ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 25, 2013, 23:36:40
92,778 กระทู้ ใน 7,437 หัวข้อ โดย 8,937 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: thana711
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เทคโนโลยีในวิถีอรุณสวัสดิ์  |  เซิร์น CERN 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: เซิร์น CERN  (อ่าน 20187 ครั้ง)
rosy
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


« เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 05:53:09 »


   การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ ค้นหาจากจุดเล็กสู่กำเนิดจักรวาล  วันที่10กย2008

  เซร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรป
 
  เพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์(Europear Center for Nuclerr Reseaoh)

  กำเหนดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider) เป็นครั้งแรก
 
  โดยมีพลังงานมากกว่าเครื่องเร่งอนุภาคที่เคยมีถึง 7 เท่า

  เจ้าเครื่องนี้ฝั่งอยู่ใต้ดินระหว่างชายแดนสวิสเซอร์แลนด์และฝรั้งเศส

  รู้เรื่องนี้แล้ว  เป็นห่วงคุณหญิงจังเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 09:22:47 »


กองบรรณาธิการไทยโพสท์
ขึ้นหัวเรื่องบทความไว้เมื่อ 12 สิงหาคม 2551
ว่า   "ทดลองล้างโลก!"



ตามข่าวที่คุณ rosy นำมาบอกเล่า ข้างบนนี้

นักจักรวาลวิทยา ม.นเรศวร ชี้โครงการทดลองเครื่องเร่งความเร็วอนุภาค
โดยศูนย์วิจัย "เซิร์น" - CERN (European Organization for Nuclear Research)
สวิตเซอร์แลนด์ จะช่วยไขความลับธรรมชาติ


....



จุดที่ทำการทดลอง ลึกลงไป
100 เมตร (325 ฟุต) ใน Geneva
ส่วนที่ติดชายแดนฝรั่งเศส








ภาพทางอากาศที่ตั้งของ "เซิร์น" CERN
เส้นวงกลมสีขาวคือ
ตำแหน่งของอุโมงค์ยาว 27 กม.
ส่วนจุดประ คือชายแดนระหว่างตอนเหนือ
ของฝรั่งเศสและตอนใต้ของสวิส


และยืนยันทฤษฎีการเคลื่อนที่ของพลังงาน
ที่มีความเร็วระดับแสงเหมือนช่วงเกิดจักรวาล 
แต่ไม่เชื่อว่า หากผิดพลาดจะทำให้เกิดหลุมดำกลืนกินโลก
ตามที่มีนักวิทยาศาสตร์บางรายแสดงความกังวล

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงการนักวิชาการ
ด้านฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก 
กรณีองค์การศึกษาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป "เซิร์น"
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
กำลังเดินหน้าโครงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ 
โดยใช้เครื่องเร่งความเร็วอนุภาค (Large  Hadron Collider :  LHC)
ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 


 

... มีลักษณะเป็นท่อใต้ดิน
เป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร
เพื่อเร่งให้อนุภาคโปรตอนชนกันและเกิดความเร็ว
ไปแตะระดับความเร็วแสง

นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อเสียกันว่า 
หากทำสำเร็จจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่มนุษยชาติไม่เคยมีใครทำได้ 
และจะช่วยไขปริศนาจักรวาล  รวมถึงสมมาตรของธรรมชาติด้วย
อีกทั้งจะเป็นผลแห่งความรู้ใหม่อันมหาศาลทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์โลก



 
Large Hadron Collider (LHC)
อุปกรณ์ superconducting solenoid magnet (CMS)
ใหญ่ที่สุดในโลก  ที่ CERN


อย่างไรก็ตาม  ยังมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่แสดงความกังวลในเรื่องความปลอดภัย
ของเครื่องเร่งความเร็วอนุภาค หรือแอลเอชซี 
ว่าหากเกิดความผิดพลาดอาจจะก่อให้เกิด "แบล็กโฮล"
หรือหลุมดำขนาดเล็กขึ้นมาทำลายล้างโลก
อาจจะดูดทวีปยุโรปให้หายไปจากแผนที่โลก 
แม่เหล็กของโลกเหลือเพียงขั้วเดียว ผู้คนจะล้มตายค่อนโลกก็เป็นไปได้


นายบุรินทร์  กำจัดภัย อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในฐานะนักจักรวาลวิทยา  ให้สัมภาษณ์ว่า
การทดลองเครื่องเร่งความเร็วอนุภาคดังกล่าว
มีจุดมุ่งหมายจะทำให้มนุษยชาติมีความเข้าใจ
กฎการเคลื่อนที่สูงสุดของอนุภาคที่วิ่งชนกัน
แล้วทำให้เกิดพลังงาน อันสอดคล้องกับสภาวการณ์แห่งการเกิดจักรวาล (บิกแบง) 
และเป็นการยืนยันถึงทฤษฎีการเคลื่อนที่ในความเร็วระดับแสงให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
แต่จะไม่ใช่สิ่งที่ก้าวหน้าไปถึงการทำเครื่องไทม์แมชชีน (Time Machine)
เพราะไม่เกี่ยวกันและมีหลักการแตกต่างกัน


นายบุรินทร์กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนกลัวมากที่สุดคือ
การทดลองครั้งนี้จะทำให้เกิดหลุมดำ ซึ่งมีอยู่  2 แนวคิดคือ

1.หลุมดำที่มีมวลขนาดมหึมายุบตัวลงไป และ

2.เกิดจากความผันผวนของเวลาเมื่อใช้พลังงานสูง 
   ซึ่งจะดูดทุกสิ่งทุกอย่างหายไป 
   และสร้างหายนะครั้งใหญ่ของมวลมนุษย์นั้น 
   ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง  เพราะตามทฤษฎีควอนตัม
   หลุมดำจะเกิดเพียงเสี้ยววินาทีแล้วระเหยกลายเป็นไอหายไป


"นักฟิสิกส์มีความเชื่อรากฐานว่า   
ตัวทฤษฎีต้องมีการค้นคว้าทดลอง
เพื่อไขความลับของจักรวาล โดยพยายามสร้างทฤษฎีใหม่ๆ
บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผล หรือตั้งอยู่บนรากฐานทฤษฎีเก่า
ที่มีหลากหลายแนวคิด 
ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยืนยัน
หรือตรวจสอบทฤษฎีว่าเป็นจริงหรือไม่  และเปิดความรู้ให้แก่มนุษย์"
นักจักรวาลวิทยากล่าว และว่าเมื่อทฤษฎีนิวตันเกิดขึ้นแล้ว 
ก็ยังจะต้องมีการค้นคว้าทดลอง จนกระทั่งประสบความสำเร็จ
ในการสร้างสะพาน ตึก และรถยนต์ เป็นต้น.



ภาพจาก AP, Reuters
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 10:24:15 »


บทความในมติชน 10 กันยายน 2551
โดยคุณ เชตวัน เตือประโคน
ให้แง่มุมในเรื่องนี้ไว้ดังนี้



"เซิร์น" พลิกโฉมวิทยาศาสตร์โลก ไขปริศนากำเนิดจักรวาล



วันนี้ (10 กันยายน) นับเป็นอีกวันที่วงการวิทยาศาสตร์โลกต้องจดจำ!!

กับคำถามมากมายที่ติดใจผู้คนมาแสนนานว่า
เอกภพหรือจักรวาลเกิดจากอะไร? ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง?


ทฤษฎี "บิ๊กแบง" (Big Bang) หรือ "การระเบิดครั้งใหญ่"
เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อน ที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุดว่า
เป็นต้นตอของการเกิดจักรวาล
ก็ยังมีช่องโหว่
เรื่องสสาร (Matter) และ ปฏิสสาร (Antimatter)
ที่ก่อให้เกิดการระเบิด คือโดยธรรมชาติแล้ว ทั้ง 2 มีมวลเท่ากัน

แต่ประจุตรงกันข้ามกัน เมื่อเกิดปฏิกิริยาแล้วก็จะหักล้างกันเองอย่างสมบูรณ์
ไม่น่าจะมี จักรวาล กาแล็กซี่ ดวงดาว โลก หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้

บางครั้ง การเปิดเดิน เครื่องเร่งอนุภาคแบบหมุน (Large Hadron Collider)
หรือ "LHC" ของ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research)
หรือ "เซิร์น" (CERN) อาจให้คำตอบ

เพราะตามที่ ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ
ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาค "ฮิกก์ส"
โดยพยายามอธิบายเรื่องอนุภาคพื้นฐานและแรงพื้นฐานในธรรมชาติ (ที่ก่อให้เกิดการระเบิด)
ซึ่งบางอนุภาคมีมวล และบางอนุภาคที่ไม่มีมวล และการทดลอง "เซิร์น" ครั้งนี้
อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้คำตอบ

ลองจิตนาการว่า มีการลอบวางระเบิดในตู้โทรศัพท์แห่งหนึ่ง

การทดลองของ "เซิร์น" ครั้งนี้ คือการเก็บรวบรวมหลักฐานในการระเบิด
จากชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อดูว่า ระเบิดลูกนั้นคือ ระเบิดชนิดใด
ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง และในการทดลองตามทฤษฎีแล้ว
ต้องพบอนุภาคที่เราเรียกขึ้นลอยๆ ว่า "ฮิกก์ส" ด้วย

จึงอาจกล่าวได้ว่า การทดลองครั้งนี้ เป็นไปเพื่อพิสูจน์ทฤษฎี
ของนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้นี้นั่นเอง

"ทฤษฎีมีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการทดลองสนับสนุน"

อรรถกฤต ฉัตรภูมิ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
และเล่าให้ฟังว่า การทดลองครั้งนี้
คือการเดินเครื่องเร่งอนุภาค แอลเอชซี
เพื่อให้ลำอนุภาคของโปรตอน 2 ตัววิ่งมาชนกัน
โดยให้โปรตอนทั้งสองนี้ เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม
ตามท่อที่วางไว้ ภายใต้ภาวะสุญญากาศ
แล้วชนกันที่ความเร็วเกือบจะเท่าความเร็วแสง
ที่พลังงานสูงระดับล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์


ทุกคนต่างลุ้นระทึก ว่าหลังการชนนี่แหละจะเกิดอะไรขึ้น

"ด้วยความเร็วระดับนี้ พลังงานสูงระดับนี้ ตามทฤษฎีควอนตัมแล้ว
การชนกันของอนุภาคโปรตอนสองลำนี้จะทำให้เราพบอะไรบางอย่างหลังการชน
เพราะถ้าไม่เป็นไปตามนั้น แสดงว่ามีความผิดพลาดในทฤษฎีควอนตัม
นักวิทยาศาสตร์ต้องกลับไปขบคิดกันใหม่

... (ซ้าย) ภายในเครื่องเร่งอนุภาค "แอลเอชซี"
เป็นขดลวดเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กขนาดยักษ์
ให้โปรตอน 2 ตัววิ่งชนกัน
ด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง
(ขวา) สถานี ALICE ทำหน้าที่ตรวจวัดสถานะ
ที่เกิดขึ้นหลังบิ๊กแบง



"แต่ตามทฤษฎีแล้วหลังจากการชน น่าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์พบอะไรบางอย่าง"

และหากสิ่งนั้นคือ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน (อนุภาคฮิกก์ส)

ก็เท่ากับว่า เราได้ค้นพบแล้ว ซึ่งต้นกำเนิดแห่งมวลในจักรวาล สิ่งที่ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้

แต่สิ่งที่ผู้คนกังวล จากการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ของ "เซิร์น" ครั้งนี้
คือ การเดินเครื่องเร่งอนุภาค ให้เกิดการชนกันของลำอนุภาคโปรตอน 2 ตัว
นอกจากจะทำให้ค้นพบอนุภาคฮิกก์สนี้แล้ว จะก่อให้เกิดสิ่งอื่นหรือใหม่
เป็นต้นว่า "หลุมดำ" ที่จะกลืนโลกทั้งโลก!!


 
หลุมดำในอวกาศ

"เป็นไปได้ว่าจะเกิดหลุมดำ" อาจารย์จากรั้วจามจุรีให้คำตอบ
"แต่ก็คงเป็นหลุมดำขนาดเล็กๆ เกิดมาเพียงแวบเดียวก็หายไปแล้ว
ไม่น่าจะสามารถดูดกลืนโลกได้
เพราะในธรรมชาตินั้นก็เกิดหลุมดำขนาดเล็กๆ เป็นปกติ
พวกรังสีพลังงานสูงๆ จากนอกโลก
ก็ทำให้เกิดหลุมดำได้ เกิดแล้วก็หายไป
ส่วนหลุมดำขนาดใหญ่ที่เกิดในอวกาศ
เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่
ซึ่งก็ไม่ได้อันตราย หากไม่เข้าไปใกล้"
เป็นข้อคิดเห็นของอาจารย์อรรถกฤต

ขณะที่อีกคน "ดร.พิเชษฐ์ กิจธารา" จากภาควิชาฟิสิกส์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เปิดฉากเรื่องของปฏิบัติการวันที่ 10 กันยายน 2551 ว่า

เป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนในเกือบร้อยประเทศ
เป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อทดสอบและยืนยันทฤษฎี
ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับอนุภาคมูลฐาน
และค้นหาหลักฐานต่างๆ ที่จะเป็น "กุญแจ"
สร้างทฤษฎีใหม่เพื่อไขความลับของจักรวาล

"หลักการ คือใช้ธรรมเนียมปฏิบัติของนักฟิสิกส์ที่มีมากว่าหลายสิบปี
นั่นคือ เมื่อนักฟิสิกส์อยากรู้ว่าภายในวัตถุหรืออะตอม
มีองค์ประกอบมูลฐานอะไรบ้าง
ก็จับมันมาชนกันหรือยิงอะไรสักอย่างเข้าใส่มัน
เพื่อให้เกิดการแตกตัวหรืออาจจะรวมตัวเกิดเป็นอนุภาคใหม่ๆ

ตัวอย่างเช่น รัทเทอร์ ฟอร์ดยิงอนุภาคแอลฟา
เข้าไปในแผ่นทองคำบางๆ ทำให้รู้ว่า
อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสขนาดเล็กตรงกลาง
และอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนอก

การทดลองที่เซิร์นก็ใช้หลักการเดียวกัน
มีการเร่งอนุภาคให้ชนกันแล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ระดับพลังงานของการชนสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งได้เครื่อง LHC ในปัจจุบัน"


ดร.พิเชษฐ์บอกว่า ปัจจุบันเรารู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน
ภายในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ภายในโปรตอน (และนิวตรอน)
ประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่า ควาร์ก (quark) จำนวน 3 ตัว

เราเรียกอนุภาคที่ประกอบด้วยควาร์กว่าเป็น "อนุภาคประเภท Hadron"
อนุภาคที่จะใช้ชนในเครื่อง LHC ทั้งหมดเป็น Hadron จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องนี้


ในขั้นแรกนี้จะใช้โปรตอนในการชน


 

"อนุภาคโปรตอนทั้งหมดในการทดลองแต่ละครั้ง
รวมกันได้ประมาณเท่าเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ
แต่มีความเร็วสูงมากใกล้ความเร็วแสงและมีพลังงานเทียบเท่ารถไฟ 1 ขบวน
สภาวะพลังงานสูงของอนุภาคที่กำลังชนกันดังกล่าว
ใกล้เคียงกับสภาวะตอนกำเนิดจักรวาล หรือ Big Bang

สิ่งที่เราจะได้จากการทดลองนี้
คือการทดสอบทฤษฎีและการค้นหาหลักฐาน
เพื่อนำไปสู่ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์มากขึ้น
"



 
ภาพอุปกรณ์แม่เหล็กขนาดยักษ์ นน. 1920 ตัน
ที่จะถูกนำลงไปใต้ดิน


ด๊อกเตอร์จากมหิดล ยกตัวอย่างการค้นหาว่ามวลคืออะไร? มาจากไหน?

"มวล" ในภาษาชาวบ้านก็คือเนื้อสสาร ซึ่งต่างจากน้ำหนักที่เกิดจากแรงดึงดูดของโลก
เมื่อเราออกไปอยู่นอกโลกเราก็สามารถอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้ แต่ยังมีมวลอยู่

นักฟิสิกส์คิดกันว่ากลไกที่ทำให้เกิดมวลคือ กลไกของฮิกก์ส (Higgs Mechanism)
แต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถทดสอบและยืนยันได้ เนื่องจากระดับพลังงานไม่สูงพอ

แต่วันนี้ LHC มีพลังงานที่น่าจะสูงพอสำหรับทดสอบกลไกของฮิกก์ส
และค้นหาอนุภาคที่ชื่อว่า Higgs Boson


อุปกรณ์แม่เหล็กที่ชื่อ  Compact Muon Solenoid (CMS)
กำลังจะถูกนำลงไปใต้พื้นดินเพื่อบรรจุใน Large Hadron Collider (LHC)
เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2008 ที่ผ่านมา


"ในทางทฤษฎีเราเชื่อกันว่ามีแม่เหล็กขั้วเดี่ยว แต่เราไม่เคยพบในธรรมชาติ
แม่เหล็กปกตินั้นจะมีสองขั้ว คือเหนือและใต้
หากนำมาหักเป็นสองท่อน แต่ละท่อนก็จะกลายเป็นแท่งแม่เหล็กเหนือใต้เหมือนเดิม
เพียงแต่ขนาดเล็กลง ไม่ได้กลายเป็นขั้วเหนือและใต้เดี่ยวๆ แยกจากกัน
ไม่ว่าจะหักเป็นท่อนเล็กๆ สักกี่ครั้งก็ตาม
ซึ่งต่างกับกรณีของประจุไฟฟ้าที่เราพบประจุบวกและลบแยกเป็นอิสระจากกันได้
นักฟิสิกส์หลายคนหวังว่า ในระดับพลังงานที่สูงมากๆ ของ LHC
เราอาจจะสร้างแม่เหล็กขั้วเดี่ยวได้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยคลี่คลายปริศนา"

แล้วเรื่องของหลุมดำที่เกิดขึ้น?

ด๊อกเตอร์ด้านฟิสิกส์จากมหิดลบอกว่าเรื่องนี้จริงๆ
ไม่ใช่ประเด็นหลักของการทดลองในครั้งนี้
แต่มีหลายคนคิดไปว่าพลังงานของ LHC อาจจะสูงมาก
พอจนทำให้เกิดหลุมดำขนาดจิ๋วดูดกลืนโลกเข้าไป

"ถ้ามันเกิดขึ้น เราคิดว่ามันสามารถวิ่งทะลุโลกได้โดยไม่ได้รับอันตราย
อีกอย่างที่เราเชื่อถ้ามันเกิดขึ้นจริงมันควรจะหายไปในพริบตา
ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
สมมุติว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วมันหายไปมันจะให้ความรู้แก่เรามหาศาล
เป็นบททดสอบทฤษฎีหลายอย่าง ทำให้เราเข้าในทฤษฎี

ฟิสิกส์ใหม่ๆ มากขึ้นได้อนุภาคใหม่ๆ ออกมา
โดยที่เราไม่เคยเจอมาก่อน และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการจะทำให้เกิดน้ำท่วมโลกด้วย"
ดร.พิเชษฐ์กล่าวพร้อมกับหัวเราะ

หลังจากวันนี้แล้วมาเฝ้าดูกันว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


***********************






เกี่ยวกับ เซิร์น (CERN)




ประตูด้านหน้าของ CERN ที่เจนีวา

"เซิร์น" (CERN) หรือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรป
เพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research)
ก่อตั้งมากว่า 50 ปีแล้ว โดยได้ทดลองเร่งอนุภาคในระดับพลังงานต่างๆ
ตั้งแต่ไม่กี่สิบกิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ไปจนถึงหลายร้อย GeV
และมีการค้นพบอนุภาคมูลฐานบางตัว
รวมถึงการให้กำเนิด "เวริล์ด ไวล์ด เว็บ (www)" เมื่อปี 2533
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลก

เมื่อ 19 ปีที่แล้ว องค์กรนี้ได้ตัดสินใจสร้าง "เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี"
ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์
และชายแดนฝรั่งเศสลึกลงไป 100 เมตร
ขดเป็นวงกลมระยะทาง 27 กิโลเมตร
และมีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet)
ทำหน้าที่ควบคุมลำอนุภาคให้แบนจนเป็นเส้นรอบวง

ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแรกของเซิร์น
ซึ่งขดเป็นวงกลมเช่นเดียวกันนั้นมีความยาวเพียง 7 กิโลเมตร


 
เจ้าหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทำงานใน CERN

ภายในองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปนี้
จ้างนักวิทยาศาสตร์หลากหลายเชื้อชาติทำงานวิจัย
เฉพาะเจ้าที่โดยตรงมีถึง 2,500 คน
ขณะที่มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกอีกราว 8,000 คน ที่แวะเวียนมาทำงานวิจัยที่นี่

ปัจจุบันเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศในยุโรป
ซึ่งมีหน้าที่และได้รับสิทธิพิเศษ
โดยประเทศเหล่านี้ต้องร่วมลงทุนในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของเซิร์น
และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรและกิจกรรมต่างๆ

สำหรับประเทศไทยก็เกี่ยวข้องกับเซิร์นในฐานะที่เป็น
ประเทศกลุ่ม "ไม่ใช่สมาชิก" (non-Member States) ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ
อาทิ จีน เวียดนาม อิหร่าน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น

แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือร่วมกำหนดทิศทางการวิจัย
แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยจากข้อมูลการทดลองของเซิร์น




ควอนตัมจักรวาลใหม่


ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกผลิตพลังงานของดวงอาทิตย์ และดาวอื่นๆ
ทำให้เรามองลึกลงไปถึงธรรมชาติของจักรวาล อ่านง่ายไม่ซับซ้อน
นำสู่แนวคิดสำคัญๆ และยิ่งกว่านั้นแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของเรื่องพวกนี้
ต่อชีวิตประจำวันของเรา,
โทนี่ เฮย์ และแพ็ตทริก วอลเตอร์ส-เขียน
 ดร.พิเชษฐ กิจธารา แปล สำนักพิมพ์มติชน www.matichonbook.com
โทร.0-2580-0021 ต่อ 3305, 3306





ข้อมูลจาก มติชน 10 กันยายน พ.ศ. 2551
ภาพจาก AP, AFP, Reuters
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 10:54:31 »






 

ข้อมูลป้าเสลา เยี่ยมมาก

 

ขอให้คุณโรซี่วางใจ ถ้าสวิสทำอะไร
จะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง
(ยอมให้ทดลองในประเทศตัวเอง)
มะได้โม้ อิอิ เป็นความรู้สึกที่เห็นบ่อยๆ
จนมันรู้สึกอย่างนี้ อิอิ

อีกอย่างที่สำคัญ เราหยุดความอยากรู้
อยากเห็น อยากค้นคว้า ของมนุษย์ ไม่ได้
มันทำให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่จบสิ้น
อยากมีอายุยาวนาน เผื่อมีโอกาสได้รู้สิ่งใหม่ๆ
ของโลกเรา และจักรวาล อิอิ



 smile smile


http://public.web.cern.ch/Public/Welcome.html

http://www.stern.de/wissenschaft/natur/:Experiment-Cern-Maximal-Detektor/638503.html

http://en.wikipedia.org/wiki/CERN
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 12:01:28 »



หวังว่าคุณเอ็นจอยฯ
คงมีโอกาสบอกเล่า รายงานข่าวการทดลองครั้งนี้
ในฐานะผู้อยู่ใกล้ เคียงสถานที่
มากกว่าพวกเรา




ทฤษฎี "บิ๊กแบง" (Big Bang) หรือ "การระเบิดครั้งใหญ่"
เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อน ที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุดว่า
เป็นต้นตอของการเกิดจักรวาล


การทดลองยิงอนุภาคโปรตอนให้มาชนด้วยระดับพลังงานที่ต่ำ
ในอุโมงค์ใต้ดินยาว 27 กิโลเมตรในสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์
เพื่อจำลองการเกิดปรากฏการณ์ "บิ๊กแบง" big-bang
สำหรับการไขปริศนาที่มาของการมีอยู่ของมวลสาร
และเดินหน้าทฤษฎีการก่อกำเนิดของเอกภพ

สำหรับการทดลองในระดับที่ใช้พลังงานมากกว่านี้(ครั้งต่อไป)
คาดว่าจะได้เร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน
ส่วนอุโมงค์ดังกล่าวอยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 100 เมตร
โดยตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบและเทือกเขายูรา ทางตะวันตกของกรุงเจนีวา
ใกล้กับพรมแดนด้านที่ติดกับฝรั่งเศส
โดยโครงการนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 14 ปี
การทดลองในโครงการนี้ ถือเป็นการทดลองครั้งใหญ่ที่สุด
สำหรับวิทยาศาสตร์ฟิลิกส์การพลังงานระดับสูง

เครื่องเร่งอนุภาคมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์
ที่มีชื่อว่า ลาจ เฮดรอน โคลิเดอร์ ( Large Hadron Collider )
จะทำการยิงอนุภาคโปรตอนเข้าใส่กันด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าความเร็วแสง
ซึ่งผลการทดลองที่ได้ คาดว่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจ
ให้กับวงการวิทยาศาสตร์

โดยมีการประเมินกันว่าอนุภาคกึ่งอะตอม ที่ได้มาจากการชนกัน
สามารถจำลองสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะ
1 ในพันล้านส่วนของวินาทีหลังการเกิดบิ๊กแบง

โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้พวกเขาได้เข้าใจ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาอีก 1 หมื่น 4 พันล้านปี หลังปรากฏการณ์บิ๊กแบง


(จากเนชั่นทันข่าว)



*********************

ภาพแสดงความเป็นมาแห่งจักรวาล

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขยาย)



(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขยาย)


(ภาพจาก http://ttt.astro.su.se)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 12:03:15 »



CERN is mentioned in several works of fiction and science fiction such as Robert Sawyer's Flashforward and Dan Brown's Angels and Demons in which the theoretical Higgs Boson figures prominently.



Dan Brown เจ้าของผลงานดังๆ







CERN in der Literatur  [Bearbeiten]In Dan Browns Roman Illuminati wird im CERN ein Wissenschaftler ermordet und Antimaterie gestohlen und gesprengt. ในนิยาย ของ แดน บราวน์ เรื่อง เทวา กับ ซาตาน เป็นเรื่องของ นักวิทยาศาสตร์ที่ เซิร์นถูกฆ่าตาย  ปฏิี้สสารได้ถูกขโมยไป และ ถูกทำให้ระเบิด....
น่าอ่าน ใครมีให้ยืมอ่านบ้าง ถ้าซื้อมาไม่ค่อยอ่าน fun

In Thomas Thiemeyers Roman Magma will der Wissenschaftler Elias Weiszmann vom CERN seine Kollegin Dr. Ella Jordan daran hindern, mehr über die geheimnisvollen, seismisch aktiven Steinkugeln herauszufinden, die die Erde bedrohen.
Thomas Lehrs Roman 42 handelt von einer fünfjährigen Erstarrung der Teilchen der Welt, ausgelöst durch einen Unfall im CERN.
In Frank Borschs Roman Alien Earth – Phase 1 wird vorgeschlagen, die stillgelegten Beschleuniger des CERN als Waffe gegen die Aliens zu verwenden.
Außerdem spielt CERN eine Rolle in Stel Pavlous Roman Decipher, Robert J. Sawyers Roman Flashforward, Cliff Stolls The Cuckoo's Egg, Michael Crichtons State of Fear, John G. Cramers Einstein's Bridge und McCaffreys Roman Pegasus in Space


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 14:03:07 »



บ่าย 2 วันที่ 10 กย.2008
ทีวี.ช่อง 3 กำลังเริ่มถ่ายทอดการทดลองของ CERN
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 20:32:56 »


 
Walter Wagner นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์
ผู้แสดงความวิตกกังวล และไม่เห็นด้วยกับการทดลอง Large Hadron Collider (LHC) ที่ CERN
และได้เรียกร้องทางกฏหมายเพื่อให้ชะลอการทดลองนี้ไว้ก่อน

คลิปวีดีโอนี้ แสดงประกอบคำอธิบายถึงอันตรายอันใหญ่หลวงโดย Wagner
ที่อาจจะทำให้เกิดหลุมดำ และกลืนพื้นที่โลกส่วนใหญ่ขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองครั้งนี้ ได้มีทั้งผู้เห็นด้วย
และต่อต้าน มากมายทั่วโลก


part 1 of 4 LHC may cause mini black hole and swallow earth



part 2 of 4 LHC may cause mini black hole and swallow earth
 


part 3 of 4 LHC may cause mini black hole and swallow earth


part 4 of 4 LHC may cause mini black hole and swallow earth


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

tum79
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 227



« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 10, 2008, 23:29:13 »


รอดูผลเหมือนกันครับว่าจะออกมาเป็นอย่างไรและจะมีผลกระทบหรือไม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 01:02:04 »








อนุภาคชนเลนส์ขณะบินผ่านเครื่องตรวจวัดซีเอ็มเอส (ภาพจาก CMS/Nature)


เผยภาพบันทึกอนุภาคแรก ในท่อทดลองจากเซิร์น

สถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส (CMS : Compact Muon Solenoid) ได้โชว์ภาพแรกหลังจากยิงลำโปรตอนแรก สู่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีออกมา ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นอนุภาคจำนวนหนึ่ง ที่กำลังบินทะลุเครื่องตรวจวัดอนุภาค
       
       อีกทั้งที่เห็นเหมือนเป็นการปะทะกันนั้น ไม่ใช่ลำแสงชนกันแต่อย่างใด แต่เป็นลำแสงที่พุ่งชนเลนส์ของกล้องขนาดเล็ก ที่บันทึกเหตุการณ์ภายในท่อทดลอง บริเวณซีเอ็มเอส
       
       ทว่าจิม ฟีร์ดี (Jim Virdee) โฆษกของซีเอ็มเอสบอกว่า ภาพที่บันทึกได้นี้ มีนอยซ์หรือจุดสีรบกวน มากกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ก็หวังว่า เมื่อเวลาที่โปรตอนชนกันจริงๆ ภาพน่าจะคมชัดกว่านี้
       
       ทั้งนี้ สถานีตรวจวัดอนุภาคในโครงการเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ประกอบด้วยสถานี 4 แห่งด้วยกัน คือ 1.สถานีอลิซ (ALICE) วัดสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออน (quark-gluon plasma) 2.สถานีแอตลาส (ATLAS) ตรวจหาอนุภาคฮิกก์ส มิติพิเศษ (extra dimension) และอนุภาคที่อาจก่อตัวขึ้นเป็นสสารมืด (dark matter) 3.สถานีซีเอ็มเอส (CMS) เป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคที่มีเป้าหมายเดียวกับแอตลาส และ 4.สถานีแอลเอชซีบี (LHCb) มีหน้าที่พิเศษในการศึกษาอนุภาคที่เรียกว่า "บิวตี ควาร์ก" (beauty quark) เพื่อสังเกตความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างสสารและปฏิสสาร.
       


http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000107465
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 01:06:04 »






คลิกอ่าน ถ้าสนใจ !!!! เพียบ !!!!!

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000107360
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 06:37:01 »


 
ตื่นตาตื่นใจ .....   

 ( แต่วิชาด้านฟิสิกไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่  )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 08:09:05 »


การทดลองของ Cern เริ่มต้นเมื่อวานเวลา 14.30 น. ของบ้านเรา


 

นายลิน อีวานส์ หัวหน้าโครงการกล่าวว่า
กระบวนการเร่งความเร็วอนุภาคเกิดขึ้นภายในอุโมงค์ ขนาดยักษ์
ที่มีลักษณะเป็นท่อใต้ดินวนเป็นวงกลมยาว 27 กม.
โดยอุโมงค์นี้ฝังอยู่ใต้พื้นดินลึกลงไปประมาณ 100 เมตร หรือประมาณ 300 ฟุต
มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่บริเวณพรมแดนฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์

โดยขั้นตอนเริ่มด้วย
....การยิงลำแสงโปรตอนเข้าไปในอุโมงค์ดังกล่าว
แล้วเร่งความเร็วของอนุภาคจนใกล้ระดับความเร็วแสงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์
หมุนวนด้วยความเร็ว 11,245 ครั้งต่อวินาที
อยู่ภายในอุโมงค์ในรูปแบบตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา
จนก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กพลังสูง
ลักษณะเดียวกับทฤษฎีกำเนิดจักรวาล
เพื่อปล่อยให้สองอนุภาคชนกัน

เปรียบเทียบง่ายๆ คล้ายกับการยิงกระสุนปืนหลายๆนัด
กระสุนบางนัดที่ทะลุทะลวงอากาศอาจพลาดเป้าหมาย
แต่ก็จะมีหนึ่งนัดโดนเป้าหมายที่เล็งไว้
ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงช่วงเสี้ยววินาที

และระหว่างดำเนินการก็จะเกิดความร้อน
มีอุณหภูมิสูงกว่าแกนกลางของดวงอาทิตย์เกิน 100,000 เท่า 

กระนั้น ระบบหล่อเย็นรอบวงแหวนแอลเอชซี
ประกอบด้วยสารเหลวซุปเปอร์ฮีเลียม
จะคอยรักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องแอลเอชซี
ไว้ที่ -271.3 องศาเซลเซียส


คาดว่าการชนกันครั้งแรกจะเกิดขึ้นในอีกหลายสัปดาห์


หัวใจสำคัญของการทดลองครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่
การรอดูผล "การชนครั้งแรก"

คุณเด็กดี...ป้าเสลาอ่านจากบทความที่พูดถึงการทดลองครั้งนี้
ได้ลองพยายามทำความเข้าใจตามจุดที่ว่า...


การทดลอง ยิงอนุภาคโปรตอนให้มาชนกัน(ด้วยระดับพลังงานที่ต่ำ)
ในอุโมงค์ใต้ดินยาว 27 กิโลเมตร...
เพื่อจำลองการเกิดปรากฏการณ์ "บิ๊กแบง" big-bang
สำหรับการไขปริศนาที่มาของการมีอยู่ของมวลสาร
และเดินหน้าทฤษฎีการก่อกำเนิดของเอกภพ


 

การทดลองครั้งแรกจะเริ่มด้วยการยิงโปรตอนโดยใช้ระดับพลังงานที่ต่ำ
และต่อไป จะเป็นการทดลองในระดับที่ใช้พลังงานมากกว่านี้
ซึ่งคาดว่าจะได้เร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน


เพราะฉะนั้น ก็พอจะเบาใจได้บ้างว่า
การทดลองครั้งนี้ ....
นักวิทยาศาสตร์กระทำด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง
ให้พวกเราได้ลุ้นระทึก
รอดูผลหลังจากที่อนุภาคโปรตอนวิ่งมาชนกัน
เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ "บิ๊กแบง" big-bang แล้ว
จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
โดยเราก็หวังว่า หากจะเกิด ก็เป็นการเกิดที่ไม่รุนแรงมาก
เพราะขั้นแรกนี้ ใช้ระดับพลังงานที่ต่ำ
และทดลองในอุโมงค์ ดังกล่าวแล้ว



สำหรับความกังวล อันเนื่องมาจากหลายฝ่ายระบุว่า
โครงการแอลเอชซีกำลังพยายามสร้าง “หลุมดำ” (Black Hole)
หรือปรากฏการณ์อุโมงค์พิศวงขนาดเล็ก
ที่มีพลังดึงดูดดาวเคราะห์ต่างๆให้หายไปจากจักรวาลได้ อย่างง่ายดาย
รวมถึงดาวโลก ถึงขั้นทำลายล้างโลก
หรือที่รู้จักกันว่า วันมหาวิปโยค (Doom's Day)
ซึ่งเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลกให้เหลือข้างเดียวได้

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้
ได้ประเมินความเสี่ยงแล้ว พบว่าเป็นไปไม่ได้
และไม่พบหลักฐานว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด 

ด้านนักวิทยาศาสตร์ไทย นายสุทัศน์ ยกส้าน นักทฤษฎีฟิสิกส์
ที่ปรึกษาด้านวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ได้แสดงความคิดเห็นถึงการทดลองจำลองการเกิดปรากฏการณ์บิ๊กแบง
โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคความเร็วสูงเกือบเท่าแสงหรือ แอลเอชซี ว่า
โอกาสการเกิดหลุมดำจากการทดลองมีเพียง 1 ใน 50 ล้านเท่านั้น
และหากเกิดหลุมดำจริง
จะเป็นหลุมดำที่จะมีขนาดเล็กได้ถึงระดับพิโคเมตร หรือ 10-15 เมตรเท่านั้น


นายสุทัศน์ได้อธิบายอีกว่า
ทั้งนี้เพราะตามทฤษฎีการเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ในเอกภพโดยทั่วไป
เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์

กล่าวคือ โดยปกติดาวฤกษ์ในเอกภพจะอยู่ในสภาพสมดุล
คือต้องมีแรงผลักออกซึ่งเกิดจากการปล่อยแสงสว่าง
หรือรังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์
และแรงดึงดูดที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง
เมื่อดาวฤกษ์ได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ ภายในตัวจนหมด
จะทำให้ไม่มีแรงผลักออก
เหลือเพียงแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง จนเกิดการยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ 

“สิ่งสำคัญที่ควรสนใจคือหากเกิดหลุมดำขนาดจิ๋วจริง
ทุกคนจะเห็นว่าหลุมดำรูปร่างเป็นอย่างไร
อีกทั้ง ทฤษฎีของฮอว์กิ้งยังค้นพบว่า หลุมดำไม่ได้เป็นสีดำ
เพราะในช่วงการสลายตัวจะมีการปล่อยรังสีฮอว์กิ้ง (Hawking  radiation) ออกมา
จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากหากได้เห็น” นายสุทัศน์ก



เพราะฉะนั้นคุณเอ็นจอยฯ ซึ่งเดินไปเดินมา
อยู่แถว ๆ บริเวณใกล้กับ Cern
ก็คงจะเบาใจได้ว่า ....
จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ว่า อยู่ดีๆ จะถูกดูดหายไปกับหลุมดำ แน่นอน
...ขอให้สนุกสนานกับการพาน้องชายไปชมการแข่งขันเบรคแด๊นซ์
ได้โดยปลอดโปร่งใจ...
 


(ข้อมูลจาก ไทยรัฐ 11 กย.2551,
ภาพจาก www.flickr.com )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 09:47:01 »





Alan Silvestri:"Contact" (1997)-Main Theme
 


ข้อมูล และเรื่องราวต่างๆน่าสนใจดีมากๆครับ
อ่านไปอ่านมา เสียงเพลงนี้ แว่วเข้ามาในความทรงจำยังไงก็ไม่รู้
จึงขออนุญาต ร่วมแจมด้วยคนครับ

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 09:51:29 »


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 09:59:13 »



ขอบคุณคุณคำสิงห์ ที่มอบเพลงประกอบให้กับกระทู้นี้ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 12:51:44 »




เมื่อวานคุยกับป้าเสลา เรื่องหลุมดำ
ทฤษฏีเอ็นจอย ง่ายๆ อ่านแล้วไม่ต้องเทียบกับหลุมดำของจริงนะ อิอิ

เวลาเราดูดฝุ่น เช่น แมงมุม ถูกดูด เข้าไป เพียงวูบเดียว
ไปนอนในถุงแล้ว  ส่วนถ้า โลกเราถูกหลุมดำดูดไป สมมติๆๆ
ถ้าโดนดูดไปจริงๆ มันจะหาย ไป ในสภาพอย่างไร?
ใครจินตนาการ ตอนถูกหลุมดำดูดไป แบบไหนบ้าง ??
  fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
jojojo
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 177


« ตอบ #17 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 14:36:14 »



กำลังหาเรื่องนี้อ่านเลยครับอาจารย์ป้าสลา

ก่อนอื่นผมขอบอกว่าผมดีใจ และภูมิใจ

ที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ป้าเสลาครับ

เพราะไม่ว่าผมอยากจะรู้เรื่องอะไร เข้ามาที่นี่

เป็นได้รู้แทบทุกอย่าง ขอบพระคุณมากๆครับผม

ที่กรุณานำเอาเรื่องราวน่ารู้ มาให้ได้ศึกษาครับ



 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 15:03:23 »


ขอบคุณคุณ jojojo
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราจำเป็นต้องสนใจ
เพราะเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ที่เป็นการค้นหาคำตอบของจักรวาล
ซึ่งหมายถึงกำเนิดของโลกที่เราอยู่นี้ด้วย

แม้ใจหนึ่งจะตุ๊มๆต๋อมๆ กับข้อวิตกในเงื่อนไขที่อาจจะตามมา
อย่างที่บางฝ่ายได้ให้ไว้ ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า

ก็จำต้องฝากความหวังว่า การทดลองครั้งนี้
นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกจำนวนหลายพันคน
วางแผนค้นคว้า เตรียมการมานานถึง สิบกว่าปี
ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด(กระมัง) 

สำหรับเรื่องหลุมดำที่คุณเอ็นจอยฯ อยากลองจินตนาการ
ป้านำคลิปวีดีโอ ที่มีคนลองจินตนาการลักษณะการเกิดหลุมดำ มาให้ชม
แต่อย่าครียดกับมันมากมาย
เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริงอย่างภาพในวีดีโอ
เราก็คงไม่ทันเจ็บปวดหรอกนะ
 

black hole
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 19:27:06 »



แวะไปห้องหว้ากอ  มา ได้กระทู้ที่ คำถาม และ คำตอบ น่าสนใจ บางอันตรงกับที่ใจเราคิด

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6987883/X6987883.html

ลอกเขามาอีกที

หลุมดำ (อังกฤษ: black hole) หมายถึงลักษณะของวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง หลุมดำนี้จะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตแห่งมโนภาพ ไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้ในทางกายภาพ โดยถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุนั้นจะไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป หลุมดำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

หลุมดำมหามวลยวดยิ่ง ชนิดนี้เป็นหลุมดำที่มีพลังสูงคณานับ คาดว่าอยู่ที่ใจกลางของควอซาร์ (Quasar)
หลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์มวลมากที่ระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา
หลุมดำขนาดเล็ก เกิดในบริเวณใกล้ดาวฤกษ์โปรตอน

[แก้] ค้นพบหลุมดำ
เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า หลุมดำ (black hole) เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ เนื่องจากหลุมดำไม่เปล่งแสงหรือรังสีใดเลย แต่นักดาราศาตร์ก็มีวิธีอื่นในการค้นหา และจนถึงปัจจุบันได้ค้นพบหลุมดำในจักรวาลแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง หลุมดำเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือเป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกภาวะ (singularity)

จากคุณ : auny (auny)  - [ 11 ก.ย. 51 14:20:27 ]



ส่วนคนที่สงสัย ว่ามันมีทางออกหรือไม่  บางทีเราก็แอบคิดเหมือนกัน
แต่มัน จะทำให้วัตถุ หรือสิ่งต่างๆ ที่ถูกดูดเข้าไป กลับคืน มา ในสภาพเดิม แอบหวัง

หรือว่า ไม่เหลือเค้าเดิม อันนี้ เป็นไปได้สูงมากกกก หรือว่าเป็นไปแล้ว
โอ๊ยยยย งงงงงงง


 fun devil    



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #20 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 19:31:46 »



ข้อความเมื่อ: วันนี้ เวลา 19:27:06ข้อความโดย: enjoy the silence
อ้างถึง
ส่วนคนที่สงสัย ว่ามันมีทางออกหรือไม่  บางทีเราก็แอบคิดเหมือนกัน
แต่มัน จะทำให้วัตถุ หรือสิ่งต่างๆ ที่ถูกดูดเข้าไป กลับคืน มา ในสภาพเดิม แอบหวัง

หรือว่า ไม่เหลือเค้าเดิม อันนี้ เป็นไปได้สูงมากกกก หรือว่าเป็นไปแล้ว
โอ๊ยยยย งงงงงงง


อาจจะไปโผล่ที่อีกมิติหนึ่ง
แบบเรื่องทวิภพ ก็ได้นะคุณเอ็นจอยฯ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 19:41:00 »





หรือว่าเป็นเรื่องนี้ (ยังไม่ได้ดู)somewhere in time
ผู้หญิงคุยเรื่องวิทยาศาสตร์
fun

http://www.youtube.com/watch?v=8_JmUMkLy7g  fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 23:43:17 »







Genf = เจนีวา
Genfersee =ทะเลสาบเจนีวา
Schweiz = สวิตเซอร์แลนด์
Frankreich = ฝรั่งเศส


ให้ดูภาพชัดขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 23:52:56 »



แล้วคุณเอ็นจอยฯ อยู่ตรงจุดไหน  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 11, 2008, 23:59:49 »










ซูริค ลิตเติ้ล บิ๊ก ซิตี้ อิอิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: