยังไม่มีน้ำตาลทรายครับ สินค้าอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ"ขี้กระบอง" กระบองคือขี้ใต้จากต้นยาง มัดเป็นท่อนยาวๆห่อด้วยทางมะพร้าวแห้ง กระบองจะใช้สำหรับแบ่งไปก่อไฟ หุงต้ม (3 ก้อนเส้า) บางท่อนก็ใช้เป็นคบไฟ จุดให้แสงสว่าง (ควันโขมง) เมื่อดับขี้กระบอง...หมายถึงยาม(เวลา)เข้านอน...
             คืนวันจันทร์กระจ่าง จะสวยเย็น เงียบหมอกสลัว เสียงจิ้งหรีด-หริ่งเรไร-สัตว์ปีก เป็นดนตรีธรรมชาติ กลางวันทุ่งกุลาฯจะร้อน กลางคืนเย็นสบาย....อาหารค่ำมื้อนั้น (ที่บ้านแม่เสี่ยว) มีน้ำพริก ปลาแห้งปิ้ง ส่วนผมได้กบปิ้งทาเกลือตัวใหญ่พิเศษ คนเดียวเท่านั้น ปั้นข้าวเหนียวนุ่มร้อนๆ...อิ่มแล้วก็หลับสนิท ส่วนผู้ใหญ่ก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ส่วนใหญ่จะถามข่าวคราวเรื่องดินฟ้า น้ำท่า ได้ข้าวได้น้ำ ? เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย  เสียดายครั้งนั้นไม้ได้เดินจีบสาวทุ่งกุลาฯ จึงขาดข้อมูลในเรื่องนี้ครับ
              
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 18:43:28 »




ต้องกราบขออภัยคุณพริกที่นำภาพประกอบเรื่อง แทรกให้ช้าไปหน่อย

เพื่อนๆสมาชิกชาวอรุณสวัสดิ์กรุณากลับไปอ่านเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง
จะได้ชมภาพประกอบด้วยค่ะ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 05:44:50 »





ขอบคุณครับคุณพริก ที่หยิบยกเรื่อง ทุ่งกุลาร้องไห้-----ไห้ ไห้ ไห้  มาคุยสู่กันฟัง
ซึ่งทำให้นึกถึงสมัยหนุ่มๆ ต้องผ่านแถวนั้นบ่อยๆ
เพราะเป็นเส้นทางสั้นที่สุดในการเดินทางจาก หนองคาย อุดร ขอนแก่น กาฬสิน ร้อยเอ็ด สุรินท์ บุรีรัมย์
แล้วจึงกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางโคราช.......ถามว่า ลุงไปทำอะไรแถวๆนั้นเหรอ................

ขอบอกว่า ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดหนึ่ง...

ช่วงนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 2520-2530 แล้วไม่ค่อยได้ผ่านแถวนั้นอีกเลย
พอคุณพริกยกเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้ความหลังอันสนุกสนาน ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
แล้วว่าๆจะเล่าให้ฟัง....

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 07:42:24 »


ข้อความโดย: คำสิงห์
อ้างถึง
พอคุณพริกยกเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้ความหลังอันสนุกสนาน ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
แล้วว่างๆจะเล่าให้ฟัง....

เย้!!!  จะได้ฟังเรื่องดีๆ อีกแล้ว
จะคอยทวงถาม แน่ๆ ถ้าลุงคำสิงห์เล่าช้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 07:58:49 »


สวัสดีครับ
                  เช้านี้ตื่นมาสูดลมเย็น ต้นหนาว...ลมหนาวมาแล้วครับ // บ้านผมอยู่ห่างทุ่งกุลาฯทางตรง 15 กม. ฉะนั้นลมหนาวจากทุ่งกุลาฯ ผมจึงคุ้นเคย..สมัยก่อนเมื่อถึงยามเกี่ยวข้าว ครอบครัวพี่น้องชาวนาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ท้องนาร่วม 2 เดือน ในหมู่บ้านจะเงียบเพราะทุกบ้านจะไป"นอนนา" ใกล้ๆเถียงนาเก่า(กระท่อม)จะมีโพน(เนินดิน) ที่นี่จะเป็นแปลงผัก...มีหอม ผักชีลาว อีตู่ พริก ผักกาดเขียว ส่วนข่าตะไคร้ พริกเกลือ "ไหปลาแดก" สิ่งของจำเป็นจะนำไปจากบ้าน ไก่บ้านรุ่นกระทงก็จะนำไปปล่อยเลี้ยง (เม็ดข้าวที่ร่วงหล่น-แมงต่างๆมีมาก) วันใหนเบื่อปูปลาก็จะมีอ่อม"ไก่ต้ม"และหนูนาปิ้ง...เป็นเมนูพิเศษ  อธิบายไม่ถูกว่าอร่อยแค่ใหน ? เพราะเป็นฝีมือล้วนๆโดยไม่พึ่งผงชูรส...แกงลาวทุกประเภทจะขาดน้ำปลาร้า-ข้าวเบื่อ (ข้าวคั่ว)ไม่ได้เลย น้ำแกงจะหอมกลมกล่อมจากน้ำปลาแดกและผักอีตู่ ซอยใส่ๆ..แซ๊บหลายเด้อ...วานป้าค้นคำว่า"ปลาแดก" ฟังแล้วไม่สุภาพเลยนิ..ส่วนปลากุ้งตัวเล็กๆจะนำมาทำเป็นปลาน้อย(ปลาจ่อม) นี่ก็แซบอำหล่ำคือกัน //
                 เช้ามืด...พ่อแม่บักหำ และลูกๆจะช่วยกันไปมัดต้นข้าวที่เกี่ยววางไว้เป็นกองๆวันวาน ท่ามกลางหมอกและน้ำค้างที่ชุ่มท้องนา  สายหน่อยแม่ก็จะแยกมาทำอาหาร...กว่าจะได้กินข้าวเช้ารวมกันก็สายโข "พาข้าว"คือถาดสังกะสีหรือกระด้ง จะมีน้ำพริกป่นเป็นหลัก กำข้าวเหนียวจ่ำปลาแดก-ปลาน้อย.. ตามด้วยพริกสดครึ่งเม็ด ส่วนผักจิ้มป่นจากท้องนาเช่นผักพาย ผักแว่น ผักบุ้งนา มีทั่วไป ... เสร็จมื้อเช้า...ลงนาเกี่ยวข้าวต่อ มื้อเที่ยงอีกครั้งก็บ่าย 2 โมงไปแล้ว....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 08:27:18 »


จากคำบอกเล่าของคุณพริก

......เช้านี้ตื่นมาสูดลมเย็น ต้นหนาว...ลมหนาวมาแล้วครับ // บ้านผมอยู่ห่างทุ่งกุลาฯทางตรง 15 กม. ฉะนั้นลมหนาวจากทุ่งกุลาฯ ผมจึงคุ้นเคย..สมัยก่อนเมื่อถึงยามเกี่ยวข้าว ........

****************
อยากจะได้ข้อมูลดิบอีกนิดว่า...ลมหนาว หรือ ลมร้อนก็แล้วแต่...ที่ว่าพัดแรงอยู่นานใหมครับ  ปีละประมาณกี่เดือน
(เอาเป็นว่าจากข้อสังเกตุ คร่าวๆก่อน เพราะข้อมูลที่แท้จริง คงหาได้ยาก เพราะกรมตรวจอากาศบ้านเรา ไม่ค่อยสนใจบริเวณนี้สักเท่าใด เพราะทำแล้วไม่ดังครับ....)

ขอบคุณครับ        
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 08:45:08 »


กิจกรรมที่ผมชอบมากในวัยเด็กคือ"สัญชาติญาณการล่า" ผมทำนากับแม่..แม่สอนด้วยการกระทำ..เช่นควรจะเตรียมดินอย่างไร ควรหว่านกล้าช่วงใหน การค้ดเลือกพันธุ์ข้าวปลูกจะต้องทำแบบใหน...รายละเอียดคงยาว...ขอวกกลับมาที่กิจกรรมที่ชอบ (ผมมักไม่ช่วยงานแม่นักหรอก จะเล่นตามประสาเด็กซะมากกว่า)
ผมจะชอบวิดปลาในแอ่งน้ำเล็กๆ..เมื่อน้ำขอด..การจับปลาในโคลนซาหนุกที่ซู้ด..ต้องระวังเงี่ยงปลาดุก...เจอเข้า จะปวดแสบร้อนจนน้ำตาเล็ด //
               ผมได้ตำราจากคนงานสูงวัยที่มาช่วยทำนา....แกคงเห็นแวว...เจ้า"ตุ๊ตะขี้ดื้อ"มันชอบหาปลา...หลังเสร็จงานวันหนึ่ง แกพาผมไปที่ขอบสระน้ำธรรมชาติในนาของเรา แกนำสำรวจ อธิบาย เลือกทำเลขุดหลุมดินริมน้ำ หลุมขนาดครุถังหาบน้ำ ห่างจากน้ำ 1 ฟุต  เอาละ..วันนี้เอาเท่านี้ก่อน..วันหลังเราค่อยมาทำต่อ  ต้องสังเกตุท้องฟ้า-สายลม  ฯลฯ ผมก็ฮงดิ๊..ไม่ว่าอะไร
                หลายวันจากนั้นแกขอกลับไปหมู่บ้านก่อนเลิกงาน....ห้าโมงเย็นเรากลับไปที่หลุมดินที่ทำไว้ พร้อมครุถังใส่โคลนคินที่นำมาจากหมู่บ้าน แกบอกนี่คือดินโคลนจากหนองน้ำใหญ่ริมหมู่บ้าน  มีจอกเหนปะปนมาด้วย แกเทดินลงในหลุม ควักโคลนปาดลาดเป็นทางไปถึงชายน้ำ ตกแต่งปากหลุมพรางด้วยกิ่งไม้ ใบหญ้า... แกเล่าว่า...โคลนจากหนองน้ำ จะมีกลิ่นหอมต่างจากที่นี่ ปลาได้กลิ้นมันนึกว่า...เส้นทางที่เราทำไว้ จะนำไปสู่หนองน้ำใหญ่...ปลามันจะชักชวนกันอพยพ (โดยไม่ต้องจ้าง) ไปสู่ถิ่นใหม่ที่น่าจะสมบูรณ์กว่า .....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 08:46:18 »



หาภาพอาหารสำรับที่คุณพริกเอ่ยถึงมาดูประกอบ


อ่อมไก่ (ภาพของคุณเฟื่องฟ้าจากกระทู้ เฟื่องฟ้าพาเที่ยวสัตหีบ)



ภาพจากข่าวชาวกาฬสินธ์ กำลังเตรียมปิ้งหนูนา จาก http://www.happyhospital.org
(หมายเหตุ: หนูนาเป็นศัตรูอันดับ 1 ในการทำลายต้นข้าวและพืชผลทางเกษตร)





ภาพเถียงนา
ขอยืมมาประกอบ จาก www.googig.com/

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 09:03:43 »


ข้อความโดย: prig sir
อ้างถึง
ห้าโมงเย็นเรากลับไปที่หลุมดินที่ทำไว้ พร้อมครุถังใส่โคลนคินที่นำมาจากหมู่บ้าน แกบอกนี่คือดินโคลนจากหนองน้ำใหญ่ริมหมู่บ้าน  มีจอกเเหนปะปนมาด้วย แกเทดินลงในหลุม ควักโคลนปาดลาดเป็นทางไปถึงชายน้ำ ตกแต่งปากหลุมพรางด้วยกิ่งไม้ ใบหญ้า... แกเล่าว่า...โคลนจากหนองน้ำ จะมีกลิ่นหอมต่างจากที่นี่ ปลาได้กลิ้นมันนึกว่า...เส้นทางที่เราทำไว้ จะนำไปสู่หนองน้ำใหญ่...ปลามันจะชักชวนกันอพยพ (โดยไม่ต้องจ้าง) ไปสู่ถิ่นใหม่ที่น่าจะสมบูรณ์กว่า .....


เป็นภูมิปัญญาแบบชาวบ้านที่น่าทึ่งมากๆ


ขอนำภาพภาพชีวิตบางส่วนอันเป็นผลงานของศิลปินที่เรียกตนเองว่า "กลุ่มนา" 
(ผู้ซึ่งเป็นศิลปินลูกอีสานและสายเลือดอีสานโดยแท้) ซึ่งจัดแสดงไว้ ณ หอศิลป์จำปาศรี
มาลงประกอบ



ความอบอุ่นของชนบท : ยุทธศักดิ์  ลุมไธสงค์




(ขอขอบคุณภาพจากบล็อก คุณ แผ่นดิน - http://gotoknow.org/blog/pandin/78073)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 09:17:45 »


เรียนลุงคำสิงห์
                       ต้องขออภัยนะครับที่เล่าขยายความได้ไม่ละเอียด (เป็นการยืนยันคำพูดกับน้าจอย..พริกทำได้เกือบทุกเรื่อง แต่ไม่ได้ดีซักเรื่อง ) ลุงเข้าใจถูกต้องเรื่องลมร้อน-ลมหนาวจากทุ่งกุลาร้องให้ ไม่ว่าหน้าร้อนหรือหนาว เราจะได้รับอิทธิพลจากทุ่งกุลาฯทั้งปี เพราะพื้นที่รอบๆจะไม่มีสิ่งกำบังเช่นภูเขา หรือป่าไม้(ที่เหี้ยนไปนานแล้ว) หากจะพูดถึงลมแล้งจากทุ่งกุลาฯ ลุงครับ...มันหฤโหด..เมษาฯหน้าร้อน...หากลุงยืนกลางแดด 1 ชม. ผิวขาวๆของลุงและอังเคิลถึก จะเหมือนผิวของโอบามา...แต่ก็หล่อดีนะครับ
                       ลมหนาวทางอีสานจะเริ่มจากปลายฝน จะอยู่ระหว่างเดือนพ.ย. บางปีอาจยาวถึงก.พ.ครับ (ปีที่หนาวจัด เสื้อมือ 2 จากตลาดโรงเกลือจะขายดี พริกไปใช้บริการบ่อย ประเภทรายได้น้อยแต่รสนิยมสูง หากสุภาพสตรีอรุณสวัสดิ์ได้ไปช๊อบ จะติดใจ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า เวอรซาเช่ ติ๋งต๊องมีหมด)หลังฤดูน้ำท่วมน้ำหลาก..จากนั้นน้ำและฝนก็จะย้ายไปสร้างความรำคาญให้ปักษ์ใต้บ้านเรางั๊ย..ลุงเตรียมย้ายของที่บ้านไว้ด้วยนา  ผมมีญาติที่นครศรีฯ เขาเอ่ยชวนแกมร้องขอให้ไปเยี่ยมเขาบ้าง เพื่อความเป็นธรรมที่เขามาเยี่ยมเราที่อีสานหลายครั้ง แฮะๆ..ม่ายได้ไปจนแล้วจนรอด...แต่ถ้าลุงจะกระซิบเบาข้างหู พริกจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จะไปล้มทับลุงให้จังหนับ // ว่าแต่ว่า...สมัยก่อนลุงมาทำอะไร ?ที่อีสาน "เรื่องพลังแสงอาทิตย์"ผมก็สนใจครับ แต่จะสุดยอดหากลุงแถมเรื่องสาวอีสานมาด้วย...อิอิ
   * รูป เถียงนาน้อย รูปที่ 2 ใกล้เคียงครับป้า...พริกดูเถียงนาเหล่านี้ พบที่ภาคใหนก็ "ดูงดงามและมีความหมาย" บางครั้งจะแว่ะจอดรถและงีบเอาแรง ก่อนจะเดินทางต่อ
ขอเวลานอกช่วงบ่ายวันนี้ อ.เทพมนตรี ท่านฑูตกษิต มาที่สุรินทร์ คงมาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูเจีย  นัดกับ อ.เทพ เรื่อง อนุสาวรีย์ ร.1 ของ บร. พริกก็จุ้นมันทุกเรื่อง......                                                        
                                                                        fun     fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 12:34:00 »









ทุ่งกุลาฯเกือบจะกลายเป็นที่ทิ้งขยะ(กทมฯ)ของสมัครไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
 มือตบ-Red มือตบ-Yellow มือตบ-PINK มือตบ-Green มือตบ-blue


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 13:16:20 »




อ่านจบแล้วค่ะคุณพริก 

ต่อไปเรื่อยๆนะ ชอบอ่านเพราะเคยอ่านลูกอีสาน   


คุณพริกเขียนเล่าเรื่องได้สนุก
คุณพริกว่าตัวเองทำอะไร ได้หลายอย่าง แต่ทำไม่ได้ดีสักอย่าง
เอ็นจอย นี่คือตัวจริง ฮิฮิ

ขอเวลานอกช่วงบ่ายวันนี้ อ.เทพมนตรี ท่านฑูตกษิต มาที่สุรินทร์ คงมาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูเจีย  นัดกับ อ.เทพ เรื่อง อนุสาวรีย์ ร.1 ของ บร. พริกก็จุ้นมันทุกเรื่อง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เอ็นจอยสนใจ และเป็นห่วงมากที่สุ ขอเอาใจช่วย สุดฤทธิ์ สุดเดช
เสียดินแดน เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด

ขอบคุณ คุณพริกที่เป็นหนึ่งในการต่อสู้เรื่องนี้ด้วย ขอบคุณจริงๆค่ะ

  มือตบ-Yellow มือตบ-PINK

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 17:38:44 »


สวัสดีครับ
                ชาวลาวอีสาน"ทุ่งกุลาฯ"จะอยู่คนละฟากของ "แม่น้ำมูล" ซึ่งเป็นสายน้ำแบ่งกั้นจังหวัด สารคาม-ร้อยเอ็ด  ส่วนฝั่งด้านบุรีรัมย์-สุรินทร์จะมีคนพื้นเพ ชาวลาว-เขมร-ส่วย-ไทย-(เจ็กกู้ชาติ) ปะปนกันไป...ขอบคุณลุงถึกที่นำภาพดีๆรวมทั้ง ตลาด 2 ข้างทาง ซึ่งมีของป่าเช่น เห็ด ผักพื้นบ้าน แตงโม ปลา กบเขียด หนังควายตากแห้ง  ปลาร้า ปลาส้ม ผลไม้กล้วย อ้อย ฯลฯ ผมชอบแวะอุดหนุนเพราะราคาถูกและปลอดสารต่างๆ ทั้งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องด้วย.....
                 ขอย้อนไปที่หลุมดัก(หลอกปลา) ตี 5 ฟ้ารำไร..ท่ามกลางอากาศหนาว จู๋หด-ปากสั่นฝันกระทบ...เราไป"ยามหลุมปลา"ที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืน  เมื่อใกล้ถึงหลุมดักปลา...พี่น้องเอ๊ย...เสียงปลาในหลุมดิ้นขลุกขลัก..ในหลุมเต็มไปด้วยปลาดุกนาขนาดตัวงามๆ รอยเหงี่ยงที่ปลาแย่งกันส่ายหัวลงหลุมเต็มไปหมด เช้านั้นได้ปลาเกือบเต็มครุถังร่วม 5 โล วันต่อไปเราจะย้ายหลุมและทำตามขั้นตอนเดิม ก็จะหลอกปลาได้อย่างง่ายดาย เป็นภูมิปัญญาที่จดจำวัยเด็ก ไปใช้ที่ใหนก็ได้ครับ แต่ไม่แน่ใจหากทำที่สวีเดน สวิส จะได้ผลหรือไม่ ? เพราะป้าหนูญาติที่คานาดาเล่าว่า...แกต้องเจาะน้ำแข็ง หย่อนเบ็ดลงไป ได้ปลาตัวใหญ่ๆเอามาหมักดองเค็ม แจกเพื่อนบ้านชาวเอเซียเพลิน....
* กระซิบน้าจอย...ขอบคุณที่ชม ส่วนเรื่องการเมือง-กานมั่ว...ขอคุยหลังไมค์นะครับ           fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 17:56:18 »



".......  เมื่อใกล้ถึงหลุมดักปลา...พี่น้องเอ๊ย...เสียงปลาในหลุมดิ้นขลุกขลัก..ในหลุมเต็มไปด้วยปลาดุกนาขนาดตัวงามๆ รอยเหงี่ยงที่ปลาแย่งกันส่าย
หัวลงหลุมเต็มไปหมด ........"

     

   อ่านถึงตอนนี้ เข้าใจถึงความรู้สึกของคุณพริก ในวัยนั้นได้ดี...ดีใจที่ได้ปลาเยอะ  ส่วนจะชอบกินหรือไม่...ไม่สน  เป็นความรู้สึกภาคภูมิใจของเด็กๆ ที งานที่ทำประสพผลสำเร็จ.....

      
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 04:25:47 »


สวัสดียามดึก





                       วานนี้...สองข้างทางไปสุรินทร์ ข้าวในนายังไม่เกี่ยวเป็นส่วนใหญ่ เหลืองอร่ามจรดขอบฟ้า (เห็นสีเหลืองแล้วชื่นปอด ชื่นใจ) แวะทักทายพี่ชาวนาคนหนึ่ง กำลังหอบฟางใส่รถเข็นจนล้นรถ สีหน้าแกดีใจ มีความสุขกับผลผลิตของปีนี้ ถ่ายรูปเสร็จพี่แกก็ข้ามไปอีกฟากถนน เลี้ยวเจ้าฮอนด้า แมงกะไซด์สีแดงใหม่เอี่ยมมาลากรถเข็น..สตาร์ทบรึ๊นๆ จากไป


 
                       ขากลับเจอ 2 ครอบครัว กำลังเกี่ยวข้าวช่วงเย็น เข้าไปทักทายด้วยภาษาถิ่น..(ขะเมร์ครือกัน) พี่น้องเห็นขี่เก๋ง คำถามแรกคือ...โมปินา ? >>>มาจากใหน? 



 ห่างจากจุดแรก...เจอสามี-ภรรยา อีกคู่ กำลังวาดลวดลายใช้เคียวเกี่ยวข้าวติดกัน จึงเข้าไปคารวะ..ชื่นชมทั้งคู่ที่ใช้แรงงานตัวเอง...แปลงนาที่เกี่ยวแล้ว จะมีคะวายอีก 4 ตัว เล็มหญ้าอยู่ "เจ้ากระไบรซอรฺ" วัยสะรุ่น ยืนแอ๊คอ๊าดบนคันเทนา จึงแช๊ะๆมาฝาก (กระไบร คือ กระบือ ที่ภาษาไทยจิ๊กเขมรมาใช้) ส่วนซอร์ ความหมายคือสีขาว ในที่นี้ กระไบรซอร์ก็คือ ควายเผือกครับ

 

แสดงว่าครอบครัวนี้เริ่มขบวนการทำนาแบบดั่งเดิม สืบทอดกันมา หากท่านใดสนใจจะส่งจดหมายไปทักทาย พูดคุยให้"กำลังใจ" ส่งจม.น้อยได้ที่ คุณประคอง ว่องไว 223 ม.13 บ.พรชัย ต.เมืองลิง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ 32180 ถ้าเป็นจดหมายจากต่างประเทศ ทั้งคู่คงเซอรไพรส์ กระโดดกอดกันกลม
                        ก่อนจาก...ผมกระซิบถามคุณประคอง..ภรรยาคนสวยคงได้ยืน...เธอยิ้มด้วยแววตาเขินอาย...ต่อด้วยคำถามที่ 2 จริงหรือปล่าว ? คำพังเพยที่ว่า "คนสุรินทรฺต้องกินสุรา คนสุรินทร์ไม่กินสุรา คือหมาสุรินทร์"...แฮะๆ เอาไว้ฟังคำตอยตอนสายๆนะครับ
                                                               fun   fun   fun   


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 07:25:08 »


 umm  เคยไปทุ่งกุลาตั้งแต่สมัยทำค่ายอาสาฯ  สมัยนู้นนนนน .....
แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย  ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน .. 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
prig sir
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 815


« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 11:37:39 »


ต่อครับ
             เรื่องของสุราที่แปลว่า"เหล้า" คนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝาหรั่งชาติใด ไวน์-วิสกี้...มันคือ สาโท-เหล้าขาว ของไทย ไวน์ไทยพัฒนารวดเร็ว จากการหมักข้าวเหนียวนึ่ง (เหล้าโทพื้นบ้าน) มาเป็นผลไม้เช่น สัปรด องุ่น..ชาวอีสานเราก็ทำไวน์หมากเม่าได้ หมากเม่าคือไม้ผลป่าอีสาน คล้ายลูกหว้า แต่เล็กกว่า เมื่อสุกสีของผลจะเหมือนลูกหว้าสุก รสหวานปานกลาง...กลิ่นหอม อร่อยไม่แพ้ของนอก ผมกำลังยุยง-ส่งเสริมให้พี่น้องเราทำไวน์"ตะขบ" ซึ่งมีผลดก ปลุกง่าย ทนแล้งได้ดีในอีสาน..เหล้าโทที่ดี สีขุ่น ออกหวานนิดหน่อย นำมาแช่ตู้เย็น พอกรึ๊บด้วยจอกทรงสูง..หุหุ หัวทิ่มบ่อ ครือกันล์
หากข้ามไปฝั่งลาว พี่น้องลาวขายกันเกร่อ ขวดละ 20-25 บาท เท่านั้น....ผลรึครับ...มาวส์ ครือกันล์
              ส่วนวิสกี้...ของไทยเรารู้จักกันดีในชื่อเหล้าโรง(เดาว่า..เหล้าที่ทำจากโรงงาน) อีสานบ้านผม ไม่ว่าลาว เขมร ส่วย มันคือ 40 ดีกรี ตั้งแต่โบร่ำโบราณ หากเจอหน้ากันคำแรกที่ทัก...จั๊กเป๊กแน่คะร๊าบ // รสของเหล้าขาว...กระดกซักกรึ๊บ..จะร้อนว๊าบ จากลำคอสู่ใส้อ่อนใส้แก่ จากนั้นโลกจะหมุน เสียงเราจะเพี้ยนไป ตาจะเฉิ่ม ยิ้มหวาน...คอสุราบางคน เมาแล้วน่ารักครับ แต่บางคนเมาแล้วกวนตีนตบ....เหล้าโทเหล้าขาว สามารรถผลิตได้เอง นี่คือภูมิปัญญาเช่นกัน แทนที่รัฐจะส่งเสริมให้เข้มแข็งเช่นญี่ปุ่น กลับเห็นแก่ได้จากภาษีทุนนิยม (สะเตมป์ที่ติดฝาขวด มันโกงกันตรึม เรื่องจริง..นอนยัน )
               มีนิทานอีสานเล่าต่อๆกันมา...วันหนึ่งแม่ใหญ่สี บ้านหนองแคน  กำลังพัดวีกะทะต้มเหล้า อยู่ริมลำห้วย..สรรพสามิต(หน่วยตรวจจับเหล้าเถื่อน) โผล่มาจากชายป่าละเมาะ ..จนท.ถาม ยาย ยาย ทำอะไร ? กำลังเป่าไฟ ตาบ่มืนตี้ ? กำลังเป่าไฟให้ติด ตาบอดรึไง ? แม่ใหญ่สีตอบขณะที่แกโก้งโค้งพัดวีไฟควันโขมง...สักพักแกหันมาเห็นเจ้าหน้าที่....แกสั่นเหมือนเห็นผี..นั่งแหมะกับพื้นแบบคนหมดแรง (คงลุกวิ่งไม่ได้) ยกมือพนมแต้...จนท.ถาม ยายเป็นอะไร ? แม่ใหญ่ตอบตะกุกตะกักน้ำหมากกระเซ็น อีฉัน เป็นแป้งจ้า เจ้านาย // "แป้ง" คือหัวเชื้อแป้งสีขาว คล้ายขนมผิง เป็นหัวเชื้อสำหรับต้มเหล้าครับ  fun  fun  fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 11:55:13 »



สวัสดีค่ะคุณพริกพระเอก "ลูกอีสาน" ตัวจริง
ป้าได้นำภาพประกอบลงแทรกให้แล้ว

จึงขอเรียนสมาชิกอรุณสวัสดิ์ทุกท่าน โปรดย้อนกลับไปดูภาพประกอบกระทู้
ซึ่งเดินทางตามหลังเนื้อเรื่อง

ด้วยป้าแก่แล้ว วิ่งตามเอาภาพมาลงไม่ทันคุณพริก
ซึ่งยังหนุ่มกระชุ่มกระชวย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
softly_gun
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,600


« ตอบ #23 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 13:16:10 »




ฅนทุ่งกุลา 155 บาท
 
 ผู้แต่ง:  เดช ภูสองชั้น
สำนักพิมพ์/จัดจำหน่าย :  มติชน
จำนวนหน้า:  255
น้ำหนัก (กรัม) :  310
ISBN :  974-322-840-3
ส่งภายใน (วัน):  7


หนังสือ ฅนทุ่งกุลา เรื่องเก่า ๆ ถ้าไม่เล่าก็ลืม ประวัติศาสตร์สามัญชน โดยกำนันตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด::
ขอแนะนำด้วยคนนะครับ น่าอ่านมาก 

ฟังเพลงทุ่งกุลาร้องไห้ จาก  คุณไมค์
http://www.pookpuy.com/luktung/?p=894
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 14:32:12 »



"ทุ่งกุลาร้องไห้" ตำนานการต่อสู้ของผู้ทรนง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 5
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal