๓๖ กลยุทธ์ ตำราพิชัยสงครามแห่งชัยชนะ

<< < (2/9) > >>

โบจัง:
Tweet


อ่านแล้วน่าสนใจมากๆ ค่ะ
คุณณรงค์ ค่ะ เจ้าพ่อไมโครซอฟ เป็นยิว ใช่ป่าวค่ะ :'(

narong:
Tweet


อ้างจาก: โบจัง ที่ กรกฎาคม 13, 2006, 17:05:22

อ่านแล้วน่าสนใจมากๆ ค่ะ
คุณณรงค์ ค่ะ เจ้าพ่อไมโครซอฟ เป็นยิว ใช่ป่าวค่ะ :'(


ไม่น่าจะใช่ครับ ::)ต้องลองค้นหาประวัติในเน็ทดู

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5_%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C

narong:
Tweet


กลยุทธ์ที่ ๕ ตีชิงตามไฟ
เมื่อศัตรูมีภัยใหญ่หลวง ให้ฉกฉวยเอาประโยชน์ใช้ความแกร่งพิชิตความอ่อน

กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า เมื่อศัตรูอยู่ในภาวะวิกฤติ ควรฉวยโอกาสรุกรบโจมตีเพื่อให้ได้มา
ซึ่งชัยชนะ หรือให้ผู้เข้มแข็งออกโรงเข้าแทรกแซงให้ผู้อ่อนกว่ายอมสยบด้วยนี้ก็คือที่เรียกว่า
“ใช้ความแกร่งพิชิตความอ่อน” ความหมายเดิมของ “ ตีชิงตามไฟ” คือ ในขณะที่ผู้อื่นถูกเพลิง
เผาผลาญห่วงแต่ตัวเอง ไม่ว่างกับเรื่องอื่น ก็ฉวยโอกาสแย่งชิงเอาของของผู้นั้นมาหรือ
ในขณะที่ผู้อื่นตกอยู่ในอันตรายหรือในความยากลำบาก ก็รุกล้ำเอาผลประโยชน์ของผู้นั้นมา
เมื่อนำมาใช้ในการทหาร ก็คือสิ่งที่ตำราพิชัยสงครามของ “ ซุน วู ว่าด้วยอุบาย” กล่าวไว้ว่า
“ ชิงเอาในยามปั่นป่วน” หรือที่ “ว่าด้วยอุบาย” ของตู้มู่ นักการทหารอีกคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
“ เมื่อข้าศึกวุ่นวายปั่นป่วน อาจฉวยโอกาสช่วงชิงมาได้” กลยุทธ์นี้ แต่เดิมมาจากตำราพิชัยสงคราม
ของ ซุน วู “ ว่าด้วยอุบาย” ที่กล่าวไว้ว่า “ ชิงเอาในยามปั่นป่วน” ฉะนั้น กลยุทธ์นี้จึงเป็นกโลบาย
ที่ฉวยโอกาสในยามที่ข้าศึกอยู่ในภาวะวิกฤต เข้ารุกรบโจมตีอย่างหนึ่ง ที่กล่าวว่า
“ เมื่อข้าศึกมีภัยมหันต์ ให้ฉกฉวยเอาประโยชน์” มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในด้านการทหารหากจะนำไปใช้ได้
ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง จะได้ผลหรือไม่อย่างใดก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ในบางครั้ง
ยังอาจจะใช้วิธีการต่าง ๆ ทำให้ข้าศึกเกิดวิกฤติ ให้เกิดความระแวงสงสัยในกันและกัน
ตอกย้ำความประหวั่นพรั่นพรึงทางจิตใจให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นเพื่อบั่นทอนพลังสู้รบของข้าศึก เป็นต้น

หลังจากนั้นจึงฉวยโอกาสชิงเอาชัย นี่ก็นับอยู่ในการใช้กลยุทธ์นี้ด้วย ตัวอย่างเหตุการณ์ภาคใต้ของประเทศไทย
ดังที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗
คือการปล้นค่ายทหาร สังหารทหารยามและนำปืนออกจากค่ายทหารทางภาคใต้ของไทยอย่างอุกอาจ
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่แม้กระทั่งครั้งที่มีเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในยุคสงครามเย็น
ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์สะเทือนขวัญของทหารไทยและชาวไทยเช่นนี้มาก่อน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
อย่างไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้น ถ้านับจากสถานการณ์ที่มีการยุติการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์และการเข้าร่วม
พัฒนาชาติไทยของกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ ทั่วประเทศรวมทั้งทางภาคใต้ด้วย เหตุการณ์ทางภาคใต้
สงบเรียบร้อยมาโดยตลอด จนกระทั่งมีเหตุให้มีการยุบ ศอบต.ในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ภาคใต้
ไม่ได้มีอะไรอีกเลย ประชาชนชาวใต้ก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะแยกตัวออกเป็นอิสระหรือเป็นประเทศอิสระ
แต่ประการใด อีกทั้งเมื่อชาวมุสลิมทั่วโลกมีความเกรงกลัวจากการถูกประณามว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
การก่อการร้ายทั่วโลกด้วยแล้ว ชาวมุสลิมเองก็ต้องการที่จะทำให้เห็นว่าตนเองไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ที่ชาวโลกเห็นเช่นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการใส่ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามของชาวมุสลิมทั้งนั้น ถ้าชาวมุสลิม
จะสนับสนุนชาวมุสลิมด้วยกันให้ก่อการร้ายร้ายแรงขึ้นกว่าเดิมก็ยิ่งเป็นการฆ่าตนเองไปทุกวัน
ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะกระทำเช่นนั้นโดยแท้ อีกทั้ง อิรัก ก็ถูกสหรัฐฯ ยึดครองไปแล้วเรียบร้อย
ซีเรียก็ประกาศตนเองเรียบร้อย เช่นเดียวกันว่าสนับสนุนผู้ก่อการร้ายไม่ได้เพราะสหรัฐฯ
จะหาเหตุเข้าโจมตีซีเรียอีก ซีเรียจึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้สหรัฐฯ หาเหตุเข้าโจมตีตนได้
ต้องถอยห่างจากการก่อการร้ายทั้งทางลับและเปิดเผย ส่วนประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ
ก็อยู่ในอาณัติของสหรัฐฯ จนสิ้น ถ้ามีข่าวคราวใด ที่ซีไอเอ อันเป็นองค์กรที่รู้เรื่องการก่อการร้ายดีที่สุดในโลก
อยู่ในขณะนี้ก็จะสามารถพิสูจน์ทราบได้ในทันที จึงเป็นไปไม่ได้อีกโดยแท้ที่ประเทศในตะวันออกกลาง
จะให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในประเทศไทย เพราะเหตุผลล้วนฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น ถ้าจะว่าชาวมุสลิมอินโดนีเซีย
สนับสนุน ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันเพราะไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกที่จะทำ เพราะอินโดนีเซียก็มีปัญหาของตนเองไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพยายามแบ่งแยกดินแดนของชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
ที่ต้องการจะทำลายความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย เพื่อผลทางด้านทรัพยากร ผลด้านศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิก เหตุผลด้านการช่วยเหลือชนเผ่าเดียวกันคือออสเตรเลียที่ถือว่าอินโดนีเซียเป็นภัยคุกคาม
ที่อันตรายที่สุดของตน การช่วยเหลือออสเตรเลียเช่นนี้ก็จะทำให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลเข้าครอบงำออสเตรเลียได้
โดยปริยายเช่นเดียวกัน หรือไม่ก็เรื่องผลประโยชน์ร่วมอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งเมื่ออินโดนีเซียมีปัญหาเช่นนี้
จะด้วยเหตุผลอันใดที่อินโดนีเซียจะมาสนับสนุนชาวมุสลิมภาคใต้ของไทยให้ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐ
ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน แล้วถ้าอินโดนีเซียจะทำก็ควรเลือกทำในช่วงที่ตนมีเอกภาพมากที่สุดไม่ดีกว่าหรือ
คือในยุคที่ซูฮาร์โต้เรืองอำนาจ ซึ่งซูฮาร์โต้ถึงขั้นเข้ายึดติมอร์ตะวันออกได้ ถ้าอยากได้ภาคใต้ของไทยก็ทำในช่วงนั้น
จะมีเหตุผลมากกว่าว่าซูฮาร์โต้ต้องการขยายอำนาจของตนซึ่งก็ไม่มีเกิดขึ้น ถ้าเป็นมาเลเซียจะให้การสนับสนุน
ผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ของไทยก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้อีกเพราะมาเลเซียก็เพิ่งเปลี่ยนผู้นำที่เข้มแข็งที่สุดไป
คนที่มาเป็นผู้นำมาเลเซียคนต่อมาก็ไม่ได้มีความหิวกระหายที่จะขยายอำนาจของตนเข้ามาในประเทศไทยแต่อย่างใด
ซึ่งเมื่อวิเคราะห์กันด้วยเหตุด้วยผลก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีเหตุผลอันควรที่ผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ของไทยจะได้รับ
การสนับสนุนจากมิตรประเทศเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพของประเทศไทยได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเป็นใคร
ที่สร้างเรื่องราวขึ้นมาให้ประเทศไทยมีความวุ่นวายและสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร จะเห็นได้ว่าเรื่องราวทางภาคใต้
ของไทยประทุขึ้นหลังจากที่ทหารไทยเสียชีวิตในอิรัก ๒ นาย เหตุการณ์ห่างกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องราวของทั้งสองพื้นที่มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าไม่มีก็คือไม่มี

แต่ถ้าคิดแบบนักยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ ดังที่ซุน วู กล่าวไว้ว่า
“ ....การสงครามทั้งหลายอยู่บนพื้นฐานของการลวง....” ทุกอย่างถ้าเป็นการต่อสู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การต่อสู้ในเวทีนานาชาติด้วยแล้วการลวงจะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางยากที่จะเข้าใจได้ด้วยการคิด
เพียงแค่ชั้นเดียว ดังที่ทราบกันแล้วว่า สถานการณ์ในอิรักขณะนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ สหรัฐฯ
ต้องการพันธมิตรเข้าไปช่วยพยุงฐานะตนในอิรัก ฝ่ายที่ให้การสนับสนุนการต่อต้านสหรัฐฯ ในอิรักก็คง
เป็นฝ่ายที่สูญเสียผลประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่สหรัฐฯ ยึดครองอิรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายย่อมไม่ปล่อยให้สหรัฐฯ กลืนกินสหรัฐฯ อย่างคล่องคอเพราะนั่นหมายถึง
ผลประโยชน์มหาศาลของมหาอำนาจเหล่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่จะจัดให้มีกลุ่มต่อต้านขึ้นในอิรัก
จึงทำให้ทหารสหรัฐฯ ในช่วงนั้นถูกโจมตีและเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวันดังที่ปรากฏในข่าว การสูญเสียชีวิต
ของทหารไทยในอิรักจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจถอนทหารออกจากอิรักได้

การสร้างเหตุการณ์ในภาคใต้ให้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายจากตะวันออกกลางเป็นต้นเหตุจะช่วยสร้างความโกรธแค้น
ให้กับคนไทย และทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นมีความชอบธรรมในการที่จะดำรงกำลังทหารไว้ในอิรักต่อไป
เกมทางภาคใต้ของไทยจึงมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ในอิรักอย่างแน่นแฟ้น และมีความสัมพันธ์กับ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างแน่นแฟ้นเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ตามมาด้วย
เหตุการณ์ย่อย ๆ อีกมากมายทำให้คนไทยเห็นจริงว่าสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นจริง
ทุกฝ่ายไม่ได้มีความสงสัยเป็นอย่างอื่นนอกจากพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าชาวมุสลิมต้องการจะแบ่งแยกดินแดน
หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์ย่อย ๆ ตามขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสถานการณ์ที่มีการทวีความรุนแรง
ขึ้นมาโดยตลอด มีการปล้นชิง มีการเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีการท้าทายอำนาจรัฐนานัปการ

ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ซึ่งมีผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่าหนึ่งร้อยคน
สถานการณ์ยิ่งบานปลายหนักขึ้นอีกโดยลำดับ จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ มีการชุมนุมประท้วง
ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมาอีก ๘๔ ศพ ความรุนแรงเช่นนี้
เป็นที่น่าประหลาดมากที่ไม่สามารถที่จะหาผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างแท้จริง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถ
ที่จะกำหนดวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างได้ผล สายงานด้านการข่าวทุกสายงุนงง แต่เมื่อหาหลักฐานใด ๆ ไม่ได้
ก็มาลงที่ชาวมุสลิมที่ต้องการจะแบ่งแยกดินแดน ซึ่งได้กล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่ชาวมุสลิม
จะทำเช่นนั้น

มีตัวอย่างอยู่ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะนำมาเทียบเคียงเพื่อเป็นอุทาหรณ์เปรียบเทียบกับเรื่องดังกล่าวนี้คือ
ในยุคสงครามเย็นที่คนไทยต่างต่อสู้ประหัตประหารกันล้มตายมากมาย คนไทยในยุคนั้นเข้าใจกันอย่างเดียวว่า
ผู้ที่รุกรานคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ใครที่มีความเลื่อมในศรัทธาในลัทธิคอมมิวนิสต์ต้องถูกสังหารให้สิ้น
ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในเวลาต่อมาหลังจากที่มีการเข่นฆ่ากันระหว่างคนไทยมากมายแล้วปรากฏว่า
การยุติสงครามได้เกิดขึ้นจากการเจรจาให้ฝ่ายจีนระงับการช่วยเหลือสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย
ทำให้การต่อสู้จบสิ้นลงในเวลาต่อมา หลังจากนั้นได้มีหลักฐานหลายอย่างปรากฏขึ้นมาดังเช่น หนังเรื่อง แอร์อเมริกัน
ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงที่บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซีไอเอ ของสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย
คอมมิวนิสต์ให้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อโค่นล้มรัฐบาลไทย อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง
การโค่นล้มรัฐบาลไทยโดยอาศัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งคนไทยไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุน
ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ คนไทยทั้งประเทศรู้เพียงว่าผู้ช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์คือ
มหามิตรสหรัฐอเมริกานั่นเอง เป็นเรื่องแปลกที่สหรัฐฯ ทั้งให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และให้การสนับสนุน
การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ด้วย เรื่องอย่างนี้มีความหมายว่าอย่างไร หมายความว่าสหรัฐฯ
สามารถทำได้ทุกอย่าง ดังเช่นกับกรณีภาคใต้ของไทยสหรัฐฯ ก็สามารถทำได้ใช่หรือไม่ คนไทยก็จะไม่มีวันรู้ว่า
ใครทำใครอยู่เบื้องหลัง จะรู้อีกครั้งหนึ่งก็เมื่อเราสูญเสียอะไรต่อมิอะไรไปมากมามายแล้วเท่านั้น
นี่คือตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พ.ศ.๒๕๐๔ โดยนาย Lindon B. Johnson รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
(ต่อมาเป็นประธานาธิบดี) ทำแผนปฏิบัติการร่วมอย่างถาวรของสหรัฐ(ลับที่สุด) นำเสนอต่อ
ประธานาธิบดี John F. Kenede ในเอกสารลับนั้นมีข้อความระบุว่า “ เราจะต้องสร้างสถานการณ์
สร้างภาพตัวศัตรูขึ้นมา แล้วยกขึ้นมาเป็นจุดสำหรับโฆษณาภายใต้สื่อสารการควบคุมของเรา
และนำเอาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจอันทันสมัย ที่เราออกแบบไว้แทรกเข้าไป
ใช้กับทางการตลาดและทางธุรกิจ (Enterprises) ของพวกเขาเพื่อผลประโยชน์ของเรา”

“......ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง ของความต้องการอย่างแท้จริงของเรา ในพื้นที่บริเวณนี้
การปฏิบัติการอย่างตั้งใจจริง และประกอบด้วยความสามารถอย่างเปี่ยมล้น ที่จะเข้าควบคุมด้านเศรษฐกิจ
การเมือง การทหาร จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ “วอชินตัน” อย่างใกล้ชิด....การตัดสินใจ
การปฏิบัติการ และการดำเนินงานทุกด้านในภูมิภาคนี้ก็คืออย่างนี้ เราไม่สามารถจะอยู่รอดได้ด้วย
การปฏิบัติการสนธิสัญญาใด ๆ ไม่สามารถจะยืนอยู่ได้ด้วยประเทศที่เป็นมิตรของเรา แต่เราต้องพุ่งตรงไปข้างหน้า
และวิธีการหลัก(Key) ที่ต้องทำก็คือ ต้องเข้าควบคุม, วางโครงการ, บังคับ,และเอาผลประโยชน์ที่แน่นอน
จากโครงการช่วยเหลือทั้งหลายของเรา โดยใช้หน่วยคณะที่ปรึกษาทางทหาร (MAAG.)
เป็นส่วนเจาะนำหน้าเข้าไป....”

(หลักฐาน....เอกสารลับสุดยอดMission to South East Asia, India, and PakKistan)
นั่นแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ อย่างไม่ต้องมีข้อสงสัยอีกต่อไป เรื่องราวที่เราคิดว่าสหรัฐฯ
จะไม่ทำสหรัฐฯ ย่อมทำได้หมด ดังที่ซุน วู กล่าวในเรื่อง การทำศึก บรรพที่ ๒ ในตำราพิชัยสงคราม ซุน วู ว่า
“....หลักแห่งการบัญชาการทัพ อย่าหวังว่าข้าศึกไม่มา เราพึงเตรียมการให้พร้อม อย่าหวังข้าศึกไม่ตี
เราพึงทำให้มิอาจโจมตี ....” ถ้านับว่าทุกเรื่องคือการสงคราม ธรรมชาติของการสงครามเป็นเช่นนี้
ผู้ที่จะเข้าสู่สงครามก็เปรียบเสมือนแม่ทัพบัญชาการศึกต้องไม่คิดว่าข้าศึกจะไม่มาต้องมีการเตรียมการ
ให้พร้อมอยู่เสมอ ถ้าประชาชนคนไทยก็จะต้องคิดว่าสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะไม่เกิดผลร้ายต่อประเทศไทยนั้น
แท้ที่จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเรื่องเหมือนกัน

จากเอกสารลับของแพนตากอนปี พ.ศ.๒๕๐๘ ของ RoBert S. Macnamara http://en.wikipedia.org/wiki/Robert_MacNamara
 รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ ว่า
“.....ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราชมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ไม่เหมือนกับประเทศเวียดนามที่มีความสำนึก
ในด้านชาตินิยมรุนแรง ประเทศไทยมีคอมมิวนิสต์ในประเทศ อยู่น้อยมาก (It has few domestic Communist)
ไม่สามารถสร้างความเสียหายใด ๆ ได้ เราจะต้องตั้งหน้าตั้งตา พยายามทำให้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นของเรา
ที่มั่นคงเหมือนหินมิใช่กองทราย (A foundation of rock political a bed of sand) ซึ่งเราจะได้ใช้เป็นฐาน
ทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ ในอันที่เราจะเข้าไปครอบคลุมเอเซีย....”

หลักฐานเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๗ ว่า “ องค์กรCIA ได้ปลอมจดหมายให้กับ ผกค. ถึงนายกรัฐมนตรี
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อขอแบ่งแยกดินแดนภาคอิสาน เพื่อเป็นเขตปลดปล่อยปกครองตนเอง
โดยระบอบคอมมิวนิสต์” กรณีดังกล่าวนี้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เชิญ นายวิลเลี่ยม อาร์ ดินเนอร์
เอกอัครราชทูตอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อชี้แจงกรณี CIAปลอมจดหมาย ผกค. ดังกล่าว
นายวิลเลี่ยม อาร์ ดินเน่อร์ ได้มีหนังสือขออภัยต่อนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ ต่อกรณีที่เกิดขึ้น
และได้สั่งปิดสำนักงาน CIA ในจังหวัดสกลนคร และเจ้าหน้าที่ CIA ผู้กระทำความผิดฐานออกจดหมาย
ผู้ก่อการร้ายถึงนายกรัฐมนตรีไทยนั้น ได้ส่งกลับอเมริกาไปแล้ว .. ?? ” ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะให้คนไทย
ที่เป็นเจ้าของประเทศ นักยุทธศาสตร์นักการทหาร ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศไปเคียดแค้นชิงชังใคร
หรือประเทศใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติที่ประเทศมหาอำนาจทุกประเทศจะต้องทำ
ต่อประเทศที่เล็กกว่าและเป็นผลประโยชน์ของตน แต่ผู้เขียนเพียงมีความมุ่งหมายที่จะให้คนไทยทุกคน
ที่กำลังอยู่ในวังวนของความเชื่อบางอย่างที่ไม่สามารถที่จะหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ทางภาคใต้ของไทยเราว่า
จะไปในทิศทางใด ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยไปเช่นนี้กาลจะบานปลายเลยเถิดไป
จนถึงขั้นที่ประเทศที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์นำพาองค์กรสหประชาชาติอันเป็นองค์กรที่สหรัฐฯ
ควบคุมและชี้นำหรือแสวงประโยชน์ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อองค์การสหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อนั้นประเทศมหาอำนาจดังกล่าวก็จะหาเหตุนานัปการที่จะสร้างสถานการณ์ให้ทวีความรุนแรงขึ้น
ในที่สุดก็จะกลายสภาพเป็นเหมือนดังเช่น ติมอร์ตะวันออก คือสหประชาชาติเข้ามาแก้ไขปัญหา
นำไปสู่การแบ่งแยกเป็นรัฐอิสระ เจ้าของประเทศทำอะไรไม่ได้เหมือนดังเช่นอินโดนีเซีย
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาลคือสหรัฐฯ ที่ได้ทั้งการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง
ขยายไปสู่การควบคุมช่องแคบมะละกาอย่างเบ็ดเสร็จ ควบคุมอินโดนีเซียได้ ควบคุมมาเลเซียได้
สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึงซึ่งควบคุมได้อยู่แล้ว จะนำไปสู่การต่อสู้กับพม่าอีกครั้งหนึ่งที่จะปิดล้อมจีน
ทางด้านพม่าอีก ที่สำคัญคือการควบคุมทรัพยากรของไทยที่เพิ่งสำรวจพบใหม่ในเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้
( ต.ค.๒๕๔๗ ) การแก้ปัญหาด้านอิรักของสหรัฐฯ ก็ทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ผู้เขียนกล่าวมาอย่างยืดยาวในเรื่องนี้เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่าใครทำอะไรกับเรา
การใช้กลยุทธ์ “ ชิงตีตามไฟ” โดยประเทศมหาอำนาจสหรัฐฯ ที่ทำต่อเราและประเทศเพื่อนบ้าน
ให้มีความระแวงสงสัยซึ่งกันและกันโดยอาศัยเหตุการณ์ภาคใต้ที่สหรัฐฯ เป็นผู้มีส่วนในการสร้างขึ้นมาเอง
เมื่อต่างฝ่ายต่างระแวงสงสัยและฆ่าฟันกันเอง ต่างฝ่ายก็อ่อนเปลี้ย ผู้จะได้ประโยชน์คือผู้ที่สร้างสถานการณ์
ประโยชน์ที่จะได้รับก็คืออย่างน้อยที่สุดคือทรัพยากรในประเทศต่าง ๆ ทั้งในอินโดนีเซียที่ถูกคนไทย
ระแวงสงสัยว่าให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย มาเลเซีย ก็ถูกคนไทยระแวงสงสัยเช่นเดียวกัน
เมื่อทุกประเทศในภูมิภาคต่างระแวงสงสัยซึ่งกันและกันไฟแห่งความเคียดแค้นซึ่งกันและกันก็เกิดขึ้น
การเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยก็ตามมา ผู้ที่สร้างสถานการณ์ก็จะเข้าโจมตีเพื่อแย่งยึดเอาผลประโยชน์ไป
ดังกลยุทธ์ที่ว่า “ ชิงตีตามไฟ” ผู้เขียนอยากจะอ้อนวอนคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างความเสียหาย
ให้กับประเทศชาติให้พึงระลึกถึงผลประโยชน์ของชาติอย่านึกถึงเพียงผลประโยชน์ของตนและกลุ่มตน
ท่านทั้งหลายเหล่านั้นอย่านึกว่าไม่มีใครรู้พฤติกรรมของท่าน ถ้าท่านไม่หยุดการกระทำตั้งแต่บัดนี้
เมื่อคนไทยทั้งประเทศรู้โดยทั่วกันท่านจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่

ถ้าจะพูดว่า ซีไอเอ ให้การสนับสนุนกลุ่มโจรพูโลในพื้นที่ภาคใต้ของเราจะมีคนคิดกันอย่างไร สิ่งไม่น่าเชื่อเช่นนี้
สามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ .....ถ้าจะพูดว่าทุกคืนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ภาคใต้จะมี ฮ.จากทางด้านตะวันออก
บินเลียบชายทะเลระยะความสูงที่ปลอดภัยจากการตรวจจับของเรดาร์ พอใกล้รุ่งสางก็บินกลับ ในวันรุ่งขึ้นเช้า
ก็มีเหตุการณ์ทางภาคใต้ของไทย ถ้าพูดเช่นนี้จะมีคนคิดกันว่าอย่างไร .....ถ้ามีคนพูดว่ามีเรือดำน้ำสหรัฐฯ
ดำน้ำลอยลำอยู่ในน่านน้ำใกล้กับที่เกิดเหตุในภาคใต้ของไทยอยู่คนไทยจะคิดกันอย่างไร.......ต้องคิดกันต่อไป

ในโลกแห่งความเป็นจริงเมื่อพูดถึงผลประโยชน์แห่งชาติของตน การต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ
เหล่านั้นจะเป็นดังเช่นการทำสงคราม ฉะนั้นคู่สงครามจะกระทำต่อกันอย่างไม่มีความปราณี
ถึงคราวเข่นฆ่าก็ต้องเข่นฆ่า ถึงคราวหักหลังก็ต้องหักหลัง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรที่ปรากฏบนโลกนี้
ในเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ดังเช่นคำกล่าวของซุน วู ในบทที่ ๘ ของ
ตำราพิชัยสงครามของเขาเรื่อง กลยุทธ์แปรรูปว่า

จงปราบบรรดาอริราชศัตรูโดย
ทำความพินาศให้กับมัน
สร้างความลำบากยากแค้นให้กับมัน
ให้มันต้องวุ่นอยู่เสมอ
หยิบยื่นเหยื่อแห่งอามิสประโยชน์
ทำให้มันต้องรีบรุดไปยังจุดใด ๆ ที่เราประสงค์

กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า
“เมื่อข้าศึกประสบกับความยากลำบากทั้งภายในและภายนอก จักต้องรุกโจมตีอย่างไม่ปรานี
ฉวยโอกาสอันดีนี้ กระหน่ำซ้ำเติมอย่าให้ตั้งตัวติดและพิชิตเอาชัยอย่าได้ช้า”

narong:
Tweet


กลยุทธ์ที่ ๖ ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม

เมื่อศัตรูปั่นป่วน มิรู้เหนือใต้ ดุจจมในปลักพึงชิงเอาชัยด้วยศัตรูอับจน

กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ตามคำอธิบายของ “ คัมภีร์อี้จิง ปั่นป่วน” คำว่า “ดุจจมปลัก”
ก็คือตกอยู่ในภาวะที่รวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน แต่ขยับตัวหรือกระจายแนวออกต่อตีมิได้มีอันตราย
ที่จะพังพินาศได้ทุกเวลา ประดุจฝูงสัตว์ที่ขาดหัวหน้า มิมีการบัญชาที่ถูกต้อง ก็จักต้องพ่ายแพ้
ไม่ช้าก็เร็ว หรืออีกนัยหนึ่ง ในระหว่างสงครามหรือการสัประยุทธ์ใด ๆ ก็ดี เมื่อการบัญชาการ
ของข้าศึกสับสนอลหม่าน มิอาจวินิจฉัยหรือป้องกันได้อย่างถูกต้องทันท่วงที จนเกิดเหตุ
อันไม่คาดฝันขึ้น พึงฉวยโอกาสที่ข้าศึกวุ่นวายไร้การควบคุม ทำลายเสีย ที่ว่า
“ ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม” ยังหมายถึงกลอุบายที่เห็นอยู่ทางตะวันออกหยก ๆ
แต่กลับวกไปอยู่ทางตะวันตก ส่งเสียงทางนี้ แต่ตีทางโน้นทำทีถอยแต่กลับบุก
ทำทีรุกแต่กลับถอย ลวงล่อข้าศึกอย่างแนบเนียน ทำให้ข้าศึกเกิดความเข้าใจผิด
แล้วฉวยโอกาสเข้าพิชิตเอาชัยแก่ข้าศึกอย่างหนึ่ง กลยุทธ์นี้มีอยู่ในตำราพิชัยสงคราม
หลายเล่มด้วยกัน เช่น “ ซุน วู ว่าด้วยภูมิประเทศ” “ยุทธวิธีร้อยแปด ว่าด้วยสงครามเสียง”
“ไหวหนานจื่อ การฝึกยุทธวิธี” เป็นต้น ในเล่มหลังนี้กล่าวว่า “ ดังนั้น มรรควิธีแห่งการใช้ทหาร
แสดงให้เห็นว่าอ่อนแต่ปะทะด้วยแข็ง แสดงให้เห็นว่าเปราะแต่ปะทะด้วยแกร่ง เมื่อจะรวบ
พึงกระจาย เมื่อจักไปประจิม ควรทำทีไปบูรพา...” หรือ “คัมภีร์ทั่วไป ว่าด้วยการศึกหมายเลขหก”
ของตู้อิ้ว ก็กล่าวไว้ว่า “ส่งเสียงว่าตีทางบูรพา แต่ที่แท้ตีทางประจิม”

ตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์นี้คือ เรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน
ที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์ของสหรัฐอเมริกา ดังที่ได้มีการศึกษา
กันอย่างกว้างขวางกันในมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีนในสมัยที่ผู้เขียนได้เข้าศึกษา
หลักสูตรป้องกันประเทศของจีน จนกระทั่งผู้เขียนได้ทำการวิจัยพร้อมกับแสดงหลักฐานอย่างแน่ชัด
ถึงการสร้างสถานการณ์ของสหรัฐฯ เองมาโดยตลอดพร้อมกันนั้นผู้เขียนได้ใช้หลักการตาม
ตำราพิชัยสงคราม ซุน วู อธิบายขั้นตอนในการวางแผนของสหรัฐฯ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จนสามารถสรุปออกมาได้ว่าเหตุการณ์ ๑๑ กันยายนฯ เป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น
อันเป็นที่แน่นอนแล้ว จนกระทั่งได้มีการถกแถลงกันอย่างกว้างขวางและในที่สุดเอกสารวิจัย
ดังกล่าวของผู้เขียนได้รับคัดเลือกให้เป็นเอกสารวิจัยดีเด่นของมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีน
ในปี ๒๕๔๕- ๒๕๔๖ ซึ่งผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ทั้งในอินเตอร์เนตและในหนังสือตามท้องตลาด
ซึ่งจะมีการวางขายในเร็ววันนี้ ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
( ซึ่งหาอ่านได้ในเวบ http://ARTAMART.FreeWeb-Hosting.com )

โดยได้กล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกลยุทธ์ตามตำราพิชัยสงคราม ซุน วู ไว้ต้อนหนึ่งดังนี้
“....การดำเนินกลยุทธ ซุน วู กล่าวว่า “ .......การทำสงครามทั้งปวงย่อมอยู่บนพื้นฐานของการลวง...”
ในทันทีที่ “ เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน” ได้ถูกสร้างขึ้นประชาคมโลกต่างตกตลึงต่อเหตุการณ์
ในช่วงที่ประชาคมโลกต่างตกตลึงอยู่นั้นสหรัฐอเมริกาได้ฉวยโอกาสปล่อยแผนลวงซึ่งได้มี
การวางแผนไว้อย่างดีล่วงหน้าแล้วออกมาคือ “ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” และ
“ สงครามถล่มอัฟกานิสถาน” หลังจากนั้นทุกประเทศในโลกก็ต้องปฏิบัติตามบงการของสหรัฐฯ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทันทีทันใด ต่อไปนี้จะเป็นการแสดงหลักฐานที่จะชี้ชัดว่าสหรัฐอเมริกา
ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการเป็นขั้น ๆ โดยการใช้แผนลวงนี้อย่างไร และหลักฐานจะเป็น
เครื่องสร้างความเข้าใจให้กับชาวโลกว่า เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน เป็นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ
ได้สร้างขึ้นเป็นแผนที่ลวงคนทั้งโลก ตามหลักการในตำราพิชัยสงครามของ ซุน วู ที่ได้กล่าวไว้แล้ว
ซึ่งหลักฐานที่จะนำมาแสดงเป็นตัวอย่างดังนี้

๑) เวลา ๐๘.๔๕ ปรากฏภาพข่าวเครื่องบินของบริษัทอเมริกันแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ ๑๑ ลำแรก
พุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ทางด้านเหนือ
ข้อพิจารณา ผู้ถ่ายภาพข่าวดังกล่าวทราบได้อย่างไรว่าจะมีเครื่องบินมาชนตึก โดยรอคอย
ถ่ายภาพข่าวไว้ล่วงหน้า ตำแหน่งดังกล่าวเป็นสี่แยกซึ่งไม่มีภาพทิวทัศน์ที่สวยงามให้บันทึก
แต่เป็นทางแยกที่สามารถมองเห็นตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ในระยะไกลได้ทางด้านขวา
ส่วนด้านซ้ายจะเป็นช่องทางแยกที่สามารถเห็นเครื่องบินบินผ่านเข้ามาพุ่งชน ลักษณะภาพดังกล่าว
ผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวงการสืบราชการลับจะทราบว่า นี่คือการถ่ายภาพ VDO ประกอบรายงาน
เพื่อนำเสนอผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของตน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการถ่ายภาพเครื่องบินลำแรกที่พุ่งชนนั้น
เริ่มตั้งแต่ยังไม่บินไปชนตึกจนกระทั่งชนตึก และซูมภาพระยะใกล้ให้เห็นการระเบิด
เมื่อเครื่องบินกระทบเป้าหมาย ซึ่งมุมกล้องตำแหน่งถ่ายทำ และภาพที่ออกมาไม่ใช่ลักษณะ
การถ่ายทำของนักท่องเที่ยว หรือนักข่าวสถานีโทรทัศน์โดยสิ้นเชิง

๒) เครื่องบิน F-16 ขึ้นถ่ายภาพความเสียหายตึกทิศเหนือ ก่อนตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์
ตึกทิศใต้จะถูกชน ( รายงานภาพข่าว สถานีโทรทัศน์ ฝรั่งเศส)
๐๘.๕๒ ได้ปรากฏภาพข่าวของสถานีโทรทัศน์ ฝรั่งเศส ซึ่งได้เสนอเหตุการณ์สดที่เกิดขึ้น
ณ ตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้านทิศเหนือ ขณะที่ภาพกำลังจับอยู่ที่แสงเพลิงและความเสียหาย
จากการพุ่งชนของเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตอยู่นั้น ได้ปรากฏว่ามีเครื่องบินรบ F-16 ของสหรัฐฯ
บินขึ้นเหนือตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้านทิศเหนือ โดยบินรอบตึกในระยะต่ำจนสามารถเห็นนักบิน
เป็นลักษณะของการตรวจสถานการณ์และถ่ายภาพ หลังจากนั้นเครื่องบิน F-16 ได้บินหายไปก่อน
ที่เครื่องบินจัมโบ้เจ็ตลำที่สองจะพุ่งชนตึกเวิร์ลด์เทรดด้านใต้ในเวลา ๐๙.๓๐ ตอนเช้า

๓) เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ บินเข้าไปยังบริเวณตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์
ก่อนที่ตึกทางด้านใต้จะถูกถล่ม ( รายงานข่าวจากสถานีโทรทัศน์ฝรั่งเศส)
๐๘.๕๔ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ เครื่องหนึ่งได้บินเข้าไปวนอยู่
บริเวณตึกทางเหนือที่ถูกถล่มโดยเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๓ แล้ว ที่จริงแล้วถ้าเครื่องบินใด ๆ ก็ตามของสหรัฐฯ ที่สามารถบินขึ้นได้
ก็สามารถที่จะเข้าไปช่วยผู้ที่ติดอยู่ในตึกได้ แต่ไม่มีเครื่องบินใด ๆ เข้าไปช่วยทั้ง ๆ ที่สามารถ
จะช่วยได้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าเป็นความจงใจของสหรัฐฯ เองที่ต้องการจะให้ชาวอเมริกัน
และชาวโลกได้เห็นภาพที่อเนจอนาถก่อนที่ตึกจะถล่มลงมาเพื่อหวังผลทางจิตวิทยา
ให้คนอเมริกันโกรธแค้น ให้ชาวโลกเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสารสมจริงสมจัง และผลก็เป็นไป
อย่างที่ผู้สร้างเหตุการณ์วางแผนเอาไว้คือได้รับความเห็นใจจากประชาคมโลกอย่างท่วมท้น
และสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง

๔) โครงสร้างของตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันเครื่องบินพุ่งชนโดยเฉพาะ
นายจอห์น แมกนัสสัน วิศวกรด้านการก่อสร้างจากบริษัทสตีลลิ่ง วอร์คแมคสัสสัน บาไซร์
แถลงว่าตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเครื่องบินพุ่งชน
ซึ่งได้เคยเกิดขึ้นกับตึกเอมไพร์เสตทที่เคยถูกเครื่องบิน B-25 พุ่งเข้าชนในปี พ.ศ. ๒๔๘๘
http://en.wikipedia.org/wiki/Empire_State_Building#History
มาแล้วทำให้วิศวกรได้ออกแบบเพื่อป้องกันหากมีกรณีการพุ่งชนของเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว
กรณีนี้ตึกจะไม่ยุบตัวลงมาได้เลยหากผู้ก่อวินาศกรรมไม่มีข้อมูล จุดอ่อนที่สุดของตึก
ซึ่งเก็บไว้เป็นความลับ การได้มาของความลับโครงสร้างจุดทำลายของตึก
“ คณะผู้ปลดปล่อย ( Crusader ) ซื้อจากบุคคลคณะทำงาน พิจารณาวิเคราะห์โครงสร้าง
แบบของตึกทั้งสองตึก เพื่อค้นหาจุดอ่อนและบกพร่องเพื่อวางแผนป้องกันโครงสร้างดังกล่าว
ถูกนำออกมาจากแหล่งเก็บข้อมูลได้เนื่องจากกรณีตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกวางระเบิด
เมื่อปี ๒๕๓๖

๕) ความขัดแย้งของภาพการชนตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้านทิศใต้
๐๙.๐๓ ภายหลังเครื่องบิน F-16 ได้ละจากพื้นที่ตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้ว
เครื่องบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ ๑๗๕ ได้พุ่งชนตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ด้านใต้
ผลที่เกิดขึ้น เหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกด้านใต้นี้ การนำเสนอในครั้งแรกนั้นเป็นภาพ
ที่เกิดขึ้นขณะนั้นเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที แต่ขัดแย้งกับข้อความในรายงานของ NSA และ FBI
รวมทั้ง CIA ซึ่งรายงานต่อประธานาธิบดีในจุดของการชนว่าเป็นชั้นที่เท่าใด ตำแหน่งใด
กี่องศาจึงมีการแก้ไขภาพข่าวใหม่โดยสร้างเป็น Visual แสดงให้เห็นการชนของเครื่องบิน
ที่บินเอียงเล็กน้อยก่อนเข้าชนตึก มิใช่บินชนในแนวระนาบ ดังนั้นบ่ายของวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔
สถานีโทรทัศน์ทั่วโลกทุกช่องจึงได้รับสัญญาณภาพข่าวจาก CNN ซึ่งเป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วย
Visual Program พร้อมนั้นได้มีการสร้างเสริมต่อเติมภาพ VDO ข่าวตามต้องการให้น่าตื่นเต้น
อีกหลายสถานี เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการบินได้แถลงว่า ตามภาพที่เห็นว่าเครื่องบิน
มีลักษณะเอียงเช่นนั้น เมื่อพุ่งเข้าชนจะทะลุไปเป็นมุม ๔๕ องศา แต่ตามความเป็นจริงภาพที่เห็น
ก่อนหน้านั้นเครื่องบินได้ทะลุตึกไปเป็นมุม ๑๘๐ องศา แสดงว่าเครื่องบินชนตึกในแนวระนาบ
ไม่ได้หักเลี้ยวทำมุมตามภาพ จึงเชื่อได้ว่าภาพที่แสดงการเลี้ยวของเครื่องบินก่อนพุ่งเข้าชนนั้น
สร้างภาพขึ้นภายหลัง โดยผู้ไม่มีความเข้าใจเรื่องวิศวกรรมการบินพอ

๑) เหตุผลการบินอ้อมของเครื่องบินลำที่ ๒ ก่อนพุ่งชนตึกด้านทิศใต้
นายโทนี่ เจย์ อาร์มสตรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ที่ปรึกษาของ FBI
ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะที่ปรึกษาฯ ว่า “ สาเหตุที่เครื่องบินโบอิ้งของบริษัทยูไนเต็ดแอร์ไลน์
ซึ่งขึ้นจากสนามบินโลแกนเมืองบอสตัน บินอ้อมไปหลายรัฐก่อนพุ่งเข้าชนตึกด้านใต้นั้น
ตามความเห็นของเขาเห็นว่ามีความเป็นไปได้สถานเดียวคือ “ การถ่วงเวลาให้เกิดค่าสมดุล”
เพื่อรอเวลาให้ตึกด้านเหนือซึ่งถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงที่ลุกจากน้ำมันเครื่องบิน จะมีความร้อนสูงกว่า
๑๐๐๐ องศา C โครงสร้างเหล็กภายในจะหลอมละลายเหมือนพลาสติกถูกไฟลนและอ่อนตัว
ซึ่งจะใช้เวลาระยะหนึ่งที่ต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ นาที ความเชี่ยวชาญและข้อมูลของผู้ก่อวินาศกรรม
นับว่ากว้างขวางมาก จะเห็นได้จากการชนตึกด้านใต้นั้น เครื่องบินจะชนตรงรอยต่อ
ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุด และเป็นความลับที่สุดบุคคลภายนอกจะไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
การชนตึกด้านใต้ตรงจุดเปราะบางและอ่อนไหวที่สุดของตึกเช่นนั้น ก็เพื่อให้ตึกขาดความสมดุล
จะเห็นว่าเป็นการชนด้านข้างเพื่อให้โครงสร้างของตึกตรงนั้นขาดออกจากกัน และเกิดการเอียง
เพราะขาดสมดุลไม่ใช่ชนลักษณะปกติ การชนระยะมุมกระทบ ตำแหน่ง ถูกต้องตรงจุด ได้องศา
แม่นยำเหมือนกับการลากด้วยปากกาแสง ( Light Pen ) บนจอเรดาร์ เมื่อเกิดการหักที่มุมตึก
ด้านทิศใต้จากการชนเช่นนั้น จึงเป็นการทำลายจุดสมดุลที่สำคัญของตึกที่จะทรงตัวอยู่ได้
ซึ่งทำให้ตึกใต้ยุบตัวลงมาอย่างรวดเร็วเพราะขาดจุดสมดุลของโครงสร้างและยุบตัวลงมา
อย่างรวดเร็วก่อนตึกด้านทิศเหนือ ซึ่งขณะนั้นเหล็กได้หลอมละลายได้ที่แล้ว และไม่สามารถ
รับน้ำหนักของตึกชั้นบนประมาณ ๒๐ ชั้น ซึ่งมีน้ำหนักโดยรวมเฉลี่ย ๕๐,๐๐๐ ตันไว้ได้

ตึกด้านทิศเหนือได้รับแรงสะท้อนจากการยุบตัวของตึกด้านใต้ จึงทำให้ตึกเหนือยุบตัวตามลงมา
และชั้นต่าง ๆ ที่เหลือด้านล่างก็ไม่สามารถรับน้ำหนักของตัวอาคารจึงยุบลงทั้งหมดในลักษณะ
แนวดิ่งดังที่ปรากฏ ผู้ที่วางแผนวินาศกรรมนี้จะต้องเป็นนักวิศวกรรมชั้นเยี่ยม และต้องมี
คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นนักฟิสิกส์จึงสามารถคำนวณระยะเวลา ความร้อน น้ำหนัก โครงสร้าง
จุดเปราะของตึก และองศาที่เครื่องจะเข้าชนได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการพุ่งเข้าชนด้วย
ความแม่นยำเช่นนั้นทั้งสองตึก ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้โดยนักบิน น่าจะเป็นการบังคับด้วยเครื่องมือ
หรือเทคโนโลยีพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า “ ขบวนการก่อการร้ายจะมีความสามารถทำได้
หากไม่มีข้อมูลลับ และคณะทำงานที่มีความรอบรู้อย่างเชี่ยวชาญ” ตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์
ทั้ง ๒ ตึกดังกล่าวนี้ เป็นที่ตั้งบริษัท องค์กรธุรกิจการเงินระดับประเทศ รวมทั้งสิ้น ๘๐ ประเทศ
ผลของการก่อวินาศกรรมดังกล่าวนั้น ทำให้ขบวนการก่อวินาศกรรมมีศัตรูเพิ่มขึ้นทันที ๘๐ ชาติทั่วโลก

๖). ???
๗). ???

๘) มันเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิงที่ผู้ก่อการร้ายจะมีความจงใจสร้างศัตรูให้เกิดขึ้นจาก
“ เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน” เพราะว่าประชาชนที่เสียชีวิตอันเนื่องจากการถล่มตึกในครั้งนี้เป็น
นักธุรกิจจากทั้งหมดกว่า ๘๐ ประเทศทั่วโลก มันหมายความว่า บิน ลาเดน สร้างศัตรูขึ้น
ในคราวเดียวกันถึง กว่า ๘๐ ประเทศ

๙) การชนตึกเพนตากอนกับงบประมาณทางทหาร
โครงการระบบป้องกันขีปนาวุธ ( MMD ) เป็นโครงการตั้งขีปนาวุธเพื่อป้องกันสหรัฐฯ
ในทุกภูมิภาคของโลกและถือเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช
ได้ทำการรณรงค์เพื่อให้สหภาพยุโรปเห็นพ้องด้วย โดยพลเอก คอลิน เพาเวล เดินทาง
ไปยังกลุ่มประเทศในเครือยุโรปแต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มว่า
จะไม่ได้รับผลสำเร็จตามที่ต้องการประกอบกับสภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลกระทบ
ต่อเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ สภาคองเกรสมีแนวโน้มว่าจะตัดงบประมาณทางทหาร
ในระยะเวลาอันใกล้ ย่อมหมายถึงการลดกำลังทหารและฐานทัพทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ
เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งฝ่ายที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของสภาฯ เห็นควรว่าจะต้องนำงบประมาณ
ส่วนใหญ่มามุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก่อน ลักษณะท่าทีดังกล่าวทำให้บริษัทผู้ผลิต
ส่วนประกอบชิ้นส่วน และเทคโนโลยีการทหารได้รับผลกระทบอย่างยิ่งไปด้วย

แนวโน้มการตัดงบประมาณทางทหารและด้านการรักษาความปลอดภัยของประเทศ
ได้กระจายไปยังนายทหารระดับสูงของเพนตากอนและผู้บัญชาการกองทัพรวมถึง
ผู้อำนวยการสภาความมั่นแห่งชาติ NSA ซึ่งจะเข้าข่ายในการตัดลดงบประมาณทางทหาร
ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการตัดลดงบประมาณด้านการข่าวกรอง CIA ซึ่งจะตัดก่อนงบประมาณอื่น ๆ
การนำเสนอตัดลดงบประมาณการทหารคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาในเดือน พ.ย. ๒๕๔๔

ในวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔ เวลา ๐๙.๔๐ เครื่องบินจัมโบ้เจ็ตของบริษัทอเมริกันแอร์ไลน์
สามารถฝ่าด่านแนวป้องกันภัยทางอากาศ NORAD ของกองทัพสหรัฐฯ พุ่งชนตึกเพนตากอน
ได้รับความเสียหายยับเยิน

๑๐) ยอดผู้เสียชีวิตจะต้องมีมากกว่าที่ปรากฏออกมาคืออย่างน้อยจะต้องมียอดผู้เสียชีวิต
เป็นหลายแสนคนในสถานการณ์ปกติตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์จะมีผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่พร้อมกัน
หรือในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนหลายแสนคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไปเข้าคิวรอกันเพื่อเข้าเยี่ยมชม
ตั้งแต่ ๐๖.๐๐ ในตอนเช้า แต่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจำนวนยอดผู้เสียชีวิตสุดท้ายจริง ๆ
ของเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน มีเพียงแค่ ๒,๐๐๐ คนเศษเท่านั้นและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่
ก็เป็นนักธุรกิจชาวมุสลิมที่มีสำนักงานอยู่บนตึกแห่งนั้น จึงสามารถที่จะประมาณเอา
ได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

๑๑) จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ( พ.ย. ๒๕๔๔ ) ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่ชัดอย่างสมเหตุสมผลเลยว่า
บิน ลาเดนและเครือข่ายผู้ก่อการร้ายของเขาเป็นผู้บงการและดำเนินการในการถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์
แต่อย่างใดหลายเรื่องล้วนแล้วแต่คาดว่าโดยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เป็นผู้ออกมาแถลงข่าวเท่านั้น

๑๒) ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการใด ๆ ในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบเตือนภัยทางอากาศ
ของ NORAD ว่ามีข้อบกพร่องตรงไหนและทำไมจึงไม่ทำงานในระหว่างที่ผู้ก่อการร้ายโจมตี
และด้วยความคลุมเครือของสถานการณ์สหรัฐ ฯ ก็ได้ดำเนินการตามแผนในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย
ซึ่งเป็นช่วงที่คนทั้งโลกกำลังงงงันอยู่

๑๓) ไม่มีรายงานใด ๆ จาก NSA , CIA ,FBI , NORAD ว่าทำไมจึงปล่อยให้เครื่องบินทั้งสี่ลำ
ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ได้และให้สามารถผ่านทะลุระบบป้องกันที่ว่าดีที่สุดในโลกเข้ามาได้ซึ่งเป็นเรื่อง
ที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของนักการทหารและนักวิเคราะห์สถานการณ์โลก นอกจากการจงใจ
ปล่อยให้เข้ามาของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเพียงกรณีเดียวเท่านั้น

๑๔) ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบันทุก
ที่ราดาร์ตรวจจับอยู่ตลอดเวลาจากทุกหอบังคับการบิน

๑๕) ไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการใด ๆ ในการที่จะสืบหาข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่
ที่รับผิดชอบในการควบคุมระบบดาวเทียมทหาร และระบบ GPS ว่าทำไมระบบที่อยู่ในการควบคุม
จึงไม่มีข้อมูลในการแจ้งเตือนล่วงหน้าได้

๑๖) หน่วยงานจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
( FEMA Federal Emergency Management Agency ) ได้ถูกเรียกให้เข้าไปเตรียมพร้อม
ณ กรุงนิวยอร์ก ก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน คือได้ถูกเรียกไปเตรียมพร้อม ณ กรุงนิวยอร์ก
ตั้งแต่เย็นวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๔ (๒๐๐๑) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลกลางของ
สหรัฐอเมริการู้เห็นเหตุการณ์นี้เป็นอย่างดี และเป็นหลักฐานยืนยันถึงการที่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ
เป็นผู้สร้างสถานการณ์ ๑๑ กันยายน ขึ้นมาเอง (www.whatreallyhappened.com)

๑๗) เหตุผลที่เลือกใช้เครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์และยูไนเตทแอร์ไลน์
( สายงานข่าวจากดัลลัส เท็กซัส)
วันที่ ๒ มิ.ย.๒๕๔๓ ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทอเมริกันแอร์ไลน์ได้ถูกนักแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลทั้งหมด
วันที่ ๖ ก.ค. ๒๕๔๓ บริษัทสายการบินลีเจนด์แอร์ยื่นฟ้องต่อศาลเมืองดัลลัสว่า บริษัทอเมริกันแอร์ไลน์
ได้เจาะ ( Hacker) เข้าไปในระบบข้อมูลของตนโดยในคำฟ้องของลีเจนด์แอร์ระบุว่า “ ไม่เชื่อว่าเกิดจาก
ความบังเอิญแต่มั่นใจว่าอาจเป็นแผนทำลายทางธุรกิจเนื่องจากข้อมูลด้านเส้นทางการให้บริการแผนงาน
ตั้งแต่ออกจากสนามบินเลิฟ ฟิลด์ ใกล้เมืองดัลลัสอันเป็นพื้นที่ของอเมริกันแอร์ไลน์”
พร้อมเรียกค่าเสียหายนับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทสายการบินลีเจนด์ แอร์ เป็นบริษัทใหม่
ที่เพิ่งจะเข้าสู่ตลาดได้ยังไม่ถึง ๓ เดือนเท่านั้น ส่วนบริษัทอเมริกันแอร์ไลน์ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่
อันดับ ๒ ของสหรัฐอเมริกาแต่ในระยะ ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้บริษัทอเมริกันแอร์ไลน์ได้ประสบปัญหา
การขาดทุนมหาศาลจากการสไตรค์ของนักบินและพนักงาน ทั้งนี้ฝ่ายบริหารงานบริษัทมีแผน
ที่จะปลดพนักงานไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนภายในปีนี้ แต่ติดปัญหาการจ่ายเงินทดแทน
จำนวนมหาศาลให้กับพนักงาน และเงินชดเชยเหตุผลในการปลดออกซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้
การที่บริษัทอเมริกันแอร์ไลน์ถูกฟ้องนี้ส่งผลให้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในหุ้นของบริษัทต้องลดลง
ทำให้ฝ่ายบริหารของอเมริกันแอร์ไลน์ตัดสินใจฟ้องกลับ บริษัทสายการบินลีเจนด์ แอร์ เป็นจำเลย
ต่อศาลของเมืองดัลลัสเพื่อรักษาภาพพจน์ของบริษัทอย่างน้อยก็เพื่อรักษาราคาหุ้นไม่ให้ตกดิ่งไปกว่าเดิม
โดยในคำฟ้องอเมริกันแอร์ไลน์ ได้อ้างถึงข้อสัญญาที่ลงนามร่วมกันระหว่างลีเจนด์แอร์ไลน์
ทั้งสองบริษัทได้ว่าจ้างบริษัทนักสืบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาเป็นผู้ติดตามและหาหลักฐาน
จากระบบข้อมูลของแต่ละบริษัท เพื่อนำไปแสดงต่อศาลดัลลัส รัฐเท็กซัส

ถ้าวิเคราะห์อย่างนักการทหารแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นการลวงทางการสงครามที่ได้ผลที่สุดเนื่องจาก
ไม่มีผู้ใดที่จะคิดสงสัยไปเป็นเรื่องอื่นนอกจากเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายเพียงสถานเดียวเท่านั้น
และผลที่ออกมาจากการปฏิบัติตามแผนลวงก็บรรลุเป้าหมายอย่างสูงยิ่งทุกเป้าหมาย จึงวิเคราะห์
ตามหลักการในตำราพิชัยสงคราม ซุน วู ที่กล่าวว่า “....ทุกกลยุทธเพื่อนำมาซึ่งชัยชนะในสงคราม
อยู่บนพื้นฐานของการลวงทั้งสิ้น...) ( การใช้หลักการตามตำราพิชัยสงคราม ซุน วู อธิบาย
“เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔” และ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”โดย พันโท โสภณ ศิริงาม )

เมื่อสหรัฐฯ สร้างกรณี ๑๑ กันยายน เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่โลกกำลังตะลึง สหรัฐฯ รีบเร่งเข้าโจมตี
เป้าหมายการยึดครองต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยการโจมตีอัฟกานิสถาน เพื่อที่จะมุ่งเข้าสร้างความปั่นป่วน
ในมลฑลซินเกียงของจีน โดยอาศัยชื่อของบิน ลาเดน ดังมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ดังนี้

“............กรณี ๑๑ กันยายน , สงครามถล่มอัฟกานิสถานและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
ในปี ๒๕๔๔ เป้าหมายหลักเป็นการมุ่งไปสู่การให้ได้มาซึ่งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเตรียมการ
ที่จะทำสงครามอ่าวครั้งที่ ๒ โอซามา บิน ลาเดน เป็นสมาชิกคนสำคัญขององค์กร ซีไอเอ
ที่ปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์ต่อ ซีไอเอ มาโดยตลอดและเป็นเวลานาน ในช่วงที่มีสงคราม
อ่าวเปอร์เซียครั้งแรก บิน ลาเดน ทำงานเป็นนายหน้าขายอาวุธของบริษัทผลิตอาวุธสหรัฐฯ
และอังกฤษให้กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจนกระทั่งมีฐานะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี เป็นธรรมดา
ที่เมื่อทำงานให้ ซีไอเอ แล้วจะต้องถูกใช้งานเมื่อใช้งานไม่ได้ ซีไอเอ จะต้องกำจัดทิ้ง
อย่างไม่มีความปราณี ( คนไทยที่ทำงานเพื่อซีไอเอ ในประเทศไทยในขณะนี้พึงสังวรณ์
เมื่อท่านหมดค่าแล้วท่านจะถูกฆ่าดังเช่น บิน ลาเดนและ ซัดดัม ) บิน ลาเดน ก็เช่นเดียวกัน
เพื่อเป็นการสั่นคลอนราชบัลลังก์ของราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ซีไอเอ จึงสั่งการให้ บิน ลาเดน
ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ซาอุฯ เมื่อรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ล่วงรู้แผนการก่อน
( ซีไอเอ เป็นผู้ส่งข่าวให้ ) จึงจับกุม บิน ลาเดน แล้วจะลงโทษตามกฎหมายมุสลิมคือ
การตัดอวัยวะของร่างกาย ซีไอเอ จึงร้องขอต่อรัฐบาลซาอุฯ ให้เป็นการลงโทษเพียงการเนรเทศ
ออกนอกประเทศไปด้วยความเกรงใจ ซีไอเอ รัฐบาลซาอุดิอาระเบียก็ได้ปฏิบัติตามที่มีการร้องขอ
หลังจากที่ได้ถูกให้เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ทางอัฟริกาบางประเทศแล้วในที่สุด ซีไอเอ
ก็ได้สั่งการให้ บิน ลาเดน เข้าไปร่วมงานกับกลุ่มมูจาฮีดีนปฏิบัติการต่อต้านสหภาพโซเวียต
ในอัฟกานิสถาน ซึ่ง บิน ลาเดน ไม่ได้เป็นผู้ที่มีวีรกรรมในการทำการรบอย่างอย่างห้าวหาญโชกโชน
ดังที่มีการนำเสนอข่าวของฝ่ายสหรัฐฯ ที่ต้องการสร้างให้ บิน ลาเดน มีความร้ายกาจ
ในสายตาของชาวโลก แต่ บิน ลาเดน เป็นเพียงผู้รับเงินจากสหรัฐฯ แล้วส่งต่อเงินสนับสนุน
ให้กับกลุ่มกองโจรเท่านั้น หลังจากที่ได้ชัยชนะในการขับไล่กองทัพโซเวียตออกจากอัฟกานิสถานแล้ว
บิน ลาเดน ก็ถูกสร้างภาพให้เป็นนักรบผู้เก่งกาจและเป็นขวัญใจชาวมุสลิมตามที่สหรัฐฯ สร้างให้
หลังจากนั้น บิน ลาเดน ก็ถูกสร้างให้เป็นผู้ร้ายที่ร้ายกาจอีกต่อไป กิจกรรมในการสร้างความร้ายกาจ
ให้กับ บิน ลาเดน มีดังต่อไปนี้

( ๑ ) การวางระเบิดตึก เวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปี ๒๕๓๖ ( ๑๙๙๓)
( ๒ ) การวางระเบิดฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในปี ๒๕๓๙ ( ๑๙๙๖ )
( ๓ ) การวางระเบิดสถานทูตสหรัฐฯ ในเคนยา และสถานทูตแทนซาเนียในปี ๒๕๔๑ ( ๑๙๙๘ )
( ๔ ) การก่อวินาศกรรมเรือรบสหรัฐฯ USS Coles ในปี ๒๕๔๓
( ๕ ) การวางระเบิดตึก เวิร์ลด์เทรดเซนเตอร์ในปี ๒๕๔๓
( ๖ ) การถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ ซึ่งดูเหมือนว่า บิน ลาเดน
จะถูกสร้างให้เป็นผู้ก่อการร้ายที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลกอันเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ
ได้แล้วในที่สุดก็นำไปสู่การสร้างสงครามที่ใช้เทคโนโลยีสูงในเวลาต่อมา

ต่อกรณีการสร้างสถานการณ์ถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ของกลุ่มก่อการร้ายที่สหรัฐฯ
สร้างขึ้นในนามของ บิน ลาเดน และเครือข่ายทำให้สหรัฐฯ มีความชอบธรรมในการส่งทหาร
เข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ทุกภูมิภาคของโลกโดยการสร้างสถานการณ์การก่อการร้ายเพิ่มเติม
ตามเป้าหมายที่ต้องการจะส่งเจ้าหน้าที่หรือกำลังทหารเข้าไปตามที่ตนเองต้องการ
ซึ่งสงครามต่อต้านการก่อการร้ายก็ถูกขยายไปทั่วทุกมุมโลกในที่สุด นั่นคือการบรรลุเป้าหมาย
ในการส่งกำลังเข้าไปยึดครองพื้นที่อันมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทั่วโลกได้แล้วนั่นเอง ....”
หลังจากนั้นสหรัฐฯ ก็สร้างเหตุการณ์ระเบิดที่บาหลีเพื่อส่งกำลังและอิทธิพลส่วนหนึ่งของตนเข้าไป
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดึงเอาออสเตรเลียเข้าร่วมในการเล่นเกมการสร้างการก่อการร้าย
อย่างมีความชอบธรรม และในที่สุดก็อ้างเหตุเพื่อการทำสงครามอิรักเมื่อต้นปี ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา
จนสามารถยึดครองแหล่งน้ำมันของโลกจนเป็นผลสำเร็จและสามารถควบคุมเศรษฐกิจของโลก
ในระดับหนึ่งโดยการทำให้น้ำมันขึ้นราคาดังที่ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องประสบอยู่ในขณะนี้
นอกจากนั้นกิจกรรมด้านการทำสงครามด้วยอาวุธสลับกับการทำสงครามชีวะ ด้วยการปล่อยให้เชื้อโรคต่าง ๆ
ระบาดไปทั่วภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น โรคซาร์ซ โรคไข้หวัดนก สงครามชีวะเหล่านี้
ใช้เป็นเกมในการควบคุมประเทศต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ดังที่ ซุน วู ได้กล่าวไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า
“ ...พึงให้เจ้าครองแคว้นอื่นสยบด้วยภยันตราย ให้เจ้าครองแคว้นอื่นรับใช้ด้วยอิทธิพล
ให้เจ้าครองแคว้นอื่นขึ้นต่อด้วยผลประโยชน์...” ซึ่งสหรัฐฯ ก็ใช้อย่างได้ผลมาโดยต่อเนื่อง
ทำให้ประเทศต่าง ๆ ตามสถานการณ์ไม่ทันต้องยอมทำตามสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายริเริ่มในการกระทำอยู่เสมอ
นั่นคือการใช้กลยุทธ์ “ ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม” คือการที่สหรัฐฯ เริ่มสร้างเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน
ชาวโลกก็ตกตะลึงอยู่แล้วยังคิดอะไรไม่ออก สหรัฐฯ ฉวยโอกาสเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน โดยที่ฝ่ายใด ๆ
ไม่ได้มีโอกาสคิดหรือตั้งตัวได้แต่ต้องทำตามที่สหรัฐฯ ขอร้องแกมบังคับ หลังจากนั้นก็เข้าตีอิรัก
สร้างการก่อการร้ายขึ้นทั่วทุกมุมโลก เป็นลักษณะของการโผล่ที่โน่นที่นี่ตามกลยุทธ์
“ ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม” อย่างชัดเจน ซึ่งทุกครั้งจะไร้การต่อต้าน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้าน
แต่ก็ไม่อาจที่จะยับยั้งการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ได้ทั้งนี้เพราะสหรัฐฯ ได้ใช้กลยุทธ์นี้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง

กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า
“ ที่ว่าส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม ก็คือโดยภายนอก โดยผิวเผิน ทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่า
จะบุกทางนี้อย่างจริงจัง แต่ที่แท้แล้วกลับบุกอีกด้านหนึ่ง ทำให้ข้าศึกหลงผิด
แล้วพิชิตเอาชัยในความหลงผิดนั้น”

narong:
Tweet


ส่วนที่ ๒ กลยุทธ์เผชิญศึก
ยามเมื่อเผชิญศึก
เท็จลวงกับจริงแท้
พึงใช้สอดแทรกซึ่งกันและกันอย่างสลับซับซ้อน
ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ

กลยุทธ์ที่ ๗ มีในไม่มี
ลวง ใช่ลวง จริงอยู่ในลวง มืดน้อย มืดมาก ก็สว่าง

กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ให้ใช้ภาพลวงล่อหลอกข้าศึก แต่มิใช้จะล่อลวงจนถึงที่สุด
หากแต่เพื่อแปรเปลี่ยนจากลวงเป็นจริง ทำให้ข้าศึกเกิดความหลงผิด ที่ว่า “ ลวง” ก็คือ
“ หลอกลวง" ที่ว่า “มืด” ก็คือ “เท็จ” จากมืดน้อยไปจนถึงมืดมาก จากมืดมาก
แปรเปลี่ยนเป็นสว่างแจ้ง ก็คือ ใช้ภาพลวงปกปิดภาพจริง ผันจากเท็จลวงให้กลายเป็นจริงแท้
นี่เป็นเรื่องในการศึก เท็จลวงและจริงแท้สลับกันเป็นฟันปลา ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง
“มีในไม่มี” หมายถึงกลอุบายซึ่ง “จริงในเท็จ” ที่ใช้ภาพลวงล่อหลอกข้าศึก
ให้ข้าศึกเกิดความหลงผิดอย่างหนึ่ง

กลยุทธ์นี้มีอยู่ในตำราพิชัยสงครามชื่อ “อุ้ยเหลียวจื่อ อำนาจศึก” ซึ่งกล่าวว่า
“อำนาจศึกอยู่ที่วิถีอันทำได้ ผู้มีจักไม่มี ผู้ไม่มีจักมี ” ในบทที่ ๓๔ ของ “คัมภีร์เหลาจื่อเล่มหลัง”
ก็กล่าวไว้ว่า “สรรพสิ่งใต้หล้าเกิดจากมี บ้างก็เกิดจากไม่มี”
ใน “ จดหมายเหตุราชวงศ์ถังใหม่ ประวัติจางสุน” มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้
ในศักราชเทียนเป่าที่ ๑๔ ในรัชสมัยพระเจ้าถึงเสียนจงฮ่องเต้ ( พ.ศ.๑๒๙๘ ) อันลู่ซานกับสือซือหมิง
ขุนทัพผู้คุม.........

ตัวอย่างการใช้กลยุทธ์นี้คือ เรื่องการสร้างสงคราม อิรัก – อิหร่าน โดยสหรัฐอเมริกา
เมื่อประธานาธิบดี โรนัล รีแกน แห่งสหรัฐอเมริกาเข้ารับตำแหน่ง เป็นห้วงระยะเวลาที่
ประเทศสหรัฐอเมริกายังคงประสบกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่สหรัฐฯ
ต้องทำสงครามอันยาวนานกับเวียดนามในช่วงสงครามเย็น การพ่ายแพ้อย่างหมดรูปทางทหาร
และการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ นำมาซึ่งความอัปยศให้แก่เกียรติภูมิด้านการทหาร
และด้านการเมืองของสหรัฐฯ และนำมาซึ่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของประชาคมโลกต่อสหรัฐฯ
ในเวลาต่อมา สิ่งที่ผลของสงครามเวียดนามได้ทิ้งไว้เป็นการเตือนความทรงจำที่สหรัฐฯ
ไม่อาจลืมเลือนไปได้โดยง่ายก็คือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลของ สหรัฐฯ ยอมรับ
กับประชาคมโลก และอเมริกันชน ว่า ผลกระทบของสงครามเวียดนามทำให้สหรัฐฯ
ได้รับความบอบช้ำทางด้านเศรษฐกิจที่มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
และก็เป็นเรื่องจริง ผลอันนั้นทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ต้องใช้เวลานานถึง ๑๐ ปีเศษ ยิ่งในช่วงการบริหารประเทศของรัฐบาลรีแกนด้วยแล้ว
จากการบีบคั้นของทุกฝ่ายทำให้ประธานาธิบดีรีแกนต้องรีบเร่งในการแก้ปัญหานี้
แนวทางของประธานาธิบดีของประธานาธิบดีรีแกนในการแก้ปัญหาของประเทศ
มักจะมีความโน้มเอียงไปทางด้านการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา กิจกรรมในการสร้างสงคราม
ทั้งสงครามตามแบบและสงครามไม่ตามแบบจึงเกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดี รีแกน เป็นจำนวนมาก
ประกอบกับในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของ รีแกน นั้นได้รับการสนับสนุน
จากกลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาวุธเป็นจำนวนมากด้วย กลุ่มอุสาหกรรมดังกล่าวจึงต้องพยายาม
ผลักดันให้ รีแกน สร้างสงครามเพื่อที่จะให้มีกิจกรรมในการสนับสนุนธุรกิจด้านการค้าอาวุธของกลุ่มตน
จากแรงผลักดันหลายประการดังกล่าวแล้ว คือ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ เอง
และการผลักดันของกลุ่มผู้สนับสนุน เงินทุนให้กับ รีแกนเอง ทำให้ รีแกนจำเป็นต้องตัดสินใจ
ในการสร้างสงครามขึ้น โดยกลุ่มนักวางแผนได้ใช้กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับ “ กลยุทธ์มีในไม่มี”
ใน ๓๖ กลยุทธ์ดังนี้คือการสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้มีตัวตนขึ้นมาให้ได้เพื่อเป็นสาเหตุของการสร้างสงคราม
ในการบรรลุเป้าหมายของตน รีแกน ได้สั่งให้กลุ่มผู้สร้างสถานการณ์ยิงเครื่องบินพาณิชย์ของเกาหลีใต้

โดยในเวลาต่อมาได้ผลักความรับผิดชอบให้กับผู้ก่อการร้ายชาวอิหร่านเป็นแพะรับบาปไป
เพื่อที่จะอ้างความชอบธรรมในการผลักดันให้อิรัก ซึ่งเป็นพันธมิตรอันใกล้ชิดแน่นแฟ้นของสหรัฐฯ
ทำสงครามกับอิหร่านในสมัยหลังการปฏิวัติของโคไมนี ( หลักฐานการยิงเครื่องบินพาณิชย์ของเกาหลีใต้
และมีผู้โดยสารเสียชีวิตจำนวนมากดังกล่าวเป็น วีดีโอ การยิงจรวดจากเรือรบของสหรัฐฯ
ที่มองเห็นจากภาพได้ชัดเจนแล้วผู้ยิงยังได้นำภาพถ่ายเป็นวีดีโอดังกล่าวมาเป็นหลักฐานผลการปฏิบัติงาน
เพื่อรับเงินค่าตอบแทนเรียบร้อยแล้ว หลักฐานอันนั้นยังสามารถที่จะแสดงให้สาธารณชนได้รับทราบกัน
ได้ทุกเมื่อ ) หลังจากที่สร้างสถานการณ์เสร็จแล้วสหรัฐฯ ก็สนับสนุนให้อิรักประกาศสงครามกับอิหร่าน
เมื่อปี ๒๕๒๓ ซึ่งสงครามดำเนินไปถึงปี ๒๕๓๑ ซึ่งการสร้างสงครามดังกล่าว ได้อ้างเอาเหตุผลจากหลักฐาน
ที่เดิมไม่ได้มีความเป็นจริงแต่ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาเอง คือไม่มีก็ต้องสร้างให้มีขึ้นมาได้
แล้วการสร้างสงครามก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามกลยุทธ์ที่ดังกล่าวแล้ว “ มีในไม่มี” หรือ “ ไม่มีในมี”

กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า
“ เมื่อจักสั่นคลอนจิตใจของข้าศึก มิควรวู่วาม ควรใช้ยุทธวิธีจริงเท็จเท็จจริงสลับลวงกันไป
ทำให้ข้าศึกเกิดความสับสนวุ่นวาย พึงจับจุดอ่อนของข้าศึก ยืนหยัดจนถึงวาระที่สำคัญที่สุด
ครั้นแล้วก็รุกโจมตีอย่างถึงแก่ชีวิต”

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว