ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 23, 2014, 08:10:39
94,124 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,135 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bikehummer2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  บ้าน-สวนอรุณสวัสดิ์  |  .. T .. ต้นไม้ใกล้สูญพันธุ์ - หายาก - แปลกๆ .. T .. 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: .. T .. ต้นไม้ใกล้สูญพันธุ์ - หายาก - แปลกๆ .. T ..  (อ่าน 41321 ครั้ง)
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 09:06:15 »


  เจอข่าวต้นตังเก ... เหลือเพียงต้นเดียว
เลยคิดว่า จะตั้งกระทู้เอาไว้เป็นที่รวบรวมข้อมูลไว้ และเพื่อเอาไว้หาต้นไม้ไทยๆ
ที่หายาก หรือ แปลกๆ มารวมไว้ในกระทู้นี้



พบ 'ตังเก' ต้นเดียวในโลกที่ จ.นราธิวาส 'พระเทพ' ทรงให้ขยายพันธุ์แจกจ่ายประชาชน

 
ศูนย์วนวัฒนวิจัยภาคใต้ จ.สงขลา ร่วมกับศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำรวจพบ 'ต้นตังเก' พันธุ์ไม้หายาก อายุ 100 ปี ที่เหลืออยู่เพียงต้นเดียวใน จ.นราธิวาส สมเด็จพระเทพฯ ทรงให้นำไปขยายพันธุ์



นายธนิตย์ หนูยิ้ม หัวหน้าสำนักงานศูนย์วนวัฒนวิจัยภาคใต้ จ.สงขลา กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ว่า ทีมนักวิจัยและนักวิชาการป่าไม้ศูนย์วนวัฒนวิจัยภาคใต้ ได้ร่วมกับศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำรวจพบ 'ต้นตังเก' พันธุ์ไม้หายาก ที่เหลืออยู่เพียงต้นเดียวในโลก ที่ อ.สุขิริน จ.นราธิวาส มีลำต้นใหญ่ขนาด 2 คนโอบ สูงประมาณ 35 เมตร อายุมากกว่า 100 ปี เป็นไม้เนื้อแข็งในตระกูล 'จำปาป่า' ดอกมีกลิ่นหอมมาก ศูนย์จึงนำเรื่องเสนอสำนักพระราชวัง และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งให้หาแนวทางเพาะขยายพันธุ์เพื่อไม่ให้สูญไปจากไทย นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพฯ ทรงให้นำไปขยายพันธุ์ที่โครงการพระราชดำริพิกุลทอง พรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส ขณะนี้ศูนย์ได้เก็บเมล็ดกล้าไม้ไปขยายพันธุ์ 600 ต้น จะเริ่มแจกจ่ายให้ประชาชนนำไปปลูกที่บ้านและสถานที่สำคัญๆ



ด้านนายสมบูรณ์ บุญยืน ผู้อำนวยการสถานีศูนย์วนวัฒนวิจัยภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์ไม้เทพธาโรที่กำลังสูญพันธุ์ว่า กระแสจตุคามรามเทพแรงทำให้มีการตัดไม้เทพธาโรไปทำมวลสารสำคัญของวัตถุมงคลดังกล่าว เนื่องจากเป็นไม้หอมและชื่อเป็นมงคล ส่งผลให้ไม้เทพธาโรเหลือไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่ จึงต้องหาวิธีอนุรักษ์ต่อไป 

ขอบคุณ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=36865&catid=27
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 09:15:02 »


   ต้นไม้นี้ไม่ได้แปลก ........ แต่เอาภาพที่ถ่ายไว้ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเดือนมีนา-เมษาหน้าร้อน
และช่วงพฤกษาคม เมื่อเดือนที่แล้ว ... ฝนตกเยอะ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 09:30:38 »


   เอาต้นพลองมาลงไว้อีกครั้ง   umm



ภาพจากกรมชลประทาน ศรีย่าน 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 09:34:31 »


 umm  อีกต้นหนึ่ง ..






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 09:54:35 »


 smile  ( เอาข้อมูลเก่ามาใส่ไว้ครับ )

 


 

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.51 ดร.นงลักษณ์ ปานเกิดดี ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผยว่า
 
คณะวิจัยของวว. ประกอบด้วย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น และทีมงานผู้จัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมพืชในวงศ์ไม้จำปา ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ออกสำรวจในบริเวณพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พบ "จำปีช้าง" ซึ่งเป็นจำปีชนิดหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ที่ผ่านมาพบเพียง 10 ต้นเท่านั้น เนื่องจากจำปีช้างไม่มีการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติมานานกว่า 50 ปีแล้ว จากการค้นพบครั้งนี้ประเทศไทยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารจำแนกพันธุ์ไม้นานาชาติ หรือ BLUMEA ของหอพรรณไม้ไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550

ดร.นงลักษณ์กล่าวต่อว่า คณะสำรวจออกเดินทางเข้าพื้นที่บริเวณดังกล่าว

และสามารถค้นพบต้นจำปีช้างที่ขึ้นอยู่ในธรรมชาติ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2541 จากการค้นพบได้รับคำยืนยันจากบุคคลในพื้นที่ว่าเป็นพันธุ์ไม้จำปีช้างที่ใกล้จะสูญพันธุ์จริง หลังจากการค้นพบครั้งนี้จึงจัดส่งตัวอย่างแห้งไปตรวจสอบที่หอพรรณไม้ไลเดน ได้ผลสรุปว่า ตัวอย่างดังกล่าวเป็นจำปีช้างจริงๆ และที่สำคัญกว่านั้น จำปีช้างที่ค้นพบในประเทศไทยยังเป็นชนิดที่แตกต่างจากจำปีช้างในประเทศอื่นๆ ด้วย จึงถือเป็นจำปีช้างที่มีลักษณะเด่นเพียงแห่งเดียวของโลก

ด้าน ดร.ปิยะกล่าวว่า สำหรับจำปีช้างดังกล่าว มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia citrata Noot. and Chalermglin

ซึ่งเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 20-35 เมตร เปลือกลำต้นหนาและมีกลิ่นฉุน มีใบรูปร่างค่อนข้างกลม ใบใหญ่และหนา กว้างประมาณ 12-18 ซ.ม. ยาว 20-25 ซ.ม. ไม่มีรอยแผลบนก้านใบ กลีบดอกมี 9-12 กลีบ มีผลขนาดใหญ่ที่สุดในพวกจำปีจำปา และเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง มีกลิ่นคล้ายตะไคร้ แต่รุนแรงมาก นับเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทย เบื้องต้นการค้นพบครั้งนี้ วว.ทำการขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่งจำนวน 300 ต้น โดยนำไปกระจายปลูกในจังหวัดต่างๆ อาทิ นครศรีธรรมราช สงขลา พังงา และกระบี่ และอนาคตจะมีการพัฒนาให้สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดได้ต่อไป

ดร.ปิยะกล่าวอีกว่า ขณะนี้ต้นกล้าของจำปีช้างที่นำไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ ยังไม่ออกดอก

เนื่องจากจำปีช้างจะต้องได้รับการกระตุ้นด้วยความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวก่อนออกดอกช่วงเดือนเม.ย. แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถปลูกให้ออกดอกได้ เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น จากนี้ไปจะทำการศึกษาให้มีการชักนำให้ออกดอกต่อไป รวมทั้งการนำแต่ละส่วนของจำปีช้างมาพัฒนาให้ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ การนำกิ่งของจำปีช้างไปใช้เพื่อล่อแมลง เพราะกิ่งจำปีมีกลิ่นฉุนของตะไคร้มาก หรืออาจจะนำดอกจำปีช้างไปใช้เป็นไม้ประดับ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศต่อไป
 
 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 10:43:31 »



"พรุโต๊ะแดง" จ.นราธิวาส
สถานที่รวบรวมพรรณไม้หายาก
ป้าเสลาเคยไปเที่ยวเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว
เป็นสถานที่ที่น่าสนใจมาก


ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร
 (ป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส)


ป่าพรุสิรินธรเป็นส่วนหนึ่งของป่าพรุโต๊ะแดง
ป่าพรุ (peat swamp forest)แห่งสุดท้ายของประเทศไทย
ซึ่งคลุมพื้นที่ของ 3 อำเภอ
คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก และอำเภอสุไหงปาดี
มีพื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่
แต่ส่วนที่สมบูรณ์โดยประมาณมีเพียง 50,000 ไร่
เป็นป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าและ พรรณไม้
พื้นที่ป่าพรุมีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน
คือ คลองสุไหงปาดี แม่น้ำบางนรา และคลองโต๊ะแดง
อันเป็นที่มาของชื่อป่าภายในศูนย์ฯ


สะพานไม้ต่อลัดเลาะเข้าไปในป่าพรุ ระยะทาง 1,200 เมตร

... ได้จัดให้มีทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
เพื่อประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านต่างๆ
ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของป่าพรุ
เริ่มที่บึงน้ำด้านหลังอาคารศูนย์วิจัย
และศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร
เป็นสะพานไม้ต่อลัดเลาะเข้าไปในป่าพรุ
ระยะทาง 1,200 เมตร


บางช่วงเป็นสะพานไม้ร้อยลวดสลิง บางช่วงเป็นหอสูง
สำหรับมองทิวทัศน์เบื้องล่าง
ที่ชอุ่มไปด้วยไม้นานาพรรณในป่าพรุ
จะมีป้ายชื่อต้นไม้ที่น่าสนใจ และซุ้มความรู้อยู่เป็นจุดๆ
สำหรับให้ความรู้แก่ผู้เดินชมด้วย

เปิดทุกวันเวลา 8.00–16.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม
และยังมีห้องจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่คนที่มาเที่ยวชมอีกด้วย



พันธุ์ไม้ที่พบในป่าพรุมีกว่า 400 ชนิด
บางอย่างนำมารับประทานได้ เช่น หลุมพี ซึ่งเป็นไม้ในตระกูลปาล์ม
มีลักษณะต้นและใบคล้ายปาล์ม แต่มีหนามแหลมอยู่ตลอดก้าน
ผลมีลักษณะคล้ายระกำ แต่จะเล็กกว่า รสชาติออกเปรี้ยว


บางอย่างเป็นพืชพรรณในเขตมาเลเซีย เช่น หมากแดง ซึ่งมีลำต้นสีแดง
เป็นปาล์มชั้นดีมีราคา มีผู้นิยมนำไปเพาะเพื่อประดับสวน
เพราะความสวยของกาบและใบ ลำต้นมีสีแดงดังชื่อ
ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปาหนันช้าง
พืชในวงศ์กระดังงาที่มีดอกใหญ่และ กล้วยไม้กับพืชเล็กๆ
ซึ่งจะต้องสังเกตดีๆ จึงจะได้เห็น

สัตว์ป่าที่พบกว่า 200 ชนิด เช่น ค่าง ชะมด หมูป่า หมีขอ
แมวป่าหัวแบน(ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองที่หายากอีกชนิดหนึ่งของไทย)
หนูสิงคโปร์ พบค่อนข้างยากในคาบสมุทรมลายู
แต่ชุกชุมมากบนเกาะสิงคโปร์
สำหรับประเทศไทยพบชุกชุมในป่าพรุโต๊ะแดงนี้เท่านั้น
และหากป่าพรุถูกทำลายหนูเหล่านี้
อาจออกไปทำลายผลิตผลของเกษตรกรในพื้นที่โดยรอบได้

...

พันธุ์ปลาที่พบ ได้แก่ ปลาปากยื่น
เป็นปลาชนิดใหม่ของโลก
พบที่ป่าพรุสิรินธรนี้เท่านั้น
ปลาดุกรำพัน ที่มีรูปร่างคล้ายงู
...

...  
นกที่นี่มีหลายชนิด แต่ที่เด่นๆ
ได้แก่ นกกางเขนดงหางแดง
มีมากในเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว
และมาเลเซีย
ในประเทศไทยพบครั้งแรกที่นี่
เมื่อปีพ.ศ. 2530
นกจับแมลงสีฟ้ามาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทย
จะพบที่ป่าพรุสิรินธรเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
และปัจจุบันนกทั้งสองชนิด
อยู่ในภาวะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์
   
ความน่าสนใจของป่าพรุ
ไม่ใช่เพียงแต่ พรรณไม้แปลกๆ สัตว์ป่าหายาก
แต่คนที่ไปเที่ยวโดยเฉพาะเด็กๆ
จะได้ประสบการณ์ชีวิตกลับไปมากมาย
จากธรรมชาติรอบตัวบางทีหากเดินชมธรรมชาติเงียบๆ
อาจจะได้พบสัตว์ป่ากำลังหาอาหารอยู่ก็เป็นได้
เส้นทางนี้นำเราเข้าไปหาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
แต่ก็ไม่ได้นำเราเข้าไปล่วงเกินธรรมชาติมากนัก

     หากนำคู่มือดูนก สมุดบันทึก ดินสอสี กล้องส่องตา กล้องถ่ายรูป
และยาทากันยุงไปด้วย อาจจะเพลิดเพลินจนใช้เวลาในนี้ได้ทั้งวัน
อากาศสดชื่นเย็นสบายในป่าพรุก็ยังทำให้คนที่เข้าไปเยือนรู้สึกสดชื่นประทับใจ
แต่ช่วงเวลาที่มาท่องเที่ยวได้สะดวกคือ กุมภาพันธ์-เมษายน
เพราะฝนจะตกน้อยที่สุด เนื่องจากป่าพรุมีภูมิอากาศแบบคาบสมุทร
ฉะนั้นจึงมีฝนตกชุกตลอดปี


...  
สิ่งที่ต้องให้ความระมัดระวังก็คือ ยุงดำ
สัตว์กินเลือด พาหะนำโรคเท้าช้าง
ซึ่งจะมีอยู่ชุกชุมและออกหาอาหารในช่วงเวลาค่ำ
และ ไฟป่า ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการสูบบุหรี่



การเดินทาง

    เดินทางโดยรถไฟ จากกรุงเทพฯจะค่อนข้างสะดวกกว่า
เพราะสถานีปลายทางอยู่ที่อำเภอสุไหงโกลก
หากมิได้นำรถมาเองสามารถใช้บริการรถรับจ้าง
จากตัวเมืองสุไหงโกลกได้โดยสะดวก

    ทางรถยนต์ จากอำเภอตากใบใช้เส้นทางตากใบ - สุไหงโกลก
(ทางหลวงหมายเลข 4057) ประมาณ 5 กิโลเมตร
จะมีทางแยกเล็กๆ เข้าสู่ถนนชวนะนันท์ เข้าไปประมาณ 3กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก 2 กิโลเมตร มีป้ายบอกทาง
เข้าสู่ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธรเป็นระยะ
สอบถามรายละเอียดที่ ตู้ปณ. 37 อำเภอสุไหงโกลก นราธิวาส 96120




(ข้อมูลจาก www.newgenstravel.com,
ภาพจาก internet)

 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ชาวเกาะ
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 143



« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 17:50:18 »



"พรุโต๊ะแดง" จ.นราธิวาส
สถานที่รวบรวมพรรณไม้หายาก
ป้าเสลาเคยไปเที่ยวเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว
เป็นสถานที่ที่น่าสนใจมาก


เป็นความภูมิใจของพวกเราชาวนราธิวาสค่ะ ที่อย่างน้อยยังเหลือสิ่งดี ๆ ไว้ให้ลูกหลานได้อนุรักษ์สืบต่อกันไป

แต่เรื่องการท่องเที่ยว คงต้องฟื้นฟูกันอย่างหนัก ถึงหนักที่สุดค่ะ ป้าเสลา เพราะพอพูดถึงบ้านหนู มีแต่คนถาม

ว่าทำไมถึงตายกันทุกวัน อันนี้หนูก็จนปัญญาที่จะหาคำตอบมาให้ค่ะ เศร้าหง่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เหนื่อยนัก พักซะก่อน:-)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 18:05:50 »


ข้อความโดย: ScarLett
อ้างถึง
เป็นความภูมิใจของพวกเราชาวนราธิวาสค่ะ ที่อย่างน้อยยังเหลือสิ่งดี ๆ ไว้ให้ลูกหลานได้อนุรักษ์สืบต่อกันไป

แต่เรื่องการท่องเที่ยว คงต้องฟื้นฟูกันอย่างหนัก ถึงหนักที่สุดค่ะ ป้าเสลา เพราะพอพูดถึงบ้านหนู มีแต่คนถาม

ว่าทำไมถึงตายกันทุกวัน อันนี้หนูก็จนปัญญาที่จะหาคำตอบมาให้ค่ะ เศร้าหง่ะ

จังหวัดทางใต้ มีบรรยากาศและวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์น่าสนใจมาก
เป็นเรื่องเศร้าและเป็นปัญหาหนักใจให้คนไทยทั้งประเทศห่วง
กับวิกฤตที่เกิดขึ้นกับ 3 จังหวัดของพี่น้องทางใต้

สักวันหนึ่ง...หากมีการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้จริงจัง ตรงประเด็น
เราก็คงมี "เมืองใต้ร่มเย็น" 
อย่างที่ป้าเคยไปแวะเที่ยวเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว เป็นแน่
อย่างน้อยตอนนี้เราก็ช่วยกันภาวนาไปพลางๆก่อน ดีไหม คุณ ScarLett
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 07:19:18 »


 smile  ( ภาพจากสวนสมเด็จฯ เมื่อ 9 สค.51 )

   โต้โต ......  umm



 smile  ชวนชมยักษ์ญี่ปุ่น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 07:22:51 »


   พิกลพิการ ..



 smile    ชวนชมบอนไซ


 umm  สวยยยยย ....

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 07:25:30 »


    ไม่มีใบ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 03, 2009, 13:53:48 »


 umm  เก็บตกจากงานเกษตรเมื่อต้นปี  ..ไผ่ยักษ์ ..



 umm  .. ส่วนมะนาว 2 ต้นนี้ดูคล้ายๆ กัน ต้นหนึ่งมาจากไต้หวัน ต้นหนึ่งมาจากญี่ปุ่น





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 03, 2009, 13:57:18 »


 umm  ไม่รู้มีใครซื้อมะเฟืองยักษ์ ละมุดยักษ์ไปปลูกบ้าง ..
ผมอยากจะรู้ว่า ยังออกลูกโตๆ อยู่ตลอดไปหรือไม่ 





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal