ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กุมภาพันธ์ 09, 2010, 09:55:15
82,589 กระทู้ ใน 6,032 หัวข้อ โดย 11,466 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: twobaht2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยโรคอะไร? 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานด้วยโรคอะไร?  (อ่าน 1812 ครั้ง)
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:26:56 »



บทความนี้เป็นมุมมองของแพทย์ในแง่พิษวิทยา  เป็นการศึกษาการปรินิพพานของพระพุทธองค์  ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร ผมเห็นว่าเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจจึงคัดลอกมานำเสนอ

คงศักดิ์ ตันไพจิตร, นงนุช ตันไพจิตร, สุนทร พลามินทร์
 
- ตีพิมพ์ครั้งแรกในรายงานการประชุมประจำปีครั้งที่ 20
ของTPAA (Thai Physicians Association of America) หน้า 14-20, 2541
- ตีพิมพ์ใหม่ในวารสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับที่ Vol. 254, 1 ธันวาคม 2543


วันสุดท้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
เช้าของวันก่อนพุทธศักราช ที่บ้านของนายจุนทะ เมืองปาวา ประเทศอินเดีย
      “จุนทะ !  สูกรมัททวะ ที่จัดไว้  จงนำมาเลี้ยงเรา,   ขาทนียะ (ของเคี้ยว) โภชนียะ (ของกิน)  อย่างอื่น  ที่ตกแต่งไว้  จงนำไปเลี้ยงภิกษุสงฆ์. จุนทะ!  สูกรมัททวะ ที่เหลือนี้ท่านจงฝังเสียในบ่อ    เราไม่มองเห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก   หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์   พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์  ที่บริโภคแล้ว จักให้ย่อยได้,  นอกจากตถาคต”   ต่อจากนี้ก็ประชวร   ด้วยโรคปักขันธิกาพาธอย่างกล้า   จวนสิ้นพระชนมายุ
     (ปักขันธิกา แปลว่า โรคลงแดง คือ ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือด, โรคบิด, ตกเลือด)
     ในคัมภีร์เถรวาท   เป็นที่ถกเถียงกันว่า   สูกรมัททวะ   ที่นายจุนทะถวายให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉันนั้น เป็นอาหารอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ชัดคือ พระพุทธองค์ได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า  อาหารนี้เป็นพิษ  จึงให้ถวายแต่พระองค์เพียงผู้เดียว  ส่วนสูกรมัททวะที่เหลือ   ทรงสั่งให้นายจุนทะฝังเสีย    โดยพระองค์ทรงให้เหตุผลว่า    ผู้อื่นนอกจากพระองค์รับประทานแล้วจะไม่ย่อย
     ในพระคัมภีร์มหายาน   ได้กล่าวไว้ว่า   สูกรมัททวะที่พระองค์ทรงฉันนั้น  คือ เห็ดชนิดหนึ่ง   จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับฝ่ายมหายาน
     ส่วนทางเถรวาทนั้น ได้เคยแปลตามๆกันมาว่า  เนื้อสุกรอ่อน  หรือ เนื้อหมูอ่อน (สูกร = สุกร หรือ หมู,   มัททวะ = อ่อน)   คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและมติของเกจิอาจารย์ทั้งหลายยังไม่ลงรอยกัน   บางมติว่าได้แก่ เห็ดชนิดหนึ่ง   และบางมติว่าได้แก่ ชื่ออาหารอันประณีตชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวอินเดียปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือที่สุด เช่น เทพเจ้าเป็นต้น เป็นอาหารประณีตชั้นหนึ่งยิ่งกว่าข้าวมธุปายาส บางมติว่าอาจเป็นโอสถ หรือ อาหารที่เป็นยาอย่างหนึ่ง ที่นายจุนทะปรุงขึ้นถวายเพื่อรักษาโรค ด้วยทราบข่าวว่า พระพุทธองค์ได้เคยทรงประชวร และจะทรงปรินิพพานในระยะเวลาอันใกล้นั้น
     ข้อสันนิษฐานอื่นของสูกรมัทวะ  คือ  อาจหมายถึง  อาหารอันอ่อนนุ่มหรือโอชะที่หมูชอบ  ซึ่งอาจเป็นไปได้ โดยเฉพาะมีเห็ดชนิดหนึ่งซึ่งงอกอยู่ใต้ดิน จากโคนไม้ส่วนที่ฝังอยู่ในดิน เรียกกันว่า เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle)

    เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle)  เป็นเห็ดที่หมูชอบกิน   แต่ไม่ใช่หมูจะชอบเท่านั้น   คนก็ชอบกินด้วย เพราะมีกลิ่นหอมหวาน  ใช้ปรุงอาหารโดยฝานใส่กับอาหาร ทำให้อาหารจานนั้นหอมกลมกล่อมมีรสชาด  ถือว่าเป็นอาหารโอชะที่มีค่า (delicacy) และเป็นของที่หาได้ยาก ซึ่งนิยมกันมากโดยเฉพาะในยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส อิตาลี่  อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา  การค้นหาเห็ดทรัฟเฟิล นั้นไม่ใช่ของง่าย  เพราะงอกอยู่ใต้ดิน  เฉพาะผู้ชำนาญในการล่าเห็ดชนิดนี้เท่านั้น จึงจะพอรู้ว่ามีอยู่แถวไหน   นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ช่วยคือ หมูที่ฝึกดีแล้วเป็นกำลังสำคัญในการค้นหา แต่ก็ต้องระวังมิฉะนั้นผู้ช่วยคือ หมูจะแย่งกินหมด จึงต้องตกรางวัลปันส่วนแบ่งให้หมูด้วยตามสมควร ดังนั้นในสมัยปัจจุบัน จึงได้มีการฝึกสุนัขไว้ช่วยดมขุดคุ้ยค้นหาเห็ดนี้ด้วย  (แต่ต้องคอยถนอมจมูกสุนัข เพราะไม่ทนทานเท่าจมูกหมู)  การล่าเห็ดชนิดนี้  นักล่าเห็ดมักจะปกปิดแหล่งที่ตนเคยค้นพบเห็ดนี้ได้เป็นประจำ  เพราะเห็ดนี้ราคาแพงมาก ไม่ต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อเห็ดหนักหนึ่งปอนด์
  นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ค้นพบว่า เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) ผลิตสารเคมีชนิดหนึ่ง คือ เฟอโรโมน (Pheromone) ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเพศผู้ของหมู (Androgen analog substance) เป็นตัวที่ทำให้เห็ดมีกลิ่นหอม และ เป็นตัวล่อดึงดูดให้หมูคุ้ยเขี่ยหากินเห็ดทรัฟเฟิลนี้  ฮอร์โมนเพศผู้ (Androgen hormone) เป็นตัวสำคัญที่หมูด้วยกันใช้ในการเสาะแสวงหาคู่ในฤดูผสมพันธุ์  ดังนั้นเห็ดทรัฟเฟิลจึงใช้วิธีอันชาญฉลาดนี้โดยอาศัยกลิ่นจาก  เฟอโรโมน (Pheromone) หลอกล่อหมูให้ขุดคุ้ยหาตัวมันจนพบได้สำเร็จ  เพื่อหมูจะได้เป็นพาหะช่วยเผยแพร่พันธุ์ให้ โดยการกระจายสปอร์ (Spore) ของมันออกไป (หลักฐานที่ค้นพบในภายหลัง พบว่าเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) ผลิตสารเคมีอีก 9 ชนิด ซึ่งเป็นตัวที่สำคัญยิ่งกว่าสารคล้ายฮอร์โมนเพศผู้ของหมู (Androsternol) และเป็นตัวล่อให้หมูทั้งตัวผู้และตัวเมียขุดคุ้ยหาและชอบกินเห็ดชนิดนี้ – Discover: November 2000 issue, page 40)
 
(มีต่อ)




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:34:36 »




(ต่อจากข้างบน)
 
หลังจากพระพุทธองค์ ทรงฉันสูกรมัททวะของนายจุนทะแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมให้นายจุนทะฟังเป็นที่ชื่นชม  แล้วทรงอำลานายจุนทะเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินารา
     ระหว่างทางเสด็จไปเมืองกุสินารา  พระพุทธองค์ทรงประชวรด้วยพระโรคปักขันธิกาพาธ (ท้องเสียเป็นบิดถ่ายเป็นเลือด) อย่างหนัก จวนเจียนจะเสด็จปรินิพพาน ณ ที่นั้น แต่ทรงระงับอาพาธนั้นด้วยขันติบารมี คือ ทรงอดกลั้นอย่างแรงกล้า  มีพระสติสัมปชัญญะ  ไม่ทรงทุรนทุราย
     ระหว่างทางแห่งหนึ่ง มีแม่น้ำลำเล็กๆไหลผ่าน พระพุทธองค์ทรงแวะลงข้างทางเข้าประทับใต้ร่มไม้  ตรัสบอกพระอานนท์องค์อุปัฏฐากให้พับผ้าสังฆาฏิเป็น 4 ชั้น แล้วปูลาดถวาย เสด็จนั่งพักผ่อน แล้วตรัสให้พระอานนท์นำบาตรไปตักน้ำในแม่น้ำว่า “อานนท์ ! เธอจงนำน้ำดื่มมาให้เรา เรากระหายนัก” แสดงถึงว่าพระองค์ทรงเริ่มมีอาการร่างกายขาดน้ำ (Dehydration) เนื่องจากสูญเสียน้ำหรือเลือดภายในกาย (Volume depletion) ไปพอสมควร
     พระอานนท์กราบทูลว่า แม่น้ำนี้ตื้นเขิน  เกวียนประมาณ 500 เล่มของพวกพ่อค้าเพิ่งข้ามแม่น้ำผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ เท้าโคล้อเกวียนบดย่ำทำให้น้ำในแม่น้ำขุ่นแล้ว กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “อีกไม่ไกลแต่นี้   มีแม่น้ำสายหนึ่ง ชื่อ กกุธนที  มีน้ำใส  จืดสนิท  เย็น  มีท่าน้ำสำหรับลง เป็นที่รื่นรมย์  ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปที่แม่น้ำนั้นเถิด  พระเจ้าข้า”

     พระพุทธองค์ทรงตรัสปฏิเสธคำทูลทัดทานของพระอานนท์ถึง 3 ครั้ง คงเป็นด้วยทรงกระหายน้ำมากด้วยพระวรกายขาดน้ำ พระอานนท์จึงอุ้มบาตรเดินลงไปตักน้ำในแม่น้ำ ครั้นเห็นน้ำ พระอานนท์ก็อัศจรรย์ใจนักหนา พลางรำพึงว่า
     “ความที่พระตถาคตพุทธเจ้ามีฤทธิ์และอานุภาพใหญ่หลวงเช่นนี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก แม่น้ำนี้ขุ่นนัก เมื่อเราเข้าไปใกล้เพื่อจะตัก น้ำกลับใสไม่ขุ่นมัว” ครั้นแล้วพระอานนท์ก็นำบาตรตักน้ำนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า
     ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ภายใต้ร่มไม้แห่งนี้  ได้มีชายผู้หนึ่งนามว่า  ปุกกุสะ  บุตรของมัลลกษัตริย์  ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองกุสินาราไปเมืองปาวา ผ่านมาจึงเข้าไปเฝ้า  ทรงสนทนาและแสดงธรรมอันเป็นสันติ ตลอดถึงเรื่องสมาธิอย่างยิ่งให้ฟัง  ปุกกุสะเกิดความเลื่อมใส  รับไตรสรณะเป็นที่พึ่ง  แล้วถวายผ้าเนื้อดีสองผืน
     นี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สุขภาพและอาการโดยทั่วไปยังทรงดีอยู่ พอที่จะปฏิสันถารสนทนาธรรม  และ สมาธิอันลึกซึ้งได้อย่างดี เป็นที่ประทับใจแก่ปุกกุสะ  จนถึงกับแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
     ปุกกุสะกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า  ผ้าสิงคิวรรณ (ผ้าเนื้อละเอียดอย่างดี มีสีดังทอง, สิงคี แปลว่า ทองคำ) คู่นี้ ผืนหนึ่งสำหรับห่ม อีกผืนหนึ่งสำหรับนุ่งเป็นผ้าพิเศษเนื้อเกลี้ยง ตัวเขาเคยนุ่งห่มเป็นครั้งคราว เขาได้เก็บรักษาไว้ แต่บัดนี้จะถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงรับผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งทรงบอกให้ปุกกุสะนำไปถวายพระอานนท์ ชายผู้นี้ได้ทำตามพุทธประสงค์ กราบถวายอภิวาทพระบาทพระพุทธเจ้าแล้วเดินทางต่อไป
     หลังจากนั้น  พระอานนท์ได้นำผ้าที่ชายผู้นั้นถวายท่านเข้าไปถวายพระพุทธเจ้า   พระองค์ทรงนุ่งผืนหนึ่งและห่มอีกผืนหนึ่ง    พอพระพุทธเจ้าทรงนุ่งและห่มผ้าสิงคิวรรณแล้ว  ปรากฏว่าพระกายของพระพุทธเจ้าฉายพระรัศมีเปล่งปลั่ง  และผุดผ่องผิดปกติยิ่งกว่าครั้งใดๆที่พระอานนท์เคยเห็นมา  พระอานนท์จึงกราบทูลกับพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก

   


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:35:01 »




  “อานนท์ !  เป็นอย่างนั้น, กายของตถาคต  ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาลสองครั้ง   คือ  ในราตรีที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ,  และ ราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (เป็นการดับกิเลสโดยไม่มีกายสังขารเหลืออยู่ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต). อานนท์ !   การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างต้นสาละคู่  ในสวนสาละอันเป็นที่แวะพักกลางทางของพวกมัลลกษัตริย์  ใกล้เมืองกุสินารา  ในตอนปัจฉิมยามแห่งคืนนี้”
     “มาเถิด, อานนท์ !  เราจักไปยังแม่น้ำกกุธนทีด้วยกัน”  ทรงสรงในแม่น้ำกกุธนทีแล้ว   เสด็จเข้าสวนอัมพวัน (สวนมะม่วง)  ประทับนอนสีหเสยยา  เพื่อพักผ่อนบนสังฆาฏิพับเป็นสี่ชั้นปูถวายโดยพระจุนทกะ
พระพุทธองค์ทรงตรัสปรารภถึงนายจุนทะ ด้วยมีพระทัยเป็นห่วงเป็นใยนายจุนทะว่า อาจจะถูกตำนิติเตียนกล่าวร้ายได้ ไว้ดังนี้
     “อานนท์ !    คงมีใครทำความเดือดร้อนให้แก่   จุนทะ  กัมมารบุตร   โดยกล่าวว่า ‘จุนทะ !  การที่ท่านถวายบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย   ซึ่งหาได้โดยยากนั้น  ไม่เป็นลาภเสียแล้ว’  ดังนี้.  อานนท์ !  เธอพึงกำจัดความเดือดร้อนนั้นเสีย  โดยกล่าวว่า ‘จุนทะ ! การถวายบิณฑบาตครั้งสุดท้ายของท่านเป็นความดีแล้ว  เป็นลาภของท่านแล้ว,  เราได้ฟังมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ว่า บิณฑบาตทั้งสอง มีผลเสมอกัน มีผลยิ่งยอดกว่าบิณฑบาตอื่นๆ คือ  บิณฑบาตที่ตถาคตเจ้าเสวยแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างหนึ่ง  และที่เสวยแล้วเสด็จปรินิพพาน  ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ อย่างหนึ่ง.  กุศลกรรมที่นายจุนทะสร้างสมแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อ  อายุ  วรรณะ  สุขะ  ยศ  สวรรค์  และ ความเป็นใหญ่’  อานนท์ !  เธอพึงกำจัดความเดือดร้อนของนายจุนทะ  กัมมารบุตร  ด้วยการกล่าวอย่างนี้ แล”.  แล้วทรงเปล่งพระอุทานนี้:

 
 
“บุญ  ย่อมเจริญ  งอกงาม  แก่ทายก  ผู้ให้อยู่ๆ,
เวร  ย่อมไม่สืบต่อ  แก่บุคคลผู้ระงับเวรเสียได้,
คนฉลาดเท่านั้น,  ละบาปเสียได้แล้ว  ก็นิพพาน
เพราะความสิ้นไปแห่ง   ราคะ  โทสะ  และโมหะ”.
 
     พระพุทธองค์พร้อมกับพระสงฆ์บริวารเสด็จไปถึงชานเมืองกุสินาราในเวลาจวนค่ำ เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญวดี  แล้วเสด็จเข้าไปในอุทยานนอกเมืองนั้นชื่อว่า ‘สาลวโนทยาน’   ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่สองต้นเคียงคู่กันอยู่ เรียกว่า ‘ต้นสาละ’  อุทยานแห่งนี้จึงได้นามตามต้นสาละว่า สาลวโนทยาน ดังกล่าว
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงอุทยานแห่งนี้แล้ว  ตรัสสั่งให้พระอานนท์ตั้งเตียง  หันทางเบื้องศีรษะไปทางทิศเหนือ  ให้เตียงอยู่ระหว่างใต้ต้นสาละทั้งคู่  ตรัสว่า  “เราลำบากและเหน็ดเหนื่อยมาก  จักนอนระงับความลำบากนั้น”
     พระอานนท์จัดตั้งเตียงและปูผ้ารองเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จบรรทมตะแคงข้างขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ  ตั้งพระบาทซ้อนเหลื่อมกัน  ดำรงสติสัมปชัญญะแล้วตั้งพระทัยจะเสด็จบรรทมเป็น ไสยาวสาน (นอนเป็นครั้งสุดท้าย)    เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  ‘อนุฐานไสยา’  แปลว่า  นอนโดยจะไม่ลุกขึ้นอีก

 
(มีต่อ)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:36:38 »




(ต่อจากข้างบน)
 
ระยะทางจากบ้านนายจุนทะมาถึงสาลวโนทยาน ซึ่งทรงประทับปรินิพพานนั้น เป็นระยะทางรถยนต์ในปัจจุบันถึง 24 กิโลเมตร (14 ไมล์) และ แม่น้ำกกุธนทีอยู่ห่างจากบ้านนายจุนทะ 10  กิโลเมตร (6 ไมล์)
     แสดงให้เห็นว่าแม้พระองค์จะทรงประชวรหนัก จนถึงกับเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน (การตายของพระอรหันต์) ในค่ำวันเดียวกันนั้นก็ตาม  พระองค์ยังทรงสามารถเสด็จดำเนินได้เป็นระยะทางถึง 24 กิโลเมตร (14 ไมล์)  ภายในวันเดียว (และคงใช้เวลาไม่เกิน 10 ชั่วโมง เพราะถึงเมืองกุสินาราเวลาจวนคํ่า) ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอควร แม้สำหรับคนที่สบายดีเป็นปกติ  โดยทรงพักกลางทางเพียง 2  แห่ง ที่แม่น้ำลำเล็กแห่งหนึ่ง  และ ที่แม่น้ำกกุธนที-สวนอัมพวัน อีกแห่งหนึ่งในระหว่างทาง  จึงเป็นที่น่าสังเกตได้ว่า  การป่วยอาพาธของพระองค์คงเป็นการป่วยอย่างกะทันหัน และสุขภาพโดยทั่วไปของพระองค์ทรงอยู่ในสภาพที่ดีมากก่อนหน้านั้น  เพราะโดยปกติ พระองค์ทรงเดินทางด้วยพระบาทได้โดยเฉลี่ย ประมาณวันละ  28  กิโลเมตร (16.5 ไมล์) ซึ่งต่างจากวันสุดท้ายไม่มากนัก

  การที่ทราบเช่นนั้น เพราะหลังจากพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ณ  พุทธคยาแล้ว  ทรงประทับอยู่เสวยวิมุติสุข  ณ  พุทธคยาต่ออีก  7  สัปดาห์  คือ 49 วัน ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางไปโปรดปัญจวัคคีย์ (สาวก 5 องค์แรก) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เมืองสารนาท ซึ่งอยู่ห่างไป 250 กิโลเมตร (147ไมล์)  โดยเสด็จถึงสถานที่แห่งนั้น 1 วันก่อนวันอาสาฬหบูชา (วันเพ็ญเดือน  คือ  58  วัน หลังวันตรัสรู้  นั่นคือ พระองค์ทรงใช้เวลา   9  วัน  ในการเดินทาง  250  กิโลเมตร  หรืออาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงสามารถเดินทางได้โดยเฉลี่ยวันละ  28  กิโลเมตร (16.5ไมล์) ในเวลาที่ทรงสบายดีเป็นปกติ  ไม่ได้ต่างมากไปจากการเดินทางในวันสุดท้ายของพระพุทธองค์  ซึ่งทรงเดินทางได้ถึง 24  กิโลเมตร (14ไมล์)  ในขณะที่กำลังทรงประชวรหนัก  จึงบ่งบอกว่า เป็นการป่วยกะทันหัน  ไม่ใช่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจนทำลายพระวรกายและสุขภาพโดยทั่วไปให้อ่อนเพลียมา กมายก่อนหน้านั้น  หากแต่อาหารมีพิษร้ายแรงและทำให้เกิดอาการของโรครุนแรงมาก (หรืออาจทำให้โรคเก่าที่หายแล้วกลับกำเริบ) จนทำให้พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานภายในวันเดียวกันกับที่ทรงเสวยสูกรมัท ทวะนั้น  และก่อนหน้านั้น สุขภาพของพระองค์ทรงแข็งแรงดีมากสำหรับวัย  80  พรรษา  ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยตรัสรู้ใหม่ๆเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้  35  พรรษาแล้ว ยังทรงสามารถเดินทางได้โดยเฉลี่ยไล่เลี่ยกัน  เพียงแต่ต้องหยุดพักระหว่างทาง 2 แห่ง และชี้บ่งให้เห็นว่าแม้พระองค์จะทรงเคยประชวรหนักเมื่อประมาณ  3  เดือนเศษก่อนหน้านั้น  คือ สมัยที่ทรงประทับอยู่  ณ  บ้านเวฬุวคามก็ตาม ด้วยโรคปักขันธิกาพาธ คือโรคบิด, ตกเลือด, ลงแดง ซึ่งอาจหมายถึงโรคบิดที่ถ่ายเป็นเลือด ได้แก่ โรคบิดมีตัว (Amoebic dysentery) หรือ โรคบิดไม่มีตัว (Shigellosis)  พระองค์ได้ทรงหายจากการประชวรครั้งนั้นแล้วเป็นอย่างดี
     เมื่อทรงหายประชวรครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงรู้สึกสบาย จนถึงกับทรงสามารถเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในนครเวสาลีได้  ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตและเสวยภัตตาหารแล้ว  พระองค์ได้รับสั่งให้พระอานนท์นำผ้าสำหรับรองนั่งตามเสด็จไปยัง ปาวาลเจดีย์  เพื่อทรงพักผ่อนสำราญอิริยาบถในเวลากลางวัน  ขณะประทับนั่งในร่มพฤกษาแต่ลำพังพระองค์เดียว  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะ  ปลงพระชนมายุสังขาร  โดยทรงกำหนดในพระทัยของพระองค์เองว่า  อีกสามเดือนต่อจากนี้พระองค์จะปรินิพพาน เมื่อพระอานนท์เข้ามาเฝ้า  พระองค์ได้ตรัสว่า  “อานนท์  ตถาคตปลงใจจักปรินิพพานใน วันเพ็ญเดือนวิสาขะ  อีกสามเดือนต่อจากนี้แล้ว.”
     แม้หลังจากปลงอายุสังขารแล้ว  พระองค์ยังทรงเสด็จไปสู่ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี  บ้านภัณฑคาม  บ้านหัตถิคาม  บ้านอัมพคาม บ้านชัมพุคาม  และ โภคนคร  ก่อนจะมาถึง เมืองปาวา  ณ  บ้านนายจุนทะ ซึ่งชี้บ่งว่า  พระองค์ได้เดินทางอยู่โดยตลอด   3  เดือนสุดท้าย  ไม่ได้นอนซมอยู่ด้วยโรคเรื้อรังแต่ประการใด  และไม่มีการกล่าวถึงว่ามีอาการโรคกำเริบแต่ประการใดในระหว่าง 3 เดือนสุดท้ายนั้น  จนกระทั่งทรงประชวรหนักหลังจากที่ทรงฉันสูกรมัททวะ  ซึ่งจัดถวายโดยนายจุนทะในเช้าวันสุดท้ายนั้น

 
 
(มีต่อ)




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:39:35 »





(ต่อจากข้างบน)
 
 
กล่าวได้ว่า สูกรมัทวะซึ่งพระองค์ทรงฉันในวันนั้น มีโทษมหันต์ หรือ มีพิษร้ายแรงมาก พระองค์เองได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า หากทรงฉันอาหารนี้เข้าไปแล้วจะต้องประชวรหนัก จึงรับสั่งให้นายจุนทะถวายแต่พระองค์เพียงผู้เดียว และให้ฝังส่วนที่เหลือเสีย
     หากสูกรมัทวะเป็นเนื้อหมูอ่อน หมูนั้นย่อมเป็นโรคหรือติดเชื้อ จึงทำให้พระองค์ประชวรเมื่อทรงฉันเขัาไป โรคที่น่าจะเป็นได้มี อาทิ ทริคิโนซิส (Trichinosis) หรือ ซิสติเซอร์โคซิส (Cysticercosis จากการกินหมูที่เป็นเม็ดสาคูซึ่งเกิดจากพยาธิตัวตืด นายจุนทะย่อมมองเห็นเม็ดสาคูในเนื้อหมูนั้น  และย่อมจะไม่ปรุงถวายแน่นอน)  แต่อาการของโรคจะไม่เป็นอย่างกะทันหัน  และไม่มีอาการในลักษณะดังกล่าวไว้ในพุทธประวัติข้างต้น
   อาการของทริคิโนซิส (Trichinosis) เกิดจากการกินหมูที่ติดเชื้อพยาธิ ทริคิเนลล่าสไปราลลิส  (Trichinella Spiralis)  ซึ่งจะฟักตัวผสมพันธุ์อยู่ในลำไส้  6  สัปดาห์  หลังจากนั้นตัวอ่อนจะชอนไชไปเข้าตามกล้ามเนื้อ  ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ  พยาธิจะเจริญเติบโตเป็นถุงไต  (encyst)  บางครั้งมีหินปูนมาเคลือบ  (calcify)  และพยาธิสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นปีๆ ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตัวตามกล้ามเนื้อ แม้กระทั่งปวดลิ้น และปวดเสียดที่กล้ามเนื้อกระบังลม  (Diaphragm)  อาจมีอาการท้องเสีย  24 - 72  ชั่วโมงหลังจากกินหมูที่ติดเชื้อพยาธินี้ แต่อาการของโรคนี้จะไม่ตายทันทีภายในระยะเวลาเพียงวันเดียว
     ส่วน ซิสติเซอร์โคซิส (Cysticercosis) เกิดจากการกินหมูที่ติดเชื้อพยาธิตัวตืดชนิดที่เป็นกับหมู ทีเนียโซเลี่ยม (Taenia Solium) หรือ เอคไคโนคอกคัส (Echinococcus) หรือหมูที่เป็นเม็ดสาคู ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้ว พยาธิจะเติบโตเป็นพยาธิตัวตืดในลำไส้  บางรายพยาธิตัวอ่อน (Larva) ลุกลามชอนไชเข้าไปในกล้ามเนื้อ เติบโตเป็นถุง  (cyst)  คือ  ซิสติเซอร์โคซิส (Cysticercosis)   หรือ เม็ดสาคู  ซึ่งอยู่ได้เป็นปีๆ  บางครั้งอาจลุกลามไปที่สมอง  หรือตามผิวหนัง  บางรายมีอาการ  4 - 5 ปีหลังจากพยาธิได้ตายไปแล้ว  อาการเป็นลักษณะเรื้อรังไม่ป่วยอย่างกะทันหัน  โดยอาจมีอาการเป็นตุ่มจากถุงไต (cyst) หรือ มีอาการเนื่องด้วยแรงกดผลักดันจากก้อน  (mass effect)   อาจมีท้องเสีย  หรือ ถ่ายมีปล้องตัวตืด  เป็นต้น

   


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:40:00 »





สำหรับกรณีอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) อาจเป็นได้ เช่น พิษต่อลำไส้จากเชื้อสแตฟออเรียส (Staphylococcus Aureus Enterotoxin) แต่อาการมักจะเริ่ม 8 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารที่ติดเชื้อ (contaminated food) มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย โดยเฉพาะ อาการคลื่นไส้ อาเจียน จะรุนแรงกว่าอาการท้องเสียมาก  ตามพุทธประวัติ  พระองค์ทรงเริ่มป่วยทันที  หลังจากออกเดินทางจากบ้านนายจุนทะไปไม่นาน ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า คงเริ่มประชวรภายในช่วงระยะทางไม่เกิน 3 - 4  กิโลเมตรจากบ้านนายจุนทะ เพราะทรงเริ่มมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นพระโลหิต ก่อนหน้าที่จะถึงแม่นํ้าลำเล็ก ซึ่งถึงก่อนแม่นํ้ากกุธนทีที่อยู่ห่างจากบ้านนายจุนทะ 10 กิโลเมตร  คือ คงเริ่มประชวรภายในระยะเวลา  2 - 3  ชั่วโมงภายหลังจากที่ทรงฉันสูกรมัทวะนั้น และ กล่าวถึงแต่อาการเป็นบิด ลงแดง คือ ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือด โดยไม่กล่าวถึงอาการคลื่นไส้  อาเจียน
   พิษต่อลำไส้ (Enterotoxin) อย่างอื่นๆ  เช่น จากเชื้อเบซิลลัสซีเรียส (Bacillus Cereus) ในข้าวบูด  ซึ่งไม่อาจถูกทำลายได้ด้วยการหุงต้ม  เช่นข้าวผัด  จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน  1 - 6 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารบูด  และอาการท้องเสียจะเกิด  6 - 24 ชั่วโมงให้หลัง  จึงไม่เข้าเค้า

     พิษ (Toxin) ประเภทอื่นๆเช่น จากเชื้อโบทูลิซี่ม (Botulism)  จะมีอาการหลังจากกินอาหารแล้ว  12  ชั่วโมงขึ้นไป  และอาการทางระบบทางเดินอาหารมีน้อย แต่มีอาการทางระบบลมหายใจทำงานผิดปกติ    หายใจขัด   และกลืนอาหารลำบาก เพราะพิษนอกลำไส้ (Exotoxin) ไประงับการขับปล่อยสารสื่อ (Inhibit transmitter release) ที่ปลายประสาทโคลินเนอร์จิก (Cholinergic endings) ของระบบประสาทอัตโนมัติ
     อาหารที่ติดเชื้อ  เช่น จากเชื้ออีโคไลชนิดที่ทำให้เป็นโรค (Pathogenic E. Coli/Escherichia Coli) อาจทำให้ท้องเสียรุนแรง โดยเฉพาะกับเด็ก เชื้อโรคจะรุกรานเข้าไปในผนังลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือ เชื้อโรคผลิตพิษ (Toxin)  ระหว่างที่เจริญเติบโตเกาะอยู่บนผนังลำไส้  บางรายมีไข้ ปวดท้อง แต่มีช่วงระยะฟักตัว (Incubation   Period) หลายชั่วโมงก่อนจะเกิดอาการ  และมักไม่ถึงตาย นอกจากในเด็กซึ่งอาจถึงตายได้
     อาหารติดเชื้ออื่นๆ เช่น อหิวาตกโรค (Cholera) มักจะเป็นลักษณะโรคระบาด  และมีช่วงห่างระหว่างการกินอาหารกับอาการเริ่มแรก  จึงไม่ลงรอยกับพุทธประวัติ  ซึ่งไม่มีพระสงฆ์องค์อื่นป่วย ทั้งที่ตามเสด็จเป็นร้อย
 

(มีต่อ)




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:43:00 »





(ต่อจากข้างบน)
 
 
ส่วนอาการของเห็ดเป็นพิษ ดูจะเข้ารูปเข้ารอยมากที่สุดกับประวัติอาการพระประชวรในวันปรินิพพานนั้น  เพราะสามารถทำให้ป่วยได้อย่างรุนแรงกะทันหัน และทำให้ตายได้ภายในวันเดียวกันนั้น
     เห็ดเป็นพิษ บางชนิดทำให้ผู้กินตายได้ถึง 40-80% เป็น เห็ดพันธุ์อามานีต้า (Amanita Species)  และพันธุ์กาเลรีน่า (Galerina Species)  ทำให้มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร  คลื่นไส้  อาเจียน  ท้องเสีย  อาการอาจจะเริ่มภายในไม่กี่นาทีหลังจากกินเห็ดเป็นพิษ  และมักเกิดอาการภายในเวลาไม่เกิน  8  ชั่งโมงให้หลัง  พวกที่เป็นพิษถึงตายมักเป็นจากภาวะตับล้มเหลว (Liver failure) หรือไตล้มเหลว  (Kidney failure)  เห็ดเป็นพิษบางพวกไม่ทำให้ตาย มักทำให้เกิดอาการหลอกหลอน   (hallucination)   หรือ   อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ตลอดถึงทำให้สูญเสียน้ำในกาย  (volume depletion) ลักษณะอาการหลายประการดังกล่าวนี้  เข้ากันได้กับพุทธประวัติที่ทรงพระประชวรในวันนั้น  ซึ่งเกิดขึ้นโดยกะทันหันอย่างรุนแรง  และด้วยทรงมีพระชนมายุมากถึง 80  พรรษา  พระองค์จึงทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในคืนวันเดียวกันนั้น

    นายจุนทะคงไม่ทราบว่า เห็ดที่ตนได้มาประกอบอาหารนั้นเป็นเห็ดมีพิษ  แม้ผู้ชำนาญในการเก็บเห็ดเองบางครั้งก็มีพลาด   และโดยเฉพาะนักล่าเห็ดสมัครเล่นจะเกิดอาการเห็ดเป็นพิษอยู่เสมอๆ หลังจากรับประทานเห็ดที่ตนเก็บมาได้ด้วยสำคัญผิดว่าเป็นเห็ดชนิดที่กินได้
     พระพุทธองค์  ทรงใช้ชีวิตในป่าก่อนตรัสรู้อยู่ถึง  6  พรรษา  และธุดงค์ต่อมาหลังจากนั้นอีกหลายพรรษา  เข้าใจว่าทรงมีความรู้ความชำนาญในเรื่องเห็ดพอควร  และคงจะทรงสังเกตเห็นแล้วว่า   เห็ดที่นายจุนทะปรุงขึ้นถวายนั้นเป็นเห็ดมีพิษ    โดยเฉพาะถ้าเป็นเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle)  ซึ่งมักจะฝานสดๆปรุงกับอาหารจานนั้นๆให้มีกลิ่นหอมหวน  ดังนั้น คงเป็นที่สังเกตเห็นได้ไม่ยากนัก  ประกอบกับ เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) เป็นเห็ดที่หาได้ยาก นายจุนทะอาจได้มาเป็นจำนวนจำกัด จึงไม่ได้ปรุงอาหารนี้ขึ้นเป็นจำนวนมาก  พระองค์จึงทรงสั่งให้นายจุนทะถวายแต่พระองค์เพียงผู้เดียว  ที่เหลือให้นำไปฝังเสีย  ซึ่งถ้านายจุนทะประกอบสูกรมัทวะขึ้นถวายพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นจำนวนมาก  ก็อาจจะเอะใจว่า ทำไมพระองค์จึงให้ทิ้งอาหารจำนวนมาก  แล้วยังให้ฝังเสียด้วย  แต่คงเพราะมีปริมาณน้อย  และอาจเป็นความเชื่อกันว่า  เห็ดชนิดที่ตนปรุงขึ้นถวายจานนั้นเป็นโอสถ หรือ อาหารที่เป็นยาอย่างแรงขนานหนึ่ง  จึงเห็นคล้อยตามพระองค์โดยไม่ทันแปลกใจในพระดำรัสที่ว่า  นอกจากพระพุทธองค์ คนอื่นทานแล้วจะไม่ย่อย

   


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 01:43:22 »




ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสันนิษฐาน โดยอาศัยข้อมูลจากพุทธประวัติ  ความรู้ในทางแพทย์ ความรู้เรื่องเห็ด และ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเพิ่มเติมในปัจจุบัน ตลอดถึง หลักฐานที่ได้จากการเดินทางสำรวจ ‘ตามรอยพระพุทธบาท’ ในเส้นทางที่ทรงเคยดำเนินเสด็จ มาใช้คำนวณเปรียบเทียบระยะทางจากจุดต่างๆ จึงได้ข้อมูลพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า สูกรมัทวะ น่าจะเป็นเห็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงเป็นเห็ดชนิดที่เรียกว่า เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle - ซึ่งเป็นเห็ดโอชะที่หมูชอบ) แต่นายจุนทะไม่ทันทราบว่า เห็ดที่ตนได้มาประกอบอาหารถวายพระพุทธองค์นั้น เป็นเห็ดมีพิษ (ไม่ใช่เห็ดทรัฟเฟิล –Truffle อย่างที่ตนคิด)
 
     สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันปรินิพพานนั้น ซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นแก่นคำสอนและเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงฝากไว้ในวาระสุดท้าย (จะเรียกว่าเป็น ‘คำสั่งเสีย’ ก็ว่าได้) ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงมีพระเมตตาซึ่งสุดที่จะประมาณได้ แม้จะทรงถูกคุกคามด้วยโรคร้ายอย่างหนัก ยังทรงตรัสสอนด้วยความห่วงใยต่อมวลมนุษย์ เป็น ‘ปัจฉิมโอวาท’ ว่า

 
  “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา 
 
     ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท (คือความมีสติ-ความรู้สึกตัว) ให้ถึงพร้อมเถิด” 





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,167



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 08:35:55 »


ขอบคุณคุณกะทะ
ที่หาเรื่องราวดีๆมาให้อ่าน
ในระยะหลัง ๆ ป้าเสลาไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านเรื่องทำนองนี้

เรื่องนี้ได้ความรู้ทั้งในแง่พุทธศาสนา
ทางการแพทย์ และอาหาร

ประวัติเรื่องราวเก่าๆที่เราได้เคยเรียนมาสมัยเด็กๆ
เราก็มักจะถูกทำให้จดจำต่อๆกันมา
โดยไม่ค่อยมีข้อชี้แนะให้เราคิด....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19

คณะมนตรีหูดำ


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 19:51:29 »

จริง ๆ แล้ว  ข้อคิดนี้น่าอ่านครับ   แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า  พระพุทธองค์ย่อมไม่ได้ปรินิพพานเพราะเหตุนี้แน่นอน   เพราะเหตุหนึ่งที่ผมสังเกตุจากหนังสือหลาย ๆ เล่ม

พระพุทธองค์ย่อมเข้มงวดกับเรื่องโภชนาการเสมอ   และหลาย ๆ ครั้งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า  ภิกษุไม่ควรทานหรือน้อยไป

และข้อสังเกตุอีกข้อคือ   ในที่นั้นมีพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก  ท่านลองคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะรอดสายตาของพระอรหันต์ไปล่ะหรือ   อดีตกาลยังทราบได้  เนื้อหมูที่มีพิษร้ายแบบนั้นทำไมจะไม่ทราบ

แต่ถ้าเป็นในกรณีที่จะย่อยยาก   ผมถามนิดว่า  จะมีอาการผิดปกติต่อญาณหยั่งรู้หรือไม่

เพราะอาหารธรรมดาย่อมมีทั้งย่อยง่ายและยากเป็นธรรมดา

จริง ๆ มีคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตุไว้ดีครับ   ผมไปอ่านเจอมา   แต่จำชื่อไม่ได้   ท่านบอกว่า  การเดินทางไกลการทานอาหารที่ย่อยยากมาก ๆ จะไม่ดีต่อกระเพาะและอาจทำให้เหล่าภิกษุเหล่านั้นเจ็บไข้ได้

ดังนั้นผมจึงขอสรุปว่า  น่าจะเป็น  ย่อยยากจริง ๆ มิใช่พิษ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Rainy
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,162



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2007, 20:15:06 »

ประวัติพุทธศาสนา ช่างห่างไกลตัวจากดิฉันซะเหลือเกิน
เข้ามาอ่านลวก ๆ ค่ะ ถ้ามีเวลาจะอ่านให้แจ่ม ๆ สักครั้ง
ตอนนี้นั่งกำลังอ่านจิตวิทยาของตัวเองอยู่ เฮ้อ 

พยายามเข้าใจตัวเองให้ถ่องแท้ แต่แหม๊ มันช่างยากซะนี่กระไร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,159



« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2007, 00:18:19 »

จริง ๆ แล้ว  ข้อคิดนี้น่าอ่านครับ   แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า  พระพุทธองค์ย่อมไม่ได้ปรินิพพานเพราะเหตุนี้แน่นอน   เพราะเหตุหนึ่งที่ผมสังเกตุจากหนังสือหลาย ๆ เล่ม

พระพุทธองค์ย่อมเข้มงวดกับเรื่องโภชนาการเสมอ   และหลาย ๆ ครั้งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า  ภิกษุไม่ควรทานหรือน้อยไป

และข้อสังเกตุอีกข้อคือ   ในที่นั้นมีพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก  ท่านลองคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะรอดสายตาของพระอรหันต์ไปล่ะหรือ   อดีตกาลยังทราบได้  เนื้อหมูที่มีพิษร้ายแบบนั้นทำไมจะไม่ทราบ

แต่ถ้าเป็นในกรณีที่จะย่อยยาก   ผมถามนิดว่า  จะมีอาการผิดปกติต่อญาณหยั่งรู้หรือไม่

เพราะอาหารธรรมดาย่อมมีทั้งย่อยง่ายและยากเป็นธรรมดา

จริง ๆ มีคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตุไว้ดีครับ   ผมไปอ่านเจอมา   แต่จำชื่อไม่ได้   ท่านบอกว่า  การเดินทางไกลการทานอาหารที่ย่อยยากมาก ๆ จะไม่ดีต่อกระเพาะและอาจทำให้เหล่าภิกษุเหล่านั้นเจ็บไข้ได้

ดังนั้นผมจึงขอสรุปว่า  น่าจะเป็น  ย่อยยากจริง ๆ มิใช่พิษ


คงต้องมีการศึกษาและถกเถียงกันอีกมากครับกว่าจะตกผลึกได้ เรื่องราวกว่า  2000 
ปีคงคลาดเคลื่อนกันมากมายครับ


 


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: