ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤศจิกายน 26, 2014, 16:48:15
94,610 กระทู้ ใน 7,717 หัวข้อ โดย 9,183 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: golfpow
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ระเบียงรมณีย์  |  ข้อคิดดีๆ..  |  ข้อคิดดีๆของ ว.วชิรเมธีแก่สังคมไทย 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อคิดดีๆของ ว.วชิรเมธีแก่สังคมไทย  (อ่าน 63842 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 11:06:11 »


...ว.วชิรเมธี…หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
เป็นพระรุ่นใหม่ผู้ย่อยธรรมะให้ง่ายขึ้น
หลังจากที่ท่าน ว.วชิรเมธีได้คร่ำเคร่ง
กับการเรียนมาอย่างหนัก
จนสามารถสอบเปรียญธรรม 9 ได้แล้ว
ท่านจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท
และช่วงนั้นเองที่ทำให้ประชาชนทั้งประเทศ
ได้รู้จัก ว.วชิรเมธี อย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะจากการที่ท่านได้ศึกษา
เรื่องทั้งทางโลกและทางธรรม
จึงทำให้ท่านสามารถทำเรื่องของธรรมะให้อ่านง่ายขึ้น

โดยการเขียนพ๊อกเก็ตบุ๊กชื่อ “ธรรมะติดปีก”
และอีกหลายเรื่องต่อมา
จนมีคำเรียกท่านว่า “Modern monk”
พระรุ่นใหม่ที่ย่อยธรรมะให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้น

...

....




และวันนี้ สำนักพิมพ์ Actionframe kids
ได้จัดทำชีวประวัติของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
ที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
ถ่ายทอดผ่านการ์ตูนลายเส้น
พร้อมสอดแทรกธรรมะ
ผ่านคำสอนของท่านอย่างสนุกสนาน


ลองอ่านข้อคิดของท่านกับบางเรื่องราวในสังคมไทย
พระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า

"ทุกวันนี้ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาวิกฤติหลายด้าน
ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากลัทธิบริโภคนิยมของคนไทย
ที่หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุมากขึ้น ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ อยากรวย
ซึ่งความต้องการอยากรวยนั้นไม่ได้ผิดบาป
หากเป็นความรวยที่มาจากการลงทุนลงแรงของตัวเอง
แต่ความหวังที่จะรวยโดยไม่ต้องออกแรง
อันเนื่องมาจากการเคารพบูชากราบไหว้วิงวอนเทพเจ้า"


และพระมหาวชิรเมธีได้แสดงความเป็นห่วง
เรื่องของคนไทยในยุคปัจจุบัน
ที่มักจะไม่ค่อยใช้กำลังความสามารถของตนเอง
แต่หวังเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์สมมติอย่างจตุคามรามเทพ
ที่ท่านได้เปิดเผยว่ารู้สึกไม่สบายใจ
ที่พ่อค้าแม่ค้านำเอาแบรนด์ของพุทธศาสนาเข้าไปใช้
และอ้างว่าจตุคามเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่
ทำให้เสียถึงพระพุทธศาสนา ทำให้คนในยุคนี้งมงาย
และรวมถึงเป็นการส่งต่อความงมงายให้แก่เยาวชนรุ่นต่อไปด้วย
     
   

       ว.วชิรเมธีแสดงธรรมต่อไปว่า
ทุกวันนี้มีจตุคามในประเทศไทยประมาณ 30-60 ล้านชิ้น
ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยจะมีจตุคาม
คนละหนึ่งชิ้นคล้องคอมาตั้งแต่แรกเกิด
ตนเองจะไม่เดือดร้อนเลยถ้าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้น
จะไม่เติมคำว่าพระโพธิสัตว์ลงไป
จะไม่เดือดร้อนเลยหากไม่นำมาปลุกเสกในวัด
และจะไม่เดือดร้อนเลยหากคนที่นั่งปลุกเสก
เหงื่อไหลไคลย้อยนั่นนุ่งห่มผ้าเหลือง
       
       แถมมีกระแสข่าวว่านักการเมืองระดับผู้นำจะทำจตุคามแข่งกัน
บอกว่าจะนำรายได้ไปทำอะไรดีๆ ให้สังคม
แต่ถ้ามองคำสอนพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว
พระพุทธเจ้ากล่าวว่าถ้าอยากจะได้ผลดีก็ต้องทำเหตุให้ดี
แต่ในวันนี้ผู้ใหญ่ระดับผู้นำของประเทศ
หวังจะนำผลที่เป็นรายได้ไปช่วยสังคม
แต่มาจากเหตุที่ไม่ดี มันทำให้หลักการเสียหาย
ทุกวันนี้คำว่า "ใครๆ ก็ทำกัน"
, "ใครๆ ก็โกงกัน"
หรือ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นั้นกลายเป็นมโนธรรมใหม่ๆ ของสังคมไทย
ซึ่งนั่นทำให้เกิดความ "ขลาดเขลาเบาปัญญา" ในสังคมไทย"



พระมหาวุฒิชัยยังแสดงความเป็นห่วงสภาพ "วัวลืมตีน"
ของเด็กไทยในทุกวันนี้ว่า
เด็กไทยจากหลายๆ ภาคอายที่จะพูดภาษาตนเอง เพราะลืมรากเหง้า
เมื่อมาอยู่กรุงเทพก็รู้สึกว่าภาษาถิ่นของตัวเองเป็นปมด้อย ก็ลืมบ้านเกิด
พอเรียนภาษาอังกฤษ รู้สึกว่ามันอินเทรนด์ รู้สึกมันโก้เก๋กว่าภาษาไทย
เลยทิ้งภาษาของตนเอง

พอไปเรียนเมืองนอก ก็ละเลยลืมจนทิ้งประเทศไทย
เหล่านี้เห็นว่าเราขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ
ขาดหลักการให้ยึดเหนี่ยว ขาดรากเหง้า
       
      "แต่จะให้มันดีได้อย่างไร ก็ในเมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณ
ก็คือพระก็ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่
อย่าลืมว่าพระก็คือคน ก่อนจะบวชแล้วนุ่งเหลืองห่มเหลือง
พระก็คือคนธรรมดา ที่อาจจะได้รับการศึกษาบ้าง ไม่ได้รับบ้าง
แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ
พระที่ไม่ได้รับการศึกษาแต่กลับงมงายในสิ่งที่เป็นเปลือก
จะสร้างคนในสังคมที่งมงายอีกนับสิบนับล้าน"

       
       ว.วชิรเมธีได้ยกเอาตัวอย่างการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา
ของประเทศฝรั่งเศสและอเมริกาว่า ในประเทศฝรั่งเศส
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะมีอายุตำแหน่งยาวนานถึง 12 ปี
เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงให้แก่เยาวชน
และกระทรวงศึกษาธิการยังถือเป็นกระทรวงชั้นหนึ่งของประเทศอีกด้วย
สำหรับสหรัฐอเมริกานั้น เยาวชนทุกเชื้อชาติที่เข้ามาในประเทศ
ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเหล่านั้น
อาจจะยังไม่ได้ใบอนุญาตเข้าเมือง
แต่เมื่อเข้ามาในประเทศแล้ว
เด็กจะต้องได้รับการศึกษาตามกฎหมายก่อนอย่างอื่น
       
       "แต่ทุกวันนี้ ทุกเดือนเมษายน
เด็กไทยจะต้องไปต่อแถวจับฉลากเพื่อเรียนต่อ
และเมื่อเปิดเทอมก็จะมีเด็กเป็นหมื่นเป็นแสนไม่มีที่เรียน
อยากให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยแก้ไข
เพราะการศึกษาจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ"
พระมหาวุฒิชัยกล่าว


ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หนุ่มน๊อยหมวกแดง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586


RedHat.. KitMan


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 12:46:36 »


 

โห สุดยอดฮะ

ลูกหิน คิดว่าเป็น ตัวอย่างที่ดี ต่อการ พัฒนาการด้านการศึกษา และ ด้านสังคม ทีเดียว

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


>Too bad all the people who know how to run the country are busy driving taxicabs and cutting hair.
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 14:06:17 »


ชอบอ่าน ข้อคิดดีๆ ที่มีเหตุผล และ ความเป็นไปได้ ไม่เน้น เรื่องงมงาย

จตุคาม คืออะไร ยังไม่รู้เลย เพราะไม่สนใจ แต่ที่สนใจ จนตาค้าง คือแม้แต่คนมีการศึกษา ยัง เป็นไปได้ ถึงขนาดนั้น

ปัญญาชน มหาวิทยาลัย ดังๆ ก็ยังเป็นไปได้

แอบเศร้านะ ไม่ค่อยอยากจะเขียน หรอก

แต่ที่สะเทือน ใจ มากพอดูคือ  ตอน ที่ ไปตักน้ำ (ส้วม) มา ดื่มกินกัน 

น่าจะปฏิวัติ วงการพระ นะ ไม่ใช่ ใครๆ ก็จะมาบวช กันง่ายๆ ได้ น่าจะ มีขั้นตอนการกรอง มาระดับ หนึ่ง

คนที่จะมาสั่งสอน ให้ความรู้ คนอื่น ตัวเอง จะต้องมีส่วน นั้นซะก่อน




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 18:55:18 »




นำมาฝาก      http://video.mthai.com/player.php?id=6M1180759977M0

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2007, 19:50:55 »



ขอบคุณคุณหญิง สวิสมากๆค่ะ
ที่หาคลิป ท่าน ว.วชิรเมธีมาให้ได้ชม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,185



« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2007, 00:30:24 »





ความเชื่อของคนแก้กันยากครับ
สังคมไทยไม่ได้เน้นให้คนเกิดปัญญาตามคำสอนของพระพุทธ
สื่อและสิ่งพิมพ์เป็นตัวการให้คนไหลลงสู่ความงมงายมากขึ้น ข่าวหน้า 1
ที่เห็นเป็นประจำคือเรื่องขูดเลขขอหวย
เมื่อไหร่มันจะหมดไปจากหน้าหนังสือพิมพ์เสียที


 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2007, 13:38:17 »






 เก็บตกจาก ว. วชิรเมธี

เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต

สิ่งที่เธอควรมี “สติปัญญา”

สิ่งที่เธอควรแสวงหา “กัลยาณมิตร”

สิ่งที่เธอควรคิด “ความดีงาม”

สิ่งที่เธอควรพยายาม “การศึกษา”

สิ่งที่เธอควรเข้าหา “นักปราชญ์”

สิ่งที่เธอควรฉลาด “การเข้าสังคม”

สิ่งที่เธอควรนิยม “ความซื่อสัตย์”

สิ่งที่เธอควรตัด “อกุศลมูล”

สิ่งที่เธอควรเพิ่มพูน “บุญกุศล”

สิ่งที่เธอควรอดทน “การดูหมิ่น”

สิ่งที่เธอควรยิน “พุทธธรรม”

สิ่งที่เธอควรจดจำ “ผู้มีคุณ”

สิ่งที่เธอควรเทิดทูน “สถาบันกษัตริย์”

สิ่งที่เธอควรขจัด “ความเห็นแก่ตัว”

สิ่งที่เธอควรเลิกเมามัว “การพนัน”

สิ่งที่เธอควรสร้างสรรค์ “สัมมาชีพ”

สิ่งที่เธอควรเร่งรีบ “การแทนคุณบุพการี”

สิ่งที่เธอควรปฏิบัติทันที “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2007, 01:26:23 »



...
"ว.วชิรเมธี" ชี้คนไทยขาดสภาพคล่อง
ทางการเงิน ความรู้ ความรู้สึก และจิตสำนึกสาธารณะ
ส่งผลให้ไม่เข้าใจแก่นแท้ในพระพุทธศาสนา
หันไปยึดเหนี่ยวเทพตามกระแส
แนะหลักดำเนินชีวิตชาวพุทธ  พึ่งมันสมองและสองมือตนเอง 
ไม่พึ่งเครื่องรางของขลัง
ติงสื่อต่างๆ ต้องมีจิตสำนึกในการนำเสนอ
อย่าให้ "สื่อมวลชน" กลายเป็น "สื่อมอมชน"




พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี
เปิดเผยถึงกรณีคนไทยขาดที่พึ่งทางจิตใจ
ทำให้หลงใหลกับกระแสต่างๆ ว่า ในทัศนะคิดว่าคนไทยไม่ได้ขาด
เพราะมีศูนย์รวมจิตใจคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
อีกทั้งมีวัดกว่า  30,000 วัด พระกว่า 300,000 รูป 
แต่สิ่งที่คนไทยขาดจริงๆ  คือสภาพคล่องทางการเงิน

พูดง่ายๆ คนไทยขาดเงิน อยากได้เงิน จึงไปนับถือเทพ

นอกจากนี้ยังขาดความรู้
ไม่รู้อะไรคือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่สอนให้พึ่งตัวเอง,

ขาดความรู้สึก เพราะประเทศไทยพบวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ยังทะเลาะกันไม่จบสิ้น จนเกิดวิกฤติลุกลามทั่วทุกองคาพยพของสังคม,

ขาดจิตสำนึกสาธารณะ แม้จะเห็นสังคมเสื่อม
แต่มีกี่คนที่ออกมาเตือนสังคมให้รู้ว่าก้าวผิด 

และขาดปัญญาที่เป็นกลาง  
ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงจำนวนมาก รวมทั้งพระสงฆ์ ขาดปัญญาที่เป็นกลาง
รู้อยู่ว่าสิ่งที่สังคมไทยกำลังก้าวเดินไปบางทีไม่ถูกต้อง 
แต่มีไม่กี่คนที่อุทิศตัวออกมาพูดสวนกระแสสังคม 
จึงได้เห็นดาราก็ดี หรือชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็ดี
ออกมาเป็นประธานปลุกเสกเครื่องรางของขลังรุ่นต่างๆ 



... "การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการส่งเสริมการศึกษาของชาติ
ให้เน้นกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ให้มาก
เพราะทุกวันนี้เห็นได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้ความเชื่อมากกว่าความรู้
การเป็นอย่างนี้เพราะระบบการศึกษาของชาติอ่อนแอ
ขณะเดียวกันสื่อมวลชนต้องทำตัวเป็นปัญญาชน
เพราะทุกวันนี้จำนวนไม่น้อยทำตัวเป็น "สื่อมอมชน"
ใช้เครื่องมือในการมอมเมาประชาชน ต้องรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
อะไรควรชี้นำสังคมและอะไรควรตัดทิ้ง


นอกจากนี้จำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ครั้งใหญ่
เพราะพิสูจน์ชัดเจนว่าการที่พระสงฆ์ไม่รู้ว่าอันไหนเทพ
อันไหนธรรม อันไหนพราหมณ์ อันไหนพุทธ

แล้วออกไปปลุกเสก ตัวเองงมงายไม่พอยังพาชาวบ้านงมงาย
สะท้อนว่าพระสงฆ์ขาดการศึกษาอย่างแรง" ท่าน ว.กล่าว


ว.วชิรเมธีกล่าวด้วยว่า  คนไทยในฐานะเป็นชาวพุทธ
ต้องกลับมาที่จุดยืนถามตัวเองว่า
อะไรคือสรณะที่พึ่งของชาวพุทธ
ที่พึ่งของเรา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ต้องรู้วิธีสร้างเนื้อสร้างตัวที่ถูกต้อง
คือการพึ่งมันสมองและสองมือของเรา
ไม่ใช่ไปพึ่งเครื่องรางของขลัง
สิ่งเหล่านั้นแม้จะพึ่งได้แต่ก็พึ่งได้ไม่จริง
และต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ มองกันและกันว่าเป็นเพื่อนมนุษย์
อย่าไปมองเป็นเหยื่อที่จะไปคอยหลอก
มีจิตสำนึกสาธารณะมองออกไปให้กว้างขวาง
อย่าคิดแคบมองใกล้ใฝ่ต่ำ ต้องคิดกว้างมองไกลและใฝ่สูง
เพื่อช่วยกันฟื้นฟูบูรณะสังคมไทย
ถ้าทำได้ สังคมไทยยังมีความหวัง ยังมีเวลาที่จะปรับตัว
สามารถฟื้นได้ทัน เพราะพื้นฐานของสังคมไทยมีสิ่งที่ดีๆ มากมายอยู่แล้ว

"เนื่องในวันวิสาขบูชานี้อยากให้ลด ละ เลิก อบายมุข
และเข้าวัดทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา
อยากตั้งคำถามว่าทำอย่างไรวัดจึงจะน่าเข้า
มากกว่าจะสนใจเชิญชวนคนให้เข้าวัด 
เพราะเชื่อว่าถ้าทำวัดให้น่าเข้าคนจะเข้าเอง
ตรงกันข้ามถ้าเรียกร้องให้คนเข้าวัด
แต่เข้ามาแล้วไม่มีอะไรจะให้ก็จะกลับออกไปด้วยความไม่ประทับใจ
ฉะนั้น แทนที่จะเรียกร้องให้คนเข้าวัด เปลี่ยนเป็นการเรียกร้องให้วัด
พระ และชาวพุทธซึ่งอุปถัมภ์บำรุงวัด บริหารจัดการวัดต่างๆ อยู่
หันมาถามตนเองว่า วัดของเรามีคุณค่าอะไรบ้างที่เป็นจุดเด่น
จุดเน้น จุดขาย ที่จะให้คนเข้ามาแล้วรู้สึกว่าคุ้มกับการได้เข้ามา
ถ้ามัวแต่เรียกร้อง แต่วัดไม่พัฒนาให้น่าเข้า
การเรียกร้องนั้นก็จะเป็นเรื่องที่สูญเปล่า" ท่าน ว.กล่าวทิ้งท้าย





(บทความจากไทยโพสท์ 29 พฤษภาคม 2550)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2007, 07:11:46 »


 smile
พระดี ๆ เราต้องช่วยกันส่งเสริมเผยแพร่
..
แต่ ในสังคมโดยรวมแล้ว คนรู้จักน้อย
แต่พระดังๆ ( ในทางความเชื่อ ) คนรู้จักกันเยอะ ...
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2007, 22:42:57 »


คุณที่แท้จริง

กตัญญู หมายความว่า  รู้คุณที่คนอื่นทำต่อเรา  การตอบแทนคุณ
เรียกว่า "กตเวที"  คนไทยมักเรียกรวมกันเป็น "กตัญญูกตเวที"
คนที่ทำคุณต่อเราเรียกว่า "บุพการี"  แปลว่าผู้ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูล
เรามาก่อน  ใครก็ตามที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลเราด้วย "ใจอันบริสุทธิ์"
นั่นแหละคือบุพการีของเรา  แต่ใครก็ตามที่เคยช่วยเหลือเรา  แล้วหวัง
อยู่ในใจลึก ๆ ว่า  "สักวันหนึ่งเถอะ  ฉันจะต้องถอนทุนคืนจากการลงทุน
ครั้งนี้ให้ได้"  คนที่ช่วยคนอื่นบนพื้นฐานความคิดอย่างนี้ไม่จัดว่าเป็น
บุพการีที่เราจะต้องตอบแทน  หากแต่เขาเป็นเพียง "นักลงทุน"
ประเภทหนึ่งเท่านั้น

กตัญญูกตเวที เป็นคำสูงและประเสริฐเช่นเดียวกับบุพการี  ไม่ใช่ใคร ๆ
ก็เป็นบุพการีได้  ดังนั้นใครจะทำคุณกับใครต้องคิดให้ดี
และเมื่อทำดีแล้วไม่ต้องทวงถามถึงการตอบแทน  เพราะหาก
ทำดีจริง  คนที่ได้รับคุณงามความดีจากเราย่อมตระหนักรู้ด้วยตัวเอง
ว่าจะตอบแทนอย่างไร  เหมือนดอกบัวตูมพอได้รับแสงอรุณก็บาน
ทันทีโดยอัตโนมัติ  มีการทำคุณและแทนคุณอยู่ในตัวโดยไม่ต้องมี
ผู้ทำและผู้ทวง  นี่คือตัวอย่างการทำคุณที่บริสุทธิ์

คนที่เคยทำคุณแล้วคอยทวงคุณ  สุดท้ายมักไม่มีใครตอบแทนคุณ
เพราะการทวงคุณเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายและเป็นจุดเริ่มต้นของความ
ห่างเหิน  ควรทำคุณเพราะตระหนักรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ดี  และเป็นวิธี
ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก  อย่าทำเพราะเห็นว่ามีช่องทาง
ถอนทุนคืน  คนที่ทำคุณด้วยท่าทีหวังผลประโยชน์  วันหนึ่งจะต้องมา
นั่งบ่นว่า  "ทำไมฉันทำคุณกับคนไม่ขึ้น"  ส่วนคนที่ทำคุณด้วยใจบริสุทธิ์
ไม่ต้องคอยกังวลว่าใครจะระลึกถึงคุณของตัวเองหรือไม่  ทำดีแล้ว
ก็ปล่อย  ไม่กอดดี  มีแต่การทำดีแล้วทิ้งดีนั้นไปเท่านั้น  เราจึงจะกลาย
เป็นบุพการีที่แท้จริง  และเมื่อใครระลึกถึงความดีของเราแล้วอยากตอบ
แทน  นั่นก็คือการแทนคุณที่แท้จริงด้วยเช่นเดียวกัน

       โดย.... ว. วชิรเมธี
       จาก.... นิตยสาร แพรว  ฉบับที่ 665
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 15:50:26 »


สลัดตัวโกรธจากชีวิตและเตียงนอน

วันวานมีลูกศิษย์ของครูคนหนึ่งโทรศัพท์ทางไกลมาหาครู
เท่าที่ฟังจากปลายสาย ครูรู้ว่าเขากำลังทุกข์มาก
ประโยคแรกที่เขาขอร้องกับครูก็คือเขาขอให้ครูช่วยทำให้หายโกรธด้วย 



....
เธอเชื่อไหมว่า คนที่เป็นนายคน
ไม่น้อยกว่าห้าสิบคนในบริษัทแห่งหนึ่ง
สำเร็จการศึกษามาจากเมืองนอก บริหารธุรกิจนับร้อยล้าน
แต่ไม่สามารถบริหาร “อารมณ์โกรธ” ของตนเองได้



คนอย่างนี้ควรจะเรียกว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวดี


.... อย่างไรก็ตาม ครูได้เตือนให้เขาสงบจิตใจและฟังครู
เขาทำตามอย่างว่าง่าย เพราะคบหากับครูมานานแล้ว
ครูบอกให้เขาชูมือของตัวเองขึ้นมาแล้วลองพินิจดูว่า

นิ้วแต่ละนิ้วนั้นสั้นยาวเท่ากันหรือเปล่า
ครูบอกเขาว่าถ้าเธออยากให้นิ้วโป้งยาวกว่านิ้วกลาง
อยากให้นิ้วนางยาวเท่านิ้วชี้ เธอก็จะทุกข์ทันที


เขาถามว่าทำไม
ครูตอบว่า เพราะความอยากที่สวนทางกับธรรมชาติของความเป็นจริงเช่นนั้น
ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย


เมื่อความอยากเดินสวนทางกับความเป็นจริง มีหรือที่เธอจะไม่ทุกข์


เธอคงเริ่มสงสัยว่า แล้วนิ้วทั้งห้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้
ครูจะขยายความให้ทราบอยู่เดี๋ยวนี้แหละ
เพราะต้นตอแห่งความโกรธของลูกศิษย์ของครูคนนั้น
มาจากการที่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งทำงานชิ้นสำคัญ
ไม่เสร็จตรงตามเวลาที่เขากำหนดเอาไว้
เมื่อลูกน้องมารายงานให้ทราบว่างานไม่เสร็จตามเป้าหมาย
จึงเกิดการ “เทศน์นอกธรรมาสน์” กันขึ้น


เมื่อต่างฝ่ายต่างก็แรงเข้าหากัน
เพราะถือว่าต่างก็มีดีด้วยกันทั้งคู่ (อหังการ/ฉันแน่)
สุดท้ายลูกน้องคนนั้นซึ่งเป็นคนสำคัญของบริษัท
เป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อน เขาจึงประกาศขอลาออก
และให้สัตย์สาบานว่าจะไม่มาเหยียบที่บริษัทนั้นอีก
ซ้ำยังท้าทายด้วยว่า ถ้าขาดเขาเสียคนหนึ่ง บริษัทจะไปไม่รอด

เพียงเท่านี้แหละเธอเอ๋ย
ลูกศิษย์ของครูซึ่งเป็นผู้บริหารโกรธจนตัวสั่นที่ถูกท้าทาย
แต่พอลูกน้องเดินลับสายตาออกไปแล้ว
ความเสียใจอย่างลึกซึ้งก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ความโกรธ
คราวนี้ไม่โกรธลูกน้อง

แล้วแต่เป็นการโกรธตัวเอง
ที่ไม่รู้จักหักห้ามใจตนจนทำให้คนของตัวเองซึ่งคบหาพึ่งพากันมานาน
ต้องมาเลิกร้างห่างเหินกันไปอย่างไม่ไยดี

เธอลองคิดดูสิว่า หากเธอเป็นนายคนแล้วเสียลูกน้องมือดี
ไปแบบกู่ไม่กลับอีกแล้ว เธอจะโกรธตัวเองไหม จะเสียใจไหม
หากเป็นครู ครูก็คงเสียใจไม่น้อย


แต่ที่ครูเสียใจไม่ใช่เพราะเสียดายเขา
แต่เสียใจที่ครูปล่อยให้เขากับครูเกิดความบาดหมางระหว่างกันขึ้นมาจนได้

ครูถือคติว่า เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง ไม่ควรโกรธหรือเป็นศัตรูกับใคร
และไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้ใครต้องมาเป็นศัตรูกับเรา
คนจีนเขาสอนลูกหลานกันมานานหลายชั่วคนแล้วว่า
“มีมิตร ๕๐๐ คนยังน้อยไป มีศัตรู ๑ คนก็นับว่ามาเกินพอ”

คนเรากว่าจะคบกัน เรียนรู้กัน เชื่อใจกัน และร่วมมือร่วมใจกัน
ลงหลักปักฐานทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งจนเติบโตมาด้วยกัน
ทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จทางธุรกิจ ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันนานเหลือเกิน
แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีก็กลับมาแตกคอกันเอง
กลายเป็นน้ำแยกสายไผ่แยกกอ
เพียงเพราะตกเป็นทาสของความโกรธชั่ววูบเดียว



เรื่องอย่างนี้เป็นใครก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา
ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราได้ค้นพบว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด
ความเสียใจซึ่งมันควรจะจบไปแล้วในอดีต
ก็จะวกกลับมาทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
เพราะเหตุนี้เอง ครูถึงได้บอกว่า
เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่งแล้ว อย่าได้เป็นศัตรูกับใครเขาเลย

เพราะไม่เพียงแต่เราจะเจ็บปวดจากการทำร้ายของศัตรูเท่านั้น
หากเราเองยังจะต้องเจ็บปวดเพราะการทำร้ายตัวเองด้วย
“ความทรงจำอันเลวร้าย” ที่แทรกตัวอยู่ในจิตใจสำนึกของเราเองอีกต่างหาก


ครูบอกเขาว่า นิ้วทั้งห้าของคนเรานั้นสั้นยาวไม่เท่ากันฉันใด
คนทุกคนต่างก็มีศักยภาพทางสติปัญญาไม่เท่ากันฉันนั้น
ก่อนที่เราจะดุใครหรือโกรธใคร ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อน คนรัก
หรือลูกศิษย์ของเราก็ตาม
จึงควรถามตัวเองก่อนว่า
เราใช้เขาให้สอดคล้องกับศักยภาพอันแท้จริงของเขาหรือไม่ เพียงไร
(Put the right man on the right job)
หากเราคิดเช่นนี้ทุกครั้งก่อนที่จะดุหรือตำหนิคนอื่น
เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว คนที่ควรตำหนิมากที่สุดก็คือตัวของเรานั่นเอง
เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้ครูนึกถึงกวีนิพนธ์บทหนึ่งว่า


เมื่อพูดไปเขาไม่รู้กลับขู่เขา ว่าโง่เง่างมเงอะเซอะนักหนา
ตัวของตัวทำไมไม่โกรธา ว่าพูดจาให้เขาไม่เข้าใจ


เมื่อครูพูดมาถึงตอนนี้ ครูสังเกตเห็นว่าเสียงของคู่สนทนาค่อยแจ่มใสขึ้น
และสุดท้ายเขาก็สามารถหัวเราะเยาะความโง่เขลาของตัวเองได้อย่างอาจหาญ
เขาสัญญากับครูว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
และครูเองก็ดีใจที่วันรุ่งขึ้นเขาโทรศัพท์มาบอกครูว่า
เขา “เคลียร์” ทุกอย่างให้จบลงด้วยดีแล้ว

ครูถามเขาว่าทำได้อย่างไร


“ขอโทษครับ ผมผิดเอง”

คือคำตอบที่เขาใช้กับลูกน้องคนสำคัญของตัวเอง
และด้วยถ้อยคำง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำนี้เอง
ฟ้าหลังฝนก็กลับมาสดใสเหมือนเดิม

ปราณ เธอคงงงมากสินะว่า คำว่า “ขอโทษครับ ผมผิดเอง”
มีปาฏิหาริย์มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ


ตามหลักทางจิตวิทยาเธอก็คงรู้ดีว่า
มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้คนอื่นมองเห็นตนว่าเป็นคนสำคัญ
และต่างก็มี “ปม” ด้วยกันทั้งนั้น
มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ภูมิหลังของใครของมัน
คนบางคนก็มีปมอยากเด่น บางคนก็มีปมด้อยที่อยากปกปิด
บางคนก็มีปมที่อยากชดเชยให้กับตัวเอง
แต่ปมทั้งหมดนั้น พระพุทธเจ้าของเราทรงใช้คำสั้น ๆ
เรียกมันว่า “ตัวกู”
และเรื่อง “ของกู” เท่านั้นเอง


โดยเฉพาะเรื่อง “ตัวกู” นั้นสำคัญยิ่งกว่า “ของกู” อีกหลายเท่าตัวทีเดียว
เพราะถ้าไม่มี “ตัวกู” ความรู้สึกว่า “ของกู” ก็ไม่เกิดตามมา


ที่ลูกน้องระดับ “มืออาชีพ” ของเขารีบหายโกรธเจ้านายทันที
หลังจากที่ได้ยินคำว่า “ขอโทษครับ ผมผิดเอง” นั้น
ก็เป็นเพราะเขาซึ่งเป็นผู้ฟังอยู่รู้สึกว่า “ตัวกู” ของเขาไม่ผิด
ตัวกูของเจ้านายต่างหากที่ผิด
เมื่อผลักความรู้สึกผิดออกไปจากอกของตัวเองเสียได้
และมีคนมารับช่วงเป็นเจ้าของความผิดแทนตัวกูของเขา
ก็เป็นไทและพ้นจากความผิด
ส่วนการที่เจ้านายขอให้เขากลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งนั้น
ก็เป็นเพราะผู้ฟังรู้สึกว่าตัวกูของเขา
ได้รับการเชิดชูให้ลอยเด่นขึ้นมา
โดยผู้ที่ยกให้ลอยนั้นเป็นเจ้านายของเขาเสียด้วย เขาจึงยอม



เรื่องนี้ฟังดูก็เหมือนง่าย แต่ความจริงมันยากมากทีเดียว
ที่จะทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะคงจะมีคนที่เป็นนายคนไม่กี่คนเท่านั้น
ที่ยอมลด “ตัวกู” ของตัวเอง
ให้อยู่ต่ำกว่า “ตัวกู” ของลูกน้อง

ตรงนี้แหละที่ครูถือว่าเป็นเคล็ดลับของการบริหารตัวกูละ



ถ้าเธอเข้าใจเรื่อง “ตัวกู” ทั้งของตนและของคนอื่น
เธอก็ควรจะรู้ว่าถ้าเธออยากอยู่กับคนทั้งโลกอย่างมีความสุข

ก็จงถือคติ

๑. อย่าดูหมิ่นตัวกูของใคร
๒. อย่าอวดตัวกูข่มใคร เพราะจะทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตัวกู
๓. อย่าขโมยตัวกูของใครมาเป็นตัวกูของตัวเอง (อันเดียวกับขโมยลิขสิทธิ์นั่นเอง)
๔. อย่ามีตัวกูแทรกอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก



คนเราทุกคนรักตัวกูยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ที่โกรธ เกลียด ชิงชัง ทำลายล้างกันอย่างมโหฬารอยู่ทุกวันนี้
ล้วนมีที่มาจากเจ้า “ตัวกู” นี้ทั้งนั้น
เจ้าตัวกูนี้ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะกำจัดมัน
บางมีมันก็ขยายตัวจนกลายเป็นตัวกูระดับประเทศหรือระดับโลก
อย่างตัวกูของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งใคร ๆ แตะไม่ได้เลย




ตัวกูจึงเป็นรากฐานที่ตั้งที่เกิดของความโกรธทุกระดับชั้น
ตั้งแต่ความโกรธของปัจเจกชนไปจนถึงความโกรธของคนทั้งประเทศและของโลก
ถ้าเราหมดตัวกูได้เมื่อไร ก็หมดความโกรธ หมดปัญหา และหมดทุกข์
เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ผู้หมดตัวกูแล้ว
ท่านถึงไม่เคยต่อล้อต่อเถียงหรือโกรธกับใครเขาทั้งโลกเลยยังไงล่ะ

ครูเอง




จาก ธรรมะติดปีก ของ ว.วชิรเมธี
http://pha.narak.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2007, 17:29:07 »


การให้อภัยเป็นเรื่องที่ดี  แต่พอให้อยู่เสมอ  กลับกลายเป็นต้องยอมอยู่ตลอด
เพราะคนที่ได้รับการอภัยไม่เคยสำนึกได้เลยว่าทำอะไรไม่ดีไว้บ้าง
ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ควรทำอย่างไร


การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี  ไม่มีใครเถียง  แต่การ "ให้อภัยอยู่เสมอ" นี่เอง
คือสาเหตุที่ทำให้การอภัยนั้นไม่มีราคา  ไม่มีน้ำหนัก  ไม่มีความหมาย
ในใจของผู้รับ

สาเหตุก็เพราะคุณกำลังทำผิดหลักการของการให้อภัยที่แท้

การให้อภัยที่ถูกนั้นควรให้เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งเท่านั้น  ถ้ามีการ
ให้อภัยจนเป็นเรื่องปกติก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ทำผิด  หากแต่เป็นความผิด
ของผู้ให้อภัยเอง  ที่ให้ไม่เป็น  หรือไม่มีศิลปะของการให้  การให้อภัย
ซ้ำซากคือการลดคุณค่าของการให้อภัย  หรือคือการแสดงให้เห็นว่าสิ่ง
ที่ทำผิดพลาดไปไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

ในทางพุทธศาสนา  เวลาให้อภัยใคร  ท่านวางขั้นตอนดังนี้

1.  ผู้ทำผิดต้องตระหนักรู้ถึงความผิดที่ได้ทำลงไปแล้ว
2.  ตัวผู้ทำผิดนั้นเกิดความรู้สึกอยากจะขอโทษ
3.  พยายามขอโทษด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง
4.  ผู้ที่เหนือกว่าเขายกโทษให้ (= ให้อภัย)
5.  ก่อนจะยกโทษ  มีการชี้แจงความผิดและชี้ทางออกที่ถูกต้องให้
6.  ผู้ทำผิดและมาขอให้บยกโทษให้  ตั้งใจว่าจะปรับปรุงตัว  บางที
อาจมีการปฏิญาณตนว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ถูกต้อง

ลองทบทวนดูว่าทำไมการให้อภัยของคุณจึงให้ผลในทางลบ  ทั้งที่
การให้อภัยเป็นเรื่องที่ดี

ในประเทศญี่ปุ่น  มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเกเร  ติดเหล้า  ติดการพนัน
แม่ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง  จนปัญญาจะทำให้กลับตัวเป็นคนดีได้
หลวงลุงซึ่งบวชเป็นพระเซนอยู่ทราบเรื่อง  รีบเดินทางกลับมายัง
บ้านน้องสาวและพำนักที่บ้านหลังนั้นหนึ่งคืน  เช้ามาขณะกำลังจะ
เดินทางกลับ  หลวงลุงหารองเท้ามาสวมด้วยด้วยกิริยางก ๆ เงิ่น ๆ
เจ้าหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการเมาแอ๋กลับจากบ่อนเมื่อใกล้รุ่ง  จึงกุลีกุจอ
เข้าไปช่วยผูกเชือกรองเท้า  หลวงลุงยืดตัวขึ้นพลางลูบหัวพร้อมกล่าว
ว่า 

"หลานเอ้ย!  หลวงลุงต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเธอ  ดูเอาเถอะ
คนเราวันหนึ่งก็ต้องแก่เหมือนหลวงลุงนี่แหละ  พอแก่แล้วทำอะไรก็
ไม่สะดวก  หูตาฝ้าฟางลงทุกที  นี่แค่ผูกเชือกรองเท้ายังต้องพึ่งคนอื่น
เลย  หลวงลุงขอโทษเธอจริง ๆ นะ  เฮ้อ! ไม่น่าเกิดมาสร้างภาระให้
ใครเลย"

ไม่พูดเปล่า  น้ำตาหลวงลุงร่วงพรูลงบนหลังมือเจ้าหลานชาย  นาทีนั้น
เอง  ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าเขาทอดทิ้งหลวงลุงมาเป็นเวลานาน  แล้วใจ
ก็เชื่อมโยงถึงผู้เป็นแม่  ซึ่งต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาวันแล้ววันเล่า
โอ... เขากลายเป็นภาระของแม่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  หยาดน้ำตาบน
หลังมือพลันให้เขาเกิดสามัญสำนึกถึงความไม่ได้เรื่องของตน  จึงบอกว่า

"หลวงลุงครับ  ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ  ผมละเลยทั้งแม่และหลวงลุง
มาโดยตลอด  จากนี้ไปผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่  ขอหลวงลุงให้อภัยผมด้วย"

จากนั้นเป็นต้นมา  แม่ก็ได้ลูกชายคนใหม่มาด้วยกุศโลบายในการทำให้
หลานชายรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งจากหลวงลุงของเขานั่นเอง

การให้อภัยที่จะมีผลที่แท้จริงจึงไม่ใช่การบอกว่า  "ฉันยกโทษให้เธอ"
แล้วจบกัน  หากแต่ต้องมาจากการที่คนทำผิดเกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่าง
ถ่องแท้ว่าสิ่งทีเขาทำนั้นผิด  แล้วอยากเริ่มต้นใหม่  อยากแก้ไขตัวเอง

หากการให้อภัยดำเนินไปในลักษณะนี้  จึงจะเป็นการให้อภัยใน
ความหมายที่แท้


    โดย.... "ว. วชิรเมธี"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2007, 18:46:55 »


 
อย่าพลาด! “ธรรมาภิวัตน์” ASTV อาทิตย์นี้
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ยกคดี “หมูแฮม” เตือนใจพ่อแม่

 

       รายการ “ธรรมาภิวัตน์” ออกอากาศทางช่อง ASTV1 NEWS1
       วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2550 เวลา 11.00-12.00น.
       
       เสนอตอน “พ่อแม่รังแกฉัน”

................
       
       พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) พระนักคิดนักเขียน
ที่เข้าถึงได้สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัย
นำกรณี“หมูแฮม - กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์”
ลูกชายนางสาวไทยปี 2527 ซิ่งเบนซ์ชนคนตาย-บาดเจ็บ
มาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนเป็นพ่อแม่
       
       ดำเนินรายการโดย “อัญชลีพร กุสุมภ์”
       
       **ชมคลิปตัวอย่างรายการ ==>> http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?URL=mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/footage/Thammaphiwat.wmv
 
 
 
จาก โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2550 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2007, 18:55:30 »





ใครๆ ก็คิดว่ารอด แค่ได้ยิน ได้อ่าน ก็รู้สึกว่า หลายๆคนหมดความหวัง ความศรัทธา ต่อ......ช่วงนี้เงียบ แต่รอดูอย่างใจจดใจจ่อ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2007, 21:32:32 »


อย่าคาดหวังว่า" หมูแฮม "จะติดคุก ตอนนี้มีการวิ่งเต้น
ออมชอมกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเสียหาย มีการตกลงกับเจ้าทุกข์กันได้หลายรายแล้วนะครับ
  โอกาสรอลงอาญามีอยู่มากเหมือนกัน ลูกคนรวยๆยังมีอิทธิพลมากมายนักในสังคมไทย
สิ่งที่เราคาดว่ามันจะเป็น มีสิทธิที่พลิกความคาดหมายได้ง่ายๆ...เอิ้กกก

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2007, 13:39:50 »


...

หลายๆท่านไม่มีโอกาสได้ชม
รายการ"ธรรมาภิวัตน์” 
ซึ่งออกอากาศทางช่อง ASTV1 NEWS1
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2550
เวลา 11.00-12.00น.

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
ยกคดี “หมูแฮม” เตือนใจพ่อแม่
 


ขอบคุณ www.uthaisak.net/ ที่ทำให้เราได้มีโอกาสชมรายการย้อนหลัง

คลิคชม "พ่อแม่รังแกฉัน "==>> http://www.uthaisak.net/dmpw22jul1.htm

(คลิค refresh หลายครั้ง เน็ทควรจะมีความเร็วพอสมควร)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
buntoshi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 322



« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2007, 17:51:17 »


สุดยอดครับ สำหรับ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

เป็นพระสงฆ์ที่น่าเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นขวัญใจของผมในตอนนี้เลยครับ

เพราะท่านได้แสดงธรรมะ ที่เป็นหลักปรัชญา เป็นเหตุผล ทำให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง

ถือว่าเป็นปราชญ์ที่สุดยอดท่านหนึงเลยครับ 


ขอบคุณป้าเหลา ที่นำเรื่องราวดีๆ แบบนี้มาแนะนำครับ ถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2007, 10:53:40 »


ป้าเสลาเจอบทความคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธีบทนี้ช้าไปหลายเดือนมาก
แต่ก็คิดว่ามีประโยชน์ มีคุณค่าทุกเวลา


"อยู่ เย็น เป็น สุข" เป้าหมายชีวิตใหม่ จาก ว.วชิรเมธี

ในขณะเริ่มต้นปีหลายคนยังงงกับการดำเนินชีวิต
หลายคนยังจับทิศทางไม่ถูกว่าจะตั้งต้นก้าวเดินเช่นไร

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดี "ว.วชิรเมธี"
พระรุ่นใหม่ผู้เปลี่ยนยุคธรรมะคือยาขม สู่ยุค
ธรรมะคือช็อกโกแลตรูปนี้จะมาอำนวยพรแก่ผู้อ่าน "ประชาชาติธุรกิจ"
เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างไม่หลงทาง

ท่าน ว.วชิรเมธีได้รับการยกย่องว่าเป็นเทรนด์เซตเตอร์
ในด้านการนำธรรมะมาทำให้มีชีวิตชีวา
เป็นพระนักวิชาการผู้มีผลงานเขียนโดดเด่นกว่า 30 เล่ม
และเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือและนิตยสาร
ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 15 คอลัมน์ เป็นพระอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยกว่า 20
สถาบัน เป็นพระที่มีลูก
ศิษย์ลูกหาและแฟนคลับธรรมะทั่วเมือง
กระทั่งล่าสุดได้รับเลือกให้รับรางวัล "The Great Dhamma Putta Award"
สาขาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก

นี่คงเป็นพรปีใหม่ที่อินเทรนด์ที่สุด
จนอาจฉุดชีวิตของหลายคนให้ค้นพบเป้าหมายใหม่

เป้าหมายชีวิตแห่งความพอเพียงที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" มิใช่ "มั่ง มี
ศรี สุข" ตามแนวคิดแบบทุนนิยมที่
คนส่วนใหญ่ฝังใจ !!!

.............................................






สำหรับปีใหม่นี้อาตมภาพขอให้พรปีใหม่ในเรื่องความพอเพียง

อาตมาคิดว่าการที่เราจะนำเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตได้
เราจะต้องรู้เท่าทันว่าเป้าหมาย
ของชีวิตคืออะไร เนื่องจากทุกวันนี้มนุษย์แทบไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต

เดิมเรานิยามกันว่า เป้าหมายของชีวิต คือ "มั่ง มี ศรี สุข" หมายความว่า
"ต้องมีเงินมีทองจึงจะมีความสุข" !!!


แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายของชีวิตน่าจะอยู่ที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" นั่นคือ
ในทางจิตใจก็อยู่ได้ ในทางเศรษฐกิจก็ไม่ลำบากมากเกินไป
สามารถอยู่ เย็น เป็น สุข !


นิยามของความสุขไม่ควรจะแขวนไว้กับเงิน...

เพราะถ้าเราแขวนนิยามความสุขไว้กับเงิน
มนุษย์จะกลายเป็นหนูถีบจักรที่ทำงานไม่มีวันหยุด ทำงานจน
ป่วยตาย


แนวโน้มแบบนี้ปัจจุบันอาตมภาพเห็นว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ
อาตมภาพอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งในอเมริกา เขาบอก
ว่าผู้บริหารทั่วโลกตอนนี้นิยมหัวใจวายตอนวันจันทร์เพราะตลาดหุ้นมันเริ่มทำการ

เพราะฉะนั้น เราต้องนิยามเป้าหมายชีวิตใหม่

1.เป้าหมายต้องไม่ใช่ "มั่ง มี ศรี สุข" แต่คือ "อยู่ เย็น เป็น สุข"

2.ต้องปลูกฝังวิธีคิดชีวิตใหม่ แบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม
ทุกวันนี้มนุษย์เราดำเนินชีวิตแบบวิ่งตามคุณค่า
เทียม คุณค่าเทียมก็หมายถึงว่า คุณค่าเคลือบแฝง คุณค่าจอมปลอม
คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาการ
ตลาดมาประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น รถยนต์

คุณค่าที่แท้ของรถยนต์คือเป็นพาหนะ คุณค่าเทียมของมัน
คือ แสดงถึงอัครฐานทางการเงินสะท้อนถึงรสนิยม,

คุณค่าแท้ของนาฬิกาคือบอกเวลา
คุณค่าเทียมคือแบรนด์เนม รสนิยม วิไล ทันสมัย,

คุณค่าแท้ของเสื้อผ้าคือปกปิดอวัยวะไม่ให้เกิดความละอาย
เข้าสังคมได้ถูกกาลเทศะ
แต่คุณค่าเทียมของมันคือถ้าเป็นเวอร์ซาเช่ก็ถือว่าอินเทรนด์ใช่ไหมล่ะ
ถ้าเป็นแบรนด์เนมระดับโลกก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลระดับเวิรลด์คลาส
รสนิยมดีมีอัครฐานทางการเงิน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราวิ่งตามคุณค่าเทียม มนุษย์เราหาเงินเท่าไรก็ไม่พอ !


ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด
ปรัชญาในการดำเนินชีวิตต้องหันกลับมาดำเนินชีวิต
ด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้...

นั่นคือเวลาจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องถามตัวเองว่า "สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่"
อย่าถามตัวเองว่า "สิ่งนี้ทันสมัยหรือไม่"


ถ้าเราถามว่าทันสมัยหรือไม่ เราจะวิ่งไม่จบไม่สิ้น
เพราะคนที่วิ่งตามความอยาก ตามกระแสของทุนนิยม
บริโภคที่เน้นการยั่วให้อยากแล้วกระตุ้นให้ซื้อ
เปรียบเสมือนคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล เติมไปจนตายทะเลก็
ไม่เต็ม

แต่คนที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบคุณค่าแท้
เปรียบเสมือนคนที่ไปว่ายน้ำในทะเล พอชื่นใจแล้วก็เดินขึ้นมา
ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบ ร่มเย็น เป็น สุข


ดังนั้น เราจะเลือกเป็นคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล
หรือจะเป็นคนที่ว่ายอยู่ในทะเลให้พอชุ่มเย็นแล้วขึ้นมา
แล้วดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติ

อาตมาอยากฝากถึงนักธุรกิจด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธความรวย

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่า เรามาเป็นคนจนกันเถิด
แต่เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า เรามาเป็นคนที่
รู้จักพอกันเถิด...


เรารวยได้ แต่มีข้อแม้ว่าความรวยนั้นต้องเป็นความรวยที่สุจริต
ต้องไม่ใช่ความรวยที่เกิดขึ้นจากการ
เบียดบังส่วนรวมมาเป็นส่วนตน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาทุกหัวระแหง !!!


มหาตมะ คานธี เคยพูดตรงกับพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง โดยพระพุทธเจ้าบอกว่า
"ต่อให้เงินทองลงมาเป็นห่าฝน
ก็ไม่สามารถเติมเต็มความอยากของมนุษย์คนหนึ่งได้" แล้วมหาตมะ
คานธี บอกว่า

"ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งโลกตอนนี้เพียงพอ
สำหรับที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลกแต่ไม่เพียงพอที่จะ
หล่อเลี้ยงความโลภของคนเพียงคนเดียว"


เห็นไหม ตรงกัน เพราะฉะนั้นที่บอกให้รู้จักพอ ต้องเข้าใจความจริง 2 อย่าง คือ

1.ต้องเข้าใจความจริงของโลกว่าทรัพยากรของโลกมีจำกัด

2.ต้องเข้าใจความจริงของกิเลสในใจเรา ถ้าความต้องการนั้นไร้ขีดจำกัด
ถ้าเราวิ่งตามความต้องการ
ทรัพยากรของโลกมีเท่าไรก็ไม่พอ
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักตัวเองด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้
ไม่ใช่วิธีคิดแบบคุณค่าเทียม


เวลามีใครมายั่วให้อยาก แล้วกระตุ้นให้ซื้อเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเขาไป
แต่เราบอกว่า
"เราพอดีกับความอยากแล้วเราก็อยู่ได้"

กระตุ้นให้เราซื้อ...ก็ซื้อได้ แต่ซื้อ...สิ่งที่จำเป็น
ไม่ใช่ซื้อ...สิ่งที่อินเทรนด์

เพราะอินเทรนด์เมื่อไร อินทุกข์เมื่อนั้น








จาก www.ampherjai.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 21, 2007, 10:59:20 »


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #19 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2007, 08:14:32 »


มาอีกแล้วข้อคิดดีๆจากท่าน ว.วชิรเมธี

ขืนทำ...จะช้ำใจ


อย่า ทำงานจนป่วยตาย

อย่า มีความสุขที่ผิดศีลธรรม



อย่า สบายจนเคยตัว

อย่า บ้าฟังคำคนสอพลอ



อย่า รวยบนความฉ้อฉล

อย่า ใช้คนไม่เหมาะกับงาน

อย่า คบคนมองโลกในแง่ร้าย



อย่า เป็นชาวพุทธแต่พึ่งไสย

อย่า เก่งอยู่คนเดียว

อย่า ใช้พระเดชจนลืมพระคุณ

อย่า ชำนาญในเรื่องชั่วช้า

อย่า ขึ้งเคียดต่อคนที่คิดต่าง

อย่า ลืมใครผู้เคยทำคุณ

อย่า ให้ทานกับคนไม่เห็นคุณค่า



อย่า หลงเสน่ห์อบายมุข

อย่า จำแต่เรื่องเลวร้าย

อย่า กลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า

อย่า รอให้พระเจ้ามาช่วย

อย่า เป็นคนเห็นแก่ได้

อย่า ปากหวานจนเสียระบบ

อย่า ขายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

อย่า สนใจเรื่องของตัวเอง

อย่า เที่ยวเกินขอบเขต


อย่า พึ่งใบบุญคนอื่นตลอดกาล

อย่า ปลูกต้นกร่างต้นไทร

อย่า สนับสนุนคนพาล

อย่า ยกเงินตราขึ้นเป็นพระเจ้า




(จาก.. http://gotoknow.org/blog/dhamma-every-day
ภาพจาก internet)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2007, 12:31:13 »


smile เป็นข้อคิดดีๆ ที่ปฏิบัติได้ง่ายๆ .... 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #21 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2007, 17:44:09 »



ท่าน ว.วชิรเมธี พูดเรื่องกฎแห่งกรรม ในรายการตาสว่าง...




รายการเริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์ คุณบุญมา บุญเกื้อ มารดาน้องเพชรซึ่งประสบอุบัติเหตุ
รายละเอียดดังข่าวจากไทยรัฐ


เหตุการณ์สลดใจ

เมื่อนายสุทิน คันถม อายุ 32 ปีบ้านเดิมอยู่เลขที่ 118/2
หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ขี่รถจักรยานยนต์
พานางบุญมา บุญเกื้อ อายุ 30 ปี ภรรยา อุ้มลูกชาย
ชื่อ ด.ช.รณกร บุญเกื้อ หรือน้องเพชร อายุ 1 เดือน
ซ้อนท้ายกลับจากทำบุญใส่บาตร

ขณะมาถึงหน้าโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถนนคฑาธร
เขต เทศบาลเมืองราชบุรี ชายผ้าขนหนูที่ห่อร่าง ด.ช.รณกร
หล่นเข้าไปพันกับโซ่รถ ทำให้กระชากร่างเด็กหลุดจากมือแม่
เข้าไปในล้อหลัง และถูกโซ่ตัดขาขวาขาด อาการสาหัส
ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี
เหตุเกิดตอนเช้าวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น


นางวิไลพร สวัสดิ์พาณิชย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี
ไปเยี่ยมอาการของน้องเพชร ที่ห้องไอซียู ตึกเจ้าฟ้ามหาจักรี
โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี พร้อมกับมอบเงินจำนวนหนึ่งและของใช้สำหรับเด็ก
ให้นายสุทิน คันถม และนางบุญมา บุญเกื้อ พ่อแม่ของเด็ก
หลังจากนั้น นางวิไลพรเปิดเผยว่า จะประสานไปยังผู้ประกอบการโรงงาน
ที่นายสุทินและนางบุญมาทำงานอยู่ ให้ช่วยเหลือ
แม้ว่าการทำงานจะเป็นค่าแรงรับเหมาก็ตาม


ส่วนอาการของ ด.ช.รณกรนั้น
แพทย์เจ้าของไข้ เปิดเผยว่า
นำเด็กเข้าห้องผ่าตัด อาการทั่วไปดีขึ้นมาก
ไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ
ไม่ให้แผลติดเชื้อ โดยให้นอนอยู่ในตู้อบ และใช้เครื่องให้ออกซิเจน
อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว เหลือการตกแต่งบาดแผล
หากแผลไม่ติดเชื้อ จะปลูกถ่ายหนังและตบแต่งบาดแผล
เพื่อให้พร้อมรับกับขาเทียมในอนาคต
และเมื่อรักษาจนแผลหายแล้วจึงจะให้กลับบ้าน


จากนั้นต้องรอให้เด็กอายุประมาณ 8-9 เดือน
หัดคลานก่อนจะมาใส่ขาเทียมชั่วคราว
เมื่อเริ่มหัดเดินจึงจะใส่ขาเทียมถาวรให้
สำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น โรงพยาบาลจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ
รวมทั้งเรื่องขาเทียม เพราะมีศูนย์ขาเทียมอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบประวัติเด็กว่า
มีสัญชาติไทยแท้หรือไม่ เพื่อขึ้นทะเบียนรักษาฟรีต่อไป
 
ด้านนายสุทิน คันถม พ่อของทารกผู้น่าสงสารกล่าวว่า
ครอบครัวตนเช่าบ้านเก่าๆ อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง
เลขที่ 54/2 บ้านท่าเสา ต.หน้าเมือง อ.เมืองราชบุรี
เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง
อยู่ที่ อ.สวนผึ้ง ส่วนนางบุญมาภรรยาเป็นกะเหรี่ยงเช่นกัน
แต่เกิดในไทย มีลูกด้วยกัน 2 คน ด.ช.รณกร เป็นลูกคนเล็ก
ภรรยาจะคอยดูแลลูกทั้ง 2 คน

นายสุทินเล่าต่อไปว่า
ทำงานรับจ้างฆ่าและชำแหละหมูที่โรงงานแห่งหนึ่งในเขต อ.ปากท่อ
ห่างจากบ้านพักไป 28 กิโลเมตร ได้ค่าจ้างตัวละ 150 บาท
วันหนึ่งได้เพียงไม่กี่ตัว เมื่อหักรายจ่ายแล้วเหลือเงินวันละ 200 บาท
รายได้ไม่พอใช้ เดือนนี้ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่า เพราะไม่มีเงิน
ส่วนนางบุญมา บุญเกื้อ แม่ของเด็ก กล่าวว่า
มีผู้ใจบุญโทรศัพท์และมาเยี่ยมให้กำลังใจหลายคน
พร้อมกับบริจาคเงินช่วยเหลือ

 
 
(ขอบคุณข่าวจากไทยรัฐ
คลิปวีดีโอจาก MThai)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
โกวเฮง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,331



เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2007, 18:03:38 »



กฎแห่งกรรมมีจริง
ใครทำกรรมอะไรไว้
ก็จะได้รับผลแห่งกรรมนั้น
กรรมยุคโลกาภิวัฒน์
มักจะเห็นผลในชาตินี้
ไม่เลยไปชาติหน้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ฉะนั้นทำแต่กรรมดีไว้เถอะ
จะได้เห็นผลแห่งกรรมในชาตินี้เช่นกัน.

    
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 20:58:20 »


......



วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด
โดย ว.วชิรเมธี


รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต
โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''


คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า


ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง


คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า

บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด
ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย


ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือเลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม



อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด
ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น


วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดี
หรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ


หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสีย
จากสภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนอง
เป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์


ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา
แต่จงย้ายตัวเอง ''


ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?


จาก www.thaiblogonline.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2008, 08:21:43 »


คิดบวก = ชีวิตบวก
ว.วชิรเมธี


...


เวลาเจอ........งานหนัก
ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อม
สู่ความเป็นมืออาชีพ
 

...

เวลาเจอ........ปัญหาซับซ้อน
ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

...

เวลาทุกข์หนัก..
ให้บอกตัวเองว่า... นี่คือแบบฝึกหัด
ที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
   

เวลาเจอ........นายจอมละเมียด
ให้บอกตัวเองว่า...นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ(Perfectionist)

เวลาเจอ........คำตำหนิ
ให้บอกตัวเองว่า... นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ


...

เวลาเจอ........คำนินทา
ให้บอกตัวเองว่า...
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคง
เป็นคนที่มีความหมาย

...

...
เวลาเจอ........ความผิดหวัง
ให้บอกตัวเองว่า...
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติ
กำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต


(ขอบคุณบทความจาก http://share.psu.ac.th)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal