จักรวรรดินิยม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน
อิสรภาพของอาณานิคม
ในช่วงหลังสงครามครั้งแรก ลัทธิล่าอาณานิคมยังคงเติบใหญ่ แต่พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ลัทธิชาตินิยมซึ่งฟักตัวขึ้นมาอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่เพียงแต่เพิ่มความเข้มมากยิ่งขึ้น
ยังกลายเป็นองค์กรมีระบบแบบแผนที่เด่นชัด เรื่องนี้นำไปสู่การพลิกกลับทิศทางของกระแสคลื่นจักรวรรดินิยม
ของศตวรรษที่ผ่านมา บัดนี้จักรวรรดิอาณานิคมโพ้นทะเล ขนาดใหญ่ทั้งหมดทุกแห่งเริ่มหดตัวเล็กลงไป
เพราะมีประเทศอิสรภาพทางการเมืองเกิดใหม่เข้ามาแทนที่
สภาคองเกรสรวมแอฟริกา

รวมชาวแอฟริกันและผู้สืบเชื้อสายของชาวแอฟริกันในประเทศอื่นๆ เปิดประชุมกัน เมื่อสิ้นสงครามโลกทั้งสองครั้ง
การประชุมสภาคองเกรสรวมแอฟริกาครั้งที่ 2 เปิดประชุมกันที่ปารีส ปี ค.ศ. 1919 ที่ประชุมได้ขอร้องต่อ
การประชุมของพันธมิตร ซึ่งเปิดประชุมในปีเดียวกันที่การประชุมสันติภาพแห่งแวร์ซายส์ โดยเรียกร้องให้มีผู้แทน
ของชาวแอฟริกันมากขึ้นอยู่ในรัฐบาลปกครองอาณานิคมตะวันตก เพื่อเลิกทาสและการบังคับใช้แรงงาน
รวมทั้งการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ในระบบการปกครองกดขี่อาณานิคม เรื่องนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับการประชุม
สภาคองเกรสรวมแอฟริกาครั้งที่ 5 ซึ่งประชุมกันที่ แมนเชสเตอร์ ปี ค.ศ. 1945 ที่ประชุมลงมติยอมรับ
ข้อเรียกร้องให้ยุติลัทธิจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจและการเมืองทุกรูปแบบ สนับสนุนการใช้กำลังเพื่อให้ได้มา
ซึ่งอิสรภาพของแอฟริกาถ้าหากว่าการใช้วิธีอื่นๆ ล้มเหลว การประชุมเช่นนี้ไม่ได้เป็นการคุกคามมหาอำนาจตะวันตก
แบบโง่ๆ เพราะภายในตัวทวีปแอฟริกาเกิดมีพรรคการเมืองของมวลชนเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เป็นพรรคการเมือง
มีระเบียบแบบแผนดีขึ้น มีปฏิบัติการรุนแรงมากขึ้น และมีกำลังทหารมากขึ้นกว่าสมัยอดีตที่ผ่านมา นอกจากนั้นบัดนี้
สามารถเรียกได้ว่าเป็นทหารแห่งแอฟริกาที่มีประสบการณ์จากสนามรบ มีความรู้เรืองการใช้อาวุธก้าวหน้า
ซึ่งพวกตนได้มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2
การที่ญี่ปุ่นได้ครอบครองอาณานิคมหลายแห่งของยุโรปในเอเชียและแปซิฟิค และมีกระบวนการต่อต้าน
ของชาวพื้นเมืองต่อการยึดครองของชาวต่างชาติ ทำให้ระบบอาณานิคมในบริเวณนั้นสั่นคลอน นอกเหนือไปจาก
จีนคอมมิวนิสต์ และจีนคณะชาตินิยม ทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นที่เข้ามายึดครองจีนแล้ว กองทัพประชาชน
ติดอาวุธเคลื่อนไหวหนักในอินโดจีน อินโดนีเซีย พม่า และฟิลิปปินส์ และแม้กระทั่งในบริเวณที่ไม่ได้อยู่ภายใต้
การยึดครองของญี่ปุ่น การที่ประเทศแม่ปกครองอาณานิคมไม่เข้มแข็งพอเพราะต้องต่อสู้กับกลุ่มอักษะ
ขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประชากรในอาณานิคมเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพ ตัวอย่างเช่น
พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ อินเดียพร้อมต่อสู้กับอังกฤษ ซึ่งกำลังหมดพลังจากทำสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่สามารถ
ควบคุมจักรวรรดิของตนได้อย่างเข้มแข็งเหมือนสมัยอดีตที่ผ่านมา กำลังทางภาคพื้นทะเลของอังกฤษสูญสลาย
ไปเกือบหมดสิ้น เมื่อกำลังทางการเงินของอังกฤษอยู่ในฐานะหมดตัวเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษจึงไม่สามารถ
สร้างกองทัพอากาศใหม่ อังกฤษยังไม่สามารถสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินและฐานทัพอากาศ ซึ่งจำเป็นสำหรับป้องกัน
จักรวรรดิทั่วโลกของอังกฤษ และเนื่องจากเชื้อของลัทธิชาตินิยมที่เพาะตัวขึ้นในอาณานิคมอังกฤษ จึงไม่สามารถ
ใช้กองทหารเกณฑ์มาจากชาวอาณานิคม เพื่อนำมาใช้รักษากฏหมายและความสงบภายในอาณานิคมเหมือนสมัยก่อน
ความอ่อนแอและขีดจำกัดทำนองเดียวกันนี้ ในไม่ช้าเกิดกับมหาอำนาจอาณานิคมประเทศต่างๆ รวมทั้ง ฝรั่งเศส,
เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม
มีมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวที่มีพลังมากพอเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ และพยายามรักษาระบบอาณานิคมเดิมไว้
โดยวิธีเดินไปบนเส้นทางเต็มไปด้วยเล่ห์ คือ สหรัฐ เมื่อมหาอำนาจยุโรปตะวันตก สิ้นพลังจากสงครามโลกครั้งที่แล้ว
ไปจนหมด สหรัฐสนใจและปฏิบัติดังนี้
1. สร้างประเทศของยุโรปตะวันตกขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐต่อสู้กับสหภาพโซเวียต(ความเห็นส่วนตัวว่า เช่น การตั้งกลุ่มพันธมิตร NATO ขึ้นมา)2. ต่อต้านการปฏิรูปสังคมที่จะปิดประตูการค้าและการลงทุนของสหรัฐ(ความเห็นส่วนตัวว่า เช่น การพยายามให้มีเขตการค้าเสรีในปัจจุบัน)3. ขยายเขตอิทธิพลของสหรัฐไปยังดินแดนที่เคยเป็นของพันธมิตรมาก่อน(ความเห็นส่วนตัวว่า เช่น การพยายามเข้าไปแทรกแซงทางด้านเศรษฐกิจผ่าน ตลาดหุ้น, IMF, WORLDBANK
และการเมืองผ่านกลุ่ม NGO's ต่างๆ หรือการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในพม่า
เพราะไม่สามารถส่งกองทหารเข้าไปยึดเหมือนอดีต)4. การลดอิทธิพลของสหภาพโซเวียตให้ให้เหลือน้อยลง สามารถทำได้โดยวิธีให้การสนับสนุน
กระบวนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอาณานิคม(ความเห็นส่วนตัวว่า เช่น การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในเวียดนามใต้หรือแม้แต่
การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างลับๆ เช่น บินลาเดนในสงครามอัฟกานิสถาน เป็นต้น)สาเหตุและจุดมุ่งหมายที่ซับซ้อนของสหรัฐเช่นนี้ ทำให้กระบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสรภาพของ
บรรดาอาณานิคมทวีความเข้มมากขึ้นในช่วงหลังสงคราม ในที่สุดมีประเทศใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
สาเหตุของการได้อิสรภาพของบรรดาอาณานิคม
จากการวิเคราะห์พบว่า กระแสคลื่นของการได้รับอิสรภาพของบรรดาอาณานิคม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เกิดจากความเกี่ยวพันขององค์ประกอบสามเรื่องด้วยกันคือ
1. การปรับตัวใหม่ของมหาอำนาจของโลก โดยมีสหรัฐกับสหภาพโซเวียตกลายเป็นประเทศยิ่งใหญ่ของโลก
2. มหาอำนาจอาณานิคมเดิมไม่สามารถรักษาจักรวรรดินิยมโพ้นทะเล ไกลจากประเทศของตนไว้ได้อีกต่อไป
3. วิวัฒนาการของการต่อสู้เพื่อหาอิสรภาพให้กับประเทศชาติของบรรดาอาณานิคม มีความเข้มแข็งมากพอ
จนจักรวรรดินิยมตะวันตกซึ่งอ่อนพลังลงขณะนั้นไม่สามารถต้านทานได้
ถ้าหากค้นหาสาเหตุให้ลึกลงไปกว่านี้ จะพบว่าการก้าวไปมีอิสรภาพของอาณานิคมจะเป็นไปได้เร็วและไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
ในอาณานิคมใดก็ตามที่ประเทศเจ้าของอาณานิคมมีความมั่นใจว่าเป็นเพียงการโอนอำนาจไปให้รัฐบาลในอาณานิคมเดิม
ซึ่งคงอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจและการเมืองของตนต่อไป แต่จะเกิดสงครามรุนแรงและยาวนาน ในอาณานิคมใดก็ตาม
ที่กระบวนการเพื่อแสวงหาอิสรภาพนั้น ไม่ใช่เพียงแต่กระบวนการของกลุ่มชาตินิยมของดินแดนแห่งนั้นเท่านั้น แต่ยังเป็น
กระบวนการปฏิวัติ ซึ่งเมื่อได้อิสรภาพแล้วประเทศนั้นจะยึดอุตสาหกรรมและการลงทุนของต่างประเทศไว้จนหมดสิ้น
และตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเจ้าของอาณานิคมเดิม และบางทีอาจเคลื่อนตัวไปสู่วงจรของประเทศ
กลุ่มสังคมนิยมด้วย เรืองนี้ต้องเพิ่มเรื่องอิทธิพลที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องบทบาทของคนผิวขาวส่วนใหญ่ที่เข้าไป
ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณานิคม คนกลุ่มนี้ต่อต้านรุนแรง ขัดขวางการเสาะแสวงหาอิสรภาพของบรรดาชาวอาณานิคมอย่างเช่น
ในแอลจีเรีย

รวมทั้งขัดขวางการโอนอำนาจปกครองประเทศไปให้คนพื้นเมืองอย่างเช่น โรดีเซียใต้

ประเทศแรกที่ได้รับอิสรภาพในระหว่างหรือเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ คือ
ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับอิสรภาพไปในปี ค.ศ. 1946สหรัฐเคยให้คำมั่นว่าจะให้อิสรภาพมานานแล้ว รัฐในอาณัติแรกๆ ที่ได้รับอิสรภาพได้แก่
เลบานอน ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1941

ซีเรีย ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1941

และ
ทรานส์จอร์แดน ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1946
รัฐในอาณัติที่เหลือในตะวันออกกลางคือ ปาเลสไตน์ ไม่ได้รับอธิปไตยจนกระทั่งปี ค.ศ. 1948

เพราะการแบ่งดินแดนนี้มีเชื้อของสงคราม อาหรับ-ยิว

ทำให้เกิดการแบ่งปาเลสไตน์จริงๆ เป็นการแบ่งระหว่าง จอร์แดน (เดิมคือ ทรานส์จอร์แดน)

กับประเทศเกิดใหม่คือ อิสราเอล

เมื่อมีการร่างกฏบัตรสหประชาชาติ (ก่อตั้งขึ้นแทนที่ สันนิบาตชาติ)

เป็นที่คาดหวังกันว่า ดินแดนในอาณัติของสันนิบาตชาติในบริเวณอืนๆ นอกจากในตะวันออกกลาง
ควรนำมาอยู่
ภายใต้การพิทักษ์ของสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี
สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

ปฏิเสธไม่ยอมเลิกการเข้าไปปกครองแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ในปี ค.ศ. 1968 สหประชาชาติประกาศให้
แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (นามิเบีย) อยู่ใต้การควบคุมของสหประชาชาติ

แต่จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1972 นามิเบีย ยังคงเป็นอาณานิคมของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
ดินแดนในอาณัติแห่งอื่นๆ ทั้งหมด รวมทั้งอาณานิคมของญี่ปุ่นและอิตาลีได้รับอิสรภาพหรือไม่ก็เป็น
ดินแดนในการพิทักษ์ของสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 1972 ดินแดนในพิทักษ์เดิมของสหประชาชาติ 11 แห่ง
แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
นิวกินี อยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรเลีย

หมู่เกาะในแปซิฟิคตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ

กลุ่มประเทศถัดไปที่ได้รับอิสรภาพภายหลังฟิลิปปินส์และตะวันออกกลางได้รับอิสรภาพไปแล้ว
ได้แก่อาณานิคมของอังกฤษในเอเชีย ในพม่า
กองทัพแห่งชาติของพม่า ลุกขึ้นต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นที่เข้ามายึดครองพม่า ชาวพม่าตั้งความหวังไว้ว่าจะได้รับ
อิสรภาพหลังญี่ปุ่นแพ้สงครามการหน่วงเหนี่ยวของอังกฤษในเรื่องให้อิสรภาพต่อพม่าทำให้เกิดจลาจล
ใหญ่โตตลอดทั่วพม่าในปี ค.ศ. 1946 พอถึงปี ค.ศ. 1948 พม่าจึงได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ
ในปีเดียวกัน ศรีลังกา

ได้รับอิสรภาพและเป็นสมาชิกอยู่ในจักรภพแห่งอังกฤษ ขั้นตอนก้าวไปสู่อิสรภาพของอินเดีย

เริ่มต้นท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทหารญี่ปุ่นคุกคามพม่าและอินเดียด้านตะวันออก
ในขณะที่อังกฤษกำลังต้องการความช่วยเหลือจากชาวอินเดีย ในปี ค.ศ. 1942 อังกฤษเสนอให้
อินเดียมีฐานะเป็นเขตแดนอิสรภาพแต่ได้รับการปฏิเสธจากกลุ่มนักชาตินิยมของอินเดีย เพราะเห็นว่า
ยังไม่เพียงพอและเป็นอันตราย เพราะเป็นการเร่งให้มีการแบ่งอนุทวีปอินเดีย ในที่สุดเมื่อได้รับอิสรภาพ
ในปี ค.ศ. 1947 แล้ว

อนุทวีปอินเดียก็ถูกแบ่งจริงๆ

แบ่งออกเป็น อินเดียกับปากีสถาน
ตามคำแนะนำของอังกฤษ การแบ่งอนุทวีปอินเดียออกเป็นสองประเทศ ทำให้ชาวมุสลิมพากันอพยพ
เข้าไปอยู่ในปากีสถาน พวกฮินดูอพยพเข้าไปอยู่ในอินเดีย เช่นเดียวกับอาณานิคมในแอฟริกาและ
ในเวสต์อินดีส

ของอังกฤษในช่วงต่อมา อังกฤษพยายามให้อาณานิคมเดิมเมื่อได้รับอิสรภาพไปแล้ว
มีโครงร่างเศรษฐกิจ, การเมือง และการทหารเพื่อผลประโยชน์ของอังกฤษเอง เช่น
ในมาลายา

อังกฤษยังไม่ให้อิสรภาพจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1957 เพราะอังกฤษต้องการปราบปรามกระบวนการปฏิวัตินำโดย
พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ให้สงบราบคาบก่อน อังกฤษต้องใช้เวลาขจัดคอมมิวนิสต์ในมาลายานานถึง 8 ปี
เมื่อให้อิสรภาพแก่มาลายาแล้วประเทศนั้นจึงอยู่ในค่ายโลกเสรีตามความต้องการของอังกฤษ
การปฎิวัติและการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสรภาพของประเทศระบาดไปทั่วในดินแดนทุกแห่งของเอเชีย
การจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1949 ภายหลังสงครามกลางเมืองในจีน

ต่อสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่นเป็นเวลานานสิ้นสุดลงแล้ว อิทธิพลของจักรวรรดินิยมทั้งหมดถูกขจัดออกไปจากประเทศจีน
ยกเว้นฮ่องกงอาณานิคมของอังกฤษ

มาเก๊าอาณานิคมของโปรตุเกส

และ ไต้หวันเขตอิทธิพลของสหรัฐ

เนเธอร์แลนด์โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทหารอังกฤษ พยายามเอาอินโดนีเซียกลับคืนภายหลัง
ญี่ปุ่นแพ้สงครามและถอนตัวออกไปจากอินโดนีเซียแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ ภายหลังต้องทำสงครามต่อสู้กับ
สาธารณรัฐอินโดนีเซียนาน 4 ปี ในที่สุดอินโดนีเซียได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1949 ฝรั่งเศสไม่พบความสำเร็จ
ในการเอาอินโดจีนกลับคืน

การทำสงครามต่อสู้กับญี่ปุ่นในอินโดจีนทำให้กองทัพของชาวอินโดจีนเพิ่มความเข้มแข็งและทำให้เกิดกระบวนการ
เพื่ออิสรภาพของประเทศในอินโดจีน นอกเหนือไปจากเรื่องอิสรภาพของประเทศแล้ว ประเทศในอินโดจีนยังต้องการ
เปลี่ยนแปลงโครงร่างพื้นฐานทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ หรือต้องการเข้าไปอยู่ในวงจรของสังคมนิยม
ในการหวนกลับมาเอาอินโดจีนกลับคืน กองทัพฝรั่งเศสต้องทำสงครามกับ
เวียดนาม

อย่างรุนแรงเป็นสงครามระดับใหญ่นาน 9 ปี

ทั้งๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและขวัญอย่างใหญ่โตจากสหรัฐ แต่ฝรั่งเศสต้องพบกับความปราชัยครั้งใหญ่
โดยเฉพาะใน ยุทธภูมิแห่งเดียนเบียนฟู
ในการประชุมสันติภาพระหว่างประเทศปี ค.ศ. 1954 ที่นครเจนีวา ที่ประชุมตกลงให้อิสรภาพ แก่
ลาว

เขมร

และเวียดนาม ถูกแบ่งออกเป็นสองเขตโดยใช้
เส้นขนานที่ 17 เป็นแนวเขตกั้นระหว่าง
เวียดนามเหนือกับ เวียดนามใต้

แต่กำหนดให้มีการลงประชามติเพื่อรวมเวียดนามทั้งสองแห่งในเดือน กรกฏาคม ค.ศ. 1956 เวียดนามใต้
ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลใหญ่ของสหรัฐตัดสินใจไม่ยอมให้มีการลงประชามติเพื่อรวมประเทศตามที่กำหนด
เวียดนามเหนือจึงสนับสนุนพวกเวียดกง

ทำสงครามล้มรัฐบาลเวียดนามใต้ จนกลายเป็นสงครามเวียดนาม

สหรัฐบุกโจมตีทางอากาศในดินแดนเวียดนามเหนือครั้งใหญ่ จนกระทั่งมีการเจรจาหยุดยิงระหว่างกันในปี ค.ศ. 1973

หลังจากนั้นเวียดนามเหนือจึงรวมเวียดนามใต้เป็นประเทศเดียวสำเร็จ นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งของ
ดินแดนใดก็ตามที่เสาะแสวงหาอิสรภาพของประเทศ ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในวงโคจรของโลกตะวันตก
ต้องเผชิญกับการต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล และเป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลายาวนาน
แตกต่างไปจากดินแดนที่แสวงหาอิสรภาพให้กับประเทศแล้ว เข้าไปอยู่ในวงโคจรของโลกตะวันตกในแอฟริกาเหนือ การได้อิสรภาพเริ่มต้นในทศวรรษปี ค.ศ. 1950
ลิบยา (ลิเบีย) ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1951

มอรอกโก

และ ตูนีเซีย

ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1956 กระบวนการชาตินิยมในประเทศเหล่านี้สนับสนุนการหาอิสรภาพให้กับประเทศ
อย่างกว้างขวาง สำหรับมอรอกโกและตูนีเซียต้องทำสงครามรุนแรง เพราะฝรั่งเศสต้องการทำลายกระบวนการ
ชาตินิยมในทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ดีความพยายามของฝรั่งเศสไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะกำลังทหารของฝรั่งเศส
ถูกนำไปใช้มากมายในอินโดจีน และ แอลจีเรีย

ปี ค.ศ. 1954 ฝรั่งเศสสูญเสียกำลังทหารครั้งใหญ่และปราชัยในเวียดนาม การก่อปฏิวัติครั้งใหญ่เพื่อหาอิสรภาพ
ให้ประเทศแอลจีเรีย เริ่มต้นตอนปลายปี ค.ศ. 1954 เป็นสงครามขมขี่นและยาวนาน 8 ปี ทำให้ฝรั่งเศสต้องพบกับ
วิกฤติการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ
การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของแอลจีเรีย จึงพบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1962
ประเทศในแอฟริกาแถบกลางทวีปเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับอิสรภาพ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1956 ดินแดนในแถบนี้
ของแอฟริกาคงมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ได้รับอิสรภาพคือ
ลิเบอเรีย ได้รับอธิปไตยในปี ค.ศ. 1941
เอธิโอเปียภายหลังที่พันธมิตรได้รับชัยชนะต่อกองทัพของอิตาลีในแอฟริกาตะวันออก อีกประเทศหนึ่ง คือ
ซูดานซึ่งแยกออกจากอียิปต์ในปี ค.ศ. 1956 แต่เมื่อฝรั่งเศส เกรทบริเตน(อังกฤษ) และเบลเยี่ยม เริ่มยอมรับว่า
ไม่สามารถหยุดยั้งลัทธิชาตินิยมในแอฟริกาใต้ โดยปราศจากการทุ่มเททรัพยากรจำนวนมหาศาลและโดยไม่ก่อปัญหา
ยุ่งยากทางการเมืองขึ้นในสหประชาชาติ มหาอำนาจอาณานิคมเหล่านั้นจึงเปิดประตูให้กระแสคลื่นของกระบวนการ
ชาตินิยมในอาณานิคมของตนไหลผ่านไป มีเพียงโปรตุเกสและสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เท่านั้นที่ยังสงบนิ่ง
การก่อความวุ่นวายและจลาจลระบาดไปทั่วใน
กาน่า

เคนยา
แทนแกนยิกา ,
โรดีเซียเหนือ และในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกาแถบเส้นศูนย์สูตรของฝรั่งเศส
เรื่องเหล่านี้สั่นคลอนการปกครองอาณานิคม แรงกดดันจากประเทศได้รับอิสรภาพใหม่ๆ แรงกดดันจากสหภาพโซเวียต
จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และจากนโยบายต่อต้านจักรวรรดินิยมของ
ที่ประชุมเอเชีย-แอฟริกา ที่เปิดประชุมที่บันดง
ประเทศอินโดนีเซีย (การประชุมบันดง) ในปี ค.ศ. 1955 แรงกดดันเหล่านี้ทำให้อาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก
จำนวนมากมายในแอฟริกาได้รับอิสรภาพครั้งใหญ่ จุดแตกดับขั้นเด็ดขาดของแนวหน้าจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นเมื่อ
กาน่า(โกลด์โคสต์เดิม) กลายเป็นประเทศปกครองตนเองในปี ค.ศ. 1957 อีกห้าปีต่อมาจากปี ค.ศ. 1958-1962
มีประเทศอิสรภาพใหม่ 23 ประเทศเกิดขึ้นในบริเวณนั้น และจากปี ค.ศ. 1963-1968 มีประเทศอิสรภาพเพิ่มขึ้น
อีก 10 ประเทศในบริเวณภูมิภาคเดียวกันของแอฟริกา ประเทศอิสรภาพเกิดใหม่หลายประเทศคงมีความผูกพัน
ทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็นพิเศษกับประเทศเจ้าของอาณานิคม
ในโรดีเซีย
(โรดีเซียใต้เดิม)
พวกชาวผิวขาวที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่นั้นเตรียมยึดอำนาจการปกครองประเทศ ดังนั้นในขณะที่โรดีเซียยังคงเป็น
อาณานิคมของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1965 โรดีเซียกลายเป็นประเทศปกครองโดยชนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย
โปรตุเกสยังคงครอบครองอาณานิคมในแอฟริกาของตนต่อไป ในกินีของโปรตุเกส ในอังโกลาและโมซัมบิก
กองโจรชาตินิยมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศได้รับการค้ำประกันความปลอดภัยจากสมาชิกของ
นาโต

ได้ส่งกองทหารของตนเป็นจำนวนมากไปประจำการอยู่ในอาณานิคมของตนในแอฟริกา








