ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 01, 2014, 00:34:33
94,165 กระทู้ ใน 7,700 หัวข้อ โดย 9,138 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: minkII
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  ดัชนีชี้วัดความสุข 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: ดัชนีชี้วัดความสุข  (อ่าน 40653 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2006, 02:36:47 »



...
ดัชนีชี้วัดความสุข(GNH)
เรียบเรียงจาก: บทความชื่อ ภูฏาน
" ดัชนีชี้วัดความสุข"
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
จาก หนังสือพิมพ์มติชน
26 มิถุนายน พ.ศ. 2549



มีศัพท์เศรษฐศาสตร์สองคำที่ต้องจำเอาไว้ คือ จีเอ็นพี กับ จีดีพี
ตัวแรกคือ Gross National Product เรียกกันว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
ตัวหลังคือ Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

จีดีพี    หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่ง
                   โดยไม่คำนึงถึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ
                   จะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศ
                   ในทางตรงข้าม ทรัพยากรของพลเมืองในประเทศแต่ไปทำการผลิตในต่างประเทศ
                   ก็ไม่นับรวมไว้ในผลิตภัณฑ์ในประเทศ

จีเอ็นพี หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในประเทศมีการจัดทำทั้งตามราคาปัจจุบันและราคาคงที่
                     โดยจีดีพี ณ ราคาปัจจุบันคิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาตลาดของสินค้า
                     และบริการเหล่านั้น ขณะที่จีดีพี ณ ราคาคงที่คิดมูลค่าผลผลิต
                     เป็นเงินตามราคาปีที่กำหนดเป็นปีฐาน

สรุปแล้วGDP และ GNPตัวนี้เขาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ภายใต้สมมติฐานเก่าว่า เศรษฐกิจดี หมายถึงคนอยู่ดีกินดีและมีความสุข


ต่อมาไม่นานนัก ก็มีคำว่า GNH ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
หลังจาก พระมหากษัตริย์แห่งภูฏานตรัสในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (ปี 2515) ว่า
"Gross National Happiness is more important than Gross National Product"
แปลง่ายๆ ว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ สำคัญกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

คำตรัสของกษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆ ในหลืบของหิมาลัย
กลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

เพราะการใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพื่อบ่งชี้ความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่ดีกินดีของคนนั้น
มีปัญหาของมันอยู่ในตัวเอง

ความสุขกับความเจริญทางวัตถุไม่ได้เดินควงคู่ไปด้วยกัน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แต่แก้ไม่ตก
เรื่องจีเอ็นเอชจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อภิปรายถกเถียงกันมาตลอด
ด้วยหวังว่าจะพัฒนาดัชนีชี้วัดออกมาให้ได้



ที่จริงนักเศรษฐศาสตร์บ้านเราก็รับอิทธิพลเรื่องจีเอ็นเอชมากับเขาเหมือนกัน
ส่วนหนึ่งในการจัดทำดัชนีชี้วัดที่นอกเหนือไปจากเรื่องเศรษฐกิจหลายสิบปีมาแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงไหน
อาจจะเป็นเพราะการสร้างดัชนีชี้วัดความสุขไม่ได้หลอมรวมเข้ากับแนวทางการพัฒนา
การใส่ จปฐ (ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน)เข้าไป ก็แค่ทำให้สมบูรณ์ขึ้นในทางกายภาพ
ที่จะสามารถวัดออกมาได้ในเชิงปริมาณ แต่หัวใจของมันก็ไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน

ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน จำเป็นต้องมี แต่ไม่ได้สะท้อนความสุขของมนุษย์

สองสามปีมานี้บางคนอาจจะคุ้นๆ กับการสำรวจความสุขของคนในโลกนี้
และก็ต้องแปลกใจกับสภาวะความสุขว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจีเอ็นพีหรือจีดีพีเลย
และความสุขในแบบของภูฏานซึ่งอิงแอบกับศาสนาพุทธ ก็ไม่ใช่ความพึงพอใจทางวัตถุถ่ายเดียว

ลองพิจารณาคำกล่าวของ Jigmi Y. Thinley, Minister of Home and Cultural Affairs, Bhutan
ที่กล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
"สังคมโดยรวมไม่สามารถบรรลุความสุขได้ หากปัจเจกชนแต่ละคนแก่งแย่งแข่งขันกัน
อย่างไม่รับผิดชอบ เพื่อให้ได้มันมาไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร"


ความสุขแบบที่จิกมีบอกว่า เป็น "the illusion of market-led happiness"
แข่งกันจนแทบตายกันไปข้าง เพื่อจะให้ได้ "ความสุข" ของตัวเอง




นพ.ประเวศกล่าวว่า หลักของ GNH ที่กษัตริย์ภูฏานทรงทำจะใช้หลักปรัชญา 4 เรื่อง คือ
1.การพัฒนาต้องเน้นความเสมอภาค ลดช่องว่างในสังคม ทำให้คนมีความสุข
2.ดูแลสิ่งแวดล้อม
3.ดูแลวัฒนธรรม
4.มีธรรมาภิบาล ทุกเรื่องต้องทำอย่างโปร่งใส มิฉะนั้นคนจะเป็นทุกข์เหมือนประเทศไทย
ขณะนี้ไทยเริ่มเคลื่อนไหวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ความสุข และความดี
ซึ่งต้องขับเคลื่อน 3 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน



ทุกฝ่ายต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนคำถามใหม่
จากเดิมแบบทุนนิยมจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะรวย
คำตอบคือต้องเอารัดเอาเปรียบกัน

ให้เปลี่ยนคำถามเป็นความดีคืออะไร ก็จะเกิดคำตอบว่า คือ ความขยัน ซื่อสัตย์
ประหยัด มีน้ำใจ รักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยทำให้หายจนได้


นพ.อำพลกล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงขณะนี้ยังไม่มีการผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ชาติ
คนระดับกลางและระดับสูงยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
หากจับเรื่องนี้กับเรื่อง GNH มาทำเป็นนโยบายสาธารณะจะมีพลังมาก
ซึ่งไม่ใช่ให้รัฐบาลเป็นผู้ประกาศดำเนินการ
แต่ต้องให้ประชาชนทุกฝ่ายเข้ามาร่วม และยกเป็นยุทธศาสตร์ชาติ
ใช้วิธีให้ความรู้และสร้างเครือข่าย เสริมสร้างการปฏิบัติให้ชัดเจน

นายสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้แทนสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า
GDP ไม่ใช่วิธีชี้วัดความสุขของประชาชน อย่างคนมีเงิน 70,000 ล้าน อาจมีความทุกข์ได้
หากยังมีความอยากอยู่ตลอดเวลา
ขอเสนอให้พรรคการเมืองที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง
พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นนโยบายการทำงานจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการหาเสียงได้มาก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 12:29:33 »


จาก บ้านเมืองออนไลน์ : webmaster@banmuang.co.th  วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2549
 
คอลัมน์ : ไก่อ่อน : ความพอเพียง

**************

ผลการสำรวจของ NEF : New Economics Foundation ตามรายงาน Happy Planet Index
ปรากฏว่าประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกคือ ประเทศวานูอาตู

และประเทศไทยอยู่อันดับที่ 32 จากประเทศที่สำรวจทั้งสิ้น 178 ประเทศ




สาธารณรัฐวานูอาตูอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้กับฟิจิ
ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยรวม 83 เกาะ มีประชากร 200,000 กว่าคน
มีพื้นที่ประเทศ 12,200 ตารางกิโลเมตร มีเมืองหลวงชื่อ ปอร์ท วิลล่า
อันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ มีพลเมืองประมาณ 30,000 คน


Port Vila เมืองท่าและเมืองหลวง

เงินสกุลวานูอาตู คือ เงินวานู ภาษาที่พูดกันมีภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส
รวมกับภาษาท้องถิ่นบีสลาม่า เป็นภาษาทางราชการ

ระบอบการปกครองของพวกเขาคือ สาธารณรัฐ มีประธานาธิบดี และมีนายกรัฐมนตรี



การเต้นรำตามประเพณี


เด็กๆเผ่าพื้นเมือง

บรรทัดฐานการสำรวจอยู่บนเศรษฐกิจในประเทศ ผสมผสานกับทรัพยากรแห่งชาติ
สภาพสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของพลเมือง อันได้แก่ ความยืนยาว และความพอใจในชีวิต

ผลการสำรวจของเอ็นอีเอฟ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษนี้
ไม่น่าเชื่อว่ามหาประเทศหลายประเทศรั้งตำแหน่งท้ายๆ สหราชอาณาจักรคว้าตำแหน่งที่ 108
ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเพื่อนเลิฟของอังกฤษ อยู่อันดับที่ 150
และรัสเซียกระเด็นไปอยู่ถึงอันดับที่ 172 หวิดบ๊วย


หลักเกณฑ์อันหนึ่งที่น่าจะลบล้างความไม่น่าเชื่อจากการสำรวจนี้ก็คือ
ประเทศที่มีความสุขน้อยมากนั้นตกอยู่กับประเทศอุตสาหกรรม

และการสำรวจดังกล่าวก็เกิดจากหน่วยงานที่ร่วมมือกับองค์กรสีเขียวของอังกฤษ
ที่เรียกตนเองว่า Friends of the Earth




ธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ใต้ท้องทะเล

แต่งานการสำรวจจะเกิดจากอะไรก็ตามที หากเราพิจารณาด้วยหัวใจที่เป็นกลางแล้ว
จะเห็นได้ว่าเป็นประโยชน์กับโลกที่เราทั้งหลายร่วมกันอาศัยอยู่
สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของโลก
บ่งบอกถึงทรัพยากรที่โลกมอบมาให้กับแต่ละประเทศ
ด้วยความพอดีกับสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน
สิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน มีความเอื้ออาทรต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


มองอินเด็กซ์การสำรวจอีกสักที ว่ากันเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชียด้วยกัน
ผลออกมาว่าประเทศที่มีความสุขมากที่สุดคือ เวียดนาม ซึ่งอยู่อันดับที่ 12 ของโลก
โดยประเทศไทยเป็นอันดับ 4 รองจากฟิลิปปินส์ ซึ่งติดอันดับที่ 17
และจีนอันดับที่ 31 ขณะที่สิงคโปร์คว้าบ๊วยเอเชียไปครอง คือติดตำแหน่งที่ 131


นอกจากนี้ก็มี อินโดนีเซีย 23, มาเลเซีย 44, อินเดีย 64 และฮ่องกง 89

เพราะอะไรวานูอาตูจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลก ?




 
ความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายของชาววานูอาตู

รายงานกล่าวว่าเป็นเพราะชาววานูอาตูมีความพอใจในสิ่งที่พวกเขามี
สังคมของพวกเขาไม่ใช่สังคมบริโภคนิยม ชาววานูอาตูอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง
ด้วยความเกื้อกูลต่อกัน แทบไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน
ต่างฝ่ายต่างให้ความสนใจซึ่งกันและกัน



  ความกังวลในชีวิตของชาววานูอาตูมีเพียงประการเดียวคือ ภัยธรรมชาติ
อันได้แก่ พายุไซโคลนและแผ่นดินไหว




น่าสนใจอย่างยิ่งครับ สำหรับความเป็นอยู่ของชาววานูอาตู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพึงพอใจในสิ่งที่พวกเขามีอยู่ และการดำรงชีวิตแบบไม่ใช่สังคมบริโภคนิยม


ความร่มเย็นเป็นสุขของคนไทยนั้น ผมเชื่อว่ามีโอกาสไต่อันดับจาก 32 ขึ้นไปได้อีกในอนาคต
อันเนื่องมาจากพระราชดำรัสแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้ง เศรษฐกิจพอเพียง
และ คุณธรรม 4 ประการ ที่ได้พระราชทานให้กับคนไทยทั้งประเทศ
..

ไก่อ่อน

********************


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก   :- http://www.biblicalministries.org/countries/vanuatu.html

Vanuatu อ่านว่า van-wah-too)
เป็นหมู่เกาะรูปตัว Y จำนวน 80 เกาะ  อยู่ห่าง 500 miles  จาก west of Fiji 
และประมาณ 1300 miles east of Brisbane
ประชากร จำนวนประมาณ 200,000  คนที่อยู่อาศัยใน Vanuatu
 98% เป็นเชื้อชาติ Melanesians ซึ่งจำนวนประมาณ 36,000 อาศัยอยู่ในเมืองหลวงคือ Port Vila
และอีกประมาณ 8,000 อาศัยอยู่ใน Luganville ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเกาะ Santo
ยังมีประชากรอีกหลายร้อยคนที่ยังใช้ชีวิตกระจัดกระจายอยู่ในเขตป่า

- แดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยว


ที่พักหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยว




ตลาดในเมืองหลวง Port Vila




(ภาพจาก internet)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2006, 08:15:06 »


 ;)
 
เวลาพูดเรื่องความสุข
มีสัจจธรรมที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งว่า
เงิน + ความเจริญทางวัตถุ .. ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสุข
แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้
ชีวิตมีความสุขได้ โดยเฉพาะความสุขทางกาย
ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใจมีความสุขด้วย
..  :)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,644


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2006, 16:48:41 »


;)
 
เวลาพูดเรื่องความสุข
มีสัจจธรรมที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งว่า
เงิน + ความเจริญทางวัตถุ .. ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสุข
แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้
ชีวิตมีความสุขได้ โดยเฉพาะความสุขทางกาย
ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใจมีความสุขด้วย
..  :)

แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ ผมว่า  ;)

ถ้าเรายังมองว่าความสุขทางกายคือความสุขที่เราแสวงหา เงินและความเจริญทางวัตถุ ย่อมจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการให้ได้มาซึ่งความสุข

แต่ถ้า ความสุขทางใจคือความสุขที่เราแสวงหา ความสำคัญในเรื่องของเงินและความเจริญทางวัตถุ ย่อมน้อยลงไป

ว่าแต่ คุณเด็กดี คิดว่าความสุขของตัวเองคืออะไรหรือครับ ???
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2006, 17:26:38 »


;)
 
เวลาพูดเรื่องความสุข
มีสัจจธรรมที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งว่า
เงิน + ความเจริญทางวัตถุ .. ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสุข
แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้
ชีวิตมีความสุขได้ โดยเฉพาะความสุขทางกาย
ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใจมีความสุขด้วย
..  :)

แต่ท่านพุทธทาส สอนไว้ว่า "ความสำราญกาย  ย่อมแลกมาด้วยความรุ่มร้อนทางใจเสมอ"

แต่คงมีหลายๆคน ที่ขอมีความสุขกายตอนนี้ก่อน แล้วค่อยมานั่งปวดหัวทีหลัง ฮ่าๆๆๆ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 11:41:39 »



เราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์
จากการติดตามข่าวคราวข่าวสารเกี่ยวกับตัวท่าน พอจะให้ภาพได้ว่า
พล.อ.สุรยุทธ์เป็นคนดี ซื่อสัตย์ เด็ดเดี่ยวแต่สุขุมนุ่มลึก รับฟังความเห็นผู้อื่น รอบรู้
เป็นทั้งนักรบ -นักวิชาการ...

และไม่ง่ายที่ใครจะอ่านใจท่านได้ทะลุตลอด...!?


จุดเด่นอันหนึ่งคือท่านเคยรับตำแหน่งองคมนตรี
จึงเชื่อว่าท่านจะยึดการบริหารตามแนวพระราชดำริ "ความพอเพียง" มาใช้ด้วยแน่นอน

ป้าจึงดึงกระทู้ ดัชนีชี้วัดความสุข นี้ มาให้พวกเราอ่านกันอีกครั้งหนึ่ง




"ผมรู้สึกว่าผมผูกพันกับป่า รักป่า รักธรรมชาติ ตั้งแต่เด็กๆ
ผมชอบออกไปเดินป่าคนเดียว บางทีก็มียิงนกตกปลาบ้างตามประสาเด็ก
ที่ยังไม่รู้ว่าบาปแต่พอโตขึ้นมาแล้วรู้ว่าป่าไม้และธรรมชาติให้ข้อคิด
และอะไรๆ ในชีวิตเรามากมาย"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 14:47:24 »


เรื่องความสุขของมนุษย์นี่ พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสไว้แล้วตั้ง 2549ปีมาแล้ว
ถ้ามนุษย์มีพร้อมซึ่งปัจจัย 4 ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และ ยารักษาโรค มนุษย์ก็สามารถมีความสุขได้แล้ว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 14:57:30 »


ฮี่ ๆ ๆ  ลุงถึกเล่นยกคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเลย ...
..
ต้องยอมรับกันว่า มนุษย์ทุกคนมีกิเลส .. ตั้งแต่โบราณแล้วเช่นกัน
รวมทั้งปรัชญาต่างๆ ที่สอนกันมา ..
เพียงแต่ว่า หากมนุษย์รู้จัก พอเพียง .. โลกนี้คงสุขขี
...
แม้ว่ายังพอเพียงไม่ได้ .. แค่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสิ่ง
บนโลกใบนี้ก็คงดีมากๆ แล้ว ...

 ;) ;) ;)
..
พูดไปแล้วก็อดนินทาบางคนไม่ได้ เพราะรวยล้นฟ้าแล้ว
ยังคิดโกงบ้านเมืองอีก ... เฮ้อ ...  :-[
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 19:52:26 »


จริงๆนะครับคุณเด็กดี ถ้าทุกๆคนมีที่อยู่ มีเสื้อผ้า มีอาหารการกินครบ 3 มื้อ
มียารักษาโรคในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ครบทั้ง 4 อย่างนี้แล้ว มนุษย์เราก็มีหลักประกันในชีวิต ทุกๆคนก็จะมีความสุข
  ผมอยากอยู่ในสังคมที่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน สมัยผมเด็กๆ พ่อกับลุงผมออกไปหาปลา พอได้ปลามาแล้วก็ไม่มีการซื้อขาย
เราจะแบ่งปลาร้อยด้วยย่านย่านางเป็นพวง แล้วให้ผมเอาไปแจกจ่ายตามบ้านญาติตั้งแต่ไก่โห่ บางบ้านที่ยังไม่เปิดประตู
ผมก็จะแขวนปลาเอาไว้ที่เสาหน้าป้าน
  เวลาทำกับข้าว ที่บ้านจะแบ่งไว้ถวายพระก่อนทุกครั้ง ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมไปวัดกันทุกๆวัน พอพระฉันเสร็จ
ชาวบ้านก็จะนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน เด็กๆได้กินกันอย่างอิ่มหมีพีมัน ทั้งของคาวของหวานและผลไม้ โรงเรียนสมัยก่อน
มักจะตั้งอยู่ในเขตวัด
   ผมกลับไปดูวัดที่เคยคุ้นเคยตอนสมัยเด็กๆตอนที่ลงมาพักร้อน เห็นสภาพแล้วเศร้าใจมากเลยครับ วัดที่เคยมีชาวบ้านไปชุมนุมกัน
เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรงแรมให้พวกนักท่องเที่ยวเช่านอนไปเสียแล้ว  พอเข้าไปในเขตวัดจะเห็นยกทรงกางเกงในของผู้หญิงตากกันเต็มไปหมด
ผมถึงไม่สงสัยเลยว่า
   ทำไมชาวบ้านถึงไม่อยากจะเข้าวัดนั้นอีกต่อไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,185



« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 20:44:49 »



คนเปลี่ยน  เวลาเปลี่ยน  สังคมก็เปลี่ยนครับลุงถึกฯ  เราคงไม่เห็นภาพเก่า ๆ แบบนั้นอีกแล้ว  สมัยก่อนบ้านใครมีลูกเล็กก็ช่วยกันเอามาเลี้ยง  แต่สมัยนี้ต่างคนต่างเลี้ยง  เพื่อนบ้านกันบางทียังไม่รู้จักกันเลยครับ  ใครได้เพื่อบ้านดีก็ดีไป  ใครได้เพื่อนบ้านร้ายก็แย่ครับจะย้ายบ้านหนีก็คงลำบาก  สังคมชาวบ้านแบบไทย ๆ คงค่อย ๆ หมดไปเพราะวัฒนธรรมไทยค่อนข้างอ่อนถูกแทรกแซงได้ง่าย  เลยโอนเอียงไปทางตะวันตกกันหมด



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2006, 20:48:51 »



อ่านเรื่องของประเทศวานวาตู
ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดของโลก

เหตุผลที่เขาวิเคราะห์ออกมาว่า


"เพราะอะไรวานูอาตูจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดของโลก ?"

รายงานกล่าวว่าเป็นเพราะชาววานูอาตูมีความพอใจในสิ่งที่พวกเขามี
สังคมของพวกเขาไม่ใช่สังคมบริโภคนิยม ชาววานูอาตูอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง
ด้วยความเกื้อกูลต่อกัน แทบไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน
ต่างฝ่ายต่างให้ความสนใจซึ่งกันและกัน

ความกังวลในชีวิตของชาววานูอาตูมีเพียงประการเดียวคือ ภัยธรรมชาติ
อันได้แก่ พายุไซโคลนและแผ่นดินไหว




พิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก
เพราะเขาทำชีวิตให้เรียบง่ายและพอเพียงนั่นเอง

เราจะปฏิบัติแบบนั้นได้มากน้อยเพียงใด แค่ไหนเท่านั้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2006, 09:07:30 »


พูดถึงเรื่องดัชนีชี้วัดความสุข ทำให้ผมเกลียด
ระบบทุนนิยม มากขึ้น ๆ ...  แต่ก็ยังมีการถกเถียงกัน
มากมาย ระหว่าง ความเจริญ กับ ความพอเพียง ..
..
ในความคิดเห็นส่วนตัวนั้นไม่น่าจะทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากเลย
เพียงแค่ไม่เอาประโยชน์ใส่ตัว หรือ ทำเพื่อแผ่นดินกันจริงๆ แล้ว
ก็ตกลงกันไม่ยาก แต่ที่มักเกิดการโต้กันก็เพราะ ไอ้พวกที่หวัง
รวยนั้นต้องการตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง .... ปากก็อ้างว่า
เพื่อความเจริญของบ้านเมือง ..
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 13:24:31 »


ความสุขนิยม แบ่งเป็น Pragmatism  หรือแนว ปฏิบัตินิยม ความคิดเห็นที่มีหลักแม่บทว่า ความคิดเห็นนโยบาย
จะมีค่าก็ต่อเมื่อได้ลงมือกระทำ และปรากฏผลให้เห็นชัดว่าดีหรือเลวเพียงแต่ความคิดเห็นหรือเพียงแต่กำหนด
นโยบาย แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติก็ไม่มีคุณค่าอะไร
สุขนิยม กับฝ่ายผู้ถูกแบ่ง เป็น Utilitarianism  แนว อรรถประโยชน์นิยม หลักสำคัญในการปฏิบัติอยู่ที่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
ใช้สำหรับสรรหา หรือนำมาเป็นหลักการปกครองประเทศ จะใช้ได้มากได้น้อยอยู่ที่การยอมรับ ความยากลำบากอยู่ที่ ความ
แตกต่างของชนชั้น จึงขอสรุปเอาอย่างง่ายๆ ดังนี้

สุขนิยม Hedonism เป็นความสุขสากลที่เป็นความสุขที่ทุกคนยอมรับ เช่นประชาธิปไตย
แต่ความสุขของคนไทยส่วนใหญ่ คือ มีความกินดี อยู่ดี มีงานทำ มีการศึกษาและการรักษาพยาบาล
เมื่อมองตนเองแล้วจึงมองสังคมรอบด้าน คือครอบครัว ประเทศชาติ  แต่เมื่อเกิดในวิบากกรรม
คือมีความโลภเกิดขึ้น อยากกินดีกว่าเขา ทำงานดีกว่าคนอื่น อยากได้ตำแหน่งดีกว่าผู้อื่น มีการศึกษามากกว่าคนอื่น
ได้รับการรักษาพยาบาลดีกว่าคนอื่น และมีความเป็นอยู่ดีกว่าคนอื่น
สังคมก็ต้องยุ่งเหยิง ประเทศภูฐานมีการปกครองแบบใด คงไม่ต้องอธิบาย จะไม่คำพูดสักคำจากสังคมนิยมแบบคอมมูน หรือกึ่งคอมมูนสำหรับประเทศไทย ไม่มีคอมเม้นท์ วิจารณ์ไปคงเหมือนกับ การตั้งตอบคำถาม ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ทะเลาะกันเต็มหน้ากระทู้ ถ้าประเทศชาติพบแหล่งทรัพยากรมหาศาล สามารถใช้ไปได้สัก ๕๐๐ ปี คงไม่มีปัญหาอะไร คงเหมือนกับหลายประเทศเศรษฐีน้ำมันแถวตะวันออกกลาง
ผมยอมรับว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือว่าผมไม่มีสิทธิที่จะคิด


หมายเหตุ ความคิดที่เกิดขึ้นในกระทู้เป็นความคิดเห็นของผมคนเดียว มิได้มีเจตนาพาดพิง ถ้าผู้ควบคุมมีความเห็นว่า
จะละเมิด หรือกระทบกระเทือนต่อส่วนรวม อนุญาตให้ ลบกระทู้นี้ได้.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,185



« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 20:48:23 »



ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่ว่าระบอบไหนก็น่าจะมีความสุขได้ถ้าลด needs ของตัวเองลง  คือคนเรามีความต้องการขั้นแรกเป็นพื้นฐานก่อน  เช่นที่พัก อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค  ฯลฯ  ขั้นต่อมาก็ต้องการไขว่คว้าหามาเพิ่มเพื่อความสะดวกสบายซึ่งสังคมทุนนิยมมีมากกว่าระบอบอื่น  จากนั้นก็ต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคม  เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง  เป็นนายกระดับต่าง ๆ ซึ่งบางคนก็เหมือนขายชีวิตให้ซาตานเพราะต้องการไม่มีที่สิ้นสุด  ผลสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความล้มเหลว  เพราะต้องการมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด   >:( >:( ??? ???





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2006, 09:35:37 »


โพลใหม่ชี้ "เดนมาร์ก" สุขสุด ภูฏานอันดับ 8-ไทยลุ่ย 76

 


เดนมาร์กอันดับ 1

มหาวิทยาลัยอังกฤษเผยผลสำรวจชี้ คนเดนมาร์กมีความสุขที่สุดในโลก
ส่วนเอเชีย"ภูฏาน-บรูไน"อยู่อันดับ 8 และ 9 ด้านไทยอันดับ 76 แพ้มาเลย์-ฮ่องกง-อินโดฯ
อ้างประเทศ ประชาธิปไตยในยุโรปคว้า 7 ใน 10 ดินแดนมีความสุข
ยิ่งมีจีดีพีสูง-สาธารณสุขดียิ่งมีความสุข
ขัดแย้งกับผลสำรวจของนิว อีโคโนมิกส์ ฟาวน์เดชั่นก่อนหน้านี้

 


  สวิตเซอร์แลนด์อันดับ 2

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ว่า มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ของอังกฤษ
ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุด โดยระบุว่าชาวเดนมาร์กเป็นชนชาติที่มีความสุขมากที่สุดในโลก
ตามมาด้วยอันดับ 2 คือ สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 3 ออสเตรีย อันดับ 4 ไอซ์แลนด์ อันดับ 5
บาฮามาส อันดับ 6 ฟินแลนด์ อันดับ 7 สวีเดน อันดับ 8 ภูฏาน อันดับ 9 บรูไน และอันดับ 10 แคนาดา


ทั้งนี้ โดยวัดจากสุขภาพ ความร่ำรวย การศึกษา ความมีอัตลักษณ์ คุณภาพของภูมิทัศน์

ข่าวระบุว่า ผลการสำรวจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีการเผยแพร่ผลสำรวจก่อนหน้านี้
ของสถาบันทางวิชาการของอังกฤษคือ นิว อีโคโนมิกส์ ฟาวน์เดชั่น ช่วงต้นเดือน
ที่ระบุว่าวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิกคือประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

รายงานข่าวระบุว่า มหาวิทยาลัยเลสเตอร์เป็นผู้จัดทำ เวิลด์ แมพ ออฟ แฮปปี้เนสส์
หรือแผนที่แห่งความสุขในโลกขึ้น โดยพบว่า 7 ใน 10 ดินแดนที่ประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก
ล้วนอยู่ในยุโรป และเป็นประเทศประชาธิปไตยทั้งสิ้น

การสำรวจครั้งนี้นอกเหนือจาก 10 อันดับแรกประเทศที่ติดอันดับประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก
ในลำดับต้นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาอันดับที่ 23 เยอรมนีอันดับที่ 35
อังกฤษอยู่ที่อันดับที่ 41 ฝรั่งเศสที่ 62

ส่วนประเทศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดอันดับสูงสุดคือ ภูฏานในอันดับ 8
และบรูไนที่อันดับ 9 ตามมาด้วยมาเลเซียที่อันดับ 17 ซาอุดีอาระเบียอันดับที่ 31
คูเวตอันดับที่ 38 กาตาร์อันดับ 45 ฮ่องกง 63 อินโดนีเซีย 64 ไทยติดอันดับที่ 76
ฟิลิปปินส์ที่ 78 จีนที่ 82 ญี่ปุ่นที่ 90 อินเดียที่ 125 ปากีสถานที่ 166 และรัสเซียรั้งท้ายที่อันดับ 167

นายเอเดรียน ไวท์ นักสังคมจิตวิทยา ซึ่งสำรวจเรื่องดังกล่าวระบุว่า
เมื่อถามผู้คนในประเทศต่างๆ ว่ามีความสุขกับชีวิตความเป็นอยู่ของตนหรือไม่
ประชาชนที่อยู่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวสูง
และมีระบบการศึกษาที่ดีและทั่วถึงมีแนวโน้มที่จะมีความสุขที่สุด
ขณะที่ความล้มเหลวของชีวิตสมัยใหม่ และความกังวลเรื่องอายุ
กลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเรื่องสุขภาพพลานามัย ฐานะการเงิน
และความจำเป็นเรื่องการศึกษา ในประเทศอื่นๆ ในโลก



ข่าวระบุว่า ผลการวิเคราะห์ของนายไวท์มีพื้นฐานจากผลการศึกษาค้นคว้าในหัวข้อต่างๆ
กว่า 100 หัวข้อที่สอบถามผู้คนทั่วโลกราว 80,000 คน





มติชน 29 กรกฏาคม 2549
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2006, 15:19:51 »


 
ได้แต่หวัง .... และตัวเองก็พยายามเท่าที่ 2 มือน้อยๆ พอทำได้
เพื่อให้อันดับความน่าอยู่ดีขึ้น ... 
..
 :-[
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา 5-6 ปีนั้น ไทยเราถูกวัตถุนิยมเข้าครอบครอง
มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารประเทศไม่ใส่ใจ ....
..
ต่อจากนี้ ก็หวังว่า วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย
รวมทั้งรอยยิ้มสยามจะกลับมาให้ลือเลื่องอีกครั้ง ..
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nuttawut
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2006, 17:04:59 »


คุณป้า เสลา ครับ ก็ยังดีกว่า  ฟิลิปปินส์  ญี่ปุ่น  จีน  อินเดีย  ปากีสถาน นะครับ คุณป้า เสลา อิอิ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 00:30:28 »



จาก เว็บไซท์ Timesonline  ของอังกฤษ
เสนอการจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ของปี 2006 ที่ผ่านมา
โดยสำรวจจาก 215 เมืองใหญ่ทั่วโลก
ทั้งนี้พิจารณาจากองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ การสาธารณสุข
การศึกษา การขนส่ง-เดินทาง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความปลอดภัย
เรียงอันดับ ไว้ดังนี้



Zurich



Geneva

อันดับ 1 และ 2 ได้แก่เมือง Zurich และ Geneva  ของ Switzerland
อันดับ 3  ได้แก่ แวนคูเวอร์ของแคนาดาและ เวียนนาได้อันดับ 4
เมือง Düsseldorf, Frankfurt และ Munich ของGermany ได้อันดับที่  5 ,6 ,7
กรุงเบิร์นของสวิสและ  Sydney ออสเตรเลียได้อันดับที่ 9 เท่ากัน
โคเปนเฮเกนของเดนมาร์คอันดับ 11  และสต็อคโฮล์มที่ลุงถึกอยู่ ได้อันดับ 19


Honolulu ซึ่งได้อันดับดีที่สุดของอเมริกา ถูกจัดไว้ที่อันดับ 27 
และตำแหน่งรั้งท้ายของอเมริกาคือ Houston เป็นอันดับที่ 68

Londonอันดับที่ 39 ตามหลัง Paris ซึ่งอยู่อันดับที่ 33
แต่ก็ยังอยุ่เหนือ New York ซึ่งติดอันดับที่ 46
สำหรับเมืองในประเทศแถบเอเชียที่ได้อันดับไม่เลวนัก
คือสิงคโปร์ อันดับที่ 34 โตเกียวอันดับที่ 35 ฮ่องกงอันดับที่  68 
และเซี่ยงไฮ้อันดับที่ 103

สำหรับเมืองในประเทศไทยเรา ไม่มีแจ้งในข่าว
ซึ่งแสดงรายละเอียดให้เห็นแค่ 50 กว่าอันดับ
แต่อย่างน้อยๆก็คงจะดีกว่าอีกหลายเมืองโดยเฉพาะ
เมืองแบกแดดที่ได้รับตำแหน่งที่โหล่
ตามหลังเมือง Brazzaville ของ Congo-Brazzaville และเมือง Bangui ซึ่งอยู่ในอัฟริกากลาง
.
 


ข้อมูลจาก www.shoutwire.com/viewstory/9490/The_Best_Cities_In_The_World_To_Live_In_2006
และ www.timesonline.co.uk
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 01:19:53 »




เย๊ๆๆๆ  Bangkok ได้อันดับ 1 ฮะ  อิอิ


http://www.travelandleisure.com/worldsbest/spas_cityhotel.cfm



World's Best Spas: Top City Hotel Spas
International 

Rank Name 2004
Score
1 The Oriental, Bangkok 94.28
  The Oriental has been the No. 1 city hotel spa every year since we began ranking spas in 1999. In 2004, it sweeps all four categories in which readers rated hotel spas.
2 Four Seasons Hotel George V, Paris 87.50
3 Danubius Hotel Gellért, Budapest 84.22

United States and Canada 
Rank Name 2004
Score
1 Charleston Place, Charleston, South Carolina 89.82
  This is Charleston Place's first win among the four categories in which readers rated hotel spas: it was No. 1 for value.
2 The Peninsula, Chicago 89.50
  The spa at Chicago's Peninsula came in first for treatments and ambience.
3 Four Seasons Hotel, Washington, D.C. 88.31
4 Four Seasons Hotel, New York City 86.09
  New York's Four Seasons completely overhauled its spa in 2003—look for it to continue to climb the charts.
5 Westin Century Plaza, Spa Mystique, Los Angeles 85.94
  Spa Mystique narrowly edged out its crosstown rival, the spa at the Peninsula, Beverly Hills, which didn't make the Top 5 overall but was ranked No. 1 for service.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 01:23:12 »


Awards
Bangkok Receives Top Award For City Tourism


International Public Relations Division, TAT
August 07, 2003


News of the vote by Travel + Leisure Magazine has been warmly welcomed at the Tourism Authority of Thailand.

TAT Governor Mrs Juthamas Siriwan said, "This is a reflection of the hard work that has been done by the Bangkok Metropolitan Administration as well as the private and public sectors to improve the quality of the visitors' experience in the city.

"It will certainly go a long way towards moving ahead with our objective to make all of Thailand the Tourism Capital of Asia by 2006."
The 200,000 readers of the New York-based Travel + Leisure Magazine, a leading magazine in North America, voted for Bangkok as part of the "2003 World's Best Awards Reader's Poll".

The "best tourism cities" were rated in terms of attractions, arts and culture, cuisine, friendliness of people, shopping and value for money.
For the past seven years, the magazine has conducted an annual poll to rank tourism cities, islands, hotels, airlines, spas, cruise lines and car rental agencies around the world and honour them with the World's Best award.

This year, about 200,000 readers were surveyed, all of whom have years of travelling experience around the world.
Thai private-sector tourism companies picked up a number of awards. Seven Thai hotels were in the top-100 hotels of the world, with the Peninsula Hotel, Bangkok, being ranked the world's best.

Mrs. Juthamas complimented all the award winners, noting that it is their commitment to high standards and professionalism that helps attract more visitors to Bangkok and encourages them to stay longer.

"There is no doubt that improvements in our transportation infrastructure, like the Bangkok Skytrain, have helped tremendously. A second mass-transit system is due to open in August 2004.

"All these improvements will make not only Bangkok but Thailand even more attractive and value-for-money in the eyes of travellers," added Mrs. Juthamas.

The Minister of the Permanent Mission of Thailand to the United Nations, Mr. Pravit Chaimongkol, represented Thailand in receiving the rewards on July 24, 2003 at the Four Seasons Hotel, New York.
Nancy Novogrod, Editor-in-Chief of the magazine, said "This year's World's Best Award winners confirmed that Travel + Leisure readers embrace destinations and properties that offer the best experiences in virtually every corner of the globe."

She noted that the poll showed that the top hotel is in Asia, the top city is in Australia, and the top small hotel is in South Africa.
Travel + Leisure Magazine is one of the world's most prominent travel magazines with a readership of about 950,000 per issue.

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 01:29:47 »


WORLD'S BEST AWARDS 2005   
 WORLD'S BEST Cities


Readers name Sydney and Bali the world's top city and island once again this year—for the eighth and fourth time, respectively. Several destinations have their best World's Best performance ever, including Prague; Chiang Mai, Thailand; Hobart, Tasmania; and Easter Island, Chile. And kudos to our sole first-time winner: Harbour Island, in the Bahamas.

Top 10 Overall
Rank Last Year Name 2005
Score
Rank l Last Year l Name l 2005 Score

*1 1 Sydney 88.30
2 4 Bangkok 87.08
3 2 Rome 86.26
4 3 Florence 86.20
5 n/a Chiang Mai, Thailand 84.93
6 6 New York 84.82
7 8 Istanbul 84.78
8 5 Cape Town 84.51
9 7 Oaxaca, Mexico 84.41
10 n/a San Francisco N/A


*Category winner five times or more

** "N/A" means that the property was not among the top-ranked in this category last year.
Click each destination's name to access Travel + Leisure's archives of articles.

http://www.travelandleisure.com/worldsbest/results.cfm?cat=cities
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 01:36:44 »



Top Ten มหานคร ที่มีอาคาร ระฟ้า Best Skylines of the World


Skyline of Chicago


Skyline of Tokyo


Skyline of Shanghai


Skyline of Bangkok



Skyline of London


Skyline of New York City


Skyline of Singapore


Skyline of Hong Kong at night

Skyline of Metro Manila at night
The skyline of Dubai

Skyline of Kuala Lumpur

Skyline of Sydney

Skyline of Frankfurt
The planned view of the Moscow International Business Center, Moscow-City, MoscowFor other uses, see Skyline (disambiguation).[/size]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 04:12:25 »


ยังไงๆประเทศไทยก็ยังเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับชาวต่างชาติ
ติดอันดับTop 10อยู่เสมอๆ
  TOM, TOM, Where you go lastnight.I love muang thai....I like.........
แล้วก็หวนกลับมาคิดถึงเพลงๆนี้อีกจนได้...กร๊ากกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 09:22:50 »



เมืองไทยเป็นเมืองที่มีเสน่ห์
ทั้งน่ารัก น่าชัง มีรสชาติสารพัด

เพื่อนของป้าเล่าให้ฟังว่า เขามีเพื่อนชาวนิวซีแลนด์ซึ่งหลงใหลกรุงเทพเมืองฟ้าอมร
เมืองที่มีรถติดเป็นสัญญลักษณ์ ของเรานี้มากๆ



ว่ากันว่าจำนวนแกะที่นิวซีแลนด์มากกว่าจำนวนพลเมือง

เพื่อนชาวนิวซีแลนด์คนนั้นบอกเหตุผลว่า
ที่บ้านเขาเดินไปตั้งนานกว่าจะเจอคนสักคน (เข้าใจว่าบ้านเมืองเขามีทุ่งนากับแกะแยะ)
แต่ที่กรุงเทพ ไม่เหงาเลย เดินไปทางไหนก็เจอแต่ คน คน คน เดินชนกันตึ้กตั้กๆ สนุกดี
บนถนนก็มีรถตลอดเวลา ไม่หลับไม่นอน


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: มกราคม 03, 2007, 09:56:54 »




dance ลูกหิน ภูมิใจ ในความเป็นคนไทยฮะ

 dance เพื่อนฝรั่งที่โรงเรียน ชอบถามลูกหินว่ามาจากไหน

 dance พอบอกเขาว่า THAILAND   เขาบอกว่า ม่ายรู้จัก

 :o พอบอกว่า BANGKOK  เขาตาโพลง โฮ นครแห่งโส... (เศร้า)

 >:( ลูกหิน เลย ตบปากมันหนึ่งที ลูกหินเลยบอกว่า Bangkok เนี่ยใหญ่กว่าบ้านคุณอีก

  เพื่อนฝรั'ง อเมริกัน มันก็พูดดี บอกว่า อ๋อ Bangkok Thailand   ขี่ช้าง กันทั้งเมือง
 
(เฮ้อดูมัน ..กะลาเอ๋ย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal