ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
มิถุนายน 19, 2013, 18:45:41
92,962 กระทู้ ใน 7,454 หัวข้อ โดย 8,964 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: tummadamon
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  เร้นลับน่าฉงน  |  ฐานทัพ UFO 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ฐานทัพ UFO  (อ่าน 10543 ครั้ง)
แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:05:56 »


ฐานทัพ UFO


.....รัฐบาลสหรัฐเคยปฏิเสธการมีตัวตนของพื้นที่ 51 พวกเขาพยายามที่จะปิดบังอะไรไว้ หรือว่ามันคือฐานทัพของมนุษย์ต่างดาว ถ้าหากมีคนถามว่า พื้นที่บริเวณใดในสหรัฐ เป็นพื้นที่ที่ลึกลับที่สุด เราคงจะได้รับคำตอบว่า มันคือพื้นที่ 51 หรือ Area 51 นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้งจนหลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 น่าจะเป็นฐานทัพหรือกองบัญชาการของวัตถุบินลึกลับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:06:26 »


.....เช้าวันทำงาน
.....ทุก ๆ เช้าของวันทำงานจะมีคนอย่างน้อย 500 คนผ่านเข้าไปยังประตูทางขึ้นเครื่องบินที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดซึ่งอยู่ทางปีกด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสนามบินแมคคาร์แรน ในลาสเวกัส เจ้าของพื้นที่ที่เป็นเขตหวงห้ามส่วนนี้คือ บริษัทอีจีแอนด์จี (EG&G - Edgerton, Germesausen and Grier)
....ผู้คนเหล่านั้นต้องบอกรหัสผ่าน "เจเน็ท" (Janet) ตามด้วยเลขประจำตัว สาม หลักก่อนที่จะผ่านเข้าไปขึ้นเครื่องโบอิ้ง 747-200s ที่ไม่มีเครื่องหมายใด ๆ ระบุว่าเป็นเครื่อง บินของใคร สายการบินนี้ออกบินทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง โดยมีจุดหมายอยู่ที่ทะเลสาบกรูม (Groom Lake) สถานที่ลึกลับที่หน่วยราชการของสหรัฐปฏิเสธการมีตัวตนของมันเมื่อหลายปีก่อน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:07:00 »


.....เขตทดลองเครื่องบินลับ
.....พื้นที่ 51 หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าทะเลสาบกรูม นั้นอยู่ห่างจากลาสเวกัสไปทางตอนเหนือราว 90 ไมล์อันที่จริงแล้ว พื้นที่ 51 เคยเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารแห่งหนึ่ง ของสหรัฐที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1955 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ทดสอบเครื่องบินจารกรรม U2
.....นับแต่นั้นมา ก็มีการใช้พื้นที่ 51 เป็นสถานที่ทดสอบ เครื่องบินจารกรรม เช่น เจ้าวิหคทมิฬ (Blackbird SR71) เครื่องบินขับไล่ลองหน F117 Stealth Fighter เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B2 Stealth Bomber อีกทั้งยังถูกใช้เป็นสถานที่ วิจัยโครงการลับออรอร่า (Aurora Project)
.....เครื่องบินรบเหล่านี้จะถูกทำการทดสอบสมรรถภาพที่บริเวณทะเลสาบกรูม เมื่อพวกเขาทดสอบเครื่องบินรบจนเป็นที่พอใจแล้วจึง ค่อยประกาศต่อสาธารนชนให้ทราบว่า บัดนี้กองทัพได้สร้างเขี้ยวเล็บอันใหม่ขึ้นมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:07:29 »


..... ประวัติพื้นที่ 51
เดือนมีนาคม ปี1955 เคลลี่ จอห์นสัน (Kelly Johnson) ผู้ออกแบบเครื่องบินจารกรรม U2 ได้รับมอบหมายจาก CIA ให้ออกแบบเครื่องบิน U2 นอกจากนี้แล้วเขายังได้รับมอบหมายให้หาสถานที่เพื่อใช้ทดสอบเจ้า U2 นี้ด้วย
.....เคลลี่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ โทนี่ เลอวิเอร์ (Tony LeVier) นักบินที่จะทำการทดสอบเครื่อง U2 กับดอร์ซี่ เคมเมเรอร์ (Dorsey Kammerer) ไปสำรวจพื้นที่ล้างกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า 2 สัปดาห์ต่อมาโทนี่กลับมาส่งรายงาน เคลลี่ดูรายงานเปรียบเทียบสถานที่ทั้ง 3 แห่งแล้วก็ตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณทะเลสาบกรูมในรัฐเนวาด้า
.....ทะเลสาบกรูม มีชื่อเรียกอีกมากมายนับตั้งแต่มีการก่อสร้างฐานทัพขึ้น เคลลี่เรียกมันว่า Paradise Ranch - ทุ่งหญ้าสวรรค์ แต่หลังจากมีการ่ทดสอบเครื่องบิน U2 ในเดือน กรกฏาคม ปี 1955 แล้วมันกลับถูกเรียกสั้น ๆ ว่า เรนช์ (Ranch - ทุ่งหญ้า) ในความเป็นจริงแล้วฐานทัพ(ลับ) แห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า วอร์เตอร์ทาวน์สตรีบ (watertown Strip) ตามชื่อเมืองหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแอลแลน ดูลเลส (Allen Dulles) ผู้อำนวยการ ซีไอเอสมัยนั้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:07:51 »


.....ที่มาของชื่อพื้นที่ 51
.....เดือนมิถุนายน ปี 1958 คณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (Atomic Energy Commission - AEC) ได้เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณทะเลสาบกรูมร่วมกับกองทัพสหรัฐ เพื่อทำการทดลองโครงการลับ ๆ บางอย่าง พวกเขาเรียกสถานีทดลองนี้ว่าสถานีทดลองเนวาด้า (Nevada Test Site) คณะกรรมาธิการ ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ แล้วกำหนดหมายเลขให้แต่ละส่วน บริเวณส่วนที่เป็นฐานทัพนั้นได้หมายเลข 51
....นับตั้งแต่นั้นมาทุกครั้งที่ฮอลลีวู้ดสร้างภาพยนต์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการลับของสหรัฐ จึงมักจะอ้างถึงทะเลสาบกรูม แต่พวกเขาจะเรียกมันสั้น ๆ ว่า พื้นที่ 51 ตามที่คณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูใช้เรียก ถึงแม้ว่าการทดลองลับของ AEC จะเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี 1970 แล้วก็ตาม
.... ในปี 1970 กองทัพอากาศสหรัฐได้เข้ามายึดพื้นที่นี้อย่างถาวร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองเครื่องบินรบรุ่นใหม่ ๆ ตลอดไปจนถึงการทดลองเครื่องบินมิค21 และอาวุธทันสมัยอื่น ๆ ของรัสเซีย ที่ทางสหรัฐยึดมาได้เมื่อปี 1967
.....ปี 1975 พื้นที่ 51 ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเขตจำลองการรบทางอากาศ ภายใต้รหัส "ธงแดง" (Red Flag) คราวนี้พื้นที่ 51จึงถูกเรียกสั้น ๆ ในชื่อใหม่ว่า "จตุรัสแดง" (Red Square) แต่ชื่อกึ่งเป็นทางการนั้นคือ "แดนในฝัน" (Dreamland) และในช่วงทศวรรษ 1970 ก็ได้มีการทดลองโครงการด้านอวกาศและการทดลองเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดคือ "แทคอินบลู" (Tacit Blue)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:08:25 »


.... ขยายอาณาเขต
.....ฐานทัพทะเลสาบกรูมถูกขยายอาณาเขตออกไปอีกในช่วงทศวรรษ 1980 มีการสร้างสนามบินเพิ่มเติม อาคารเก็บเครื่องบินถูกสร้างบนลานบินเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บซ่อนจากสายตาของดาวเทียมจารกรรมที่มีอยู่มากมาย อุปกรณ์สื่อสาร เรดาร์และจานดาวเทียมได้รับการติดตั้ง ตึกราม อาคาร โกดังหลายแห่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่บนทะเลสาบกรูม คาดว่ามันถูกใช้เป็นกองบัญชาการของศูนย์ทดลองเครื่องบินรบของกองทัพที่ถูกเรียกว่า ดีแทชเมนต์3 (Detachment3)
.....แม้ว่าจะมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยแต่ก็ยังไม่วายถูกแอบลักลอบถ่ายภาพเนื่องจากพื้นที่รอบ ๆ ทะเลสาบ กรูม เป็นภูเขา ในปี 1984 กองทัพสหรัฐต้องขยายเขตหวงห้ามออกไปอีกโดยหวังว่า จะเป็นการกันไม่ให้มีใครสามารถมองเข้ไปยังในบริเวณฐานทัพได้ แต่ก็ยังมีจุดที่สามารถใข้เป็นที่สอดแนมได้อีก 2 แห่ง ห่างจะทะเลสาบกรูมไปทางตอนใต้ราว 12 ไมล์ คือที่บริเวณไวท์ไซด์ พีก (White Side Peak) กับ ฟรีดอมริด์จ (Freedom Ridge)เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนอาศัยสถานที่ทั้งสองแห่งสอดแนมได้อีก ในปี 1995 กองทัพจึงได้ประกาศให้เขตดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามด้วย
.....แต่เขตหวงห้ามนั้นได้แต่เพียงแค่ติดป้ายเตือนเท่านั้นไม่มีการล้อมรั้วแต่อย่างใด เพราะพื้นที่เขตหวงห้ามนั้นกินอาณาเขตกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะล้อมรั้วได้ แต่ก็มีการจัดเวรยามโดยใช้หน่วยรักษาความปลอดภัยนิรนามที่พกอาวุธสุดจะทันสมัย อีกทั้งยังมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะมันสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ที่บุกรุกเข้ามาเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หน่วยลาดตะเวนนิรนามนี้เรียกว่า แคมโมดูดส์ (Cammo Dudes) ซึ่งมีหน่วนสนับสนุนทางอากาศที่ใช้เฮลิคอปอเตอร์ Silkorsky MH-60G Pave Hawk คอยให้การสนับสนุนทางอากาศ
.....โครงการลับต่าง ๆ ที่ใช้พื้นที่ 51เป็นสถานี้ทดลองนั้นค่อย ๆ ทยอยจบลงเช่น การทดลองเครื่องบินจารกรรมแทคอิทบลูเสร็จสิ้นเมื่อปี 1985 การทดลองเครื่องบินยิงขีปนาวุธ แอดวานซ์ครูซ (Advances Cruise Missile - ACM) ถูกยกเลิกในปี 1992 การทดลองขีปนาวุธสแตนด์ออฟแอทแทค (Stand-Off Attack Missile) ถูกยกเลิกในปี 1994 แต่ถึงกระนั้นกองทัพอากาศสหรัฐก็ยังคงตั้งศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่นั้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:09:42 »


.....ความลับในพื้นที่ 51
.....เป็นไปได้ว่ากองทัพอากาศยังคงมีภารกิจอื่น ๆ ที่ไม่เป็นที่เปิดเผยในปี 1989 สถานีโทรทัศน์ลาสเวกัสได้ถ่ายทอดการให้สัมภาษณ์ รอเบิร์ท ลาซาร์ (Robert Lazar) ผู้ที่อ้าวว่าเขาเคยทำงานในพื้นที่ 51
.....รอเบิร์ท กล่าวว่า เขาได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาวิศวกรรมยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ในพื้นที่ 51 มียานอวกาศรูปทรงกลมคล้ายจานจำนวน 9 ลำบินขึ้นลงในเขตหวงห้ามบร ิเวณที่ชื่อ S4 หรือที่มีชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าบริเวณทะเลสาบปาปูส (Papoose Lake) ซึ่งอยู่ห่างจากทะเลสาบกรูมไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 10 ไมล์
.....เรื่องราวของรอเบิร์ทเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก มันทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับที่ผู้คนสงสัยเริ่มปะติดปะต่อขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ยานบินรูปทรงกลมอาจเป็นการทดลองระบบต้านแรงโน้มถ่วงโลกแน่นอน เทคโนโลยี่น่าทึ่งเช่นนี้ต้องถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด
.....นอกจากนี้ยังมีการทดลองเครื่องบินจารกรรมที่มีความเร็วกว่าเสียง 5 เท่า โดยใช้พลังขับเคลื่อนชนิดใหม่ เช่น พอล์ส เดโทเนชั่น เวฟเอนจิน (Pulse Detonation Wave Engine) และเครื่องบินความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฮโครเจน การทดลองเครื่องบินที่มีความเร็วกว่าเสียงหลายเท่าหรือที่เรียกว่า ยานไฮมัค(High-Mach Vehicle) โดยสร้างเครื่องบินที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างเครื่องบิน A12 กับ D21 หรือที่เรียกกันว่า ซูเปอร์วอลคารี (Super Valkarie) ซึ่งมีคนจำนวนมากที่เคยไปด้อม ๆ มอง ๆ แถวพื้นที่ 51 เคยเห็นมันถูกทดสอบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:10:08 »


.....ยานอวกาศจากต่างดาว
จากคำกล่าวอ้างของรอเบิร์ท S4 เป็นสถานที่ใช้สำหรับศึกษา วิจัยวัตถุบินลึกลับภายใต้ชื่อโครงการมูนดัส (Moondust) บรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายถูกอำพรางอยู่ภายใต้พื้นทรายเพื่อหลบเลี่ยงดาวเทียมจารกรรมของรัสเซีย
.....รอเบิร์ททำงานในห้องในห้องทดลองร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งชื่อ แบร์รี่ คาสติลลิโอ (Barry Castillio) นักวิจัยแต่ละกลุ่มจะถูกแยก ทำงานในส่วนต่าง ๆ พวกเขาถูกจำกัดให้มีเพื่อนร่วมงานเพียงแค่ไม่กี่คน แบร์รี่เป็นเพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวที่ช่วยรอเบิร์ทศึกษา ค้นคว้าเรื่องการขับเคลื่อนของยานอวกาศ
.....วันแรกที่รอเบิร์ทเดินทางมาถึง S4 เขาถูกนำตัวไปที่ห้องพยาบาลเพื่อทำการตรวจผิวหนัง เขาถูกทาด้วยสารหลายชนิดตามจุดต่าง ๆ บนแขน วันต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจเช็กผิวหนังเขาเกิดพุพองหรือมีอาการแพ้หรือไม่
.....ไม่เพียงแค่นั้น เขายังถูกสั่งให้ดื่มสารบางชนิดที่ทำให้ร่างกายของเขามีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น สารนี้จะช่วยป้องกันเขาจากสิ่งแปลกปลอมที่อาจได้รับจากการสัมผัสวัตถุที่มาจากต่างดาว
.....สารที่รอเบิร์ทดื่มนั้นมีกลิ่นเหมือนกับกลิ่นต้นสนและในคืนนั้นหลังจากที่เขาได้ดื่มสารสร้างภูมิคุ้มกันเข้าไป เขาก็เกิดอาการเป็นตะคริวที่ท้องน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันเป็นผลข้างเคียงมาจากสารสร้างภูมินั้น ต่อมารอเบิร์ทถูกแนะนำให้รู้จักกับ เรนนี่ (Rene) ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเรนี่เป็นใครมีหน้าที่อะไรใน S4 เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่ในส่วนของ S4 นั้นมีอยู่แค่เพียง 22 คนเท่านั้น หัวหน้าของรอเบิร์ทชื่อ เดนนิส มาริอานี (Dennis Mariani)
.....เขารู้จักเดนนิสตอนที่ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทอีจีแอนด์จี ซึ่งตอนนั้นยังมีสำนักงานอยู่ที่สนามบินแมคคาร์เรน ในลาสเวกัส แต่ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Base)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:11:31 »


.....ศึกษาข้อมูล
ในวันแรก ๆ มีเจ้าหน้าที่พารอเบิร์ทไปที่ห้องเล็ก ๆ ที่มีเพียงโต๊ะ และเก้าอี้กับแฟ้มเอกสารกว่า 100 แฟ้ม ข้อคยวามในแฟ้มล้วนเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวและเทคโนโลยี่มนุษย์ต่างดาว เขาใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมงในการศึกษาข้อมูลในแฟ้มเหล่านั้น
.....ข้อมูลในแฟ้มเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นบทสรุปให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่มาทำงานใน S4 ว่างานที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ทำนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างพิภพ รอเบิร์ทได้เห็นการทดสอบบ ินของยานบินรูปทรงประหลาดและยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นรายงานเขียนว่า มีการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมานานกว่าหมื่นล้านปีแล้ว!!!!
.....โครงการที่รอเบิร์ททำอยู่นั้นเป็นส่วนย่อยของโครงการใหญ่ เขารับผิดชอบเรื่องการค้นคว้าการขับเคลื่อนของยานอวกาศต่างดาวและบทบาทของแรงโน้มถ่วงเพื่อใช้เป็น สื่อในการขับเคลื่อนภายใต้ชื่อโครงการ กาลิเลโอ (Project Galileo)
.....โดยปรกติแล้วเจ้าหน้าที่แต่ละส่วนจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ แต่ในกรณีของรอเบิร์ทนั้นเขาต้องอาศัยความรู้ในแขนงอื่นด้วยจึงทำให้เขาได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ทำการทดลองร่วมกับนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2007, 20:12:04 »


.....หลากหลายโครงการ
โครงการไซด์คิก (Project Sidekick) เป็นหนึ่งในสองโครงการที่รอเบิร์ทได้รับอนุญาตให้รู้ข้อมูลได้บางส่วน มันเป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องอาวุธแสง (Beam Weapon) ที่จะถูกติดตั้งบนเครื่องบินรบ อาวุธลำแสงนี้ต้องอาศัยความรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงและการรวมแสงให้เป็นลำ อาวุธชนิดนี้มีอำนาจการทำลายล้างที่สูงมาก
.....โครงการลุกกิ้งกลาส (Project Looking Glass) เป็นการศึกษาเรื่องกำกายภาพของการมองเห็นและผลกระทบต่อเวลาและอวกาศในการสร้างแรงโน้มถ่วงจำลอง และเช่นกันว่าโครงการนี้ต้องอาศัยความรู้ทางด้านแรงโน้มถ่วงและการควบคุมมัน
.....การทดลองในโครงการกาลิเลโอ ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ รอเบิร์ทได้เห็นรายงานและหลักฐานต่าง ๆ ที่พิสูจน์ถึงความถูกต้องของมัน ซึ่งทำให้เชื่อว่าโครงการอื่น ๆ ที่ทำใน S4 นั้นก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน แต่รอเบิร์ทก็ปฏิเสธที่จะถือเอากรรมสิทธิ์เหนือความสำเร็จนั้น เขากล่าวว่ารายงานการวิจัยที่เขาทำขึ้นเป็นแค่ตัวอักษรและรูปภาพบนแผ่นกระดาาเท่านั้น
.....ไม่ว่าการทดลองที่พื้นที่ 51 จะเป็นอะไรก็ตาม ก็ยังมีผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นเป็นจำนวนมาก ได้พยายามสอดแนมเข้าไปใกล้ เพื่อบันทึกภาพ ซึ่งภาพส่วนใหญ่ก็ใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีว่ามีการทดลองเครื่องบินหรือวัตถุบินได้บางชนิดที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน...

.///เรื่องจากหนังสือ "ร้ายสาระ "
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 17:15:34 »




ต้องหลอกเราแน่ๆ - -*

 
การผ่าตัด มนุษย์ต่างดาว (ALIENS) - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 17:21:28 »




  การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว


Claudius Ptolemy คือนักดาราศาสตร์ชาติกรีก ผู้เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 เขามีความเชื่อว่าโลกของเราคือ จุดศูนย์กลาง ของจักรวาล และดาวทุกดวงโคจรรอบโลก คำสอนนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันมานานกว่าหนึ่งพันปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2086 (สมัยพระชัย ราชา) เมื่อ Nicolaus Copernicus ชาวโปแลนด์ ได้กล่าวแย้งว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางหาใช่โลกไม่ และเมื่อ Galilei Galileo ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นส่องดูดาวบนฟ้า เขาได้เห็นเทือกเขาบนดวงจันทร์ เห็นปรากฎการณ์ข้างขึ้นข้างแรม ของดาวศุกร์เห็นจุดดับบนดวงอาทิตย์และเห็นดวงจันทร์บริวาร 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี เขาจึงกล่าวยืนยันว่าถ้อยแถลงของ Copernicus คือเรื่องจริง ซึ่งการสนับสนุนเช่นนี้ได้ทำให้วงการศาสนาในสมัยนั้นสั่นสะเทือนมาก เพราะหลักฐานและความเชื่อของ Galileo ขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาทุกประการ Galileo จึงถูกคณะตุลาการศาสนากล่าวห้ามมิให้เผยแพร่ความคิดนอกรีตนี้ตลอดชีวิต

นับจากปี พ.ศ.2152 ซึ่งตรงกับสมัยพระเอกาทศรถ จนกระทั่งถึงปีนี้ความรู้และความนึกคิดของมนุษย์ด้านที่เกี่ยวกับจักรวาลได้รับการ ปรับเปลี่ยนอย่างมโหฬาร เช่น เรารู้ว่าจักรวาลกำลังขยายตัวด้วยความเร่งตลอดเวลา และมีอายุประมาณ 12,000 ล้านปี ส่วนสุริยจักรวาล ของเรามีดาวบริวารคือดาวเคราะห์ 9 ดวง ดวงจันทร์ต่างๆ รวม 91 ดวง มีดาวหางและดาวเคราะห์น้อยอีกเป็นจำนวนนับหมื่น นอกจากนี้ ดวงอาทิตย์ก็เป็นเพียงดาวฤกษ์ขนาดเล็กดวงหนึ่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ที่มีดาวฤกษ์อื่นๆ อีกนับแสนล้านดวง และ กาแล็กซีทางช้างเผือกก็เป็นเพียงกาแล็กซีหนึ่งในกาแล็กซีจำนวนล้านล้านล้านล้านกาแล็กซีที่จักรวาลมี เป็นต้น

อนึ่ง การรู้ว่ากาแล็กซีหนึ่งๆ ประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมากถึงหนึ่งแสนล้านดวง ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า ถ้าดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์มีโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ได้ ดาวฤกษ์อื่นๆ จำนวนหนึ่งแสนล้านดวงก็น่าจะมีโลกมนุษย์บ้างเช่นกัน นั่นคือ จักรวาลนี้น่าจะมี ดาวที่มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่จำนวนนับแสนล้านโลก โชคดีที่การคิดทำนองนี้ ณ วันนี้ ไม่เป็นภัยต่อคนคิด แต่เมื่อ 401 ปีก่อนเมื่อ Giordano Bruno แถลงว่านอกโลกก็มีมนุษย์อาศัยอยู่ เขาถูกนำตัวไปเผาทั้งเป็น

ในความพยายามค้นหามนุษย์ต่างดาว นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้วิธีการที่หลากหลายเช่น ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุสำหรับการดักฟังคลื่นวิทยุ ที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า มนุษย์ต่างดาวส่งมาหรือค้นหาดาวเคราะห์ที่มีสภาพเหมือนโลก

กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ Arecibo ในประเทศ Puerto Rico เป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งที่นักดาราศาสตร์ใช้ในการค้นหามนุษย์ ต่างดาว เพราะจานโค้งรับสัญญาณของกล้องซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 305 เมตร สามารถรับคลื่นวิทยุใดก็ตามที่ถูกส่งออกมาจาก กาแล็กซีที่อยู่ห่างจากโลกหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านล้านกิโลเมตรได้หมด

แต่การใช้กล้องที่ Arecibo รับสัญญาณก็ใช่ว่าจะทำได้อย่างไร้ปัญหาใดๆ เปรียบเสมือนเวลาต้องการได้ยินเสียงเพื่อนของเราขณะที่เรา อยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนหมื่น ซึ่งต่างก็ส่งเสียงอึงมี่นั้นเสียงของเขาก็จะปะปนไปกับเสียงคนอื่น จนกระทั่งเราฟังไม่ออก คลื่นวิทยุต่างๆ จากดวงดาวก็เช่นกัน คือมีเป็นล้านๆ คลื่น ดังนั้น การที่จะแบ่งแยกคลื่นๆ เดียวออก จึงเป็นเรื่องที่ยากพอๆ กัน และถ้าเราไม่รู้ความถี่ของ สัญญาณที่ส่งมาเราก็ยิ่งไม่มีทางรับคลื่นนั้นได้เลย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 17:22:07 »


เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว Phillip Morrison แห่งมหาวิทยาลัย Cornell ในสหรัฐอเมริกาได้เดาใจมนุษย์ต่างดาวว่า เขาคงส่งคลื่น วิทยุที่มีความถี่ 1,420,405,757 เฮิรตซ์ เพราะคลื่นนี้เป็นคลื่นที่อะตอมของไฮโดรเจนปลดปล่อยออกมา ทั้งนี้ก็โดยเหตุผลที่ว่าจักรวาล มีไฮโดรเจนอุดมสมบูรณ์ที่สุด และดาวทุกดวงต้องมีไฮโดรเจน นอกจากนี้ Morrison ยังให้เหตุผลอีกว่า คลื่นวิทยุที่มีความถี่ดังกล่าว สามารถเดินทางผ่านอวกาศที่เวิ้งว้างโดยไม่ถูกฝุ่นละออง หรือก๊าซใดๆ ในอวกาศถูกคลื่น ซึ่งมีผลทำให้มันสามารถเดินทางได้ไกล โดยไม่มีการบิดเบือนของสัญญาณเลย

ส่วนประเด็นที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ต้องหันกล้องไปรับคลื่นวิทยุจากดาวดวงใดนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักเช่นกัน เพราะดาวบนฟ้ามีอย่าง น้อย 1042 ดวง (ล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านดวง) และถ้าดาว (ฤกษ์) เหล่านี้มีดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่หนึ่งล้านดวง นั่นก็หมายความว่า โดยเฉลี่ยเราต้องโฟกัสกล้องโทรทรรศน์ไปที่ดาวถึง 1042/106 = 1036 ดวง เราจึงจะได้ยินเสียงคลื่นวิทยุจาก มนุษย์ต่างดาวหนึ่งครั้ง โอกาสที่น้อยนิดเช่นนี้ อธิบายให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงยังไม่ได้ยินเสียงมนุษย์ต่างดาวเลย

ในเวลา 40 ปีที่ผ่านมานี้ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ในการได้ยินเสียงกระซิบจากมนุษย์ต่างดาวได้เพิ่มจากเดิมถึงหนึ่งล้านล้านเท่า แต่เราก็ยังไม่ได้ยินเสียงสัญญาณใดๆ จากมนุษย์ต่างดาวเลย ซึ่งนั่นอาจหมายความว่า จักรวาลนี้ไม่มีมนุษย์ต่างดาว หรือพวกเขาได้ส่ง สัญญาณมาแล้ว แต่สัญญาณยังมาไม่ถึงเรา (เช่นสัญญาณจากดาวฤกษ์ Sau Ceti ต้องใช้เวลานานถึง 12 ปี จึงถึงโลก) หรือเครื่องรับวิทยุ ของเรายังปรับความถี่ไม่ตรง หรือเรามัวพูดกันเองจนไม่ได้ยินมนุษย์ต่างดาวพูด หรือมนุษย์ต่างดาวยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะ ส่งสัญญาณวิทยุได้ เพราะเราก็ต้องตระหนักว่า มนุษย์เราเองก็เพิ่งมีความสามารถในการส่งสัญญาณวิทยุ เมื่อไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง หลังจากที่ได้อุบัติบนโลกนานถึง 2 ล้านปี

การดักฟังสัญญาณจากต่างดาวในลักษณะนี้ เป็นวิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นหาเพื่อนร่วมจักรวาลของเรา ในทำนองตรงกันข้าม การส่งสัญญาณจากโลกไปติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ต่างดาวรู้ เขามีเรา ดังนั้น ในปี พ.ศ.2517 กล้อง โทรทรรศน์วิทยุที่ Arecibo จึงได้ส่งคลื่นวิทยุแสดงภาพของสุริยจักรวาล และภาพ DNA ตรงไปที่ดาวฤกษ์ Hercules ซึ่งอยู่ห่าง จากโลก 25,000 ปีแสง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าดาวฤกษ์ Hercules มีดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์ต่างดาวที่ฉลาดเฉลียวอาศัยอยู่ ปราชญ์บนดวงดาวนั้นคงได้ยินสัญญาณที่ NASA ส่งไปในปี พ.ศ.2473 ซึ่งคนส่งสัญญาณได้ละสังขารไปนานแล้ว

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2544 คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Berkeley และ Santa Cruz ได้ออกแถลงการณ์ ว่า เขากำลังค้นหาสัญญาณแสงเลเซอร์จากต่างดาว โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีเลนส์ขนาด 102 เซนติเมตร ของหอดูดาว Lick ซึ่งกล้องนี้สามารถเห็นแสงที่แวบ "นาน" หนึ่งในพันล้านวินาทีจากดาวที่ห่างออกไปหลายร้อยปีแสงได้ โครงการที่ต้องใช้งบประมาณ 460,000 บาท/ปี มีราคาถูกเพราะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีอยู่แล้ว และนักวิทยาศาสตร์เจ้าของโครงการได้วางแผนจะโฟกัสกล้องไป ที่ดาวฤกษ์ที่เขาสงสัยว่าจะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารนานประมาณดวงละ 10 นาที

จนกระทั่งถึงวันนี้ โครงการนี้ได้สำรวจดาวไปแล้วประมาณ 300 ดวง และก็ยังไม่ได้รับสัญญาณแสงเลเซอร์จากดาวเหล่านั้นแต่อย่างใด ถึงกระนั้นการค้นหาแสงเลเซอร์จากต่างดาว ก็ยังต้องกระทำต่อไปจนกว่าเขาจะเห็น

เมื่อ 50 ปีก่อนที่ Los Alamos ในรัฐ New Mexico สหรัฐอเมริกา Enrico Fermi นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี ได้ตั้งคำถามว่า ถ้าจักรวาลนี้ มีมนุษย์ต่างดาวจำนวนมากอาศัยอยู่จริง แล้วเหตุใดมนุษย์ต่างดาวจึงยังไม่มาเยือนโลกเรา หรือติดต่อเรา

คำตอบก็มีว่า มันอาจเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงสุดในจักรวาล เมื่อเราฉลาดปราดเปรื่องที่สุดยัง เดินทางออกนอกสุริยจักรวาลก็ยังไม่ได้ การจะให้สิ่งมีชีวิตอื่นติดต่อกับเราหรือมาหาเราก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ใหญ่

ส่วนอีกคำตอบหนึ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คือ มนุษย์ต่างดาวมีความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่ามนุษยโลกมาก และเขาได้เห็นนิสัย ประเพณีและ วัฒนธรรม (จากการสังเกตดูระยะไกล) ของเราแล้ว เขาเกิดอาการสังเวชและรู้สึกทุเรศจนไม่อยากติดต่อกับเราก็เป็นได้



ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับ ว่าต้องใช้วิจารณญาณ ^^
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 18:13:17 »


เรื่องราวของฟิล์มภาพยนต์การผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว เริ่มขึ้นในปี 1992 เมื่อผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลีกำลังค้นหาฟิล์มภาพยนต์ของเอลวิส เพรสลี่ย์เพื่อใช้ประกอบสารคดีที่เขากำลังจัดทำ เขาอ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็นฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาว

 โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ถูกมอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาว ซานติลีได้อ้างว่าช่างภาพได้บอกกับเขาว่าหลังเหตุการณ์การตกที่รอสเวลส์เกิดขึ้นได้ไม่นานช่างภาพได้ถูกทางกองทัพเรียกตัวให้มาที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนต์ในตอนแรกเขาก็ไม่ทราบว่าเป็นการถ่ายภาพยนต์การผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว และเขาได้กล่าวอีกว่าทางกองทัพหละหลวมในการเก็บฟิล์มภาพยนต์ เขาจึงได้ลักลอบนำฟิล์มภาพยนต์ออกมาจากกองทัพด้วย ซานติลีได้อ้างว่าฟิล์มภาพยนต์ชุดนี้เป็นของจริงและเขาซื้อฟิล์มเหล่านี้เก็บไว้ทั้งหมดและได้เก็บเรื่องเงียบไว้ จนกระทั่งในปี 1995


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 18:13:40 »


ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนต์ชุด นี้ออกอากาศ ในปี 1995ในรายการ One-hour special ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้งหลังจากนั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน , ฮอลล์แลนด์ , บราซิล และอิตาลี แน่ละความสงสัยได้ก่อตัวขึ้นมาในทันที เพื่อที่จะหาความสัมพันธ์กันระหว่างฟิล์มภาพยนต์ที่ค้นพบกับเหตุการณ์การตกที่รอลเวลส์ในปี 1947

ผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆด้านเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น นักหนังสือพิมพ์นักค้นคว้าเกี่ยวกับจานบิน ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Special Effect และนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ดูภาพยนต์ชุดนี้ส่วนใหญ่ได้ลงความเห็นว่าฟิล์มภาพยนต์นี้เป็นของปลอม แต่ก็ได้มีผู้ที่ออกมาสนับสนุนว่าฟิล์มเป็นของจริงเหมือนกันอย่างเช่น ฟิลลิป แมนเทิล แห่งสถาบัน British UFO Research Association จุดที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งมากที่สุดคือระดับของความสมจริง หลายๆคนเชื่อว่าซากของมนุษย์ต่างดาวที่ได้เห็นในภาพยนต์เป็น หุ่นที่ทำขึ้นมาในขณะที่อีกหลายๆคนเชื่อว่าใช้ศพของมนุษย์มาทำการดัดแปลง หนึ่งในข้อที่น่าสงสัยคือเวลาที่ดูอย่างละเอียดที่อวัยวะภายในจะพบว่าไม่มีความเหมือนจริง

ในภาพยนต์จะแสดงให้เห็นถึงหมอที่ทำการผ่าตัดอยู่ในชุดคลุมสีขาวทั่วตัวและใส่ที่คลุมศีรษะเพื่อป้องกันอันตรายจากการผ่าตัด กำลังทำการผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว แต่จะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีสิ่งที่บ่งบอกที่ชี้เฉพาะเลยว่าเป็นสถานที่หรือกระทำการโดยกองทัพ และห้องที่ใช้ทำการผ่าตัดก็ดูมีลักษณะที่พิกลๆอยู่


บริษัท FOX ได้ออกมากล่าวถึงฟิล์มภาพยนต์ชุดนี้ว่ามีความสงสัยถึงความคลาดเคลื่อนในเรื่องของเวลาซึ่งมันอาจจะเป็นการพิสูจน์ว่าฟิล์มถูกปลอมแปลงขึ้นม าก็ได้ FOX ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า นาฬิกา โทรศัพท์และเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดเห็นเพียงแวบเดียว ส่วนสิ่งที่เห็นไกลๆในภาพดูเหมือนว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีขึ้นห ลังปี 1940ในการทำการผ่าตัดดูล้ายกับว่าเป็นการเล่นละครมากกว่าช่างภาพได้ใช้มือถือกล้องแทนที่จะใช้ขาตั้งและมุมกล้องได้หลบเลี่ยงฉากที่กำลังเปิดกระโหล กศีรษะมนุษย์ต่างดาวโดยมุมกล้องถูกเปลี่ยนไปถ่ายที่หลังของหมอที่ทำการผ่าตัดแทน

ในบางมุมกล้องดูเหมือนว่าบริเวณลำตัวของมนุษย์ต่างดาวดูเหมือนว่าเป็ นของจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งดูเหมือนว่ามันอาจจะเป็นหุ่น และ FOX ยังได้กล่าวว่าในการพิสูจน์มนุษย์ต่างดาว มีเพียงสามประการเทานั้นที่เป็นไปได้คือ สิ่งที่เห็ นในภาพยนต์เป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆหรือเป็นหุ่นที่ทำขึ้นมาหรือเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างผิดปรกติFOX ได้ขอความคิดเห็นของทีมงาน Hollywood Special-Effect เกี่ยวกับภาพยนต์ชุดนี้และพวกเขาได้ลงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ถ้านั่นคือการปลอมแปลงขึ้นมา มันจะเป็นการดีกว่าถ้าพวกเขาสร้างมันขึ้นมา


นักวิจัยหลายคนให้ความเห็นว่ามนุษย์ต่างดาวในภาพยนต์นั้นอาจจะเป็นมนุษย์ ที่มีรูปร่างที่ผิดปรกติก็เป็นไปได้ ในทฤษฏีที่เกี่ยวกับการกำเนิดผิดรูปร่างของมนุษย์อาจก่อให้เกิด หูเล็ก , หัวใหญ่ ตาโป่งกลมก็เป็นได้ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับ มนุษย์ต่างดาวที่เห็นในภาพยนต์ แต่สิ่งที่หลายๆคนได้มองข้ามไป จากความเห็นที่ตรงกันของหลายคนสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนว่าฟิล์มนี้เป็นของจริงนั่นคือในภาพท ี่ไกลออกไปสามารถมองเห็นประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ เพียงแวบเดียว แน่นอนมันอาจดูเหมือนเป็นไปได้แต่ก็ไม่มีใครให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

และอีกฉากหนึ่งที่หมอที่ทำการผ่าศพได้เอาเยื่อหุ้มตาสีดำที่โป่งนูนออกจากตาของมนุษย์ต่างดาวซึ่งจะทำให้เห็นว่าตาเป็นสีขาวและลูกตาได้กลิ้งหุบเข้าไปในเบ้าตาเกิด อะไรขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ตาสีดำโป่งนูนของมนุษย์ต่างดาวเป็นคอนแท็กเลนส์ชนิดอ่อนสีดำ?หรือหมอที่ทำการผ่าตัดได้ใส่เยื่อหุ้มตาเข้าไปในตาของมนุษ ย์ต่างดาวในตอนแรกเพื่อที่จะรักษาสภาพของตาเอาไว้ ? นี่ก็เป็นอีกหนึ่งฉากที่ไม่มีให้ความเห็น


ภาพที่เห็นในภาพยนต์นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นการหลอกลวง สิ่งต่างๆดุเหมือนว่าไ ด้มีการโน้มน้าวใจเพื่อที่จะทำให้รู้ว่า ฟิล์มภาพยนต์ชุดนี้เป็นการหลอกลวง ถ้ามองดูอีกแง่หนึ่งจะพบว่ารัฐบาลสหรัฐอาจจะเป็นผู้ทำฟิล์มชุดนี้ก็ได้ เพื่อเปิดเผยใ ห้ทราบว่ามันเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อที่จะลดความกระตือรือร้นของความต้องการของประชาชนของอเมริกาที่ได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลได้เปิดเผยการพิ จารณาการตกที่เมืองรอสเวลส์ในปี1947ที่ทางรัฐบาลสหรัฐได้ทำการปกปิดมาตลอดกว่า 50 ปี

 

ดังนั้นการตัดสินใจที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของฟิล์มภาพยนต์ชุดนี้ ซึ่ งเกี่ยวกับการตกที่เมืองรอสเวลส์ในปี 1947 ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวมันอาจจะอยู่แค่ในเฉพาะวงผู้สนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 20:28:05 »



อยากเจอและอยากรู้จริงๆว่า
มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหมหนอ

ทุกวันนี้เจอแต่ "มะนาว....ต่างดุ๊ด"
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2008, 21:24:33 »



ถ้ามนุษย์ต่างดาว มีจริง แล้วมีเทคโนโลยี ที่ ล้ำหน้ากว่าเรา น่าจะมา บุกโลกเราสักทีดูนะ
หรือไม่ก็น่าจะมาติดต่อ เป็นเพื่อนบ้าน ทำมาค้าขายร่วมกัน ไม่น่าแอบๆ ซ่อนๆ อิอิ


ถ้าเทคโนโลยี ด้อยกว่าเรา มนุษย์ เราก็น่าจะจับได้คาหนังคาเขาสักที จนบัดนี้ อ่านกี่รอบๆ กี่หนๆ
พอมีการพิสูจน์ จริงๆ แหกตา ทั้งนั้น แต่ เจอกี่ครั้ง ก็ชอบแวะอ่าน บ่อยๆ

ส่วนตัวก็ว่ามีสิ่งมีชีวิต แน่นอน ที่ไหนสักแห่ง หรือว่าหลายๆ แห่ง  smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
komramann
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 10, 2011, 00:12:01 »


บางที .. มันอาจจะเล็กกว่าที่เราคิดก็ได้นะ ผมว่าอะนะ .....
อย่างเช่นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ต่าง ๆ หรือไม่แน่ อาจเป็นไวรัสที่ทำให้เราทั้งหลายป่วยอยู่ก็ได้ ... 5555
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
joe2t
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 65



« ตอบ #18 เมื่อ: มกราคม 29, 2011, 21:02:50 »


น่าจะมีครับ..ตามที่พระไตรปิฎกว่าใว้..ว่ามีอยู่ 4ทวีปในจักวาลนี้ อุตรทวีป  อมรโคยานทวีป และอะไรอีกสองทวีปจำไม่ได้ครับ..มีผู้คนอาศัยอยู่  อธิบายรูปร่าง

ผิวพรรณ นิสัยใจคอ ใว้ด้วย..

คำพระพุธเจ้าเป็นหนึ่งไม่มีสอง..น่าจะอยู่คนละมิติเลยหาไม่พบทางวิทยาศาสตร์...มีพระสูตรว่าด้วยเรื่องจักวาลขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ไว้ด้วยนะครับ

ขอผู้มีความรู้มาอธิบายเพื่ม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สัจจะและความจริงใจ

คือเครื่องสร้างบุคลิคภาพ
Atermist
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2011, 01:20:07 »



 

ถ้ามีจริง อยากจะถามว่า กินอะไรเป็นอาหารนะ ชาวต่างดาวเนี่ย อยากเห็นหน้าตาว่าต่างจากคนมั้ย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: