ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 04, 2010, 07:20:39
87,496 กระทู้ ใน 6,422 หัวข้อ โดย 12,209 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: paratpayong
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  ปราสาทเขาพระวิหาร - กัมพูชาและไทย 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ... 15
ผู้เขียน หัวข้อ: ปราสาทเขาพระวิหาร - กัมพูชาและไทย  (อ่าน 40667 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2008, 09:59:58 »


15 มิถุนายน ครบรอบ 46 ปี "ศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา"




เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน
นายอรุณศักดิ์ โอชารสประธานสมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ
พร้อมด้วยแกนนำสมัชชาจำนวนหนึ่ง
พากันถือป้ายเดินรณรงค์ไปตามถนนทุกสายในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ
ป้ายระบุข้อความว่า

ปี 2505 ประเทศไทยเสียปราสาทเขาพระวิหาร
ปี 2551 ประเทศไทยต้องไม่เสียดินแดนอีก

กัมพูชาต้องรื้อถอนร้านค้าและวัดออกไปจากเขตประเทศไทยทันที
นอกจากนี้ยังตะโกนขับไล่ชาวกัมพูชาให้รื้อถอนบ้านเรือนและวัด
ออกไปจากเขตแดนประเทศไทยบริเวณเชิงเขาพระวิหารด้วย
ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน
ที่พากันมาพูดคุยสอบถามข้อมูลจำนวนมาก

นายอรุณศักดิ์กล่าวว่า
ตามคำพิพากษาของศาลโลก
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
ไทยต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารไปเป็นของประเทศกัมพูชา
แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียเขาพระวิหารทั้งลูก
เนื่องจากบันไดหินทางขึ้นเขาพระวิหารขั้นที่ 162 ลงมา
เป็นดินแดนของประเทศไทย

แต่ปรากฏว่ามีชาวกัมพูชาประมาณ 500 คน
พร้อมด้วยกำลังทหารลงมายึดครองดินแดนไทย
ปลูกสร้างบ้านเรือนและร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึกมานานหลายปีแล้ว
โดยที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้ผลักดัน
ให้ชาวกัมพูชาเหล่านั้นออกไปจากเขตแดนไทยแต่อย่างใด



 "พวกผมจึงร่วมใจกันเดินรณรงค์ เพื่อปลุกชาวศรีสะเกษให้ลุกฮือขับไล่ชาวกัมพูชา
ให้รื้อบ้านเรือนร้านค้าและวัดออกไปจากเขตแดนประเทศไทยโดยด่วนที่สุด
และหากจะมีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
ประเทศไทยก็จะต้องมีส่วนร่วมและมีผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย
แต่ข้อย้ำว่า ก่อนที่จะมีการเจรจาขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
จะต้องผลักดันขับไล่ชาวกัมพูชา
ให้ออกไปจากบริเวณเชิงเขาพระวิหารให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
ผมขอฝากถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใ
ห้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนด้วย" นายอรุณศักดิ์กล่าว

นางวณีกมน นันทเสน เลขานุการสมัชชาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า
ไทยต้องเสียดินแดนเขาพระวิหารให้ประเทศกัมพูชาไปก่อนหน้านี้แล้ว
และในปี 2551 ประเทศไทยก็กำลังจะเสียพื้นที่ให้กัมพูชาอีกครั้ง
ในฐานะประชาชนชาว จ.ศรีสะเกษ และชาวไทย
ขอต่อสู้ในการทวงคืนเขาพระวิหาร ขับไล่ชาวกัมพูชาให้รื้อถอนร้านค้า
บ้านเรือนและวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ออกไปนอกเขตประเทศไทยให้ได้



วันเดียวกัน นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานคณะกรรมการประสานงาน
เพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ (คปศ.) กล่าวภายหลังจากสำรวจรอบบริเวณเขาพระวิหาร
ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า
จากกรณีที่ดินบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
ในฐานะที่เป็นชาวศรีสะเกษมีความรู้สึกว่าเราเสียอธิปไตยไปแล้ว 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เสียตามคำตัดสินของศาลโลก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
ครั้งที่ 2 ในคำพิพากษาของศาลโลก
ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารทั้งหมดเป็นของกัมพูชา
แต่ให้นับพื้นที่ตั้งแต่บันไดปราสาทเขาพระวิหารลงมาเป็นของไทย
อย่างไรก็ตาม ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้าหน้าที่ไทย
ก็ได้ไปทำประตูเหล็กปิดตรงบันไดชั้นล่างพอดี
ทางกัมพูชาจึงคิดว่าที่ดินของกัมพูชาต้องนับตั้งแต่ตัวบันไดชั้นล่างขึ้นไปจนถึงข้างบน



(ภาพจาก www.www.esanclick.com)

ส่วนการเสียครั้งที่ 3 ตามความรู้สึกของชาวศรีสะเกษเห็นว่า
การที่ชาวกัมพูชาขยายพื้นที่การสร้างที่อยู่อาศัยลงมาจนถึงแนวทางร่องน้ำไหล
และพากันมาตั้งร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก
สร้างบ้านเรือนบริเวณเชิงเขาพระวิหารนั้น
จริงๆ แล้วจะไปโทษชาวกัมพูชาก็ไม่ถูก
เพราะเจ้าหน้าที่ของไทยต้องการจะจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เพื่อเปิดจุดผ่อนปรนเขาพระวิหารให้นักท่องเที่ยว
ขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเขาพระวิหาร
จึงต้องการให้ชาวกัมพูชามาขายสินค้าอย่างเป็นระเบียบ
โดยจัดสร้างคูหาห้องแถวสังกะสีให้ชาวกัมพูชา
และเมื่อมีการสั่งปิดจุดผ่อนปรนเขาพระวิหารแล้ว
ทหารไทยก็ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพยายามจะผลักดัน
ให้ชาวกัมพูชากลับไปในเขตแดนของกัมพูชา
แต่ชาวกัมพูชาไม่ยอมกลับขึ้นไป

"ตรงนี้ถือว่าไทยเสียอธิปไตยเป็นครั้งที่ 3

ส่วนครั้งที่ 4 ที่ไทยกำลังจะเสียอธิปไตยอีกก็คือ
ฝ่ายกัมพูชาได้ทำแผนที่ใหม่เข้ามา เพื่อจะขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
ซึ่งแผนที่ได้ล้ำเขตแดนไทยเข้ามาเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่บริเวณบันได
ทางขึ้นเขาพระวิหารและที่บริเวณวัดของชาวกัมพูชา
ซึ่งสร้างล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างชัดเจน
ถ้ารัฐบาลไทยยังนิ่งอยู่
ไทยจะต้องเสียอธิปไตยเป็นครั้งที่ 4 อย่างแน่นอน"
นายทิวากล่าว


วิหารเทพ

นายทิวากล่าวอีกว่า วันที่ 15 มิถุนายนนี้
ซึ่งเป็นวันครบรอบ 46 ปี คำพิพากษาของศาลโลก
ที่ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารทั้งหมดเป็นของกัมพูชา
ตนจะระดมนักประวัติศาสตร์ชาวศรีสะเกษทั้งหมดมาพบปะพูดคุยกัน
โดยกราบอาราธนานิมนต์พระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
ซึ่งเป็นปราชญ์ของ จ.ศรีสะเกษ ได้เป็นองค์ปาฐกว่าเราเสียดินแดนอย่างไรด้วย




 "การจัดงานครั้งนี้ เพื่อจะได้ร่วมกันคิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา
ของระดับมวลชนในท้องที่ อีกทั้งเพื่อจะได้เป็นการย้ำเตือนพี่น้องชาว จ.ศรีสะเกษว่า
ปราสาทเขาพระวิหารนั้นเดิมเป็นของไทยและของกัมพูชา
แต่ต่อมาเมื่อแบ่งเส้นเขตแดนแล้ว ไทยก็แพ้ศาลโลก
และยอมรับในกติกาของศาลโลก
แต่ต่อไปชาวศรีสะเกษทุกคนคงจะยอมเสียพื้นที่เขาพระวิหารต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
ก็ขอฝากทุกท่านที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลและร่วมกันทวงคืนเขาพระวิหาร
ให้กลับมาเป็นของไทยด้วยเช่นเดิม ต่อไปด้วย" นายทิวากล่าว

 พ.ต.อ.วีระพันธ์ สกุลไทย ผกก.สภ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า
ที่ชาวศรีสะเกษออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ชาวกัมพูชานั้น
ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีผลกระทบระหว่างประเทศ
จึงจะเร่งประสานไปยัง สภ.บึงมะรู อ.กันทรลักษ์ และชุดเฉพาะกิจทหารพรานที่ 23
เข้ามาดูแลตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง

 "ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ไม่มีความบาดหมางใดๆ กัน
เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ตามแนวชายแดนจะอยู่กันอย่างญาติพี่น้อง
อีกทั้งกัมพูชาก็ยังคงเปิดด่านให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเที่ยวตามปกติ
ส่วนประชาชนชาวไทยที่อยู่ตามแนวชายแดนก็ยังคงค้าขายเช่นเคย
และต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ ไม่มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด
แต่เพื่อเป็นการป้องกันก็จะระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลด้านความสงบเรียบร้อย"
พ.ต.อ.วีระพันธ์กล่าว พร้อมย้ำว่า จุดที่มีปัญหาขณะนี้คือ
พื้นที่ทับซ้อนที่มีระยะทาง 4 กิโลเมตร เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์
ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายปกครองและกระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณา
ในส่วนของตำรวจมีหน้าที่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น

 พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) กล่าวว่า
ได้สั่งการให้กำลังพลที่อยู่ในพื้นที่ คือชุดเฉพาะกิจทหารพรานที่ 23
คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
แต่ทราบว่าการเคลื่อนไหวยังอยู่ในเขต อ.เมือง
ไม่ใช่ อ.กันทรลักษ์ ซึ่งมีพื้นที่เขาพระวิหารตั้งอยู่

 พล.ต.กนกกล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะเป็นความคิดเห็น
ของประชาชนในพื้นที่ที่รับฟังข่าวสารจากสื่อมวลชน
เพราะชาวศรีสะเกษมีความรู้สึกผูกพันกับปราสาทเขาพระวิหารมาช้านานแล้ว
จึงมีความรู้สึกมากกว่าคนพื้นที่อื่น
ส่วนการตั้งร้านค้าบนพื้นที่ทับซ้อนบนปราสาทเขาพระวิหาร
ทางกัมพูชาก็มีการปลูกสร้างมานานแล้ว
และฝ่ายไทยก็มีการประท้วงให้รื้อถอนมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน

 "การเจรจาแก้ปัญหานี้เป็นแนวทางของข้างบน
คือ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการกันไป
ส่วนแผนที่ฉบับใหม่ที่มีข่าวว่ารุกล้ำเข้ามายังเขตไทย
ก็มีการดำเนินการตรวจสอบอยู่ว่ารุกล้ำเข้ามาจริงหรือไม่" พล.ต.กนกกล่าว




(ภาพจาก www.weekendhobby.com)



(ข้อมูลจากคมชัดลึก 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551,
ภาพจากเว็บตากล้อง www.nakhontoday.com, www.thaitourzone.com,
www.esanclick.com)





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2008, 18:00:07 โดย เสลา » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2008, 21:01:11 »


เมื่อ 46 ปีก่อน
ป้าเสลาเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น
จำได้ว่าทางโรงเรียนมีการเรี่ยไรเงินเด็กนักเรียน
เพื่อสมทบทุนในการต่อสู้กรณีพิพาท
เรื่องเขาพระวิหารกับเขมร ที่ศาลโลก
แม้คำตัดสินออกมาเราจะแพ้
โดยคำตัดสินคือ

"ไทยต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารไปเป็นของประเทศกัมพูชา
แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียเขาพระวิหารทั้งลูก
เนื่องจากบันไดหินทางขึ้นเขาพระวิหารขั้นที่ 162 ลงมา
เป็นดินแดนของประเทศไทย"


เวลาผ่านไป 46 ปี
ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องวิตกกังวลอีก
ว่าเราจะต้องเสียดินแดนให้เขมรเพิ่มอีกหรืออย่างไร...??
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2008, 21:48:29 »




เราจะไปทำอะไรได้ นิสัยคนไทย ขี้ใจอ่อน
ไม่คิดการณ์ไกล ปล่อยให้ ชาวเขมรมาทำมาค้าขาย
คราวนี้ไล่ออก ก็ไม่ง่าย

จุดนี้ต้องโทษทางไทยแล้ว จนท ไร้ประสิทธิภาพ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2008, 21:59:39 »




ไม่กล้าฟันธงว่าจะเสียเขาพระวิหารหรือไม่
แต่ก่อนอื่นอยากให้ ผลักดัน คนเขมรที่ทำมาค้าขายตรงนั้น ออกให้หมดก่อน
ที่สำคัญ พี่ไทยเราอย่าโง่ อย่าใจอ่อน แรงมา แรงไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2008, 22:07:23 »


คนไทยเราคงต้องช่วยกันจับตามอง
เพราะอาจมีเงื่อนงำมากกว่านี้
ที่เราอาจจะเสียเปรียบ
ตามข่าวที่สื่อรายงาน ฝ่ายทหารก็ไม่ได้ละเลยเสียทีเดียว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,154


« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2008, 07:11:57 »

 smile  อยากให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ทำความชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ซับซ้อน   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2008, 10:38:48 »

เรื่อง"เขาพระวิหาร" เคยเป็นเรื่องสะเทือนใจคนไทย
เมื่อ 46 ปีมาแล้ว
คนไทยครึ่งค่อนประเทศ รวมทั้งป้าเสลา
ในสมัยนั้นเคยเสียน้ำตามาแล้ว เมื่อเราแพ้คดี
จากกรณีพิพาทกับเขมร

เมื่อมีข่าวที่ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ
พื้นที่เขาพระวิหารขึ้นมาอีก
จึงเป็นที่สนใจ จดจ่อรอฟังด้วยความกังวล เป็นห่วง



จากข่าวล่าสุด
(มติชน 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551)

นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่สำนักงาน สมช.
การประชุมนัดนี้มีวาระสำคัญคือ กระทรวงการต่างประเทศ
เสนอเรื่องการจัดทำแผนที่ใหม่เพื่อการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร
เป็นมรดกโลกให้ สมช.พิจารณา

สำหรับแผนที่ใหม่นี้ จากการรายงานข่าวของสื่อหลายสื่อ
ระบุว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายจัดทำขึ้น
เช่นจากข่าวของ www.nationchannel.com  6 มิถุนายน 2551
รายงานว่า
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ  ได้ส่งเจ้าหน้าที่
ไปรับแผนที่เขาพระวิหาร ฉบับใหม่ที่เมืองเสียมเรียบ
ซึ่งเป็นฉบับที่ไทย-กัมพูชา ได้ร่วมตกลงกันในวันที่ 22-23 พ.ค.ที่กรุงปารีส
และเพื่อความรอบคอบจะมีตรวจวัดพื้นที่จริงอีกครั้ง


แต่ขณะเดียวกันข่าวจากสื่อ
เช่น www.tnewsonline.net วันที่ 2008-06-09
ก็รายงานว่า รมว.ตปท. รอคำตอบจากกัมพูชา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
จึงยุติการให้ดูแผนที่ก่อน


     นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชายื่นแผนที่ฉบับใหม่ให้ไทยพิจารณา ว่า
คิดว่าจะใช้เวลาไม่นาน หลังจากนี้จะให้คำตอบกับกัมพูชาได้ทราบโดยเร็วที่สุด
ตนเข้าใจความปรารถนาของคนไทยที่ต้องการจะดูแผนที่ดังกล่าว
เพราะอยากให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติจึงต้องขอเวลาดูแผนที่ให้เรียบร้อยก่อน
อย่างไรก็มีโอกาสที่จะเปิดเผยเอกสารให้ดูได้
หลังจากสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้แล้ว



(ภาพจาก www.oknation.net/blog/print.php?id=90117)

ต่อมานายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
แถลงผลการประชุม สมช.ว่า
สมช.ได้ให้ความเห็นชอบแผนที่เขาพระวิหารซึ่งทางกัมพูชาได้จัดทำขึ้น
และร่างการแถลงการณ์ร่วม
โดยกัมพูชาจะจำกัดการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเท่านั้น
ไม่มีพื้นที่พัฒนาหรือพื้นที่อนุรักษ์ล้ำเข้ามาในพื้นที่
ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิทับซ้อน 4.6 กิโลเมตร
ซึ่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา
ทางกัมพูชาได้ส่งแผนที่ให้ไทยและกระทรวงการต่างประเทศ
ได้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหารมาตรวจสอบแล้ว

"ที่ประชุมได้อภิปรายอย่างกว้างขวางแต่ก็เห็นชอบ
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 17 มิถุนายน
หาก ครม.เห็นชอบก็จะได้รับมอบอำนาจให้ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม
จากนั้นจะมีการแจ้งให้ทางกัมพูชาได้รับทราบ
เพื่อให้กัมพูชาส่งแผนที่ดังกล่าวไปให้คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ
เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 32 เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา"
นายนพดลกล่าว

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า
ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสั่งไม่ให้ทหารให้ความเห็น
นายนพดลกล่าวว่า ไม่เคยสั่งทหารโดยใช้ถ้อยคำว่าหุบปากหรืออะไร
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์
และอยากให้พูดในแนวเดียวกัน

ซึ่งในที่ประชุม สมช. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
และ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม
ได้แสดงความคิดเห็นขอบคุณ
และชื่นชมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งการเลือกตั้งของกัมพูชาในปลายเดือนกรกฎาคม
หากไปปลุกเร้าหรือสัมภาษณ์ที่ผิดพลาดไป
อาจจะมีผลกระทบต่อการเมืองภายในของกัมพูชา

เมื่อถามว่า เป็นห่วงว่าจะมีการเอาผลประโยชน์ของชาติ
แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนบุคคล
นายนพดลกล่าวว่า ความกลัวเป็นสิ่งที่ดี
แต่อย่ามีมากและต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง
เพราะกระทรวงการต่างประเทศไม่สามารถไปทำอะไร
ที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นการเจรจาบนโต๊ะ

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ทั้งนักวิชาการและฝ่ายความมั่นคง
ขอให้เปิดเผยแผนที่ ทำไมไม่เปิดเผย

นายนพดลกล่าวว่า คนที่รู้เรื่องแผนที่ดีที่สุดในประเทศไทย
คือ กรมแผนที่ทหาร
กระทรวงการต่างประเทศไม่เชี่ยวชาญ
และจะสามารถเปิดได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร
แต่ตอนนี้ยังเป็นความลับทางราชการอยู่

"ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะตัวปราสาทนั้นเป็นของกัมพูชา
ตามคำวินิจฉัยของศาลโลก ซึ่งในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้มีมติ ครม.คืนปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชาตามแผนที่ แอล 7017
และท้ายที่สุดการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทจะไม่กระทบต่อการปักปันเขตแดนใดๆ
ซึ่งได้เขียนไว้เป็นข้อตกลงร่วมกัน" นายนพดลกล่าว

และว่า ส่วนเรื่องการก่อสร้างบ้านเรือนและร้านค้าของชาวกัมพูชา
รุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทยนั้น จะต้องไปเจรจา
บริหารจัดการและวางแผนร่วมกัน ซึ่งจุดยืนของไทยคือ ต้องอนุรักษ์ตัวปราสาท


ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สมช. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ให้สัมภาษณ์ กรณีสร้างสิ่งปลูกสร้างล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร
ของชาวกัมพูชาว่า ต้องหารือกับกัมพูชา
เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนนี้ร่วมกัน จะได้ไม่เกิดปัญหา
เรื่องสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนขอให้ประชาชนใจเย็นๆ
 เพราะเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว ถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรหยิบยกมาพูดกันก่อนหน้านี้มานานแล้ว
ไม่อยากให้มีการกระพือข่าวช่วงนี้
เพราะจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่างประชาชน 2 ประเทศ
โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการเลือกตั้งของกัมพูชาในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้
หากมีนักการเมืองหยิบประเด็นเรื่องชาตินิยมไปหาเสียงในกัมพูชา
อาจมีปัญหาเหมือนเรื่องเผาสถานทูตไทยในกัมพูชาก็ได้
และขอยืนยันว่า บริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร
ไม่ใช่แหล่งพลังงานด้านน้ำมันแน่นอน
เพราะแหล่งพลังงานที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ในทะเล
มีพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร


จุดสำคัญที่ทำให้คนไทยทั้งหลาย
หายใจไม่ค่อยทั่วท้องก็คือ

"ก่อนหน้านี้ทั้งนักวิชาการและฝ่ายความมั่นคง
ขอให้เปิดเผยแผนที่ ทำไมไม่เปิดเผย "


และการแถลงยืนยันของ นายนพดล  ปัทมะ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ
ว่า
แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติจึงต้องขอเวลาดูแผนที่ให้เรียบร้อยก่อน
อย่างไรก็มีโอกาสที่จะเปิดเผยเอกสารให้ดูได้
หลังจากสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้แล้ว



ซึ่งคนไทยทั้งประเทศก็คงต้องทำใจ
ฝากความเชื่อมั่นไว้กับคำแถลงรับรองของนายนพดล  ปัทมะ
รมว.กระทรวงการต่างประเทศ
ที่อ้างว่า "ทางกัมพูชาได้ส่งแผนที่ให้ไทย
และกระทรวงการต่างประเทศได้ขอให้
ทางเจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหารมาตรวจสอบแล้ว "


กับให้ฟังเหตุผลที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งไม่ให้ทหารให้ความเห็น  
โดยให้ความสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ที่อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์




(ภาพจาก http://travel.sanook.com)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 30, 2010, 12:21:34 โดย เสลา » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2008, 18:04:52 »



เรื่องสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนขอให้ประชาชนใจเย็นๆ
 เพราะเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว ถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรหยิบยกมาพูดกันก่อนหน้านี้มานานแล้ว

ปล่อยมานานจริงๆด้วย คราวนี้มันไม่ยอมออกกันแล้ว
พี่ไทย เคยทำอะไรได้มั่ง?  จับตาดู นพดล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2008, 18:07:18 โดย enjoy the silence » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2008, 18:58:04 »


สิ่งที่รบกวนจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ในกรณีนี้ก็คือ

ทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการฯ
ยืนยันที่จะเปิดเผยแผนที่-แถลงการณ์ร่วม หลังขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว

โดยอ้างเหตุผลที่ยังไม่ยอมเปิดเผยในตอนนี้ว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เกรงกระทบความมั่นคงภายในของกัมพูชา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2008, 19:31:54 »


อ่านตรงนี้แล้วชอบกล

ทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการฯ
ยืนยันที่จะเปิดเผยแผนที่-แถลงการณ์ร่วม หลังขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว

**** สงสัยว่าทำอะไรอยู่?????  หลังขึ้นทะเบียนนี่นะ ????????
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2008, 19:35:07 โดย enjoy the silence » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,738



« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:39:49 »


พันธมิตรหลายหมื่นคน จากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย กำลังชุมนุมประท้วงไล่ นพดล
อยู่ที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศอยู่ครับ
  นพดลอาการร่อแร่แล้วครับ.......เอิ้กกกก

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:55:27 »

ทรัพย์สินเป็นของประเทศชาติ
มัน จะรับผิดชอบคนเดียว ถ้าเกิดพลาดพลั้งไป???
(ถือว่ามันตั้งใจ ถ้าผลออกมาอย่างที่เราสงสัยกัน)
มันมีค่าอะไรนักหนา ???? ดูการให้สัมภาษณ์
ที่ลงข่าว โค่ดโม้เลย



อดสู! “นพดล” ห่วงเลือกตั้งเขมร หมกเม็ดปิดสัญญาเขาพระวิหาร


http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071373
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 18, 2008, 11:16:57 โดย enjoy the silence » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 10:04:35 »







แผนที่ A มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย

ผู้จัดการออนไลน์-- ไม่ว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกับนายทหารบางคนจะพูดจะแถลงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายังคงเงียบกริบด้วยความพึงพอใจ และ สื่อในกัมพูชาได้หยุดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างสิ้นเชิง ในกรณีปราสาทพระวิหาร
       
       สำหรับชาวไทยที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับความขัดแย้งกรณีไทย-กัมพูชากรณีเขาพระวิหาร หรือ กระทั่งได้ไปเที่ยวชมปราสาทบนยอดผาแห่งนี้มาแล้วก็อาจจะมองไม่เห็นภาพว่าตรงไหนเป็นของไทย และตรงไหนตกเป็นของกัมพูชาโดยคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศกรุงเฮกเมื่อ 46 ปีก่อน
       
       แผนที่ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งหนึ่งของกัมพูชาในตอนค่ำวันพุธ (18 มิ.ย.) ที่ผ่านมาอาจจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
       
       แม้ว่าไทยจะยอมรับคำตัดสินของศาลโลกว่า "ปราสาทพระวิหาร" ตกเป็นของกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.2505 เป็นต้นมาแต่จนกระทั่งถึงวันพฤหัสบดีที่ 19 มิ.ย.2551 นี้รวมเวลา 46 ปีกับอีก 4 วัน ประเทศไทยไม่เคยยอมรับแม้สักวันเดียวว่าผืนแผ่นดินบริเวณ "เขาพระวิหาร" รวมทั้งที่ตั้งของ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นของประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้
       
       ประเทศไทยได้ยึดถือเอาแนว "สันปันน้ำ" อันเป็นหลักสากลที่ใช้ในการปักปันเขตแดน เป็นหลักในการโต้แย้ง
       
       อาจจะมีผู้คนจำนวนมากยังไม่เคยได้ทราบจุดยืนของไทยในเรื่องนี้ ทั้งๆ ผู้แทนของไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อศาลโลกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และมีเอกสารหลักฐานปรากฏอยู่จำนวนมากในทุกวันนี้
       
       แนวสันปันน้ำหมายถึงแนวที่ลากเชื่อมโยงจุดสูงของภูเขาให้เป็นแนวแบ่งพรมแดน เส้นเขตแดนจึงออกมาตรงบ้าง คดเคี้ยวบ้างหรือกระทั่งบางประเทศออกมาเป็นรอยหยักเลยก็มี
       
       สภาพภูมิศาสตร์แนวชายแดนเขต "เขาพระวิหาร" นั้นเข้าข้างไทย เนื่องจาก "ประสาทพระวิหาร" ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงซึ่งเป็นจุด "สันปันน้ำ" เป็นจุดสูงยอดหนึ่งของแนวเขาพนมดงรัก โดยมีดินแดนกัมพูชาอยู่เบื้องล่าง
       
       เมื่อปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ "เฉพาะปราสาทพระวิหาร" เท่านั้นตกเป็นของกัมพูชา มิใช่ผืนดิน หรือ "เขาพระวิหาร" ทั้งอาณาบริเวณ
       
       นั่นก็คือ "ปราสาทพระวิหาร" ของกัมพูชาตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินในเขตสันปันน้ำของไทย (ดูแผนที่ A และ B)
       
       ตีความคำพิพากษาของศาลโลกแบบคำต่อคำก็คือ ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นเสมือนศาลพระภูมิของเพื่อนบ้าน ที่ตั้งอยู่ในบนที่ดินของบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งเจ้าของบ้านมีสิทธิ์ที่จะขออำนาจศาลสั่งให้รื้อถอนออกไป แต่ประเทศไทยก็มิได้ใช้ท่าที่เช่นนั้น เพราะมีอารยะมากกว่านั้น
       
       ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าว ไทยจึงสมควรมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องขอใช้ประโยชน์ "ศาลพระภูมิ" ร่วมกันได้ บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่กระเทือนถึงอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกันและกันในส่วนนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำและรัฐบาลนี้ก็เลือกที่จะไม่ทำ
       
       การเซ็นความตกลงยอมรับในเอกสาร แผนที่ และเปิดทางให้กัมพูชานำปราสาทพระวิหารเข้าจดทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันพุธ (18 มิ.ย.) ที่ผ่านมา จึงเท่ากับเป็นการรับรองว่า เจ้าของศาลพระภูมินั้นมีสิทธิเหนือที่ดินผืนน้อยในบ้านของตัวเอง และให้สามารถนำไปจดจำนองทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวได้
       
       ไม่มีใครทราบว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ซึ่ง 2-3 เดือนมานี้คอยแก้ต่างให้กับรัฐบาลกัมพูชามาตลอด มีความปรารถนาอะไรอยู่ลึกๆ ในใจ แต่ทางการกัมพูชาซึ่งโดยปรกติจะเอะอะโวยวาย ในทุกกรณีเกี่ยวกับพระวิหาร กำลังนิ่งเงียบอย่างผิดสังเกต




แผนที่ B มาตราส่วน 1:200,000 แสดงภาพรวมที่ตั้งปราสาทพระวิหารและแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน (Line 1) กับเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้าง (Line 2) โดยยึดสันปันน้ำตามหลักสากล ไทยยืนยันการกล่าวอ้างในเรื่องนี้ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สื่อต่างๆ ในกัมพูชาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลยังคงฉับไวอยู่เช่นเดิม เว็บไซต์ต่างๆ จะนำข่าวคราวความเคลื่อนไหวในประเทศไทยขึ้นนำเสนอต่อผู้อ่านอย่างฉับพลันแบบเรียลไทม์ ทันทีที่พวกเขาสืบค้นเจอบนเวิลด์ไวด์เว็บ
       
       แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ผู้อ่านพลันเงียบเสียงลงอย่างผิดสังเกต เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแทบจะไม่ปรากฏอีก ซึ่งสมเด็จฯ ฮุนเซน กับคณะต้องขอบคุณนายนพดล ปัทมะกับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช
       
       แน่นอนรัฐบาลกัมพูชาพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของนายนพดล เพราะว่าแต่นี้เป็นต้นไปแผนการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่มีอุปสรรคขัดขวางอีกแล้ว เมื่อประเทศไทยที่เป็นคู่กรณีไม่มีข้อโต้แย้ง พวกเขายังสามารถใช้อ้างอิงได้อีกในอนาคต หากมีการนำข้อพิพาทพรมแดนกับไทยไปขึ้นศาลโลกอีกครั้ง
       
       เมื่อเดือนก่อนสื่อในกัมพูชาตีพิมพ์ข่าวกับรูปภาพอย่างใหญ่โต เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยกทีมไปตีกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและผู้นำทางการเมืองกับธุรกิจอีกหลายคน ทีมของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จอมโปรเจ็ค CTX ที่อื้อฉาวรวมอยู่ด้วย
       
       สื่อในกัมพูชากล่าวว่า การไปครั้งนั้นมิใช่การไปเล่นกอล์ฟเพื่อความสนุกสนาน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หรือ ด้วยความคิดถึงกันระหว่างเพื่อนเก่าเท่านั้น หากแต่อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวของไทยมีแผนการ "ล่าทรัพยากร" ทั้งการเช่าที่ดิน 99 ปีกับการสูบน้ำมันในน่านน้ำอ่าวไทยอีกด้วย
       
       เป็นที่ทราบกันดีว่าสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอันแน่นแฟ้นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับกลุ่มธุรกิจในจีน เป็นกลไกอันสำคัญในการประสานผลประโยชน์กับกลุ่มของสมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2528 ทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายไทยต่างก็มีคอนเน็คชั่นที่ดีกับคณะผู้นำในกัมพูชา
       
       เพราะฉะนั้นก็จึงเป็นเหตุอันสมควร ที่นายนพดลจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นที่พอใจของทางการกรุงพนมเปญ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อมิให้ความสัมพันธ์อันดีของสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือน แม้กระทั่งจะต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง
       
       นายนพดลให้สัมภาษณ์รายการทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 97 เมกะเฮิรสในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า "เวลาเป็นของกัมพูชามิใช่ของไทย" เนื่องจากฝ่ายนั้นได้ยื่นขอจดทะเบียนต่อองค์การยูเนสโกไปแล้ว ขอจึงต้องเร่งทำงานอย่างรีบด่วน





หลังจากศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในเดือน มิ.ย.2505 ในเดือนถัดมาไทยก็ได้ยื่นบันทึกต่อศาลโลกพร้อมแผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำที่ไทยสงวนที่จะกล่าวอ้าง ภาพล่างซ้ายแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับให้พื้นที่แก่ปราสาทที่กว้างที่สุดเพียง 100 เมตรเท่านั้น อาณาบริเวณข้างนอกเส้นปรุเป็นพื้นที่เขตสันปันน้ำ

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคงจะลืมไปว่า รัฐบาลไทยซึ่งเป็นคู่กรณีมีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาเสร็จสิ้น คู่กรณีก็ยังสามารถยกขึ้นมาโต้แย้งได้เช่นเดียวกัน
       
       และปราสาทพระวิหารมิใช่ศาลพระภูมิ ผืนดินที่ตั้งอยู่กับอาณาบริเวณโดยรอบก็มิใช่ที่ดินผืนเล็กมุมรั้วบ้าน
       
       ทั้งหมดเป็นผืนดินมีพื้นที่รวมกันหลายตารางกิโลเมตร และ แผ่นดิน "เขมรต่ำ" หรือ ดินแดนกัมพูชาตามหลักสากลนั้น ก็จะต้องอยู่ใต้ลงไปราว 500 เมตร ไม่ควรจะอยู่บนยอดผา
       
       ที่ตั้งของปราสาทพระวิหารทั้งอาณาบริเวณนั้นกินแนวยาวตั้งแต่หน้าผาชัน เป็นทางเดินลาดต่ำลึกเข้าไปในดินแดน "ในเขตสันปันน้ำ" ของไทยเป็นระยะทางกว่า 600 เมตร ขณะที่ประเทศไทยได้ขีดเส้นดินแดนโดยรอบปราสาทตั้งแต่บริเวณหน้าผาทั้งสองด้านให้เป็นดินแดนพิพาท (ดูแผนที่ A และ B) โดยยึดหลักสันปันน้ำ
       
       ไทยทำสิ่งนี้โดยโต้แย้งกับแนวเขตแดนที่พวกฝรั่งเศสขีดเอาไว้ให้สยามต้องยอมรับอย่างจำยอมเมื่อปี 2450 (1907) หรือ 101 ปีก่อน
       
       ถึงแม้ว่าศาลโลกในกรุงเฮกจะใช้แผนที่ฝรั่งเศส-สยามฉบับดังกล่าวอ้างอิงในการยกเขตปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชา แต่ไทยก็ได้โต้แย้งเรื่องเส้นเขตแดนมาตั้งแต่ครั้งนั้น เรื่องนี้มีหลักฐานเป็นบันทึกอย่างชัดเจน
       
       กรณีปราสาทพระวิหารและดินแดนโดยรอบจึงเป็นกรณีพิพาทที่มิอาจแยกจากกันได้ และยังเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามาตลอด 46 ปี ประเทศไทยยังคงยืนยันกรานในจุดยืนนี้มาตลอด และได้แสดงเจตนาที่พร้อมจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเมื่อไรก็ได้
       
       น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือเกือบ 50 ปีที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยมีโอกาสได้กระทำเช่นนั้น ด้วยสถานการณ์ที่ไม่อำนวย ทั้งภายในและภายนอก




แผนที่ฝรั่งเศสที่ศาลโลกกรุงเฮกใช้อ้างอิงในการตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่เป็นแผนที่ที่กำหนดเส้นพรมแดนโดยไม่ได้ยึดแนวสันปันน้ำ อันขัดต่อหลักสากลและไทยได้โต้แย้งเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2505 ประเทศไทยได้ยอมรับว่า "ปราสาทพระวิหาร" เป็นของกัมพูชา แต่ไม่เคยยอมรับอาณาบริเวณบนยอดผาและรอบๆ ว่าเป็นของประเทศนั้น ไทยได้ทำบันทึกยื่นต่อศาลระหว่างเทศยืนยันที่จะยึดแนวส้นเขตแดนตามหลักสากลโดยใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่ง

ช่วงปี 2508 จนถึงปี 2523 ภายในต้องเชิญกับการก่อการร้ายของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และสิ่งที่แทรกซ้อนขึ้นมาในระหว่างนั้นก็คือสงครามในกัมพูชาที่มีทหารเวียดนามนับแสนอยู่ในประเทศนั้น
       
       บนเขาพระวิหารในช่วงปีนั้นเป็นที่ตั้งของกองกำลังเขมรแดงที่เป็นมิตรกับประเทศไทยทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
       
       จากนั้นสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชาก็เข้าสู่ความยุ่งยากมาตลอด ดังจะเห็นได้จากที่สองประเทศเพิ่งจะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนระหว่างกันเมื่อไม่กี่มานี้เอง
       
       แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถลบล้างจุดยืนของไทย ที่ยังคงสงวนสิทธิที่จะอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนและโดยรอบพระวิหาร
       
       การยอมรับเอาแผนที่ที่ฝ่ายกัมพูชาร่างขึ้นมาเสนอ จึงไม่ต่างกับการยกผืนดินที่ตั้งของปราสาทให้แก่ประเทศกัมพูชาไปโดยปริยาย และกำลังจะสร้างปัญหาให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนโดยรอบตามแนวสันปันน้ำ ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของไทย
       
       รัฐบาลกัมพูชาสามารถนำกรณีที่ไทยยกดินแดนบนยอดผาให้ไปอ้างอิงหรือโต้แย้งกรณีพิพาทเหนือดินแดนแห่งอื่นๆ ได้เมื่อมีชาวไทยผู้รักชาติ หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นเสนอให้ศาลโลกอีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า.


http://manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071917

เป็นโอกาส แล้วที่ทางไทยเรา จะเรียกร้อง เอาตัวปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาด้วย !!!!!!!!!!



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 19, 2008, 10:16:18 โดย enjoy the silence » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 12:11:23 »

เขาพระวิหารเคยถูกปิดไม่ให้ขึ้นเยี่ยมชมนาน ระยะหนึ่ง
ต่อมาราวปี พ.ศ. 2542 หรือ 2543 ได้มีการเปิดให้ขึ้นชมได้อีก
ป้าเสลาได้จังหวะดี มีโอกาสไปเที่ยว



โดยต้องเริ่มตั้งต้นเดินด้วยเท้าจากเขตที่เขาอนุญาตให้รถยนต์ไปถึงได้
ดูเหมือนจะเดินด้วยระยะทางกว่า 1 กิโล แต่ไม่ใช่เดินบนที่ราบ
เป็นทางชันขึ้นเขา กว่าจะไปถึงส่วนที่เป็นบันได

ความรู้สึกที่ได้เห็น
ลักษณะ ตำแหน่งที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหาร
รู้สึกว่าทำใจยอมรับไม่ได้ว่า ประสาทเป็นของเขมร
เพราะทางเดินขึ้นไปจากบ้านเราแท้ๆ


...
...
ริมชะง่อนผา ขวามือคือเขตแดนกัมพูชา
คิดไปถึงตอนเริ่มสร้าง
ก็ต้องดำเนินการก่อสร้างในเขตบ้านเมืองเรา
เพราะปราสาทตั้งอยู่บนชะง่อนผา
มองจากชะง่อนผาลงไป
จึงจะเป็นเขตประเทศกัมพูชา


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 19, 2008, 16:26:03 โดย เสลา » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 22:01:02 »



รู้สึกว่ารูปป้ามันจะเบลอ
กว่า ช่วงบ่าย  หรือว่าเอ็นจอยตาฝาด ??

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Scorpio6
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 183



« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 22:16:22 »




นพดล ปัทมะ เกิดที่กิ่งอำเภอสีดา โคราช ...อยู่ใกล้บ้านผมมาก
อดีตนักศึกษาจากธรรมศาสตร์ นักเรียนทุนหลวง และ....อดีตทนายของทักษิณ ชินวัตร
หากคุณทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวใครบางคน..ผมขอประณามคุณและอาจไปเยี่ยมถึงบ้าน ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 19, 2008, 22:19:51 โดย Scorpio6 » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อีสานมั่นคง...เมืองไทยมั่นคง
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #16 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2008, 22:30:41 »


ได้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมถึงข้อตกลงที่ นพดล
ตกลงทำกับเขมรไปแล้ว เจ็บปวดใจจริงๆ

หวังว่าเราคงจะหาทางออก สามารถแก้ไขกลับคืนมาจนได้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 01:19:52 »









จากบางส่วนของหนังสือ “ไทยแพ้คดี เสียดินแดนให้เขมร” เขียนโดย บุญร่วม เทียมจันทร์ ประภาส เฉลยมรรค และ ศรัญญา วิชชาธรรม
รัฐบาลไทยประท้วง คำตัดสินของศาลโลก

       
       ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว ๒๐ กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก โดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม
       
       นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเอาปราสาทพระวิหารกลับคนมาในอนาคตด้วย
       
       ต่อไปนี้เป็นคำประท้วง
       
       “ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๕๙ (พ.ศ.๒๕๐๒) และซึ่งศาลได้พิพากษา เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร
       
       “ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตร
       
       “ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา”
       
       “ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความในหนังสือฉบับนี้ ให้สมาชิกทั้งปวงขององค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย”
       
       
       
       
บันทึกกระทรวงการต่างประเทศ
       เกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร

       
       วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕ กระทรวงการต่างประเทศ (ดร.ถนัด คอมันตร์ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ) ได้ทำบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของคำพิพากษาของศาลโลก รวม ๑๒ ประเด็น เสนอการประชุมคณะรัฐมนตรี รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี นับว่าเป็นประโยชน์แก่นักกฎหมายและประชาชนโดยทั่วไป
       
       
       

       บันทึก
       ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษา
       คดีปราสาทพระวิหาร
       

       ๑.เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษาว่า ซากปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยอาศัยเหตุผลแต่เพียงว่า ประเทศไทยได้นิ่งเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งมาให้รัฐบาลไทยใน ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) แล้ว แผนที่ฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว แต่บังเอิญมีเครื่องหมายแสดงซากปราสาทพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา
       
       ๒.คดีปราสาทพระวิหารนี้ เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือซากปราสาทพระวิหาร ประเด็นสำคัญซึ่งที่พึงพิจารณา คือ การปักปันเขตแดน ถ้าได้มีการปักปันเขตแดนที่ถูกต้องแล้ว กรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารก็จะตกเป็นของไทยอย่างไม่มีปัญหา แต่เหตุผลที่ศาลนำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดี มิใช่หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยกรรมสิทธิ์ หรือการได้มาซึ่งอธิปไตยแห่งดินแดน หรือจารีตประเพณีในการปักปันเขตแดน ซึ่งย่อมคำนึงถึงบทนิยมเขตแดนในสนธิสัญญากำหนดเขตแดนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปันเป็นสำคัญแต่กลับไปใช้หลักกฎหมายทั่วไปมาหักล้าง เจตนาของคู่สัญญาว่าในบริเวณที่พิพาทให้ถือสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน ศาลจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องชี้ขาดว่า เส้นสันปันน้ำที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ถ้าศาลได้ยกข้อนี้ขึ้นพิจารณาแล้วก็จะต้องตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตไทยอย่างไม่มีข้อสงสัย แม้แต่ความเห็นเอกเทศของผู้พิพากษา เซอร์ เจรัลด์ ฟิตซ์ มอริส ก็ยังได้ยอมรับในทัศนะนี้
       
       ๓.ความเคารพพันธกรณีตามสนธิสัญญา เป็นรากฐานสำหรับความแน่นอนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ว่าคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ในขณะเดียวกับที่แสวงหาความแน่นอนและความสิ้นสุดยุติของข้อพิพาท คำพิพากษานี้เองกลับก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น และหาได้พัฒนาไปในแนวนั้นไม่
       
       ๔.กัมพูชาได้บรรยายฟ้องว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ ซึ่งมีเส้นเขตแดนแสดงปราสาทพระวิหารไว้ในกัมพูชานั้น มีผลผูกพันไทย เพราะเป็นแผนที่ซึ่งคณะกรรมการผสมปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) ได้ทำขึ้นทั้งๆ ที่ศาลยอมรับฟังข้อโต้เถียงของไทยว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ นั้น ไม่มีผลผูกพันประเทศไทย เพราะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและกัมพูชาเป็นผู้ทำขึ้น เมื่อพ้นจากหน้าที่ในคณะกรรมการปักปันแล้ว (คำพิพากษาหน้า ๒๑) โดยฝ่ายไทยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผสม แต่ศาลกลับวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับปราสาทพระวิหารที่พิพาทนั้น มีเครื่องหมายแสดงไว้ชัดเจนในแผนที่นั้นว่าอยู่ในเขตกัมพูชา และฝ่ายไทยก็มิได้ประท้วงหรือคดค้านแต่ประการใด แต่ได้นิ่งเฉยเป็นเวลานาน ซ้ำยังได้พิมพ์แผนที่ขึ้นอีก แสดงเส้นเขตแดนเช่นเดียวกะภาคผนวก
       
       ๕.ศาลได้พิพากษาว่าประเทศไทยเสียสิทธิในการที่จะต่อสู้ว่าปราสาทพระวิหารมิใช่ของกัมพูชา โดยที่ศาลเองก็ยังลังเลใจไม่กล้าระบุชัดลงไปว่าเป็นหลักใดแน่ จะเรียกว่า estoppel หรือ preclusion prescription หรือ acquiescence ก็ไม่ใคร่ถนัดนัก เพราะแต่ละหลักนั้น ไม่อาจนำมาใช้กับข้อเท็จจริงในคดีได้
       
       ก.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่าเป็นหลัก estoppel หรือ preciusion ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นหลักกฎหมายปิดปาก ก็เป็นการยอมรับว่าทั้งๆที่ข้อเท็จจริงทางภูมิประเทศปรากฏอยู่ตำตาแล้วว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ มิได้เป็นไปตามเส้นปันน้ำประเทศไทยก็ยังถูกปิดปากมิให้โต้แย้งหลักนี้นอกจากจะเป็นการไม่เป็นธรรม ในกรณีที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนของรัฐอันเป็นเรื่องสำคัญเช่นนี้แล้ว ยังจะต้องอาศัยข้อพิสูจน์ว่า ประเทศไทยได้กล่าวหรือกระทำการใดมาก่อน ซึ่งเป็นการแสดงอย่างชัดแจ้งว่าไทยเชื่อและยินยอมว่าพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่กัมพูชาก็มิอาจพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายปิดปาก กัมพูชาจะต้องแสดงว่าการกระทำต่างๆ ของไทยทำให้กัมพูชาหรือฝรั่งเศสหลงเชื่อ จึงไดทำกิจสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นโดยเข้าใจผิด และไทยโต้แย้งไม่ได้ ซึ่งหาตรงกับข้อเท็จจริงในคดีความนี้ไม่ เพราะแผนที่ซึ่งไทยโต้แย้งว่าผิดจากสันปันน้ำ ได้ทำขึ้นก่อนการกระทำใดๆ ของไทย
       
       ข.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่าเป็นหลัก Prescription หรืออายุความได้สิทธิสำหรับกัมพูชาและเสียสิทธิสำหรับไทยศาลก็จะต้องอาศัยข้อพิสูจน์ว่ากัมพูชาได้ใช้อธิปไตยในการครอบครองที่เป็นผลโดยสงบเปิดเผยและโดยปรปักษ์ เป็นเวลาต่อเนื่องกันพอสมควร (คำพิพากษาหน้า ๓๒)พูดถึงระยะเวลา ๕๐ ปี แต่ศาลก็มิได้ลงเอยว่ากัมพูชาได้สิทธิตามหลักอายุความ เพราะนอกจากจะไม่มีหลักฐานสนับสนุนแต่ประการใดแล้ว ยังเป็นการฝืนต่อเหตุผลแห่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย เพราะไทยก็ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นเป็นอย่างชัดแจ้ง ซึ่งศาลเองก็ได้ยอมรับ(คำพิพากษา หน้า ๓o) แล้วว่า ฝ่ายไทยก็ไดใช้อำนาจการปกครองในบริเวณปราสาทพระวิหารเสมอมา
       
       ค.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่า เป็นหลัก Acquiescence หรือการสันนิษฐานว่ายอมรับโดยนิ่งเฉย ก็มีความหมายว่าไทยกับฝรั่งเศสได้ทำความตกลงขึ้นใหม่ เพื่อใช้แทนบทบัญญัติในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) ซึ่งก็จะเป็นการขัดต่อเหตุผลและข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน เพราะในสนธิสัญญาต่อๆ มา คือ ใน ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๕) และ ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ทั้งไทยและฝรั่งเศสกลับยืนยันข้อบทแห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ในเรื่องเขตแดนว่าเป็นไปตามสันปันน้ำ
       
       ผู้พิพากษาอาลฟาโร ได้ให้ความเห็นเอกเทศไว้ว่าคำพิพากษาไม่อธิบายถึงหลักเหล่านี้เพียงพอจึงได้อ้างอิงหลักอื่นๆ ทำนองนี้อีก คือ หลักปิดปากและหลักสันนิษฐานว่ามีการยินยอม เพราะมิได้มีการประท้วง หรือคัดค้าน หรือตั้งข้อสงวน หรือมีการสละสิทธิ์ นิ่งเฉย นอนหลับทับสิทธิ์ หรือสมยอมแต่ผู้พิพากษาอาลฟาโรเอง ก็มิได้ปักใจลงไปแน่นอนว่าจะยึดถือหลักใดเป็นเกณฑ์
       
       สรุปได้ว่า ศาลยังไม่แน่ใจทีเดียวว่าจะนำหลักใดในบรรดาหลักที่กล่าวถึงข้างต้นมาปรบกับคดีปราสาทพระวิหารนี้ และหลัก acquiescence ที่นำมาใช้นั้นก็เป็นหลักใหม่สำหรับเรื่องแผนที่ เหตุไฉนจึงนำหลักใหม่นี้ไปใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกาลเวลาที่ล่วงเลยมาแล้วกว่า ๕๐ ปี เป็นที่เสียหายแก่ฝ่ายไทยเล่า เพราะหลักนี้เอง ถ้าจะนำมาใช้กับแผนที่ในกาลปัจจุบันก็ยังเป็นหลักที่นักนิติศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่
       
       ๖. ศาลได้ยึดถือเอาภาษิตลาตินที่ว่า “ผู้ที่นิ่งเฉยเสียเมื่อควรจะพูดและสามารถพูดได้นั้น ให้ถือเสมือนยินยอม” (Qui tacet consentire videtur si loqui debuiset sc potuisset) ในหน้า ๒๓ ของคำพิพากษา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้กับคดีปราสาทพระวิหาร ย่อมขัดต่อเหตุผลทั้งในแง่กฎหมายและในแง่ความยุติธรรม
       
       ก.ในแง่กฎหมาย ศาลหาได้คำนึงไม่ว่า หลักที่ศาลยืมมาใช้จากหลักกฎหมายทั่วไปนี้ เป็นที่ยอมรับนับถือกันในภูมิภาคเอเชียนี้หรือไม่ เพราะหลักนี้มิใช่หลักกฎหมายระหว่างประเทศสากล ศาลควรจะคำนึงถึงจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นด้วยอนึ่ง หลักกฎหมายทั่วไปไม่พึงนำมาใช้กับกรณีที่มีสนธิสัญญากำหนดเส้นเขตแดนที่แน่นอนแล้ว เพราะเป็นเพียงหลักย่อยหลักหนึ่ง ต่อเมื่อไม่ใช่เรื่องที่สนธิสัญญาระบุไว้อย่างชัดแจ้ง จึงอาจพิจารณาปฏิบัติกรรมของไทยได้
       
       ข.ในแง่ความยุติธรรม ศาลได้เพ่งพิจารณาแต่เพียงปฏิบัติกรรมของไทย และสันนิษฐานเอาเองว่า การที่ไทยนิ่งเฉยไม่ประท้วง แปลว่า ไทยยินยอม แต่ศาลหาได้พิจารณาถึงปฏิบัติกรรมของฝรั่งเศสและกัมพูชาไม่ ซึ่งถ้าได้พิจารณาแล้วก็จะพบว่า ฝรั่งเศสเองก็มิได้ถือว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ นั้นผูกพันแต่ประการใด จึงมิได้ประท้วงการครอบครองพระวิหารของไทยจนกระทั่ง ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) และเมื่อทำการประท้วงก็มิได้อ้างแผนที่ภาคผนวก ๑ ว่ามีผลผูกพัน แต่คงอ้างหลักสันปันน้ำซึ่งกำหนดไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงในสายตาหาได้เข้าใจถึงความเป็นอยู่ และปฏิบัติการของรัฐสมัยนั้นในภูมิภาคเอเชียไม่ โดยเฉพาะศาลไม่พยายามเข้าใจถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย ในเอเชียในขณะนั้น ซึ่งมีประเทศเอกราชอยู่ไม่กี่ประเทศ และต้องเผชิญกับนโยบายจักรวรรดินิยมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ตรงกันข้าม ผู้พิพากษาส่วนมากกลับพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการแผ่ขยายอาณานิคมของประเทศตะวันตก (หน้า ๓๔-๓๕) ซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พิพากษาเหล่านั้นไม่มีหน้าที่ที่จะต้องกระทำเช่นนั้นเลย
       
       จึงสรุปได้ว่า คำพิพากษาของศาล นอกจากมิได้ใช้หลักกฎหมายที่ถูกต้องดังจะแจ้งรายละเอียดในข้อต่อไปแล้ว ยังไม่ตรงต่อหลักความยุติธรรมอันเป็นหลักหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ในหลักกฎบัตรสหประชาชาติควบคู่กับกฎหมายระหว่างประเทศและมีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่ากัน นักนิติศาสตร์ย่อมทราบดีว่าการให้ความยุติธรรมอย่างเดียวนั้น ยังไม่พอจะต้องทำให้ปรากฏชัดด้วยว่าเป็นความยุติธรรม
       
       ๗.ศาลมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่คู่คดีเสนอโดยละเอียดเท่าที่จะพึงกระทำได้ แต่ได้ใช้การอนุมานสันนิษฐานเองแล้วก็ลงข้อยุติทางกฎหมายจากข้อสันนิษฐานนั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นอนุมานซ้อน หรือเป็นการสันนิษฐานที่ขัดกันเอง และขัดต่อข้อเท็จจริง ดังจะยกตัวอย่างพอสังเขปดังต่อไปนี้
       
       (๑) ทั้งๆ ที่ศาลยอมรับ (ในคำพิพากษาหน้า ๑๘ วรรคแรก) ว่าไม่ปรากฏหลักฐานแสดงว่าคณะกรรมการปักปันได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แต่ก็ยังสันนิษฐานเอาได้(ในคำพิพากษาหน้า ๑๙ วรรคสุดท้าย) ว่าคณะกรรมการปักปันชุดแรกจะได้ปักปันเขตแดนเรียบร้อยแล้ว ตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) คือถือเอาตามเส้นที่ลากไว้ในแผนที่ภาคผนวก ๑ แสดงว่าพระวิหารอยู่ในกัมพูชา มิฉะนั้นคณะกรรมการปักปันชุดที่สอง ตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ก็คงจะต้องทำการปักปันเขตแดนตอนนี้ เพราะพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) คลุมถึงปราสาทพระวิหาร ซึงตั้งอยู่บนเขาคงรักด้านตะวันออกด้วย ศาลได้ตั้งข้อสันนิษฐานนี้ขึ้นโดยมิได้พิจารณาโครงวาดต่อท้ายพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ซึงแสดงอาณาเขตที่คณะกรรมการปักปันชุดที่สองจะต้องทำการปักปัน คือ เพียงแค่ช่องเกนทางด้านตะวันตกของทิวเขาดงรักเท่านั้น ข้อสันนิษฐานนี้จึงขัดกับโครงวาด แต่ศาลก็กลับลงข้อยุติโดยอาศัยข้อสันนิษฐานที่ผิดพลาดนี้ได้ว่า ในบริเวณปราสาทพระวิหารนั้น คณะกรรมการปักปันชุดแรกได้ปักปันแล้ว และสันนิษฐานต่อไปว่าปักปันตามที่ปรากฏในแผนที่
       
       (๒) ศาลใช้ข้อสันนิษฐานอธิบายสาเหตุแห่งการที่ประธานคณะกรรมการปักปันของฝรั่งเศสชุดแรกคาดว่า จะมีการประชุมกันอีก แต่ในที่สุดก็ไม่มีการประชุมไปในทางที่เสียประโยชน์แก่ฝ่ายไทย โดยเดาเอาว่าถ้าได้มีการประชุมก็คงจะได้รับรองเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ (คำพิพากษา ๒๐ วรรคแรก)
       
       (๓) ศาลกล่าวขึ้นมาลอยๆ (ในคำพิพากษา หน้า ๒๐ วรรค ๒) ว่าพิมพ์แผนที่เป็นงานสุดท้ายของคณะกรรมการปักปัน ทั้งๆ ที่ศาลก็ทราบดีอยู่แล้วว่าคณะกรรมการปักปันได้มีมติไว้แล้วว่า การปักปันนั้นแบ่งออกเป็นสามชั้น คือ ๑.การตระเวนสำรวจ ๒.การสำรวจภูมิประเทศ และ ๓.การอภิปรายและกำหนดเขตแดน โดยมิได้กล่าวถึงการพิมพ์แผนที่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานปักปัน ตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า การพิมพ์แผนที่เป็นเรื่องนอกเหนือจากการปักปันเขตแดนงานชิ้นสุดท้ายในการปักปันดังจะมีต่อไปอีกก็เห็นจะเป็นการปักหลักเขตแดน มิใช่การพิมพ์แผนที่
       
       (๔) ศาลสันนิษฐานเอง (ในคำพิพากษา หน้า ๔๒) ว่าในการที่ฝรั่งเศสส่งแผนที่นั้นไม่ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปัน และสันนิษฐานต่อไปว่าฝ่ายไทยมิได้คัดค้านนั้น อาจจะเป็นเพราะว่ามีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ถือว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ทั้งที่ในตอนต้น(คำพิพากษาหน้า ๑๘ วรรคแรก) ศาลก็ได้ยอมรับแล้วว่า ไม่มีหลักฐาน แสดงว่าคณะกรรมการปักปันได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร กระนั้นก็ยังสันนิษฐานเอาจนได้ เป็นการสันนิษฐานที่ไทยเสียประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง
       
       (๕) ศาลได้ใช้ข้อสันนิษฐานต่อไปอีก (ในคำพิพากษา หน้า ๒๖ ) โดยถือเอาว่ากรรมการปักปันของไทยคงจะทราบดีแล้วว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ ไม่ได้รับความเห็นชอบระหว่างการประชุมคณะกรรมการปักปัน แต่ถ้าได้รับไว้โดยมิได้ตรวจดูให้แน่นอนเสียก่อนว่า ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาหรือไม่แล้ว จะมาอ้างภายหลังว่าแผนที่ผิดไม่ได้ ข้อสันนิษฐานข้อนั้นตรงกันข้ามกับข้อสันนิษฐานในวรรคก่อน แต่ก็ยังลงข้อยุติได้เหมือนกันโดยอาศัยหลักซึ่งผู้พิพากษาฟิตช์มอริสในความเห็นเอกเทศ เรียกว่า Caveat emptor กล่าวคือ ผู้ซื้อย่อมต้องใช้ความระมัดระวัง
       
       (๖) ศาลได้ใช้ข้อสันนิษฐานต่อไปอีก (ในคำพิพากษาหน้า ๒๘ วรรคแรก) ว่าไทยได้ยอมรับแผนที่ภาคผนวก ๑ แล้วโดยการไม่ประท้วง ทั้งๆ ที่ทราบว่า แผนที่นั้นไม่ตรงกับตัวบทสนธิสัญญา อย่างไรถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ศาลก็สันนิษฐานซ้อน (ในคำพิพากษา หน้า ๒๙ วรรคแรก) ว่าไทยได้ยอมรับแผนที่นั้นโดยการนิ่งเฉย มิได้คำนึงว่าแผนที่จะผิดหรือถูกประการใด
       
       (๘) ศาลอ้างเป็นข้อสันนิษฐานที่ชี้ขาดการยอมรับแผนที่ภาคผนวก ๑ ของไทย โดยยกเหตุผล (ในคำพิพากษา หน้า ๒๗ และ ๒๘) ว่าประเทศไทยมีโอกาสหลายครั้งที่จะขอแก้ไขแผนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเจรจาทำสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และ ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ศาลให้เหตุผลตรงกันข้ามกับข้อยุติของศาลเองว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ มิได้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) หรือ ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ซ้ำยังตีความข้อบัญญัติในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และ ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ที่คลาดเคลื่อนจากถ้อยคำของข้อบทสนธิสัญญาอีกด้วย (คำพิพากษาหน้า ๑๗) เมื่อพิจารณาดูถ้อยคำของ ข้อ ๒๗ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และข้อ ๒๒ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) แล้ว จะพบสนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้มิได้ยืนยันเขตแดนตามแผนที่แต่ประการใดไม่ กลับไปยืนยันบทนิยามเขตแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๑๔ (พ.ศ.๒๔๕๗) และ ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) กล่าวคือให้ถือตามหลักสันปันน้ำ
       
       จึงสรุปได้ว่า ศาลได้มีความสนธิสัญญา โดยขัดกับถ้อยคำของสนธิสัญญานั้นเอง และสันนิษฐานเป็นที่เสียประโยชน์แก่ฝ่ายไทยว่าไทยได้ยินยอมยกพระวิหารให้ฝรั่งเศส เพราะมิได้ฉวยโอกาสขอแก้ไขสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) หรือ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) แต่เมื่อพิจารณาดูให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ชัดว่าฝรั่งเศสต่างหากที่เป็นฝ่ายยินยอม และมิได้ฉวยโอกาสผนวกแผนที่เข้าไว้กับสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) หรือ ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) และ ความจริงสนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้ยืนยันสันปันน้ำต่างหาก ซึ่งก็เป็นการประกาศอย่างชัดแจ้งว่าหลักสันปันน้ำจะต้องสำคัญกว่าแผนที่ใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ถ้ามีการแคลงใจเรื่องแผนที่ว่าจะไม่ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำตาที่ไทยได้ค้นพบในการสำรวจ ค.ศ.๑๙๓๔-๑๙๓๕ (พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๗๘) ยืนยันหลักสันปันน้ำแล้ว อันเป็นการปฏิเสธแผนที่ที่ขัดกับสันปันน้ำโดยตรง
       
       ๙. ฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อศาลโลกตลอดมาว่า เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทนั้น เป็นไปตามสันปันน้ำ และว่ารัฐบาลไทยก็ถือตามนี้ เพราะสนธิสัญญาทุกฉบับได้ยืนยันสันปันน้ำเป็นเขตแดน
       
       ข้อสำคัญที่ศาลอาจจะมองข้ามไปคือ หนังสือประท้วง ปี ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ที่ฝ่ายฝรั่งเศสส่งมายังรัฐบาลไทย โดยอ้างพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) เป็นหลัก พิธีสารฉบับนี้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า เขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองในบริเวณนั้น ถือตามเส้นสันปันน้ำ ซึ่งข้อนี้แสดงชัดแจ้งว่าฝ่ายฝรั่งเศสและกัมพูชาเองก็เชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า เขตแดนนั้นเป็นไปตามสันปันน้ำ ฝ่ายฝรั่งเศสจึงได้อ้างพิธีสารมาในหนังสือประท้วง ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ในลักษณะเช่นนี้
       
       ในการพิจารณาคดีนี้ ในเมื่อศาลเองถือเอาเจตนาของคู่กรณีเป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยคดีแล้ว เหตุไฉนเล่าศาลจึงไม่ให้ความสำคัญแก่เจตนาอันชัดแจ้งของทั้งสองฝ่าย ในเรื่องให้ยึดถือสันปันน้ำเป็นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท แสดงว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นขัดกับข้อยุติธรรมของศาลที่ว่าภาคีทั้งสองได้มีเจตนาทำความตกลงขึ้นใหม่ในการกำหนดเขตแดนในบริเวณนั้น (พึงสังเกตด้วยว่าพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ได้เอ่ยถึง “เส้นซึ่งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขุดก่อนได้ตกลงไว้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐)” นั้น เกี่ยวกับปลายเขตแดนด้านตะวันออก ซึ่งกำหนดให้บรรจบแม่น้ำโขงที่ห้วยดอนมิได้เกี่ยวกับบริเวณพระวิหาร)
       
       ๑๐.ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด แห่งความเชื่อถือตามข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดนั้น อันเป็นผลเสียหายแก่รูปคดีของไทย
       
       (๑) ศาลถือ (ในคำพิพากษา หน้า ๑๕ วรรคแรก) ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นสถานที่สักการบูชา ซึ่งตามข้อเท็จจริงเป็นเทวสถานตามลัทธิพราหมณ์ที่ปรักหักพัง และแทบจะไม่มีผู้ใดไปสักการบูชา เพราะประชาชนทั้งในไทยและกัมพูชาก็นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ การที่ศาลเชื่อเช่นนี้พ้องกับข้อเสนอของกัมพูชาว่าคนกัมพูชาใช้ปราสาทเป็นที่สักการบูชา
       
       (๒) ศาลกล่าวไว้หลายแห่ง (ในคำพิพากษา หน้า ๑๖ และ ๑๗) ว่าคณะกรรมการปักปันตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) มีสองแผนก (Sections) คือแผนกฝรั่งเศส และแผนกไทย แต่เป็นกรรมการเดียวทั้งๆ ที่ตามตัวบทสนธิสัญญาข้อ ๓ หมายถึงกรรมการ ๒ คณะ (Commissions) เป็นพหูพจน์และไม่มีการกล่าวถึงคำว่าแผนกในสนธิสัญญา หรือในรายงานการประชุมของคณะกรรมการปักปัน และ ฝ่ายไทยก็แย้งไว้แล้วว่า แผนที่ภาคผนวกซึ่งทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ถึงแม้จะอาศัยชื่อของคณะกรรมการปักปันฝรั่งเศส (Commissionde Delimitation) ก็ไม่มีผลผูกพันฝ่ายไทยได้ เพราะไม่ใช่แผนที่ของคณะกรรมการผสม (Mixed Commissions) การที่ศาลถือเอาว่าเป็นคณะกรรมการเดียวแต่มีสองแผนก จึงทำให้เข้าใจผิดได้ว่า แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันทั้งคณะ คือคณะกรรมการร่วมกันของฝ่ายไทยและฝ่ายฝรั่งเศส
       
       ๑๑.ศาลได้นำเหตุผลที่ขัดกันมาใช้ในการพิจารณาข้อโต้เถียงของไทยแล้ววินิจฉัยว่าข้อโต้เถียงของไทยฟังไม่ขึ้น คือ
       
       ก.ศาลให้ความสำคัญแก่การที่กรมแผนที่ไทยยังพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารเป็นของฝรั่งเศสเรื่อยไป และกว่าจะพิมพ์แผนที่แสดงพระวิหารไว้ในเขตไทยก็ต่อเมื่อถึง ค.ศ.๑๙๔๕ (พ.ศ.๒๔๙๗) แล้ว ศาลน่าจะเข้าใจว่า เพราะเหตุนี้การพิมพ์แผนที่จึงไม่มีความสำคัญ เพราะก่อนหน้า ค.ศ.๑๙๕๔ (พ.ศ.๒๔๙๗) นี้เอง ทั้งๆ ที่ยังพิมพ์แผนที่ผิดอยู่ กัมพูชาและฝรั่งเศสก็ได้ประท้วงมาว่า พระวิหารเป็นของกัมพูชา เมื่อ ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) และ ค.ศ.๑๙๕๐ (พ.ศ.๒๔๙๓) แต่ในทางตรงข้าม ศาลกลับไม่ถือว่ากิจกรรมเกี่ยวกับการปกครอง ตลอดจนการที่บุคคลสำคัญของรัฐบาลกลางไปเยือนพระวิหารในปีต่างๆ ระหว่าง ค.ศ.๑๙๐๗-๑๙๓๙ (พ.ศ.๒๔๕๐-๒๔๘๒) เป็นของสำคัญ กลับถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องที่ ซึ่งขัดกับท่าทีอันแน่นอนของรัฐบาลกลาง จึงต้องมองข้ามไป แสดงว่าศาลใช้มาตรฐานและเครื่องทดสอบที่ไม่สม่ำเสมอกัน
       
       ข. ทั้งๆ ที่ศาลถืออยู่ตลอดเวลา (โดยเฉพาะในคำพิพากษา หน้า ๓๐) ว่าการปกครองบริเวณปราสาทพระวิหารของไทยนั้นไม่มีความสำคัญ เพราะเป็นเพียงขั้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเท่านั้น แต่พอถึงที่ที่จะตีความให้ไทยเสียประโยชน์ เพราะการปกครองพระวิหาร (ในคำพิพากษา หน้า ๓๓ วรรค๒) ศาลกลับเห็นเป็นของสำคัญ โดยกลับถือว่า เพราะไทยได้ปกครองพระวิหารเรื่อยมา จะมาอ้างว่าไม่รู้ว่าแผนที่ผิดไม่ได้ เพราะถ้าคิดว่าถูกแล้วยังใช้อำนาจปกครองก็จะเป็นการรุกรานไป แสดงว่าข้อเท็จจริงอันเดียวกัน ศาลถือว่าไม่มีความสำคัญ ถ้าเป็นประโยชน์แก่ไทย แต่ถือว่าสำคัญมากในตอนที่ไทยจะต้องเสียประโยชน์ คล้ายๆ กับว่าศาลจงใจจะตีความให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ พอจะมาพิจารณา (ในคำพิพากษา หน้า ๒๘ วรรค ๓) ถึงเรื่องการกลับสู่สภาพเดิมก่อนอนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.๑๙๕๑ (พ.ศ.๒๔๙๔) ศาลกลับปัดไม่ยอมพิจารณาเรื่องการครอบครองพระวิหารเสียเฉยๆ
       
       ค.(ในคำพิพากษาหน้า ๓๑ วรรคแรก) ศาลตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งไทยและฝรั่งเศสก็มิได้มั่นใจว่าพระวิหารเป็นของตนในขั้นแรก ทั้งๆที่ศาลยอมรับ (ในคำพิพากษา หน้า ๓๐) ว่าไทยได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ยังกล่าวได้เต็มปากว่า ความเชื่อของไทยว่าพระวิหารเป็นของฝรั่งเศสนั้น สอดคล้องกับท่าทีของไทยโดยตลอดมา
       
       ๑๒.ศาลถือว่าไทยมีหน้าที่คัดค้าน เมื่อรับแผนที่จากฝรั่งเศสใน ค.ศ.๑๙๐๘ – ๑๙๐๙ (พ.ศ.๒๔๕๑ – ๒๔๕๒) แต่เมื่อมาพิจารณาดูข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าไทยไม่มีหน้าที่คัดค้านแต่ประการใดเลย ฝรั่งเศสและกัมพูชาต่างหากที่มีหน้าที่คัดค้านการครอบครองปราสาทพระวิหารของไทยในสมัยนั้น แต่ก็มิได้คัดค้าน เช่น เมื่อส่งแผนที่มาให้ ก็มิใช่เป็นการแสดงว่าขัดกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปัน และจะไปคัดค้านได้อย่างไร ถ้าสันปันน้ำที่แท้จริงตรงกับแผนที่ และปันพระวิหารไปอยู่ในเขตไทยหรือกัมพูชา ฝ่ายตรงข้ามก็มิอาจคัดค้านได้ และถ้าคัดค้านก็ไม่มีประโยชน์อะไร
       
       กระทรวงการต่างประเทศ
       ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕



http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2008, 17:12:37 โดย enjoy the silence » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,966



« ตอบ #18 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 02:47:48 »


ขอบคุณ คุณเอ็นจอยฯ ที่ช่วยหาข้อมูลมาให้พวกเราศึกษาเพิ่มเติม
ป้าก็รอบันทึกรายละเอียด “ข้อเท็จจริงจากพื้นที่กรณีขึ้นทะเบียน
เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของมนุษย์”
  ของ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์
นักวิจัย 9 สถาบันไทยคดีศึกษา มธ.

ซึ่งมีการจัดสัมนาในหัวข้อดังกล่าว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันพุธที่  18  มิถุนายน  2551

หากได้รับเมื่อใดจะรีบนำมาเผยแพร่ให้พวกเราได้รับทราบ


จากการแถลงของ ม.ล.วัลย์วิภาวันที่ 18 มิ.ย. เมื่อเวลา 12.30 น.
ที่ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บางตอน ระบุว่า


....ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา นั้น
ทางฝ่ายกัมพูชาพยายามรักษาอธิปไตยของตนเอง
โดยมีการสร้างชุมชน ตลาด และวัด เข้ามาในดินแดนฝั่งไทย
ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่ได้ยึดถือหลักเขตแดนของไทย
ตามมติ ครม.เมื่อปี 2505 ของไทย
โดยที่รัฐบาลของไทยไม่ได้มีความพยายามดำเนินการใดๆ
และเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่กัมพูชากับไทยได้เจรจาร่วมกันมา
ทางกัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอเปิดจุดผ่านแดนช่องตาเฒ่า
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางกัมพูชาเตรียมไว้สำหรับเปิดศูนย์การค้า
แหล่งบันเทิง และ กาสิโน

และเมื่อตนย้อนกลับไปดูการจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ทางทะเล
ที่ลากจากหลักกิโลเมตรที่ 73 จ.ตราด
ได้พบแผนที่ของกัมพูชา ที่มีการเขียนหลักเขตแดนทางทะเลผ่านเกาะกรูด ของไทย
และกินพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA
ซึ่งเป็นจุดที่มีทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่
และเป็นเส้นเขตแดนทางทะเลที่แตกต่างจากเส้นเขตแดนของไทย
โดยกินพื้นที่ของไทยเข้ามาด้วย

ทั้งนี้ แผนที่ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เรื่อง เรียกร้องขอให้ทหารหาญของชาติแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ชาติ
กรณีเร่งรัดแบ่งเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2549

...





สีแดงคือเกาะกูดของไทย
เส้นประเข้มคือแนวเส้นเขตแดนของไทย
ส่วนแนวเส้นประไข่ปลา
เป็นแนวขีดเส้นเขตแดนของกัมพูชา
ที่กินเกาะกูดไปครึ่งหนึ่งและกินพื้นที่ JDA
ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติแหล่งใหญ่
       
       “เส้นเขตแดนทางทะเลมีเส้นเขตแดนเดิมตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส
ที่เกาะกูด จะต้องเป็นของไทย
และในปี 2544 รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้บรรลุข้อตกลงกับทางกัมพูชา ด้วยการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน
ซึ่งน่าสงสัยว่า ทำไมการปักปันเขตแดนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
และเป็นอธิปไตยของชาติ เหตุใดจึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในวงกว้าง
หรือผ่านกระบวนการรับรองการเปลี่ยนเส้นเขตแดน
ที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหารรับรู้แต่เพียงฝ่ายเดียว
ดังนั้น จึงเชื่อว่า เขาพระวิหารเกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตแดน
และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพื้นที่ JDA ด้วย”


(ข้อมูลและภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2551)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เมื่อถึงวาระสุดท้าย..สิ่งเดียวเท่านั้นทีท่านจะนึกถึงคือ
คนที่ท่านรักและคนที่รักท่าน
The only thing that really matters are the people
whom you love and who love you
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2008, 17:14:53 »




ด้วยความยินดีค่ะป้า ช่วยกันคนละนิดละหน่อย
เท่าที่เราจะทำได้
  smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 15
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: