ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 26, 2014, 14:06:19
94,141 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,136 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: kallayana
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ระเบียงรมณีย์  |  ไบโพลาร์ (Bipolar) : “โรคเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ไบโพลาร์ (Bipolar) : “โรคเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย”  (อ่าน 23277 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« เมื่อ: ธันวาคม 10, 2007, 10:45:17 »



ป้าเสลาต้องค้นหาทำความรู้จักกับคำนี้ 
ไบโพลาร์ (Bipolar)เพราะอ่านเจอ
จาก www.kumlungjai.comว่า
บุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลกหลายๆคน
เช่นท่านเซอร์ Isaac Newton
นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในช่วง ศตวรรษที่ ๑๗
ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงของโลก,
Virginia Wolf นักเขียนนวนิยาย,
Linda Hamilton ผู้โด่งดังจากภาพยนตร์
ที่ประกบคู่กับ Arnold Schwarzenegger
เรื่อง “ The Terminator”


Linda Hamilton

คนดังเหล่านี้เผชิญกับการป่วยทางจิต และอาการป่วยที่ว่านี้คือ
โรค ไบโพลาร์ (Bipolar)

จากข้อมูลในwww.bangkokhealth.com
อธิบายถึง โรคไบโพลาร์ ไว้ดังนี้



... โรคไบโพลาร์ (Bipolar)
เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านเรื่องอารมณ์
กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้านั้นคือ โรคอารมณ์ที่ชัดเจน
ที่มีอารมณ์เบื่อเศร้า
แต่โรคไบโพลาร์ จะมีลักษณะที่
มีอารมณ์ช่วงหนึ่งจะมีลักษณะครื้นเครง
รื่นเริง สนุกสนานสลับกับอารมณ์ซึมเศร้า
อีกช่วงหนึ่ง

ในประเทศไทย มีผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต ทางด้านอารมณ์
จำนวนหลายแสนคน บางครั้งอาจเรียกว่า “โรคเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย”
หรืออารมณ์แปรปรวน ส่วนมากพบได้ในบุคคลที่มีฐานะดี และคนที่คิดมาก
ทั้งชายและหญิงมีสิทธิ์เป็นได้เท่าๆกัน


สาเหตุของโรค

ขอสรุปย่อๆ ว่า เนื่องมาจากโรคนี้ได้วิจัยชัดเจนแล้วว่า
เพราะเป็นความผิดปกติของสารสื่อนำประสาทในสมอง
เพราะฉะนั้นจึงมีสาเหตุมาจากหลายประการ
ตั้งแต่กรรมพันธ์ คือ พ่อ หรือแม่เป็นโรคนี้
ทำให้ลูกมีโอกาสเป็น ถึง 1 ใน 4
ถ้าพ่อและแม่เป็นทั้งคู่ ลูกมีโอกาส
จะเป็นไบโพลาร์หรือซึมเศร้า สูงถึงร้อยละ 56

สารโคเคน   ยารักษาโรคพาร์กินสันในกลุ่ม L-dopa
และยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดกลับ
ของสารซีโรโทนิน จะกระตุ้นให้โรคไบโพลาร์กำเริบ


อาการของโรค

อารมณ์ดีในลักษณะที่ผิดปกติ เรียกว่า mania
หมายถึงอารมณ์ดีมากเกินกว่าปกติที่ควรจะเป็น
และมักจะไม่มีเหตุผลหรือไม่สมเหตุสมผล
อาจจะมีปัญหากระทบกระเทือนต่อหน้าที่การงาน

อารมณ์ดีจนกระทั่งตัดสินใจในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ช่วงที่มีอารมณ์ดีจะช่างพูดช่างคุย คุยได้ไม่หยุด
และไม่ชอบให้ใครมาขัดจะเกิดอารมณ์หงุดหงิด
แล้วถึงขั้นใช้อารมณ์ก้าวร้าวได้



...
ผู้ป่วยบางคนกลางคืนไม่ยอมหลับ
ไม่ยอมนอน
อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก
มีอารมณ์ทางเพศมากขึ้น
สำส่อนทางเพศ
อารมณ์ดีที่มากเกินปกติ
และไม่สมเหตุสมผล

ที่เป็นมากขึ้นต่อเนื่องยาวกว่าหนึ่งอาทิตย์
แล้วก่อให้เกิดปัญหา
คือ จุดที่ควรสงสัยว่าคนนั้น
อาจเป็นโรคไบโพลาร์


ความหมายของไบโพลาร์ไม่จำเป็นต้องสลับกับช่วงซึมเศร้า
บางคนเป็นโรคนี้ อยู่ช่วงหนึ่งอาจจะประมาณ 4-6 เดือน
อาจจะสามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา
ทำให้คนรอบข้างจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา
ถ้าไม่สังเกตอย่างใกล้ชิด เมื่อปกติแล้วเขาจะดำเนินชีวิตได้ปกติ
พอถึงช่วงหนึ่งจะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม เป็นแบบซึมเศร้า
อาการก็จะเริ่มตั้งแต่ แยกตัว เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร
กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่อๆเข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
ที่สำคัญที่สุดคือการฆ่าตัวตาย


โรคนี้ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับโรคซึมเศร้า
อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20%
เพราะฉะนั้นหนึ่งในห้ามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย
ช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัวตายได้ด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

คนไข้ที่จะป่วยเป็นโรคนี้ จากการวิจัยพบว่า
จะเริ่มเกิดอาการของโรคนี้ในช่วงวัยรุ่น แต่อาการจะไม่ปรากฏชัด
ซึ่งบางทีวัยรุ่นเป็นโรคนี้อยู่แต่ไม่ปรากฏอาการที่รุนแรง
คนรอบข้างจะไม่สามารถสังเกตได้ อาจเริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง
เช่น อาจจะเที่ยวกลางคืน อยากไปเตร็ดเตร่
ไม่มีสมาธิในการเรียนทำให้ผลการเรียนตกลง
อาจจะมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมที่สร้างปัญหา
เช่น ทะเลาะกับเพื่อนฝูง ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ใกล้ชิด
เห็นแค่ปรับเปลี่ยนไปนิดหน่อย เหมือนกับไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย


 


ข้อมูลจาก http://www.bangkokhealth.com,
http://www.kumlungjai.com
ภาพประกอบจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
yanyongw
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 07:36:23 »


โรคนี้ต้องใช้ยาควบคุมการหลั่งสารในสอง ไม่ให้มากไป น้อยไป แต่การรักาที่ดีที่สุดคือการปฏิบัตธรรม เพื่อควบคุมความคิดและจิตใจ ให้อยู่ในกรอบที่จะไม่เกินเลย และอยู่ในโลกของความเป็นจริง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 10:23:01 »


โรคนี้ต้องใช้ยาควบคุมการหลั่งสารในสอง ไม่ให้มากไป น้อยไป
แต่การรักษาที่ดีที่สุดคือการปฏิบัตธรรม เพื่อควบคุมความคิดและจิตใจ
ให้อยู่ในกรอบที่จะไม่เกินเลย และอยู่ในโลกของความเป็นจริง

ขอบคุณค่ะคุณ yanyongw
ที่กรุณาเพิ่มเติมคำแนะนำ
 

คุณ yanyongw  ทำให้ป้าเสลากลับมาสนใจโรคนี้
และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม
และพบบทความของ ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
ใน www.infomental.com
ได้กล่าวถึงโรค Bipolar นี้ว่า



...

โรคไบโพล่าร์นั้นมักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน
บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี
แต่ก็มีบางรายที่มาเริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปีได้ 
โรคไบโพล่าร์เป็นโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม
มาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
โดยพบว่าเมื่อลองถามประวัติให้ดีๆมักจะพบว่า
มีคนอื่นบางคนในวงศ์ญาติป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ 
และลูกหลานของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์
มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ได้มากกว่าคนทั่วไป




ในเว็บไซท์ www.bipolarinsights.com
แสดงภาพบุคคลผู้มีชื่อเสียง
ที่แสดงตนว่าป่วยเป็นโรค Bipolar ไว้มากมาย
พร้อมกับประโยคที่ให้กำลังใจไว้ว่า


"You're not alone,
here are just a few of the numerous famous people
who have BiPolar Disorder."
 



ในปัจจุบันเชื่อว่าโรคไบโพล่าร์เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง
โดยมีสารสื่อนำประสาทที่ไม่สมดุลย์คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกินไป
และสารนอร์เอปิเนฟริน ( epinephrine) มากเกินไป

ดังนั้นเราจึงสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยา 
ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพล่าร์ได้แก่ยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers),
ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

ยาควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers)
ยากลุ่มนี้เป็นยาหลักที่ใช้ทั้งรักษาทั้งในขณะที่ผู้ป่วย
มีอาการซึมเศร้าและอาการตรงข้ามกับซึมเศร้า
และยังใช้ป้องกันการกลับเป็นใหม่ได้ด้วย

ในประเทศไทยปัจจุบันมียากลุ่มนี้ใช้แพร่หลายอยู่ 3 ชนิดคือ
ลิเที่ยม (lithium carbonate), วาลโปรเอท  (valproate),
และคาร์บามาซีปีน ( carbamazepine)


ซึ่งยาทั้ง 3 ชนิดนึ้ใช้ได้ผลดีใกล้เคียงกัน
แต่มีข้อควรระวังและข้อดีข้อเสียปลีกย่อยต่างกัน
นอกจากนี้ยังมียาชนิดใหม่ที่เริ่มมีการใช้กันคือ โทพิราเมท (topiramate)
ซึ่งยังค่อนข้างใหม่และประสบการณ์การใช้ยาในประเทศไทยยังน้อยอยู่ 
ยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์นี้จะออกฤทธิ์ช้า 
เมื่อปรับยาครั้งหนึ่งต้องรออย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ยาจึงเริ่มออกฤทธิ์ 
ผู้ป่วยที่ใช้ยาในกลุ่มนี้มักต้องถูกเจาะเลือดดูระดับยาในร่างกาย
เพื่อช่วยในการปรับยาด้วย
และยาในกลุ่มนี้มักเป็นยาต้องห้ามในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก

ยาแก้โรคจิต ( antipsychotics)
ในผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ที่กำลังมีอาการตรงข้ามกับซึมเศร้านั้น
การรอให้ยาควบคุมอารมณ์ออกฤทธิ์นั้นมักจะไม่ทันการ
เพราะผู้ป่วยมักจะวุ่นวายและมีพฤติกรรมที่สร้างปัญหามาก
แพทย์จึงมักให้การรักษาด้วยยาแก้โรคจิต
ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะยังไม่ถึงกับมีอาการของโรคจิตก็ตาม 
ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ไวและช่วยให้ผู้ป่วยสงบสติอารมณ์ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น 
ยาในกลุ่มนี้มีให้เลือกใช้หลายชนิด
แต่แพทย์มักเลือกใช้ชนิดที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงมากๆ
เช่น คลอโปรมาซีน (chlorpromazine),
ไธโอริดาซีน (thioridazine), เพอร์เฟนาซีน (perphenazine)
เมื่อยาควบคุมอารมณ์ออกฤทธิ์เต็มที่และอาการของผู้ป่วยดีขึ้น
แพทย์ก็จะค่อยๆลดและหยุดยาในกลุ่มนี้ไป

ยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)
ในผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ที่กำลังมีอาการซึมเศร้านั้น
แพทย์สามารถให้การรักษาด้วยยาควบคุมอารมณ์โดยไม่ต้องให้ยาแก้โรคซึมเศร้าก็ได้
แต่บางครั้งแพทย์อาจเลือกที่จะให้ยาแก้ซึมเศร้าด้วย
เพื่อให้ได้ผลแน่นอนขึ้นแล้วค่อยลดและหยุดยาแก้โรคซึมเศร้า
เมื่อผู้ป่วยสบายดีเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วย “ ดีเกิน ”
กลายเป็นอาการตรงข้ามกับซึมเศร้าไป

ยาแก้โรคซึมเศร้ามีให้เลือกใช้หลายชนิด แต่ละชนิดมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
แต่ผลข้างเคียงต่างกันเช่นบางชนิดทำให้ง่วงบางชนิดไม่ทำให้ง่วง
ยาแก้ซึมเศร้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าเช่นเดียวกับยาควบคุมอารมณ์

โดยทั่วไปเมื่อเริ่มการรักษาแพทย์มักสามารถควบคุมอาการของผู้ป่วยได้
ในเวลาประมาณ 1 เดือนและผู้ป่วยมักหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 2 เดือน
หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาควบคุมอารมณ์ต่อไปอีก 6-12 เดือน
แล้วค่อยพิจารณาหยุดยา
โรคไบโพล่าร์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายสนิทได้
คือหายกลับเป็นคนเดิมได้ แต่ไม่หายขาด

วันดีคืนดีผู้ป่วยจะกลับมามีอาการอีก
ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นมาหลายครั้ง เป็นค่อนข้างถี่ หรือเป็นแต่ละครั้งรุนแรงมาก
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต่อไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาใหม่

บุคคลที่มีชื่อเสียงที่แสดงตนว่าเป็นโรค Bipolar

(ภาพจาก www.bipolarinsights.com )



ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกลับมาใหม่ที่พบบ่อยมี 3 ข้อคือ

เครียดมาก
อดนอน
ขาดยา


ปัจจัยข้อที่ 1 เป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงได้ยากโดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่การงาน
ต้องรับผิดชอบมากๆแต่เราก็คงจะสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้บ้าง
ให้เครียดเฉพาะที่จำเป็นต้องเครียด

ส่วนปัจจัยอีก 2 ข้อนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงได้
ไม่ว่า(การ)งานจะยุ่งเพียงใด ไม่ว่างาน(เลี้ยง)จะสนุกแค่ไหน
ให้ ให้ความสำคัญกับการนอน ก่อน จัดเวลาให้นอนให้พอเสมอ
แล้วท่านจะไม่ต้องมานอนที่โรงพยาบาลบ่อยนัก

นอกจากนั้นก็ กินยาให้ครบ ถึงแม้ว่าจะน่าเบื่อเพียงใดก็ตาม
แพทย์ทุกท่านเห็นใจผู้ป่วยที่ต้องกินยานานๆแต่บางครั้งมันก็จำเป็น
เพราะเมื่ออาการกำเริบแต่ละครั้งมักเกิดความเสียหายแก่ทั้งตัวผู้ป่วยเองและญาติๆ
และยาสามารถช่วยป้องกันการกำเริบได้จริงๆ




bp magazine - for people with bipolar


นอกจากนี้ป้าเสลาได้ค้นพบว่า ที่ต่างประเทศให้ความสำคัญกับโรค Bipolar นี้มาก
ถึงขนาดมี นิตยสารสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคนี้ คือ  BP Magazine
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากมายเพียงใด
และเขาเหล่านั้นก็สามารถประกอบอาชีพ ดำเนินชีวิตได้เช่นคนปกติทั่วไป
โดยการดูแล รักษาตัวเองให้ถูกวิธี

 


(ข้อมูลจาก www.infomental.com
ภาพจาก www.bipolarinsights.com ,www.bp.com )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
marchgirl
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2010, 19:27:19 »


ขอเรียนปรึกษาค่ะ ถ้ามีคนที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ยอมรับการรักษา เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร เราจะทำยังไงดีคะให้เค้าเข้ารับการรักษาได้ เพราะเค้าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากมายเหลือเกิน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2010, 21:44:51 »



สวัสดีค่ะคุณ marchgirl

ป้าเสลาได้ค้นเจอบทความบางตอนของ  ผศ.พญ.สุทธิพร เจณณวาสิน จิตแพทย์
จาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000153278
สามารถอ่านบทเต็มได้ที่ ลิงค์นี้


การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
2. ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ออกกำลังกาย มีกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด หลีกเลี่ยงสุรา สารเสพติด
3. กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ามีปัญหาผลข้างเคียงจากยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่ควรหยุดยาเอง
4. หมั่นสังเกตอารมณ์ของตน เรียนรู้อาการแรกเริ่มของโรค และรีบไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการมาก
5. บอกคนใกล้ชิดถึงอาการเริ่มแรกของโรค ให้ช่วยสังเกตและพาไปพบแพทย์

การช่วยเหลือผู้ป่วย
1. เข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นการเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยของผู้ป่วย
2. ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยา และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
3. สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย เรียนรู้อาการเริ่มแรกของโรค และรีบพาไปพบแพทย์ก่อนที่จะมีอาการมาก
4. ช่วยควบคุมการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย ถ้าเห็นว่าผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการอีก
5. เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการ ให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน และไม่หยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์

ส รุปว่าโรคนี้รักษาหายได้ และสามารถกลับไปเรียนหรือทำงานได้ตามเดิม
เมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพจิต อย่ากลัวหรืออาย หมอทุกคนยินดีให้คำแนะนำและรักษาค่ะ
สะดวกที่ไหน ติดต่อได้ตามสถานพยาบาลทั่วประเทศ หรือ
ที่ หน่วยตรวจโรคจิตเวชศาสตร์ ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 7 รพ.ศิริราช
เวลา 8.30-16.00 น. โทร. 0-2411-3405, 0-2419-7373



ปัญหาของคุณ ..ลองโทรฯปรึกษาที่หน่วยงาน ตามเบอร์ข้างบนนี้ดู น่าจะได้คำแนะนำที่เหมาะสม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
knownone
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2010, 16:01:59 »


ฝากประชาสัมพันธ์ Bipolar Friend Club
สำหรับคนที่เป็นไบโพลาร์และคนรอบตัวคนที่เป็นไบโพลาร์
http://on.fb.me/bipolarfc
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal