What's up!!!

<< < (8/16) > >>

หนุ่มน๊อยหมวกแดง:
Tweet


Why can't Starbucks sell "small," "medium," and "large" drinks?


           I don't know how these things are in America, but I guess capitalism is alike in every part of the world. Here in Europe, you will NEVER EVER see the word "small" next to anything for sale.

           Most pizza/drinks/hamburger companies serve "individual", "regular" and "large". Others serve "regular", "large" and "very large". "Small" seems to be a forbidden word. Lately, it seems forbidden even in clothing! Traditional S, M, L and XL clothes are slowly being substituted by M, L, XL and XXL; or even just L with a variable number of X's. What happens? Are small people bad or something? Will I end up being XXXXXL?

          Well, at least we will always feel better thinking that now we can buy a super-hyper-mega-extra-large pizza or hamburger for the price of a "small" one some years ago. I guess that's one of the great achievements of capitalism!

 :worry:
ฝากเพื่อนๆ ทำการบ้านไปก่อนนะฮะ  เดี๋ยวลูกหินจะ ทานยาแล้วไปนอนสักงีบก่อน แล้วจะกลับมาสนุกกันใหม่ฮะ


เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


มาตอบโจทย์ป้าเสลาครับ

ผมขอแบ่งเป็นช่วงๆ ละกัน เพราะอยู่ๆ นึกบทสนทนา มันนึกไม่ออกครับ เลยขอแบ่งเป็นช่วงๆ แล้วค่อยๆ ไล่ตอบดีกว่า

ปกติ คนเราที่ไปสนามบินเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ ก็หนีไม่พ้น ให้ครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนไปส่ง หรือง่ายๆ คือ เรียกแท็กซี่

มีคำง่ายๆ ที่ใช้แทนคำว่า taxi และ คนอเมริกันใช้กันทั่วไปคือ คำว่า แค็บ cab ครับ หนแรกที่ผมได้ยินก็งง

เจ้าหน้าที่ที่สนามบิน พูดกับผมว่า I'm gonna call a cab for you.  แปลเป็นไทยว่า เดี๋ยวฉันจะเรียกรถแท็กซี่ให้คุณนะ

ที่มาว่า ทำไมเรียก cab เจ้าหน้าที่สนามบินคนนั้น เคยเล่าให้ผมฟัง แต่มันสิบปีแล้วครับ  ลืมไปแล้วครับ  :fun:

ส่วนเมื่อขึ้นแท็กซี่แล้ว ก็คงจะต้องบอกโชเฟอร์ว่า จะไปไหน ก็ง่ายๆ สั้นๆ ครับว่า  airport, please

สังเกตว่า การจะให้คนอื่นทำอะไรให้ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนจ่ายเงินก็เถอะ เพื่อความสุภาพและดูดี มีวัฒนธรรม มักจะลงท้าย หรือขึ้นต้นด้วยคำว่า please เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ภายในครอบครัว สามีพูดกับภรรยา
มันเหมือนกับเป็นคำติดปากน่ะครับ ถ้าคิดแบบไทยๆ อาจจะงง เพราะตั้งแต่เด็ก เวลาท่องศัพท์ ครูมักจะสอนว่า Please แปลว่า โปรด หรือ กรุณา  เราอาจจะคิดในใจว่า เวลาเราเรียกแท็กซี่ในเมืองไทย ไม่เคย บอกคนขับว่า  กรุณาไปส่งผมที่สนามบินหน่อยครับ   แต่ในต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ

อาจารย์ผมคนหนึ่ง เคยสอนผมไว้ แล้วก็จำจนทุกวันนี้คือ  เวลาจะพูดภาษาอังกฤษ ให้คิดเป็นภาษาอังกฤษ คิดเหมือนคนที่พูดภาษาอังกฤษคิด อย่าคิดเป็นภาษาไทยแล้วแปลกลับ  แต่อันนี้คงต้องอนุโลมไว้ เพราะกว่าผมจะได้ตรงนี้มา คือ หลังจากที่ได้คลุกคลีกับคนอเมริกันพักใหญ่ๆ แล้วหลายเดือน

หลังจากที่ แท็กซี่ มาส่งถึงสนามบิน ก็ชำระค่าโดยสาร โดยธรรมเนียมอีกเหมือนกันของคนอเมริกันคือ ทิป ใครบริการอะไรเรา โดยมากจะทิป (ขอยกไปพูดทีหลัง ในเรื่องของมารยาทการทิปละกัน)  หลายๆ คน มักจะให้เป็นธนบัตร เหลือเป็นเหรียญเท่าไรก็ให้เป็นทิปไป ยกตัวอย่างเช่น

ค่าโดยสาร 18 เหรียญ  ก็อาจจะให้ธนบัตรใบละ 20 เหรียญกับคนขับ แล้วก็บอกว่า Keep change หรือ keep the change ก็ได้ครับ   คำว่า Keep change แปลว่า เก็บเงินทอนไว้ ไม่ต้องทอน

เสลา:
Tweet





เข้ามาตั้งใจจำ

เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


คำว่า hip ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นคำที่มาจากกลุ่มคนผิวดำ (เคยได้ยินเพื่อนที่เป็นแอฟริกันอเมริกันพูด) เพราะฉะนั้น ให้พี่ลูกหินที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมคนดำมากกว่าผม มาตอบ น่าจะได้สาระมากกว่า

ความหมาย เท่าที่เข้าใจคือ แปลว่ ทันสมัย เริ่ด เหมือนที่คุณหญิงบอกนั่นแหละครับ เหมือนกับคำว่า Cool

เช่น  You're so cool!!! จะแปลได้ว่า "นายมันเยี่ยมไปเลย"
หรือ  Check this cellphone out, it's so cool!!!   จะแปลว่า "มาดูโทรศัพท์มือถืออันนี้สิ มันทันสมัยมากเลย"

อาจจะสงสัยว่า ทำไมผมเรียกคนดำว่า แอฟริกัน อเมริกัน African American

เนื่องจาก คนอเมริกัน มีร้อยพ่อ พันแม่ มีหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ การใส่ คำขยายเข้าไปข้างหน้า Amercian จะเป็นการบอกถึงว่า เป็นอเมริกันประเภทไหน
ถ้ายังจำกันได้ คนแอฟริกัน คือ คนนิโกร นั่นเองครับ ดังนั้น African American คือ คนอเมริกันที่มีเชื้อสายมาจากคนแอฟริกัน มีผิวสีดำ ผมหยิกหยอง

การเรียกว่า African American เป็นการใช้คำพูดที่สุภาพ หากจะเรียกแบบชาวบ้านก็คือ นิโกร Nigro ครับ บางคนก็จะเรียกว่า นิกเกอร์ Nigger ก็ได้ครับ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปเรียกต่อหน้าพวกเขานะครับ บางคนเขาถือว่าเป็นการดูถูก
ถ้าแบบเถื่อนๆ ที่กุ๊ยข้างถนนเรียกกัน ก็อาจจะเรียกว่า black ass "ตูดดำ" ครับ

ส่วนประโยคที่ผมเขียนไปข้างบนอีกประโยคหนึ่งคือ Check this out  ประโยคนี้ มีความหมายในทำนองเชิญชวน ให้คนอื่น มาดู สิ่งของบางอย่าง

ผมจะยกตัวอย่างเอาจากหนังนะครับ เรื่อง True Lies  ที่แสดงโดย อาร์โนลด์ คนเหล็ก

ในตอนหนึ่ง ที่ กิ๊บ (คู่หูพระเอก) แวะมารับ แฮร์รี่ (พระเอก) ที่บ้านในตอนเช้า กิ๊บ เดินเข้ามาในบ้าน แล้วถอดเสื้อสูท พาดไว้บนเก้าอี้ในห้องกินข้าว แล้วหยิบ ซองบุหรี่ที่ซ่อนกล้องวีดีโอขนาดจิ๋วไว้ ไปวางบนหิ้งเหนือเตาผิง ก่อนจะไปรอเจอพระเอก  เมื่อพระเอกเดินมาเจอกับกิ๊บ

GIB   :  Here, check these out.

Gib hands Harry the glasses.  Harry studies them, seeing the VIRTUAL VIDEO DISPLAY inside the left lens of the Ray Bans. Harry glances down the hall, making sure no-one is looking, then he puts them on.

GIB  :  The CCD camera and transmitter are inside a pack of smokes.   Slick little unit, huh?

จากตัวอย่างข้างบน กิ๊บ ยื่นแว่นตาดำเรย์แบน ให้กับ แฮร์รี่ แล้วพูดว่า Here, check these out. แปลว่า  นี่, ลองดูนี่สิ  (ที่ใช้ these แทน this เนื่องจากว่า แว่นตาในภาษาอังกฤษถือว่าเป็นพหูพจน์ สรรพนามที่ใช้ต้องเป็นพหูพจน์ตามไปด้วย)

ทีนี้ ลองดูอีกประโยคที่กิ๊บพูดนะครับ The CCD camera and transmitter are inside a pack of smokes. Slick little unit, huh?  ประโยคนี้ กิ๊บพูดกับแฮร์รี่ว่า กล้องวีดีโอและตัวส่งสัญญาณ อยู่ในซองบุหรี่. จิ๋วแต่แจ๋วใช่มั้ย

จุดที่น่าสังเกต คือ  a pack of smokes และ slick little unit

แทนที่จะใช้คำว่า cigarette เหมือนที่เราเคยท่องกัน เราใช้คำว่า smoke แทนก็ได้ (ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าควัน แต่หมายถึงบุหรี่) สังเกตว่า smokes มี s เนื่องจาก ในซองบุหรี่ มีบุหรี่หลายตัว การออกเสียง ต้องลงท้ายด้วย s ด้วย

slick แปลตัวมันเองได้ว่า มันวาว ถ้าแปลตรงตัว slick little unit จะแปลได้ว่า ของชิ้นเล็กมันวาว  แต่ในที่นี้ กิ๊บพยายามบอกกับแฮร์รี่ว่า  เจ้ากล้องวีดีโอในซองบุหรี่ กับ แว่นตาที่มีจอรับภาพ เป็นอะไรที่ จิ๋วแต่แจ๋วมาก  slick ในประโยคนี้ จึงหมายถึง เฉี่ยว เจ๋ง ยอดเยี่ยม ดูทันสมัย

วกกลับมาที่เรื่องบุหรี่อีกนิดนะครับ

บุหรี่ 1 ซอง เรียกว่า  a pack of cigarettes ครับ  ส่วนการสูบบุหรี่ ก็มักจะใช้คำว่า smoke a cigarette  (เช่น  I'm going to smoke a cigarette แปลว่า ฉันกำลังจะไปสูบบุหรี่) ผมเคยเจอเพื่อนร่วมงานที่เป็นอเมริกันคนหนึ่ง พูดว่า I'm going to burn one.  เขาใช้ คำว่า burn one ที่แปลว่า เผาหนึ่งครั้ง เผาหนึ่งชิ้น เผาหนึ่งตัว  มาแทน กิริยาที่ สูบบุหรี่หนึ่งมวน พอเขาจะสูบตัวที่สอง ก็จะพูดว่า burn one more.

เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


พูดถึง black ass เลยนึกถึง สำนวน pain in the ass ขึ้นมาได้ครับ

สำนวน pain in the ass หมายถึงว่า เป็นสิ่งที่รบกวนอยู่ตลอดเวลา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวอย่างเช่น If you don't fix the leak, it's gonna be a pain in your ass.

ถ้าคุณไม่ซ่อมจุดที่น้ำรั่ว มันก็จะคอยรบกวนคุณไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา

ลองนึกถึง คนที่เป็นริดสีดวงทวารก็ได้ครับ จะนึกออกเลยว่า pain in the ass เป็นยังงัย

สำนวนนี้ มักจะใช้กับเรื่องที่ค่อนข้างแรงสักนิด ถ้าจะบอกว่า คันแผลที่ตกสะเก็ด แล้วจะเป็น pain in the ass ไม่มีใครใช้กันนะครับ


ส่วน สำนวน kiss my ass สามารถใช้ได้หลายความหมายและหลายกรณี แต่ส่วนมากมักจะหมายถึงการดูถูกค่อนข้างรุนแรงเหมือนกัน

ธรรมเนียมการ ถลกกางเกงลง โชว์ก้นให้คนอื่นดู เป็นการแสดงความดูถูกและท้าทายค่อนข้างมาก และจะมาประกอบกับ ประโยค kiss my ass ที่บอกว่า ให้มาจูบก้นฉันสิ

มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง มาเล่าให้ผมฟังว่า เธอทะเลาะกับสามีเธอ เรื่องที่ว่าสามีเธอขอเธอไปทำอะไรสักอย่าง (ผมลืมไปแล้ว) แล้วเธอไม่ยอม สามีอ้อนวอนเธอจนสุดท้าย เธอรำคาญแล้วก็ยืนยันว่า ยังงัยก็ไม่ให้ แล้วจบประโยคด้วยคำว่า  "You kiss my ass" พร้อมกับถลกกางเกงเธอลงแล้วหันไปโชว์ก้นให้สามีเธอดู สามีเธอโมโหมาก เพราะรู้สึกว่าโดนดูถูกอย่างหนัก แทนที่จะเกรี้ยวกราด เขากลับเข้าไปคุกเข่าจูบก้นภรรยาตัวเอง  ผลปรากฎว่า ภรรยากลายเป็นฝ่ายที่โมโหมากขึ้น เพราะนอกจากจะยั่วสามีตัวเองไม่สำเร็จแล้ว ยังต้องปล่อยให้สามีเธอทำในสิ่งที่เขาต้องการ เพราะเขายอมมาจูบก้นเธอ

อันนี้เล่าให้ฟังขำๆ ระหว่างคนในครอบครัวนะครับ แต่ในเหตุการณ์จริง คงไม่มีใคร ยอมไปจูบก้นอีกฝ่ายแน่นอน

พูดถึงเรื่องการยั่วโมโห ขออนุญาตป้าเสลา พาออกนอกเนื้อหา อีกหน่อยนะครับ

ทุกคนคงจะรู้คำด่าพื้นฐานคือ  f_ _ k you!!!

ปกติ เวลาคนด่ากัน ก็จะมี คำเหล่านี้ ลอยไปลอยมาเต็มไปหมด แทบจะหยิบมาต้มแกงจืดฟักได้หม้อใหญ่แล้ว แต่เรื่องของเรื่องที่เกิดขึ้นกับ เพื่อนผมอีกคนที่เป็นเจ้าของร้านพิซซ่า

มีลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่ง ซื้อพิซซ่าไปจากร้าน แล้วไม่พอใจในพิซซ่าตรงไหนก็สุดจะรู้ได้ เธอหิ้วพิซซ่ากลับมาที่ร้าน มาบอกกับเพื่อนผมที่เป็นเจ้าของว่า ขอเงินคืน หลังจากการต่อรองผ่านพ้นไป อย่างไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก ลูกค้าผู้หญิงคนนี้ก็ตุกติก ส่วนเพื่อนผมก็ขี้ตืด ลงเอยด้วยการที่ ลูกค้าคนนี้โมโหจนตัวสั่น ขว้างพิซซ่าทั้งถาดลงกับพื้น แล้วด่าเพื่อนผมว่า ไอ้ฟักทอง (F _ _ K YOU) เพื่อนผมซึ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้มาเยอะแล้ว แทนที่จะโมโห กลับถามตอบกลับไปว่า  "Where and When?" :fun:

ปรากฎว่า ผู้หญิงคนนั้น ตั้งตัวไม่ทัน ที่จะเจอคำตอบแบบนี้เข้า วิ่งออกนอกร้านแทบไม่ทัน  :fun:

อันนี้ เล่าให้ฟังขำๆ นะครับ อย่าเอาไปใช้จริงเลย อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว