What's up!!!

(1/16) > >>

เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


What's up!!!

ส่วนใหญ่ เรามักจะนึกถึงแต่คำทักทายว่า Hello หรือ Hi ซึ่งทั้งสองคำก็ใช้ได้ดีทุกสถานการณ์

จากประสบการณ์ตัวเอง ผมเรียงลำดับ คำทักทาย ไว้อย่างนี้ โดย ดูเป็นทางการที่สุดในสามคำนี้ คงจะเป็น Hello รองมาด้วยคำว่า Hi และ สุดท้ายคือ What's up

โดยส่วนตัว ผมจะใช้คำว่า Hello กับ คนที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก สำหรับ คนที่เจอกันหลายๆ ครั้งแล้ว ก็จะใช้คำว่า Hi ส่วน What's up ผมเก็บไว้ใช้กับคนที่สนิท และ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนมากกว่า

คำว่า what's up แปลเป็นคำไทยๆ ก็น่าจะตีความหมายได้ว่า "เป็นงัย สบายดีหรือเปล่า" ไม่ได้แปลว่า สวัสดี เหมือนคำว่า Hello หรือ Hi

ส่วนคำว่า Good morning, Good afternoon ก็สามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะสนิทหรือไม่สนิท แต่มันมีความรู้สึกว่า ดูเป็นทางการจัง แล้วก็รู้สึกว่า น่าจะเอาไว้ใช้กับผู้ใหญ่ แต่พอเอามาใช้กับเพื่อนๆ คำว่า good ก็หายไป อย่างเวลาผมทักทายเพื่อนร่วมงานตอนเช้า ก็มักจะเหลือ แค่ว่า  "Morning!!!" ส่วนคำว่า Good afternoon นี่แทบจะไม่ค่อยได้ใช้เลย ยกเว้นว่าเป็นทางการจริงๆ

ทีนี้ มันมักจะมีคำสร้อย ต่อท้าย คำทักทาย

ปกติ ก็ ต่อท้าย ด้วยชื่อ เช่นว่า ผมเจอป้าเสลา ก็จะพูดว่า Hello, ป้าเสลา หรือไม่ก็ Good morning, ป้าเสลา แต่ผมจะไม่ใช้ คำว่า what's up กับป้าเสลาครับ เพราะรู้สึกเหมือนกับว่า ไม่ค่อยให้ความเคารพครับ (แต่ถ้าเป็นคนอเมริกันแท้ๆ อาจจะไม่ถือเรื่องนี้)

ในหมู่เพื่อนๆ รุ่นใกล้เคียงกัน ก็มักจะมีสร้อยอย่างจำพวก เรียกเพศ  สมมุติว่า ผมไปเจอพี่ลูกหิน (อายุห่างกันไม่เยอะ และโมเมว่าสนิทละกัน)  ผมก็อาจจะทักพี่ลูกหินว่า Hello, man  หรือ Hi, man หรือถ้าคิดว่า สนิทมากๆ ก็จะเป็น what's up, man
สมมติว่า ผมเดินไปเจอ กลุ่มเพื่อนผู้หญิงหลายๆ คน ผมก็อาจจะทัก รวมไปเลยว่า  Hi, everyone. หรือดูสบายๆ หน่อย ก็อาจจะเป็น Hi, girls (เติม s เพราะว่าผู้หญิงหลายคน)

ทีนี้ ลองดู คำสร้อย ที่จะออกแนวบู๊ๆ หน่อย ก็ เช่น what's up, dude  คำว่า dude มักจะหมายถึงผู้ชายในวัยรุ่น (ใช้กันเยอะในระหว่าง เด็ก college) เพื่อนผมที่เป็นอเมริกันดำ ชอบทักผมประจำด้วยประโยคนี้ครับ   Yo, what's up, dude.   แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า   "เฮ้ย เอ็ง เป็นงัยมั่งวะ"

การออกเสียงก็  ว็อท ซั่บ  (เน้นคำว่า ซั่บ)  พอ เน้นมากๆ เข้า ก็เลยเหลือคำว่า ซั่บ คำเดียว แต่คนฟังอาจจะงงได้  ส่วนคำว่า dude ออกเสียงว่า ดู๊ด

นอกจากนี้ ก็มีคำเรียก อย่างคำว่า hey อันนี้ไม่ใช่คำทักทายนะครับ เป็นคำเรียก แล้วก็เป็นคำเรียกที่ดูจะไม่ค่อยเพราะเท่าไร แต่ในหมู่เพื่อนฝูง ก็ใช้กันได้ เช่น  "hey, what's up"

ส่วนคำสร้อยพื้นฐานเลย ก็เช่น   how are you?  ก็จะกลายเป็น   Hi, how are you? หลายๆ คน ก็ทักไปอย่างนั้น ไม่ได้หวังว่าจะให้เราตอบว่าเราสบาย หรือไม่สบาย หลายๆ ครั้ง ก็จะทักตอบด้วยประโยคเช่นเดียวกัน โดยที่ไม่มีใครตอบคำถามที่ว่า how are you?  แล้วโดยมาก ก็ตอบสั้นๆ ไม่มีใครมาร่ายยาวว่า โอย วันนี้ปวดหัว ปวดท้อง ปวดหลัง

คำตอบ ของ คำทักทาย ก็มักจะเป็นแบบนี้ครับ
ถ้า รู้สึกสบายดี ก็มักจะตอบว่า  I'm ok. หรือ I'm fine. หรือ  สั้นๆ เลย ว่า Ok. หรือ Fine. ส่วนถ้ารู้สึกเฉยๆ ก็อาจจะตอบว่า so-so

จะเน้นอีกครั้งว่า ประโยค how are you? ที่มาพร้อมกับ การทักทายของการพบกันครั้งแรกในแต่ละวัน บางครั้งคนทัก อาจจะไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรมากมาย แต่ถ้าหากว่า กำลังคุยๆ กันอยู่ แล้วเขาหันมาถามเราว่า how are you? แสดงว่า เขาอาจจะเห็นหน้าตาเราไม่สบาย หรือมีอาการไม่สบายแล้วล่ะ อันนี้ก็ตอบเสียหน่อยนะครับ

นอกจากนี้ คนนอกเมือง สไตล์อเมริกัน อาจจะทักว่า howdy  ฮาวดี้ เป็นการทักสไตล์ลูกทุ่งน่ะครับ ในเมืองไม่ค่อยใช้กัน คือถ้าเดินไปเจอ ผู้ชายใส่สูทในเมือง แล้วทักว่า ฮาวดี้ เขาคงจะมองเราแปลกๆ แต่ถ้า เราไปเที่ยวนอกเมือง แล้วเจอผู้ชายใส่ยีนส์ ใส่บูท ใส่หมวกคาวบอย แล้วทักเขาว่า howdy เขาคงจะหันมายิ้มแล้วทักตอบ

อันนี้ เล่าให้ฟังเล่นๆ นะครับ อย่าได้เอาไปใช้

เพื่อนสนิทผม รู้ว่า ผู้ชายไทยทักทายด้วยคำว่า สวัสดีครับ มันก็เล่นแผลงๆ ซะ จาก สวัสดีครับ ก็กลายเป็น ดีครับ แล้วก็กลายเป็น ดีคับ แล้วก็สุดท้ายกลายเป็น ดิ๊กคับ  dick up  ฟังเผินๆ เหมือนกับ ดีคับ

ใบ้ให้ว่า  คำว่า dick ของอเมริกัน อาจจะหมายถึง อวัยวะเพศชายครับ พอ รวมกับคำว่า up เลยเปลแบบทะเล้นได้ว่า อวัยวะเพศชายกำลังตั้งตรงขึ้น

แรกๆ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ มันทักผมแล้วก็ขำๆ ไม่ได้คิดอะไร จนหลังๆ มันออกเสียงชัดมาก เลยรู้ว่ามันแกล้ง สุดท้าย พอมันทักผมว่า dick up ผมก็ทักตอบว่า dick down  :fun: :fun: :fun:

Rainy:
Tweet


 :fun: :fun: Dick down!

ตามมาเรียนด้วยคนค่ะ ขอนั่งแถวหน้าเลย ตรงกลางด้วย :eh: :oh:

เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


พูดถึงคำว่า dick เลยนึกถึงคำว่า john

คือทั้งสองคำนี่ เป็น คำที่คนไปตั้งเป็นชื่อผู้ชายมากๆ เรียกว่าโหลมากๆ ทั้งสองคำนอกจากจะเป็นชื่อแล้ว ก็มีความหมายได้ด้วย อย่างมีบอกไปแล้วว่า

dick หมายถึง น้องหนู ของผู้ชายทุกคน

ส่วนคำว่า john แปลว่า ห้องน้ำครับ มักจะหมายถึง ห้องฉี่ ด้วยนะครับ

อย่างประโยคว่า  Where's is John?   นอกจากจะแปลได้ว่า คุณจอห์นอยู่ที่ไหน อาจจะแปลว่า "ห้องน้ำอยู่ที่ไหน"  ก็ได้เช่นกันครับ ถ้าเห็นใครเดินหนีบขา ตัวบิดๆ มา ท่าทางปวดฉี่ แล้วถามถึง จอห์น ก็พอจะเข้าใจได้เลยว่า หมายถึง ห้องน้ำ แต่ไม่ค่อยใช้กันน่ะครับ เหมือนเป็นคำแสลงน่ะครับ

พูดถึง john ก็จะมี long-john  ลองจอห์น หมายถึง กางเกงขายาวชั้นใน ในเมืองไทยคงไม่มีขาย แต่เมืองที่หนาวๆ จะมีใส่กันครับ เป็นกางเกงชั้นในแบบยาว เหมือนกางเกงวอร์ม เพียงแต่เป็นกางเกงแนบเนื้อ ไว้ใส่ข้างในกางเกงยีนส์อีกที กันหนาวครับ

นอกจากนี้ ก็จะมี long john silver  :smile:  อันนี้เป็นฟาสท์ฟู้ดนะครับ ขายจำพวก เบอร์เกอร์ปลา กุ้งชุบแป้งทอด ปลาหมึก เมื่อก่อน เคยเห็นมีเปิดสาขาในกรุงเทพฯ แต่หลังๆ ไม่เห็น คิดว่าคงไม่มีแล้ว (ใครทราบ บอกด้วยก็ดีครับ)

เด็กหอ5ห้อง4:
Tweet


พูดถึงเรื่องชื่อของฝรั่งกันแล้ว

ชื่อฝรั่งที่ยาวๆ บางทีก็อาจจะย่อ กลายเป็นอย่างอื่นไป ยกตัวอย่างนะครับ

William มักจะถูกเรียกว่า Bill เช่น อดีตประธานาธิบดี Bill Clinton ชื่อเต็มๆ ของเขา คือ William jefferson Clinton

William เปลี่ยนเป็น Will  แล้วก็กลายเป็น Bill

เพราะฉะนั้น หากเจอใครชื่อ bill ก็เดาได้เลยว่า ชื่อเต็มๆ ของเขา น่าจะเป็น william

คนชื่อ James ที่ดูสั้นๆ คนก็มักจะเรียกเพี้ยนไปเป็น Jim บ้าง หรือ Jimbo หรือ Jimmy

Anthony ก็มักจะย่อลงเหลือ Tony ครับ

ส่วนคนชื่อ Jonathan ก็จะย่ออีกเหมือนกัน เป็น Jon  (สังเกตว่า ไม่ใช่ John นะครับ)  ถ้าคนไหนเขียนชื่อว่า Jon ให้เดาได้เลยครับว่า ชื่อเต็มของเขาคือ Jonathan (โจนาธาน)

Theodore ธีโอดอร์  ก็อาจจะเรียกสั้นๆว่า Teddy ครับ อย่างอดีตประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลท์ อเมริกัน จะเรียกแกว่า เท็ดดี้ ครับ

ดูชื่อผู้หญิงบ้างครับ

Elizabeth อลิซาเบ็ธ ก็มักจะเรียกกันสั้นๆว่า  เบ็ธ Beth บางทีก็ เบ็ตซี่ อะไรทำนองนี้ครับ

หลายคนอาจจะงงว่า ทำไม ฝรั่งมีหลายชื่อ

เหมือนเป็นธรรมเนียมครับ ฝรั่งจะมีชื่อกลาง  ระหว่าง ชื่อจริง และ นามสกุล อย่าง ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ชื่อกลางของเขาคือ Jefferson ครับ
แล้วคนจำนวนไม่น้อย ใช้ชื่อกลางเรียกกันในหมู่คนรู้จัก แทนที่จะใช้ชื่อจริง

บางครั้งจะเรียกเป็นชื่อย่อ ครับ  อาจจะเคยได้ คนชื่อ เอเจ A.J. จริงๆ แล้ว เขาชื่อ Alexander James ครับ ชื่อจริงคือ Alexander ชื่อกลางคือ James เรียกให้กันเลยกลายเป็น A.J.

นอกจากนี้ ก็จะมี บางคนนึกชื่อไม่ออก ก็ใส่ ลำดับที่ ต่อท้ายชื่อพ่อ ยกตัวอย่าง อดีดเจ้านายผมคนนึงครับ

Calvin Smith, Jr. 

คือ พ่อของเขาก็ชื่อ Calvin Smith ตัวเขาเองไม่ได้เปลี่ยนชื่อ เลยใช้ คำว่า Jr. (Junior) ต่อท้าย เพื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นทายาทลำดับที่สอง 

ส่วนลูกชายของเจ้านายผม ชื่อ Calvin Smith, III 

อ่านว่า แคลวิน สมิธ, เดอะ เธิร์ด  หรือ แคลวิน ลำดับที่สาม  (Calvin Smith, third) นัยว่า ไม่ต้องการเปลี่ยนชื่อ เลยใส่ลำดับให้รู้ว่าเป็น เจอเนอเรชั่นที่สามแล้ว

เสลา:
Tweet


เยี่ยมมาก คุณเด็กหอ 5
แบบนี้ ป้าจะได้จำไปใช้ให้ถูกต้อง
ไม่เชย ไม่ปล่อยไก่

เพราะที่เราเคยเรียนมา
จะเป็นแบบทางการมากๆ
ประเภท  Good Morning !!
How are you?
I'm quite well, thankyou , And you?  :worry:

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป