ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤศจิกายน 24, 2014, 02:46:38
94,605 กระทู้ ใน 7,716 หัวข้อ โดย 9,182 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: phraeboy
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  บทความที่น่าสนใจ  |  เรื่อง พระราชกรณียกิจด้านการรบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่อง พระราชกรณียกิจด้านการรบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  (อ่าน 24162 ครั้ง)
narong
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 359



« เมื่อ: มิถุนายน 04, 2006, 13:08:00 »




เมื่อปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่า ส่งทัพพม่ามากระหนาบกรุงศรีอยุธยา 2 ทาง
ทัพที่มาจากทางเหนือตั้งที่ปากน้ำประสบ ส่วนที่มาจากทางใต้ตั้งที่ทุ่งภูเขาทอง
ในระยะแรกที่พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา เสบียงอาหารยังบริบูรณ์แต่พม่าได้วางแผนตัดเส้นทางส่งเสบียงจากภายนอก
เพื่อให้กรุงศรีอยุธยาอ่อนกำลังจนไม่สามารถเป็นที่พึ่งแก่หัวเมืองขึ้นของพม่าได้อีกต่อไป

     สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งขณะนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตาก เมื่อได้ข่าวพม่าล้อมกรุงได้นำทัพลงมาสมทบ
เสริมกำลังป้องกันกรุงศรีอยุธยา คุมไพร่พลอยู่ใกล้วัดป่าแก้วหรือวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายกทัพเข้าเมือง
แต่สถานการณ์ภายในกองทัพเลวร้ายลงเรื่อยๆ ข้าราชการ ทหาร ทั้งแม่ทัพนายกองและไพร่พล
ต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอดกันโกลาหลทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้น

      กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ประมาณ 2 ปี พระยาตากคาดการณ์ว่ากรุงศรีอยุธยาคงจะต้องแตกแน่
เพราะกำลังหนุนของพม่านั้น ใหญ่หลวงนัก ประกอบกับทัพพระยาตากขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก
ถ้าสู้รบต่อไปก็เท่ากับพาทหารไปตายโดยไร้ประโยชน์ จึงได้วางแผนตีฝ่าวงล้อมพม่า
เพื่อไปสะสมเสบียงอาหารกำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา

      ในวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำ จ.ศ. 1128 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2310
พระยาตากรวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่ามุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลตะวันออก
ที่ยังปลอดภัยจากอิทธิพลพม่าและเป็นศูนย์กลางการติดต่อกับหัวเมืองสำคัญอื่นๆ ของราชอาณาจักร
รวมทั้งเหมาะสมที่จะใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์เพื่อนำกำลังทัพกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา



หลังจากที่พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมพม่า มุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออกประมาณ 3 เดือน
พม่าก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่าจุดไฟเผาเมืองจนวอดวาย
พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่ามีพระบรมราชโองการให้ทำลายทุกอย่างให้ย่อยยับ แล้วให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์
และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของอยุธยาส่งกลับไปพม่า ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง
พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผู้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม
บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็นผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน
และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมาเจ้าตากได้นำไพร่พลทั้งไทยและจีนเดินทางต่อไปยังฝั่งทะเลด้านตะวันออก
รอเวลาที่จะกอบกู้แผ่นดินจากพม่า ทุกขั้นตอนของแผนกอบกู้เอกราชล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านยุทธวิธีทางทหาร
ทั้งทางบกและทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เส้นทางเดินทัพของพระยาตาก

      พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาญ หรือ โพธิ์สาวหาญ
รุ่งเช้าได้ต่อสู้กับกองทหารพม่า ทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายแตกหนีไปพระยาตาก จึงนำทหารเดินทางต่อ
และไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ให้พวกทหารไปเที่ยวหาอาหาร มาเลี้ยงกัน ขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่ง
ซึ่งมีทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้าประมาณ 200 คน เดินทาง มาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี
สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหาเสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่จับและติดตามมายังบ้านพรานนก
พระยาตากจึงให้ทหารแยกออกซุ่มสองทาง ตนเองขึ้นขี่ม้าพร้อมกับทหารอีก 4 คน ควบตรงไปไล่ฟันทหารม้าพม่า
ทหารพม่าไม่ทันรู้ตัวตกใจถอยกลับไปปะทะกับทหารเดินเท้าของตนเองเกิดการอลหม่าน

ทหารไทยที่ซุ่มอยู่สองข้างจึงแยกเป็นปีกกาตีโอบทหารพม่าไว้สองข้าง แล้วไล่ฟันทหารพม่าล้มตายและแตกหนีไป
พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ครั้นเห็นพระยาตากรบชนะพม่าก็ดีใจพากันเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก
พระยาตากจึงให้ราษฎรเหล่านั้นไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์ นำช้าง ม้าพาหนะและเสบียงอาหารมามอบให้
นายซ่องใหญ่ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมก็ถูกปราบปรามจนราบคาบริบพาหนะ ผู้คน ช้างม้า และศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นพระยาตากจึงยกกองทหารไปทาง นาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามลำน้ำปราจีนบุรี
ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ใต้เมืองปราจีนบุรียกพลตามมา
พระยาตากก็นำทหารไล่ติดตามฆ่าฟันทหารพม่า ล้มตายลงเป็นจำนวนมากที่เหลือก็หนีแตกกระจัดกระจายไป
นับแต่นั้นมา พม่าก็มิได้ติดตามกองทัพพระยาตากอีกต่อไป พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี
แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง

เมื่อถึงเมืองระยองเจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้เข้าเมือง
พระยาตากใช้เวลาไม่ถึงเดือนนับจากตีหักออกจากกรุงศรีอยุธยาก็ยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้
ความสามารถของพระยาตากในการรวบรวมคนไทยได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้
แสดงถึงศักยภาพของพระยาตากที่มีเหนือกลุ่มอื่นๆในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา



พระยาตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรีซึ่งเป็นเมืองใหญ่
เพื่อใช้เป็นฐานกำลังฟื้นฟูขวัญของไพร่พล เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์
พระยาตากจึงต้องใช้จิตวิทยาในด้านการรบมาใช้กับแม่ทัพนายกองเพื่อต้องการรบให้ชนะ
โดยสั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงหมายไปกินอาหารมื้อเช้าในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้องอดตาย

ครั้นถึงเวลาค่ำ พระยาตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว
ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน มิให้ส่งเสียงจนกว่าจะเข้าเมืองได้จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้
พอได้ฤกษ์เวลา 3 นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน
ส่วนพระยาตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองชาวเมืองที่ประจำการอยู่ก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่
นายท้ายช้างเกรงว่าพระยาตากจะถูกยิงจึงเกี่ยวช้างให้ถอยออกมา พระยาตากชักดาบออกมา
จะฟันนายท้ายช้างจึงได้ขอชีวิตไว้ แล้วไสช้างเข้าชนทำให้บานประตูเมืองพังลง
ทหารพระยาตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป

ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยัง เมืองบันทายมาศ พระยาตากตีเมืองจันทบุรีได้
ณ วันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ
ตรงกับวันที่ 15 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน

      เมื่อยึดเมืองจันทบุรีได้แล้ว พระยาตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัว
ต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ พระยาตากได้เรียกนายเรือมาพบ
แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ พระยาตากจึงลงเรือรบ คุมกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น
ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน พระยาตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมดได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือรบไทยสมัยนั้นมีขนาดพอๆกับเรือยาวที่ใช้แข่งตามแม่น้ำ
เมื่อสามารถเข้าตียึดเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ใช้เดินทะเลและมีปืนใหญ่ประจำเรือด้วยได้นั้น
แสดงว่าแม่ทัพเรือและทหารเรือจะต้องมีความสามารถมาก



หลังจากนั้นพระยาตากได้เดินทางจากตราดกลับมาตั้งมั่นรวบรวมผู้คนอยู่ที่เมืองจันทบุรี เพื่อวางแผนปฏิบัติการรบ
เพื่อยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากข้าศึก พร้อมกับสั่งให้ต่อเรือรบและรวบรวมเครื่องศัตราวุธ ยุทธภัณฑ์
ได้ใช้เวลา 3 เดือนในการฝึกไพร่พลให้พร้อมที่จะปฏิบัติการ เมื่อสิ้นฤดูมรสุมซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากที่กรุงศรีอยุธยา
ได้เคลื่อนทัพโดยเลือกเส้นทางน้ำ เนื่องจากการยกกองทัพโดยใช้เส้นทางบกจะล่าช้า ทหาร จะเหนื่อยล้า
และพม่าอาจทราบข่าวการเคลื่อนทัพก่อนที่กองทัพไทยจะถึงอยุธยา ทำให้พม่ารู้ตัวและอาจรวบรวมกำลังต่อสู้ได้ทันท่วงที
อีกประการหนึ่งทหารพม่าชำนาญแต่การรบบนบกและที่สำคัญคือพม่าไม่มีเรือรบ

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา
แล้วเข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี (เมื่อพม่ายกทัพมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาได้ยึดเมืองธนบุรีไว้ก่อนที่จะเข้าล้อม กรุงศรีอยุธยา
พม่าให้คนไทยชื่อ นายทองอิน รักษาเมืองไว้เป็นเมืองหน้าด่าน)
เมื่อพระยาตากยึดเมือง ธนบุรีและปราบนายทองอินได้แล้ว จึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา เข้ายึดค่ายโพธิ์สามต้น
ปราบพม่าจนราบคาบโดยที่พม่าไม่ทันรู้ตัวและไม่ทันวางแผนต่อสู้ จึงสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา
เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ
ซึ่งตรงกับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 ใช้เวลาเพียง 7 เดือนหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา



หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากว่า 400 ปี ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เจ้าเมืองใหญ่ๆต่างพากันตั้งตัวเป็นเจ้า
และควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจที่สำคัญได้แก่ เจ้าพระยาพิษณุโลก เจ้าพิมาย เจ้าพระยานครศรีธรรมราช
และเจ้าพระฝาง ในการฟื้นฟูพระราชอาณาจักร สมเด็จพระเจ้าตากสินจำเป็น ต้องทำการปราบปรามนายชุมนุมเหล่านี้
เพื่อขยายอำนาจ ปกครอง ให้ไปถึงยังดินแดนที่เคยเป็นของพระราชอาณาจักรมาก่อน
เพื่อ "มีพระราชอาณาเขตปกแผ่ไปเป็นแผ่นดินเดียว"

การทำสงครามเพื่อปราบชุมนุมเหล่านี้เริ่มขึ้นหลังพระราชพิธีปราบดาภิเษก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2311 จนถึง พ.ศ. 2314



ศึกพม่าที่บางกุ้ง เขตเมืองสมุทรสงคราม ในปี พ.ศ. 2310

      นับเป็นการศึกครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี เนื่องมาจากทางพม่าทราบข่าวว่ามีคนไทยตั้งตัวเป็นใหญ่
จึงสั่งให้เจ้าเมืองทวายเข้าสืบข่าวเพื่อที่จะกำจัดเสีย สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าว
จึงโปรดให้จัดกองทัพไปขับไล่กองทัพพม่า - มอญ ทหารพม่าเป็นฝ่ายแพ้ต้องถอยทัพกลับทางเมืองทวาย
โดยทหารไทยสามารถยึดเรือรบอาวุธและเสบียงอาหารของพม่าไว้ได้

ศึกพม่าที่บางแก้ว ในปี พ.ศ. 2317

      เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าวว่าพม่ายกพลตามพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย
จึงโปรดเกล้าฯให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรี โดยทรงบัญชาการทัพด้วยพระองค์เอง
ทรงตั้งค่ายล้อมค่ายพม่าและลอบตี ตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร โดยได้กำลังสนับสนุนจากพระยายมราช
ในที่สุดพม่าจึงต้องยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก
เนื่องจากหมดความกลัว เกรงพม่า นับเป็นสงครามแบบจิตวิทยาโดยแท้

ศึกตีเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2321

      พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ มีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสารซึ่งเป็นเจ้าเมือง จึงเข้ามาพึ่งเจ้าเมืองจำปาศักดิ์
ซึ่งขึ้นต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่เมื่อไทยยกทัพกลับไป เจ้าสิริบุญสารได้ให้คนมาฆ่าพระวอ
สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกและพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์
โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองหลวงพระบาง ทัพไทยล้อมอยู่นาน 4 เดือน
พระเจ้ากรุงศรีสันตนาคนหุตจึงหลบหนีไป ทัพกรุงธนบุรีจึงตีได้เวียงจันทน์ หลวงพระบาง และล้านช้าง ทั้งหมด
พร้อมกับได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีในคราวนี้ด้วย



การปกป้องแผ่นดินเป็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้กระทำตลอดพระชนม์ชีพ
ซึ่งนอกจากการต่อสู้เพื่อรวมแผ่นดินแล้ว ยังต้องป้องกันหัวเมืองชายแดนอีกด้วย

การป้องกันหัวเมืองชายแดน

     ตลอดรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องทรงทำสงครามกับพม่าถึง 8 ครั้ง แต่ด้วยพระอัจฉริยะภาพทางยุทธวิธี
และความเชี่ยวชาญในการรบของทหาร จึงทำให้ทัพไทยรบชนะพม่าทุกครั้ง เช่น

     พ.ศ. 2310 ทรงตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น สามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนได้ ทำให้ไทยเป็นเอกราช
ในปีเดียวกันนั้นไทยรบกับพม่าที่บางกุ้ง สมุทรสงคราม พม่าแพ้ต้องถอยทัพกลับมาเมืองทวาย
ไทยยึดเรือรบของพม่า ตลอดจนอาวุธและเสบียงอาหาร ได้เป็นจำนวนมาก

     พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีพม่าที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2 สามารถขจัดอิทธิพลของพม่า
จากแผ่นดินล้านนา ยกเว้นเชียงแสน

การขยายอาณาเขต

      พระราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงธนบุรี ขยายออกกว้างขวางกว่าสมัยอยุธยามาก ทั้งนี้เพราะได้เมืองพุทไธมาศ
และกัมพูชาเข้ามาไว้ในราชอาณาเขตด้วย

     พ.ศ. 2319 ไทยได้อาณาเขตลาวใต้ มีนครจำปาศักดิ์ สีทันดร ดินแดนเขมรป่าดงแถบเมืองสุรินทร์
เมืองสังขะและเมืองขุขันธ์

     พ.ศ. 2321 ทัพไทยตีหัวเมืองรายทางไปจนถึงเวียงจันทน์ ได้เมืองเวียงจันทน์ หลวงพระบาง
ครั้นเสร็จศึกก็ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกตกลับมาไว้ที่กรุงธนบุรีในปีนั้นด้วย

     การศึกสงครามดังกล่าวนี้ ส่งผลให้พระราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราชและมีความมั่นคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

อาณาเขตประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

     ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาในพระราชอาณาจักร ได้แก่
ธนบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด
นครชัยศรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

     สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ทรงต่อสู้เพื่อขยายพระราชอาณาจักรเกือบตลอดรัชกาล
อาณาเขตของประเทศไทยในสมัยนั้น มีดังนี้

ทิศเหนือ                        ตลอดอาณาจักรล้านนา
ทิศใต้                            ตลอดเมืองไทรบุรีและตรังกานู
ทิศตะวันออก                  ตลอดกัมพูชาจดญวนใต้
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ   ตลอดเวียงจันทน์ หัวเมืองพาน และหลวงพระบาง หัวพันห้าทั้งหก
ทิศตะวันออกเฉียงใต ้      ตลอดเมืองพุทไธมาศ จดเมืองมะริด และตะนาวศรี
ทิศตะวันตก                    จดเมืองมะริด และตะนาวศรี ออกมหาสมุทรอินเดีย

http://www.wangdermpalace.com/kingtaksin/thai_militaryact.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
narong
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 359



« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2006, 13:08:30 »




พระราชประวัติ

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรีเสด็จพระราชสมภพ
ณ วันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง
เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยแล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐานบันทึกว่า
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความสามารถด้าน กฎหมายเป็นพิเศษ
ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนืองๆ เนื่องจากได้ทำความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน
จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตากในเวลาต่อมา

      ในปีพุทธศักราช 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา
ระหว่างที่พม่าล้อมกรุงอยู่ได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง
และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2310
(ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าประมาณ3 เดือน) พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อมของพม่า
ไปตั้งมั่นเพื่อที่จะกลับมากู้เอกราชต่อไป

      จากหลักฐานตามพระราชพงศาวดาร พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลประมาณ 500 คน
มุ่งไปทางฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง
แต่ก็สามารถตีฝ่าไปได้ทุกครั้งและสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ในวันที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้เจ้าเมืองใหญ่ๆพากันตั้งตัวเป็นเจ้า
และควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจหลังจากพระยาตากยึดเมืองจันทบุรีได้ ก็ได้ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ
และจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสุดจินดา
ซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่หนึ่ง


หลังฤดูมรสุมในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือออกจากจันทบุรี
ล่องมาตามฝั่งทะเลในอ่าวไทยจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้
ต่อจากนั้นได้ยกกองทัพเรือต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2310 และสามารถกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ
โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ให้กับพม่า หลังจากนั้น ได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับกรุงศรีอยุธยาเสียหายหนัก จนยากแก่การบูรณะให้เหมือนเดิม

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2311 ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4"
แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน" ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการทำศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลา
ทั้งนี้เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นและขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักร
ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงครามเป็นส่วนใหญ่แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศ
ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม

ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ได้โปรดให้มีการสร้างถนนและขุดคลอง
เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม
รวมทั้งการศึกษาในด้านต่างๆ ของประชาชนอีกด้วย


หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเหตุให้รัชสมัยของพระองค์ต้องสิ้นสุดลง
สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี
ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี
และได้ทรงย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร

      เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี
(ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน"

นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"

http://www.wangdermpalace.com/kingtaksin/thai_thegreat.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
(ลุง)ถึก สไลเดอร์
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2006, 01:50:03 »


เรียนถามคุณ Narong หน่อยครับ
เคยอ่านเจอมาว่า พระเจ้าตากสินเคยเสด็จไปที่วัดแห่งหนึ่ง
แล้วได้ไปสระพระเกศาที่นั่น จนต่อมาวัดแห่งนั้นได้ถูกขนานนามว่า
"วัดสระเกศ" อยากจะเรียนถามว่าได้มีการสร้างวัดภูเขาทองที่วัดสระเกศ
ในสมัยพระเจ้าตากสินแล้วหรือยังเพราะในเวลาต่อมามีคนนิยมเรียกวัดสระเกศ
ว่า วัดภูเขาทอง มากขึ้น


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ROS
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104



« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2006, 09:46:09 »


เข้ามาอ่านและรอฟังคำตอบจากที่ลุงถึกถามไปคะ
แต่ที่ทราบคือว่าสมเด็จพระเจ้าตาก ทรงจำวัดที่วัดอินทราราม เป็นวัดประจำของพระองค์ และเมื่อเดือนมีนา ปีนี้ ได้ไปไหว้มาแล้วคะ วัดอินทราราม นี้อยู่ที่ธนบุรี ไม่ห่างจากอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน เท่าใดเลยคะ  เอารูปภาพมาให้ท่านชมด้วยคะ
หมายเหตุ คือทุกคนที่ระแวงนั้นจะเรียกว่าว่าสมเด็จพระเจ้าตาก ดิฉันก็เข้าใจว่า เป็นที่ทรง(สงสัยคือว่า ทำไมนะวัดของพระเจ้าตากสินแต่ ต้องให้คนมาตั้งสำนักทรงในวัด) แต่จริงๆไม่ใช่คะ เพราะจริงๆคือกุฎิ(ต้องขออภัยนะคะภาษาไทยไม่แข็งแรงเรื่องราชาศัพท์)  ที่ประทัพของพระเจ้าจากสิน สมัยที่ท่านบวชและรู้สึกว่าจะบวชตอนปลายๆแล้วหลังจากบ้านเมืองสงบแล้วนะคะ


นี้คือภาพที่บรรทมของพระองค์ และภาพพระองค์ยังหนุ่ม และมีพระแสง และพระมาลา เครื่องของใช้ของพระองค์คะ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ROS
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104



« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2006, 10:02:42 »


มีอีกคะ
นี้คือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อของพระเจ้าตากสินตอนพระองค์ทรงผนวช(พิมพ์ไม่ถูกคะ) และมีของใช้ของพระองค์ตอนผนวช


รูปหล่อเหมือนจริงตอนพระองค์ทรงเป็นพระคะ



ภาพพระองค์อีกแบบหนึ่งซึ่งดิฉันก็เพิ่งเคยเห็นว่ามีภาพอย่างด้วย เพราะความเข้าใจ และเรียนมาแต่เด็ก พอพูดถึงพระเจ้าตากสิน คือหน้าจะดุมีหนวด ต้องถือดาบทรงม้า

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
narong
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 359



« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2006, 20:00:00 »


ไม่ทราบเหมือนกันครับจะลองไปหาข้อมูลดูก่อน เพราะลอกๆเขามาโพสท์โดยไม่ได้รับอนุญาติครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,216



« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2006, 20:26:25 »


เข้ามาทบทวนวิชาประวัติศาสตร์

ขอบคุณค่ะคุณ narong
อีกหน่อยมีกระทู้ มากขึ้น ป้าจะได้แยกทำเป็นห้องประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal