ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ตุลาคม 24, 2014, 23:06:42
94,538 กระทู้ ใน 7,743 หัวข้อ โดย 9,178 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: wassamon
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เรื่องเล่า"วัยเยาว์" 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2]
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเล่า"วัยเยาว์"  (อ่าน 23442 ครั้ง)
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #25 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 12:55:15 »


   วัยเด็กที่ซุกชนตามประสาเด็กบ้านนอก ... ยิงนกตกปลา ..
พูดถึงตกปลา (ช่วยหากับข้าว ) ใช้เหยื่อไส้เดือน สำหรับการปักเบ็ดค้างคืน
แต่ สำหรับเบ็ดตก .... ต้องหาไข่มดแดง ..



ต้องหารังมดแดง .. ยอมทนโดนกัด  แล้วกระทุ้งให้ไข่ร่วง
เก็บไปเสียบเบ็ด ... ปลาหมอ ปลากรับ ปลากระทิง ปลาหลด ..... ชอบมากกกกก ..
ตอนนั้นแถวบ้านผมไม่นิยมกินไข่มดแดง  umm
เพิ่งมารู้ทีหลังว่ายำไข่มดแดงนั้นหรอยยยย ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #26 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 21:30:57 »


ผม..เกือบจะเป็นตุ๊ด
ความที่เป็นลูกคนโต แม่สอนให้หุงข้าวก่อนไปโรงเรียนทุกๆวัน
วิธีการหุงข้าว ตอนเช้าประมาณ6โมงเช้า ต้องไปตักถ่านไฟแดงๆจากร้านกาแฟบ้านลุงที่อยู่หน้าบ้าน
ได้มาแล้วก็จัดการเอาใส่เตาอั้งโล่ แล้วเติมถ่าน จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาพัดจนกว่าจะแน่ใจว่ามันจะไม่ดับ
แล้วก็ไปซาวข้าวมาตั้งบนเตา
  พอน้ำเดือดจนข้าวสุกแล้วต้องเอาไม้ขัดหม้อ มารินน้ำข้าวออก จากนั้นก็ตักถ่านออกไปใส่เตาอีกอัน
ให้เหลือถ่านเพียงเล็กน้อย ทำการดงให้ข้าวสุก ด้วยการตะแคงหม้อไปรอบๆ
  น้ำข้าวเติมน้ำตาล เรียกกันว่า"กาแฟหมา" ผมดื่มมันทุกเช้า อาหารมื้อเช้าทุกวัน จะมีหมูโค ก็คือหมูคั่ว
กับเกลือ แม่จะทำไว้เป็นหม้อใหญ่ๆ เช้ามาก็อุ่นแล้วตักราดข้าวกินก่อนไปโรงเรียน บางวัดก็มีไข่เจียว
เพิ่มมาอีกอย่าง
  เลิกเรียนมาแม่ก็จะให้ช่วยแม่ทำกับข้าวในครัว แม่ไม่เคยยอมให้พลาดสายตา ที่บ้านมีโต๊ะกินข้าว
6โมงเย็นจะทานข้าวเย็นพร้อมกัน อาหารมื้อเย็นส่วนมากจะมี3อย่างทุกวัน แกงอย่าง ต้มจืดอย่าง
ผัดหรือทอดอีกอย่าง ส่วนมากมื้อเย็นจะมีปลาทอดบ่อยๆ
  วันหยุดแทบไม่ได้ออกไปไหน ต้องช่วยแม่ซักผ้า ช่วงกลางวันแม่จะทำขนมขายอีก เอ้า..ทำเสร็จให้
ผมนั่งขายหน้าบ้าน ขนมถ้วยฟูบ้าง ขนมถ้วยบ้าง
  พอตอนสายๆต้องช่วยแม่รีดผ้าอีก ชีวิตรันทดเหลือเกิน จะไปไหนต้องหนี ดูจังหวะแม่ไปหลังบ้าน
ผมชิ่งออกทางหน้าบ้าน ลงได้ออกจากบ้านแล้ว กว่าจะกลับก็ค่ำโน่นแหละ
  ช่วงเรียนมัธยมต้น ความที่ต้องอยู่กับแม่ตลอดทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ไปโรงเรียนแล้วผม
ก็ชอบไปขลุกกับพวกนักเรียนผู้หญิงตอนพักกลางวัน ถ้าป้าเบิร์ดเกิดทันในช่วงนั้น ผมว่าผมมีโอกาสเป็นตุ๊ด
ตามดารานักร้องอย่างป้าเบิร์ดไปแล้วอย่างแน่นอน.....เอิ้กกกกก
  ชะรอยว่าลุงๆอาๆคงเห็นท่าไม่ค่อยจะดี เลยช่วยสอนให้ผมหัดยิงปืน หัดยิงนกตกปลา
เลยทำให้ผมรอดพ้นจากการเป็นตุ๊ดมาได้จนทุกวันนี้........เอิ้กกกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #27 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 22:24:57 »


เรื่องของการขรี้
ที่หมู่บ้านของผม จะแบ่งเป็น2หน่วย....เอิ้กกกก
หน่วยแรกคือพวกที่มีบ้านอยู่ริมทะเล หน่วยนี้จะมีวิธีปฏิบัติการตั้งแต่ตอนไก่โห่ คือการลุกขึ้นไปขรี้
ริมทะเล ด้วยการขุดหลุมริมหาดทราย หันก้นลงทะเล หันหน้าเข้าหาฝั่ง จะเป็นแต่พวกผู้ชาย ส่วนผู้หญิง
จะขรี้กันในเขตเรือนชาน แต่จะขรี้ด้วยวิธีไหน ผมไม่สามารถตามไปเก็บรายละเอียดมาเล่าสู่กันฟังได้...เอิ้กกกก
   พวกผู้ชายจะสูบใบจาก มีไฟแดงวาบๆเป็นเครื่องสังเกต ขรี้เสร็จแล้ว พวกผู้ชายจะใช้ใบผักราดเช็ด
   หน่วยที่2 คือพวกที่มีบ้านอยู่ไกลทะเล หน่วยนี้ก็จะตื่นแต่เช้ามืดเช่นกัน หน่วยงานนี้จะขรี้กันในสวนมะพร้าว
อุปกรณ์ที่ต้องนำติดตัวไปด้วยคือเสียม และก็ไม้ไล่หมูหมา เสียมขุดหลุม ขรี้แล้วกลบ จะมีแต่ผู้ชาย และก็นิยมใช้ใบผักราด
แทนกระดาษชำระได้ทั้งสองหน่วย
   การขรี้เป็นเรื่องสำคัญในตอนเช้า ส่วนตอนกลางวันและตอนเย็น คนในหมู่บ้านผมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
นิยมขรี้ในทะเล การที่จะรู้ได้ว่าใครขรี้ในทะเลเป็นอย่างไร สังเกตได้ที่ฝูงปลา ถ้ามีปลารอบตัวใครมากๆ แสดงว่าขรี้เยอะ...เอิ้กกกก
   การขรี้ในทะเล ต้องมีศิลปะ ถ้าขรี้แล้วรีบร้อน ขรี้มันจะตามคุณไปตลอด.....เอิ้กกกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #28 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 23:24:23 »


ปล...ต้นผักราด จะขึ้นตามริมทะเล และตามป่าทั่วๆไป ใบผักราด
ด้านบนจะลื่น ส่วนด้านล่างจะสาก
  นิยมใช้ด้านที่สากเช็ดก้น.....เอิ้กกกก

การขรี้ของทหารเรือ ก็มีพิธีรีตองเหมือนกัน เรือรบแต่ละลำมีส้วมน้อย
ไม่พอกับการขรี้ของทหารเรือ.....เอิ้กกกก
  ถ้าคุณเห็นเรือรบจอดขนานกับชายฝั่งเมื่อใด (ส่วนมากจะเป็นช่วงเช้ากับเย็น) ขอให้โปรดเข้าใจได้เลยว่า ทหารเรือกำลังขรี้กันอยู่
ทหารเรือจะนั่งขรี้เป็นแถวยาวตามกราบเรือ ด้านที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับที่หันไปทางฝั่ง....เอิ้กกกก

มีเรื่องเล่ากันที่หมู่บ้านผมอยู่เรื่องหนึ่ง คือตาลุงคนหนึ่ง แกมีอาวุธประจำกายยาวมาก
เวลาแกไปขรี้ในป้า แกต้องหาไม้ง่ามวางพาดอาวุธของแก เพื่อไม่ให้หัวประธานของแกทิ่มดิน

  ขนาดเรื่องส่วนตัวของคนๆหนึ่งยังไม่เป็นความลับ  แสดงว่าหมู่บ้านของผม
เป็นหมู่บ้านที่จัดว่าเป็น
  "เรื่องของชาวบ้าน คืองานของเรา"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 03:43:50 »


ขอบคุณ"ลุงถึก" และ เรนนี่ ที่นำเรื่องสนุกๆ มาเล่าสู่กันฟัง....
แต่ขอแก้ความหมายของคำใต้บางคำที่คำสิงห์ใช้มาในนี้ซึ่งอาจทำให้คนภาคอื่นเข้าใจผิดได้
ที่ผ่านมาตอนนี้ มีอยู่ 3 คำ

ทำเฒ่า น่าจะหมายถึง เด็กเล็กๆ ที่ฉลาด และเรียนรู้ได้เร็ว จึงมีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ได้เร็วอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
อย่างเช่นเด็กน้อยในรูป ที่แสดงท่าสูบไพ้พ์ คงเลียนแบบคุณพ่อ ตั้งแต่เอียดๆ เป็นต้น

ปีนเฒ่า น่าจะหมายถึง เด็กที่ไม่มีสัมมาคาระวะ ชอบตีตนเสมอต่อผู้อาวุโสกว่า

โอ้-รด (หรือ โอ้-รส) หมายถึง คนที่ชอบอวดโม้ ในเรื่องต่างๆ แบบทำนองยกตนข่มท่าน

ดังนั้นผมจึงขอยืนยัน นั่งยันว่า "ลุงถึง" น่าจะเป็นเด็กที่ "ทำเฒ่า" ตอน เอียดๆ

เอียดๆ หมายถึง นุ้ย ใช้บอกลักษณะนาม ของสิ่งมีชีวิต ทั้งสองขา และ มากกว่าสองขา



----------------
มีเรื่องเล่ากันที่หมู่บ้านผมอยู่เรื่องหนึ่ง คือตาลุงคนหนึ่ง แกมีอาวุธประจำกายยาวมาก
เวลาแกไปขรี้ในป้า แกต้องหาไม้ง่ามวางพาดอาวุธของแก เพื่อไม่ให้หัวประธานของแกทิ่มดิน

  ขนาดเรื่องส่วนตัวของคนๆหนึ่งยังไม่เป็นความลับ  แสดงว่าหมู่บ้านของผม
เป็นหมู่บ้านที่จัดว่าเป็น
  "เรื่องของชาวบ้าน คืองานของเรา"


เฮื๊อยยยยยย.....และปัจจุบันลุงถึกต้องรับกรรมแทนตาลุงคนนั้นแล้วละซี
เพราะนำความลับของคนใหญ่มาเปิดเผย...
 fun fun fun

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #30 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 07:27:01 »



อยากฟังเรื่องเล่า "วัยเยาว์"
ของคุณคำสิงห์บ้าง...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #31 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 21:26:55 »


สมัยผมเด็กๆ คน ตจว.ไม่ค่อยมีใครสร้างส้วมหรือห้องน้ำในบ้าน เพราะอาจจะ
เชื่อถือโชคลาง ว่าส้วมเป็นสิ่งสกปรก
   ต่อมามีการพัฒนา มีส้วมตามชายป่า เป็นส้วมแบบง่ายๆ ยกพื้นสูง มีประตูเปิดปิดใช้ลวดคล้องตาปู พื้นเป็น
ไม้กระดาน มีร่องตรงกลาง ถ่ายลงข้างล่าง ให้หมูเป็นเทศบาลกำจัดขรี้
   บางครั้งคนขรี้ๆไป หมูก็กินไป ขรี้ติดหัวหมูเหลืองอร่าม.... เอิ้กกกกกก

ต่อมาโรคท้องร่วงระบาดตอนเดือนเมษา บางพื้นที่อหิวาตกโรคระบาด ก็เลย
มีการรณรงค์ให้มีการสร้างส้วมซึมขึ้นมากันทั่วทุกจังหวัด
   "อหิวาต์กำเริบ
ล้างมือก่อนเปิบด้วยน้ำประปา
ผักดิบผักสด งดเสียดีกว่า
หากใช้น้ำท่า ควรต้มเสียก่อน
อาหารหวานคาว เมื่อกินทุกคราว
เลือกแต่ร้อนร้อน
อาหารสำส่อน กินไม่ดีเอย"
  มีการเตือนกันแบบนี้แหละครับ......เอิ้กกกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #32 เมื่อ: มกราคม 28, 2008, 19:10:48 »


มโนราห์ที่มีชื่อเสียงในภาคใต้ คือ มโนราห์เติม
"โนราห์ตุ้งเติม บ้านเดิมอยู่ตรัง อำเภอปากพนัง ฉันไม่เคยมา"

พอมาเล่นบ้านผม พรรคพวกเปลี่ยนใหม่ดังนี้
โนราห์ตุ้งเติม บ้านเดิมอยู่ตรัง ทั้งไข่ทั้งรัง สามกิโลหวา
 fun fun fun fun fun

อ่านมาถึงท่อนนี้ ทำให้จำได้ว่าตอนเด็กๆ (ก่อนอายุ 10 ปี)เป็นคนที่ไม่ชอบมโนราเอาเสียเลย
อาจเป็นเพราะ มโนรามักจะเล่นกลางวัน -แดดร้อน-ไม่ชอบท่วงท่าการรำ รู้สึกชักช้ายืดยาด
คนดูส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกผู้หญิง ...ไม่เห็นจะสนุกตรงใหน
แต่พออายุมากขึ้น ( 40 อัพ) ได้เห็นท่ารำมโนรา ชั้นครูของ ขุนอุปภัมภ์นรากร (พุ่ม)
ทำให้รู้สึกซาบซึ้ง และหลงใหล ในจังหวะจะโคนของดนตรี และลีลาท่ารำ ตั้งแต่นั้น
อันนี้เองกระมัง ที่เขาเรียกว่า "the call of the wild" ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาน
สมองของเราถูกฟอร์แมทให้ซาบซึ้งเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่รู้ตัว

สมัยเด็กๆ คำสิงห์ เป็นคนหลงใหลหนังตะลุงมาก ไฝ่ฝันอยากจะเป็น"นายหนัง"
จนพ่อแม่กลัวอดตายเลยเนรเทศมาเรียนหนังสือที่ต่างบ้านต่างเมืองมาตั้งแต่จบ ป.4

นับว่าพ่อแม่ท่านเห็นการณ์ไกล ไม่เช่นนั้นแล้วคำสิงห์ คงไม่มีโอกาส มานั่งคุยกะใครก็ไม่รู้ในนี้เป็นแน่แท้ ทีเดียวเชียว.....

 fun fun fun   

ใหนๆก็ใหนๆ อ่านพบประวัติ มโนรา  "สามกิโลหวา" ของลุงถึก
จึงอยากนำมาให้อ่านกัน

โนราเติม ชื่อนายเติม อ๋องเซ่ง เกิดปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ที่ตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษจังหวัดตรัง เป็นบุตรของนายตั้ง นางอบ อ๋องเซ่ง สัญชาติไทย เชื้อชาติจีน

การศึกษา
    สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง แล้วไปเรียนจบมัธยมปีที่ ๘ ที่โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง จังหวัดยะลา

การงาน
    อายุได้ ๑๘ ปี นายเติม อ๋องเซ่ง รับราชการเป็นเสมียนที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ต่อมาจึงลาออกมาเป็นศิลปินเล่นโนรา เนื่องจากปู่และบิดาของนายเติม เป็นตระกูลโนราสืบทอดกันมา

การรำโนรา
    นายเติมฝึกการรำโนราจากบิดามาตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ ฝึกท่ารำและฝึกว่ากลอนต่าง ๆ เมื่ออายุ ๑๓ ปี จึงได้รำโนราเป็นครั้งแรกในงานแก้บนของขุนสุตรสุทธินนท์ นายอำเภอเมืองตรัง ต่อจากนั้นหากมีเวลาว่างก็จะช่วยรำโนราในคณะของครอบครัวเป็นครั้งคราว จนกระทั่งมีการประชันกับโนราที่มีชื่อเสียงคณะหนึ่ง โนราตุ้งซึ่งเป็นโนราครอบครัวของนายเติมเป็นฝ่ายแพ้ นายเติมเสียใจมาก จึงตั้งคณะโนราเติมขึ้นเพื่อกู้หน้า นายเติมจึงลาออกจากราชการมาเล่นโนรา

ชีวิตครอบครัว
    โนราเติมเป็นคนพูดเก่งและเจ้าชู้ ไปแสดงที่ไหนมักจะได้ภรรยาที่นั่น จนมีภรรยาถึง ๕๔ คน ภรรยาคนที่ ๕๓ และ ๕๔ คือหนูวินกับหนูวาด โนราเติมสุขภาพไม่แข็งแรงเพราะดื่มสุรา ในที่สุดได้แก่กรรมด้วยโรคไตวาย ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่ออายุได้ ๕๗ ปี

ผลงาน
๑. เป็นโนราที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วภาคใต้ สมกับคำที่กล่าวกันว่า "มาแต่ตรังไม่หนังก็โนรา" โนราเติม ได้ประชันกับคณะโนราที่มีชื่อเสียงหลายคณะ เช่น โนราลอย โนราพิณ-พัน โนรายก ชูบัว มักจะชนะและได้รับรางวัลมากมาย ทั้งถ้วยรางวัล และขันน้ำพานรอง โดยเฉพาะการประชันโรงโนราทั่วภาคใต้ซึ่งจังหวัดตรังจัดให้มีการแข่งขัน ๕๐ โรง โนราเติมชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น จนไม่มีคณะโนราใดกล้าประชันโรงด้วย
๒. การพัฒนาโนราแบบใหม่ เพื่อไม่ได้คนดูเสื่อมความนิยมโนรา เพราะคู่แข่งของโนรา คือภาพยนต์และหนังตะลุง เมื่อผู้ชมหันไปชมภาพยนต์ โนราเติมจึงพัฒนาโนราของตน ๓ ลักษณะ
๒.๑ การเน้นด้านบทกลอนที่เป็นกลอนสด มากกว่าการร่ายรำแบบโบราณ เนื่องจากโนราเติมรำไม่เด่น แต่เด่นในเรื่องว่ากลอนสด เป็นที่ยอมรับกันว่าไม่มีใครเทียบ การมีพรสวรรค์ด้านนี้ทำให้โนราเติมประสบความสำเร็จสูง
๒.๒ เปลี่ยนแปลงการแต่งกายโนราแบบโบราณ ซึ่งใช้เครื่องลูกปัดเทริด หางหงส์ มาใช้ชุดสากลแทน เป็นผลให้คณะโนราอื่น ๆ เอาอย่าง ทำให้โนราเติมถูกวิจารณ์ว่าเป็นผู้ทำลายเอกลักษณ์ดั้งเดิมของโนรา ซึ่งเรื่องนี้โนราเติมได้ชี้แจงว่า เพื่อสนองความต้องการของผู้ชม และอิทธิพลของภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ และอุปกรณ์สมัยใหม่หาได้ง่าย เป็นเหตุให้โนราเติมคิดเปลี่ยนแปลง
๒.๓ นำเอานวนิยายมาดัดแปลง เพื่อประกอบการแสดงโนรา เรื่องที่ทำให้โนราเติมมีชื่อเรื่อง ได้แก่ น้ำตาสาวจัน พรหมบงการ มหาดเล็กผู้ซื่อสัตย์ ตายครั้งเดียว
๓. การเผยแพร่ศิลปะการแสดงโนราทั้งในและต่างประเทศ โนราเติมแสดงโนราทั้ง ๑๔ จังหวัดในภาคใต้ และกรุงเทพฯ หลายครั้ง มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุทั่วประเทศ และยังเคยไปแสดงที่ประเทศมาเลเซีย
    นับได้ว่าโนราเติมเป็นโนราที่ทำให้การแสดงโนรา เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป บุตรหลานต่างมีความภูมิใจในโนราเติมมาก จึงจัดที่บูชาไว้หน้ารูปถ่าย และบูชาเป็นประจำเมื่อประสบความสมหวังก็จะมีปิดทองบนกรอบรูปเสมอ จนเกือบมองไม่เห็นภาพถ่าย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #33 เมื่อ: มกราคม 28, 2008, 20:59:33 »




เพลงบอก "วันสงกรานต์"
ศิลปินพื้นบ้าน " ประทีป คเชนทร "

   



 " หนังตะลุง ปรีชาน้อย"

   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #34 เมื่อ: มกราคม 28, 2008, 21:16:32 »


ประวัติมโนรา
จากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)
    พระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครองเมืองๆหนึ่ง มีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางศรีมาลา
ทั้งสองพระองค์มีบุตรด้วยกันองค์หนึ่งทรงพระนามว่า นวลทองสำลี
วันหนึ่งหลังจากนางนวลทองสำลีตื่นจากบรรทมและ ยังไม่ทันที่จะชำระพระพักตร์ก็ได้ไปยืนระลึกถึงใน
สุบินนิมิตที่ได้มีมา และพระนางก็สามารถจำได้จนหมดสิ้น จากการทรงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น
ทำให้พวกสาวใช้สงสัยและถามพระนางว่า เพราะเหตุอันใดพระนางจึงไม่ทรงชำระพระพักตร์
ทั้งๆที่ตื่นบรรทมแล้ว พระนางตรัสว่า เมื่อคืนนี้ฝันแปลกมาก ฝันแปลกอย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อนเลย แล้วพระนางก็ทรงเล่าความฝันนั้นให้พวกสนมฟังว่ามีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู การร่ายรำนั้นรำทั้งหมด ๑๒ ท่า
เป็นท่ารำที่สวยงามมากน่าชม มีเครื่องประโคมดนตรี คือ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และ แตร
การประโคมดนตรีลงกับท่ารำเป็นจังหวะ และบัดนี้พระนางก็ยังจำท่าต่างๆเหล่านั้นได้ แล้วพระนางนวลทองสำลีก็ทรงร่ายรำตามแบบที่ในฝันนั้นทันทีเป็นที่ชอบใจของพวกสาวใช้เป็นอย่างยิ่ง และพระนางก็ได้สั่งให้สาวใช้ทำเครื่องประโคมตามที่เห็นในฝันนั้น การประโคมก็ทำตามจังหวะการรำเหมือนในฝันทุกอย่าง พระนางได้ฝึกสอนให้พวกสาวใช้ได้ร่ายรำเพื่อเป็นคู่รำกับพระนาง จากนั้นมีการประโคมเครื่องดนตรีและร่ายรำเป็นที่ครื้นเครงในปราสาทของพระนางเป็นประจำทุกวัน
     อยู่มาวันหนึ่งพระนางอยากเสวยเกสรดอกบัวที่ในสระหน้าพระราชวัง จึงรับสั่งให้นางสนมไปหักเอามาให้ เมื่อพระนางได้ดอกบัวแล้วก็ได้เสวยดอกบัวนั้นจนหมด กาลต่อมาพระนางก็ทรงครรภ์
แต่การเล่นรำโนราก็ยังคงสนุกสนานครื้นเครงกันเป็นประจำทุกวันมิได้เว้น
อยู่มาวันหนึ่งการเล่นประโคมและความครึกครื้นนี้ทราบไปถึงพระยาสายฟ้าฟาด พระองค์ทรางสงสัยว่าด้วยเหตุใดที่ปราสาทของพระธิดาจึงมีการประโคมดนตรีอยู่เป็นประจำ
พระองค์จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นจริง เมื่อเสด็จไปถึงก็รับสั่งถามพระนางนวลทองสำล
ีว่านางไปได้ท่ารำตางๆนี้มาจากไหน ใครสอนให้ พระนางก็กราบบังคมทูลว่า ไม่มีใครสอนให้
เป็นเทพนิมิต พระองค์จึงได้รับสั่งให้พระนางรำให้ดู เสียงดนตรีก็ประโคมขึ้นพระนางออกร่ายรำไปตามท่า
ที่ได้ฝันรวม ๑๒ ท่า ขณะที่พระนางร่ายรำท่าต่างๆอยู่นั้น พระยาสายฟ้าฟาดทรงเห็นว่าที่ครรภ์ของพระธิดา
ผิดสังเกตสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ จึงมีรับสั่งให้หยุดรำแล้วทรงถามพระนางว่า นางมีครรภ์กับใคร รักชอบกับใคร
ใครเป็นสามีของเจ้า ทั้งๆที่ไม่มีผู้ชายคนใดสามารถเข้ามาในพระราชฐานได้เลย พระองค์ทรงถามซ้ำๆ
แบบนี้หลายต่อหลายครั้งพระนางก็กราบทูลว่า นางมิได้มีชู้สู่สาวกับชายใดเลย เหตุที่ทรงครรภ์อาจเป็น
เพราะเสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงเชื่อและว่ามีอย่างที่ไหน
กินดอกบังเข้าไปมีท้องขึ้นมาได้ เรื่องไม่สมจริง และยังได้กล่าวคำบริภาษพระธิดาต่างๆนานา เช่นว่า
เป็นลูกกษัตริย์ไม่รักศักดิ์ศรี ทำให้อัปยศขายหน้า นางนวลทองสำลีก็ได้แต่โศกเศร้าร่ำร้อง
     ต่อมาด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระยาสายฟ้าฟาดก็ทรงสอบสวนโดยรับสั่งให้พวกสาวใช้ทั้ง ๓๐ คนเข้าเฝ้าทีละคนและถามว่ามีผู้ชายใดเข้ามาในเขตพระราชฐานนั้นบ้างหรือไม่ นางสนมกำนัลก็กราบบังคมทูล
เช่นเดียวกันว่า ไม่มีผู้ชายใดเข้าไปเลย และพระนางก็มิได้รักชอบกับใคร และยืนยันว่าพระนางได้
เสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้าฟาดยิ่งทรงพระพิโรธหนักขึ้น
ถึงกับคิดที่จะฆ่าพระธิดาและสาวสนม แต่เนื่องจากพระนางเป็นลูกในไส้จึงมิได้ทรงกระทำเช่นนั้น
เพียงรับสั่งให้อำมาตย์ข้าราชการทำแพ แล้วก็ให้จัดเสบียงอาหารใส่แพเรียบร้อย
เมื่อถึงเวลาก็ลอยแพพระนางและสนมทั้ง ๓๐ ไปในทะเล ขณะที่แพลอยไปนั้นลมได้พัดแพไปติดที่เกาะกะชัง เป็นอันว่าพระนางและสาวใช้รอดตายจากธรรมชาติด้วยอำนาจบารมีของเด็กในครรภ์
ที่เกาะกะชังเทวดาได้ชบ (เนรมิต) บรรณศาลาให้อยู่อาศัย พวกสาวใช้ก็ปลูกฟักแฟง
แตงกวากินกันไปตามเรื่องพอดำรงชีวิตอยู่ได้
      ส่วนนางนวลทองสำลีครรภ์ก็ยิ่งแก่ขึ้นๆทุกวัน (ในบทกาศครูจึงว่าไว้ว่า
"เพื่อนๆเขานับปี แต่นางนวลสำลีนับเดือน") จนประสูติพระโอรสและให้นามว่า
ด.ช.น้อย (ชื่อสมมุติ) พระนางและพวกสนมอยู่ที่นั่นจน ด.ช.น้อยอายุได้ ๑๐ ปี ระยะ ๑๐ ปีนั้น 
ด.ช.น้อยได้หัดการร่ายรำโนราจนเป็นที่ชำนาญดี และต่อมา ด.ช.น้อยก็ถามแม่ว่าที่นี่ไม่มีผู้ชายเลยมีแต่ผู้หญิง
คนอื่นๆนอกจากนี้ไม่มี แล้วแม่เองแต่ก่อนเคยอยู่ที่ไหน พระนางนวลทองสำลีก็เล่าเรื่องแต่หนหลังให้ฟังแต่ต้นจนจบ ด.ช.น้อยก็อยากไปเมืองของพระอัยกาจึงถามว่าจะไปได้โดยวิธีใด แม่จึงบอกว่าเมื่อลูกอยากไปแม่ไม่ห้ามแต่แม่เองไม่ไปตลอดชีวิตนี้ลูกจะไปก็จงเอาผ้าผูกไม้แล้วปักยกเป็นธงขึ้น
เรือผ่านมาเขาจะแวะรับ ด.ช.น้อยก็ทำตามและเรือก็ได้มารับไปทางเมืองพระอัยกา
เมื่อไปถึงท่าเรือซึ่งยังไกลกับพระราชวังมาก ด.ช.น้อยก็ได้เที่ยวรำโนราไปเรื่อย
เนื่องจากโนราเป็นของแปลกและไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนเลย กอปรด้วยการรำก็ชดช้อยน่าดู
คนจึงไปดูกันมาก ยิ่งนานคนก็ยิ่งชวนกันไปดูมากขึ้นทุกที จนข่าวนี้เลื่องลือไปถึงพระราชวัง     
พระยาสายฟ้าฟาดทรงทราบแล้วก็เรียกประชาชนมาถามว่า โนราเป็นอย่างไร
เป็นคนหรือสัตว์ ดีมากเทียวหรือที่คนนิยมไปดูกันมาก แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทรงปลอมพระองค์
ไปในกลุ่มชนเพื่อไปทอดพระเนตรโนรา จากการที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรนั้นสังเกตเห็นว่า
ด.ช.น้อยมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระธิดา ซึ่งได้ลอยแพไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว จึงรับสั่งให้หา
พระองค์ตรัสถามว่า เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ด.ช.ก็ตอบว่า แม่ชื่อนางนวลทองสำลี ส่วนพ่อนั้นไม่ทราบ แม่เล่าว่าได้ตั้งครรภ์เพราะกินดอกบัวพระองค์เห็นว่าเรื่องราวตรงกัน จึงพา ด.ช.น้อยและคณะโนราเข้าไปในพระราชวัง ตอนนี้คนอื้อฉาววิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานาว่า ต่อไปจะไม่ได้ดูโนราอีกแล้ว เพราะนายจับไปแล้ว
พระยาสายฟ้าฟาดไม่ทรงฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น คงพาโนราไปพระราชวังท่าเดียว
(ตอนนี้พระยาสายฟ้าฟาดทรงทราบแล้วว่า ด.ช.น้อยคือหลาน หรือพระราชนัดดา
ส่วน ด.ช.น้อยนั้นรู้มาจากแม่ก่อนแล้ว เป็นอันว่าต่างก็รู้กันทั้งสองฝ่าย) เมื่อถึงพระราชวัง
พระยาสายฟ้าฟาดก็ทรงถามว่า แม่เจ้าเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ด.ช.น้อยทราบทูลว่าอยู่บนเกาะกะชัง
     เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนั้น จึงมีพระบัญชาให้อำมาตย์จัดเรือไปรับ เมื่ออำมาตย์ไปถึง
และเชิญให้พระนางเสด็จกลับพระนครตามพระบัญชา แต่นางปฏิเสธว่าพระราชบิดา
ได้ตั้งใจจะลอยแพไปเพื่อให้ตาย เหตุไฉนจึงมาเชิญตัวกลับเล่า
พระนางจึงสั่งกับอำมาตย์ว่าชาตินี้จะไม่ขอไปเหยียบย่างผืนแผ่นดินของพระราชบิดาอีก
และจะขอตายอยู่ที่นี่ พวกอำมาตย์จึงจำต้องกลับไป เมื่อกลับมาถึงพระนครแล้วก็กราบทูลเรื่องราว
ให้พระยาสายฟ้าฟาดทราบ พระยาสายฟ้าฟาดจึงมีพระบัญชาให้จัดเรือไปรับอีกครั้งหนึ่งและพร้อมรับสั่งว่า
ถ้าเชิญเสด็จไม่กลับก็ให้จับมัดมาให้ได้ เมื่อพวกอำมาตย์กลับไปเกาะกะชังอีกและได้เชิญเสด็จแต่โดยดีไม่ยอมกลับ
พวกอำมาตย์ก็จับพระนางมัดขึ้นเรือ (ตอนนี้ในการเล่นโนราในสมัยหลังจึงมีการรำเรียกว่าคล้องหงส์
คือรำเพื่อจับนางนวลทองสำลีเป็นการร่ายรำที่น่าดูมาก) แล้วพามาเฝ้าพระราชบิดา
เมื่อเรือมาถึงจะเข้าปากน้ำก็มีจระเข้ขึ้นลอยขวางปากน้ำอยู่ (จระเข้สมัยก่อนชุกชุมมากทุกน่านน้ำ
เป็นที่เกรงกลัวของชาวเรือทั่วไป) พวกลูกเรือก็ทำพิธีแทงจระเข้จนถึงแก่ความตายแล้วเรือจึงเข้าปากน้ำได้      เมื่อนำนางนวลทองสำลีเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชบิดาแล้ว พระราชบิดาได้ทรงขอโทษในเรื่องที่ได้กระทำไปในอดีต ขอให้พระนางลืมเรื่องเก่าๆเสียแล้วยกโทษให้พระองค์ด้วย จากนั้นทำขวัญ และจัดให้มีมหรสพ ๗ วัน ๗ คืน
ในการมหรสพนี้ก็ได้จัดให้มีการรำโนราด้วย พระยาสายฟ้าฟาดได้พระราชทานเครื่องทรง
ซึ่งคล้ายคลึงกับของกษัตริย์ให้กับพระราชนัดดา เพื่อรำทรงเครื่องในงานนี้
ในการนี้พระยาสายฟ้าฟาดก็ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ลูกของนางนวลทองสำลี (เจ้าชายน้อย) เป็น ขุนศรีศรัทธา
     เครื่องต้นที่พระราชทานคือ เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ๒ ข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ ฯลฯ
ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าโนราแต่เดิมก็เป็นเชื้อพระวงศ์
ขุนศรีศรัทธาได้สอนรำโนราให้ผู้อื่นเป็นการถ่ายนาฏศิลป์แบบโนราไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระอัยกาโนราจึงได้แพร่หลายต่อไป
และต่อมาหลายชั่วคน จนบัดนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #35 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 01:36:15 »



ไม่รู้ โนราห์เพ็ญศรี มีจริงหรือเปล่า

รู้แต่ว่า แถวบ้าน เค้าร้อง กันอย่างนี้

โนราห์เพ็ญศรี รำดี รำเด็ด ไปรำ ภูเก็ต ถูก เอ่อออ...... 2 ที เติมเองนะ กลัว fun   

โดนเซ็นเซ่อ เอิ๊ก ไม่ได้ทะลึ่งเน้อ ได้ยินตอนเด็กๆ มาอย่างนี้จริงๆ

ตัวเอ็นจอย เอง พูดจริงๆ เคยดูแต่ โนราห์ ทางทีวี

เพราะแถวบ้าน เค้านิยมดูงิ้ว ไชนีสโอเปร่า กันมากกว่า

ส่วนหนังตะลุง ไม่รู้ว่า ลุงถึก ลุงคำสิงห์ รู้จัก หนังตะลุง เสริมบ้า หรือเปล่า

ตอนนั้นเด็กมาก รู้แต่ว่าแกคงเร่ร่อนมั้ง แต่บ้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

แต่แกน่ากลัว อ่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #36 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 06:30:53 »


   ผมถือโอกาสนึกถึงวัยเยาว์ด้วยคน ..
ฝากคุณคำสิงห์ หรือ ลุงถึก... ช่วยเล่าเรื่อง เพลงบอก ... ให้หน่อย
ในวัยเยาว์ ผมได้ยิน "เพลงบอกสร้อย" ในงานวัดบ่อยๆ ..  umm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #37 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 09:47:06 »



หนังตะลุง - อ.ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต
 


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #38 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 11:42:28 »


เพลงบอก
ตอนยังเป็นเด็ก จำได้ว่า ตอนช่วง"วันว่าง" คุณแม่จะจัดอาหารหวานคาว
เพื่อต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แต่พวกเราจะภูมิใจที่จะมีแขกเหล่านั้นมาหา
เพราะคณะแขกเหล่านั้น เขาเจตนา มาเยียมเยือนเรา เพื่ออวยพรวันปีใหม่แบบไทยๆ
แขกคณะนั้น ผู้ใหญ่บอกว่า คือคณะ "เพลงบอก" และเพลงบอกคณะที่ว่า แม่บอกว่า
เขาชื่อ "เพลงบอกสร้อย"  แม่บอกว่า ...เขาเป็น พี่น้องของ"พ่อเฒ่า"ของพวกเราด้วยนะ


จากการค้นพบในเน๊ต พบรายละเอียดดังนี้

บรมครูเพลงบอก

ครูปานบอด

ครูรอด
เพลงบอกเป็นเพลงพื้นเมืองที่นิยมเล่นแพร่หลายที่สุดในสมัยก่อน เมื่อถึงหน้าสงกรานต์ยังไม่มีปฏิทินบอกสงกรานต์แพร่หลายอย่างปัจจุบัน จะมีแม่เพลงนำรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์ออกป่าวประกาศแก่ชาวบ้าน โดยร้องเป็นเพลงพื้นบ้านและมีลูกคู่รับเป็นทำนองเฉพาะ จึงมีชื่อเรียกว่าเพลงบอก
    กลอนเพลงบอกดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเพลงเห่ หรือเพลงฉะ บ้างก็เรียกเพลงแปดบท เพลงชนิดนี้จะมีแม่เพลงว่าเป็นแบบกลอนด้น ครั้งละ ๒ วรรค แล้วลูกคู่รับดะ กลอนแปดบทเฟื่องฟูอยู่ทาง นครศรีธรรมราชประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ ปีที่แล้ว และมีการดัดแปลงมาเป็นลำดับ จนถึงรัชกาลที่ ๕ พระรัตนธัชมุณี เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช ได้จัดระเบียบกฏเกณฑ์กลอนเพลงบอกขึ้นใหม่ โดยจะมีการรับของลูกคู่และอาจแทรกวลีหรือถ้อยคำระหว่างกลอนที่แม่เพลงกำลังว่าอยู่ เพื่อให้ลีลากลอนครึกครื้นสนุกสนาน และช่วยแก้ปัญหาการติดกลอดของแม่เพลงได้ วิธีการนี้ของลูกคู่เรียกว่า "ทอยเพลงบอก"
   ในปัจจุบันนอกจากมีการว่าเพลงบอก เพื่อบอกข่าวสงกรานต์แล้ว ยังนำไปเล่นในโอกาสอื่นๆ เช่น บอกข่าวประชาสัมพันธ์งานบุญงานกุศล เพลงบอกร้องบวงสรวงในพิธีกรรมต่างๆ เพลงบอกร้องชา เป็นต้น

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
๑. อุปกรณ์
    เพลงบอกคณะหนึ่งมีแม่เพลง ๑ คนและลูกคู่อีก ๔ ถึง ๖ คน มีฉิ่งเป็นดนตรีประกอบเพียงอย่างเดียว การร้องเพลงบอกใช้ภาษาถิ่นปักษ์ใต้ โดยร้องด้นเป็นกลอนสดแท้ ๆ ใช้ปฏิภาณร้องไปตามเหตุการณ์ที่พบเห็น แม่เพลงต้องมีความรอบรู้ไหวพริบดี และฝึกฝนจนแม่นยำในเชิงกลอน
๒. วิธีการเล่น
    สำหรับวิธีการขับเพลงบอก เมื่อแม่เพลงร้องจบวรรคแรกลูกคู่ก็รับครั้งหนึ่งโดยรับว่า "ว่าเอ้ว่าเห้" พร้อม ๆ กับจะต้องคอยตีฉิ่งให้เข้ากับจังหวะ ถ้าหากแม่เพลงว่าวรรคแรกซ้ำอีก ลูกคู่ก็จะรับว่า "ว่าทอยช้าฉ้าเหอ" และเมื่อแม่เพลงว่าไปจนจบบทแล้ว ลูกคู่จะต้องรับวรรคสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง
    ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างกลอนเพลงบอกประชัน ตอนที่ปานบอดได้โต้ตอบกับเพลงบอกรุ่งอันแสดงถึงความสามารถในเชิงเพลงบอก
รุ่ง : กูไม่เป็นเวสสันดร (รับ)) เพราะจะเดือดร้อนที่สุด กูจะเป็นนายเจตบุตร ที่ร่างกายมันคับขัน (รับ)
คอยยิงพุงชูชก (รับ) ที่สกปรกเสียครัน ถือเกณฑ์ขวางไว้ ไม่ให้มึงเข้าไป (รับ)
ปาน : ดีแล้วนายเจตบุตร (รับ) เป็นผู้วิสุทธิ์สามารถ เป็นบ่าวพระยาเจตราช ที่เขาตั้งให้เป็นใหญ่ (รับ)
ถือธนูหน้าไม้ (รับ) คอยทำลายคนเข้าไป เขาตั้งให้เป็นใหญ่ คอยเฝ้าอยู่ปากประตูป่า (รับ)
คนอื่นอื่นมีชื่อเสียง (รับ) เขาได้เลี้ยงวัวควายแต่นายเจตบุตรรุ่งนาย เขาใช้ให้เลี้ยงหมา (รับ)
    ตัวอย่างการว่าเพลงบอกดังนี้
(แม่เพลง "รุ่ง") กูไม่เป็นเวสสันดร
(ลูกคู่) ว่าเอ้ว่าเห้ เวสสันดร
(แม่เพลง "รุ่ง") กูไม่เป็นเวสสันดร
(ลูกคู่) ว่าทอยช้าฉ้าเหอ เวสสันดร
(แม่เพลง "รุ่ง") เพราะจะเดือดร้อนที่สุด กูจะเป็นนายเจตบุตรที่ร่างกายมันคับขัน
(ลูกคู่) ที่ร่างกายมันคับขัน กูจะเป็นนายเจตบุตร ที่ร่างกายมันคับขัน

โอกาส/เวลาที่เล่น
๑. เพลงบอก นิยมเล่นกันในวันตรุษสงกรานต์ เป็นการบอกกล่าวป่าวร้องให้ชาวบ้านทุกละแวกได้ทราบว่าถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปี หรือการประกาศสงกรานต์ประจำปีซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างเช่นในปัจจุบัน
พอถึงปลายเดือนสี่ย่างเดือนห้า ซึ่งเป็นระยะที่ชาวนาส่วนมากเก็บเกี่ยวขึ้นยุ้งขึ้นฉางเสร็จแล้ว เวลาพลบค่ำตามละแวกบ้านจะได้ยินเสียงเพลงบอกแทบจะกล่าวได้ทุกหมู่บ้านของจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกตระเวณตามบ้านใกล้เรือนเคียงโดยมีบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่บ้านนั้น ๆ เป็นคนนำทาง คอยไปปลุกเจ้าของบ้านให้เปิดประตูรับ
เมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตูรับ แม่เพลงก็จะขับกลอนเพลงบอกขึ้นในทันที เนื้อความตอนแรกมักจะเป็นบทไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวชมเชยเจ้าของบ้านตามสมควร เจ้าของบ้านจะเชื้อเชิญขึ้นบนเรือน ยกเอาหมากพลู บุหรี่ เหล้ายาปลาปิ้งออกมาเลี้ยง ตอนนี้เพลงบอกจะว่าเพลงเล่นตำนานสงกรานต์ในปีนั้นให้ฟัง ถ้าเจ้าของบ้านพอใจก็จะให้รางวัล
๒. เพลงบอกเล่าเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ เช่น บอกข่าวเชิญไปทำบุญกุศลที่นั่นที่นี่ตามเหตุการณ์ จะเห็นได้ว่าเพลงบอกเกิดขึ้นเพื่อใช้ในการป่าวประกาศเรื่องต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบนั่นเอง เหตุผลก็คือในสมัยโบราณคนที่รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้มีน้อยกิจการพิมพ์ก็ไม่แพร่หลาย ข่าวที่ใช้เพลงบอกเป็นสื่อจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านมากกว่าการสื่อสารธรรมดา เพราะฟังแล้วเกิดความสนุกด้วย
๓. เพลงบอกประชัน เป็นการโต้เพลงบอกให้ผู้ชมฟัง โดยการจัดเวที เพื่อประชันโต้ตอบ ไม่มีการกำหนดหัวข้อและเวลา แล้วแต่ใครจะหยิบยกเรื่องอะไรมาว่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเปรียบเทียบ และต้องว่าในทำนองข่มกัน หาทางโจมตีและกล่าวแก้ได้ทันควัน การตัดสินแพ้ชนะใช้เสียงผู้ชมเป็นหลัก โดยฟังจากเสียงโห่หรือโต้กันจนอีกฝ่ายหนึ่งยอมแพ้

คุณค่าและแนวคิด
การเล่นเพลงบอกให้คุณค่าดังนี้
๑. เป็นการใช้ภูมิปัญญาเพื่อประชาสัมพันธ์ประกาศบอกข่าวแก่ชาวบ้าน ในสมัยที่การสื่อสารยังไม่เจริญและไม่มีปฏิทินบอกวันเหมือนอย่างในปัจจุบัน ทำให้ชาวบ้านทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์และข่าวต่าง ๆ
๒. น้ำเสียง ถ้อยคำในการว่าเพลงบอก ให้ความครึกครื้นสนุกสนาน ข่าวที่มากับเพลงบอก จึงได้รับความสนใจจากชาวบ้านมากกว่าบอกข่าวธรรมดา ปัจจุบันเพลงบอกจึงนำมาใช้บอกบุญ โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง และเชิญชวนให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง
๓. นักว่ากลอนได้แสดงความสามารถในกลอนปฏิภาณ และศิลปะในการขับกลอน การประชันอวดฝีปากในเชิงกลอน ผู้ว่ากลอนต้องมีความรอบรู้ เฉลียวฉลาด หลักแหลม ไหวพริบดี และแม่นยำในเชิงกลอน นับเป็นวิธีการพัฒนาความรู้ของชาวบ้านได้อีกวิธีการหนึ่ง


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #39 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 11:52:09 »


ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-เพลงบอก) พ.ศ.๒๕๓๘

เพลงบอกสร้อย

 เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ ที่อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านมีความสนใจ และเริ่มหัดเพลงบอกเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๗ ปี โดยได้ไปเป็นศิษย์ของเพลงบอกปาน ป. ชี้ช้างซึ่งมีฉายว่า "ปานบอด" เพลงบอกสร้อยได้ฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง จนเกิดความชำนาญและยึดเป็นอาชีพตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ นับเป็นเวลาถึงเกือบ ๖๐ ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ท่านได้ออกตระเวณว่าเพลงบอกอย่างสม่ำเสมอจนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายไปทั่วภาคใต้ ทั้งยังได้เคยเดินทางมาแสดงที่กรุงเทพมหานครและประเทศมาเลเซียด้วย
    เพลงบอกสร้อย เป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่จะออกแสดง ท่านจะเตรียมตัวค้นคว้าหาความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะแสดงเป็นอย่างดีจึงทำให้ผลงานของท่านมีคุณค่าสูง ทั้งท่านยังมีลีลาและชั้นเชิงเป็นเยี่ยม ทำให้เป็นที่ถูกใจของผู้ชมและผู้ฟังเสมอ     จุดเด่นประการสำคัญที่ทำให้เพลงบอกสร้อยมีความโดดเด่นเป็นพิเศษคือความสามารถในการสร้างผลงาน ประเภท "มุขปาถะ" อันเป็นการแต่งบทและบอกเพลงด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งท่านได้สร้างผลงานเอาไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผลงานจำนวนมากของท่านไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้ มาในระยะหลัง เมื่อเทคโนโลยีการบันทึกเสียงแพร่หลาย ผลงานของท่านจึงได้รับการบันทึกเผยแพร่โดยทั่วไป
    นอกจากการรับงานว่าเพลงบอกในงานประเภทต่างๆ เช่น งานบวช งานศพ งานเทศกาลรื่นเริงทั่วไปอันเป็นงานที่มีรายได้เลี้ยงชีพแล้ว ท่านยังได้ช่วยเหลืองานบุญงานกุศล ตลอดจนงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ ที่มีผู้มาขอความร่วมมืออยู่เสมอ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านแขนงนี้ ให้ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลายอยู่ได้ บทบาทสำคัญในการนี้ของเพลงบอกสร้อย คือ การถ่ายทอดฝึกฝนผู้ที่สนใจและมีแววเพื่อให้สืบสอดศิลปะเพลงบอกนี้ต่อไป จนมีลูกศิษย์ลูกหาที่มีฝีมือและชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เช่น เพลงบอกสุรินทร์ เสียงเสนาะ เพลงบอกเลื้อง เสียงเสนาะ เพลงบอกเผ้ง เสียงเสนาะ และเพลงบอกนิกรเสียงเสนาะ ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านเองเป็นต้น
    เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะได้รับรางวัลจากการประชันการว่าเพลงบอกและเกียรติคุณ จากการบำเพ็ญคุณประโยชน์หลายประการอาทิ
-ได้รับรางวัลจากนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสชนะเลิศการประชันว่าเพลงบอก ที่จังหวัดสงขลา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๐
-ได้รับโล่เกียรติคุณในการชนะเลิศแข่งขันการว่าเพลงบอกในงานแห่พระและทอดผ้าป่า ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ จากจังหวัดสงขลา
-ได้รับโล่เกียรติคุณในการชนะเลิศแข่งขันการว่าเพลงบอกในงานเทศกาลเดือนสิบ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช
-ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขากีฬาและนันทนาการ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
   เพลงบอกสร้อย ดำแจ่ม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างติดปากว่า เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-เพลงบอก) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ นับเป็นศิลปินเพลงบอกท่านแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสำคัญยิ่ง


http://www.moradokthai.com/plangbok01.wma  บทกลอนสอนเด็กวัยรุ่น ที่ต้องจากอ้อมอกพ่อแม่ไปอยู่ เมืองไกลให้รู้จักรักศักดิ์ศรี และรักงานอาชีพ
http://www.moradokthai.com/plangbok02.wma  บทอัศจรรย์วันวิวาห์   fun fun
อีกชุดหนึ่งของเพลงบอกสุรินทร์ เสียงเสนาะ
http://www.moradokthai.com/plangbok.wmv

ขอความกรุณา "ป้าเสลา" ช่วยทำลิง  เอ๊ย  ลิ้งค์ ด้วยครับ  fun fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #40 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 12:03:15 »



คุณคำสิงห์ ได้นำเรื่องราว เพลงบอกมาเสนอ
ทำให้อยากฟังและอยากเห็นว่า
เพลงบอกเป็นอย่างไร

ป้าเสลาค้นได้คลิปวีดีโอของ เพลงบอกสุรินทร์ เสียงเสนาะ
ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อ. เพลงบอก สร้อย เสียงเสนาะ
ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
(การแสดงพื้นบ้าน-เพลงบอก) พ.ศ.๒๕๓๘
มาให้ได้รับฟังและรับชมประกอบด้วย


เพลงบอก "สุรินทร์ เสียงเสนาะ"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #41 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 12:41:56 »


   ขอบคุณมากครับ คุณคำสิงห์ .. หามาฝากได้ทันใจดีจัง 
ได้เห็นรูปแล้วนึกหน้าออกเลย ...
ผมได้ฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะงานทำบุญ/ทอดกฐิน/ทอดผ้าป่า ..
ที่วัดคงคาวดี (วัดเสาเภา ต.เสาเภา อ.สิชล ) ..  ซึ่งเพลงบอกสร้อยชักชวนให้คนทำบุญ
ด้วยการร้องเพลงบอกเชิญชวน  แล้ว ... เมื่อใครถือเงินเข้ามาทำบุญใส่ในบาตร ..
เพลงบอกสร้อย จะเอ่ยชื่อคนๆ นั้น เป็นเพลงบอก ทุกคน
พร้อมกับการอนุโมทนาสาธุ เป็นที่ชื่นชอบ และ สนุกสนานมาก  smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #42 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 19:14:28 »


แนวเพลงประทับใจเพลงแรกๆในชีวิต

เพราะคำสิงห์เป็นคนที่เติบโตในครอบครัวที่คุณแม่เป็นคนค้าขาย
ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกน้อยเอง จึงต้องมีพี่เลี้ยง เป็นคนช่วยดูแลลูกๆ
พี่เลี้ยงนอกจากเป็นผู้ช่วย อาบน้ำ อาบท่า ซึ่งเป็นการอาบที่ท่าน้ำ จริงๆ เพราะบ้านของเรา อยู่ริมคลอง
ดังนั้น การล้างขี้ล้างเยี่ยวก็เป็นกิจกรรมที่ทำที่ท่าน้ำแทบทั้งนั้น
พี่เลี้ยงของเรานอกจากมีหน้าที่ไกวเปล ให้เราซึ่งเป็นเด็กได้นอนหลับแล้วยังต้องมีหน้าที่ร้องเพลงเห่กล่อม
เพื่อให้เรานอนหลับอย่างแสนสบายอย่างเป็นสุขใจด้วย
ต้องยอมรับว่า เพลงที่พี่เลี้ยงร้องกล่อมเมื่อเด็กๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรา เป็นคนอย่างที่เป็นทุกวันนี้
ต่อมาเมื่อคำสิงห์ มีครอบครัวมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว จึงเห็นความสำคัญ ของการปลูกฝังดนตรีในจิตใจของลูกๆ
มาถึงรุ่นหลาน ซึ่งหากมีเวลา คำสิงห์ก็จะช่วยดูแลหลาน เพื่อปลูกฝังความประทับใจดีๆให้เขา
ให้เขาได้มีอะไรที่คิดว่าดี เข้าไปในสมองของเขาตั้งแต่วัยเยาว์
เคยอ่านพบที่ใหนจำไม่ได้แล้วว่า ดนตรี มีส่วนทำให้สมองของเด็กได้รับการจัดเรียงอย่างมีระเบียบ
เปรียบไปก็เหมือนตอนเราซื้อฮาร์ดดิส มาใหม่ๆ เราควรฟอร์แมท และ แบ่งพาร์ทิชั่น ให้เป็นระเบียบ
ทำให้การใช้งาน ราบรื่น ได้นาน....
เกริ่นมาเสียนาน เพียงเพื่อจะเล่าให้ฟังว่า เพลงประทับใจ ชุดแรกที่สุดของคำสิงห์ก็คือ"เพลงร้องเรือ"
ซึ่งขับร้องโดย พี่เลี้ยงที่ ทราบชื่อภายหลังว่า "น้าจิต"
ซึ่งตอนนี้น้าจิต ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ พบท่านครั้งสุดท้ายเมื่องานศพของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
เจอหน้าท่าน ก็เข้ามาโอบกอดเรา ยังกะเราเป็นเด็กยังไงยังงั้นเลย.....


 

รวบรวมโดย ครูแจ้ง วชิรพัฒนสกุล (นิลพัฒน์เดิม)
    เพลงร้องเรือ  เป็นเพลงสำหรับใช้กล่อมเด็กของชาวภาคใต้ ซึ่งนิยมกันแพร่หลายในสมัยโบราณ ตกมาถึงสมัยนี้ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา และ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ทำให้เพลงลูกทุ่งเข้ามามีอิทธิพลในหมู่เยาวชน คนผู้เฒ่าผู้แก่ก็ล้มหายตายจากกันไป เพลงร้องเรือจึงพลอยหดหายไปตามกาลเวลา และอิทธิพลนั้งด้วย ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายที่ของดีของเราชาวใต้ ซึ่งมีอยู่ไม่มากนักจะสูญสิ้นไป จึงพยายามเก็บรวบรวมเท่าที่พอจะจำได้ และสอบถามผู้อื่นบ้าง นำมารวมไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้พบเห็นจะได้เกิดความภูมิจ ในความเป็นกวีของ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา
    ทำไม่เรียกเพลงกล่อมเด็กว่า เพลงร้องเรือ เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้สอบถามที่มาจากคนเฒ่าคนแก่ ท่านไม่สามารถชี้แจงให้เข้าใจได้ บอกได้แต่ว่า เพลงนี้เมื่อท่านจำความได้มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อไม่สามารถทราบที่มา ข้าพเจ้าได้แต่นึกเดาเอาว่า เพลงร้องเรือนี้ คงเกิดจากเพลงที่ร้องกันในเรือมาก่อน และตั้งความหวังไว้ว่า คงจะมีท่านผู้รู้คิดค้นคว้าหาความถูกต้องต่อไป
ในภาคใต้ของไทยเรานั้น แม้จะไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ยาวดังเช่นในภาคกลางหรือภาคอื่น แต่ยังมีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั่วไป อย่างเช่น จังหวัดปัตตานีมีแม่น้ำตานี จังหวัดตรังมีแม่น้ำตรัง จังหวัดสุราษฎาธารีมีแม่น้ำตาปี จังหวัดสงขลามีทะเลสาบสงขลา แม้ในจังหวัดพัทลุงอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้า ยังมีแม่น้ำลำคลองต่างๆ อาทิเช่น แม่น้ำลำปำ ทะเสสาบสงขลาส่วนที่อยู่ในจังหวัดพัทลุง เป็นต้น
    คนสมัยก่อนมักตั้งบ้านเรือน วัดวาอาราม ริมแม่น้ำลำคลอง เพื่อความสะดวกในการหาน้ำดื่ม น้ำใช้ การทำการเกษตรและคมนาคม ในกาลออกพรรษา มีประเพณีอย่างหนึ่งของชาวใต้ คือ ประเพณีลากพระ คือ พิธีแห่พระพุทธรูป เมื่อทำการสมโภชแล้วจะแห่พระไปในที่ต่างๆ เพื่อให้ชาวพุทธกราบไว้บูชา วัดที่อยู่ริมแม่น้ำจะทำการแห่พระทางเรือ เรียกว่า ลากพระเรือ ในกาลกฐิน ชาวบ้านที่นำกฐินไปทอด ณ วัดริมแม่น้ำ ก็จะจัดกระบวนกฐินแห่ไปทางเรือเช่นกัน เรือที่เข้ากระบวนแห่จะแบ่งเป็นสองพวก คือ หญิงพวกหนึ่ง ชายพวกหนึ่ง แต่ละลำ ฝีพายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเดียวกันดูสวยงามมาก ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กยังพอหาดูได้อยู่ แต่ไม่มีการร้องเรือ จะมีบ้างเฉพาะพวกขี้เมาร้องเพลงโนราว่าเพลงบอกเท่านั้น เมื่อกระบวนเรือถึงที่จอดพักเรือ ต่างลำต่างประลองฝีพายกันเป็นที่สนุกสนาน
    เพลงร้องเรือในสมัยก่อน คงจะเกิดขึ้นในตอนนี้ ตอนที่เรือของหนุ่มสาวหรืออาจไม่หนุ่มสาว พายมาใกล้กัน ฝ่ายชายร้องเพลงเกี้ยว ซึ่งว่ากันด้วยกลอนสดๆ ฝ่ายหญิงร้องเพลงโต้ตอบ ซึ่งเป็นกลอนสดเช่นกัน น่าสังเกตุอย่างหนึ่งว่า คนไทยเรานั้นเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนมาแต่โบราณแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เมื่อกลับจากงานแล้ว ความสนุกสนานยังติดตาตรึงใจอยู่ จึงนำเอาเพลงที่ร้องในเรือ มาร้องกันเล่น เป็นที่นิยมชมชอบของหนุ่มและไม่หนุ่ม สาวและไม่สาวอย่างยิ่ง คนสมัยก่อน ค่าครองชีพไม่รัดตัวอย่างสมัยนี้ มีเวลาว่างกันมาก หนุ่มสาวและวัยรุ่นทำหน้าที่เลี้ยงน้อง ก็อุ้มน้องนั่งชิงช้า ซึ่งชาวใต้เรียกว่า เปล แล้วนำเอาเพลงร้อง (ใน) เรือ มาร้องกล่อมน้อง เพลงร้อง (ใน) เรือ จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ เพลงร้องเรือมีหลายประเภท เช่น ประเภทเกี้ยวพาราสี ประเภทตัดพ้อต่อว่า ประเภทรำพึงรำพัน ประเภทวรรณคดี ประเภทด่าทอ และ เบ็ดเตล็ด วิธีการร้องเรือ ขึ้นต้นด้วยคำว่า อ้า ..... เห้อ ....... ทุกบทไป บางตอนลากเสียงยาว ข้าพเจ้าได้ทำเครื่องหมาย ........ ถ้าจุดยาวมาก แสดงว่า ลากเสียงยาวมาก ถ้าจุดมีน้อย แสดงว่าลากเสียงสั้นเข้ามาอีกนิดหนึ่ง
    อนึ่งบทร้องเรือเป็นบทเพลงของชาวใต้ ภาษาและสำเนียง จึงต้องใช้และร้องเป็นภาษาสำเนียงชาวใต้จึงจะฟังไพเราะ ถ้าใช้สำเนียงภาษากลางจะไม่ซาบซึ้ง คำใดที่พอจะเทียบได้กับคำภาษากลาง ได้วงเล็บเอาไว้ด้วยแล้ว ประเภทของบทร้องทีดังนี้........



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #43 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 19:25:07 »



รออ่านต่อ...
อยากฟังเสียงร้องให้ครบทุกอย่างเลยจริงๆ

ที่ป้าเสลาชอบมากๆ
สำหรับศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ ก็คือลิเกฮูลู

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #44 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 19:35:41 »


ตัวอย่างเพลงร้องเรือ ที่พอหาได้เป็นภาษาใต้ที่เก่าแก่มาก
เด็กใต้รุ่นใหม่ๆก็คงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
ตัวคำสิงห์เองก็ฟังหลายนาทีจึงจะจับความได้
แต่ก็อย่างว่าแหละ mother tongue ของเรา ยังไงๆ ก็หนีไม่พ้น
ก๊อเราเติบโตมากับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างนี้นี่นา

 
 


   


ตัวอย่างเนื้อร้อง และ แนวเพลงจากที่หาพบ
๑.ประเภทเกี้ยวพาราสี

๑.อ้า เห้อ เหอ สมพัดเหอ พัดมารวยๆ ฉวยหางตา พระบาทนาดเดินดำเนินมา เหมือนหงส์ลีลาจากถ้ำทอง ต่ำใต้ในโกสีย์ เปรียบนางคนี้ไม่มีสอง กระยิ่มยิ้มย่อง เรียมปองข้างใน เห้อ เหอ ใจ

๒.อ้า เห้อ เหอ พี่ชายเจ้ารักนุชเหอ สิ้นสุดที่รัก เจ้าหนักหนา เหมือนอุณรุทรักอุษา พระรามรักสีดาไม่คลายใจ พระสุธนทรงศักดิ์ รักนางมโนรา เหมือนตัวของข้า รักหน้าใย ทำปรือเนื้อเย็นจะเห็นใจ ในอกในทรวง เห้อ เหอ พี่

๓.อ้า เห้อ เหอ ปลูกรักเหอ พี่ปลูกรักไว้ที่ชายหลา (ศาลา) แลเห็นรวยๆ เต็มหน่วยตา เด็ดยอดรักมากะไม่ได้ แลโน้นแลนั้นมันชันมือ น้อยหรือมาแค้น อกพี่ชาย เด็ดยอดรักมากะไม่ได้ บานช่อล่อชาย เห้อ เหอ อยู่

๔.อ้า เห้อ เหอ พี่ชายรักน้องเหอ เข้าห้องครวญคร่ำ ร่ำหา เข้าห้องบรรทมภิรมยา ครวญคร่ำร่ำหาถึงคู่เชย ถ้อยทีถ้อยแลกันแต่ตา พี่ไม่ได้มาแล้ว ขวัญตา เหย รักน้องไม่ได้มาอยู่เชย อกเอ๋ยเรามี เห้อ เหอกรรม

๕.อ้า เห้อ เหอ มีกรรมเหอ สองวาเราทำ กรรมเอย บาปกุ้งบาปปลาพี่ไม่ทำ ขอพบโฉมฉายภายภาค หน้า ชาตินี้พี่หลงเกิด มีผัวอื่นเถิด แม่เลิศฟ้า ขอพบโฉมฉายภาคหน้า ท่าน้องช่องฟ้า เห้อ เหอ หวัน (สวรรค์)

๖.อ้า เห้อ เหอ ต้นท้อนกะซ่อนใบเหอ รักกันแต่ในใจ ไม่ที่ใช้ใครไปสอยให้ ตัวพี่เป็นไม้สอย สวยน้อยเป็นพวง ดอกไม้ ไม่ที่ใช้ใครไปสอยให้ รักกันแต่ใน เห้อ เหอใจ

๗.อ้า เห้อ เหอ ลูกบาวใครเหลยเดินหน้าก้ม ฟ้นดำพึ่งย้อม ขอถามเมียยังหรือหาไม่ ทัดดอกสาวหยุด สาวเหอมายุดเอาบ่าวไว้ ขอถามเมียยังหรือหาไม่ พี่ชาย อย่าน้อย เห้อ เหอใจ
หมายเหตุ เพลงบทนี้ใช้ได้ทั้งชาย-หญิง ถ้าเป็นผู้ชายว่าก็เปลี่ยนคำ "ลูกบาว" เป็น "ลูกสาว" เปลี่ยน "เมีย" เป็น "ผัว" "พี่ชาย" เป็น "โฉมฉาย" นอกนั้นเหมือนเดิม ในสมัยโบราณคนนิยมย้อมฟันให้ดำ ถือกันว่าสวย ในพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา พรรณาของจรกาว่า ทนต์แดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้งเพรารับกับขนง

๒.ประเภทตัดพ้อต่อว่า
๑.อ้า เห้อ เหอ หมาย (ส) มัครรักน้องเมื่อแต่แรก พอได้คนอื่นพี่ทำแปลก ทำแดกเสียแล้วไม่เหลียวแล รอยเล็บช้ำไม่หำหาย รอยมือพี่ชายไม่หายแผล ตัดหัวหลอแหล (เหลาะแหละ) ทำแสหาเมีย เห้อ เหออื่น

๒.อ้า เห้อ เหอ ต้นกล้วยพังลาใบมนเหอ พี่ชายเข้าหยุดร่มฝน หน้ามนตัดความ อาหลัย (อาลัย) ตัดเสียให้ม้วย เหมือนดังยอดกล้วยเพิ่มคลี่ใบ ตัดเสียใยใหม่ ใยเก่าน้องยัง เห้อ เหออยู่

๓.อ้า เห้อ เหอ พี่ชายเหอ กินน้ำตาลทรายหวานลิ้น หวานหลอด (ตลอด) ลอดใต้ลิ้น น้องโร้ (รู้) เสียสิ้นที่สิ้นลม เหมือนลูกขี้กา ข้างนอกโสภาข้างในขม หวานสิ้นลิ้นลม หวานขมน้องโร้ (รู้) เห้อ เหอจัก

๔.อ้า เห้อ เหอ พ่อบุญเลิศเหอ น้องขอความเสียเถิด ทั้งสองฝ่าย ขอบบุญขอบคุณของพี่ชาย น้องหาไหร (อะไร) ไม่จะตอบแทน ลูกหมาของน้องมีสองตัว ฝากให้เมียรักพ่อหัวแหวน น้องหาไหร (อะไร) ไม่จะตอบแทน น้องทุกข์ยากแค้น เห้อ เหออยู่

๕.อ้า เห้อ เหอ นกเปล้าเหอ เข้าๆ มาแหลง (พูด) อยู่จอแจ ลูกไม่ฟ้งแม่ จะดีที่ไหน รักแขกได้แขก รักไทยได้ไทย จะดีที่ไหน ลูกไม่ฟังคำ เห้อ เหอแม่

๖.อ้า เห้อ เหอ งูสายพานเหอ ยาน (ห้อยโหน) ขึ้นปลายกอก (มะกอก) ไม่เฒ่าหัวหงอก อวดตัวจะเลี้ยง เมียสาว แลโหน้แลโหน อ้ายเฒ่าหัวโค้ (คู้) มันทำบาว อวดตัวจะเลี้ยงเมียสาว อ้ายเฒ่าไม่แล เห้อ เหอหงอก

๗.อ้า เห้อ เหอ งูสายพานเหอ ยานขึ้นไต่ราว คนแก่ทำสาว จะงามจะแง่สักเท่าใด หยิบเอาผ้า (ส) ไบมาห้อยคอ หัวนมมันล่อ มาไรไร (รำไร) จะงามจะแง่สักเท่าใด แก่แล้วยังทำ เห้อ เหอสาว

๘.อ้า เห้อ เหอ ต้น (ข) หนุนหนังเหอ ลูกเมียพี่ชายัง อย่าหวังเข้ามาทรามบังอร ลูกน้อยยังหนุนตัก เมียรักยังขวางแท่นที่นอน อย่าหวังเข้ามาทรามบังอร เมียก่อนชายยัง เห้อ เหออยู่

๓.ประเภทเกี่ยวกับวรรณคดี

๑.เรื่องพระสุธน

๑.อ้า เห้อ เหอ นางโนราห์เหอ อาบน้ำในสา (สระ) เจ็ดคนพี่น้อง นายพรานแลเห็น ทำบ่วงมาคล้อง เจ็ดคนพี่น้อง คล้องได้สุดท้อง นางโนราห์พี่ๆทั้งหก เขารำเขาร่อนขึ้นเวหา พรานบุญมาพา เห้อ เหอไป

๒.อ้า เห้อ เหอ ฟ้าลั่นเหอ ลั่นมาคึกๆ พระศรีสุธนไปรบศึก ไปรบเอาเมืองญาจันต์ ญาจันต์สู้ไม่ได้ ยาลูกสาวให้กำนัล มารดาอยู่ข้างหลัง เอานางโนราห์ บูชาไฟ นกเขาทั้งสี่ห้าร้อย อดข้าวอดน้ำจนตายไป เอานางโนราบูชาไฟ ฉุกใจ เมื่อภาย เห้อ เหอหลัง

๓.อ้า เห้อ เหอ นางโนราห์เหอ พระสุธนตามมาถึงเมืองไกรลาศ มีไม้แก้วฉิมพลี มีนกอินทร์อยู่ไม่ขาด หนทางที่ไปเมืองไกรลาศ ยากนักพ่อทูน เห้อ เหอหัว

๒.เรื่องพระรถเมรี

๔.อ้า เห้อ เหอ นางเมรีเหอ กินเหล้าวันนี้ เมาหนักหนา เมาหยูกหรือเมายา เมามัวหนักหนานางเนื้อทอง อ้ายไหร (อะไร) รุงรังบนหลังคา บอกว่าหนวยตานางสิบสอง เมรีร่วมห้อง สักสิ่งไม่พราง เห้อ เหอผัว

๓.เรื่องสังข์ทอง

๕.อ้า เห้อ เหอ หอยสังข์เหอ น่าเกลียดน่าชัง หอยสังข์เข้าอยู่ในคราบเงาะ เพื่อนเขาเดินดิน หอยสังข์เนื้อนิลถือไม้เท้าเหาะ หอยสังข์เข้าอยู่ในคราบเงาะ เหาะด้วยนางรจ เห้อ เหอหนา (รจนา)

๖.อ้า เห้อ เหอ นางรจ (นา) หนาเหอ ช่างหาช่างได้ พ่อแม่หาให้ เขาไม่ชอบใจ ไปได้กับเจ้าเงาะทำสาวฉอเลาะเจ้าเงาะไพร เขาไม่ชอบใจ ไปอยู่หนำนา เห้อ ไร่ (หนำ แปลว่า ห้างนา)

๔.ประเภทรำพึงรำพัน

๑.อ้า เหอ เห้อ รักกันเหอ ไปมาหากันกะไม่ได้ ภูเขาไหนเหลย (เลย) มันขวางไว้ แลเห็นปลายไม้อยู่รายเรียง ไม่เห็นหน้าน้อง พี่ย่องไปฟัง แต่เสียง แลเห็นป่าไม้อยู่รายเรียง ฟังเสียงทองร้อย เห้อ เหอชั่ง

๒.อ้า เห้อ เหอ พี่ไปเหอ ฝากไหร (อะไร) ไว้ให้น้องแล ฝากเช็ดหน้าแพร แลแลน้องเช็ด น้ำตา แลเหอแลไป น้ำคลองห้วยไก่มันไหลมา เอาผ้าเช็ดหน้าไม่หายคำนึง เห้อ เหอน้อง

๓.อ้า เห้อ เหอ พี่ไปเหอ ฝากไหรไว้ให้น้องมั่ง ฝากแต่ที่นอนกับที่นั่ง ฝากผ้าล่องลายพี่ชายห่ม คิดถึงพี่ชาย หยิบผ้าลองลายออกมาชม ไม่ทันได้ห่ม ชมๆ น้องร้อง เห้อ เหอไห้

๔.อ้า เห้อ เหอ นกสาลิกาปีกเหลืองเหอ ขึ้นเกาะเขาเมือง ร้องสั่งความมาอยู่แจ้วๆ เชิญอยู่ไปเถิดนางน้องแก้ว กรรมของพี่แล้ว ชายขอลา เชิญอยู่ไปเถิดดอกบัวครั่ง ถ้าบุญพี่ยังคงมาหา เชิญอยู่ไปเถิดอกบัวนา พี่ชายขอลา เห้อ เหอแล้ว

๕.อ้า เห้อ เหอ ขึ้นเขาสูงเหอ รักน้องจะลงภูเขาลาด ขึ้นเขาพระบาท เก็บพุมนมแมว พวงนี้จะเอาไปฝาก เจ้าขวัญข้าวมีคู่ไปเสียแล้ว เก็บพุมนมแมว ฝากแก้วทองร้อย เห้อ เหอชั่ง

๖.อ้า เห้อ เหอ ปลูกรักเหอ น้องปลูกรักผิด ปลูกวันอาทิตย์ ไม่ได้ (อ) ธิษฐาน ไม่ได้ร่วมกิ่ง ให้ได้ร่วมต้น ไม่ได้ร่วมบ้าน ให้ร่วมหนทาง เห้อ เหอเดิน

๗.อ้า เห้อ เหอ พี่ไปเหอ ฝากแก้วแววไวไว้ใครเหลย โอ้อนิจจาน้องข้าเอย ฝากไว้ใครเหลยนางนงนุช ฝากไว้ในน้ำสากลัวปลา ฝากไว้เวหาสากลัวครุฑ ฝากไว้ใครเหลยนางนงนุช กลัวครุฑจะเพาเห้อ เหอไป

๘.อ้า เห้อ เหอ นกเขาเหอ เกาะเลาไร่พุก (ผุ) พ่อแม่เขาไปอยู่ (ส) หนุก) ทิ้งลูกเอาไว้ที่ในรัง ฝนตกฟ้าร้อง ไม่เห็นหน้าน้องทองร้อยชั่ง ทิ้งลูกเอาไว้ที่ในรัง กินแต่น้ำ เห้อ เหอตา

๙.อ้า เห้อ เหอ นอนเสียเถิดเจ้านอน สายสมรอรทัยขวัญใจแม่ มีปู่มีย่าจะให้แล (เลี้ยงดู) เจ้าสาระแท้แม่มีกรรม มีปู่มีป้ามีย่ายาย จะอุ้มชูเจ้าไว้วันยังค่ำ เจ้าสาระแท้แม่มีกรรม ตาดำแม่คน เห้อ เหอเดียว

๑๐.อ้า เห้อ เหอ พี่ไปเหอ ไม่ช้าเท่าใดพี่ไวมา นานนักสักสอง เดือนกว่า พี่กลับคืนมาหาโฉมศรี ยอดสร้อยคอยอยู่ไปเถิดหนา ตกแต่งกายาไว้ท่าพี่ ละห้อยสร้อยศรี ไม่ช้าพี่มาเห้อ เหอถึง

๑๑.อ้า เห้อ เหอ เรือใหญ่เหอ ชักใบจะล่องไปสงขลา บ่ายหน้าหัวเรือไป ทรามวัยนั่งกินแต่น้ำตา อย่าร้องน้องหนา ไม่ช้าพี่มาเห้อ เหอถึง

๑๒.อ้า เห้อ เหอ เรือใหญ่เหอ ชักใบจะล่องคลองลำหัด เห็นภูเขาแดงอยู่แจ้งชัด พระพายชายพัดดมาไรๆ เรือแล่นเข้าไปใกล้เกาะหนู เห็นปลายลำพู ภูเขาใหญ่ พระพายชายพัดมาไรๆ ใจน้องเหมือนเว เห้อ เหอเปล (ไกวเปล)

๑๓.อ้า เห้อ เหอ รักกันเหอ ไปมาหากันกะไม่ได้ ภูเขาใดเหลยมันยาวรี เขาชัยบุหรี (บุรี) มันขวางไว้ จะไปมากะไม่ได้ ชายรักชายมา เห้อ เหอเอง

๑๔.อ้า เห้อ เหอ นอนหลับเหอ หันหน้าไปทับเข้ากับฝา น้องแค้นนักแค้นดอกพี่ยา แต่วา (เมื่อวาน) ต่อป่า กินไม่ลง ยกข้าวตักแกงมา คิดถึงพี่ยาน้ำตาผง แต่วาต่อป่ากินไม่ลง โฉมยงนั่งร้อง เห้อ เหอไห้

๑๕.อ้า เห้อ เหอ ปลูกรักเหอ มันหักเสียแล้ว ไม่รู้เหลย (อ) นิจจารักเอย ได้ชาวเมืองไกล อยู่แค่ตอหรอไตร (ทำไม) ไม่ขอน้องแรกแต่ไหร (ก่อน) ได้ชาวเมืองไกล ฉุกใจเมื่อภาย เห้อ เหอหลัง

๑๖.อ้า เห้อ เหอ นกเขา (ช) วาเหอ ให้น้องดำนาป่าขี้ไถ คดหอวันๆ แม่ขันใหญ่ แค้นใจเรื่องไหร (อะไร) พ่อขวัญข้าว อดหมากอดพลู โฉมตรูไม่บอกแรกแต่เช้า แค้นใจเรื่องไหรพ่อขวัญข้าว บอกเจ้าให้รู้ เห้อ เหอก่อน

๑๗.อ้า เห้อ เหอ นกเขาเหอ เกาะเลาไร่ซัง ได้ผัวนายหนัง มันไม่เป็นไหรต่อไหร (ไม่ได้เรื่อง) ถ้ารู้แต่แรก จะเอาไปแลกกับใครๆ มันไม่เป็นไหรต่อไหร ฉุกใจเมื่อภาย เห้อ เหอหลัง

๑๘.อ้า เห้อ เหอ แค้นใจเหอ จะถีบลูกไดเสียให้หัก ไม่เหมือนแรกรัก แรกความชันชี (ตกลังกัน) น้ำเต้าไม่ทันแตกยอด บ่าวน้อยผมสอด ถอยหลังหนี ไม่เหมือนแรกรัก แรกชันชี เสียที่ทีรัก เห้อ เหอกัน

๕.ประเภทขอร้อง

๑.อ้า เห้อ เหอ ยาฝิ่นเหอ อย่ากิน (สูบ) หนักเลยพ่อเนื้อทอง ต้องจำต้องจอง ต้องเขอ (ขื่อ) ต้องคาเพราะยาฝิ่น อยากกล้วยอยากอ้อย สาวน้อยจะซื้อให้กิน ถ้าอยากยาฝิ่น นั่งไหนหาวนอน เห้อ เหอนั่น

๒.อ้า เห้อ เหอ พี่ชายรักน้องเหอ อย่ามาบ้านน้องให้เนืองๆ หมากพลูน้องเปลือง พ่อแม่บ่นด่า พี่ชายรักน้อง อย่าชักเพื่อนสองให้เข้ามา พี่ชายรักข้า ลอบมาแต่คน เห้อ เหอเดียว

๓.อ้า เห้อ เหอ ไปตรังเหอ น้องสั่งสักคำ พ่อหัวผ้า ซื้อ (กระ) จกให้น้องไว้ส่องหน้า ซื้อร่มผ้าให้น้องสักคัน ยังสิ่งหนึ่งเหลย (อีก) พ่อใจดี ซื้อหวีให้น้องสักอัน ซื้อร่มคันสั้น ไว้กั้นเวลา เห้อ เหอฝน

๔.อ้า เห้อ เหอ ฟ้าลั่นเหอ ลั่นมาผ่าไม้ตามชายไส พี่ชายไปได้เมีย เมียใหม่ ยอดใยเจ้าเอ๋ย อย่าหึงสา ช้างแล่น เจ้าอย่า ยุง (ดึง) หาง ไม่ใช่ที่ทางนางกานดา พลายทองหายบ้า หลบ (กลับ) มา อยู่โรง เห้อ เล่า

๕.อ้า เห้อ เหอ พี่ไป (ตะ) กั่วป่าเหอ เชิญหลบหลังคาให้น้องก่อน เวลาน้องนอน ผ้าผ่อนหมอนทอง น้องเปียกสิ้น เงยแลหลังคา (แหงนดู) น้ำตาน้องไหลลงริ่นๆ (รินๆ) ผ้าผ่อนหมอนทองน้องเปียกสิ้น นั่งกินแต่น้ำ เห้อ เหอตา

๖.อ้า เห้อ เหอ ต้น (มะ) พร้าวทางเอนเหอ พี่บวชเป็นเณร สาวน้อยอย่าเพ่อ เอาผัว ฝนฟ้าเดือนหก ฝนเหอมันตกลงหว่าง เขาวัว สาวน้อยอย่าเพ่อ เอาผัว ให้พี่สึกแต่เณร เห้อ เหอก่อน

๖.ประเภทเปรียบเทียบ

๑.อ้า เห้อ เหอ นกเขาเหอ เกาะเลาไร่พุก (ผุ) ทั้งเช้าทั้งเย็นช่างเป็นสุข จุกกรู้จู้กรุกอยู่ทุกวัน ไปไหนละเหว้อ พ่อเนื้อเกลี้ยง ไม่ได้ยินเสียงนกเขาขัน จุกกรู้จู้กรุกอยู่ทุกวัน ขันยั่น ขันเย้ย เห้อ เหอน้อง

๒.อ้า เห้อ เหอ ขึ้นไปบนเขาเหอ แลเงากล้วยเถือน แลดาวล้อมเดือน มัน (สะ) เทือนเสียสิ้นทั้งช่องฟ้า ดาว (จร) เข้เหรา ดาวแอก แยกฟ้าทั้งดาวไถ อาทิตย์พวยพุ่ง ดาวรุ่งมาแข่งกับดาวไทย ดาวแอกแยกฟ้าดาวไถ ดาวไหนมาเทียม เห้อ เหอดาว (ดาวบนฟ้าหรือจะสวยกว่าคนชื่อดาว)

๓.อ้า เห้อ เหอ ช้างโขลงเหอ มาอยู่โรงกินหญ้าไหร (หญ้าอะไร) กินหญ้าตัดพึ่งลัดใบ ลืมไพรเสียแล้วแก้วโฉมยง ยกงวงขึ้นพาดงาน้ำตาไหล รำลึกถึงไพรใจงวยงง ช้างทองจากป้ามาทิ้งโขลง พลงแล้ว พี่ลืม เห้อ เหอน้อง (เปรียบเหมือนสามีไปหลงไหลในเมียน้อย)

๔.อ้า เห้อ เหอ นกเขาหนูเหอ ทองพูนของพี่ตัวเดียวดายใช้คนไปต่อ สองสามงาย ไปต่อไม่ได้กลับมาเปล่า นอเขาหนูนเหอ ทองพูนของพี่อยู่ชายเขา ไปต่อไปได้กลับมาเปล่า ตาเพรา (ตางาม) นั่งร้อง เห้อ เหอไห้ (นกเขาหนูน คือ นกเขาที่ขันจ้อ ทองพูนน่าจะเป็นชื่อผู้หญิง ที่ผู้ชายไปสู่ขอ แล้วพ่อแม่ไม่ยกให้)

๕.อ้า เห้อ เหอ ที่ชายเหอ มาหมายดอกไม้ที่ในป่า มั่นแม้นแล้วหรือพี่ยา ดอกไม้ในป่าไม่เจ้าของ พี่ชายยื่นเล็บมาหมายมือ มั่นแม้นแล้วหรือพ่อเนื้อทอง ดอกไม้ในป่าไม่เจ้าของ เห็นช่องได้คน เห้อ เหออื่น (เปรียบเหมือนผู้ชายมั่นหมายผู้หญิง ที่ยังไม่รู้จักดีพอ ผู้หญิงเขาคงมีคนรักอยู่ก่อนแล้วก็ได้)

๖.อ้า เห้อ เหอ นกเปล้าเหอ เข้าๆ มากินลูกไทรทอง พี่ไม่ดักน้อง นักนางนกเขา เหตุไหร (อะไร) ละเหว้อ นางนกเปล้า ล่อคอมาเข้าในบ่วงเรา ดักนางนกเขา นกเปล้า เข้าพลอย เห้อ เหอตาย (เปรียบด้วยแม่สื่อทำการชักสื่อหญิงอื่นให้ผู้ชาย แต่แล้วแม่สื่อต้องตกเป็นของผู้ชาย)

๗.ประเภทโต้คารม   (เป็นบทร้องแก้กันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย)

๑.(หญิง) อ้า เห้อ เหอ ตัวน้องพี่เหอ เหมือนดังดอกเมร้ (มะลิ) บานเหมือนจะเปร้ (ปริ) บานอยู่ในเล (ทะเล) ขี้ผึ้ง ฝนตกกะไม่ต้อง น้ำน้องกะไม่ถึง บานอยู่ในเลขี้ผึ่ง ไม่ถึงดอกไม้ เห้อ เหอเมร้
(ชาย) อ้า เห้อ เหอ ตัวพี่น้องเหอ คือ แมลงวันหัวเขียว บินมาตัวเดียว เที่ยวอยู่ในเล หย่อมหญ้า ฝนตกกะไม่ต้อง ถึงน้ำจะนองกะไม่สา เที่ยวอยู่ในเล หย่อมหญ้า ค้นหาดอกไม้ เห้อ เหอเมร้

๒.(หญิง) อ้า เห้อ เหอ ตัวน้องพี่เหอ คือ เรือมาดหนุน (ขนุน) นอกแต่ท่านผู้มีบุญ ใครเหลย (เลย) จะเข (ขี่) เรือน้องได้ ท่านหลัด (ปลัด) เขหัว ท่านขรัว (พระแก่ๆ) เขท้าย ใครเหลยจะเขเรือน้องได้ นอกท่านผู้มี เห้อ เหอบุญ
(ชาย) อ้า เห้อ เหอ ตัวพี่น้องเหอ คือ นายช่างทำ พี่ได้เจาะแก้มหมู (หัวซองเรือ) พี่ได้ไชรูอุดกำ (เจาะและอุดด้วยไม่ระกำ) คือ นายช่างทำ ได้เขก่อนท่านผู้มี เห้อ เหอบุญ

๘.ประเภทด่าทอ

๑.อ้า เห้อ เหอ โลกสาวชาวบ้านหัวนอนเหอ ใช้ให้แกงบอน แต่เช้าจนเที่ยง ใช้ให้แกงดุกจุกลงทั้งเงี่ยง ดอกทองเนื้อเกลี้ยง น้ำหน้าจะเลี้ยง เห้อ เหอผัว

๒.อ้า เห้อ เหอ โลกสาวชาวบ้านตีนเหอ เทียมได้ (ตั้งแต่) ได้ผัวจีน ทำแมว (ตะ) ครุบหนู ตัวหนึ่งขึ้นนั่งบนเสาดั้ง ตัวหนึ่งขึ้นนั่งบนกำทู ทำแมวตะครุบหนู ปาก (ประ) ตูลักลาย (ทะลักทะลาย) เห้อ เหอ หมด

๓.อ้า เห้อ เหอ โลกสาวชาวบ้านตีนสุดเหอ ตักข้าวเหมือนดอกปุด หวงไว้อ้ายสุดโนรา น้ำข้น (ขุ่น) แม่ไม่ได้อาบ แป้งสาบแม่ไม่ให้ทา หวงไว้อ้ายสุดโนรา โลกโค้ (ลูกคู่) มาพา เห้อ เหอไป

๔.อ้า เห้อ เหอ โลกสาวชาวบ้านออกเหอ หัวนมพึ่งงอก นอกให้เขาขอ ทำสาวดุ้งดิ้ง บาวเหอมันวิ่งกอดคอ บอกให้เขาขอ โลกสาวชาวเรือน เห้อ เหอออก

๕.อ้า เห้อ เหอ โลกสาวชาวเรือนตกเหอ เอาข้าวใส่ครก ขึ้นสวดหนังสือ (อ่านหนังสือ) ทำปรือ (ทำอย่างไร) สาวเหอให้บ่าวมันลือ ขึ้นสวดหนังสือ โลกสาวชาวเรือน เห้อ เหอตก

เพลงประเภทด่าทอมีมาก ล้วนหยาบคาย ซึ่งไม่สมควรมา เพียงแต่ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง และไม่ให้ขาดขายไปเท่านั้น

๙.ประเภทความเชื่อ

๑.อ้า เห้อ เหอ พ่อแม่เหอ รักลูกอาธรรม์ (ลำเอียง) รักแต่พระจันทร์ ราหูลูกน้อยแม่ไม่รัก เหยียบเรือให้ผิดแคม ลูกเหอมาแค้น หัวใจนัก ราหูลูกน้อยแม่ไม่รัก เกิดศึกไม่วาย เห้อ เหอเหลย

คนโบราณเชื่อว่าการเกิดจันทรุปราคา เกิดจากยักษ์ตนหนึ่งชื่อราหู เป็นพี่ของพระจันทร์ เนื่องจากพระจันทร์มีความประพฤติเรียบร้อย ราหูมีความประพฤติเกะกะ พ่อแม่จึงรักพระจันทร์มากกว่า ราหูหาว่าพ่อแม่ลำเอียง จึงเป็นอริกับพระจันทร์ เมื่อราหูมาเจอพระจันทร์ จะจับพระจันทร์อมไว้ทุกทีไป จึงทำให้เกิดจันทรุปราคา

๑๐.ประเภทขบขัน

๑.อ้า เห้อ เหอ ต้นขี้เหล็กเหอ ลุงเล็กแอยู่บ้านม่วง แกไข้เต็มที แกขี้โมงกลวง แกอยู่บ้านม่วง โมงกลวงเหมือนรู เห้อ เหอสวด (โมง คือ รูทวารหนัก สวด คือ หวดสำหรับนึ่งอาหาร)

๑๑.ประเภทเบ็ดเตล็ด

๑.อ้า เห้อ เหอ น้องนอนเหอ นอนให้หลับเฉื่อย (หลับเรื่อยๆ) ขุดบ่อป่าเหมื่อย (ไม้เถาชนิดหนึ่ง) อาบน้ำในแม่ขันแก้ว นิ้วตีนนิ้วมือ เหมือนเทียนฝั่น ผมสั้นดังทองเขาหล่อแล้ว อาบน้ำใน แม่ขันแก้ว หล่อแล้วพ่อทูน เห้อ เหอหัว

๒.อ้า เห้อ เหอ นกเหวก (การเวก) เหอ บินสูงเทียมเมฆ ไข่ในช่องฟ้า ปิดปิดปกปก อย่าให้ไข่นกหล่นลงมา ไข่ในช่องฟ้า (อ) นิจจา นางนก เห้อ เหอเหวก

๓.อ้า เห้อ เหอ น้องนอนเหอ นอนให้หลับไหล เข้าไปป่าไส พบช่อกล้วยไม้คนนักเลง พบถ่านไฟเก่า ไม่ทันได้เป่าติดขึ้นเอง พบช่อกล้วยไม้คนนักเลง ให้เด็กผูกเพลง เห้อ เหอว่า

๔.อ้า เห้อ เหอ ไม้ไผ่กอเดียวเหอ อยู่กลางน้ำเชี่ยว ค้อมไปทุกทิศ พี่ชายรักน้อง เหมือนเข้ามานอนปลายหอกปลายกฤช ค้อมไปทุกทิศ ชีวิตชายม้วย เห้อ เหอเอง

๕.อ้า เห้อ เหอ หวัน (ตะวัน) เย็นเหอ แลเห็นควันไฟที่ไหนหมุ้ง (โขมง) ไฟไหม้เมืองลุง มันหมุ้ง (ยุ่ง) เสียแล้วพี่แก้มเกลื้อน หวันเย็นเข้ามาใรไร (รำไร) บากหน้า (บ่ายหน้า) หาใครก็ไม่เหมือน นอกแต่พี่แก้มเกลื้อน ไม่เหมือนสักคน เห้อ เหอเดียว

๖.อ้า เห้อ เหอ เดือนเจ็ดเหอ ท่านท้าวเสด็จไปเมืองกรง (กรุง) เข (ขี่) เรือหัวหงส์ ยกธงหางไก่ โหม (หมู่) บาวโหมไพร่ ร้องไห้ร้ำไร ยกธงหางไก่ ท่านเสด็จไปเมืองกรง

๗.อ้า เห้อ เหอ ควายเขาเหอ เขายาวโงดโง้ง เขมาหน้าโรง โพธิ์เงินโพธิ์ทองดังเหง่งหง่าง ลูกสาวของนองแม่ แหวกช่องคอยแลที่หน้าต่าง โพธิ์เงินโพธิ์ทองดังเหง่งหง่าง ลูกสาวของนาง เห้อ เหอแม่

๘.อ้า เห้อ เหอ งูเขียวเหอ ตัวเดียวลายพร้อย งูเขียวตัวน้อย ห้อยหัวลงมา เด็กนอนไม่หลับ กินตับเถิดรา ห้อยหัวลงมา ตัวเดียวอ้ายลาย เห้อ เหอพร้อย

๙.อ้า เห้อ เหอ ไปเหนือเหอ แลเสือขบคัน ขบป้าสีนน ใต้ต้นชาลี โหมพี่โหมน้อง ชักชวนกันไปเผาผี ใต้ต้นชาลี เผาผีพระมาร เหือ เหอดา

๑๐.อ้า เห้อ เหอ ไก่แจ้เหอ ว่ายน้ำท้อแท้ไปขอเมีย ขันหมากลอยน้ำเสีย เอาไหรขอเมียละไก่แจ้ ขึ้นนั่งเรือนน้อง เอาเงินเอาทองสองสามแคร่ เอาไกรขอเมียละไก่แจ้ บอกแม่ว่าลอย เหอเสีย

๑๑.อ้า เห้อ เหอ ทอโหกเหอ ทอผืนสามสิบเส น้ำไหลใต้เก ทอลายโลกหวาย ผืนหนึ่งทอนุ่ง ผืนหนึ่งทอขาย ทอลายโลกหวาย ให้ช่างทั้งราว เห้อ เหอเก

๑๒.อ้า เห้อ เหอ ไปตรังเหอ น้องสั่งให้ซื้อเทริด (สวมหัวโนรา) ซื้อทองกำเหนิด (กำเหนิดนพคุณ) ซื้อเทริดยอดหลวง แสงหวัน สับสร้อย ย้อยลงเป็นพวง ซื้อเทริดยอดหลวง ย้อยลงเป็นพวง เห้อ เหอแป้ง

๑๓.อ้า เห้อ เหอ นกคุ่มเหอ คุ่มคุ่มลายๆ ผัวไปขายควาย เมียอยู่ข้างหลังเที่ยวเล่นโช้ ปิดๆปกๆ ไม่ให้ผัวโร้ เมียอยู่ข้างหลับเที่ยวเล่นโช้ ผัวไร้เพราะนก เห้อ เหอคุ่ม

๑๔.อ้า เห้อ เหอ นอนวันเหอ ฝันเห็นว่าเลแห้ง ควายตายเดือนแจ้ง (เดือนหงาย) บอกศรีหม่อมจันทร์ ทำปรึอ (อย่างไร) พี่เหอ น้องไม่เคยฝัน บอกศรีหม่อมจันทร์ ฝันเห็นว่าเล เห้อ เหอแห้ง

๑๕.อ้า เห้อ เหอ ขึ้นเขาเหอ ไปตัดหวายเลามาคล้องช้าง ทำบ่วงให้กว้างๆ คล้องช้างที่ภูเขาเขียว เรียกมาต่ำๆ พลายดำมันมาตัวเดียว คล้องช้างที่ภูเขาเขียว ตัวเดียวอ้ายพลาย เห้อ เหอดำ

๑๖.อ้า เห้อ เหอ ไป (น) คนเหอ ไปแลพระนอนหรือพระนั่ง พระพิงเสาดั้ง หลังคามุงเบื้อง เข้าไปในห้อง ไปแลพระทอง ทรงเครื่อง หลังคามุง (กระ) เบื้อง ทรงเครื่องดอกไม้ เห้อ เหอไหว

๑๗.อ้า เห้อ เหอ ต้นโหนดสองต้นเหอ มันงามพ้นล้น ไม่รู้จะเลอกต้นไหนดี จะเลือกต้นน้อง ดายของต้นพี่ ไม่รู้จะเลือกต้นไหนดี เสียทีกันทั้ง เห้อ เหอสอง

๑๘.อ้า เห้อ เหอ ลูกสาวชาวเหนือเหอ เหมือนเครือผักไห่ พี่ไม่ชอบใจ ไม่เหมือนลูกสาวชาวลำปำ จะเดินจะย่างเหมือนช้างหล่อล่ำ ไม่เหมือนลูกสาวชาวลำปำ นั่งดัดแต่ลำ เห้อ เหอแขน

หมายเหตุ ในสมัยก่อนที่ตั้งเมืองอยู่ตำบลลำปำในปัจจุบันชาวลำปำจึงเป็นชาวเมือง การแต่งกายย่อมสวยกว่าชาวเหนือซึ่งอยู่ในชนบทเป็นธรรมดา สมัยนี้ชาวลำปำก็ลำปำเถอะ การแต่งตัวก็ดี กิริยาท่าทางก็ดี ชาวเหนือกินขาดเลย เพราะชาวเหนือส่วนมากเศรษฐกิจดี การคมนาคมสะดวก ความเจริญสมัยใหม่เข้าไปถึงได้สะดวกสบายมาก

๑๙.เอ้า เห้อ เหอ ขึ้นเขาสูงเหอ รักน้องจะลงภูเขาล่าง ขึ้นเขาหัวช้าง แลค่างทำรัง อ้ายโน้นอ้ายไหร (อะไร) ละพี่จีด แลโน้นอ้ายไหรละพี่สัง บ่าวน้อยร้อยชั่ง บอกน้องว่ารัง เห้อ เหอค่าง

๒๐.อ้า เห้อ เหอ ต้นลำโพงกาหลักเหอ ถึงชายไม่รัก น้องไม่สร้อยเศร้า ไม่สักกี่เดือน ขันหมากมาเรือนน้องเล่า น้องไม่สร้อยเศร้า ชายพก ยังยาว (หมายถึงยังหนุ่มยังสาว) เห้อ เหอเหลย (อีก)

๒๑.อ้า เห้อ เหอ ต้นปุดเล็กเหอ ตัวน้องยังเด็ก อย่าเพ่อ ขอก่อน การโหกการฝ้าย การไร่การนา น้องยังอ่อน อย่าเพ่อ ขอก่อน หมากอ่อนพอทราม เห้อ เหอขบ

๒๒.อ้า เห้อ เหอ ดอกจำปาเหอ ลอยมาทั้งกิ่ง ผุดขึ้นชาย (ตะ) หลิง พริ้งๆ พรายๆ โน้นดอกอ้ายไหร โน้นดอกจิ้งจาย ผุดขึ้นที่ชาย เห้อ เหอหลิง

๒๓.อ้า เห้อ เหอ ดอกแคเหอ แลๆจะกลายเป็นดอกรัก อย่าแลน้องนัก คอพี่จะหักเสียเปล่าๆ ทำบาวให้ ขวิดตุง (เอาหัวลง) ไม่ได้เหมือนมุ่งน้องไม่เอา อ้ายชายผ่าเหล่า (ผิดจากชาติตระกูล) ตายเปล่า ก็ยัง เห้อ เหอ (อัก) โข

๒๔.อ้า เห้อ เหอ ต้นพาโหมเหอ (กระพังโหม) มันงามแต่โฉม แต่งแต่ (ม) หาดไทย (ทรงผม) ตัวดำตาแงรักน้อง ไม่แกล้งเอาไปไหน แต่งแต่ (ม) หาดไทย ทั้งตัวขี้ไคล เห้อ เหอกลุ้ม

๒๕.อ้า เห้อ เหอ ไปไหนเหอ ไปสิ้นทั้งมูล ผัวหาบ เมียทูน ไปควน (พ) นางตุง โหม (หมู่) หลานชาว (พัท) ลุง ไปควนนางตุง ไปนั่งตบยุง เห้อ เหอเล่น

๒๖.อ้า เห้อ เหอ ดอกปดเหอ มันหอมแต่รส ไม่เห็นต้น หอมหลอดลอดปลายป่า มันสงกลิ่นมา หอมพ้นล้น หอมไม่เห็นต้น หอมยั่วหอมเย้ย เห้อ เหอ อยู่

๒๗.อ้า เห้อ เหอ นกเหวาเหอ บินสูงเทียมเมฆ คาบดอกเกษร หัวปีกลายๆ พี่ไว้ทำหัวหมอน หัวหมอนนางนก เห้อ เหอเหวก

๒๘.อ้า เห้อ เหอ ต้นหนุนเหอ ออกชื่อทำบุญ แบนปากแบนคอ ออกชื่อไปส้อน ไปย้อนหัวตอ แบนปากแบนคอ ไปนั่งยกยอ เห้อ เหอเฉย

๒๙.อ้า เห้อ เหอ น้องนอนเหอ เชิญเจ้าให้นอนในเปลผ้า พอตื่นขึ้นมา แม่ยกให้นอนในเปลแพร พ่อคุณบุญมาก ลำบากหนักหนาสุดใจแม่ แม่ยกให้นอนในเปลแพร ขวัญแม่อย่าร้อง เห้อ เหอไห้

๓๐.อ้า เห้อ เหอ น้องนอนเหอ นอนให้สบาย แม่ซื้อทั้งหลาย อย่าหยิกอย่าหยอกหลอกหลอน แม่ผูกเปลผ้า อีโหยนโยนช้า ให้น้องนอน อย่าหยิกอย่าหยอกอย่าหลอกหลอน ให้นองเรานอน เห้อ เหอบาย

๑๒.ประเภทพิเศษ

ประเภทพิเศษนี้ เนื้อร้องและทำนองผิดจากประเภทต่างๆ ดังนี้

๑.อีโหยนเหอ ขักเชียก กำโพน โหยนเล่น ชายรั้วชายวัง อ้ายแก้วสายหนัง ตากฟ้าตากฝน อ้ายแก้วชลวน ชนช้างไก่เถื่อน ไก่เถือนเห้อ มาเล่นเจ้าเหย่เดือนสาม เส ดอกเมร้เราบาน ผัวไปไหน ผัวไปทำงาน ไม่ให้เรารู้ ไม่ให้เราเห็น เช้าๆ เย็นๆ ขอหมากสักคำ ขอพลูสักใบ ไปส่งเจ้าเหย่ (เจ้ายี่) เจ้าเหย่เหอ มาเขหัวช้าง นกบินหล้าง (สล้าง) เกาะช้างหัวผี นกอินทรี เกาะอยู่ในห้อง พี่เลี้ยงน้อง อีหวัก อีแหว่ง นุ่งผ้าชายพก มายกชายแพง ชายแพงเห้อ มาแยงทองหู (ตุ้มหู) ทองหูเห้อ มาอยู่ชายท่า ผีร้องว่า น้ำผึ้งกับกล้วย ฝากไว้ด้วย ฝากแม่ศรีทอง ศรีท้องเห้อ เอาเงินเรามา ซื้อตุกตา ให้น้องเราเล่น ซื้อผ้าเต้น ให้นั่งข้างไฟ วันนี้วันไหร วันเสาร์ วันคาร ทำหนม ไข่ร่าน ให้ท่านฉัน กระโดกกระเดี้ยว เคี้ยวปนกัน ฟันสูยังเจ้าเณรไห

๒.อีโหยน เขาเล่าว่าโจรมนลักควาย ลักเข้าป่าหวาย สีสารลงซ้ม หุงข้าวหม้อต้ม ราศีราซ้มพ่อราชา อ้ายแก้วเขม้า ทั้งห้าหกสิบ โพกหัวเหน็บกริช กรงฤทธิ์ อ้ายด้วงที่หลาชัย หลาเห้อหลาชัย แมงมุมชักใย ที่ใบบัว ยิ้มๆหัวๆ ต่อหน้าแม่ผัว แกทองเพชร ทองเห้อทองเพชร เขเรือตกเบ็ด ที่ท่งนาโยโกหวัน โกเห้อโกหวัน ทำขวัญให้น้าเพชรแก้ว พอทำขวัญแล้ว พาแก้วไปโยนไว้สูงๆ ต่อค่ำนกเหวก ต่อคืนนกทูง พาแก้วไปโยนไว้สูงๆ นกทูงขึ้นไข่บนไร่ฝ่าย อีเหม็ดกระเหมียเหอ ขอโลกขอเมียเขาไม่ให้ทอโหกปั่นฝ้าย วันๆ อี้ได้สักกี่เช่น (เช่นเท่ากับหนึ่งหน้าไม้ม้วยผ้า) เที่ยววิ่งน้ำเล่น เจ้าโหกเจ้าฟืมเขาร้องด่า แม่มึงเหว้ออีแม่โยด เอาเบี้ยค่าโหกของกูมา ไม่ให้กูด่าว่าตายายมึง

    เพลงร้องเรือยังมีอีกมากมาย เท่าที่รวบรวมมาพอเป็นตัวอย่าง และเนื่องจากเวลาน้อยดังเกล่าวแล้ว จึงขอยุติแต่เพียงนี้ หากท่านผู้ใดสนใจค้นคว้าต่อไปจะเป็นการกระทำที่ดี เพื่อช่วยกันรักษาต่อไป ถ้าท่านพยายามศึกษาบทเพลงนี้ไว้ให้คงอยู่ ถ้าท่านพยายามศึกษาฝึกหัดร้อง แล้วนำไปกล่อมเด็กจะเป็นการดียิ่ง ขอได้รับความรักและปรารถนาจากผม
    แจ้ง วชิรพัฒนสกุล (นิลพัฒน์เดิม) ร.ร.บ้านระหว่างควน ๑ ก.ย.๒๒
    ปล.เพื่อให้แพร่หลาย ข้าพเจ้าไม่สงวนลิขสิทธิ์
 
 
    รวบรวมโดย ครูแจ้ง วชิรพัฒนสกุล (นิลพัฒน์เดิม) ร.ร.บ้านระหว่างควน อ.เมือง จ.พัทลุง  กันยายน พ.ศ.๒๕๒๒


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,207



« ตอบ #45 เมื่อ: มกราคม 29, 2008, 20:58:53 »



ป้าเสลาเข้าไปแอบใส่โค๊ต ลิงค์เพลงร้องเรือ
ที่คุณคำสิงห์หามาให้
เพื่อจะได้สะดวกในการคลิคฟัง

ฟังแล้วรู้สึกถึงความผูกพัน การปลอบประโลม
แม้จะฟังไม่ค่อยออก

แต่ถ้าเป็นเพลงที่ใช้ร้องกล่อมเด็ก
หากเคยฟังมาแต่เล็กแต่น้อย

เมื่อหวนมาได้ยินอีกครั้ง คงจะรู้สึกเต็มตื้น
เหมือนมีอะไรขึ้นมาจุกในอกเป็นแน่แท้ ....




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #46 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2008, 13:46:29 »



ไม่รู้ โนราห์เพ็ญศรี มีจริงหรือเปล่า

รู้แต่ว่า แถวบ้าน เค้าร้อง กันอย่างนี้

โนราห์เพ็ญศรี รำดี รำเด็ด ไปรำ ภูเก็ต ถูก เอ่อออ...... 2 ที เติมเองนะ กลัว fun   

โดนเซ็นเซ่อ เอิ๊ก ไม่ได้ทะลึ่งเน้อ ได้ยินตอนเด็กๆ มาอย่างนี้จริงๆ

ตัวเอ็นจอย เอง พูดจริงๆ เคยดูแต่ โนราห์ ทางทีวี

เพราะแถวบ้าน เค้านิยมดูงิ้ว ไชนีสโอเปร่า กันมากกว่า

ส่วนหนังตะลุง ไม่รู้ว่า ลุงถึก ลุงคำสิงห์ รู้จัก หนังตะลุง เสริมบ้า หรือเปล่า

ตอนนั้นเด็กมาก รู้แต่ว่าแกคงเร่ร่อนมั้ง แต่บ้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

แต่แกน่ากลัว อ่ะ



ขอเติมคำในช่องว่า ของคุณเอนจ้อย...
โนราห์เพ็ญศรี รำดี รำเด็ด ไปรำ ภูเก็ต ถูก เม็ด 2 ที
ความหมายของคำว่า"เม็ด" ทางปักษ์ใต้ หมายถึง "หยิก" โดยการใช้สองนิ้วบีบ นิ้วหัวแม่โป้ง+ นิ้วชี้

 

ส่วนหนังตะลุงแนวบ้าๆบวมๆที่ดังมากสมัยโน้น มี "หนังพร้อม" กับ "หนังกิมเนี่ยว" ฝ่ายหลังเป็นผู้หญิงนะ
เนื้อหา และ เรื่องราวที่เล่นส่วนใหญ่ มักจะเกี่ยวกับ "กำเนิดกุมาร"
 fun fun fun


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #47 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2008, 14:02:03 »




รีบเข้ามาดู โนราห์เพ็ญศรี   fun  fun  fun

หนังตะลุง หนังพร้อม เคยได้ยิน ดังมาก แต่ว่าไม่เคยดู 

ส่วน กิมเนี่ยว เหมือนจะไม่เคยได้ยิน   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #48 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2008, 14:08:44 »


  แถวๆ นคร นอกจากมีเพลงบอก(สร้อย) โนราห์เพ็ญศรี โนราห์เติม
หนังเคล้าน้อย หนังแคล้ว ...
แถวๆ บ้านเกิดคุณคำสิงห์ ยังรักษาอารยธรรมเก่าๆ ไว้ได้ดี ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #49 เมื่อ: มีนาคม 22, 2008, 19:19:36 »


สำหรับผมคลับคล้ายคลับคลาว่าจะจำเรื่องราวต่างๆ
ของตัวเองได้ สมัยเรียนชั้นประถม แต่ไม่สามารถเรียงลำดับก่อนหลังได้ว่าเป็น
ป.1-2-3หรือ ปอ.4


คล้ายๆแบบนี้สีแดงสลับขาว ไม่มีตะแกรงหน้า และคันก็เล็กกว่านี้
เลยจะขอเล่าแบบเหมารวมเป็นว่า ผมถีบจักรยานสามล้อ
คันเล็กๆไปโรงเรียน วางกระเป๋าไว้ตรงกะบะด้านหลัง ถ้าเป็นหน้าฝนจะมีน้ำขังเป็นแอ่งๆ
ต้องขี่รถอ้อมหลายๆแอ่งกว่าจะถึงโรงเรียน

โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัดของหมู่บ้าน อยู่ห่างจากบ้าน
ประมาณครึ่งกิโลเมตร ไปถึงโรงเรียนก็จอดรถไว้หน้าโรงเรียน ล็อคกุญแจ วันไหนถ้าขี้เกียจ
ล็อค ตอนเลิกเรียนต้องเที่ยวเดินตามหาเป็นประจำ

จำได้ว่าพวกนักเรียนป1กับป2 ใช้ห้องร่วมกัน มี ป.3กับป4เท่านั้น
ที่แยกห้อง
  ผมเป็นเด็กนักเรียนที่จัดอยู่ในประเภทอายุน้อยที่สุด เพื่อนนักเรียนโข่งส่วนมากจะตัวโตๆ
แทบทั้งนั้น ที่โรงเรียนต้องอาศัยลูกพี่คุ้มครอง เด็กที่มาจากตลาดมีลูกพี่1คน เด็กที่มาจาก
หมู่บ้านไหน ก็มีลูกพี่ประจำเป็นคนคุ้มครอง
  พวกหัวหน้าผู้คุ้มครอง ส่วนมากจะหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกัน แต่เป็นคนคอยจับลูกน้องที่มีปัญหา
ให้ชกกันตัวต่อตัว

จำได้ว่าผมเคยมีเรื่องชกปากกับรุ่นพี่ซึ่งตัวโตกว่าผมมากคนหนึ่ง
หัวหน้าที่ดูแลมันบอกผมว่า
  "กรูรับรองมรึงสู้มันได้ มรึงเด็กในตลาดมีสมองมากกว่าพวกหลังเขา"
ถึงวันชก หลังโรงเรียนเลิก ไปชกกันหลังโบสถ์ มีกองเชียร์ไปเชียร์ข้างใครข้างมันพอสมควร
ชกกันหมัดลุ่นๆ
  ผมตั้งการ์ดสูงตามคำสั่งของลูกพี่ แต่คนที่ชกกับผมมันยืนเฉย
  "แย๊ปนำๆ...แย๊ปนำเอาไว้ก่อน"....ลูกพี่สั่ง
ผมก็ทำตาม แย๊ปๆไปโดนใบหน้าฝ่ายตรงกันข้าม กองเชียร์เริ่มเฮ
       มีเสียงพระตะโกนมาแต่ไกลๆ
  "ไอ้เด็กพวกนี้มาทำอะไรแถวนี้ รีบกลับบ้านกันให้หมดเดี๋ยวนี้"
พอผมหันไปดู ปรากฏว่ามีกำปั้นลอยมากระทบหน้าด้านข้างเข้าอย่างจัง
เห็นดาวลอยระยิบระยับรอบๆหัว แล้วก็ล้มลง
   ลุกขึ้นมาอีกที นักเรียนคนอื่นๆวิ่งหนีกันไปหมดแล้ว พระมาจูงมือไปนั่งพักใต้
ต้นไม้ ผมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่สักพัก ก็เดินไปลากรถมาปั่นกลับบ้าน
   โดนแม่หวดก้นซ้ำ พอรู้ว่าไปชกกับคนอื่นมา

ตื่นเช้าไปโรงเรียน หน้าเขียวช้ำ ครูเรียกไปถาม
ก็เลยต้องเล่าให้ครูฟัง เลยโดนครูเรียกไปทำโทษหวดก้นหน้าเสาธงทั้งคู่อีกรอบ

   เจ็บตัวสามระลอกคราวนั้นเลยเข็ด ไม่กล้ามีเรื่องกับใครอีกเลย.....เอิ้กกกกก
 fun fun fun fun fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal