จำเลยสังคม

(1/3) > >>

น้าดี้:
Tweet


 
เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง  แม้ว่าจะเกิดมานานมากแล้ว  แต่เมื่อได้อ่านแล้ว  มันทำให้
เกิดความรู้สึกสะท้อนใจ  สลดใจ และเห็นใจอย่างยิ่งกับชะตากรรมที่สุภาพสตรีสูงอายุท่านหนึ่ง
ต้องเผชิญโดยลำพังเป็นเวลานาน  เรื่องนี้ให้ข้อคิดกับพวกเราสุจริตชนทุกคนได้อย่างดีว่า
ในสังคมที่เราเป็นส่วนหนึ่งอยู่ทุกวันนี้  วันหนึ่งเราอาจตกเป็นจำเลยได้โดยไม่คาดฝัน
     -  ไทยเลดี้

จำเลยสังคม

เกือบสามปีที่คุณรัตนา  เหรียญโมรา  ต้องยอมรับสถานภาพ “จำเลย” ในคด๊ฆาตกรรมนายแพทย์
สุรนารถผู้เป็นสามี  แม้วันนี้เธอได้รับอิสรภาพคืนมา  แต่ยังมีหลายสิ่งที่ยากจะเรียกกลับคืน

“ดิฉันคบกับคุณหมอ 14 ปีถึงแต่งงานกัน  แล้วย้ายไปอยู่บ้านที่กำแพงเพชร  ดิฉันเป็นครูใหญ่
ส่วนคุณหมอไปประจำที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร  แล้วยังเปิดสำนักงานแพทย์สุรนารถควบคู่กับ
การทำบ่อปลาและไร่นาสวนผสม  เรามีลูก ๆ ที่น่ารัก 4 คน  ชีวิตครอบครัวดำเนินไปอย่างราบรื่น

“ระยะหลังเราร่วมลงทุนทำหมู่บ้านจัดสรรกับคนรู้จัก  แต่เมื่อโครงการไม่คืบหน้า  เราจึงตัดสินใจ
ถอนตัว  โดยขอเงินลงทุนจำนวนสองล้านห้าแสนบาทคืน  ก่อนเกิดเหตุประมาณหนึ่งอาทิตย์  ดิฉัน
กลับจากไร่  เห็นคนเอาโลงศพมาส่งที่สำนักงานแพทย์  พอเข้าไปในสำนักงาน  เจ้าของร้านขายโลง
เข้ามากราบขอโทษทันที  บอกว่ามีคนโทร. ไปบอกว่าดิฉันถูกรถชนที่คลองขลุง  ศพอยู่ที่โรงพยาบาล
ใครต่อใครต่างโทร. เข้ามาถามไถ่  แต่ดิฉันกับคุณหมอก็ไม่กลัว  ไม่คิดว่าใครจะแกล้งด้วยซ้ำ
เพราะเราไม่มีศัตรูที่ไหน

“จนเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2530  หุ้นส่วนธุรกิจหมู่บ้านนัดให้คุณหมอไปรับเงินคืน  ตอนนั้น
ดิฉันไม่สังหรณ์ใจ  คิดแค่ว่าธนาคารก็อยู่หน้าบ้าน  ทำไมไม่ให้เขาเอาเงินเข้าบัญชีให้  แล้วคุณหมอ
ก็เป็นผู้ใหญ่กว่าด้วย  ไม่พอใจแค่ตรงนี้  แต่ไม่ได้นึกถึงอันตรายอื่น ๆ

“ปกติคุณหมอกลับเข้าบ้านประมาณหนึ่งทุ่ม  แต่นี่สองทุ่มก็แล้วยังไม่เห็นมา  ดิฉันเริ่มไม่สบายใจ
เลยออกตามหา  ได้เพื่อนช่วยขับรถตามให้  พอถึงวัดพระบรมธาตุ  ขณะที่ยกมือไหว้ขอให้คุณหมอ
ปลอดภัย  ก็เหลือบไปเห็นรถคุณหมอจอดห่างออกไปสัก 2 เมตร  เลยจอดรถลงไปดูกัน  เห็นกระจก
ทั้งหกบานเปิดหมด  ใจก็กลัวว่าจะเห็นคุณหมอนอนพังพาบอยู่  พอไม่พบอะไร  เลยขับรถคันนั้น
วนรอบวัดอีกครั้งก่อนกลับบ้าน  ส่วนเพื่อนก็ช่วยตามหาต่อจนถึงตีห้า  แต่ไม่พบ”

เสลา:
Tweet



เตรียมทำใจ..รออ่านต่อ  :oh:

น้าดี้:
Tweet



“ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแล้ว  แต่ไม่นึกถึงเรื่องอื่น  กลัวแต่อุบัติเหตุ  นอนพลิกไปพลิกมา  กระวน
กระวายใจเป็นที่สุด จนวันรุ่งขึ้น  ตำรวจมาแจ้งว่าคุณหมอประสบอุบัติเหตุ  ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล
ที่แม่สอด  ฟังแล้วจะเป็นลม  พอได้สติ  แม่ของดิฉันบอกให้รีบไปดูคุณหมอ  นาทีนั้นมันอื้อไปหมด
คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดี  ขับรถเองไม่ไหว  มือไม้สั่นจนต้องให้เพื่อนช่วยขับให้  พอไปถึงตาก  ดิฉัน
แวะที่ สภ.อ. แม่สอดก่อนเพื่อซักถามรายละเอียด  ตอนนั้นนึกว่าคุณหมอทำแผลอยู่ที่โรงพยาบาล
ได้แต่ภาวนาไม่ให้มีอะไรร้ายแรง  เพราะถ้าไม่มีเขาแล้ว  เราจะทำอย่างไร  ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่

“คุยกับตำรวจสักพักถึงทราบว่าคุณหมอเสียชีวิตแล้ว  ได้ยินอย่างนั้น  ดิฉันร้องไห้ออกมาเลย  ตำรวจ
แจ้งว่าคุณหมอถูกยิง  ศพถูกทิ้งที่ปากเหวบริเวณทางไปแม่สอด  นึกในใจว่ายังดีที่คนร้ายไม่โยนศพ
ลงไป  ไม่อย่างนั้นคงไม่เจอ

“ดิฉันเอาศพคุณหมอกลับมาที่บ้านแล้วเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เขา  แต่ทนมองไม่ได้  เสียใจมาก  จึงหลับตา
แล้วบอกให้คุณหมอไปที่ชอบ ๆ  ไม่ต้องห่วง  ลูกเต้าจะดูแลเอง  แต่ให้เป็นกำลังใจให้จับคนร้ายได้
หลังจากนั้นดิฉันโทร. ไปหาตำรวจระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่รู้จักผ่านทางหลวงพ่อที่นับถือกันมา  ให้ท่าน
ช่วยระดมกันจับคนร้าย  ท่านก็รับปาก  บอกว่าจะมาทันที  ดิฉันก็รอ  แต่ไม่เห็นมา

“จากนั้นเคลื่อนศพมาทำพิธีทางศาสนาคริสต์ที่กรุงเทพฯ  วันที่ 9 กุมภาพันธ์  หลังพิธีบรรจุศพประมาณ
สองทุ่ม  มีตำรวจโทร. มาแสดงความยินดีว่าจับคนร้ายได้แล้วอยู่ที่กำแพงเพชร  แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
อื่น ๆ  สักครู่ก็โทร. มาอีก  บอกว่าจะส่งคนมารับดิฉันไปกำแพงเพชรคืนนี้  แปลกใจว่าทำไมต้องไปทันที
เพราะพรุ่งนี้จะกลับอยู่แล้ว  อีกสักพักก็โทร. มาเร่งอีก  ชักเอะใจ  เลยยื่นคำขาดว่า  ถึงอย่างไรขอไปพรุ่งนี้
เช้า  สักห้าทุ่มกว่า ๆ มีตำรวจ 20 คนมาเฝ้าที่บ้าน  แต่ยังคิดในทางที่ดีว่ามาอารักขากันขนาดนี้เชียวหรือ

“วันรุ่งขึ้นดิฉันกับญาติอีกสามคนเดินทางไปกำแพงเพชร  มีรถตำรวจตามไปสองคัน  พอไปถึง  แทนที่จะ
พาไปดูหน้าคนร้าย  กลับพาไปบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดตาก  แล้วให้ญาติกลับไปก่อน  เห็นนักข่าวนับร้อย
รออยู่หน้าประตูบ้าน  ส่วนดิฉันถูกพาไปในบังกะโล  มีหญิงชราท่านหนึ่งนั่งอยู่  เลยยกมือไหว้  แต่ท่าน
กลับพูดว่า  “นางรัตนา  ลูกฉันเขาไม่ให้พูด  แต่เขาเตรียมหลักฐานไว้แล้ว  เธอนะ  ฆ่าสามีของเธอได้”
ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจมากเพราะตั้งใจจะมาดูหน้าคนร้าย  ไม่ใช่มาถูกกล่าวหาอย่างนี้  จากนั้นนายตำรวจ
ท่านหนึ่งสั่งให้พาดิฉันไปไว้ที่บังกะโลริมน้ำ  ให้อยู่คนเดียว  โดยมีตำรวจเฝ้าอยู่หน้าห้อง

“ประมาณหนึ่งทุ่ม  ตำรวจพาดิฉันไปที่ห้องพระ  ที่นั่นมีตำรวจอยู่หนึ่งคน  ยืนด่าว่าเราสารพัด  ‘คนอย่างมึงนะ
ผัวดี ๆ มึงก็ฆ่า  คนอย่างมึงต้องขายข้าวแกงเลี้ยงลูก’  ได้ยินอย่างนั้น  คิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องรักษาชีวิตไว้
เพราะถ้าเราตาย  ลูก ๆ จะทำอย่างไร  โดยเฉพาะน้องดาวที่เป็นดาวน์ซินโดรม  ดิฉันต้องดูแลเขาตลอดชีวิต"

Falco:
Tweet




รออ่านต่อ

 :pray: :pray: :pray: :thank:

น้าดี้:
Tweet



“ตลอดสองคืนที่นั่น  ดิฉันถูกบังคับให้เซ็นเอกสารต่าง ๆ  มีทั้งกระดาษเปล่าและที่พิมพ์แล้ว  เขาทั้งด่าทั้งข่มขู่
แต่ดิฉันไม่ยอม  ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน  จนเพลียและสะลึมสะลือเต็มที่จึงเซ็นไป  จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเซ็นไปเยอะ
แค่ไหน  เขียนเป็นกิ้งกือไส้เดือน  คำว่ารัตนาอ่านแทบไม่เป็นคำ

“วันต่อมาเขาพาดิฉันไปออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร  แถลงข่าวว่าดิฉัน
สารภาพแล้วว่าเป็นคนฆ่าสามี  แถลงอยู่สามนาทีก็จบ  เราไม่มีโอกาสพูดอะไร  นักข่าวทุกคนห้ามถาม  ใครมี
คำถาม  ให้ไปถามกับตำรวจเอง  เขาสร้างเรื่องว่าดิฉันยิงคุณหมอที่สำนักงานแพทย์แล้วเอาศพไปทิ้งข้างทาง
อ้างว่าคุณหมอมีประกัน  ส่วนดิฉันเป็นหนี้และมีชู้  วันที่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ  มีคนไปเอาเลือดหมู
เลือดหมามาทารถ  ส่วนน้ำหมากที่คนไข้บ้วนในกระโถนก็บอกว่าเป็นเลือดคุณหมอ

“หลังการแถลงข่าว  ประชาชนแทบรุมประชาทัณฑ์ดิฉัน  ทุกคนประณามเรามาก  พอเห็นข่าวตัวเองตามสื่อ
ต่าง ๆ  ชาไปทั้งตัว  ตอนนั้นพูดอะไรเป็นผิดไปหมด  ใคร ๆ ก็มองในแง่ลบ  กลายเป็นจำเลยสังคม  ญาติพี่
น้องก็เชื่อตามที่สื่อบอก  บอกว่าเขาอาย  แม้แต่ลูกยังอายเลย  พอหนังสือพิมพ์ลงข่าว  เขาต้องวิ่งหนีเข้า
ห้องน้ำหลบหน้าทุกคนในโรงเรียน

“วันที่ย้ายไปเรือนจำคือวันแรกที่โดนใส่กุญแจมือ  นาทีนั้นดิฉันนึกเลยว่า  บ้านนี้เมืองนี้ถึงกลียุคแล้วหรือ
คิดไปถึงขนาดว่าถ้าเราเป็นอะไรไปขณะถูกฝากขัง  จะมีใครเล่าความจริงให้คนข้างหลังทราบไหม  ก้าวแรก
ที่เหยียบเรือนจำก็ได้แต่ถามตัวเองว่าเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  เพราะอะไร  เราเป็นฆาตกรหรือ  มีแต่คำถาม
ในหัว  คิดเพียงว่าที่แห่งนี้มีแต่คนทำผิดเท่านั้นที่จะเข้ามา  ในเมื่อเราไม่ได้ทำความผิด  แล้วทำไมเราต้องเข้ามา

“ตอนเข้าคุกไปใหม่ ๆ  ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในนั้นโดยเฉพาะอาหาร  และทุกคนต้องตักส้วม  แต่พอเรา
จะตัก  ก็มีนักโทษคดีลักทรัพย์ที่เราเคยจุนเจือยาสีฟันให้  เข้ามารับอาสา  บอกว่าไม่ต้องหรอก  หนูตักให้เอง

“เรื่องทำร้ายร่างกายไม่เคยเกิดกับดิฉัน  มีแต่ทางวาจา  นั่ง ๆ อยู่ก็มีเสียงลอยมาว่า ‘อีโมราฆ่าผัว’  ‘อีตอแหล’
‘อีโมรามีชู้’  เป็นอย่างนี้ประจำ  มีบ้างบางวันที่เราเหงาหงอย  สิ้นหวังว่าใครจะรับผิดชอบ  น้ำท่วม  ไฟไหม้
คนวิ่งไปช่วยกัน  แต่คนที่โดนเจ้าหน้าที่ของรัฐรังแก  กลับเกรงกลัวอิทธิพลจนไม่กล้ายื่นมือมาช่วย  ยังดีที่ได้
กำลังใจทั้งจากญาติและคนรู้จักที่เอาอาหารและของใช้มาให้

“ช่วงที่อยู่ในเรือนจำถือเป็นจุดต่ำสุดในชีวิต  นอกจากอิสรภาพจะหมดไปแล้ว  ธุรกิจก็หมดไปด้วย  ของมีค่า
ถูกยักยอก  สำนักงานแพทย์ไม่มีคนดูแล  ต้องปิดตัวไปโดยปริยาย  ที่ร้ายกว่านั้นคือเมื่อได้ยินลูกชายคนโต
พูดว่า  ‘แม่  แม่ฆ่าพ่อทำไม  ผมเกลียดแม่  ผมอยากฆ่าแม่จังเลย’  พูดจบเขาก็นั่งเฉย ๆ  ไม่แม้แต่จะเข้าใกล้
เราได้ยินอย่างนั้น  ตัวชาเลย  เจ็บยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินคนอื่นพูด  พูดอะไรไม่ออก เสียใจที่แม้แต่ลูกยังเชื่อว่า
เราทำ  ตัดสินใจเขียนจดหมายไปหาเขาทีหลัง  เตือนสติว่าอย่าไปเชื่อบุคคลที่สาม  แม่ไม่อยากพูดอะไรมาก
เพราะเหมือนกับแก้ตัว  รอวันพิพากษาแล้วเขาจะเข้าใจ"

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป