Թյ͹Ѻس, ؤŷ س к ŧ¹
׹ѹҹ?
ѹ¹ 04, 2010, 07:33:57
87,496 з 6,422 Ǣ 12,209 Ҫԡ
Ҫԡش: paratpayong
::Arunsawat ::سʴ ::  |  س : ؤŷ仡سѤҪԡ͹ʷ  |  ͧǺʹ  |  Ѻҩ  |  ใครกำหนด 0 Ҫԡ 2 ؤŷ ѧǢ͹ « ˹ҷ »
˹: [1] 2
¹ Ǣ: ใครกำหนด  (ҹ 1320 )
ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« : Ҥ 14, 2008, 21:55:48 »

เมื่อก่อนมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า ใครกำหนด ผมชอบมาก
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #1 : Ҥ 14, 2008, 21:56:25 »

หมูมือคน

ปีหมินกั๋วที่ 12 (พ.ศ. 2466) ที่มณฑลเจียงเป่ย อำเภอไท่ซิ่ง มีนักเลงหัวไม้คนหนึ่งชื่อ ซือชิ่งจง ชายผู้นี้ไม่ทำงานทำการอันใดเลย ชอบแต่จะรีดไถชาวบ้าน คุมสมัครพรรคพวกหาเหตุตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ ชาวบ้านชาวเมืองเห็นเข้าก็ขยาด พากันหลบหลีกไปเหมือนได้เผชิญกับเสือร้าย ปีนั้นซือชิ่งจงเกิดล้มป่วยลง อาการหนักจนถึงขั้นนอนรอความตาย ลมหายใจของเขาเบามากจะขาดมิขาดแหล่เหมือนเปลวเทียนในแรงลม
      ขณะนั้น หลวงพ่ออวิ๋นสุ่ยถอดจิตล่องลอยมากลางอากาศเมื่อผ่านมาเห็นเข้า ด้วยเมตตาธรรมของท่านในการโปรดสัตว์ จึงได้นิมิตให้เห็นตรงหน้าเตียงของซือชิ่งจง ท่านได้โปรดว่า
      "เจ้ามีกรรมหนัก เพราะชาตินี้ได้ทำความชั่วร้ายไว้มาก บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องไปรับผลกรรมนั้นแล้ว ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเจ้าจะสิ้นไป ขอให้เจ้าทำใจให้บริสุทธิ์สำนึกในความผิดที่แล้วมาเสีย มิฉะนั้นตายไปแล้วเจ้าจะต้องไปเกิดเป็นหมู"
     à¸‹à¸·à¸­à¸Šà¸´à¹ˆà¸‡à¸ˆà¸‡à¹€à¸­à¸‡à¸à¹‡à¸£à¸¹à¹‰à¸•ัวว่าคงอยู่ไปได้อีกไม่นาน เมื่อได้ยินพระคุณเจ้าโปรดเช่นนั้นก็รู้สึกสำนึกผิด เกิดความหวาดกลัวที่จะต้องไปเกิดเป็นหมู แต่ขณะนี้ทุกอย่างดูจะสายไปเสียแล้ว เขาพยายามดึงมือข้างหนึ่งออกมาจากใต้ผ้าห่ม ยกขึ้นหว่างอกเป็นการแสดงความสำนึก พระคุณเจ้าอวิ๋นสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ทราบด้วยญาณวิเศษ ท่านกล่าวขึ้นว่า
     "น่าเสียดายที่เจ้ายกมือข้างเดียวขึ้นไหว้พระ เจ้ายังคงไม่พ้นจากการไปเกิดเป็นหมู กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์โดยแท้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามมือซ้ายของเจ้าที่ยกขึ้นไหว้พระเป็นเครื่องหมายของบุญกุศล มือข้างนี้มีข้อยกเว้น จิตสำนึกในวินาทีสุดท้ายก็จะช่วยให้เจ้าพ้นไปจากการถูกฆ่า"
     à¸«à¸¥à¸±à¸‡à¸ˆà¸²à¸à¸™à¸±à¹‰à¸™à¹„ม่กี่วัน ซือชิ่งจงก็พาเอากรรมชั่วที่สร้างไว้กลับไป ความตายของซือชิ่งจงเป็นที่ยินดีของชาวบ้านชาวเมืองไท่ชิงเป็นอย่างยิ่ง แล้วทุกคนก็พากันลืมเขาไปเสียสิ้นนอกจากจะเอ่ยถึงเรื่องราวของความชั่วร้ายต่าง ๆ เท่านั้น
      วันที่เจ็ดหลังจากซือชิ่งจงตาย เพื่อนบ้านของเขานายไช่ต้าจู้ เอะอะโวยวายขึ้นด้วยความแปลกใจว่า แม่หมูที่เขาเลี้ยงไว้ไฉนจึงได้ลูกประหลาดออกมาตัวหนึ่ง ลูกหมูตัวนี้ขาซ้ายหน้าของมันมีลักษณะเป็นมือของคนชัด ๆ ไม่เพียงแต่จะมีนิ้วทั้งห้าครบถ้วน ยังมีลักษณะใหญ่เล็กสั้นยาวเป็นนิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง นิ้วก้อย เหมือนคนไม่มีผิด อีกทั้งเล็บก็เสมอเรียบเช่นเดียวกับเล็บของคน ชาวบ้านพากันมาดูลูกหมูประหลาดตัวนี้

ทุกคนต่างนึกขึ้นได้ว่าญาติของนักเลงหัวไม้ซือชิ่งจงเคยเล่าความฝันที่ซือชิ่งจงเคยเล่าให้ฟังก่อนตายที่ว่า
      "…น่าเสียดายที่เจ้ายกมือข้างเดียวขึ้นไหว้พระ เจ้ายังคงไม่พ้นจากการไปเกิดเป็นหมู…มือข้างนี้มีข้อยกเว้น"
     à¸‚่าวการกลับชาติมาเกิดเป็นหมูของซือชิ่งจง แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เป็นข้อธรรมะที่ประจักษ์ชัดว่า "กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ดังนี้" ครอบครัวของนักเลงซือชิ่งจง ก็รู้ข่าวการเกิดของลูกหมูประหลาดตัวนั้น พ่อแม่ลูกเมียของซือชิ่งจงได้รับความอัปยศอดสูยิ่งนัก ที่เห็นใครต่อใครพากันมาดูลูกหมูตัวนั้นแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน ทั้งยังเรียกลูกหมูตัวนั้นว่า ซือชิ่งจงอีกด้วย ทุกคนรู้ดีว่าการเวียนว่ายตายเกิดในชาติกำเนิดสี่ชีวิถีหกนั้นมีแน่ และเชื่อว่าลูกหมูตัวนั้นคงเป็นซือชิ่งจงกลับชาติมาเกิดใหม่จริง จึงขอซื้อลูกหมูตัวนั้นจากนายไช่ต้าจู้ โดยสมนาคุณให้ในราคาค่อนข้างสูง
      หลังจากนั้นก็นำไปฝากเลี้ยงไว้ที่สวนเมตตา (ปล่อยสัตว์) วัดเป่าฮว่า ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ จะว่าไปก็แปลกนัก ทุกครั้งที่มีคนไปอนุโมทนาบุญชมดูสัตว์ต่าง ๆ ที่คนซื้อมาปล่อย ลูกหมูตัวนั้น จะวิ่งแทรกหลบหน้าหลบตาผู้คนอยู่ในฝูงหมูเหมือนคนที่เกิดความละอายในความผิดของตน ฉะนั้นจึงเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งขึ้นว่า ลูกหมูตัวนั้นคือ ซือชิ่งจงมาเกิดจริง ๆ
« 䢤ش: Ҥ 14, 2008, 21:59:05 แสนยานุภาพ » źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #2 : Ҥ 14, 2008, 21:58:42 »

ข้าวนั้นคืนสนอง

     à¸«à¸¥à¸´à¸™à¸à¸‡à¹€à¸›à¹‡à¸™à¹€à¸ˆà¹‰à¸²à¹€à¸¡à¸·à¸­à¸‡à¸—ี่มีจิตใจโหดเหี้ยม ฆ่าคนเป็นว่าเล่น ทั้งยังขี้ระแวงโลเลเป็นที่สุด พระองค์มีขุนนางผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งชื่อจ้าวตุ้น ซึ่งมักจะทัดทานชี้ให้เห็นความผิดพลาดต่าง ๆ ของพระองค์เสมอ จนทำให้พระองค์ไม่พอใจและคิดกำจัดจ้าวตุ้นเสีย
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡à¸«à¸¥à¸´à¸™à¸à¸‡à¸à¹‡à¹„ด้วางแผนจัดงานเลี้ยงขึ้น พร้อมกับสั่งทหารให้ซุ่มอยู่ระหว่างทาง คอยดักฆ่าจ้าวตุ้นตอนขากลับ หลังจากดื่มสุราจนเมามายแล้ว จ้าวตุ้นมิรู้ว่างานเลี้ยงนี้เป็นแผนสังหารตน จึงไปงานเลี้ยงด้วยความยินดี ในระหว่างงาน หลินกงแสร้งทำเป็นโปรดปรานจ้าวตุ้น ประทานสุราให้ดื่มเป็นพิเศษจนชูจอกหมดไปถึงสามครา จ้าวตุ้นหลงกลจะดื่มต่อไป แต่ถีเอ่อหมินผู้คุ้มกันจ้าวตุ้นเข้ามาห้ามไว้ เขาพูดอย่างสุภาพว่า
      "ดื่มสุราเบื้องหน้าเจ้าเมือง หากเกินกว่าสามจอกแล้วถือเป็นการไม่เคารพ"
     à¸§à¹ˆà¸²à¹à¸¥à¹‰à¸§à¸à¹‡à¸žà¸¢à¸¸à¸‡à¸ˆà¹‰à¸²à¸§à¸•ุ้น ให้ลุกขึ้นทูลลาเจ้าเมืองกลับออกมา แท้จริงแล้ว ถีเอ่อหมิงแอบรู้แผนสังหารของหลินกง จึงคิดจะรีบพาจ้าวตุ้นหลบไปให้พ้น เมื่อหลินกงเห็นว่าแผนการณ์ไม่เป็นความลับต่อไป จึงสั่งให้ปล่อยสุนัขล่าเนื้อตามไปล่า แต่ด้วยความกล้าหาญชาญชัยของถีเอ่อหมิงผู้คุ้มกัน สุนัขดุร้ายตัวนั้นจึงถูกฆ่าตาย ในนาทีวิกฤตของจ้าวตุ้นนั้นเอง ทหารคนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็แยกตัวออกมากลายเป็นผู้คุ้มกันจ้าวตุ้น เขาสู้รบกับทหารที่มาด้วยกันจนทหารพวกนั้นล่าถอยกลับไป ทราบภายหลังว่าเขาชื่อหลิงเจ๋อ จ้าวตุ้นก้มลงกราบผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาในครั้งนี้ แต่หลิงเจ๋อชายผู้นั้นกลับไม่ยอมรับการเคารพ เขาบอกแต่เพียงว่า
     "ข้าพเจ้าคือคนอดอยากใต้ต้นหม่อนในครั้งนั้น"
     à¸§à¹ˆà¸²à¹à¸¥à¹‰à¸§à¹€à¸‚าก็เดินจากไป จ้าวตุ้นคิดทบทวนอยู่นาน จึงนึกขึ้นได้ว่า วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนขณะที่เขาออกไปเดินเล่นที่ชายป่า เดินมาถึงใต้ต้นหม่อนใหญ่ก็เห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่ในสภาพใกล้จะอดตาย เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี เขาได้ยินเสียงครางเบา ๆ จากลำคอของชายผู้นั้น ซึ่งแสดงว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงก้มลงไปถามอาการ ชายผู้นั้นเผยอตาฝ้าฟางขึ้นมองดูจ้าวตุ้นด้วยความดีใจพร้อมกับค่อย ๆ ยกมืออันอ่อนแรงขึ้นชี้ที่ท้องของตัวเองเพื่อจะบอกว่าในท้องของเขาไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย จ้าวตุ้นจึงรีบสั่งให้บริวารรีบกลับไปบ้าน นำข้าวปลาอาหารมาให้ชายผู้นั้นดื่มกิน เมื่ออาหารมาถึงตรงหน้า ชายผู้อ่อนระโหยนั้นรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายได้ ก็รีบอัดอาหารใส่ปากอย่างไม่เงยหน้า เงยตา แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักลง แล้วกลับห่ออาหารส่วนที่เหลือไว้อย่างดีด้วยความตั้งใจ จ้าวตุ้นรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า
      "เหตุใดจึงไม่กินเสียให้หมด"
      ชายผู้นั้นตอบว่า "ข้าพเจ้าจากบ้านไปเผชิญโชค ยังต่างเมืองเสียสามปี แต่ก็ต้องผิดหวังกลับมา ที่นี่ห่างจากบ้านของข้าพเจ้าไม่ไกลนัก ไม่รู้สึกบัดนี้มารดาของข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง…"
     à¸ˆà¹‰à¸²à¸§à¸•ุ้นรู้สึกตื้นตันใจในความกตัญญูของชายผู้นั้นยิ่งนัก จึงสั่งให้คนกลับไปบ้าน จัดเตรียมอาหารที่ดียิ่งกว่าที่นำมาแล้วมาให้แก่ชายคนนั้น เพื่อให้เขานำไปให้แม่อย่างที่ตั้งใจ
      เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และจ้าวตุ้นก็มิได้จดจำบุญกุศลซึ่งตนได้กระทำไปในครั้งนั้นอีกเลย คิดไม่ถึงว่าคนที่เขาเคยช่วยไว้โดยมิได้หวังผลตอบแทนนั้น กลับตอบแทนด้วยการช่วยชีวิตของเขาไว้ในครั้งนี้
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #3 : Ҥ 14, 2008, 21:59:43 »

ดาบของพ่อ
 
     à¸ªà¸¡à¸±à¸¢à¹€à¸”็ก ๆ ข้าฯ มักจะฉวยโอกาสลอบเข้าไปในห้องโถง ทุกครั้งที่พ่อเข้าไปราชการงานในเมือง หรือไปเยี่ยมเยียนเพื่อน ๆ ร่วมกรม แอบไปชื่นชมกับมีดดาบเล่มนั้นของพ่อเสมอ ดาบเล่มนั้น วางอยู่บนแท่นบูชาบรรพชนแห่งตระกูลของเรากลางห้องโถงใหญ่ ข้าฯ จะต้องเลื่อนเก้าอี้ที่แท่นบูชามาเป็นฐานยืนขึ้นไปจึงจะมองเห็นได้ มันเป็นดาบที่หนักมาก ไม่มีฝักด้ามจับพันด้วยเส้นด้ายสีดำอย่างเหนียวแน่น ห่วงเล็ก ๆ ตรงท้ายด้ามมีด้ายสีแดงผูกเป็นพู่ทิ้งเป็นพวงยาว ช่างเหมือนกับพู่ที่คล้องบนคอด้านหน้าของม้า ที่พ่อขี่ยิ่งนัก หลายครั้งที่ข้า ฯ ลองยกมันขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
     à¹ƒà¸™à¸•อนนั้นข้าฯ มีความรู้สึกว่า มันคือสิ่งที่มีเดชานุภาพอยู่เหนืออธรรมและโทษทัณฑ์ทั้งหลาย มันเป็นสัญญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ และมีอำนาจอันน่าเกรงขาม สมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมที่โรงเรียนข้างบ้าน ข้าฯก็มักจะแอบพาเพื่อน ๆ ร่วมเรียนตัวเล็กตัวน้อย ไปดูมีดดาบเล่มนั้นที่บ้านเสมอ ข้าฯแนะนำดาบเล่มนั้นแก่เพื่อน ๆ ด้วยความภูมิใจว่าดาบเล่มนี้ชื่อว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง" (ถังโหวเฉียนคุนตา) แน่นอน ข้าฯ ไม่ลืมที่จะอวดน้ำหนักของมันด้วย คนที่จะยกมันขึ้นได้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น คือ "พระยาถังดาบใหญ่" พ่อของข้าพเจ้าเอง งานราชการที่จวนว่าการอำเภอ เป็นตำแหน่งสืบทอดจากปู่มาถึงพ่อ ดาบเล่มนั้นก็เช่นกัน ต่างกันแต่ว่าชั้นแรกที่ท่านข้าหลวงอำเภอสั่งให้ช่างเหล็กตีดาบเล่มนี้นั้น ท่านให้ชื่อดาบแต่เพียงสั้น ๆ ว่า ดาบฟ้าดิน (เฉียนคุนตา)
      ต่อมาเนื่องจากพ่อรับสืบทอดตำแหน่งของปู่ ท่านข้าหลวงอำเภอคนใหม่จึงได้โปรดตั้งชื่อดาบให้เต็มยศว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง" ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการประกาศเกียรติคุณของตระกูลถัง ยังเป็นการยอมรับความห้าวหาญของ "ดาบพระยาถังใหญ่" อีกด้วย ปกติพ่อจะเป็นผู้ฝึกหน่วยขี่ม้านำจับ แต่เมื่อมีคำสั่งงานประหารตกลงมา พ่อก็จะต้องเตรียมตัวด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ถือศีลกินเจก่อนสามวัน จุดธูปบูชาเทพเจ้าทุกเช้าเย็น ภาวนาขออย่าได้เอาบาปเอาโทษในงานประหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ราชการเลย
      เช้าวันประหาร พ่อจะต้องตื่นก่อนฟ้าสาง สวมเสื้อผ้าชุดขาว ถุงเท้ารองเท้า คาดผ้าประจำตระกูล ยกดาบขึ้นพาดบ่า เดินอาด ๆ ก้าวพ้นธรณีบ้านออกไป นอกประตูบ้านจะมีพนักงานผู้รับบัญชาจากที่ว่าการอำเภอมาคอยอยู่ เขาจะร้องทักเป็นธรรมเนียมอย่างเคยว่า "อรุณสวัสดิ์ท่านถัง ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องลำบาก" พ่อจะตอบรับ "อือม์" ในลำคอแล้วก้าวขึ้นหลังม้าตัวใหญ่ ที่มีผู้จูงมารอรับอยู่ก่อนแล้ว ม้าทั้งสองตัวเดินตามกันไปช้า ๆ ออกจากประตูเมืองไปอีกห้าลี้มุ่งสู่แดนประหาร พ่อไม่เคยอนุญาตให้ข้าฯ ติดตามไปดูการประหารที่แดนประหารเลย สำหรับเรื่องราวความเป็นไปต่าง ๆ เกี่ยวกับแดนประหาร ข้าฯ เพิ่งได้รู้ได้รับฟังเอาเมื่ออายุ 19 ปีนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ข้าฯ เข้าคุก และได้ยินเอ้อปังจื่อเพื่อนร่วมคุกเล่าให้ฟัง เหตุที่ต้องเข้าคุกครั้งนั้น เป็นเหตุบังเอิญจริง ๆ
      คืนนั้นข้าฯ กับเฉินจิ้นเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นที่รักสนิท ร่วมดื่มกันตามลำพังสองคน ตกดึกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าเฉินจิ้นเป็นผีเฝ้าคูน้ำอยู่ตรงประตูเมืองทางทิศตะวันตกเสียแล้ว เด็กบริการที่ร้านเหล้า เป็นพยานรู้เห็นว่า ก่อนตายเฉินจิ้นดื่มอยู่กับข้าฯ ตามลำพังเพียง 2 คน ข้าฯ ไม่มีพยานหลักฐานอะไรมาเป็นข้อแก้ตัวได้เลย จึงต้องรับโทษไปทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด เคราะห์ดีที่พ่อได้รับการยกย่องจากท่านข้าหลวงอำเภอ โทษที่ตัดสินจึงไม่หนัก อีกทั้งตัดสินบนหัวหน้าผู้คุมบ้าง
      วันเวลาสองปีจึงผ่านไปไม่สู้ลำบากนัก แต่ผลที่ได้คือ ข้าฯ ได้รู้จักคบหากับเพื่อนร่วมคุกหลายจำพวก มีทั้งพวกงัดแงะขโมยเล็กขโมยน้อย ตัดช่องย่องเบา ดักปล้น ดักจี้ ทั้งปล้นทรัพย์ ปล้นสวาท อีกครั้งหนึ่งที่ข้าฯ ต้องเข้าคุก ก็คือผลพลอยได้จากการติดคุกครั้งแรกนี่เอง เรื่องราวทั้งหลายจะว่าไปยืดยาว เอาเป็นว่าเมื่อออกจากคุกแล้ว พ่อก็ไม่ต้องตั้งความหวังว่าข้าฯ จะเป็นนักศึกษาที่ดี เป็นบัณฑิตในอนาคตได้ เพียงแต่หวังว่าข้าฯ จะได้เรียนหมัดมวยวิทยายุทธ เพื่อสืบทอดตำแหน่งการงานของพ่อ
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡à¹ƒà¸™à¸¤à¸”ูร้อนปีนี้ ข้าฯ รับคำสั่งของพ่อให้นำบัตรเชิญไปมอบให้อดีตที่ปรึกษาท่านข้าหลวงอำเภอ ขณะที่ข้าเดินผ่านร้านน้ำชาอวี้หลี่พอ ก็ได้พบกับเอ้อปังจื่อ เพื่อนร่วมคุกครั้งแรก เราจึงชวนกันไปนั่งที่อวี้อิงเหลาในเมืองระหว่างเสพสุราอาหารอยู่นั้น เอ้อปังจื่อเกิดสายตาไม่กินกันกับหนุ่มโต๊ะถัดไป หนุ่มนั้นบังเอิญเป็นลูกเขยของขุนนางองครักษ์ฝ่ายวังพูดจาแขวะกันไปแขวะกันมาก็ลุกขึ้นลงไม้ลงมือ ทั้งสองคนคะนองกำลังพอกันจึงไม่ยอมลดราแก่กัน โต๊ะเก้าอี้ถ้วยชามในร้านเสียหายนับไม่ถ้วน ข้าฯ เกรงว่าเพื่อนจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ จึงคว้าม้านั่งข้างตัวขึ้นตั้งท่าเหมือนพ่อจะบั่นคอนักโทษ แล้วข้าฯ ก็ฟาดม้านั่งตัวนั้นลงไปบนก้านคอคู่ต่อสู้ของเพื่อนทันที เขายืนโงนเงนแล้วก็ล้มฟาดลง เสียงคนที่มองดูร้องเอะอะโวยวาย ข้าฯ กับเอ้อปังจื่อยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พอได้สติก็กระโจนพรวดจะหลบหนีไป เอ้อปังจื่อฝีเท้าว่องไวหลบแผล็บเดียวก็หายไป ส่วนข้าฯ นั้นยังคงละล้าละลังจึงถูกกลุ่มชนรุมจับ และชี้ตัวว่าเป็นผู้ลงมือสังหาร กว่าข้าฯ จะรู้ว่าผู้ตายเป็นใคร คำพิพากษาโทษก็ตกลงมาพอดี อักษรตัวใหญ่สีแดงที่เขียนอยู่บนหัวกระดาษเหมือนรูปมังกรเพลิงที่กางเขี้ยวเล็บอย่างดุร้าย คือคำว่า "ประหาร" แต่ละขีดเส้นของตัวอักษร เหมือนฆ้อนเหล็กที่กระหน่ำลงมาบนจิตวิญญาณอันเปราะบางของข้าฯ
     à¸ªà¸²à¸¡à¹€à¸”ือนที่ผ่านมา ข้าฯกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบผอมไม่เป็นสารรูป ถังสงคนรับใช้ที่บ้านมาเยี่ยมข้าฯ หลายครั้ง ได้เล่าเรื่องราวของโลกภายนอกให้ฟังบ้าง พ่อสวดมนต์ภาวนาทุกวัน ไม่มีแก่ใจปฏิบัติงานราชการได้แต่รอวันที่จะมาถึง หลังจากที่บั่นคอข้าฯ แล้ว พ่อก็จะเก็บดาบคืนไปสู่ความสันโดษในป่า น่าสงสารครอบครัวสกุลถังของเรา ที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินมาโดยตลอด มาบัดนี้จะต้องสูญสิ้นผู้สืบสกุล ชาวบ้านร้านตลาดพากันโจษจันเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเสียดายแทน หนึ่งนาฬิกาย่างเข้าวันใหม่ไม่นาน ถังสงคนใช้ที่บ้านก็มาหา เขาส่งเสื้อผ้าชุดสีขาวและอาหารมา ข้าฯ ไม่รู้รสอาหารเหล่านั้นเลย ตักใส่ปากไปสองสามคำแล้วก็หยุด ประมาณตีสามพ่อก็มาถึง แก้มทั้งสองของท่านผอมตอบ คิ้วขมวดเข้าหากันตลอดเวลา ดวงตาทั้งสองข้างปราศจากประกายความมั่นใจเช่นวันก่อน ๆ เราพ่อลูกกอดกันร้องไห้ พ่อบอกว่า
     "ครอบครัวสกุลถังของเราคงด้อยบุญวาสนา กำหนดให้ต้องไร้ผู้สืบสกุล เมื่อเป็นเจตนาของสวรรค์ จะโทษใครที่ไหนได้"
     à¸œà¸¹à¹‰à¸„ุมถือหนังสือคำสั่งมาเบิกตัวข้าฯ ข้าฯ คุกเข่าลงกราบพ่อ แล้วค่อย ๆ เดินลากโซ่ตรวนอันหนักอึ้งไปสู่แดนประหาร เมื่อข้าฯ ถูกคุมตัวมาถึงกลางลานประหาร ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มเป็นสีขาวเหมือนท้องปลา แซมด้วยเมฆยามเช้าที่จับด้วยแสงอรุณประปราย น้ำค้างในยามเช้าซึมเข้าไปในเสื้อผ้าเนื้อหยาบตัวโคร่งของข้าฯ จนเปียกชื้น ข้าฯ ก้มหน้า ได้กลิ่นกรุ่น ๆ ของต้นหญ้าและเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ซึ่งเพิ่งผ่านการซักมาใหม่ๆ ความเย็นยะเยือกเริ่มที่ปลายเท้า แผ่ซ่านขึ้นมาทั่วตัว ข้าฯ ชนลุกสะท้าน คงเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ข้าฯ คิด ใช่แล้ว มันเป็นฤดูที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความเป็นและความตาย ความเงียบครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณจนดูเหมือนได้ยินเสียงใบหญ้าอ่อนผลิพ้นขึ้นมา เสียงแมลงในฤดูใบไม้ร่วงกระซิบกระซาบพึมพำกัน งานประหารวันนี้เกรียวกราวไปทั่วเมืองเอี๋ยนอัน ภายนอกรัศมี 30 ก้าวรอบลานประหารเบียดเสียดไปด้วยผู้คนแน่นขนัด เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเช้าตรู่วันนี้เป็นการเงื้อดาบครั้งสุดท้ายในชีวิตของ "พระยาถังดาบใหญ่" และผู้ที่จะสังเวยคมดาบครั้งสุดท้าย คือ ลูกชายคนเดียวของเขานั่นเอง
     à¸–ังสงคนรับใช้ที่บ้านเคยมาเล่าให้ฟังว่า ท่านข้าหลวงอำเภอเคยเสนอว่าจะเปลี่ยนมือเพชรฆาตใหม่ แต่พ่อยืนยันว่าท่านจะลงมือเอง พ่อเรียนท่านข้าหลวงอำเภอด้วยน้ำตาคลอว่า
     "ลูกไม่รักดีถือกำเนิดจากข้าฯ ก็ควรจะจบลงด้วยข้าฯ'
     à¸‚ณะนี้พ่อได้ยืนอยู่เบื้องหน้าข้างซ้ายมือของข้าฯ แล้ว ข้าฯ สามารถมองเห็นพ่อค่อย ๆ ยกมือที่พลิกจับด้ามดาบเงื้อขึ้นไปทางด้านหลัง ดาบซึ่งข้าฯ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ชื่อว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง" พู่ห้อยสีแดงของมันทิ้งตัวลงแกว่งไกว ช่างเหมือนกับพู่ที่คล้องอยู่บนคอด้านหน้าของม้าที่พ่อขี่ยิ่งนัก
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #4 : Ҥ 14, 2008, 22:01:52 »

ขี้เป็ดทองคำ
 
     à¸›à¸£à¸°à¸¡à¸²à¸“ร้อยปีก่อนเป็นปลายสมัยราชวงศ์ชิง ครั้งนั้น ไต้หวันยังเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศจีน ที่อำเภอไทเป ตำบลปาตู่ มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อฮุ่ยโกว เธอถูกยกให้เป็นลูกสะใภ้บ้านแซ่กัวตั้งแต่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือน มิใช่เพราะฐานะทางครอบครัวยากจน แต่เป็นเพราะแม่ของเธอมีลูกมาก และต้องทำงานบ้านเองทุกอย่างจนไม่อาจเลี้ยงดูลูกที่เกิดมาใหม่ได้อีก ครอบครัวแซ่กัวนั้นนอกจากสองสามีภรรยาซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กชายชิงจือแล้ว ยังมีย่าแก่ ๆ อีกคนหนึ่ง เป็นครอบครัวที่สงบสุขและค่อนข้างจะเงียบเหงา ดังนั้นเมื่อได้หนูน้อยฮุ่ยโกวมาเลี้ยง จึงนำความสุขความยินดีมาสู่ครอบครัวแซ่กัวเป็นอันมาก
     à¹€à¸§à¸¥à¸²à¸œà¹ˆà¸²à¸™à¹„ปอย่างรวดเร็ว หนูน้อยฮุ่ยโกวจากเด็กทารกกลายเป็นแม่หนูไว้หางเปียน่ารักและเติบโตเป็นหญิงสาวที่เฉลียวฉลาด รอบรู้ขยันขันแข็ง ทุกคนในครอบครัวรักเธอมาก ขณะเดียวกันเด็กชายชิงจือก็เติบโตเป็นชายหนุ่มน่ารักอายุได้ 22 ปี พ่อแม่เห็นว่าเด็กทั้งสองรักใคร่กันดีจึงได้กำหนดวันอันเป็นมงคล แล้วจัดพิธีแต่งงานให้กับเด็กทั้งสองอย่างถูกต้อง ชีวิตแต่งงานของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความสุข ความราบรื่น ชิงจือไปทำงานค้าขายที่ร้านแห่งหนึ่งในอำเภอจีหลงไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก ส่วนฮุ่ยโกวอยู่บ้านปรนนิบัติรับใช้ย่าและพ่อแม่ของสามีด้วยความเคารพกตัญญู แต่ความสุขความราบรื่นก็มิได้คงอยู่ตลอดไป
     à¹„ม่นานต่อมา ญี่ปุ่นยกทัพเข้ารุกรานประเทศจีนกวางสูฮ่องเต้ผู้ด้อยสมรรถภาพได้แก้ปัญหาสงครามด้วยการยกมณฑลไต้หวันทั้งเกาะให้แก่ญี่ปุ่นไป ประชาชนชาวจีนบนเกาะไต้หวันจึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างกลัวตาย ภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ทารุณของญี่ปุ่น ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นกาฬโรคยังระบาดครั้งใหญ่กวาดล้างชีวิตผู้คนไปมากมาย พ่อแม่ของชิงจือนอนป่วยอยู่ได้ไม่กี่วันก็ตายตามกันไป
     à¸ˆà¸²à¸à¸™à¸±à¹‰à¸™à¹€à¸›à¹‡à¸™à¸•้นมา ความทุกข์ความโศกเศร้าก็เข้าครอบงำครอบครัวแซ่กัว เหมือนความมืดของกลางคืนที่คืบคลานเข้ามาทุก ๆ ด้าน
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡à¸‚ณะที่ชิงจือกำลังขนถ่ายสินค้าอยู่ในร้านที่เขาทำงานอยู่ บังเอิญลังไม้บรรจุสินค้าหนักอึ้งชั้นบนโค่นลงมาชิงจือหลบไม่ทัน ขาข้างซ้ายถูกทับอย่างแรง กระดูกและเนื้อแหลกเหลวทันที ทางร้านรีบนำส่งโรงพยาบาล เขาถูกตัดขาข้างซ้ายทิ้งโดยไม่มีทางเลือกเลย แม้ว่าฮุ่ยโกวจะเป็นหญิงที่เข้มแข็งอดทน แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันอย่างรุนแรงอย่างนี้ก็ทำให้เธอต้องนอนร้องไห้อยู่หลายคืน แต่กระนั้นก็ตาม ในเวลากลางวันต่อหน้าย่าผู้ชราฮุ่ยโกวยังคงยิ้มอย่างสดชื่นอ่อนโยน ดูแลปรนนิบัติรับใช้ท่านอยู่เช่นเดิม เมื่อชิงจือกลับจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้าน เขากลายเป็นคนพิการและตกงาน ทางบ้านไม่มีเงินสำรองและรายได้อะไรเลยจึงจำใจต้องขายที่ขายบ้านที่อยู่อาศัย เพื่อเอาเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย แล้วสามชีวิตก็ย้ายไปอยู่ในกระท่อมมุงแฝกเชิงเขาตำบลยุ่ยฟัง หลังกระท่อมที่อยู่อาศัย มีถ้ำมืดที่ไม่รู้ว่าความลึกเท่าใดอยู่ถ้ำหนึ่ง รอบ ๆ ถ้ำเต็มไปด้วยขวากหนามหญ้ารก มีต้นไม้ใหญ่อยู่ปากถ้ำ เบื้องหน้าเป็นสระน้ำไม่ใหญ่นัก แต่น้ำในสระใสสะอาด ฮุ่ยโกวนำเสื้อผ้ามาซักในสระนี้ทุกเช้า พอมีเวลาว่างก็ปราบพื้นที่บริเวณสระน้ำ แล้วหาเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูกเพื่อทุ่นค่าใช้จ่าย ชีวิตที่สันโดษสงบเงียบ
     à¸œà¹ˆà¸²à¸™à¹„ปสามปี เงินเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญที่ได้จากการขายที่ขายบ้าน ถูกใช้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ แต่ถึงจะเจียดใช้อย่างไรเมื่อมีแต่ทางจ่าย โดยไม่มีทางรับ เงินก็มีแต่ร่อยหรอลง และในที่สุดก็ใกล้จะหมด ฮุ่ยโกวยังคงเป็นหลานสะใภ้และภรรยาที่ดีโดยไม่เปลี่ยนแปลง เธอปรนนิบัติย่าและสามีเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใด
     à¹ƒà¸™à¸—ี่สุดเมื่อข้าวสารกำมือสุดท้ายหมดลง ฮุ่ยโกวก็จำต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ของเธอเอง แม่แนะนำเธอว่า
     "อย่าทนอยู่กับความทุกข์ยากต่อไปเลย ผัวเจ้าก็พิการหาเลี้ยงไม่ได้ ควรจะแต่งงานใหม่เสียตั้งแต่อายุยังไม่มากนัก"
     à¹€à¸¡à¸·à¹ˆà¸­à¹„ด้ยินแม่แนะอย่างนี้ ในสมองของฮุ่ยโกวปรากฎภาพย่าเฒ่า ซึ่งเธอต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ และสามีที่เหลือแต่ขาข้างเดียวขึ้นมาทันที แล้วน้ำตาของเธอก็หยดสู่พื้น เธอตอบแม่ว่า
      "ฮุ่ยโกวรู้ว่าแม่หวังดี แต่จะให้ฮุ่ยโกวเนรคุณต่อสามีและครอบครัวของสามีผู้มีพระคุณนั้น ฮุ่ยโกวทำไม่ได้"
      เมื่อฮุ่ยโกวปฏิเสธอย่างนี้แล้วแม่ก็ไม่พอใจ และไม่สนใจการกลับมาของฮุ่ยโกวอีก การจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจึงสะดุดอยู่แค่ลำคอ โชคดีที่พี่สะใภ้ของฮุ่ยโกวเป็นคนดี มีความเข้าใจ นางจูงมือน้องสามีเข้าไปในห้องส่วนตัวซับน้ำตาให้และยัดเยียดเงินยี่สิบเหรียญลงไปในมือน้องสามี ขณะนั้นเป็นเวลาหน้าหนาว เสื้อตัวเก่าที่ใส่มานานของฮุ่ยโกวบางเกินกว่าจะต้านลมหนาวได้ พี่สะใภ้จึงคะยั้นคะยอแกมบังคับจะพาฮุ่ยโกวไปซื้อผ้าตัดเสื้อที่อำเภอจีหลง ฮุ่ยโกวเติบโตขึ้นในชนบท แม้สามีจะเคยทำงานอยู่ที่อำเภอจีหลง แต่เธอก็ไม่เคยย่างกรายเข้าไปเลยสักครั้ง เธอจึงตื่นตาตื่นใจกับร้านรวงของขายและผู้คนในอำเภอจีหลงยิ่งนัก เมื่อพี่สะใภ้เลือกซื้อผ้าให้เธอได้แล้ว ฮุ่ยโกวก็มาหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องจักสานแห่งหนึ่ง เธอได้ความคิดขึ้นมาว่า บนภูเขาหลังกระท่อมที่เธออาศัยอยู่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่มากมาย หากเธอจะตัดลงมาให้สามีลองจักลองสานเป็นภาชนะบางอย่างแล้วนำมาขายบ้างก็คงจะดี
     à¹€à¸¡à¸·à¹ˆà¸­à¸à¸¥à¸±à¸šà¸¡à¸²à¸–ึงบ้านสิ่งแรกที่ฮุ่ยโกวทำก็คือรีบตัดเย็บเสื้อผ้าที่พี่สะใภ้ซื้อให้ชิ้นนั้น แต่มิใช่เพื่อตัวเอง เธอตัดเย็บให้ย่าเพราะย่าก็ไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่มาหลายปีเต็มที
     à¸«à¸¥à¸±à¸‡à¸ˆà¸²à¸à¸™à¸±à¹‰à¸™à¸‡à¸²à¸™à¸›à¸£à¸°à¸”ิษฐ์เครื่องจักสานก็เริ่มขึ้น ฮุ่ยโกวงานหนักหน่อย เธอจะต้องเป็นคนขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ลงมาเพื่อให้ชิงจือสามีซึ่งพิการเหลือแต่ขาข้างเดียวของเธอเป็นผู้จักตอก แล้วทั้งสองก็จะขะมักเขม้นช่วยกันสาน แรกทีเดียวผลงานที่ทำออกมาทั้งหยาบ ทั้งไม่ได้รูปร่างสัดส่วน แต่ทั้งสองก็ไม่ละความพยายาม จนในที่สุดความชำนาญก็เกิดขึ้น ผลงานก็ประณีตงดงาม เมื่อรวบรวมได้พอประมาณแล้ว
      วันหนึ่งฮุ่ยโกวก็หาบไปขายในอำเภอจีหลง ปรากฎว่าเป็นที่ชื่นชอบของตลาดเธอขายหมดอย่างรวดเร็ว ได้เงินพอซื้อข้าว เกลือ น้ำมัน ถั่ว กลับมาด้วย เป็นกำลังใจให้ฮุ่ยโกวและชิงจือมีมานะพยายามยิ่งขึ้น ขณะนั้นย่าอายุเจ็ดสิบกว่ามากแล้ว ชีวิตที่แร้นแค้นทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม อ่อนแอ ฟันฟางแทบไม่มีเหลือ อาหารการกินได้แต่ของอ่อน ๆ โดยเฉพาะย่าชอบกินไข่เป็ด
     à¸šà¸±à¸”นี้ฮุ่ยโกวพอมีเงินที่จะซื้อไข่เป็ดมาเลี้ยงดูย่าได้แล้ว และด้วยความกตัญญูจึงทำให้เธอคิดต่อไปว่าหลายวันกว่าเธอจะได้เข้าไปขายเครื่องจักสานในอำเภอเสียที ไข่เป็ดที่ซื้อมาเพื่อเก็บไว้กินก็จะไม่สด สู้ซื้อลูกเป็ดมาเลี้ยงไว้ออกไข่ไม่ได้ทุ่นเงินกว่าและได้ไข่สด ๆ กินอีกด้วย คิดได้ดังนั้นแล้ว คราวต่อไปเมื่อฮุ่ยโกวนำเครื่องจักสานเข้าไปขายในอำเภอ เธอก็เลือกซื้อลูกเป็ดตัวเมียกลับมาด้วยหลายตัว ฮุ่ยโกวทำเล้าไว้ใกล้ ๆ สระน้ำหลังบ้าน ถึงเวลาก็ปล่อยให้เป็ดลงไปว่ายน้ำไซ้หาอะไรกินตามธรรมชาติ เป็ดเหล่านั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและไข่ให้กินอย่างสม่ำเสมอ ชะรอยจะเป็นด้วยความกตัญญูของฮุ่ยโกวที่ทำให้เทพยดาฟ้าดินได้ประจักษ์
      เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฮุ่ยโกวกำลังทำความสะอาดลานบ้านก็บังเอิญเหลือบไปเห็นขี้เป็ดที่กำลังกวาดอยู่ มีก้อนกรวดเล็ก ๆ เป็นสีทองปนอยู่หลายเม็ด ด้วยความแปลกใจ ฮุ่ยโกวจึงเขี่ยแยกออกมาแล้วนำไปล้างจนสะอาด เธอไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นกรวดทองไปได้ จึงนำไปให้สามีดู ชิงจือรับไปดูแล้วก็ส่ายหน้าบอกว่า
      "เราเป็นคนมีกรรมอย่างนี้ ทองที่ไหนจะมาถึงมือเราได้"
     à¸®à¸¸à¹ˆà¸¢à¹‚กวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอก็ยังเก็บก้อนกรวดสีทองเม็ดเท่าถั่วเหลืองเหล่านั้นไว้ วันรุ่นขึ้น เมื่อเธอนำเครื่องจักสานเข้าไปขายในอำเภอเธอก็ลองเสี่ยงนำก้อนกรวดเหล่านั้นเข้าไปในร้านซื้อขายทอง เธอส่งให้เจ้าของร้านโดยไม่พูดว่าอะไร เจ้าของร้านกลับถามเธอว่า "จะขายใช่ไหม" ฮุ่ยโกวพยักหน้า เจ้าของร้านก็นำไปชั่ง แล้วมอบเงินสิบกว่าเหรียญให้แก่เธอ ฮุ่ยโกวระงับความตื่นเต้นดีใจไว้ เอื้อมมือไปรับเงินแล้วเดินบ้างวิ่งบ้างกลับมาบ้าน
      "ชิงจือ ชิงจือ มันเป็นทองจริง ๆ "
     à¸®à¸¸à¹ˆà¸¢à¹‚กวตะโกนบอกสามีตั้งแต่ก่อนถึงประตูบ้าน เธอเล่าทุกอย่างให้สามีฟัง แล้วทั้งสองก็รีบเข้าไปในเล้าเป็ดช่วยกันกวาดเก็บขี้เป็ดไปล้างเพื่อรวบรวมกรวดทองไปขายทั้งสองทำอย่างนี้อยู่หลายวันจนขี้เป็ดในเล้าและตามที่ต่าง ๆ บริเวณที่เป็ดเดินไปถ่ายไว้ได้เก็บนำมาล้างจนหมด คราวนั้นฮุ่ยโกวนำไปขายในอำเภอ เธอได้เงินมาหลายร้อยเหรียญ ทั้งสองสังเกตเห็นว่าเป็ดเหล่านี้นอกจากจะไซ้ดินไซ้หญ้ากินอยู่รอบ ๆ สระแล้ว มันยังพากันไปหากินในถ้ำ ข้างสระ
     à¸–้าเช่นนั้น ก้อนกรวดทองจะต้องมีอยู่ในถ้ำเป็นแน่ ฮุ่ยโกวขออนุญาตเจ้าที่เจ้าเขา แล้วก็เข้าไปกอบโกยกรวดในถ้ำออกมาล้าง ปรากฎว่าเป็นจริงดังคาด มีกรวดทองมากมายอยู่ในถ้ำนั้น ทั้งสองสามีภรรยาช่วยกันนำมาล้างแล้วไปขาย เงินทองที่ได้ก็รวบรวมไว้ ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็รวบรวมได้หมื่นกว่าเหรียญ เมื่อกรวดทองในถ้ำหมดแล้ว ทั้งสองก็เอาเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปซื้อร้านค้าในอำเภอจีหลง พาย่าไปอยู่ดูแลให้มีความสุขความสบายยิ่งขึ้น
     à¸•ั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสามชีวิตก็กลายเป็นชาวอำเภอจีหลงที่มีฐานะมั่งคั่งสมบูรณ์ครอบครัวหนึ่ง บัดนี้เกือบร้อยปีผ่านไป ชาวอำเภอจีหลงยังคงเล่าขานกันถึงเรื่องราวเหล่านั้น ลูกหลานของฮุ่ยโกวและชิงจือก็ยังคงเป็นพ่อค้าคหบดีที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในอำเภอจีหลงนั่นเอง
 
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #5 : Ҥ 14, 2008, 22:03:06 »

สวรรค์ประทาน
 
      แต่ก่อนยังมีเศรษฐีคนหนึ่ง มีข้าทาสบริวารหลายสิบคน คอยช่วยเหลือรับใช้กิจการต่าง ๆ เศรษฐีเคยบอกกับบริวารทั้งหลายว่า "ขอเพียงแต่พวกเจ้าตั้งใจทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่ภายหน้าเราจะไม่ดูดายพวกเจ้าเป็นแน่" ในเหล่าข้าทาสบริวารนั้น มีบางคนก็ขยันขันแข็งเสมอต้นเสมอปลาย บางคนก็ขยันบ้างขี้เกียจบ้างสลับกันไป ส่วนบางคนก็ตามอารมณ์ เขาเหล่านั้นต่างคิดว่า
      "เราทำงานให้มากเท่าไร เราก็ได้เงินเดือนเท่านั้น เราหวังแค่ทำเท่าไรได้เท่านั้น เราไม่สนใจว่าภายหน้าเศรษฐีจะตกรางวัลเท่าไร"
     à¹à¸•่มีอยู่คนหนึ่งกลับคิดว่า "เราทำงานให้เศรษฐีเพื่อปากเพื่อท้อง ความสัมพันธ์ระหว่างเรา เปรียบได้ดังฮ่องเต้กับขุนนาง หากฮ่องเต้มีคุณธรรม ขุนนางย่อมซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหลักของกฎคุณธรรม สัมพันธ์ ทุกวันนี้เศรษฐีตอบแทนเราไม่เบา ถือว่ามีคุณธรรมครบถ้วนแล้ว แม้หากเราจะเห็นแก่ได้ ไม่คำนึงถึงคุณธรรมของเศรษฐีช่วยกิจการงานโดยขาดความจงรักภักดี เราก็จะขาดคุณสมบัติเบื้องต้นของความเป็นคนไปสิ้น"
     à¸”้วยเหตุที่เขาผู้นั้นรู้จักคิดดังนี้ ทุกขณะเวลาเขาจึงทำการงานด้วยความขยันหมั่นเพียร นอกจากเงินค่าตอบแทนแรงงานที่เขาควรได้รับจากเศรษฐีแล้ว ในความรู้สึกของเขา ๆ คิดว่าได้รับสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น นั่นคือคำว่า "ซื่อสัตย์จงรักภักดี"
      เวลาผ่านไปหลายปี ความประพฤติปฏิบัติของเขาก็เป็นที่ชื่นชมของเศรษฐี เนื่องด้วยเศรษฐีมีอายุย่างเข้าวัยชรา และยังไม่มีลูกไว้สืบสกุล จึงรับเขาไว้เป็นบุตรบุญธรรม ทั้งยังยกธิดาสาวคนเดียวของตนให้เป็นคู่ครอง และยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้ครอบครองอีกด้วย เขาผู้นั้นจากฐานะอันต่ำต้อยยากไร้ กลับกลายเป็นเจ้าของสมบัติมหาศาล ได้รับความสุขสมบูรณ์ชั่วชีวิต
      เรื่องนี้หากประเมินกันทางโลกก็จะคิดว่า คนผู้นั้นบังเอิญบุญพาวาสนาช่วย รวยเพราะบังเอิญ หากจะพิจารณาให้ดีแล้ว ผลนั้นเกิดแต่การกระทำ แล้วส่งเสริมด้วยเจตนาแห่งสวรรค์ เหตุเพราะเขาผู้นั้นมีความซื่อสัตย์จงรักเป็นคุณสมบัติ สวรรค์จึงประทาน
 
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #6 : Ҥ 14, 2008, 22:03:44 »

จดหมายจากพญายม
 
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡ ท่านพญายมเสด็จขึ้นว่าบนบัลลังก์ใน บรรยากาศที่น่าเกรงขาม ยมทูตได้ลากตัวชายสูงอายุ ผมขาวบางหรอมแหรมคนหนึ่ง และชายหนุ่มอีกคนหนึ่งขึ้นมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าของพระองค์ ยังมิทันที่พญายมจะเอ่ยความว่าอย่างไร ชายสูงอายุ ผู้นั้นก็รีบตีโพยตีพายโวยวายขึ้นมาทันทีว่า
     "ข้าแต่ผู้เป็นใหญ่ กระผมถูกจับตัวมาโดยไม่บอกกล่าวกัน อย่างนี้มันไม่ยุติธรรมเลย สมบัติพัสถานของกระผมตั้งมากมายยังไม่ได้แบ่งสรร บัญชีเงินทองของกระผม…"
     "หยุดเดี๋ยวนี้นะ"
     à¸—่านพญายมตบโต๊ะผาง "เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่เป็นสถานที่แห่งใด เราเป็นใครเจ้าจึงกล้าส่งเสียงโวยวายเช่นนี้"
     "กระผม…กระผม…" ชายสูงอายุอึกอักทำหน้าเลิ่กลั่กเขาเพิ่งสังเกตเห็นบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวรอบ ๆ "ฮึ่ม" ท่านพญายมสำทับซ้ำด้วยเสียงในลำคอ แล้วเอ่ยด้วยเสียงก้องกังวานว่า
      "เจ้าทำบาปทำกรรมไว้มากเมื่อมีชีวิตอยู่ เจ้าจะต้องได้รับโทษสถานหนัก เอาละเราจะถาม เจ้าจงตอบด้วยความเป็นจริง"
      "อา…กระผม…ถ้ากระผมตอบแล้ว ท่านต้องโปรดกรุณากระผมด้วยนะขอรับ…" ชายสูงอายุละล่ำละลัก
      "เอาละเราถามเจ้า" พญายมตัดบท "เงินสงเคราะห์วัยชราของแม่เฒ่าหวังข้างบ้าน เจ้าหลอกลวงเอาไปใช้แต่งสวนดอกไม้บ้านของเจ้าใช่ไหม"
      "เอ้อ…อ้า…ใช่ขอรับ…" ชายสูงอายุก้มหน้าตอบ
      "ยังมีอีก…" พญายมเอ่ยสำทับต่อ "เจ้าร่วมมือกับพรรคพวกขายผงขาว อีกทั้งเข้าหุ้นกับนายกอเจ้าของโรงงานผลิตยาทำยาปลอมหากำไร ใช่หรือไม่ใช่"
     "ชะ…ใช่…ใช่ขอรับ" ชายสูงอายุก้มหน้าต่ำลงไปอีก
      "ยกขึ้นมาแค่สองเรื่องเท่านี้เอง เจ้ายังจะโวยวายว่าไม่ยุติธรรมอีกหรือไม่"
     à¸—่านพญายมจ้องหน้าชายสูงอายุเขม็ง "ให้เจ้าอยู่มาได้จนอายุ 76 ก็กรุณาเจ้ามากไปแล้ว"
     à¸™à¸±à¸¢à¸™à¹Œà¸•าของพญายมแดงก่ำ "เอ้า มาลากตัวไปลงกระทะน้ำมัน" พญายมหันไปสั่ง
     "ขอได้โปรดเถิด…"
     à¸Šà¸²à¸¢à¸ªà¸¹à¸‡à¸­à¸²à¸¢à¸¸à¹„ด้ยินคำพิพากษาโทษให้นำไปทอดในกระทะน้ำมันเท่านั้นก็หน้าซีด รีบโขกหัวกราบนับครั้งไม่ถ้วน พลางพูดว่า
      "ตอนมีชีวิตอยู่ แม้กระผมจะทำความชั่วร้ายไว้มากแต่กระผมทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำไมไม่มีใครเตือนกระผมเลยว่าให้รีบกลับตัว"
     "เหลวไหล" ท่านพญายมตบโต๊ะอีก
      "เรามีจดหมายเตือนเจ้าไปแล้วตั้งสามครั้ง เจ้ายังบอกได้อีกว่าไม่มีใครเตือน"
"ไม่มีจริง ๆ ขอรับ…" ชายสูงอายุยืนยัน
     "เอาละเจ้าอาจจะเลอะเลือนไป"
     à¸—่านพญายมทำเสียงอ่อนลง "เจ้าจงสงบใจสักครู่แล้วลองทบทวนดู"
     à¸—่านพญายมทิ้งช่วงพัก แล้วเอ่ยขึ้นใหม่ว่า "เจ้าสวมแว่นตาคนแก่นี้เมื่อไหร่"
     "เอ้อ…" ชายสูงอายุยกมือขึ้นเกาศรีษะเล็กน้อย เป็นการช่วยทบทวนความจำ "เอ้อ จำได้แล้ว เมื่อตอนกระผมอายุได้ 50 ขอรับ วันนั้นเป็นวันในฤดูหนาว กระผมนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ดูหนังสือพิมพ์ รู้สึกนัยน์ตาพร่ามัว หลังจากนั้นกระผมก็ไปตรวจสายตาประกอบแว่น"
     "นั่นแหล่ะจดหมายเตือนฉบับที่หนึ่ง ที่เราส่งไปถึงเจ้า เพื่อให้รู้ว่าวันเวลาของเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว"
     "โอ๊ะ" ชายสูงอายุอุทาน "นั่นนะหรือขอรับจดหมายเตือน"
     "ใช่แล้ว" ท่านพญายมตอบหนักแน่น
      "แล้วฉบับที่สองล่ะขอรับ" ชายสูงอายุยังไม่หายข้องใจ
      "จำได้ไหม วันนั้นเป็นวันเกิดอายุครบ 60 ปีของเจ้า ลูกสาวของเจ้าเดินทางไกลมาจัดงานวันเกิดให้ เจ้าตะกรามแทะน่องไก่ชิ้นใหญ่จนฟันหน้าหัก จากนั้นเป็นต้นมาฟันของเจ้าก็หลุดร่วงไปทีละซี่สองซี่จนบัดนี้เหลืออยู่ไม่กี่ซี่แล้ว นั่นแหล่ะจดหมายเตือนครั้งที่สอง"
     à¸žà¸à¸²à¸¢à¸¡à¸«à¸¢à¸¸à¸”ชั่วขณะ แล้วเอ่ยต่อไปว่า "หลังจากนั้นอีกปีหนึ่ง ผมของเจ้าที่เคยดกดำเป็นเงางามก็เปลี่ยนสีและเริ่มร่วง จนกลายเป็นผมขาวและบางหรอมแหรมอย่างนี้ นี่เป็นจดหมายเตือนฉบับที่สาม แล้วเจ้ายังจะกล้าปฏิเสธ ว่าไม่ได้รับคำเตือนอีกหรือ"
     à¸§à¹ˆà¸²à¹à¸¥à¹‰à¸§à¸—่านพญายมก็หันไปสั่งการ "เอาตัวชายผู้นี้ลงไปรับโทษ"
      ชายสูงอายุไม่มีข้อต่อรองใด ๆ อีกเลย เขาได้แต่สะอื้นไห้เดินตุปัดตุเป๋ตามแรงลากจูงไปสู่แดนทรมาน
     à¸„นต่อไปที่มารับพิพากษาโทษพร้อมกับชายสูงอายุ คือ ชายหนุ่ม ท่านพญายมเปิดดูบัญชีแล้วส่ายหน้า บอกว่า
     "เจ้ายังหนุ่มยังแน่น น่าจะทำสัมมาอาชีพให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองต่อไป เหตุใดจึงต้องตกลงมาที่นี่"
     "ใช่แล้วขอรับ กระผมก็รู้สึกว่าไม่เป็นการยุติธรรมเลย" ชายหนุ่มได้ช่องก็เริ่มตีโพยตีพายต่อจากชายสูงอายุบ้าง
      "ท่านผู้เป็นใหญ่เห็นไหมขอรับ นัยน์ตาของกระผมก็ยังไม่ได้ฝ้าฟาง ผมก็ยังไม่ขาว ฟันก็ยังไม่หลุดร่วง แล้วกระผมก็ไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรนักหนา อีกอย่างหนึ่งก็คือ กระผมไม่ได้รับจดหมายเตือนจากท่านเลยเป็นความสัตย์จริง"
      "โธ่ ไอ้หนูหน้าโง่" ท่านพญายมลากเสียงอย่างเหนื่อยหน่าย
     "จดหมายเตือนน่ะไม่ได้เหมือนกันทุกรายไปหรอก"
     "ถ้าเช่นนั้น จดหมายเตือนของท่านที่ให้แก่กระผม เป็นอย่างไรล่ะขอรับ" ชายหนุ่มถาม
      "เจ้าจำชายหนุ่มเพื่อนบ้าน ที่เกิดปีเดียวกับเจ้าได้ไหม" พญายมทบทวนให้อย่างใจเย็น
      "อ๋อลูกชายแม่หม้ายจางน่ะหรือขอรับ เขาเป็นเพื่อนเล่นกับผมมาตั้งแต่เด็ก" ชายหนุ่มตอบ
      "แล้วบัดนี้เพื่อนคนนั้นของเจ้าไปไหนเสีย" ท่านพญายมถาม
     "เขาตายด้วยโรคปอดตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อนแล้วขอรับ" ชายหนุ่มตอบ
      "ใช่ นั่นแหละคือจดหมายเตือนครั้งที่หนึ่ง ที่เราส่งให้แก่เจ้า"
     "เอ๊ะ ไม่เหมือนกันนะขอรับ ไอ้เพื่อนของกระผมคนนั้นมันเป็นวัณโรคผอมกระหร่อง ส่วนกระผมยังล่ำสันแข็งแรง" ชายหนุ่มขึ้นเสียงค้าน
     "เราเรียกเจ้าว่าไอ้หน้าโง่น่ะไม่ผิดเลย"
     à¸—่านพญายมยังคงอารมณ์ดีกล่าวต่อไป "ไม่มีใครรับรองได้ว่าตัวเองจะไม่เจ็บป่วย เราตอบเจ้าแล้วเรื่องของความไม่เที่ยงของสังขาร แม้เจ้าจะไม่เป็นวัณโรค เจ้าก็อาจต้องทิ้งสังขารด้วยเหตุอื่น หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้จดหมายเตือนเจ้าไปอีก…"
     "ครั้งที่สองกระผมไม่ได้รับ…" ชายหนุ่มบอกปัด
      "เลวมาก" ท่านพญายมตวาดเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มชักจะเหลวไหลแล้ว
     "เจ้าจำลูกพี่ลูกน้องที่อยู่กับเจ้ามาสามปีไม่ได้หรือ เขาตายไปปุบปับโดยหาสาเหตุอะไรไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มยังแน่นใช่ไหม นั่นแหละจดหมายเตือนครั้งที่สองให้เจ้ารู้ว่าจะต้องเร่งสร้างกุศลคุณงามความดี คนเราถึงความตายได้ ไม่ว่าเด็กหนุ่มสาว หรือคนเฒ่าคนชรา เตือนครั้งที่สองก็แล้ว เจ้าก็ยังใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาอยู่เราจึงส่งจดหมายเตือนเจ้าไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วเป็นเส้นตายครั้งสุดท้าย"
      "เป็นเส้นตายครั้งสุดท้าย" ชายหนุ่มทบทวน "ท่านได้โปรดอย่าล้อกระผมเล่นเลย กระผมไม่ได้รับจริง ๆ "
     "เจ้าหน้าโง่" ท่านพญายมชักปวดศรีษะกับมนุษย์ที่มีแต่ความหลงไว้เต็มตัวอย่างนี้ "เมื่อเดือนที่แล้วเกิดเหตุร้ายแรงอะไรขึ้นที่ตำบลบ้านของเจ้า จำไม่ได้แล้วหรือ เด็กสี่ห้าคนที่ไปเก็บระเบิดมือมาเล่น แล้วระเบิดตูมตายทันทีสองคน บาดเจ็บสาหัสสามคนใช่ไหม นั่นแหละเป็นจดหมายเตือนให้ทุกคนรู้ว่า ความตายไม่เลือกวัย ถ้าใครยังมัวหลงอยู่ ไม่สร้างบุญสร้างกุศล ตายแล้วก็ต้องลงมาหาเราที่นี่ทุกรายไป"
     "โอ้ ท่านผู้เป็นใหญ่ กระผมเพิ่งเข้าใจความหมายของท่านเดี๋ยวนี้เอง ชาติหน้ากระผมจะทำอย่างที่ท่านบอก…" ชายหนุ่มน้ำตาไหลพรากด้วยความสำนึกอย่างจริงใจ
     "เมื่อเจ้าเกิดความสำนึกอย่างจริงจังเช่นนี้ เราจะให้เจ้าไปเกิดใหม่เป็นกรณีพิเศษ ดูรึว่าเจ้าจะสร้างบุญสร้างกุศลใหม่เพื่อชดใช้หนี้กรรมในชาตินี้ได้สักแค่ไหน"
     à¹€à¸¡à¸·à¹ˆà¸­à¸—่านพญายมมีบัญชาให้ชายหนุ่มไปเกิดใหม่แล้ว ก็ได้เสด็จลงจากบัลลังก์ไป
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #7 : Ҥ 14, 2008, 22:04:11 »

โจรกลับใจ
 
     à¸›à¸£à¸°à¸¡à¸²à¸“ปลายราชวงศ์หมิง ทหารโจร แม่ทัพจางเซี่ยนจง ก่อการร้าย เที่ยวปล้นสะดมฆ่าฟันไม่เลือกหน้า ความโหดเหี้ยมทารุณของเขาเลื่องลือไปทั่ว ปล้นไปถึงไหนก็ฉุดคร่าข่มขืนถึงที่นั่น ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่หวาดกลัว แม้แต่ขุนนางทุกฝ่ายในวังหลวง เพียงแต่ได้ยินชื่อจางเซี่ยนจงก็ยังหวาดผวา
     à¸„รั้งหนึ่ง จางเซี่ยนจงนำทหารโจรเดินทางจากเมืองเฉิงตู ผ่านทะเลสาปต้งถิง ตั้งใจจะบุกเข้าปล้นเมืองฉางซาเพื่อความแน่นอน จางเซี่ยนจงจึงนำสมุนกลุ่มหนึ่งมาสำรวจพื้นที่ตรวจดูลาดเลาเพื่อเตรียมการลงมือ เมื่อชาวบ้านชาวเมืองฉางซาได้ยินว่าจางเซี่ยนจงจะเข้าปล้นก็อกสั่นขวัญหาย พากันเก็บข้าวของ อุ้มลูกจูงหลานขนย้ายออกไปจากเมืองกันจ้าละหวั่น ขบวนผู้คนเป็นแถวยาวเหยียดเหมือนฝูงมดที่หนีน้ำ จางเซี่ยนจงพร้อมด้วยสมุนเดินทางมาถึงนอกเมืองฉางซา เขาขึ้นไปสำรวจพื้นที่จากที่สูง มองลงไปเห็นผู้คนอพยพออกจากประตูเมืองฉางซากันลนลานรู้สึกขบขันกระหยิ่มใจ เขาแผดเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ได้ยินขนลุกสั่นสะท้าน แม้แต่นกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ก็ถลาบินไปด้วยความตกใจกลัว
     à¸—ันใดสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ล้าหลังห่างจากขบวนผู้คน มือขวาของนางหิ้วห่อผ้า มือซ้ายจูงเด็กผู้ชายอายุประมาณได้ 3 - 4 ขวบ ส่วนกลางหลังนั้นสะพายเด็กอายุ 6 - 7 ขวบอยู่อย่างหนักอึ้ง นางพยายามเร่งฝีเท้าด้วยความลำบากยากเย็น จางเซี่ยนจงเห็นเช่นนั้นรู้สึกแปลกใจ จึงโบกแซ่ม้าเรียกให้นางเดินเข้ามาหา
      เมื่อนางผู้นั้นเห็นคนกวักเรียกก็เดินเข้าไปหา คารวะให้โดยมารยาท จางเซี่ยนจงเอ่ยถามขึ้นว่า
      "บ้านเมืองกำลังวุ่นวายในขณะนี้ นางเป็นผู้หญิงบอบบางไม่เก็บตัวอยู่กับบ้าน จะตามกันไปที่ไหนหรือ"
      "ข้าพเจ้าแซ่ลี้ อาศัยอยู่เมืองฉางซา ได้ยินว่าแม่ทัพจางเซี่ยนจงแห่งเมืองเฉิงตูจะเข้าโจมตีปล้นสะดม ดังนั้นข้าฯ จึงจำต้องพาเด็ก ๆ ออกจากเมืองไปหลบซ่อนสักพัก เมื่อเรื่องราวสงบแล้วจึงจะย้อนกลับมา" นางผู้นั้นตอบกระหืดกระหอบ
     "เห็นทีแม่นางจะเสียสติเสียแล้ว" จางเซี่ยนจงว่า "ในเมื่อต้องการจะหลบภัย เหตุไฉนจึงจูงลูกคนเล็กให้เดิน ส่วนลูกคนโตกลับอุ้มสะพายหลัง"
      "บนกลางหลังของข้าพเจ้านี้ แท้จริงคือสายเลือดคนเดียวของลุง ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของสามีข้าพเจ้า พี่ชายและพี่สะใภ้ตายตามกันไปเมื่อปีที่แล้ว ทิ้งสายเลือดคนเดียวคนนี้ไว้ให้ข้าพเจ้าเลี้ยงดู ส่วนเด็กคนเล็กที่ข้าพเจ้าจูงเดินนี้เป็นลูกของข้าพเจ้าเอง แม้ข้าพเจ้าจะรักลูกตัวเองเพียงใด แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าหากคับขันเข้าตาจน ข้าพเจ้าก็ยอมสละลูกของตัวเอง แต่จะไม่ยอมละทิ้งลูกคนเดียวของลุงเป็นอันขาด เพราะท่านอุตส่าห์ฝากฝังข้าพเจ้าไว้" ว่าแล้วนางก็สะอื้นไห้ด้วยความทุกข์เวทนา
     à¸ˆà¸²à¸‡à¹€à¸‹à¸µà¹ˆà¸¢à¸™à¸ˆà¸‡ แม้จะเป็นมหาโจรปล้นฆ่าไม่เลือกหน้า แต่เมื่อได้ประจักษ์คุณธรรมน้ำใจอันประเสริฐของนางผู้นี้เข้าก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เขาแหงนหน้ามองดูฟ้าถอนใจยาวแล้วว่า "คิดไม่ถึงว่าโลกนี้จะยังมีคนที่จิตใจสูงส่งด้วยคุณธรรมเช่นนี้" ว่าแล้ว จางเซี่ยนจงก็หันมาทางแม่นางผู้นั้น กล่าวด้วยความสะท้อนใจว่า
      "ข้าจะบอกแม่นางตามตรงว่า ข้านี่แหละแม่ทัพจางเซี่ยนจงมหาโจร แม่นางไม่ต้องหลบหนีต่อไปแล้ว ขอให้กลับไปบ้านด้วยความสบายใจเถิด อีกทั้งช่วยบอกชาวบ้านชาวเมืองด้วยว่า ข้าจางเซี่ยนจงประทับใจในคุณธรรมของเจ้า ตัดสินใจยกเลิกการบุกเข้าปล้นเมืองฉางซาแล้ว"
      และก็เป็นจริงดังคำที่แม่ทัพมหาโจรจางเซี่ยนจง ได้ลั่นวาจาออกมา เมืองฉางซามิได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย จางเซี่ยนจงนำสมุนกลับสู่เมืองเฉิงตู โดยมิได้ถอนต้นหญ้าแม้แต่ต้นเดียวของเมืองฉางซา
 
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #8 : Ҥ 14, 2008, 22:08:04 »

เข็มขัดหยก
 
     à¸„ืนนั้น ภายใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน บัณฑิตผู้ชรา ก็นำเข็มขัดหยกออกมาลูบคลำอีก มันเป็นหยกเนื้อใส สลักเสลาด้วยฝีมืออันวิจิตรบรรจง เป็นลวดลายดอกไม้ นก หนู และสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ มีชีวิตชีวาเหมือนของจริงบัณฑิตชราจึงรักษาไว้อย่างดี ถือเป็นสมบัติอันประมาณค่ามิได้ น้อยคนนักที่จะได้ชมเป็นขวัญตา แม้แต่ลูกชายของบัณฑิตเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง ทั่วอำเภอไท่ซัง ทุกคนรู้ว่าบัณฑิตชรามีเข็มขัดหยกล้ำค่าอยู่สายหนึ่ง แต่น้อยคนนักที่เคยได้เห็น จึงเพิ่มความลึกลับพิศดารให้แก่เข็มขัดหยกเส้นนั้นยิ่งขึ้น จนกลายเป็นหัวข้อเรื่องสนทนาของชาวบ้านไม่ขาดปาก เมื่อโจษจันกันมาก ๆ ก็รู้ไปถึงหูนายอำเภอท้องที่เข้า นายอำเภอเป็นคนโลภ เมื่อได้ยินว่าบัณฑิตชรามีหยกล้ำค่า ก็นึกอยากช่วงชิงมาเป็นของตัว จะได้นำไปจิ้มก้องขุนนางใหญ่ในจังหวัด เพื่อเป็นเครื่องมือในการไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงต่อไป
      ดังนั้น วันหนึ่งนายอำเภอจึงได้ส่งลูกน้องชั่วร้ายไปยังบ้านบัณฑิตชรา เอ่ยขอเข็มขัดหยกเอาดื้อ ๆ แน่นอนมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะวิธีการอันป่าเถื่อนเช่นนั้น เมื่อส่งลูกน้องออกไปแล้วนายอำเภอก็นั่งยิ้มกริ่มอยู่กับบ้าน รอรับเข็มขัดหยกเส้นนั้น "ท่านนายอำเภอขอรับ' คนที่ถูกใช้ไปหน้าบึ้งกลับมารายงานอย่างหัวเสียว่า
      "กระผมไปทำตามที่ท่านสั่งแล้ว แต่มันบอกว่าอย่าว่าแต่นายอำเภอเลย ใครจะเอาก็ไม่ให้"
     à¸™à¸²à¸¢à¸­à¸³à¹€à¸ à¸­à¹‚มโหเดือดเป็นไฟ โดยคิดว่าบัณฑิตชราช่างเหยียดหยามตนดีนัก คอยดูเถอะจะจัดการเสียให้เข็ด เกิดเป็นเหตุบังเอิญขึ้นเหมือนจับวาง
     à¸«à¸¥à¸±à¸‡à¸ˆà¸²à¸à¸™à¸±à¹‰à¸™à¹„ม่นาน เรือนจำอำเภอก็เกิดเหตุนักโทษแหกคุกหนีไปได้ ขณะที่นายอำเภอกำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่ก็ได้รับจดหมายสนเท่ห์ฉบับหนึ่ง เขียนมาบอกว่า บ้านของบัณฑิตชรามีนักโทษแหกคุกมาพักอาศัยอยู่ นายอำเภอผู้ใจเบาไม่ทันสอบสวนไตร่ตรองใด ๆ ทั้งสิ้น ส่งคนไปจับกุมตัวบัณฑิตชราทันที บัณฑิตชราปฏิเสธตลอดข้อหา เพราะถือว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่นายอำเภอยังแค้นใจเรื่องเข็มขัดหยกอยู่ไม่หาย จึงไม่สนใจว่าจะถูกผิดอย่างไร สั่งให้ลงโทษโบยตีและใส่ขื่อคาบัณฑิตชราทันที บัณฑิตชราทนความเจ็บปวดไม่ไหวจึงต้องยอมรับผิด นายอำเภอจึงพิพากษาโทษ แล้วส่งบัณฑิตชราเข้าคุกไป ชีวิตในคุกตะรางวันหนึ่งเนิ่นนานเหมือนหนึ่งปี บัณฑิตชราต้องได้รับความทุกข์แสนสาหัส ถูกเกณฑ์ออกไปทำงานหนักทุกวัน พอกลับมาถึงล้มตัวลงนอนก็หลับไปทันที
     à¸„ืนหนึ่งบัณฑิตชราฝันว่าปู่มาหาบอกให้ไปขอความช่วยเหลือจากราชเลขาฟั่นในเมืองหลวง เพราะท่านเป็นขุนนางตงฉิน มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม ซึ่งท่านสามารถจะพลิกคดีล้างความผิดให้ได้ ทั้งจะนำคนที่ส่งบัตรสนเท่ห์ใส่ร้ายมาลงโทษได้อีกด้วย เมื่อตื่นขึ้น บัณฑิตชราก็พยายามทบทวนและจดจำข้อความในความฝันไว้ เมื่อทางบ้านได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมบัณฑิตชราก็สั่งให้คนทางบ้านไปดำเนินการร้องทุกข์ โดยเล่าความเป็นไปทั้งหมดทั้งเรื่องเข็มขัดหยกให้ราชเลขาฟัง ภายในเวลาไม่นานต่อมา บัณฑิตชราก็ได้รับการปล่อยตัวนายอำเภอถูกถอดออกจากตำแหน่ง และด้วยความเสียใจอย่างแรง ทำให้วิกลจริตเดินร้องไห้ไปตามถนน บัณฑิตชราออกจากคุกกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน คนในตระกูลเดียวกันคนหนึ่ง ชื่อว่า หลินหู่ ก็เกิดมีอาการประหลาด โดยป่วยเป็นฝีขึ้นที่หน้าท้อง แรกทีเดียวก็เป็นเม็ดเล็ก ๆ ต่อไปก็ค่อย ๆ โตขึ้นแล้วแตกเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็นคาวน่าสะอิดสะเอียน จนไม่มีใครเข้าใกล้ บัณฑิตชราเห็นว่านายหลินหู่เป็นที่รังเกียจของใคร ๆ จึงไปเยี่ยมเยียนช่วยเหลือ ส่งอาหารไปให้ ให้หมอมารักษา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฝีลูกนั้นลุกลามเน่าเข้าไปจนถึงอวัยวะภายในท้องเกือบหมด หลินหู่รู้ตัวดีว่าจะตายแล้ว
     à¸§à¸±à¸™à¸™à¸±à¹‰à¸™à¹€à¸‚าร้องไห้ต่อหน้าบัณฑิตชรา และรับสารภาพด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า "ผมขอโทษที่เคยทำร้ายท่าน ผมเองเป็นคนเขียนจดหมายสนเท่ห์ฉบับนั้น เพราะผมแค้นใจที่ครั้งหนึ่งเคยขโมยเงินของท่านแล้วถูกท่านแจ้งความจับไปขัง ผมหาโอกาสจะแก้แค้นท่านอยู่ตลอดเวลา บังเอิญได้โอกาสนักโทษแหกคุก โรคประหลาดที่เกิดกับผมคงเป็นการลงโทษแน่ ๆ …" สารภาพยังไม่ทันขาดคำ หลินหู่ก็ร้องโอดโอย แล้วสิ้นใจตายไป บัณฑิตชราก็ได้คิดว่า เงินทองของนอกกายล้วนเป็นชนวนให้เกิดความชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ควรที่จะยึดถือให้ความสำคัญแก่มันมากจนเกินไป
     à¸„รั้งหนึ่งเมื่อเกิดยุคเข็ญข้าวยากหมากแพงในแถบนั้น บัณฑิตชราก็นำเข็มขัดหยกออกมาประมูลขายได้เงินเป็นจำนวนมาก และนำเงินจำนวนนั้นมาซื้อข้าวแจกชาวบ้านที่ยากจน เป็นบุญเป็นกุศล เป็นความสุขกว่าที่จะเก็บเข็ดขัดหยกเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด
 
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #9 : Ҥ 14, 2008, 22:08:32 »

แม่กวาง
 
     à¸§à¸±à¸™à¸—ี่ 13 กันยายน พ.ศ. 2498 หมินกั๋วปีที่ 44 เวลาหนึ่งทุ่มเศษ บนเทือกเขาอาลีซัน สถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อแห่งหนึ่งของไต้หวัน เจ้าของโรงแรมที่พักตากอากาศ นายเลี่ยวซึสุ่ยและภรรยา คือนางเฉินจีนฟัง กำลังเตรียมตัวจะรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ในครัวด้านหลังเรือนพัก
     à¸—ันใดนั้น ก็ปรากฎร่างที่เคลื่อนไหวได้ขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาร่างหนึ่ง ถลันเข้ามาในบริเวณลานหลังบ้านแล้ววิ่งพล่านวนเวียนอยู่ไม่ยอมหยุด เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาค่ำสองสามีภรรยาจึงมองไม่เห็นว่าเป็นอะไรกันแน่ จึงรีบไปจุดตะเกียงส่องดู จึงได้เห็นว่าเป็นกวางดาวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เมื่อแสงตะเกียงส่องสว่างให้เห็นกันทั้งสองฝ่าย ทั้งคนและกวางแล้ว กวางตัวนั้นก็หยุดวิ่ง มันคุกเข่าลงเบื้องหน้าคนทั้งสองน้ำตาไหลพราก ท่าทีนั้นแสดงให้เห็นว่ามันกำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือ สองสามีภรรยาพินิจดูเห็นว่ากวางตัวนี้เป็นกวางที่กำลังตั้งท้องใกล้จะคลอดแต่บริเวณท้องมีบาดแผลและเลือดสด ๆ กำลังไหลปรี่ออกมาไม่ขาดสาย คะเนว่าเป็นผลจากคมอาวุธของนายพราน สองสามีภรรยาเป็นคนใจบุญ แม้กวางจะเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งก็ตาม เขาก็ไม่อาจทนเห็นมันเจ็บปวดหรือตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะใช้วิธีห้ามเลือดอย่างไร แต่ยังไม่ทันที่จะทำอย่างไรต่อไป
      ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ชาวเขาคนหนึ่งก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาในที่พัก เขาร้องถามว่าเห็นกวางบาดเจ็บตัวหนึ่งหนีมาทางนี้หรือเปล่า คนที่ทำร้ายแม่กวางตัวนั้น คือ นายพรานชาวเขาคนนี้นี่เอง สองสามีภรรยาตั้งใจแล้วว่าจะช่วยแม่กวางตัวนี้ไว้แต่จะบอกปัดไปว่าไม่เห็นก็คงไม่ได้ เพราะชายผู้นี้คงไม่เชื่อและไม่ละความพยายามที่จะค้นหา ทั้งสองจึงคิดหาวิธีที่แยบคายมาใช้ ชาวเขามีนิสัยชอบดื่มเหล้า ทั้งสองจึงรีบจัดสุราอาหารออกมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เขาดื่มกินด้วยความพอใจจนลืมเรื่องกวางไปชั่วขณะ สองสามีภรรยาเห็นโอกาสเหมาะจึงเอาเงินใส่บงไปในกำมือของเขาอีกสองร้อย แล้วพูดว่า
     "กวางตัวนั้นพี่ชายเป็นคนล่า ก็ต้องเป็นของพี่ชาย แม้มันจะวิ่งเข้ามาในบ้านของเรา เราก็ต้องคืนให้พี่ชายถูกไหมเพราะพี่ชายต้องการล่าไปขาย แต่ตอนนี้มันได้รับบาดเจ็บมากและก็ท้องแก่เสียด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ สองร้อยเหรียญนี้เราขอซื้อกวางตัวนั้นกับพี่ชายก็แล้วกัน"
     à¸™à¸²à¸¢à¸žà¸£à¸²à¸™à¸Šà¸²à¸§à¹€à¸‚านิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จะดึงดันไม่ขายก็พูดไม่ออก เพราะตัวก็รับเลี้ยงสุราอาหารของเขาไปแล้ว อีกทั้งอัธยาศัยใจคอของเจ้าของบ้านทั้งสองก็น่านับถือดี จึงพยักหน้าเก็บเงินสองร้อยเหรียญเข้าพกแล้วลากลับไป เมื่อชายผู้นั้นกลับไปแล้ว สองสามีภรรยาก็รีบออกไปดูอาการของแม่กวาง เห็นว่าเลือดจากบาดแผลยังคงไหลปรี่ไม่หยุด จึงรีบไปเชิญสัตวแพทย์ประจำหมู่บ้านมาโดยเร็ว หมอจัดการห้ามเลือด ทำความสะอาดบาดแผล ใส่ยา เย็บปากแผลให้ สองสามีภรรยาก็ช่วยกันจัดพื้นที่หลังบ้านให้กว้างพอสำหรับเป็นที่พักฟื้นของแม่กวางได้ และตั้งใจว่าเมื่อแม่กวางแข็งแรงดีแล้วจะปล่อยเข้าป่าตามเดิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้รู้ไปทั่วหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ บ้างก็ชมว่าสองสามีภรรยาเป็นคนดีมีจิตเมตตา บ้างก็ว่าโง่ เสียเงินไม่เข้าเรื่อง ปล่อยเข้าป่าไปไม่ตายมันก็ถูกฆ่าถูกจับอีก แต่ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็ยังตั้งใจมุ่งมั่นที่จะพยาบาลดูแลจนกว่าแม่กวางจะแข็งแรง
      ในหมู่บ้านนั้นมีผู้ชายสันหลังยาวอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อว่าอู๋ฉุนอีกคนหนึ่งชื่อ เฉินลิ่ง ทั้งสองไม่มีสัมมาอาชีพ วัน ๆ คิดแต่จะหากลวิธีจับแพะชนแกะ หรือฉวยโอกาสได้เงินมาง่าย ๆ เท่านั้น พอชายทั้งสองรู้เรื่องแม่กวางเข้า ฮู๋ฉุนก็พูดกับเฉินลิ่งว่า
      "กูไม่คิดว่าในโลกยังมีคนโง่อย่างนี้อีก กวางน่ะมันมีไว้ให้คนกิน เนื้อกวางน่ะอร่อยสะบัดไปเลย มึงว่ามันโง่ไหมเสียเงินไปเปล่า ๆ ตั้งสองร้อยแล้วยังเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่ายาอีก ถ้าเป็นกูน่ะหรือ เรียบร้อยไปแล้ว"
      "ถ้าเป็นกูละก็ กูจะขายต่อได้กำไรแหง ๆ " เฉินลิ่งตอบรับสนับสนุน
      "ได้ยินว่าพอรักษาหายแล้วจะปล่อยมันเข้าป่าไป" เฉินลิ่งพูดต่อไป
     "กูว่าเราคอยจ้องให้ดีเมื่อไรที่มันปล่อยเข้าป่า เราก็ตามไปจับเอามาฆ่าแบ่งกัน กินดีไหม"
      "เข้าท่า เข้าท่า" อู๋ฉุนตบเข่าดังฉาดเห็นด้วย "ไม่ใช่อร่อยอย่างเดียวนะโว้ย เพิ่มพลังอีกด้วย" ว่าแล้วทั้งสองก็หัวเราะชอบใจ มีความสุขกับลาภปากที่หวังไว้บนความเจ็บปวดของผู้อื่น บาดแผลของแม่กวางหายวันหายคืนจากการดูแลเป็นอย่างดีของสองสามีภรรยาผู้ใจบุญ
     à¹€à¸Šà¹‰à¸²à¸§à¸±à¸™à¸™à¸±à¹‰à¸™à¸—ั้งสองลงมาเปิดประตูรั้วหลังบ้าน บอกอำลาแม่กวาง แล้วเดินนำออกไปส่งที่เชิงเขาหลังบ้าน แม่กวางหันหลังกลับมามองสองสามีภรรยาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนจะบอกถึงความรู้สึกขอบคุณ และกล่าวอำลาก่อนที่จะเดินทางจากไป สองสามีภรรยารู้สึกตื้นตัน จึงรีบหันหลังเดินกลับเข้าบ้านโดยมิได้นึกฝันว่า ห่างออกไปในป่าเพียงอีกไม่กี่ก้าวชายใจทมิฬสองคนกำลังดักซุ่มอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แม่กวางไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจระวังภัย มันเพิ่งเดินจากคนใจบุญออกมาเดี๋ยวนี้ด้วยความอาลัย แต่ในทันใดนั้นก็ถูกจับ มีดแหลมคมอันยาวปักลึกลงไปกลางลำคอของมันเจ็บแปลบเสียววาบ เนื้อของมันถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทันทีที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น
     à¸§à¸±à¸™à¸£à¸¸à¹ˆà¸‡à¸‚ึ้น ชายใจทมิฬทั้งสองยังจงใจเข้าไปหาสองสามีภรรยาเจ้าของที่พัก ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องเพื่อจะเย้ยหยันว่าสองสามีภรรยานี้แท้จริงโง่เง่านัก เขาบอกว่า เมื่อเช้าวานนี้เขาจับแม่กวางได้ตัวหนึ่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท้องแก่เสียด้วยเนื้อมันอร่อยอย่าบอกใครเชียว สองสามีภรรยาได้ฟังก็ใจหายวาบ น้ำตาร่วงด้วยความสงสาร นึกโทษตัวเองที่ไม่ควรปล่อยแม่กวางกลับไปเลย
      เวลาหนึ่งปีผ่านไป ชาวบ้านบนภูเขาลีซันเริ่มลืมเรื่องราวของแม่กวางไปแล้วมีแต่สองสามีภรรยาเท่านั้นที่ยังสะท้อนใจถึงแม่กวางที่น่ารักน่าสงสารตัวนั้นอยู่บ่อย ๆ สำหรับชายใจทมิฬทั้งสองนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ทั้งคู่เคยทำกรรมชั่วอยู่เสมอ จนแม้ความโหดเหี้ยมทารุณที่เคยทำต่อแม่กวางท้องแก่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หาความสำคัญไม่ได้เลยเรื่องหนึ่งเท่านั้น เขาลืมมันหมดสิ้น
     à¸„่ำวันหนึ่ง คู่หูทั้งสองกลับจากบ่อนพนัน ความเหนื่อยอ่อนที่อดหลับอดนอนมาแล้วทั้งคืน ทั้งวัน บวกกับระยะทางผ่านป่าที่เดินมาไกลพอสมควร ทำให้ทั้งสองอยากจะนั่งพักสักครู่ ที่ตรงนั้นเป็นโคนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกับที่เขาฆ่าแม่กวางเมื่อปีกลายนั่นเอง ทั้งสองนั่งลงแล้วเริ่มถกเถียงกันถึงเรื่องใครได้ใครเสียในบ่อนการพนัน ฉับพลัน ฟ้าที่แดงสลัวก็กลับกลายเป็นมืดทะมึน เสียงฟ้าคะนองเลื่อนลั่น ลมฝนกระหน่ำลงมาทันทีอย่างไม่รั้งรอทั้งสองต้องหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างไม่มีทางเลือก เสียงดังเปรี้ยงพร้อมกับแสงสว่างจ้าของสายฟ้า แม่นเหมือนจับวางอย่างเจาะจง ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นถูกฟ้าผ่าออกเป็นสองซีก ซากชายใจทมิฬทั้งคู่กระจุยไหม้เกรียม วันนั้นเป็นวันครบรอบปีที่แม่กวางวิ่งหนีเข้ามาขอความช่วยเหลือจากสองสามีภรรยาพอดี
      นี่คือผลกรรม สัจธรรมกำหนดไว้ว่า กรรมดีกรรมชั่วมิได้ดับสูญเพียงแต่ผลสะท้อนจะปรากฎช้าหรือเร็วเท่านั้น เลี่ยวซึสุ่ยและเฉินจีนฟังสองสามีภรรยา ทำความดีโดยมิได้หวังผลตอบแทน แต่ผลของกรรมดีนั้นก็ได้สนองให้เขาเจริญรุ่งเรืองขึ้น แขกที่มาเที่ยวพักผ่อนบนภูเขาอาลีซัน ส่วนมากจะมาพักที่โรงแรมของเขา ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองยังมีสุขภาพสมบูรณ์ขึ้นอย่างประหลาด ลูก ๆ ก็ฉลาด สติปัญญาดี และเจริญเติบโตเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมอยู่จนบัดนี้
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #10 : Ҥ 14, 2008, 22:09:01 »

ชะตาราคา 20 ตำลึง
 
      ในรัชสมัยถงจื้อแห่งราชวงศ์ชิง ที่ว่าการอำเภอเจียงเซี่ย มีนายทะเบียนอำเภอคนหนึ่งชื่อว่าพันจิ่งฉี ปกติเขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมีวินัยเคร่งครัด ปฏิบัติต่อพ่อแม่ด้วยความกตัญญู ภรรยาของเขานางเจียงซื่อก็เป็นกุลสตรีที่ดีพร้อมชีวิตครอบครัวจึงมีแต่ความสุข เป็นที่ชื่นชมของคนทั้งหลาย แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡à¹à¸¡à¹ˆà¸‚องพันจิ่งฉีล้มป่วยและตายไป พันจิ่งฉีใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลแม่ไปมาก จนเงินขาดมือไม่มีพอที่จะทำศพแม่ ทางบ้านก็ไม่มีเงินสำรองสะสมเลย เขาคิดหาทางออกไม่ได้จึงตัดสินใจนำเงินส่วนของอำเภอที่เขามีหน้าที่เก็บรักษาไว้มาใช้ก่อนเป็นการชั่วคราวเป็นจำนวน 20 ตำลึง ไม่นานก็จะใช้คืนให้ได้ แต่กระดาษย่อมห่อไฟไว้ไม่อยู่ เรื่องยักย้ายเงินทางการไปใช้ส่วนตัวครั้งนี้ล่วงรู้ไปถึงหูนายอำเภอทันที พันจิ่งฉีถูกถอดออกจากตำแหน่ง และต้องโทษจำคุก
      นับแต่วันนั้นมา ครอบครัวของพันจิ่งฉีก็ตกอยู่ในความทุกข์อันมืดมน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาของเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ นางวิ่งเต้นหาทางช่วยเหลือสามีไปทั่ว ใครแนะนำให้ไปหาใครก็ไป จนในที่สุดก็มีคนวงในรู้มาและแนะนำว่า เพียงแต่หาเงิน 20 ตำลึงไปใช้คืนให้ทางการแล้วขอให้ยกฟ้องเท่านั้น สามีของนางก็จะพ้นผิดได้รับการปล่อยตัวออกมา เมื่อได้รับคำแนะนำเช่นนี้แล้ว นางก็รีบออกเดินทางในคืนนั้นทันที เพื่อจะกลับไปขอยืมเงินจากพ่อแม่ของนาง เมื่อพ่อแม่ได้รู้เรื่องราวคราวเคราะห์ของลูกสาวก็ยินดีมอบเงิน 20 ตำลึงให้ทันที นางเจียงซื่อรีบเดินทางกลับบ้านแม่พร้อมด้วยเงิน 20 ตำลึง ซึ่งหมายถึงความเป็นอิสระของสามี
      เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่นางเจียงซื่อเตรียมตัวไปที่ว่าการอำเภอเพื่อนำเงินไปมอบคืน ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้าบ้านมา เขาแนะนำตัวเองว่าแซ่หลินเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกับพันจิ่งฉีสามีของนาง ได้ยินข่าวว่าพันจิ่งฉีถูกจับรู้สึกร้อนใจมาก อยากจะให้ความช่วยเหลือเป็นผู้นำเงินยี่สิบตำลึงไปใช้คืนที่ทำการอำเภอให้ นางจะได้ไม่ต้องลำบาก นางเจียงซื่อพาซื่อหลงเชื่อ คิดว่าชายผู้นั้นเป็นเพื่อนรักของสามีจริง อีกทั้งในสมัยนั้นสตรีเพศไม่เหมาะที่จะออกไปปรากฎโฉมนอกบ้านนัก โดยเฉพาะยิ่งเป็นที่ทำการด้วยแล้ว
      ฉะนั้นพอได้ยินชายผู้นั้นขันอาสานางเจียงซื่อก็จัดการมอบหมายเงินยี่สิบตำลึงให้ไปทันที โดยมิได้สงสัยอะไร นางหารู้ไม่ว่าแท้จริงชายผู้นั้นคือนักต้มตุ๋น เมื่อได้เงิน 20 ตำลึงไปแล้ว ชายแซ่หลินผู้นั้นก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย นางเจียงซื่อเฝ้าคอยสามีอยู่ที่บ้าน คอยแล้วคอยเล่าก็ไม่เห็นสามีกลับมาเสียที จนในที่สุดนึกรู้ว่าถูกหลอกเสียแล้ว นางเสียใจมากและคิดหาทางออกไม่ได้ จึงแขวนคอตายไปในคืนหนึ่ง พ่อของพันจิ่งฉียิ่งน่าสงสารนัก ภรรยาผู้เฒ่าเพิ่งตายจากไป ลูกก็ถูกจับ แล้วลูกสะใภ้ยังมาแขวนคอตายไปอีก แกไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี จึงนำศพลูกสะใภ้ใส่โลงแล้วไปฝากวางไว้ใต้ระเบียงทางเดินทางซ้ายมือของศาลเจ้าจอมเทพฯกวนอู
     à¹€à¸§à¸¥à¸²à¸œà¹ˆà¸²à¸™à¹„ปได้สามวัน คืนนั้นผู้เฒ่าก็ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้าน แกรู้สึกแปลกใจ ว่าใครหนอดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วมาเคาะประตูเรียก จึงงัวเงียออกไปเปิดประตู และแล้วแกก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของแกคือวิญญาณของลูกสะใภ้ที่เพิ่งผูกคอตายไปได้ไม่กี่วันนั่นเอง แกตัวสั่นร้องลั่นว่า "อย่ามาหลอกเตี่ยเลย เราอยู่กันคนละโลกแล้ว"
     à¹à¸¥à¹‰à¸§à¹à¸à¸à¹‡à¸•้องสะดุ้งอีกเมื่อได้ยินเสียงวิญญาณตอบว่า "เตี่ยอย่ากลัวลูกเลย ลูกเป็นคนไม่ใช่ผี ท่านจอมเทพกวนอูได้โปรดเมตตาคืนชีวิตให้แกลูก ไม่เชื่อเตี่ยตามมาดูซิ"
     à¸žà¹ˆà¸­à¹€à¸’่าเดินตามไปดูอย่างขยาด ๆ เมื่อไปถึงปรากฎว่าในโลงว่างเปล่าจริง ๆ แต่แกก็ต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง เมื่อเหลือบไปเห็นกลางห้องที่บูชาปรากฎศพผีหัวขาดของผู้ชายคนหนึ่งนอนตายอยู่อย่างอนาถ เบื้องพระบาทของจอมเทพกวนอูพอดี ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ มีดเล่มใหญ่ที่รูปปั้นเทพอารักษ์โจวชังถืออยู่นั้นเปื้อนไปด้วยรอยเลือดสด ๆ บนโต๊ะบูชามีเงิน 20 ตำลึงวางอยู่ชายที่ถูกเทพอารักษ์โจวชังตัดหัวนั้นก็คือชายแซ่หลินที่หลอกลวงเงินไปจากนางเจียงซื่อนั่นเอง
     à¸§à¸±à¸™à¸£à¸¸à¹ˆà¸‡à¸‚ึ้น นายอำเภอได้ทราบข่าวคดีสยองขวัญนี้ ก็รีบไปชันสูตรสอบสวน แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณจอมเทพกวนอูพร้อมด้วยเทพอารักษ์โจวซังอย่างนอบน้อม เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเดียวที่พระองค์ได้โปรดชำระความยุติธรรม วันรุ่งขึ้น พันจิ่งฉีก็ได้รับการปล่อยให้พ้นโทษออกมา
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #11 : Ҥ 14, 2008, 22:09:35 »

เปลี่ยนหัวใจให้คนโง่
 
      ในรัชสมัยเฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิง ที่มณฑลเจียงซู อำเภออู๋สี ยังมีชายสูงอายุผู้หนึ่งแซ่กู้ แกมีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่าเหลียนฝั่ง แต่น่าเสียดายที่ลูกชายคนนี้หัวทึบโง่เง่า แม้ว่าจะมีความมานะหมั่นเพียรศึกษาอย่างไร พอเรียนผ่านไปก็ลืมหมด จนอายุได้สิบสี่ปีแล้วก็ยังเรียนอะไรไม่ได้ผล เมื่อบิดาเห็นว่าเข็นไม่ไหวจริง ๆ แล้ว ก็ส่งตัวลูกชายให้ไปหัดค้าขายที่บ้านของญาติผู้หนึ่ง ที่เมืองเจียงซู มีธรรมเนียมแปลกกว่าเมืองอื่นอยู่อย่าง คือ ใครก็ตามที่มาหัดงานค้าขายจะต้องทำหน้าที่กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ หุงข้าว งานจิปาถะ และข้อสำคัญคือต้องล้างถังส้วมทุกวัน (คนสมัยนั้นไม่ใช้ส้วมขุดแต่ใช้ถังรองรับ)
      เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งเคยมีแต่ความสะดวกสบายทุกอย่างที่บ้าน ดังนั้นพอทำงานได้วันเดียวก็หนีกลับบ้าน พอบิดารู้เข้าก็โกรธเรียกตัวมาอบรมสั่งสอน และถามว่า
     "ให้เรียนหนังสือก็เรียนไม่ได้ดี งานหนักก็ไม่เอา งานเบาก็ไม่สู้ แล้วจะเอาอย่างไรกันแน่"
      "พ่อครับ ผมไม่อยากล้างถังส้วม" เหลียนฝั่งพูดพร้อมกับคุกเข่าลงไป "ผมจะพยายามเรียนใหม่ จะขยันเรียนยิ่งขึ้นอีก ผมจะสอบให้ได้ จะตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ให้ได้…"
      เมื่อบิดาเห็นบุตรชายมีความมุ่งมั่นจริงจัง และมีจิตสำนึกกตัญญูเช่นนี้ จึงไม่ส่งตัวลูกกลับไปหัดงาน และได้เชิญอาจารย์มาสอนหนังสือใหม่แก่ลูกอีก จากนั้นเป็นต้นมา เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหามรุ่งหามค่ำ ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังคงนั่งท่องตำราอยู่ใต้แสงตะเกียง พอง่วงก็รีบลุกไปใช้น้ำเย็นล้างหน้า ใช้เหล็กแหลมทิ่มหน้าขาของตัวเองให้เจ็บ ตาสว่างแล้วก็อ่านต่อไป ทำเช่นนี้อยู่ทุกคืน แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ให้ท่องให้ฟัง เหลียนฝั่งก็จำอะไรไม่ได้เลย จนอาจารย์อยากจะร้องไห้ เพราะสอนหนังสือมานานยังไม่เคยพบลูกศิษย์ที่หัวทึบอย่างนี้มาก่อน
      วันหนึ่ง อาจารย์จึงเข้าไปพบชายสูงอายุ บิดาของเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวว่า
      "ข้าพเจ้าได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว บุตรชายของท่านก็มีความตั้งใจดีเป็นที่สุด แต่การสอนการเรียนก็ยังไม่เป็นผล จะพยายามต่อไปก็ไร้ประโยชน์…."
     à¹€à¸¡à¸·à¹ˆà¸­à¸Šà¸²à¸¢à¸Šà¸£à¸²à¸£à¸¹à¹‰à¸§à¹ˆà¸² อาจารย์จะละทิ้งการสอนบุตรชายของแกไป น้ำตาก็ร่วงพรู แกคุกเข่าลงอ้อนวอนอาจารย์ขอให้อดทนต่อไป เป็นภาพที่น่าสงสารจับใจยิ่งนัก เพราะนั่นคือการแสดงออกของพ่อที่มีความรักและความปรารถนาดีต่อลูกอย่างจริงใจ เป็นอันว่าอาจารย์ก็ต้องใช้ความพยายามสอนต่อไป ในปีนั้นฝนฟ้าไม่ตก เมืองเจียงซูเกิดภาวะแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง มีคนอดตายกลาดเกลื่อน ชายชรารู้สึกเวทนาสงสารคนยากจนทั้งหลายยิ่งนัก อยากจะซื้อข้าวมาแจกจ่ายช่วยเหลือ แต่ฐานะของตนเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักของมีค่าต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ขายไปเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรชายแทบหมดสิ้นแล้ว จะยังเหลืออยู่ก็แต่ภาพวาด ซึ่งเป็นของเก่าแก่ภาพหนึ่ง บังเอิญชายชรารู้มาว่า เศรษฐีคนหนึ่งในเมืองชอบสะสมภาพวาด จึงอยากจะขายภาพให้แก่เศรษฐีเพื่อนำเงินที่ขายได้มาช่วยเหลือคนยากจน ครั้นจะนำไปขายเองก็กระอักกระอ่วนใจ อีกทั้งไม่รู้จักเศรษฐีผู้นั้นเป็นการส่วนตัวด้วย จะทำบุ่มบ่ามเข้าไปได้อย่างไร ระหว่างกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น เฉาจั้วเอ้อชายเพื่อนบ้านมีอาชีพขายภาพเขียนรู้เรื่องเข้า ก็เข้ามาขันอาสาจะช่วยนำไปขายให้ ชายชราจึงบอกแก่ชายเพื่อนบ้านว่า
      "ภาพเขียนเก่าแก่ภาพนี้ ควรจะขายได้พันหนึ่งหรือสองพันตำลึง แต่เพื่อที่จะนำเงินมาช่วยเหลือคนยากจน หากผู้ซื้อจะเกี่ยงราคาให้เพียงสองร้อยตำลึง ข้าพเจ้าก็จำเป็นจะต้องขาย"
      ชายเพื่อนบ้านรับภาพเขียนเก่าแก่นั้น แล้วรีบตรงไปหาเศรษฐี เขาบอกแก่เศรษฐีว่า
      "ภาพนี้เจ้าของเขาเสียดายมาก แต่อยากได้เงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงต้องตัดสินใจขาย หวังว่าเศรษฐีจะได้ร่วมกันทำบุญให้ราคาดีสักหน่อย…"
      เศรษฐีรู้สึกซาบซึ้ง ในการกระทำของเจ้าของภาพมาก อีกทั้งภาพนั้นก็งดงามล้ำค่าเป็นที่ถูกใจยิ่งนัก จึงรับไว้ทันทีแล้วกล่าวว่า
     "อันที่จริงภาพนี้มีค่าเพียงหนึ่งพันตำลึง แต่เพื่อการบุญการกุศลเราจะเพิ่มให้อีกเท่าตัวเป็นสองพันตำลึง เอ้า นี่เงินสองพันตำลึงท่านนับดู"
      เฉาจั้วเอ้อรับเงินสองพันตำลึงมานับด้วยความดีใจ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน เฉาจั้วเอ้อเกิดความคิดขึ้นวูบหนึ่งว่า ชายชราบอกไว้ว่าถ้าจำเป็นสองร้อยก็ยอมขาย นี่เราขายได้ตั้งสองพัน ฉะนั้นส่วนที่เกินออกมาน่าจะเป็นของเราจึงจะถูกต้อง เรื่องอะไรจะต้องคืนให้เต็มจำนวน คิดดังนั้นแล้วพอกลับมาพบชายชรา เฉาจั้วเอ้อก็แสร้างทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ หาว่าเศรษฐีขี้เหนียว จะซื้อไว้ในราคาเพียงร้อยตำลึงเท่านั้น เขาต้องขอร้องอยู่นานจึงจะได้มาสองร้อยตำลึง ซ้ำยืนยันว่าเขาไม่ได้หักไว้เป็นส่วนตัวเลย แม้แต่น้อย แม้ชายชราจะรู้สึกว่าขายได้ไม่สมราคา แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าบังคับเช่นนี้ก็ต้องตัดใจ พอรับเงินแล้วก็รีบไปซื้อหาข้าวสารมาแจกจ่ายให้คนยากคนจนทันที อีกทั้งชักชวนให้คนมีเงินร่วมกันทำบุญด้วย การกระทำของชายชราในครั้งนั้น ช่วยให้คนพ้นจากการอดตายมากมาย ส่วนเฉาจั้วเอ้อชายเพื่อนบ้าน เมื่อยักยอกเงินจำนวนนั้นไปแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ อึดอัดละอายใจ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะไปรับสารภาพต่อชายชรา ในที่สุดก็ล้มเจ็บ และตายไปในเวลาต่อมา ภรรยาของเขาได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ข้าวปลาอาหารก็กินไม่ลง บางครั้งก็นั่งเหม่อเลื่อนลอย นางได้รับความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง
      คืนหนึ่ง นางก็ฝันไปว่า เฉาจั้วเอ้อกลับมาที่บ้าน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เขาบอกแก่นางว่า
     "ข้าถูกยมบาลทุบตีด้วยไม้พลองอย่างสาหัส เพราะยักยอกเงินหนึ่งพันแปดร้อยตำลึงของชายชราแซ่กู้ ที่ตั้งใจจะให้เป็นทานแก่คนอดอยาก นับเป็นบาปอันมหันต์ พญายมไม่เพียงแต่จะส่งข้าไปสู่นรกอเวจี (ชั้นที่ 18 ที่เป็นขุมลึกที่สุด มืดที่สุดและทารุณที่สุด) ทั้งยังสาปให้ตระกูลเฉาของเราขาดสิ้นเชื้อสาย เมียเอ๋ยข้าต้องขอโทษเจ้า หากไม่ใช่เพราะความโลภของข้า เราก็คงไม่ต้องรับกรรมอย่างนี้ ท่านยมบาลยังบอกอีกว่า ชายชราใจดีขายทรัพย์สมบัติมาช่วยเหลือคนยากจน ต่อไปลูกชายของแกจะสอบได้เป็นนักศึกษาหลวง ตอนมีชีวิตอยู่จงจำไว้อย่าทำความชั่วร้าย ขาดสิ้นเชื้อสายอย่างเรา จะเอาอะไรไปกราบขอโทษบรรพบุรุษได้"
     à¸žà¸­à¸žà¸¹à¸”จบก็มีลมยะเยือกวูบหนึ่งพัดมา เฉาจั้วเอ้อก็จากไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ ภรรยาของเฉาจั้วเอ้อเล่าความฝันนี้ให้ใครต่อใครฟัง ผู้ฟังบางคนกลับหัวเราะแล้วแย้งว่า
      "เป็นไปได้ยังไง ลูกชายตาเฒ่ากู้น่ะโง่จะตาย ไม่มีวันเสียหรอกที่จะสอบได้ ส่วนเจ้านั้นมีลูกชายอยู่แล้วถึงสองคน จะขาดสิ้นเชื้อสายได้อย่างไร"
      แต่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นอีกไม่ถึงหนึ่งปี ภรรยาและบุตรชายทั้งสองของเฉาจั้วเอ้อก็มีอันเป็นล้มตายไปจนหมดสิ้น ทุกคนจึงเริ่มจะเชื่อว่าความฝันนั้นมีทางเป็นไปได้ แต่สำหรับเรื่องบุตรชายของชายชรา จะสอบเป็นนักศึกษาหลวงได้นั้นยังเป็นเรื่องเหลือเชื่ออยู่ ในปีนั้น เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว เขาถูกเปลี่ยนครูสอนมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่การเรียนก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ทุกครั้งที่ครูตั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้เขาลองเขียน สมองของเขาก็จะตื้อตันไปหมด คืนวันนั้นก็เช่นกัน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือใต้แสงไฟ พยายามบีบเค้นมันสมองเท่าไรก็ไม่ได้ผล
      ความง่วงวูบหนึ่งผ่านเข้ามา เขาจึงฟุบลงกับโต๊ะแล้วเคลิ้มไป ในความเลือนลางนั้น เขาเห็นใครคนหนึ่งถือถาดใส่หัวใจสด ๆ ที่เต้นตุ้บ ๆ ตรงเข้ามา ส่วนมือขวาถือมีดปลายแหลม เหลียนฝั่งคลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเห็นท่านผู้นี้ที่ไหนมาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าเคยเห็นในหนังสือนั่นเอง ท่านคือเหงินขุย เทพเจ้าประจำดาวธง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดวิทยะฐานะของคนทั้งหลาย แต่ท่านมาทำอะไรข้างล่างนี่ ขณะที่เหลียนฝั่งกำลังฉงนสนเท่ห์อยู่นั้น โดยไม่ทันตั้งตัวท่านเทพเจ้าเหวินขุยก็เสียบมีดกลางอกของเขา เหลียนฝั่งตกใจสุดขีดร้องลั่น กลางอกของเขาถูกแหวะออกเป็นโพรงแต่แปลกที่ไม่เจ็บเลย ท่านเทพเจ้าเหวินขุยล้วงมือลงไปในช่องอก ควักเอาหัวใจของเขาออกมา แล้วนำหัวใจที่ใส่มาในถาดบรรจุเข้าไปแทนที่ ลูบมือไปมาปิดปากแผลให้ แล้วทุกอย่างก็เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วท่านก็หายออกไปทางประตูโดยมิได้กล่าวว่าอะไร
      เหลียนฝั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้น ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะยังคงส่องสว่างอยู่ ไม่เห็นท่านเทพเจ้าเหวินขุย แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไกลออกไป เขายกมือขึ้นทาบอก หัวใจยังคงเต้นเหมือนเดิม แต่ที่ประหลาดก็คือ เขาเหลือบเห็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่วางกางอยู่บนโต๊ะ พลันก็เกิดความรู้สึกว่าช่างง่ายดายเหลือเกิน ยกพู่กันขึ้นได้ก็เขียนเอาเขียนเอาจนจบชั่วเวลาไม่นาน
     à¸§à¸±à¸™à¸£à¸¸à¹ˆà¸‡à¸‚ึ้น อาจารย์ได้เรียกตัวเขามาอบรมหลังจากอ่านวิทยานิพนธ์ของเขาจบลง "การเขียนวิทยานิพนธ์ จะต้องมีแนวความคิดของตัวเอง ไม่ใช่คัดลอกเขามาอย่างนี้"
     "กระผมเขียนเองจริง ๆ ขอรีบ…" เหลียนฝั่งยืนยันและพยายามจะชี้แจงต่อ
      "ยังจะโกหกอีก" อาจารย์โกรธจนยกไม้บรรทัดขึ้นจะตี เพราะวิทยานิพนธ์บทนั้น จะเป็นเชิงวิเคราะห์หรือโวหารก็ดี ล้วนอยู่ในขั้นของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นที่จะเขียนได้ เด็กโง่อย่างเหลียนฝั่งจะทำได้อย่างไร"
      เหลียนฝั่งคุกเข่าลงกับพื้นขอให้อาจารย์อย่าโกรธ "ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อ ก็ลองตั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้กระผมเขียนใหม่ซิขอรับ" เหลียนฝั่งเสนอ อาจารย์ก็เห็นด้วย เมื่อวิทยานิพนธ์ฉบับที่สองเขียนจบลง อาจารย์ถึงกับอ้าปากตาค้างทั้งตื่นเต้นและยินดีระคนกัน
     à¸­à¸²à¸ˆà¸²à¸£à¸¢à¹Œà¸žà¸¹à¸”กับเหลียนฝั่งว่า "อาจารย์ไม่อาจจะสอนเธอได้อีกต่อไปแล้ว เพราะปัญญาความรู้ของเธอเลิศล้ำ จนอยู่ในขั้นที่จะเป็นอาจารย์ของอาจารย์ได้ทีเดียว"
     à¸ˆà¸²à¸à¸§à¸±à¸™à¸™à¸±à¹‰à¸™à¸¡à¸²à¸›à¸±à¸à¸à¸²à¸‚องเหลียนฝั่งก็แตกฉานยิ่งขึ้น ตำราทุกเล่มเพียงอ่านผ่านตาก็จำได้แม่นยำ ชายชราเห็นบุตรชายเปลี่ยนไปเช่นนั้น ก็ปลื้มปิติยิ่งนัก เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิยิ่งขึ้นมาแนะนำการเรียน อีกทั้งส่งเสริมให้บุตรชายไปร่วมสอบ ไม่กี่ปีต่อมาเหลียนฝั่งก็สอบได้เป็นนักศึกษาหลวง ทั้งที่อายุยังไม่ครบยี่สิบปี เมื่อสอบได้เป็นนักศึกษาหลวงแล้ว ยังได้รับตำแหน่งเป็นราชเลขาอีกด้วย เนื่องด้วยเขาเป็นขุนนางยุติธรรมมือสะอาด ต่อมาจึงได้เดินทางไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลกันซู่ ชีวิตราชการของเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ เป็นที่อบอุ่นร่มเย็นแก่ประชาชนทั่วหน้ากัน
      ในวัยชรา เขาก็ได้ลาออกจากราชการกลับมาสู่บ้านเกิด ใช้ชีวิตสงบสบายกับเรือกสวนไร่นา เนื่องจากเขาเป็นคนมีความรู้และสูงส่งด้วยเกียรติคุณ คนที่เคารพนับถือเขาจึงมีมากมาย เป็นบัณฑิตชราที่น่านับถือที่สุดในมณฑลเจียงซู ชั่วชีวิตของเขารุ่งเรืองราบรื่น เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลตลอดมา จนตราบเท่าทุกวันนี้ บ้านใดสร้างสมความดี ย่อมมีเหตุมงคลเกินประมาณ บ้านใดสร้างสมความไม่ดี ย่อมมีเหตุวิบัติเกินประมาณ ข้อความนี้เป็นสัจธรรมที่จารึกไว้ในคัมภีร์อี้จิง นับพัน ๆ ปีมาแล้ว กรรมดีกรรมชั่วที่ตัวทำไว้ ไม่เพียงแต่จะให้ผลดีผลชั่วแก่ตัวเท่านั้น แต่จะมีผลไปถึงลูกหลานด้วย ดังตัวอย่างเรื่องนี้
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #12 : Ҥ 14, 2008, 22:10:07 »

ชีวิตต่อชีวิต
 
     à¹ƒà¸™à¸£à¸±à¸Šà¸ªà¸¡à¸±à¸¢à¹€à¸ªà¸µà¸¢à¸™à¹€à¸Ÿà¸´à¸‡à¹à¸«à¹ˆà¸‡à¸£à¸²à¸Šà¸§à¸‡à¸¨à¹Œà¸Šà¸´à¸‡ ในเมืองหยังโจว ยังมีนายทวารผู้เฝ้าประตูจวนที่ว่าการคนหนึ่งชื่อหวังสี เป็นคนชอบทำบุญให้ทานอยู่เสมอ คนที่รู้จักเขาจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหวังสีเป็นคนดี แต่โดยไม่คาดฝัน วันหนึ่งเขากลับล้มเจ็บหนักโดยไม่รู้สาเหตุของโรค ไม่ว่าจะหาหมอหรือหาพระหาเจ้าที่ไหนมารักษา อาการเจ็บป่วยก็ยังไม่ทุเลาลง ซ้ำร้ายกลับทรุดหนักลงไปอีก จนในที่สุดก็เหลือแต่ลมหายใจแผ่ว ๆ เท่านั้น
      วันหนึ่ง ในขณะที่หวังสีกำลังอยู่ในอาการครึ่งฟื้น ครึ่งสลบอยู่นั้น พลันก็ปรากฎยมทูตหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวสองตนตรงเข้ามาหา พร้อมกับกรรโชกว่า "ไป ไปกับข้า" แม้ว่าหวังสีจะหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่เดินตามไปโดยดี เดินไปเป็นหนทางไกลจนมาถึงประตูเมืองของหยังโจวทางด้านทิศตะวันตก และพอมาถึงหน้าประตูศาลพระกาฬประจำเมือง ยมทูตก็ผลักหวังสีเข้าไปในศาล เขาแลเห็นบรรยากาศภายในศาลอึมครึม น่ากลัวยิ่งนักสองฟากมียมทูตยืนเรียงรายอยู่ ด้วยอาการกระเหี้ยนกระหือเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ หวังสียิ่งกลัวหนักเข้าจนแทบสิ้นสติ
     à¸—ันใดนั้น ยมทูตก็ลากตัวหวังสีมาแล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
      "เบื้องหน้าองค์พระกาฬทำไมไม่กราบ"
      หวังสีเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้นดังโครม เสียงผู้พิพากษาโทษรายงานต่อพระกาฬว่า
      "อันที่จริงชายผู้นี้หมดอายุแล้ว แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาเคยช่วยชีวิตคนไว้สองคน ตามหลักแล้วควรจะให้เขาต่ออายุไปได้อีกสิบสองปี ไม่ทราบว่าท่านพระกาฬจะโปรดประการใด"
      พระกาฬมองดูหวังสีอยู่ครูหนึ่ง แล้วจึงหันไปถามผู้พิพากษาโทษว่า "เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาช่วยชีวิตคนไว้อย่างไร"
      ผู้พิพากษาโทษทูลตอบว่า "ครั้งนั้น ขณะที่กองกำลังของไท่ผิงเทียนกั๋ว (ชาวจีนที่มีอุดมการณ์จะสร้างประเทศจีนขึ้นใหม่ ให้เป็นเมืองสวรรค์สันติ โดยโค่นล้มราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูเสียก่อน) ยาตราทัพถึงแม่น้ำเจียงอิน วันหนึ่ง หวังสีเดินทางมาถึงริมฝั่งน้ำ ก็แลเห็นหญิงชราและสาวน้อยนางหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ริมทาง หวังสีจึงเดินเข้าไปถาม ถึงสาเหตุที่นางทั้งสองต้องมานั่งร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างนี้ หญิงชราจึงตอบพลางสะอื้นพลางว่า นางเป็นแม่นมของหญิงสาว หญิงสาวเป็นธิดาของนายอำเภอ แต่เนื่องด้วยบ้านเมืองเกิดการจราจล จากกองทัพอุดมการณ์ไท่ผิงเทียนกั๋ว นายอำเภอผู้เป็นบิดาของหญิงสาวถูกหัวหน้าอุดมการณ์คือหงซิ่วเฉวียนฆ่าตาย นางทั้งสองหนีรอดมาได้ระหกระเหินมาถึงที่นี่ แต่ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีบ้านที่อาศัยพักพิง ฉะนั้นจึงรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้"
     à¸«à¸§à¸±à¸‡à¸ªà¸µà¹„ด้ฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกเห็นใจสงสาร จึงซักไซ้ต่อไปจนได้รู้ว่า นายกองภาษีแห่งเมืองนี้เป็นเพื่อนของนายอำเภอผู้ตาย ซึ่งเป็นบิดาของหญิงสาว หวังสีจึงนำนางทั้งสองเดินทางไปที่ทำการกองภาษี นายกองภาษีก็รับนางทั้งสองไว้ในความอุปการะด้วยความเต็มใจ เท่ากับหวังสีได้ช่วยชีวิตของนางทั้งสองไว้ เมื่อพระกาฬฟังความจบลง ก็ตรวจสอบดูสมุดบัญชี คนเป็นคนตายเพื่อดูความถูกต้อง แล้วจึงพยักหน้าลงบัญชาตัดสินว่า
     "ปล่อยหวังสีกลับไป" พอสิ้นคำบัญชา ยมทูตก็นำหวังสีออกจากบัลลังก์ศาลพระกาฬย้อนกลับทางเดิมมา พอเดินมาได้ครึ่งทางทันใดนั้น ท้องฟ้าก็ครืนครันลมฝนกระหน่ำอย่างแรง จนหวังสีตัวเปียกปอนหนาวสั่น หวังสีรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยความหนาว พอลืมตาก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงในบ้านของตนอย่างเดิม ไม่เห็นมีศาลพระกาฬหรือยมทูตที่ไหนเลย แต่หลังจากนั้น อาการป่วยโดยไร้สาเหตุของเขาก็ทุเลาและหายเป็นปกติ โดยไม่ต้องเยียวยารักษาแต่ประการใด หวังสีมานึกทบทวนดูเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นความจริงที่เขาเคยช่วยเหลือหญิงสองคน มันเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรเลย มีเพียงเมตตาจิตอันแท้จริงเป็นที่ตั้งเท่านั้น แต่ผลของกรรมดีกลับตอบแทนเขามากมายได้ถึงเพียงนี้
     à¸ˆà¸²à¸à¸™à¸±à¹‰à¸™à¸¡à¸²à¸«à¸§à¸±à¸‡à¸ªà¸µà¸œà¸¹à¹‰à¸Šà¸­à¸šà¸—ำบุญให้ทานก็ยิ่งศรัทธากับการสร้างบุญกุศลยิ่งขึ้น การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่นจูงคนตาบอดข้ามถนน เก็บเปลือกกล้วยบนพื้นซึ่งอาจจะทำให้ใครเหยียบลื่นล้ม หรือเก็บเศษแก้วเก็บก้นบุหรี่ที่จะเป็นอันตรายต่อใครได้ด้วยเมตตาจิตเป็นที่ตั้งเหล่านี้ล้วนเป็นกรรมดีซึ่งมีให้ทำได้อยู่เสมอ พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสไว้ว่า "อย่าเห็นว่ากุศลผลบุญนั้นเล็กน้อยจึงไม่ทำ และอย่าทำเพราะคิดว่าบาปกรรมนั้นเพียงนิดเดียว"
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #13 : Ҥ 14, 2008, 22:10:30 »

ยาปลอม
 
     à¸›à¸µà¸—ี่ 26 ในสมัยกวางสูฮ่องเต้ ราชวงศ์ชิง ในเมืองซิ่นโจว ยังมีร้านขายยาสมุนไพรอยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของร้านมีชื่อว่า เจ้าฉงหลี่ เป็นคนเห็นแก่ได้เป็นที่สุด อะไรก็ตามถ้าจะทำให้ได้เงินมาเขาทำได้ทั้งนั้น โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาในภายหลังเลย
     à¸§à¸±à¸™à¸«à¸™à¸¶à¹ˆà¸‡ ชายชราแซ่หลินคนหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบทนอกเมืองเกิดล้มป่วยลง หมอมาตรวจอาการไข้ให้แล้ว วินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ จึงเขียนตำรายาให้คนในบ้านผู้ป่วยรีบเข้าไปซื้อหายาในเมืองมาต้มให้ผู้ป่วยกิน คนในบ้านก็รีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าเมืองไปทันที มาถึงที่ร้านขายยาของเจ้าฉงหลี่ ส่งตำราให้ขอเจียดยา เจ้าฉงหลี่คลี่ตำรายาออกดู ปรากฎว่าในจำนวนยาทั้งหมดที่เขียนมานั้น มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเป็นตัวยาสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะบังเอิญที่ร้านของเขาหมด โดยจรรยาบรรณแล้วเขาควรบอกให้ผู้ซื้อไปเจียดที่ร้านอื่นที่มียาครบทุกอย่าง มิฉะนั้นก็รีบไปซื้อตัวยานั้นจากร้านอื่นมา เพื่อให้ครบพิกัดที่หมอกำหนด หากในเมืองที่ร้านขายยาของเขาเพียงร้านเดียว วิธีสุดท้ายก็คือบอกความจริงให้หมอทราบ เพื่อหมดจะได้แก้ไขใช้ตัวยาอื่นที่เหมาะสมต่อไป แต่เจ้าฉงหลี่มิได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างนั้นเลย เขาไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่คนไข้ ชีวิตของคนอื่นไม่สำคัญเท่ากับเงินที่เขาต้องการจะได้
     à¸‰à¸°à¸™à¸±à¹‰à¸™à¹€à¸‚าจึงหยิบยาอีกอย่างหนึ่งซึ่งคล้ายกัน แต่มีราคาถูกกว่ามากเติมลงไปแทน ญาติผู้ป่วยจ่ายเงินค่ายาให้เต็มจำนวน แล้วรีบเร่งฝีเท้านำยากลับไปต้มให้คนป่วยกินทันที คนป่วยกินยาต้มไปครั้งแล้วครั้งเล่าอีก อาการป่วยก็ยังไม่ดีขึ้นเลย มีแต่จะทรุดลง ญาติผู้ป่วยจึงรีบไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการใหม่ หมอรู้สึกแปลกใจมาก ไม่เชื่อว่าโรคเล็กน้อยเพียงแค่นี้ จะยืดเยื้อเรื้อรังนานวันเช่นนี้ อันที่จริงยาที่ให้ก็มีสรรพคุณครบถ้วนควรจะหายได้แน่ ๆ จึงจะถูก หมอหารู้ไม่ว่าตำราที่หมอเขียนก็เขียนไป ส่วนตัวยาที่ได้มานั้นไม่ตรงตำรา หมอจึงสำคัญผิดคิดว่าตัวยาที่ได้มานั้นไม่ตรงตำรา ตัวยาที่ให้ไปนั้นอ่อนกำลังไป จึงเขียนตำราใหม่เพิ่มตัวยาสำคัญขึ้นไปอีกเป็นสองเท่าตัว คนในบ้านก็รีบเข้าเมืองไปเจียดยาที่ร้านของเจ้าฉงหลี่อีก
     à¸šà¸±à¸‡à¹€à¸­à¸´à¸à¸„รั้งนี้ตัวยาสำคัญที่เคยขาดไปเมื่อครั้งก่อนได้ซื้อเข้าร้านมาไว้แล้ว เจ้าฉงหลี่จึงจ่ายยาไปเต็มจำนวนตามตำรา พอผู้ป่วยกินยาหม้อนั้นเข้าไปได้ไม่นานก็สิ้นใจตาย เพราะฤทธิ์ยานั้นเกินขนาดกว่าที่ร่างกายจะรับไว้ได้ ความเห็นแก่ได้ของเจ้าฉงหลี่ ความผิดพลาดจากตัวยาตัวเดียว ทำให้คน ๆ หนึ่งต้องตายไปอย่างไร้ค่า เงินที่เจ้าฉงหลี่ได้มาจะมีค่าสำหรับชีวิตของเขาได้สักเท่าไร
      ต่อมาไม่นาน วันหนึ่งเจ้าฉงหลี่อยู่ดี ๆ ก็อาเจียนออกมาเป็นโลหิต เขารีบหาหมอมาตรวจรักษา อีกทั้งบนบานศาลกล่าวไหว้เจ้าเซ่นผี แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เขาทิ้งเงินที่เห็นแก่ได้โกงนิดโกงหน่อยไว้เบื้องหลัง นำเอาแต่ผลกรรมที่เคยสร้างไว้ติดตัวไปสู่ยมโลก
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #14 : Ҥ 14, 2008, 22:13:42 »

ลูกกตัญญูกับหมอ"บุญเทียม

ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนัน มีนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพยกย่องของชาวเมืองทั่วไปท่านหนึ่ง ทุกคนเรียกท่านว่า หมอบุญ หมอบุญเป็นหมอที่เกิดมาเพื่อวิชาชีพที่ช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยจริงๆเพราะหมอไม่เคยเห็นแก่เงิน ไม่เคยย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ให้การรักษาคนไข้ด้วยความเอาใจใส่เหมือนกันหมดไม่ว่ายากดีมีจน เป็นที่รู้กันไปทั่วว่า หมอบุญไม่ยอมรับความสะดวกสบายด้วยการนั่งรถรับจ้าง ที่คนไข้ยากจนต้องจ่ายค่ารถให้ไปตรวจรักษาที่บ้าน หมอจะอ้างว่าเป็นฝีที่ก้น นั่งรถกระแทกไม่ได้ แล้วหมอก็จะก้าวฉับๆเดินเท้าไป หากถึงเวลาอาหาร หมอบุญก็ไม่ยอมรับประทานอาหารที่ญาติคนไข้เตรียมไว้ต้อนรับ ซึ่งมากมายไปด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่ หมอจะอ้างว่า หมอไม่รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ จะรับประทานแต่ผักและเต้าหู้เท่านั้น นานวันเข้าก็เป็นที่รู้กันไปทั่วอีกว่า หมอบุญไม่อยากให้ใครต้องยุ่งยากสิ้นเปลืองเพื่อท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหมอบุญยังไม่ได้ปวารณาถือมังสวิรัติหรือกินเจ ดังนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกหมอบุญว่า "หมอบุญเทียม" ที่เรียกว่า "บุญเทียม" นั้นคือยังไม่ได้ถือเจจริงๆนั่นเอง เย็นวันหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาจากอำเภอหัวที่อยู่ไกลออกไปมาก เขามาขอความช่วยเหลือจากหมอขอให้เดินทางไปตรวจรักษาแม่ของเขาที่บ้านด้วย เนื่องจากแม่ป่วยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่ได้ผล ในที่สุด ก็ได้บนบานศาลกล่าวขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วยให้ได้พบหมอดีที่จะช่วยรักษาแม่ของเขาให้หายด้วยเถิด เมื่อวานนี้ จึงมีผู้แนะนำให้เขาเดินทางมาหาหมอบุญเทียม ซึ่งเป็นหมอที่เชี่ยวชาญสามารถ อีกทั้งเปี่ยมด้วยเมตตาคุณธรรม ชายหนุ่มผู้นั้นแซ่เฉิน เป็นลูกกตัญญูที่ชาวอำเภอหัวกล่าวขวัญไปทั่ว เมื่อหนุ่มเฉิน เหยียบย่างเข้ามาในบ้านของหมอบุญเทียมเขาก็ยอมรับประทับใจในคำชื่นชมที่บ้านมีต่อหมออย่างจรังจัง เขาได้เห็นความเรียบง่ายสมถะ และความเมตตาจริงใจของหมอด้วยสายตาของเขาเอง หมอบุญเทียมรับปากว่า พรุ่งนี้จะออกเดินทางไปอำเภอหัวตั้งแต่เช้า พร้อมกับชายหนุ่มเฉิน ซึ่งการเดินทางไปอำเภอหัว จะต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอำเภอหลิ่วหยัง ทั้งทุลักทุเลและฝ่าอันตราย แต่เพื่อช่วยชีวิตคนไข้หมอบุญเทียมก็ไม่ปฏิเสธที่จะไป ที่ท่าข้ามแม่น้ำหลิ่วหยังไปยังฟากตรงข้ามซึ่งเป็นอำเภอหัว และอำเภออื่นอีกมาก แม้จะเป็นท่าข้ามที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง แต่ภาชนะที่ใช้ข้ามฟากยังเป็นเรือยนต์เล็กๆ ก่อนหน้าที่หมอบุญเทียมจะเดินทางไปอำเภอหัวคืนนั้นนายท่าเรือหลิ่วหยังฝันไปว่า พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) ได้เสด็จลงมากำชับเขาว่า "พรุ่งนี้ เรือเที่ยวแรกที่จะข้ามแม่น้ำไปที่อำเภอหัวจะมีหมอบุญเทียมมาร่วมลงเรือไปด้วย เจ้าจงหาทางยับยั้งไว้อย่าให้เขาลงเรือไป หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าจะได้รับโทษ" นายท่าเรือตกใจตื่น แต่คิดว่าเป็นความฝันเรื่อยเปื่อยจึงไม่ได้ใส่ใจ แล้วก็เคลิ้มหลับต่อไป คราวนี้เขาฝันเห็นเทพเจ้าผู้ตรวจการแม่น้ำ พระองค์สั่งสำทับเขาว่า "อย่าลืมนะพรุ่งนี้ให้ยับยั้งหมอบุญเทียมไว้ หากเจ้าปล่อยให้เขาลงเรือข้ามฟากไป เจ้าจะโดนไม้พลองนี้จนตาย" นายท่าเรือตกใจตื่นขึ้นอีก คราวนี้เขาชักไม่สบายใจกับความฝันนั้น แต่เนื่องด้วยยังเป็นเวลาเช้ามืดมาก ด้วยความง่วง นายท่าเรือจึงเคลิ้มหลับต่อไปอีก พอหลับได้ไม่นาน เขาก็ฝันเห็นพ่อปู่เจ้าที่ท่านมาเตือนย้ำเขาว่า "นายท่า จำไว้ให้ดีนะ ที่พระโพธิสัตว์กวนอิมและเทพเจ้าผู้ตรวจการแม่น้ำกำชับไว้ อย่าให้หมอบุญเทียมลงเรือข้ามฟากเป็นอันขาด มิฉะนั้นข้าจะไม่อภัยให้เจ้าแน่ๆ" นายท่าเรือตื่นขึ้นครั้งนี้ เขานอนไม่หลับอีกต่อไปลุกขึ้นนั่งใจจดใจจ่อแต่คนที่ชื่อหมอบุญเทียมอยู่จนกระทั่งฟ้าสาง นายท่าเรือไม่กล้าคิดว่า ความฝันที่ย้ำเตือนถึงสามครั้งสามคราเมื่อคืนนี้จะเป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไป เขาสั่งลูกน้องทุกคนให้สอดส่องตรวจตราให้ถี่ถ้วน เขาประกาศว่า "มิให้หมอบุญเทียมลงเรือข้ามฟากเที่ยวเช้านี้เป็นอันขาด" ฝ่ายหมอบุญเทียมและหนุ่มเฉินลูกกตัญญู เดินทางมาถึงท่าข้ามแต่เช้า ยังไม่ได้เวลาที่เรือเที่ยวแรกจะออกจากท่าจึงพากันแวะเข้าไปรับประทานอาหาร ในร้านขายอาหารแถวนั้น หนุ่มเฉินจะสั่งหมูย่างไก่ย่างมาเลี้ยง หมอบุญเทียมรีบห้ามไว้ทันที แล้วบอกว่า "หมอกินได้แต้ผักและเต้าหู้ ไม่กินเนื้อสัตว์" หนุ่มเฉินได้ฟังก็หัวเราะและพูดว่า "หมอโปรดอย่าได้เกรงใจ อาหารเท่านี้ไม่ได้ทำให้ผมสิ้นเปลืองสักเท่าไหร่เลย ผมทราบมาว่าหมอไม่ได้ถือเจอย่างจริงจัง ขอประทานโทษ ผมทราบว่าด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเรียกหมอว่า "หมอบุญเทียม" คำสนทนาระหว่างหมอกับหนุ่มเฉิน ไม่ได้รอดพ้นจากการสอดส่องตรวจตราของเจ้าหน้าที่การท่าเรือไปได้เลย คนที่ได้ยินคำสนทนานี้รีบไปรายงานนายท่าเรือทันทีว่า "ผมพบหมอบุญเทียมแล้ว ผมพบแล้ว" "ถ้าเช่นนั้นรีบคุมตัวไว้ แล้วให้เรือเที่ยวเช้าออกจากท่าทันที" นายท่าสั่งการโดยด่วน หนุ่มเฉินและหมอไม่เข้าใจเลยว่า ตนมีความผิดอะไรจึงต้องถูกกักกันไว้ไม่ให้ลงเรือลำนี้ หนุ่มเฉินร้องไห้โฮ เขาคุกเข่าลงอ้อนวอนนายท่าขอให้เขาได้พาหมอข้ามไปรักษาแม่ของเขาโดยเร็วที่สุดเถิด แต่ถึงอย่างไรนายท่าก็ไม่ยอมอนุญาติ ดูไม่มีเหตุผลเขาเสียเลย แต่คำสั่งห้ามที่อธิบายไม่ได้ของนายท่า ก็มิไดทำให้ทุกฝ่ายสงสัยอยู่นานนัก เพราะเมื่อเรือยนต์ลำนั้น แล่นไปไม่ถึงกลางแม่น้ำพลันก็เกิดลมพายุใหญ่โดยปัจจุบัน พัดเรือยนต์ลำนั้นพลกคว่ำลงกลางแม่น้ำทันที ผู้โดยสารทุกคนจมหายลงไปกับกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว เขาเหล่านั้นทำกรรมมาในระดับเดียวกัน คนดีมีคุณธรรมเสมอ มักจะอยู่ในสายตาของเทพยดาฟ้าดินทั้งสิ้น สิ่งศักดิ่สิทธ์ทั้งหลาย พระองค์จะทรงห่วงใย ไม่อาจปล่อยให้ต้องจับพลัดจับผลูปะปนเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีกรรมหนักได้ จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะพยายามรักษาชีวิตของเค้าไว้ให้เป็นประโยชน์ และเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่คนทั้งหลายต่อไป เฉกเช่นหมอบุญเทียมและหนุ่มเฉินลูกกตัญญู เมตตาโดยท่านอาจารย์ ฟังเตี่ยนฉวนซือ
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #15 : Ҥ 14, 2008, 22:14:37 »

ทันตาเห็น

เรื่องนี้เหตุเกิดเมื่อวันแรมสามค่ำ เดือนแปด สี่สิบเอ็ด ปีก่อนที่เมืองกุ้ยโจว อำเภอซิวอุ๋น ประเทศจีน วันที่เจ็ด สิงหาคม หลังวันเกิดเหตุ หนังสือพิมพ์รายวัน "เผยตู" ในนครฉงชิ่ง ได้ติดตามรายงานข่าวสยองขวัญที่เกิดขึ้นโดยละเอียดทำให้หลายๆคนได้ข้อคิด และเชื่อว่าผมกรรมตามสนองนั้นมีแน่ๆ บางครั้ง เช่นในเรื่องนี้ กรรมนั้นทันตาเห็นจริงๆ ที่เมืองกุ้ยโจว อำเภอซิวอุ๋น มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้านเอี๋ยนเจี่ยว ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ทำนาแทบทั้งสิ้น ที่นี่มีชาวนาคนหนึ่ง อายุสี่สิบปีเศษ ชื่อว่านายหลี่หนงหมิน ฐานะปาานกลาง เป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ภรรยาของเขาเพิ่งให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่เขาเมื่อปีที่แล้วนี่เองหนูน้อยหลี่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่เป็นอย่างดี เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทีเดียว ครอบครัวนี้มีอยู่กันลำพังพ่อแม่ลูกสามคนเท่านั้นแะนั้นเมื่อใดที่สองสามีภรรยาจะออกไปนอกบ้านทั้งคู่เขาจะต้องอุ้มหนูหลี่ไปด้วย ไม่เคยทิ้งไว้ที่บ้านตามลำพังเลย แม้แต่จะไปทำนา ก็จะต้องหอบหิ้วไปด้วย วันดังกล่าว เป็นครั้งแรกที่เขาทิ้งลูกไว้ที่บ้านตามลำพังแล้วเหตุการณ์ที่ไม่นึกฝันก็เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลี่หนงหมินเขาและภรรยาพากันเข้าเมืองไปหาซื้ออาหารที่ตลาดในอำเภอมาเตรียมฉลองวันเกิดมื้อเย็น แน่นอนเขาอุ้มหนูหลี่ไปด้วย เมื่อกลับถึงบ้านหลี่หนงหมินก็สั่งให้ภรรยาจัดการเชือดไก่ ถอนขน ตั้งกะทะใบใหญ่ลงต้ม พอไก่สุกก็ราไฟปิดฝาครอบกะทะไว้ แล้วรีบลงนาไปทำงานที่ค้างอยู่พร้อมกับภรรยา ครั้งนี้ เขาทิ้งลูกไว้ตามลำภังที่บ้าน เพราะเห็นว่าลูกหลับสนิทมาก เนื่องจากถูกกระเตงไปเดินตลาดเสียรอบใหญ่ ทั้งสองคิดว่า กว่าลูกจะตื่นเขาก็กลับจากนาแล้ว พอทำงานนาที่ค้างอยู่เสร็จ ชั่วเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงทั้งสองก็รีบกลับบ้าน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ปรากฏว่าลูกหายไปจากที่นอน หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ลูกจะคลานออกไปเล่นนอกบ้านก็เป็นไปไม่ได้ เพราะธรณีประตูทำไว้สูงมาก หากไม่มีใครมาอุ้มเอาไป ลูกต้องอยู่บ้านนี้แน่ๆ มีอะไรบางอย่างดลใจให้หลี่หนงหมินเดินไปเปิดฝาครอบกะทะที่ต้มไก่ดู เขาร้องขึ้นสุดเสียงจนแทบไม่เป็นภาษาคนหนูหลี่หนงหมินตัวงอปากอ้าตาโพลงอยู่ในกะทะนั่นเอง สองสามีภรรยา เศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญจนสลบแล้วสลบอีก ไม่มีใครให้สติใครได้เลย ทั้งสองร้องไห้จนขาดใจตายไปด้วยกันในคืนนั้นเอง หลี่หนงหมินและภรรยาเป็นคนทำมาหากินโดยแท้เขาไม่เคยวุ่นวายกับใครที่ไหนเลย ใครหรือที่โหดร้ายใจดำอำมหิตถึงกับฆ่าลูกของเขาอย่างทารุณที่สุดอย่างนี้ได้ เย็นวันรุ่งขึ้น เพื่อนชาวนาซึ่งอยู่บ้านไม่ห่างออกไปมากนักรู้สึกผิดสังเกต ที่ไม่ได้ยินเสียงใครในบ้านหลี่หนงหมินเลยแม้แต่เสียงของหนูหลี่ ไม่มีควันไฟไม่มีแสงตะเกียง จึงได้เดินเข้ามาดู แล้วเขาก็ได้เห็นภาพน่าสลดใจนั้น ค่ำวันนั้น เสียงโจษจัน วิพากษ์วิจารณ์เอ็ดอึงไปทั่วผมู่บ้าน แข่งกับเสียงฟ้าร้องและลมพายุฝน คืนนั้น ดูเหมือนพายุฝนจงใจจะกระหน่ำลงที่หมู่บ้านนี้โดยเฉพาะทีเดียว สายฟ้าแลบแปลบปลาบพร้อมกับเสียงฟ้าร้องครืนครันน่ากลัว ชาวบ้านหลายคนสาปแช่งฆาตกรที่ฆ่าหนูหลี่ หลายคนขอความเป็นธรรมจากฟ้าดิน เพราะคาดการณ์ได้ระแคะระคายว่าใครเป็นคนทำ ประมาณหนึ่งทุ่มสิบห้านาที สายฟ้าแลบสว่างจ้าไปทั่วหมู่บ้าน พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าที่ตามติดลงมาทันที จากนั้นแล้วฝนก็หยุดท้องฟ้าปรากฏดาวระยิบระยับเหมือนทุกคืน วันรุ่งขึ้น มีคนพบศพนายเฉินถูกฟ้าผ่าตายอยู่หน้าเล้าไก่ของเขาเอง ข้างๆตัวมีแมวลายเสือตัวหนึ่งประสบชะตากรรมอย่างเดียวกับเขานอนตายอยู่ด้วย ข้างๆตัวของเจ้าแมวตัวนั้น มีขนไก่และชิ้นส่วนของไก่ที่มันยังกินไม่หมดเกลื่อนกลาดอยู่ เรื่องราวข้อเท็จจริงปารกฏขึ้นภายหลังว่า เมื่อวานนี้หลี่หนลหมินเข้าเมืองไปซื้อหาอาหารมาเตรียมฉลองวันเกิดของตนในมื้อเย็น เขาซื้อไก่มาด้วยตัวหนึ่ง ส่วนนายเฉินผู้ถูกฟ้าผ่าตายพร้อมกับแมวขโมยปกติเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมให้ใครเกินเลยได้แม้แต่น้อย ทั้งเป็นคนมุทะลุ ใจบาปหยาบช้า วันนั้น เป็นเหตุบังเอิญ ให้คว่มชั่วร้ายในสันดานของเขาประสบโอกาสได้สำแดงจริงๆ ตอนบ่ายเมื่อจะให้อาหารไก่ เขาได้พบว่าไก่ตัวเมียของเขาหายไปหนึ่งตัว ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ เขาตามหามาจนถึงบ้านหลี่หนงหมิน ก็เห็นไก่ที่เพิ่งถูกถอนขนใหม่ๆ อยู่ที่ลานหน้าบ้าน จึงผลักประตูบ้านเข้าไปด้วยความโกรธเพราะปักใจทันทีว่า ขนไก่ที่เห็นนั้น ต้องเป็นขนไก่ของเขาอย่างแน่นอน เมื่อเขาเปิดฝาครอบกะทะบนเตาเห็นไก่ต้มในกะทะยิ่งทำให้อารมณ์แค้นของเขาพลุ่งพล่านยิ่งขึ้น ไฟโทสะขณะนั้นร้อนกว่าน้ำเดือดๆในกะทะหลายเท่านัก เขาหิ้วไก่ต้มในกะทะขึ้นมาเหมือนไม่รู้สึกร้อนมือ พร้อมคำด่าที่รุนแรง มโนธรรมที่มีอยู่น้อยมากในกมลสันดานของเขาไม่มีน้ำหนักพอที่จะหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ได้เลย สติที่ไม่เคยฝึกฝนให้ยับยั้งอารมณ์ก็เกิดขึ้นไม่ทันการณ์ นายเฉินตรงเข้าจิกผมหนูหลี่ ที่นอนหลับสนิทอยู่ แล้วจับหนูน้อยกดลงในกะทะแล้วปิดฝาครอบทันที เขาหิ้วไก่ต้มที่คิดว่าเป็นไก่ของเขากลับบ้านไปโดยไม่ได้หันกลับมาดูหนูหลี่ในกะทะเลย
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #16 : Ҥ 14, 2008, 22:16:36 »

อัสนีบาตประกาศโทษ

เมื่อไม่นานมานี้ ที่มณฑลกุ้ยหยัง มี่พี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันสองคน พี่มีชื่อว่าอู๋หยิน น้องชายชื่อว่าอู๋อี้ พ่อตายตั้งแต่เขาทั้งสองยังเล็ก แม่เป็นผู้เลี้ยงดูอุ้มชูมาจนเติบใหญ่ อู๋เหยินแต่งงานกับนางเมิ่ง ส่วนอู๋อี้แต่งงานกับนางชุย อู๋เหยินเป็นคนมีใจเป็นกุศล นางเมิ่งก็เป็นคนมีสัมมาคารวะ อู๋เหยินและภรรยา จึงเป็นลูกสะใภ้ที่มีความกตัญญูต่อแม่ ส่วนอู๋อี้และนางชุยไม่มีความกตัญญูเลย พี่ชายเคยตักเตือนน้องชายอยู่เสมอ ซึ่งเขาไม่เพียงแต่ไม่เชื่อฟัง ทั้งยังกลับเก็บความไม่พอใจไว้ลึกๆอีกด้วย ส่วนนางชุยผู้หยาบคายไม่พอใจคำตักเตือนเมื่อไหร่ก็แสดงอาการโต้ตอบทันที ด่าทอกระทบกระเทียบบ้าง กระแทกกระทั้นบ้าง จนครอบครัวหาความสงบสุขไม่ได้ ในที่สุด พี่น้องที่คลานตามกันมาเพียงสองคนก็ตกลงต้องแยกครอบครัวกันออกไป ทรัพย์สมบัติที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษก็แบ่งสรรกันออกไปคนละครึ่ง หน้าที่เลี้ยงดูแม่ผู้ชรานั้นก็แบ่งกันรับผิดชอบคนละสิบวัน สิบวันที่แม่อยู่ในความรับผิดชอบของอู๋เหยินและภรรยาผู้กตัญญูนั้น แม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลด้วยความเคารพ อาหารที่แม่ชอบ ทุกอย่างที่แม่พอใจสองสามีภรรยาจะจัดหามาให้เป็นอย่างดี แต่สิบวันที่อยู่ในความดูแลของอู๋อี้ผู้น้องและภรรยาผู้หยาบคาย แม่ต้องถูกเอ็ด ถูกตะคอก อาหารที่ใช้เลี้ยงดูก็ทำอย่างประหยัดและเสียไม่ได้ ฉะนั้นสิบวันที่แม่อยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้คนเล็ก แม่จึงซูบผอม หมองมัว เมื่อเป็นเช่นนี้หลายๆครั้งเข้า พี่ชายก็ทนดูไม่ไหวจึงขอให้แม่มาอยู่ประจำกับเขาเสียเลย ไม่ต้องวนเวียนไปอยู่กับน้องชายครั้งละสิบวันอีก แต่หัวใจของผู้เป็นแม่เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าลูกจะร้ายต่อเขาอย่างไร ทิ้งขว้างแค่ไหน แม่ก็ยังคิดถึงลูก อยากไปอยู่ใกล้ๆ ลูก ทุกครั้งที่แม่กลับมาจากบ้านอู๋อี้ แม่จะมีอาการอ่อนเพลีย วันหนึ่ง อู๋เหยินไปหาน้องชาย แล้วพูดกับเขาว่า อยากจะรับหน้าที่ดูแลแม่เสียเองทั้งหมด พออู๋อี้เจ้าเล่ห์ได้ยินเข้าเช่นนี้ ก็ถือโอกาสโวยวายพี่ชายทันที เขาหาว่าพี่ชายจะเอาหน้าเสียคนเดียว อยากแสดงให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นลูกกตัญญู เพื่อทับถมทำลายเขาและอะไรอีกต่างนานา เป็นอันว่าแม่ยังคงต้องไปๆ มาๆ อยู่ระหว่างบ้านของลูกทั้งสอง ความเป็นไปในโลกนี้ มองอย่างผิงเผินแล้วจะเห็นความไม่ยุติธรรมมากมาย คนร้ายร่ำรวยเรืองอำนาจ ส่วนคนดีมักจะอาภัพอับจน แต่โดยหลักสัจธรรมแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากเราได้ติดตามดูต่อไป จนในที่สุด อู๋เหยินยังคงปฏิบัติต่อแม่ด้วยความเคารพกตัญญู แต่ฐานะความเป็นอยู่ฝืดเคืองลง จนกระทั่งการค้าล่มจมสิ้นเนื้อประดาตัวในเวลาต่อมา ส่วนอู๋อี้ผู้อกตัญญูกลับค้าขายรุ่งเรือง ร่ำรวยใหญ่โต ทุกคนที่รู้จักพี่น้องทั้งสองนี้ดี ต่างก็ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคนทำดีจึงได้ชั่ว ส่วนคนทำชั่วกลับได้ดี แม่ได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้พระคุ้มครอง รักษาอู๋เหยินด้วย เมื่อถึงกำหนดที่แม่จะต้องมาอยู่กับอู๋เหยินอีกในครั้งนี้อู๋เหยินรีบห่อผ้าห่มผืนเดียวที่เหลืออยู่ตรงไปโรงรับจำนำแต่ด้วยความบังเอิญแม่มาพบเข้าพอดี แม่จึงตรงเข้ากอดกันร้องไห้ด้วยความอาดูร แม่บอกกับอู๋เหยินว่า "แม่จะกลับไปขออยู่กลับอู๋อี้สิบวันก่อน กำหนดครั้งต่อไปที่เป็นเวรของอู๋อี้ค่อยกลับมาอยู่กับเจ้าใหม่ ไม่ต้องกังวลใจต่อแม่" แม่กลับมาถึงบ้านอู๋อี้ในเวลาสายใกล้เที่ยงนางชุยภรรยาของอู๋อี้กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว มีอาหารคาวหวานที่จัดเตรียมเป็นพิเศษอย่างเต็มคราบหลังจากที่กินอาหารประหยัดๆ มาแล้วถึงสิบวันในระหว่างที่แม่มาอยู่ด้วย "แม่กลับมาทำไมอีกล่ะ" ลูกสะใภ้รีบออกมาจากครัวก่อนที่แม่จะเดินเข้าไปเห็นอาหารพิเศษที่เตรียมไว้ "แม่จะขอกลับมาอยู่ต่ออีกสักสิบวัน" แม่บอกด้วยความเกรงใจ "อะไรกัน ถึงของบ้านโน้น บ้านโน้นก็ต้องรับผิดชอบซิ จะมาโยนให้ทางนี้ได้ยังไง สมบัติก็แบ่งเท่าๆ กัน ไม่ใช่ว่าทางนี้จะได้มากกว่าเสียเมื่อไหร่ ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก" แม่ยืนงงอยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆ หันกลับออกจากบ้านไป แต่แม่จะไปไหนดี จะกลับไปที่บ้านของอู๋-เหยิน แม่ก็สุดจะสงสารสภาพความเป็นอยู่ที่ค่นแค้นของลูก จะพาตัวไปตามยถากรรม ลูกทั้งสองที่อยู่เบื้องหลังก็จะต้องได้รับคำติฉินนินทาให้อับอายขายหน้า "อดทนเถิดถึงเขาจะรังเกียจว่าเราอย่างไร เขาก็เป็นลูกสะใภ้ของเราเอง ถึงอย่างไรก็เป็นความอัปยศอดสูที่รู้กันเฉพาะคนในครอบครัว" แม่คิดดังนี้แล้ว แม่จึงค่อยๆ พาตัวเข้าไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่ด้วยความสงบ นางชุยลูกสะใภ้เห็นว่าแม่สามีดื้ออยู่ จึงกลับเข้าไปในครัวเก็บอาหารพิเศษที่เตรียมไว้ซ่อนเสียให้พ้นตา แล้วเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูเงียบ เวลาบ่ายมากแล้ว แม่จึงถามอู๋อี้ลูกชายว่า "จะกินข้าวเที่ยงกันหรือยัง" ลูกชายจึงไปถามลูกสะใภ้ ก็ได้รับเสียงตะโกนตอบออกมาจากห้องนอนว่า ข้าวสารหมดแล้ว มื้อเที่ยงนี้ไม่มีกิน ครั้งนี้แม่เดินออกจากบ้ายของอู๋อี้โดยไม่ทันคิดอะไรมาก เพราะก่อนออกจากบ้านของอู๋อี้ไปเมื่อเช้านี้ เพื่อจะไปอยู่กับอู๋เหยิน แม่ไม่ได้กินอาหารเช้าไปจากที่นี่เลย จนบัดนี้เวลาบ่ายมากแล้ว แม่จะกลับไปอยู่ที่บ้านอู๋เหยิน แม้จะได้พบแต่ข้าวต้มใสๆ ก้นหม้อก็ยังดี แม่หิวจนเกือบจะเป็นลมอยู่แล้ว ระยะทางจากบ้านของอู๋อี้ เดินไปที่บ้านของอู๋เหยินไม่ไกลนัก แต่ด้วยสังขารของวัยชรา ประกอบกับความหิวโหย แม่เป็นลมล้มลงข้างทาง ก่อนจะถึงบ้านอู๋เหยิน ขณะนั้นถึงแม้จะเป็นเวลาบ่ายสามโมง แต่ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆตั้งเค้ามาตั้งแต่หลังเที่ยง ผนกำลังจะตกลงมา อู๋เหยินเจ็บใจตัวเองเหลือเกิน ที่ทำให้ฐานะดีขึ้นกว่านี้ไม่ได้ ทำให้แม่ต้องลำบากใจ ต้องตากหน้ากลับไปขออยู่กับน้องชายอีกสิบวัน เขารู้นิสัยน้องชายและน้องสะใภ้คู่นี้ดี ด้วยความเป็นห่วง อู๋เหยินคิดว่าควรต้องไปดูแม่สักหน่อย แล้วอู๋เหยินก็ได้พบแม่ล้มพับอยู่กับพงหญ้าริมทาง "แม่...แม่" อู๋เหยินร้องแม่เสียงหลง ฝนที่ตั้งเค้ามานาน เทลงมาอย่างแรง เสียงฟ้าร้องครืน ครืน อู๋เหยินรีบอุ้มแม่เข้าไปหลบฝนและลูกปนไปกับสายฝนที่พรั่งพรูลงมาเหมือนท้องฟ้าแตกสลาย อู๋เหยินกอดแม่เอาไว้แน่น ฝนตกหนักและท้องฟ้าร้องดังเหลือเกิน ทันใดนั้นสายฟ้าสว่างจ้าก็กรีดเป็นทางยาวลงมาตรงหน้า ไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงใหญ่ หลังจากนั้นฝนก็หยุด เสียงผู้คนเอะอะโวยวายดังมาจากแถวหมู่บ้านที่อู๋อี้อยู่ "อู๋อี้ถูกฟ้าผ่าตาย..." "ผัวเมียตายทั้งคู่เลย..." "........................." ทรัพย์สมบัติของอู๋อี้ ผู้ตระหนี่ถี่เหนียวสำหรับคนอื่นทุกคน แม้กระทั่งแม่ของตัวเอง ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง อู๋เหยินซึ่งเป็นพี่ชายจึงรับช่วงโดยชอบธรรม หลังฝนตก ฟ้าจะสว่าง เช่นเดียวกัน เมื่อวิบากกรรมผ่านไปชะตาชีวิตก็ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติดีเสมอต้นเสมอปลาย อู๋เหยินและภรรยา เป็นตัวอย่างชีวิตจริงอีกรายหนึ่ง ที่ชาวเมืองกุ้ยหยังหยิบยกมาสรรเสริญ เพื่อสอนลูกหลานมาจนทุกวันนี้
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #17 : Ҥ 14, 2008, 22:17:49 »

ฆ่าแม่เสียให้ตาย

ที่อำเภออุ๋นอัน มณฑลเหอเป่ย มีครอบครัวของพ่อค้าคนหนึ่งประกอบด้วยตัวเขาและภรรยาลูกชายเล็กๆ และแม่วัยหกสิบกว่า รวมเป็นสี่ชีวิต อันที่จริง ครอบครัวที่มีกันอยู่เพียงพ่อแม่ลูกและย่าฐานะก็ค่อนข้างดีเช่นนี้ น่าจะเป็นครอบครัวที่มีความสุขและอบอุ่นไม่น้อย แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พ่อค้าจะออกจากบ้านไปค้าขายแต่เช้า กลับบ้านก่อนค่ำ ทุกวันที่กลับมาถึงบ้าน เขามักจะได้พบแต่ใบหน้าบูดบึ้งของภรรยา และใบหน้าหม่นหมองซึมเศร้าของแม่ และทุกคืนที่หัวถึงหมอน ภรรยาก็จะพร่ำบ่นแต่ความไม่เหมาะไม่ควรของแม่ให้เขาฟัง เข้าตำราแม่ผัวกับลูกสะใภ้ที่ไปด้วยกันไม่ได้ เคราะห์ดีของแม่ที่ลูกชายใจคอหนักแน่นสุขุมอย่างเขา เพราะคำพูดของภรรยาที่กรอกหูอยู่ข้างหมอนทุกวัน มากมายพอที่จะทำให้เขาฆ่าแม่เสียให้ตายได้ทีเดียว พ่อค้าได้แต่รับฟังคำกล่าวหา ที่ภรรยาพูดถึงแม่อยู่อย่างเงียบๆ ทุกครั้ง เรื่องน่าจะจำกัดขอบเขตอยู่เพียงเท่านั้น แต่เปล่า เพราะคนฟังทนฟังได้ แต่คนพูดทนไม่ได้เมื่อคนฟังไม่ตอบรับเออออด้วย คำกล่าวหาว่าร้ายแม่จึงเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น บางครั้งภรรยาถึงกับเล่าไปพลางร้องไห้ไปพลางอีกทั้งตีอกชกตัว รำพึงรำพันหาว่าสามีไม่จัดการให้ความเป็นยุติธรรมแก่นาง พ่อค้าไม่รู้ว่า แม่กับภรรยา ใครผิดใครถูก จะถามความเป็นจริงจากแม่ก็คิดว่าไม่เป็นการบังควร จะทิ้งการค้ามาเฝ้าดูอยู่กับบ้านก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่ทวีความอึดอัดใจยิ่งขึ้นทุกวัน ค่ำวันหนึ่ง เมื่อพ่อค้ากลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้พบอีกว่าทั้งแม่และภรรยาต่างมีสีหน้าขึ้งเครียดต่อกันเป็นอันมาก ภรรยากระแทกกระทั้นข้าวของเครื่องใช้โครมครามส่วนแม่พอเห็นหน้าลูกชายกลับมา ก็ตัดพ้อเปรียบเปรยลอยๆ ว่า "คนแก่อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่เป็นที่รังเกียจเป็นภาระสิ้นเปลืองเดือดร้อนแก่ลูก เราเลี้ยงเขาโตแล้วหมดหน้าที่แล้วก็ควรจะไปตายๆ เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป" ว่าแล้วแม่ก็เข้าห้องปิดประตูไป พ่อค้าเห็นแม่มีความคับแค้นเสียใจเช่นนั้นจึงตามไปเคาะประตูเรียก "แม่-แม่" แต่แม่ก็ไม่ได้เปิดประตูตอบรับ และมิทันที่เขาจะเคาะประตูเรียกแม่ต่อไป เสีงกรีดร้องของภรรยาก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก "รู้มั้ย ว่าแม่ทำกับฉันอย่างไร" ภรรยากระทืบเท้าตีอกชกตัว พร้อมกับสาธยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระแต่ก็ยอมกันไม่ได้ ระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เรื่องทุกเรื่องจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาไปหมด ครั้งนี้ พ่อค้าทนฟังภรรยาพร่ำได้ไม่นาน เขาก็ฮึดฮัดเข้าไปในห้อง คว้ามีดปลายแหลมคมกริบเล่มหนึ่งออกมาเขาตรงเข้ามาหาภรรยาที่กำลังตกตะลึง อ้าปากค้างอยู่เงื้อมือแล้วพูดกับภรรยาด้วยเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า "ถ้ายายแก่คนนี้ใจดำอำมหิตอย่างที่เจ้าว่าจริง ก็อยู่ด้วยกันกับเราไม่ได้อีกต่อไป ขืนอยู่ต่อไปก็จะมีแต่ความเดือดร้อนฆ่าเสียให้ตายเป็นไร" ภรรยาหายจากการตกตะลึง ละล่ำละลักสนับสนุนความคิดนี้ทันที "จริงซี เป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ เราจะลงมือเมื่อไหร่ล่ะ" ภรรยามีสีหน้าท่าทางยินดีอย่างเห็นได้ชัด "วันนี้ยังไม่ได้หรอก" พ่อค้ากระซิบบอก "ตลอดมา เจ้ามีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับยายแก่นี่ทุกวันจนชาวบ้านเขารู้ไปทั่ว หากยายแก่ถูกฆห่าตายตอนนี้ ทุกวันจะต้องชี้ชัดว่าเจ้าเป็นฆาตกรอย่างแน่นอน" สีหน้าของพ่อค้า แสดงว่าใช้ความคิดอย่างหนัก ""แล้วจะลงมือเมื่อไหร่ดีล่ะ" ภรรยาเร่งเร้า อยากรู้กำหนดชะตากรรมของแม่ผัวยิ่งนัก "เอาอย่างนี้นะ" สามีกระซิบ "เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ของชาวบ้าน และเพื่อให้แม่ตายใจ จากนี้ไปหนึ่งเดือน เจ้าแสร้งทำเอาใจปรนนิบัติดูแลแม่ให้ดี จนชาวบ้านได้เห็นและยอมรับว่าเจ้าเป็นสะใภ้ที่มีความกตัญญูต่อแม่ เมื่อแม่ถูกฆ่าตายจะได้ไม่มีใครสงสัยเจ้า จะทำได้ไหม" ภรรยาหยุดคิด แล้วรีบตอบว่า "ได้" ทันที จากนั้นเป็นต้นมา ภรรยาก็ทำตามที่พ่อค้าแนะไว้จนเวลาล่วงไปหนึ่งเดือน คืนหนึ่งพ่อค้าถามภรรยาว่า "หมู่นี้ยายแก่นั่นปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" "ดีกว่าก่อนมากทีเดียว" ภรรยาตอบ "ถ้าเช่นนั้นแผนการของเราก็ได้ผล เจ้าจงอดทนแสร้งทำดีต่อไปอีกสักเดือนหนึ่งเพื่อให้ดูแนบเนียนกว่านี้" พ่อค้ากำชับด้วยความมั่นใจ หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน คืนหนึ่ง พ่อค้าก็เตรียมมีดปลายแหลมคมกริบเล่มนั้น ออกมาให้ พร้อมกับถามภรรยาว่า "ทุกอย่างแนบเนียนดีแล้วใช่ไหม หมู่นี้ยายแก่ปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" "หมู่นี้ผิดไปเป็นคนละคนทีเดียว แต่นั่นเป็นเพราะเราแสร้งทำดีเอาใจตามแผนต่างหาก ยายแก่จึงได้ตายใจ มีเมตตา ไม่ว่าร้ายหยาบคายต่อเราอีก แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องจัดการให้รู้แล้วรู้รอดไป เพื่อป้องกันความยุ่งยากเดือดร้อนใจในภายหลัง" เมื่อภรรยายุยงส่งเสริมเช่นนั้น พ่อค้าก็ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นทันที มือขวากระชับมีดแน่น แต่มือซ้ายกลับค้าคอภรรยามาล็อกไว้โดยไม่ทันที่นางจะได้ส่งเสียงหวีดร้อง "คนที่สมควรตายคือเจ้า" เขาตะคอกอย่างโกรธแค้น "ข้าให้เจ้าแสร้งทำดีต่อแม่ เพื่อให้โอกาสเจ้ากลับตัวกลับใจ ให้เกิดจิตเมตตาเหมือนอย่างที่แม่เกิดแก่เจ้าแล้วนี่แสดงว่าเจ้าไม่มีน้ำใจต่อแม่ของข้ามาโดยตลอด คนแก่ไม่มีที่พึ่งพาอื่นใด ชีวิตบั้นปลายมีแต่จะฝากไว้กับลูก นี่เพียงเจ้าแสร้งทำดีด้วย แม่ยังมีความสุขถึงเพียงนี้ หากเจ้าจะมีน้ำใจจริงคิดว่าแม่สามีคือแม่เจ้าเอง แม่จะยิ่งมีความสุขเพียงไร เพราะฉะนั้น คนอกตัญญูอย่างเจ้าไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก" ว่าแล้ว พ่อค้าก็เงื้อมือขึ้นสุดแขน ภรรยาตกใจนัยน์ตาเหลือกลาน นางดิ้นรนสุดกำลัง พอคอพ้นไปจากวงแขนของพ่อค้าออกมาได้ ก็คุกเข่าลงกราบขอชีวิต และสัญญาว่าจากนี้ไปจะกลับตัวกลับใจปฏิบัติต่อแม่ด้วยความจริงใจ เมื่อพ่อค้าเห็นว่าภรรยาสำนึกได้ อีกทั้งบทเรียนครั้งนี้คงหนักพอ ที่จะทำให้นางไม่กล้าหาเหตุปั้นเรื่องคิดมิดีต่อแม่อีกแล้ว เขาจึงล้วงมือลงไปหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาส่งให้ภรรยา พร้อมกับสำทับว่า "ถ้าอยากจะตั้งต้นใหม่ เอานี่ไปอ่านก่อนนอนทุกคืนแทนการพูดกรอกหูข้า จำไว้ให้ดี" หนังสือเล่มนั้นคือ "กตัญญุตาธรรม" ที่พ่อค้าพกเก็บไว้ในอกเสื้อเสมอมา
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #18 : Ҥ 14, 2008, 22:18:36 »

ข้าวสองทะนาน

เหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ที่เมืองไทเป ไต้หวันเป็นเรื่องระหว่างพี่สะใภ้และน้องสะใภ้คู่หนึ่งพี่สะใภ้แต่งงานกับลูกชายคนโตของสกุลนี้ (ขอสงวนนาม) น้องสะใภ้แต่งงานกับลูกชายคนรอง พี่น้องทั้งสองแยกครอบครัวกันอยู่ แต่ตั้งบ้านเรือนไม่ห่างจากกันนัก ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสองครอบครัว ยังนับได้ว่าดีพอใช้ อาจจะเป็นเพราะ ต่างคนต่างรับผิดชอบครอบครัวของตนเองตั้งแต่ต้น ความรู้ ความสามารถไม่เหลื่อมล้ำกว่ากัน พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้อิจฉา แก่งแย่งกันข้อสำคัญไม่มีบุคคลที่สามมาพูดจาเป่าหูให้พี่น้องต้องหมางใจกัน พี่น้องทั้งสองครอบครัว จึงยังคงไปมาหาสู่กันเสมอสำหรับสะใภ้พี่สะใภ้น้องนั้น แม้นิสัยใจคอจะต่างกันแต่ก็ไม่เคยผิดใจกันวันหนึ่ง บังเอิญข้าวสารที่บ้านพี่สะใภ้หมดลง และยังไม่ทันได้ไปซื้อหามาไว้ จึงขอยืมจากน้องสะใภ้ไปสองทะนาน อีกสองวันต่อมา พี่สะใภ้ซื้อข้าวมาแล้ว ก็จัดการตวงข้างสองทะนานนำมาคืนให้น้องสะใภ้ เมื่อมาถึงบ้านเป็นเวลาที่น้องสะใภ้วุ่นอยู่กับการเตรียมฟืนหุงข้าวอยู่ที่ท้ายบ้าน พี่สะใภ้ร้องบอกไปว่า "พี่เอาข้าวสองทะนานมาคืนให้แล้วนะ" น้องสะใภ้ร้องตอบมาจากท้ายบ้านว่า โดยไม่ได้โผล่หน้าเข้ามาดูในครัวว่า "พี่เทใส่ตุ่มข้าวสารก็แล้วกัน" ขณะที่พี่สะใภ้จะเทข้าวสารสองทะนานลงคืนไว้ในตุ่ม พลันมารร้าย (อารมณ์) ที่เป็นตัวโลภในจิตปุถุชนก็สำแดงอาการทันที ด้วยเป็นโอกาสเหมาะที่ลับตาคน พี่สะใภ้ปิดฝาตุ่มข้าวสารให้เกิดเสียงดัง ทำทีว่าเทข้าวสารลงตุ่มไปเรียนร้อยแล้ว พร้อมกับร้องบอกไปทางท้ายบ้านว่า "เรียนร้อยแล้ว พี่ไปละนะ จะรีบไปทำธุระ" ว่าแล้วก็หิ้วข้าวสารสองทะนาน เดินตัวปลิวกลับไปบ้านของตน เรื่องข้าวสารสองทะนานผ่านไปหลายปี โดยไม่มีใครรู้เห็นเลย จนกระทั่งพี่สะใภ้หมดอายุลงตายจากโลกนี้ไป ที่เมืองนรก พี่สะใภ้ถูกพิพากษาโทษให้กลับมาเกิดเป็นไก่ในบ้านของน้องสะใภ้ ต้องมาออกไข่ใช้หนี้ จนกว่าจะได้ค่าเท่ากับข้าวสารสองทะนาน แล้วจึงตายไปเกิดกายเป็นตัวตนอื่นเพื่อใช้กรรมอื่นต่อไปอีก ครั้นถึงวันที่พี่ไก่ออกไข่จนครบ เท่าจำนวนที่กำหนดแล้ว คืนนั้น ลูกสาวของพี่สะใภ้ก็ฝันประหลาด ซึ่งจะเล่าต่อไป ลูกสาวของพี่สะใภ้ ภายหลังได้มาอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของน้องสะใภ้ซึ่งเป็นอาสะใภ้ของเธอ เนื่องด้วยหลังจากแม่ของเธอตายได้ไม่นาน พ่อของเธอก็มีอันตายตามไปด้วย จึงเหลือเพียงเธอคนเดียว ซึ่งเป็นเด็กในวัยสาว เมื่อมาอยู่ในความดูแลของอาสะใภ้ เธอได้รับความเอาใจใส่เป็นอย่างดี คืนนั้น เธอฝันไปว่า แม่ไก่ตัวที่เลี้ยงไว้ออกไข่ให้กินทุกวัน ได้ตกลงไปตายในตุ่มน้ำ ก่อนตายแม่ไก่ได้บอกเธอว่า แม่ไก่คือแม่ของเธอกลับชาติมาเกิด เพื่อใช้หนี้ข้าวสารสองทะนานให้แก่อาสะใภ้ของเธอ เรื่องราวเป็นเช่นนี้ สุดท้ายได้สั่งสอนตักเตือนเธอว่า อย่าโลภมากอยากได้ของๆ คนอื่น การทำความผิดในที่ลับตาคน อาจจะรอกพ้นสายตาคนได้ แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของท่านที่ธำรงความยุติธรรมของฟ้าดินได้ ขอให้ลูกรักษาความประพฤติและรักษาตนให้จงดี... เมื่อตื่นจากความฝันในตอนเช้ามืด หญิงสาวมีอาการใจสั่นเล็กน้อย คิดทบทวนเรื่องราวที่ฝัน ก็จำได้แม่นยำทุกคำพูดของแม่ไก่ตัวนั้น และแล้วเธอก็หัวเราะกับตัวเอง บอกกับตัวเองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แม่ไก่ก็คือแม่ไก่ แม่ของเธอตายไปแล้วก็คือตายไปแล้วจะมาเกิดเป็นแม่ไก่ได้อย่างไรกัน แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้ง เมื่อลุกจากที่นอน ออกมาจะตักน้ำล้างหน้า เธอได้พบว่าแม่ไก่ตัวนั้นหน้าซีดตาขาวลอยอยู่ในตุ่มน้ำ มันตายแล้วจริงๆ ความรู้สึกชะงักงันเกิดขึ้นเพียงชั่งขณะ สุดท้าย หญิงสาวก็สรุปกับตัวเองว่า แม่ไก่ตัวนั้นบังเอิญตายตรงกับความฝันของเธอ ไม่เช่นนั้น ความฝันของเธอก็บังเอิญตรงกับความตายของแม่ไก่ แต่จะให้เธอคิดว่า แม่ไก่ตัวนั้นคือแม่ของเธอกลับชาติมาเกิดใหม่ เธอยอมรับไม่ได้จริงๆ เย็นวันนั้นเมื่อเธอกลับจากมหาวิทยาลัย เป็นเวลาอาหารเย็น แม่ไก่ตัวนั้นถูกถอนขนเกลี้ยงต้มสุก และถูกสับเป็นชิ้นๆ อยู่ในจาน บนโต๊ะอาหาร เมื่ออาสะใภ้เลื่อนจานมาตรงหน้าเธอ มือของเธอสั่นเทา และพลัน น้ำตาก็ไหลลงอาบแก้ม... ครั้งนี้ เธอชะงักงันอยู่นาน ในที่สุด เธอได้เล่าเรื่องนี้ให้อาสะใภ้ฟัง
źз͵Դͼ   ѹ֡

ʹҹҾ
Hero Member
*****
ͿŹ ͿŹ

з: 1,231


ҤʹҹҾ˭ͿҴԹ


« ͺ #19 : Ҥ 14, 2008, 22:19:48 »

มโนธรรมของเจ้าดำ

หนังสือพิมพ์ "ชิงเจียงพูซวิ่น" ฉบับประจำวันที่สาม เดือนสิงหาคม เมื่อเร็วๆ นี้ได้รายงานข่าวคดีอาชญากรรมเหี้ยมโหดรายหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นที่หมู่บ้านสกุลจวง ทางเหนือของอำเภอก้วนอี้ แต่ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับวันนั้นขายดี มีผู้สนใจวิพากษ์วิจารณ์กันมาก กลับไม่ใช่เหตุแห่งอาชญากรรมนั้น แต่เป็นเรื่องของสุนัขตัวหนึ่งที่นำไปพบเหตุแห่งอาชกรรม สุนัขเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่ากตัญญูรู้คุณที่สุด ในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย แม้ได้รับการเลี้ยงด้วยเศษอาหารเพียงมื้อเดียว หรือแม้เจ้าของจะทอดทิ้ง เตะตีอย่างไร สุนัขก็จะไม่เนรคุณ หรือจากไป ไม่ว่าเจ้าของจะยากจนเข็ญใจ ให้มันต้องอดมื้อกินมื้ออย่างไร มันก็ยังคงจงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเจ้าดำตัวนี้ เจ้าดำเป็นสุนัขของชาวนายากจนคนหนึ่ง เขาแซ่ซุน ตาซุนมีที่ทำกินเพียงหยิบมือ ความเป็นอยู่จึงค่อนข้างฝืดเคือง เจ้าดำเป็นสุนัขที่ตาซุนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก บัดนี้มันเป็นหนุ่มใหญ่ที่อ้วนท้วนแข็งแรง มันรู้ว่าตาซุนแร้นแค้นไม่พอกิน ฉะนั้นในเวลากลางวันมันจึงออกไปหากินแถวตลาด เสร็จแล้วก็กลับมาเฝ้าบ้านไม่ต้องเป็นภาระให้ตาซุนต้องเป็นห่วงเลี้ยงดูมันเลย วันหนึ่ง เจ้าดำกลับมาจากหากินในตลาด ปากก็คาบอุ้งตีนหมูมาด้วยชิ้นใหญ่ มันแสดงอาการดีใจ วิ่งกระดิกหางมาแต่ไกล เจ้าดำยื่นปากส่งอุ้งตีนหมูชิ้นนั้นให้ตาซุน มันกระดิกหางทำท่าส่านหัวก้มๆ เงยๆ ร้องหงิงๆ อย่างมีความสุขแล้วดีใจที่สามารถนำเอาอาหารกลับมาฝากเจ้าของได้ ตาซุนไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อหมูมานาน จนเกือบลืมเสียแล้ว พอเห็นเจ้าดำได้อุ้งตีนหมูมาให้ก็ดีใจจนลืมตัว ไม่ทันได้คิดว่าเจ้าดำได้อุ้งตีนหมูมาอย่างไร จะไปขโมยคาบของใครมาหรือเปล่า แกมือไม้สั่นรีบติดไฟต้มอุ้งตีนหมูเป็นอาหารทันที วันรุ่งขึ้น ชายเพื่อนบ้านแซ่หลี่ก็ตามมาทวงอุ้งตีนหมูถึงบ้าน ตาซุนเป็นคนซื่อ ถูกซักไซร้อยู่พักเดียวก็ถูกจับได้ นายหลี่โมโหจนเลือดขึ้นหน้า พาพรรคพวกมาล่าตัวเจ้าดำไปทันที พวกเขาช่วยกันจับมันผูกโยงไว้กับต้นไม้ ใช้ไม้ไผ่กระหน่ำลงบนตัวเจ้าดำอย่างไม่ปราณี และโดยไม่ต้องนับครั้ง เจ้าดำดิ้นรนโยนตัวต่องแต่ง ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่นายหลี่และพรรคพวกก็ยังมิหนำใจไม่ยอมรามือแม้แต่น้อย ดูท่าทีเหมือนจะตีให้เจ้าดำเนื้อแหลกตายไปตรงนั้นทีเดียว ตาซุน ได้แต่เจ็บปวดรวดร้าวไปกับเสียงร้องของเจ้าดำ เขาช่วยอะไรมันไม่ได้ เขารู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตู นี่คือผลของความโลภมาก อยากกินเพียงชั่ววูบของเขาแท้ๆ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเจ้าดำ ดังก้องไปไกล จนเข้าหูพ่อค้าเศรษฐีคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางผ่านมา เขาเกิดความสงสารจับใจ จึงเดินเข้ามาถามไถ่ เมื่อได้รู้ว่าเหตุเพราะอุ้งตีนหมูเพียงชิ้นเดียว เขาจึงพูดกับนายหลี่ว่า "อุ้งตีนหมูชิ้นนั้น นึกว่าข้าพเจ้าซื้อไว้ก็แล้วกันนะ" ว่าแล้ว พ่อค้าเศรษฐีก็หยิบห่อเงินออกมาจากพกหยิบเหรียญเงินสองเหรียญออกมาส่งให้นายหลี่ พร้อมกับขอร้องให้เขาปล่อยเจ้าดำออกไปทันที นายหลี่นัยน์ตาวาวเมื่อเห็นเงินสองเหรียญ ยิ่งวาวมากขึ้นอีกเมื่อเห็นเงินในห่อพกนั้นเต็มเพียบ ความชั่วร้ายในสันดานของเขาฮึกเหิมขึ้นอีกทันที ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้พลบ ท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัว นายหลี่จึงทำทีพูดกับพ่อค้าอย่างจริงใจว่า "หากท่านจะเดินทางต่อไปกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้มีแต่ความไม่สะดวก หมู่นี้โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะได้รับอันตราย" ที่บ้านของข้าพเจ้าอยู่สบายไม่มีใครวุ่นวาย คืนนี้ท่านจงไปพักอยู่กับข้าพเจ้าเสียที่บ้านจะดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยเดินทางต่อไป จะไม่ดีกว่าหรือ" พ่อค้าฟังดูมีเหตุมีผล อีกทั้งท่าทีของนายหลี่ก็ดูจริงใจจึงตอบตกลง ค่ำวันนั้น นายหลี่จัดสุราอาหารมาเลี้ยงดูพ่อค้าเศรษฐี เต็มที่คะยั้นคะยอให้ดื่มเหล้าหลายจอก จนในที่สุดพ่อค้าเศรษฐีก็เมาฟุบอยู่คาโต๊ะนั่นเอง นายหลี่เห็นเป็นฌอกาส จึงใช้เชือกที่ผูกโยงเจ้าดำเมื่อบ่ายนี้รัดคอพ่อค้าจนถึงแก่ความตาย แล้วจัดการตัดคอแขนขา ลำตัวของพ่อค้าออกเป็นส่วนๆ อัดใส่ในไหหลายใบ นำไปฝังดินไว้ใต้เตียงนอน เพื่อซุกซ่อนหลักฐาน นายหลี่ดีใจที่ได้เงินจำนวนไม่น้อยจากพ่อค้าผู้ตายอีกทั้งการตายของพ่อค้าก็ไม่มีใครรู้เห็นเลย แต่เขาหารู้ไม่ว่า หลังพุ่มไม้นอกบ้านของเขานั้นมีดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งจ้องมาทางประตูบ้านของเขาอยู่ตลอดเวลา นัยน์ตาของเจ้าดำนั่นเอง เจ้าดำไม่ลืมพระคุณที่พ่อค้าได้ช่วยชีวิตมันไว้ ด้วยสัญชาตญาณของมัน มันรู้ว่าใครเป็นคนดี คนร้าย เมื่อพ่อค้าถูกหลอกให้เดินตามนายหลี่มา มันจึงแอบเดินตามหลังมาด้วยความเป็นห่วง แล้วหมอบเฝ้ามองจ้องประตูบ้านนายหลี่อยู่หลังพุ่มไม้คอยว่าเมื่อไหร่พ่อค้าจะกลับออกมา เจ้าดำคอยอยู่อย่างนั้น โดยไม่ยอมลุกไปไหนอยู่สองวันสองคืนเต็มๆ เมื่อเห็นว่าเงียบผิดปกติ พอเห็นนายหลี่ออกจากบ้านไป เจ้าดำก็แอบเข้าไปในบ้านนายหลี่ทันที มันได้แต่กลิ่นของพ่อค้า แต่ค้นหาตัวไม่พบ จนในที่สุดมันแน่ใจแล้วว่า กลิ่นนั้นอยู่ใต้เตียงนอนของนายหลี่มันจึงคลานเข้าไป ใช้สองขาตะกุยดินจนเห็นไหที่ฝังอยู่ และชิ้นส่วนของร่างกายของพ่อค้าที่โผล่ยื่นออกมาจากไห เจ้าดำผละจากที่นั่น มันวิ่งไปที่ทำการอำเภอทันที เจ้าดำตรงเข้าไปหมอบนิ่งอยู่แทบเท้านายอำเภอ น้ำตาของมันไหลเป็นทาง นายอำเภอรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าสุนัขตัวนี้มีความเศร้าโศกเสียใจอะไร จึงแสดงท่าทีอ่อยโยนกับมันอย่างเมตตาว่า "มีอะไรหรือ" เจ้าดำเข้าใจอาการและคำพูดของนายอำเภอ มันจึงค่อยๆ คลานใกล้เข้าไปคาบชายขากางเกงของนายอำเภอแล้วดึงเบาๆ ขอให้นายอำเภอตามมันไป นายอำเภอเป็นคนมีเมตตา มีมนุษยธรรม เขาคิดว่าสุนัขตัวนี้ คงต้องการให้เขาช่วยอะไรบางอย่างเป็นแน่ซึ่งเขายินดี ในที่สุด เจ้าดำก็พานายอำเภอมาถึงบ้านนายหลี่ มันตรงเข้าไปใช้เตียง ใช้ขาหน้าคุ้ยดินที่เพิ่งกลบใหม่ๆ อย่างเต็มแรง ไหทั้งหมดปรากฏแก่สายตานายอำเภอ นายหลี่ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมพ่อค้าเศรษฐีโดยเจตนาอย่างโหดเหี้ยมที่สุด โทษของเขาคือประหารชีวิต ทุกคืนเวลาดึก เจ้าดำจะส่งเสียงหอนอย่างโหยหวนโดยไม่มีใครรู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร แต่หากใครได้เห็นมันใกล้ๆ จะเห็นว่าน้ำตาของมันไหลเป็นทางยาว
źз͵Դͼ   ѹ֡

˹: [1] 2
« ˹ҷ »
    ⴴ: