ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 23, 2014, 23:15:48
94,126 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,135 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bikehummer2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  เทพเจ้าของฮินดู-พราหมณ์ 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: เทพเจ้าของฮินดู-พราหมณ์  (อ่าน 74162 ครั้ง)
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 19:33:54 »





ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาดั้งเดิมของอินเดีย นิยมการบูชาเทพ
จนกระทั่งชนเผ่าอาระยัน ที่ชอบเดินทางเลี้ยงสัตว์เข้าไปตั้งรกรากที่อินเดีย อาระยันก็ได้รับอิทธิพล
เรื่องเทพเจ้ามาจากประเทศ กรีซ
  ก็เลยผสมกลมกลืนกับศาสนาพราหมณ์ได้เป็นอย่างดี ต่อมาถึงได้แยกออกไปเป็น"ฮินดู"ได้มีการสร้าง
สมมติเทพ พระอิศวร(พระศิวะ) พระนารายณ์ และพระพรหม นำมารวมเป็น ตรีมูรติ







เข้าใจว่าศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และศาสนาพุทธคงจะเข้ามา
สู่ประเทศไทยพร้อมๆกัน
  ในวรรณกรรม เรื่องรามเกียรติ ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์และฮินดูทั้งนั้น
เรื่องราวเกี่ยวกับพระศิวะ นางอุมาเทวี กลายเป็นตำนานรักอมตะ
โดยมี กามเทพเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ใครอยากจะฟังยกมือขึ้น
จะได้เชิญป้าเสลาหาข้อมูลมาให้...เอิ้กกกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 20:01:43 »


ความเชื่อและศรัทธาที่ชาวฮินดูมีต่อเทพเจ้านั้นหนักแน่นและมั่นคงนับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน โดยชาวฮินดูเชื่อว่าโลกนี้ดำเนินไปได้ด้วยอำนาจของตรีมูรติ คือเทพเจ้าทั้งสามองค์อันได้แก่ พระพรหมผู้สร้าง พระวิษณุผู้รักษา(พระนารายณ์) และพระศิวะผู้ทำลาย นอกจากเทพทั้งสามที่ชาวฮินดูนับถือแล้วยังมีเทวีปรากฏขึ้นในฐานะชายาของเทพเหล่านี้ ได้แก่ เทวีสรัสวดีชายาของพระพรหม เทวีลักษมีชายาของวิษณุเทพ และเทวีปารวตีชายาของศิวเทพ(นางอุมาเทวี-เจ้าแม่กาลี)  เทวีทั้งสามนี้มีฤทธานุภาพใกล้เคียงกับเทพเจ้าเลยทีเดียว
อวตารปางหนึ่งของชายาพระศิวะ ซึ่งมี
ผู้นับถือกันอย่างมากโดยเฉพาะในกัลกัตตาอดีตเมืองท่าของอินเดียนั่นคือ เจ้าแม่กาลี โดยปกติแล้วชายาของพระศิวะมีพระนามที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นของผู้นับถือ เช่น ปารวตี อุมาเทวี และเจ้าแม่กาลี เป็นต้น 
เจ้าแม่กาลีเป็นอวตารปางหนึ่งของชายาพระศิวะที่มีผู้นับถือเป็นอย่างมากในเมือง
กัลกัตตา ในเมืองนี้มีวัดเจ้าแม่กาลีอยู่บริเวณ “กาลีฆัต” ซึ่งแปลว่าท่าไปสู่ที่เจ้าแม่กาลี ภายในโบสถ์มีรูปเจ้าแม่กาลีประดิษฐานอยู่ วัดนี้ถือเป็นศูนย์รวมใจของชาวเบงกอลที่นับถือศาสนาฮินดูอย่างแท้จริง ด้วยความศรัทธาที่ชาวฮินดูในกัลกัตตามีต่อเจ้าแม่กาลีจึงทำให้เกิดเทศกาลบูชาเจ้าแม่กาลีขึ้นในราวเดือนตุลาคมของทุกปี ในวันงานมีการจัดซุ้มต่างๆเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลี มีการแสดงนิทรรศการแสงสี เสียง ในวันนั้นมีเสียงสวดมนต์ดังไปทั่วทั้งเมือง ช่วงกลางคืนประชาชนก็จะแต่งตัวสวยงามออกจากบ้านเพื่อไปบูชาเจ้าแม่กาลีในซุ้มที่มีรูปเจ้าแม่กาลีปางปราบอสูรประดิษฐานอยู่ โดยรูปปั้นของพระนาง อยู่ในท่ายืนยกขาขึ้นข้างหนึ่งแลบลิ้นที่เปื้อนเลือด มี 10 เศียร 10 พระกร 10 พระบาท มีศีรษะมารห้อยคอต่างพวงมาลัยและมีนิ้วมือมารประดับไว้รอบเอว
เหตุที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธาเจ้าแม่กาลีก็เนื่องมาจากพระนางเป็นเทวี
ผู้ปราบอสูรและนำความสงบมาสู่โลก ตามตำนานกล่าวไว้ว่าครั้งหนึ่งพวกอสูรได้รับพรวิเศษจาก           พระพรหม คือ  ให้เป็นอมตะ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ด้วยความหลงอำนาจพวกอสูรจึงระรานและเกี้ยวพาเหล่านางฟ้าอย่างไม่เกรงใจเหล่าเทวดาจนทำให้เหล่าเทวดาเดือดร้อนและได้นำเรื่องนี้ไปร้องเรียนพระพรหม พระพรหมจึงมีบัญชาให้พระศิวะผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายเป็นผู้ไปกำราบเหล่าอสูร แต่พระชายาของพระศิวะเป็นผู้อาสาปราบเหล่าอสูรในครั้งนี้แทน โดยชายาของศิวเทพได้อวตารเป็นเจ้าแม่กาลีและได้ทำสงครามกับเหล่าอสูรเป็นเวลานานเพราะในขณะสู้รบกันนั้นถ้าเลือดของอสูรหยดลงพื้นดินเพียงหยดเดียวก็จะเกิดอสูรขึ้นหนึ่งตน ดังนั้นพระนางจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้เลือดของ
- 2 -

อสูรที่เกิดจากการสู้รบไม่ตกลงสู่พื้น ในที่สุดพระนางจึงตัดสินใจแลบลิ้นของตนรับเลือดเหล่าอสูรตลอดระยะเวลาที่พระนางทำสงครามกับเหล่าอสูรนั้น และด้วยวิธีนี้เองที่ทำให้พระนางสามารถปราบอสูรได้สำเร็จ
จากตำนานที่กล่าวมานี้จึงทำให้ชายาพระศิวะในอวตารของเจ้าแม่กาลีแลบลิ้นที่
เปื้อนเลือดมีศีรษะมารห้อยคอต่างพวงมาลัยและมีนิ้วมือมารประดับไว้รอบเอว ซึ่งก็คือเลือด ศีรษะ และนิ้วมือของเหล่าอสูรที่กล่าวไว้ในตำนานนั่นเอง นอกจากรูปของเจ้าแม่กาลีที่เกิดขึ้นจากตำนานแล้ว การบูชาเจ้าแม่กาลีด้วยเลือดสดๆก็เกิดขึ้นจากตำนานนี้เช่นกัน นั่นคือหลังจากที่เจ้าแม่กาลีปราบอสูรได้แล้วประชาชนก็จัดงานฉลองเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระนางโดยในการเซ่นบวงสรวงโดยนำเลือดสดๆไปบูชา กล่าวกันว่าในยุคแรกๆมีการนำหญิงพรหมจารีไปทำพลีกรรมโดยนำเลือด   บริสุทธิ์ในลำคอไปบูชาเจ้าแม่กาลี แต่เมื่อเวลาล่วงไปถึงช่วงที่อังกฤษเข้าปกครองอินเดียได้สั่งห้ามไม่ให้นำมนุษย์มาใช้ในการบูชา จึงทำให้การบูชาเจ้าแม่กาลีในปัจจุบันนี้เหลือเพียงการนำแพะมาใช้ในการบูชาแทน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะได้กลิ่นคาวของเลือดแพะแทนที่กลิ่นหอมของธูปและดอกไม้เมื่อเข้าไปในวัดที่มีการบูชาเจ้าแม่กาลี
การทำลายชีวิตหนึ่งเพื่อแสดงความศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะดูไม่ถูกต้องนักใน
สายตาของหลายๆท่านที่ได้รับฟังเรื่องราวนี้ แต่มีอีกสิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือความเชื่อและความศรัทธาที่ชาวฮินดูมีต่อเทพเจ้าทั้งหลายของพวกเขา รวมถึงความเชื่อในเรื่องอีกหลายๆเรื่องที่เรานึกไม่ถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสของวัฒนธรรมตะวันตกไม่สามารถเข้าไปแทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมของชาวฮินดูได้อย่างง่ายดายเหมือนกับการที่วัฒนธรรมตะวันตกกำลังแทรกซึมอยู่ในประเทศทางตะวันออกอีกหลายๆประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 20:58:15 »


รายชื่อมหาเทพ

ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาที่ยอมรับนับถือว่ามีเทพเจ้าเป็นใหญ่ (ศาสนาเทวนิยม) โดยมีเทพสูงสุด ๓ องค์
คือ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ
และมีเทพอื่นๆอีกหลายองค์ เช่น พระอัคนี , พระวายุ, พระอินทร์ ฯลฯ

ในพระคัมภีร์ปุราณะอันเป็นคัมภีร์หลักใหญ่ใจความสำคัญของศาสนาพราหมณ์ ได้กล่าวถึงเทพที่สำคัญ ๆ (มหาเทพ)ไว้
ถึง ๘ องค์ด้วยกัน คือ

๑. พระพรหม
๒. พระวิษณุ (พระนารายณ์)
๓. พระศิวะ (พระอิศวร)
๔. พระสุรัสวดี (สรัสวติ, สรสวติ) ชายาของพระพรหม
๕. พระลักษมี ชายาของพระวิษณุ
๖, พระอุมา (พระนางปาราวตี) ชายาของพระศิวะ
๗. พระคเนศ (พระพิฆเนศวร) พระโอรสของพระศิวะกับพระนางอุมา
๘. พระขันธกุมาร พระโอรสของพระศิวะกับพระนางอุมา



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:14:58 »


คุณกะทะ ต้องรีบหาเรื่อง และภาพ เทวะเทพ มาลงต่อแล้วละครับ
ประเดี๋ยวป้าเสลากำลังรวบรวมเรื่อง"รักอมตะของพระศิวะกับนางสตี(พระอุมา)"มาเล่าให้ฟัง


มีบางวัดได้นำเอาพระพุทธเจ้าและเทวะเทพมาไว้รวมกันเฉยเลยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:20:56 »




ระหว่างนี้นู๋ทรายขอเล่าไปพลางๆก่อนค่ะ

            ตรีมูรติหรือผู้เป็นเจ้าทั้งสาม ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนิรันดร์นั้น เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู
ซึ่งจะมีตัวอักษร 3 ตัว อันศักดิ์สิทธิ์ที่ เรียกเรียกกันว่า "โอม"       อักษรศักดิ์สิทธิ์ "โอม" นั้นประกอบด้วยอักษร 3 ตัวคือ
อะ
หมายถึง พระวิษณุหรือพระนารายณ์
อุ
หมายถึง พระอิศวรหรือพระนารายณ์
มะ
หมายถึง พระพรหม

พยางค์ศักดิ์สิทธิ์คำว่า "โอม" นี้ มักจะเขียนเป็นอักษรเทวนาครี ซึ่งได้บ่งบอกถึงตรีมูรติหรือ 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาฮินดู

ในคัมภีร์ของพราหมณ์นั้น กล่าวถึงพระศิวะว่าทรงเป็นมหาเทพซึ่งมีผู้นิยมนับถือบูชากันแพร่หลายและกว้างขวางมากกว่าเทพองค์อื่น ๆ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:29:04 »


ที่มาของคำว่า"ยักษ์ปักหลั่น"
ยักษ์ตนนี้แต่เดิมเป็นเทวดา แต่ทำผิดด้วยการเป็นชู้กับนางอัปสร จึงต้องคำสาปพระอิศวรให้ต้องเกิดมาเป็นยักษ์เฝ้าสระโบกขรณีอยู่กลางป่า มีสิทธิจับสัตว์และมนุษย์ที่หลงเข้ามาในบริเวณนั้นกินเป็นอาหาร แต่ก็ประทานพรแก้คำสาปไว้ด้วย ว่าจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อพบทหารของพระราม และทหารพระรามลูบหลังให้ อันจะทำให้กลายร่างกลับเป็นเทวดาเหาะกลับสวรรค์ได้ดังเดิม
"งอมพระราม" พระรามต้องเดินป่าถึง 14 ปี ทำศึกครั้งแล้วครั้งเล่ากับทศกัณฐ์ เพลี่ยงพล้ำก็หลายครั้ง ได้รับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ ก่อนที่จะสามารถปราบทศกัณฐ์ได้ สำนวนนี้จึงหมายถึงได้รับความยากลำบากสาหัสสากรรจ์ต่าง ๆ เหมือนพระราม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:31:16 »


ในเมื่อกระทู้กรีซ ก็กลายเป็นฮินดู-พราหมณ์ไปแล้ว  ก็เลยตามเลยแล้วกันนะคะ


บทบาทความสำคัญ

       พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น
หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใด ๆ ก็ให้พรนั่น พระศิวะจะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว
วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงามคนผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพผู้จะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที

          มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆได้อย่างมหัศจรรย์นัก
หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย หากบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วย
นั้นจะถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน    ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้น
ได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ได้เช่นกัน

         เป็นที่กล่าวขวัญกันโดยทั่วไป พระศิวะนั้นเป็นเทพที่จะอำนวยพรประทานความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า หรือเลี้ยงแกะ
หรือแม้แต่พกที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรทั้งปวง ก็จะมีความสำเร็จและมีความสมบูรณ์พูนสุขได้ หากบวงสรวงบูชาพระศิวะเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์
ชาวบ้าน ชาวเมืองยังนิยม ยังเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกลและจะทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้นในชีวิต
ในครอบครัว
         นอกจากบทบาทความสำคัญโดยรวมที่กล่าวมาแล้วนั้น อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดแยกออกไปจากบทบาทของการเป็นมหาเทพผู้ทรงมีพระมหากรุณาประทานพรแก่มวลมนุษย์นั้น    พระศิวะยังทรงเป็นเทพแห่งคีตา คือเป็นเทพเจ้าแห่งการดนตรีและการรำฟ้อนทั้งปวงอีกด้วย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:35:16 »


งั้นป้าเสลาขออนุญาตแยกกระทุ้มาตั้งใหม่
ในชื่อนี้เลยนะ
จะตัดตั้งแต่กระทู้ของลุงถึกที่เริ่มเรื่องนี้เลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:38:41 »




ป้าค้นหาเรื่องราวของพระอุมามาให้อ่าน
ตามคำเรียกร้องของลุงถึก
ส่วนใหญ่จะเป็นตำนาน เรื่องเล่า
ไม่ค่อยปรากฏแหล่งให้อ้างอิงข้อมูล

***************



พระอุมา
เทวีแห่งพลังอำนาจและสันติสุข

ในฐานะเทพนารีที่รวมคุณสมบัติอันเลิศในทางต่างๆไว้อย่างมากมาย
พระอุมา ย่อมเป็นที่สักการะบูชาของชาวฮินดูทั่วโลก
ยิ่งบางนิกายบางลัทธินั้นนับถือพระอุมาเหมือนเทพสูงสุด 



.... พระอุมาเป็นเทวีที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
ความงดงามของพระนาง
ไม่ถือเป็นรองพระลักษมี
ขณะเดียวกันความเด็ดขาดและพลังอำนาจ
ในการปกป้องรักษาผู้ที่บูชา
ก็ทัดเทียมพระสรัสวดี
และดูจะเด่นชัดกว่าเสียอีก
เราจะเห็นเทวรูปเทวีองค์นี้ทรงเทพศาสตราอาวุธ
อันมีพลังในการทำลายรุนแรงครบ4พระกร
และประทับบนหลังเสืออยู่เสมอ 
....

....



นอกจากนี้จะเห็นอีกภาคหนึ่ง
ในท่วงท่าที่กำลังมีชัยชนะเหนืออสูร
ซึ่งมีพระนามโดยเฉพาะคือ”ทุรคา”
หรือ “มหิษาสุรมรรทินี”

....

....


และภาคที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นทุกคน
รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเป็นที่สุด
ก็คือ “กาลี”
เทพมารดรแห่งการบูชายัญ
และกลิ่นคาวเลือด!!!!!!


กำเนิดพระอุมานั้นว่าไปต่างๆกัน
บางคัมภีร์บอกว่าเกิดจากการเนรมิตจากพระศิวะเจ้า
โดยเอาพระหัตถ์ลูบพระอุระของพระองค์
แต่ที่ชาวฮินดูจดจำกันได้มากเป็นเทพนิยาย เล่ากันว่า
พระอุมานั้นในชาติก่อนเป็นธิดาพระทักษะ
มีพระนามว่า”พระสตี”
พระองค์ทรงสิเน่หาในพระศิวะ
ซึ่งเป็นที่รังเกียจอย่างยิ่งของพระบิดา
ด้วยเหตุที่พระศิวะนั้นมีข้อขักแย้งกับพระทักษะมาก่อน
และพระเจ้าองค์นี้ก็มิได้แสดงพระองค์
ให้น่าเลื่อมใสสมกับเป็นมหาเทพ
ไม่ว่าจะโดยความเป็นอยู่ ฉลองพระองค์ฯลฯ
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญต่อพระสตี

พอถึงเวลาเลือกคู่พระนางก็ทรงเสี่ยงพวงมาลัย
โดยตั้งจิตอัญเชิญพระศิวะมารับพวงมาลัยนั้น
พระทักษะจำต้องยอมรับพระศิวะเป็นลูกเขย
แต่พอจะจัดพิธีกรรมสำคัญก็ไม่เชิญพระศิวะไปร่วม
เป็นเหตุให้พระสตีทะเลาะกับพระบิดาอย่างรุนแรง
และด้วยความน้อยพระทัย
พระสตีก็กระโดดเข้ากองไฟที่ใช้ทำพิธีนั้นฆ่าตัวตาย
ประเพณีที่หญิงฆ่าตัวตายตามสามีต่อมาจึงเรียกกันว่า”พิธีสตี”



ภาพประกอบจาก www.yanravee.com
   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:47:17 »


กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏ เป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุค
ยุคพระเวท

      เรื่องก็มีอยู่ว่าพระพรหมนั้นเกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนักที่พระเสโทหรือเหงื่อผลุดซึมทั่วพระวรกาย
และยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น พระพรหมทรงบำเพ็ญภาวนา เพิ่มตบะบารมีให้แกร่งกล้าอย่างมุ่งมั่น
เมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยเหงื่อเช่นนั้นก็จึงได้นำเอาไม้ไปขูด ๆที่บริเวณพระขนงหรือคิ้ว โดยมิได้ระมัดระวังองค์นัก
คมของไม้นั้นจึงได้บาดบริเวณพระขนงของพระองค์จนกระทั่งปรากฏพระโลหิตผลุดซึมออกมาและหยาดหยดลงบนกองเพลิง
เบื้องหน้าของพระองค์นั้นเอง   ทันทีที่พระโลหิตหยาดหยดลงในเปลวเพลิงก็พลันเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง จุติขึ้นมาในเปลวเพลิงนั้น
ทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมาเบื้องหน้าพระองค์เทพบุตรผู้งดงามองค์นี้ก็ได้ร้องไห้ พลางขอให้พระองค์ประทานชื่อให้แก่ตน
ซึ่งพระพรหมได้ประทานชื่อให้ถึง 8 ชื่อ ด้วยกันดังนี้
ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทร อิศาล อะศะนิ
     หลังจากนั้นเทพองค์นี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นับถือของมนุษย์ทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดามวลมนุษย์จะนับถือบูชาเทพบุตรองค์นี้
ในนามของพระรุทรอันเป็นชื่อ ๆหนึ่งใน 8ชื่อนี้ ซึ่งนามรุทรนี้มีความหมายแปลได้ว่า ร้องไห้ แต่สำหรับชื่ออื่น ๆ อีก7 ชื่อนั้นยังไม่เป็นที่นิยม
แพร่หลายเท่าไรนัก
    ว่ากันว่าพระรุทรเทพบุตรที่มีชื่ออันแปลว่าร้องไห้นี้เป็นมหาเทพที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรมีอำนาจบารมีค่อนข้างสูงนักในยุคพระเวทนี้
และยังเป็นเทพที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามนิยมนับถือบูชากันอย่างจริงจังทั่วไปโดยนับถือให้พระรุทรเป็นเทพผู้ทำลายล้าง
คือทำลายสิ่งที่เลวร้ายให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือหมายถึงการทำลายสิ่งเลวให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นใหม่

ยุคมหากาพย์ มหาภารตะ

    ในยุคนี้มีความเชื่อกันในเรื่องกำเนิดพระศิวะว่า พระองค์นั้นทรงจุติออกมาจากพระนลาฏ หรือหน้าผากของพระพรหมจึงเท่ากับว่า
พระศิวะก็เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระองค์มหาเทพ

ยุคไตรเภท

        คัมภีร์ในยุคนี้ได้บันทึกถึงกำเนิดพระศิวะว่า ทรงประสูติจากพระนางสุรภี และพระบิดาก็คือพระกัศยปะเทพบิดร
คัมภีร์พรหมมานัส     พระศิวะเป็นเทพที่กำเนิดจากพระประชาบดีมิได้เกิดจากพระโลหิตของพระพรหมดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในยุคพระเวท
ครั้นเมื่อทรงจุติขึ้นมาแล้วเทพประชาบดีก็ถามพระโอรสว่า เหตุไฉนจึงร่ำไห้โศกาอาดูรตลอดเวลา
พระรุทรหรือเทพบุตรโอรสของพระประชาบดีที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น จึงได้ทูลตอบว่า เพราะว่าพระบิดาไม่ได้ตั้งชื่อให้เมื่อไม่มีชื่อก็จึงเสียใจร้องไห้เช่นนั้น
พระประชาบดีจึงได้ตั้งชื่อให้โอรสองค์นี้ว่า พระรุทรซึ่งหมายถึงการร้องไห้ และพระรุทรองค์นี้ในคัมภีร์พรหมนัสได้กล่าวไว้ว่า น่าจะหมายถึงองค์ศิวะนั่นเอง
ในคัมภีร์โบราณที่ปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณได้อธิบายถึงประวัติความเป็นมาการกำเนิดของพระศิวะไว้ว่าเมื่อโลกได้ถูกเผาด้วยไฟบรรลัยกัลป์จนพินาศโดยสิ้นแล้วนั้น ได้มีคัมภีร์พระเวทและพระธรรมบังเกิดขึ้นและเมื่อพระเวทกับพระธรรมมาประชุมรวมกันจึงได้บังเกิดเป็นมหาเทพองค์หนึ่งคือ พระปรเมศวร ในคัมภีร์นี้อธิบายการกำเนิดของพระศิวะว่าทรงสร้างพระองค์ขึ้นมาเอง หลังจากการทำลายล้างโลกโดยที่มิได้เป็นโอรสหรือจุติมาจากการนิรมิตรสร้างสรรค์ของมหาเทพองค์ใด

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:50:39 »


การเข้าถึงธรรมขั้นสูงสุดของฮินดู คือการเข้าใจเรื่อง
"ตรีมูรติ"
  นั่นก็คือเข้าใจว่าพระพรหม เป็นผู้สร้าง
  พระนารายณ์เป็นผู้ทำให้ดำรงอยู่
  และพระศิวะคือผู้ทำลาย
  ผู้รู้เกี่ยวกับฮินดูคนหนึ่งบอกกับผมว่า การเข้าถึงตรีมูรติ
ต้องรู้ตนอยู่เสมอว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้เกิดมาแล้ว มีการดำรงอยู่
และต้องสิ้นสลายไป เขาหมายถึง"กิเลส"
  การเข้าถึง ตรีมูรติ ได้ ก็้คือผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงนั่นเอง...สาธุ

แต่บ้านเรา กลับมีคนไปบนบานศาลกล่าวกับ พระพรหม
และ ตรีมูรติ โดยที่ตนเองไม่เข้าใจไปเสียฉิบ
 มีแก้บนด้วยการรำแก้ผ้าด้วยนะ เวลารำมีคนขึงผ้ารอบๆไม่ให้คนอื่นเห็น...กร๊ากกก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 21:54:09 »



ลุง
ย้ายกระทู้ไปแล้วนะ
เป็นกระทู้ชื่อ เทพเจ้าของฮินดู-พราหมณ์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2007, 23:32:51 »


ป้าย้ายมาตอนผมจบเรื่องพอดี...เอิ้กกกก
ขอเรื่องความรักอมตะของพระศิวะกับนางสตี(พระอุมาเทวี)ด้วยครับ

 fun fun fun fun fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2007, 00:37:29 »


พระมเหสี

   พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคือ พระแม่อุมามหาเทวี หรือชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่าพระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก
และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด
พระแม่ปราวตีหรือพระแม่อุมามหาเทวีนี้นั้น เป็นมเหสีคู่พระทัยของพระศิวะ ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกคัมภีร์ทุกตำราเลยทีเดียว
ด้วยเพราะพระศิวะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีพระชายาอีกมากมายดังมหาเทพองคือื่น ๆ
พระศิวะมีเพียงพระคงคาและพระนางสนธยาเท่านั้นที่เป็นพระชายาคู่บารมีอีก 2 พระนาง พระแม่คงคานั้นแต่เดิมก็เป็นพระชายาองค์รอง ๆ
ของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเมื่อได้มีเรื่องมีราวขัดแย้งบาดหมางกันระหว่างบรรดาพระชายาพระวิษณุ จนก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ
พระวิษณุจึงได้นำพระแม่คงคามาถวายให้เป็นพระชายาของพระศิวะ
และพระแม่คงคานั้นโดยแท้จริงแล้วเป็นพระพี่นางของพระแม่อุมาอัครมเหสีของพระศิวะอีกด้วย
ส่วนพระนางสนธยานั้นเป็นธิดาของพระพรหม มหาเทพอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเป็นเหตุให้พระพรหมผู้เป็นบิดาทรงกริ้วนัก
และปรารถนาที่จะลงโทษพระธิดาสนธยาอย่างหนัก ซึ่งพระธิดาก็เกรงกลัวที่จะถูกลงโทษทัณฑ์ จึงได้แปลงกายเป็นนางเนื้อหลบลี้หนีพระบิดาไปเสีย
พระพรหมเองก็ไม่ยอมลดละ ด้วยความกริ้วถึงกับนิรมิตองค์เป็นกวางตามนางเนื้อไปในทันที พระศิวะได้ทรงบังเอิญมาพบเห็นเข้า
ก็จึงได้มีความเห็นใจพระธิดาสนธยา ครั้นจะห้ามปรามพระพรหมผู้เป็นบิดาของพระนางสนธยาก็ดูจะกระไรอยู่
จึงได้ยับยั้งความกริ้วของพระพรหมในครั้งนั้นด้วยการแผลงศรไปถูกเศียรกวางขาดกระเด็น

   เมื่อพระพรหมกลับคืนมาสู่ร่างเดิม ก็จึงได้คลายความโกรธ และพระศิวะก็ได้พูดคุยกับพระพรหมให้ยกโทษให้กับพระธิดา
และการขออภัยโทษแก่พระนางสนธยานั้นคงจะไม่เป็นการสำเร็จโดยง่าย พระศิวะจึงได้ใช้วิธีทูลขอพระนางสนธยามาเป็นพระชายา
ด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน พระพรหมจึงได้ยินดียกพระธิดาให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้เองที่พระธิดาสนธยาจึงไม่ต้องถูกพระบิดาลงโทษ
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่มีพระชายาเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นเพราะพระศิวะออกไปแสวงหาด้วยความมากรักหลายใจแต่อย่างใด


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2007, 00:43:15 »


พระโอรส

    พระศิวะทรงเป็นพระบิดาของพระพิฆเนศวรและพระขันธกุมาร พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระนางปาราวตี
หรือพระแม่อุมา อัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าพระศิวะจะทรงมีโอรสธิดากับพระชายาอื่น ๆอีกหรือไม่
พระโอรส 2 พระองค์ของพระศิวะนั้นก็ไม่ใช่เทพธรรมดาๆแต่ทว่ามีความสำคัญต่อสวรรค์และโลกมิใช่น้อย
พระพิฆเนศวรทรงเป็นมหาเทพที่มีเศียรเป็นช้างมีงาเดียว บรรดาพวกศิลปินทั้งหลายล้วนนับถือบูชาพระพินเณศวรกัน
เป็นที่แพร่หลายจนถึงในปัจจุบัน และกว้างขวางไปทั่วโลกด้วย แม้แต่ในบ้านเราก็สักการะบูชาพระพิฆเนศวรกันมิใช่น้อย

       พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ทรงเปี่ยมพระอัจฉริยภาพทางศิลปการประพันธ์ก็ยังทรงนับถือพระพิฆเนศวร
ได้ทรงโปรดให้สร้างเทวาลัยคเณศร์ ณ ศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวงบูชาให้เป็นสิริมงคลและเป็นเสมือนศาล
เทพารักษณ์แห่งพระราชวังสนามจันทร์ด้วย
       ส่วนพระขันทกุมารนั้นทรงเป็นเทพแห่งสงครามมีรูปลักษณ์เป็นเทพที่งามสง่าแฝงไว้ด้วยความห้าวหาญชาญชัยในลักษณะของนักรบ
ชาวอินเดียจะสัการะบูชาพระขันทกุมารในช่วงเดือน 5 ขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งเรียกกันว่า พิธีกรรตติเกยะ อันเป็นพิธีกรรมที่มีเพียงแต่บวงสรวงบูชา
และมีระบำรำฟ้อนตัวเทพการบูชาเทพองค์อื่นๆ   เพราะการบูชาพระขันทกุมารนี้จะมีการละเล่นเป็นเกมกีฬาและกรีฑาหลากหลายประเภท
ที่จะมุ่งเน้นการแข่งขันที่แสดงความแข็งแรงและเชี่ยวชาญทางอาวุธ เช่น การยิงธนู เป็นต้น
       สำหรับพระธิดานั้น บางคัมภีร์บันทึกว่าพระศิวะไม่ได้ทรงมีลูกสาวเลยแม้แต่องค์เดียว

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 01:51:16 »


อืมม์
ไม่ทราบว่า กระทู้ นี้ จบสมบูรณ์ ลงแล้วหรือยัง นะฮะ
เพราะ พอดี ผมมีต้นฉบับ (พร้อมรูปประกอบ) เกี่ยวกับ เทวดาแขก (ก็เทวดาของไทยเรานี่แหละ)
ถ้ากระทู้ ยังไม่จบดี
ผมต้องขออภัยด้วย ที่ต้องมา "ปาด" แบบ พาออก(จาก)ทะเลวิชาการ นิดหน่อย

เพราะเรื่องของผม เป็นเทวดา เวอร์ชั่น อ่านเพลิน ๆ สบาย ๆ ไม่ซีเรียส เคร่งเครียด นัก
เป็นบทความที่เคยลงในวารสาร "จันทรเกษม"
เขียนโดย คุณอำพล สุวรรณธาดา
ในตอนนั้น ใช้ชื่อว่า "สัมภาษณ์เทวดา"
เนื้อหา ก็ตามชื่อ ตัวผู้เขียน สมมุติตัวว่าไปสัมภาษณ์เทวดา แบบทีเล่นทีจริง
แต่ก็แทรกสาระ ความรู้ เอาไว้ด้วย

บทความนี้ ต่อมา ได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุค
และเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น "เทวดาขอรับ"

มี "เทวดา" ที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ เกือบ 20 องค์
และมีรูปประกอบ เป็นลายเส้นดินสอ
ที่ผมต้องขออนุญาต "ทำตำหนิ" เอาไว้หน่อย
เพื่อป้องกันการนำไปใช้ซ้ำในเชิงการค้า
ต้องขออภัยไว้ด้วยนะครับ ที่รูปไม่สมบูรณ์เต็มร้อย


(จะพยายาม โหลดเรื่อง โหลดรูป ทยอยมาลงให้ได้อ่านกัน เรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ- ถ้าไม่เบื่อเสียก่อน อิ อิ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:08:00 »


คงต้องเริ่มกันที่เทวดาระดับ "บิ๊ก" ผู้มีบารมีเหนือเทวดาทั้งปวงแหละครับ
ซึ่งก็คือ พระอิศวร หรือ พระศิวะ นั่นเอง



พระอิศวร


          เหนือยอดเขาหิมาลัยซึ่งขาวโพลนด้วยหิมะเรื่อยขึ้นไปในสวรรค์ มีขุนเขาไกลาสสถิตอยู่ ณ ที่นั้น พระอิศวร ผู้เป็นเจ้าแห่งขุนเขานั้นใช้เป็นที่ประทับในภาวะปกติ แต่คณะผู้สัมภาษณ์เทวดาไปเฝ้าสัมภาษณ์มหาเทพพระองค์นี้ที่สุสานอันแวดล้อมด้วยบริวารที่เป็นภูตผีปิศาจ นัยว่าสุสานเป็นที่ที่โปรดเป็นพิเศษ เมื่อมีพระหฤทัยแจ่มใสเบิกบาน
          ด้วยพระบุคลิกที่สง่างาม มีรูปกายคล้ายมนุษย์ สีกายปกติขาว (แต่อาจเปลี่ยนเป็นสีอื่น เช่น สีแดงหรือดำ แล้วแต่ผู้ที่เคารพนับถือจะให้สีอะไร) มีพระศอสีดำ มี ๓ ตา โดยตาที่สามอยู่ตรงหน้าผาก มีพระจันทร์เสี้ยวเป็นปิ่น มุ่นมวยผมเป็นชฎารุงรัง มีสายประคำทำด้วยหัวกะโหลกคล้องศอ สรวมสังวาลงู ภูษาทรงเป็นหนังเสือ หนังช้างหรือหนังกวาง ประทับบนอาสนะหนังเสือ เมื่อเดินทางใช้โคอสุภราชเผือก ผู้ชื่อนนทิหรือศังกายน มเหสีชื่อพระอุมา มีโอรส ๒ องค์ คือ พระคเณศ หรือวิฆเณศ และพระขันทกุมาร มีอาวุธคือ ตรี จำนวนกรเอาแน่นอนไม่ได้ มีตั้งแต่ ๒-๔-๖ ถึง ๘ กร พอจะกล่าวได้ว่ารูปร่างพระอิศวรไม่มีอะไรที่มั่นคงถาวรแปรเปลี่ยนไปได้สารพัด สุดแท้แต่ใครจะให้เป็นอย่างไร การสัมภาษณ์พระอิศวรจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หาไม่จะทำให้ผู้อ่านสับสน
          ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ได้จากการสัมภาษณ์

“อิศวร” แปลว่าอะไร ทำไมมีพระนามมากมาย
          “คำว่า ‘อิศวร’ แปลตามตรงก็ว่า พระเป็นเจ้า หรือผู้เป็นใหญ่ นั่นเอง คุณจะไม่พบชื่อนี้จากคัมภีร์ไตรเพท พราหมณ์ถือว่าเป็นองค์เดียวกับพระ  รุทระ ในคัมภีร์ดังกล่าว พระมหาเทพทั้ง ๓ ยังไม่ร่วมมือกัน ต่างองค์ต่างใหญ่อยู่คนละแห่ง พระพรหมได้รับการสรรเสริญในภาคพื้นดิน พระพิษณุ เป็นใหญ่ในภาคพื้นสมุทร ส่วนเราเองอยู่ภาคพื้นภูเขาสูง หรือจะว่าภาคอากาศก็ได้ จะว่าไปก็คือ พระพรหมเป็นแม่ทัพบก พระพิษณุเป็นแม่ทัพเรือ เราเป็นแม่ทัพอากาศก็คงจะได้...
          “เหตุที่มีนามมากมาย เพราะเราชอบแปลงตัว เพื่อให้เข้ากับสถาน การณ์ คนไม่รู้ก็นึกว่าเป็นเทพคนละองค์ จึงเรียกชื่อ ตามอำนาจฤทธิ์เดชที่เราใช้ไป หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

ลองยกตัวอย่างบางชื่อ และคำอธิบาย
          “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ จะเล่าประวัติและที่มาของชื่อบางชื่อ เพราะมีคนเรียกเรามากกว่าพันชื่อ กล่าวโดยย่ออย่างไรก็คงไม่หมด...
          “มีผู้บอกว่า เราเป็นลูกของพระกัศยปะกับนางสุรภี พระกัศยปมุนีนี้เป็นบิดาของเทพเจ้าหลายองค์ทีเดียว จนมีชื่อเรียกว่า พระเทพบิดา หรือพระมหาบิดร ท่านเป็นโอรสของพระมารดาผู้เป็นมานสาบุตร (บุตรเกิดจากใจ) ของพระพรหม แต่บางคนก็กล่าวว่า เราเกิดจากพระนลาตของพระพรหมา บ้างก็ว่าเราเกิดมาขณะพระพรหมาบำเพ็ญตบะพระเสโทไหลจึงเอาไม้ขูดที่พระขนง พระโลหิตหยดลงในกองไฟ เกิดเป็นเทพบุตรขึ้นมาคือ เรา...
          “เอาเถอะ เราจะเกิดมาอย่างไรก็ตามก็ได้เป็นเทพเจ้าละ พอเกิดมาไม่ว่าเทวดาหรือมนุษย์ก็ร้องไห้กันทั้งนั้น สำหรับเราร้องอุแว้ถึง ๘ ครั้ง แต่ละครั้งก็ว่าร้องขอชื่อจากพระปชาบดี หรือพระพรหม ท่านเลยประทานนามให้ตั้ง ๘ นาม คือ ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทระ อิศาน และอะศะนิ ...โดยเฉพาะชื่อ รุทระ นั้น แปลตามตัวว่าร้องไห้เลยทีเดียว เห็นพระศิวะเป็นคนขี้แยไปได้...
          “อ้อ ศิวะ แปลว่า กรุณา หรือชุบให้สะอาด เราเป็นเทพผู้มีอำนาจมากเป็นใหญ่เหนือจักรวาล มีหน้าที่ล้างทำลายเพื่อให้จักรวาลสะอาดปราศจากโทษมลทิน ศิวะ มาจากภาษาทมิฬหมายความว่า สีแดง...
          “มีชื่อที่คนเรียกเมื่อเห็นเราไปอาบแดดอยู่แถวหาดป่าตอง ตอนนั้น คิดว่าไม่มีใครเห็นก็เลยชวนพระอุมาเปลือยกายอาบแดดกัน  คนก็ตั้งชื่อให้ว่า ทิคัมพร (ผู้นุ่งฟ้า)...
          “ครั้งหนึ่ง เมื่อเทวดากวนน้ำอมฤต ใช้เขาพระสุเมรุเป็นแกน และใช้พระยานาคเป็นเชือก พระนารายณ์แปลงเป็นเต่าหนุนเขาพระสุเมรุ ครั้งนั้นเมื่อพิษร้ายของพระยานาคพ่นออกมา เราเกรงจะเป็นอันตรายต่อชาวโลก จึงรีบดื่มพิษร้ายนั้น แล้วรีบสกัดจุดมิให้แผ่ไปทั่วกาย มันเลยคาพิษที่คอ ทำให้คอเราเป็นสีดำจนทุกวันนี้ เราจึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นิลกัณฐ นี่แหละ คอดำนี่ดีกว่าคอทองแดงไหมคุณ...
          “เอ…ถ้าจะให้อธิบายกันทุกชื่อ จะยืดเยื้อไปเปล่า ๆ จดไปเฉพาะคำแปลบางคำก็แล้วกันนะ สงสัยคำไหน หรืออยากทราบรายละเอียดค่อยถามเป็นเรื่อง ๆ ไป”
          พระปรเมศวร     คือพระผู้สร้างพระองค์เองและเทพองค์ต่อ ๆ ไป
          พระตรีโลจนะ    พระผู้มีเนตรที่สามอยู่ที่พระนลาต มีอานุภาพมาก
          พระภูเตศวร      พระผู้มีภูตผีเป็นบริวารสถิตอยู่ตามสุสาน
          พระจันทรเศขร   ผู้มีพระจันทร์เป็นปิ่น
          พระคงคาธร      ผู้ทรงรับพระคงคาไว้ด้วยพระเกศา เพื่อกันน้ำท่วมโลก
          พระวิศวนาถ      ผู้เป็นที่พึ่งของชาวโลก
          พระวีรภัทร       ได้จากการปราบพระทักษะพ่อตา ต้องแปลงตัวใหญ่มโหฬาร มีพันเศียร พันตา ถืออาวุธมากมายเป็นพิเศษ
          พระอรรธนารี หรือ พระอรรธริศวร  เมื่อแปลงตัวเป็นสองเพศ
          พระกาล         ผู้เกี่ยวข้องกับเวลา
          ปศุบดี            เจ้าแห่งปศุสัตว์
          กาลัญชร ปปาลมาลิน  ผู้ใส่มาลัยหัวกะโหลก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:11:04 »


(พระอิศวร-ต่อ)

          “พอหรือยัง ถ้าจะเอาเฉพาะชื่อและความหมายเท่านั้น การสัมภาษณ์ของคุณคงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร จะถามอะไรก็ถามมาได้ เรามีเวลาไม่มากนัก จะต้องรีบไปหยอกพระอุมา ถ้ารายนั้นโกรธขึ้นมาเป็นได้เดือดร้อนกันทั่วทีเดียว...”
          จริงซินะ พระอิศวรจะมีฤทธานุภาพล้นฟ้าเพียงใดก็ตาม แต่กับพระ อุมาละก็หงอทีเดียวก็พวกเดียวกับคณะผู้สัมภาษณ์นี่แหละ พระอิศวรมีโอรสกับพระอุมา ๒ องค์ คือพระพิฆเณศและพระขันทกุมาร ดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็แอบไปมีชายาอื่นเหมือนกัน เช่น พระคงคาและนางสนธยา เป็นต้น ไม่ทราบว่าพระอุมารู้เรื่องหรือเปล่า
          ในคัมภีร์ไศวนิกาย ซึ่งให้พระอิศวรเป็นใหญ่กว่าเทพทั้งปวงนั้น บรรยายเกี่ยวกับกำเนิดพระศิวะว่า หลังไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกแล้วก็เป็นอากาศว่างอยู่ พระเวททั้งหลายมาประชุมกัน บังเกิดเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งคือ พระปรเมศวรเจ้า หรือพระอิศวร ครั้นเทพเจ้าพระองค์นี้เอาหัตถ์ลูบพระอุระแล้วสะบัดออกไปเบื้องหน้าก็บังเกิดพระอุมาภควดี จึงปรึกษากันเรื่องจะสร้างฉกามาพจรสวรรค์ และเขาพระสุเมรุ พระอุมาขอให้สร้างเทพเจ้าขึ้นอีก พระอิศวรจึงเอาพระหัตถ์ซ้ายลูบพระหัตถ์ขวา บังเกิดพระนารายณ์เป็นเจ้าขึ้น และเมื่อเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระหัตถ์ซ้ายก็บังเกิดพระพรหมธาดาเป็นเจ้า
         
เมื่อขอสัมภาษณ์เรื่องนี้ พระอิศวรแย้มสรวลและตอบด้วยความภูมิใจว่า
          “ก็มีคัมภีร์เดียวนี่แหละที่เขียนให้เราเขื่องหน่อย เพราะพวกนี้บูชาเทพแห่งภูเขา ที่จริงพระนารายณ์และพระพรหมเป็นสหายเราแท้ ๆ คุณรู้ไหมคัมภีร์นี้ยังให้เราขยอกเอามังสะในอกเราออกมาเป็นแผ่นดิน เอาปิ่นปักผมปักลงไปเป็นเขาพระสุเมรุ และให้เราเป็นคนสร้างเทวดาด้วย สังวาลที่เป็นงูของเราก็ปล่อยไปเป็นอนันตนาคราช เมื่อสร้างโลกทั้งสามเสร็จ จึงได้สั่งให้พระพรหมและเทวดาทั้งหลายสร้างพาหนะต่าง ๆ แล้วเราเองจึงสร้างเขาไกลาส (ไกรลาศ) ขึ้นมาอยู่เองกับพระอุมา”

มีผู้กล่าวว่าพระอิศวรทรงมีเทวโองการให้พระนารายณ์อวตารเรื่องเป็นอย่างไร
          “เพราะคัมภีร์ไศวนิกายยกย่องให้เราเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง สามารถสั่งการได้ทุกหน่วยงาน อย่างพระพรหม พระนารายณ์ ถึงจะเป็นเทพรุ่น ๑ เหมือนกัน แต่เราเป็นผบ.สูงสุด เราก็ต้องสั่งการได้ใช่ไหม พระนารายณ์เป็นเทพบริการ ใช้คล่องเป็นมือปราบของจักรวาล เมื่อโลกเดือดร้อนก็อาศัยพระนารายณ์นี่แหละอวตารไปปราบ”

ทำไมตำราหลายแห่งบอกเรื่องสีกายของท่านไม่เหมือนกัน
          “ไปว่าเขาผิดไม่ได้หรอกคุณ สาธุชนย่อมยืดได้หดได้เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ดูแต่กิ้งก่าซี เปลี่ยนสีกายไปตามสิ่งแวดล้อมเพื่อพรางตาสัตว์อื่น เราก็เช่นกัน สมัยเขาปกครองแบบเผด็จการ ก็ต้องฮึ่มฮั่ม ตามแบบฉบับผู้มีอำนาจ พอเขาปกครองแบบประชาธิปไตย ก็จะเป็นต้องฟังเสียงประชาชนเขาบ้าง เราอยู่ในที่ที่เขามักให้เทพสำคัญ ๆ มีสีดำ แดง หรือน้ำเงินเช่นพวกทมิฬ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนสีเพื่อเอาใจเขาหน่อย แต่ส่วนมากเราจะมีสีกายขาว เพื่อให้เข้ากับสีของเขาไกลาส และเข้ากับพาหนะคือโคอุสุภราชซึ่งมีสีขาวด้วย พวกชาวเขาแถบหิมาลัยเห็นสีขาวของหิมะแล้วรู้สึกว่าสะอาด บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ดี เราจึงเลือกสีขาวเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากายเราจะเป็นสีอะไร ศอของเรายังเป็นสีดำเสมอ เพราะดื่มพิษร้ายเข้าไป จะกลืนก็ไม่ได้ จะคายก็ไม่ได้ ถ้ากลืนเราก็ตาย ถ้าคายโลกและจักรวาลก็พินาศ”

สงสัยว่าทำไมไปทำร้ายพระทักษะพ่อตา
          “เรื่องนี้เป็นเรื่องปางหลังของพระอุมาปางนั้นพระอุมาชื่อนางสติ   ธิดาของพระทักษะ พระทักษะนี่ก็เป็นลูกพระพรหมธาดาที่เกิดจากใจ เราไปบำเพ็ญตบะอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย พระกามเทพแกล้งเอาศรดอกไม้มาแผลงใส่ให้เราเกิดความรักกับนางสติเข้า พระทักษะมาดูหมิ่นเรา ทำให้นางกลั้นใจเดินเข้ากองไฟตาย เราก็โกรธซี แผลงฤทธิ์นิรมิตกายใหญ่โต มีหัว มีตา มือและเท้าอย่างละพัน ท้องโตเป็นภูเขา ปากแสยะมีเขี้ยวงอกออกมา รัดเกล้าประดับด้วยพระจันทร์ครึ่งซีก นุ่งหนังเสือที่เปียกด้วยหยาดโลหิต ถือกระบองหอก เป็นอาวุธอย่างละพัน ทั้งยังมีสังข์ จักร ธนู ขวานและโล่ด้วย เวลาโกรธของเรานี่รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวมาก มิน่าล่ะเวลาคนโกรธจึงว่ากันว่า ตีหน้ายักษ์ออกงิ้ว เราก็อย่างนั้นแหละ ตอนนั้น ระงับอารมณ์ไม่ได้ก็แผลงศรยิงพระทักษะศีรษะขาดกระเด็นไปเลย เทวดามาขอโทษแทน เมื่อเราหายโมโห จึงให้เอาหัวแพะมาต่อแทนพระทักษะจึงมีศีรษะเป็นแพะอยู่ทุกวันนี้ แพะนี่รับบาปมาเรื่อยตั้งแต่สมัยเรายังหนุ่มแล้วล่ะ อ้อ...ลืมบอกไปว่าตอนที่รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวนั้นเขาเรียกเราว่า พระวีรภัทร”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:12:16 »


(พระอิศวร-ต่อ)

เรื่องของท่านมีมากเหลือเกิน เก็บมาเล่าเป็นปีก็คงไม่หมด อยากจะขอให้สรุปสั้น ๆ ว่าเมื่อใดท่านประทานพรและเมื่อใดท่านสาปแล้วท่านเลือกผู้ที่ท่านให้และท่านสาปอย่างไร
          “ไม่ยาก ถ้าคุณดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ เราก็ไม่ยุ่งกับคุณ ถ้าคุณบำเพ็ญตบะ ทรมานกายใจด้วยความอดทนจนเราเห็นใจ อยากได้พรอะไรเราก็ให้ ถ้าให้ไปแล้วไปใช้ในทางที่ผิด เราก็ส่งมือปราบไปจัดการเอง ส่วนเรื่องที่สาปแช่งนั้น ธรรมดาเราไม่ชอบ เพราะไม่ใช่นักการเมืองแต่ถ้ามาทำให้เราโกรธ เช่น กำลังจู๋จี๋กับพระอุมาแล้วมาแอบดูจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องคำสาปเราได้ อย่างราชาอิลราชนั่นไง กลายเป็นผู้หญิงไปเลย จนแต่งงานกับพระพุธ มีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง จึงพ้นคำสาป ไม่ทราบว่าเราตอบคำถามคุณหมดไหม...”
          พระอิศวรทรงยกข้อพระหัตถ์ขึ้นมาดูเวลา  พระอิริยาบถกระสับกระส่าย ผู้สัมภาษณ์จึงถามคำถามสุดท้าย

ทำไมเครื่องหมายบูชาแทนองค์พระอิศวร จึงเป็นศิวลึงค์
          “ศิวลึงค์หมายถึงการอุบัติหรือการเกิดใหม่ การบูชาศิวลึงค์ไม่ได้บูชากันทั่วไปหรอก พวกไศวะซึ่งเขียนไศวนิกายเป็นต้นคิดในเรื่องนี้ เพราะถือว่าพระศิวะเป็นเทพผู้สร้าง ผู้ให้ และเป็นผู้กำหนดชีวิตของชาวโลก ศิวลึงค์เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างและการให้  ก็เลยบูชากันมา พระอุมาก็เหมือน กัน นี่ก็โทรศัพท์มาเตือนแล้ว เราต้องไปก่อนละ เดี๋ยวแม่หงุดหงิดขึ้นมาอาละวาดเดือดร้อนกันไปหมด ไปก่อนนะ สวัสดี...”

          พระอิศวร เสด็จไปแล้ว แม้ยังมีปัญหาที่น่าถามอยู่อีกมาก แต่ผู้สัมภาษณ์ก็เห็นว่า พระองค์ยังเกี่ยวข้องกับเทวดาองค์อื่น ๆ อยู่อีกมากหลาย ถ้าเรื่องราวไปเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์เทวดาองค์ต่อ ๆ ไป ผู้สัมภาษณ์ก็จะนำเรื่องราวพระอิศวรมากล่าวไว้ตามสมควร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:26:17 »


          มหาเทพองค์ต่อมา ที่ได้เข้าเฝ้าขอสัมภาษณ์คือ พระพรหม พระผู้สร้าง



พระพรหม

          เมื่อขอทราบประวัติความเป็นมาของท่านมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่พระทัยดีท่านนี้ ท่านก็เมตตา และกรุณาที่จะเล่าให้ฟัง พร้อมทั้งแสดงมุทิตา ว่าถ้าถูกตำหนิติเตียนหรือนิยมชมชอบประการใดก็ให้ทำใจอุเบกขา อย่าไปหวั่นไหวต่อคำนินทาหรือสรรเสริญทั้งหลายทั้งปวง นั่นคือหลักธรรมของพระพรหม ที่เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ อันเป็นธรรมะของผู้หลักผู้ใหญ่ และครูบาอาจารย์โดยทั่วไป

ต่อไปนี้เป็นพระประวัติตรัสเล่าของพระพรหม
          “เราคือผู้เกิดเอง...ศาสนาพราหณ์เขาเชื่ออย่างนั้น จึงมีผู้เรียกว่า ‘สยมภู’ หรือ ‘อาตมภู’ ซึ่งนามแรกบางตำราก็ยกให้เป็นชื่อพระอิศวรสหายเรา...
          แรกทีเดียว เราเกิดเป็นไข่ในองค์พระปรพรหมซึ่งเป็นพรหมไม่มีรูป (อรูปพรหม) เรียกไข่ของเราว่า ‘พรหมาณฑะ’ หรือ ‘ไข่โลก’ พอไข่แตกออกมาเป็น ๒ ซีก มีเราอยู่ภายใน จึงเรียกว่า ‘พระพรหม’ เปลือกไข่นั้น พระปรพรหมเอาซีกบนทำเป็นท้องฟ้า ส่วนซีกล่างทำเป็นแผ่นดิน...
          อ้อ–ไข่ใบนี้บางคนบอกว่าเป็นไข่ทองเลยเรียกชื่อเราว่า ‘หิรัณยครรภ์’ ด้วย เคยอ่านเรื่องของเราในหนังสือ ‘พระเป็นเจ้าของพราหมณ์’ พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๖ ไหม ท่านทรงว่า เรานี้เกิดมาจากดอกบัวหลวง ซึ่งผุดขึ้นจากนาภีพระนารายณ์ คัมภีร์พรหมาปุราณะกลับกล่าวว่า พระพรหมา หรือ พระอาปวะ ได้แบ่งพระองค์เป็น ๒ ภาค ชาย ๑ หญิง ๑ แล้วสร้างพระนารายณ์ขึ้นจากภาคทั้งสองพระนารายณ์สร้างพระวิราชซึ่งสร้างพระมนู บิดาแห่งมนุษย์ทั้งหลาย นั่นหมายความว่าเมื่อพระวิราชมาจากพระนารายณ์ พระนารายณ์มาจากพระพรหม สรุปได้ไหมว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์...
          เราเคยสร้างนางองค์หนึ่งคือ สรัสวดี หรือ ศตรูปา ให้มาช่วยสร้างมนุษย์ สัตว์ เทวดา อสูร และพืชพรรณต่าง ๆ ในโลก เรื่องนี้มีบันทึกอยู่ ณ มัสยบุราณคัมภีร์ แต่ในคัมภีร์ที่เขาให้พระนารายณ์เป็นใหญ่ คือ วราหยุราณะ ว่าเรา–พระพรหมธาดา–เกิดจากดอกบัวที่เกิดจากนาภีของพระนารายณ์ขณะบรรทมหลับอยู่เหนือพระอนันตนาคราชณเกษียรสมุทร แล้วพระพรหมจึงได้สร้างมนุษย์และสิ่งทั้งหลายในสกลโลก
          ฟังแล้วสับสนไหม มันเป็นธรรมดาที่จะต้องสับสน เพราะเราเป็นผู้สร้างมนุษย์และสัตว์ ซึ่งเราบอกกำเนิดของสิ่งเหล่านั้นให้คนอื่นฟังได้แต่ บอกเรื่องราวของตนเองไม่ได้ เพราะไม่มีใครเล่าให้ฟัง คนเกิดก่อนเราไม่มี พยายามเข้าฌานดูก็พบแต่ความว่างเปล่าในสกลโลก เมื่อเราเองเกิดมารุ่น  แรก ๆ ก่อนการสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในโลกรายละเอียดต้องสับสนอย่างที่ว่า
          เราเคยเห็นมีผู้เขียนไว้ในคัมภีร์ ปัทมบุราณะ ว่าเมื่อพระพิษณุจะสร้างโลก ก็แบ่งพระองค์ออกเป็น ๓ ภาค ภาคพระปรัศว์เบื้องขวา คือ พระพรหม พระปรัศว์เบื้องซ้ายสร้างพระองค์เองคือ พระพิษณุ ส่วนบั้นกลางพระองค์สร้างเป็นพระศิวมหากาฬ พระพิษณุหรือพระนารายณ์ปางนี้เรียกว่า ตรีมุรติ
          เอาละ เราจะมีความเป็นมาอย่างไรก็ตาม เราก็เป็นพระพรหมผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ สัตว์ เทวดา และอสูร ตลอดจนพืชพรรณทุกชนิดมาไว้ให้มนุษย์และสัตว์ไว้ทำลายอย่างที่เห็น ๆ อยู่นั่นแหละ
          เรื่องราวของเราไม่ค่อยสนุกตื่นเต้นเหมือนเทพองค์อื่นหรอก เพราะ เราเป็นหนึ่งในมหาเทพทั้งสาม เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากสรรพสัตว์ จึงไม่มีเทวดาหรือมนุษย์เอาเรื่องของเราไปเล่าลือกันเล่น ๆ ไม่ว่าจะยกย่องหรือเสื่อมเสีย มีอยู่คราวหนึ่งที่เขาแกล้งให้เราทะเลาะกับพระอิศวร เล่าว่าเดิมเรามีถึง ๕ เศียร แต่ไปสบประมาทพระอิศวรเข้าพระอิศวรจึงใช้พระเนตรดวงที่ ๓ บันดาลด้วยฤทธิ์เผาเศียรพระพรหมไหม้เป็นจุณไปเศียรหนึ่ง เหลืออยู่เพียง ๔ เศียรอย่างที่ใคร ๆ รู้ เราไม่อยากจะให้เป็นเรื่องแค้นเคืองกันกับพระอิศวร จึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องจริงหรอก เพราะเรามีเพียง ๔ กร จะให้มี ๕ หน้าได้อย่างไร ๔ หน้านี่ก็หลบเจ้าหนี้ไม่ไหวแล้ว”
          ด้วยสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยความเมตตาธรรม พระพรหมทรงเล่าถึง   พระกำเนิดของพระองค์เองอย่างยืดยาว สรุปได้ว่าไม่มีใครทราบแน่แม้แต่พระองค์เอง เอาเป็นว่าเป็นพระผู้เกิดเองและทรงสร้างสรรพสิ่งในสกลจักรวาลก็แล้วกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:27:59 »


(พระพรหม-ต่อ)

          ลักษณะทั่ว ๆ ไป พระพรหมาหรือพรหมธาดา หรือ พระพรหมนี้ มี สี่เศียร แปดกรรณ เรียกว่า อัษฏกรรณ มีสี่กร (บางแห่งว่ามีแปด) ถือธาร พระกร ช้อน หม้อน้ำ และคัมภีร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์การสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง รูปกายสีแดง มีมเหสีชื่อ พระสรัสวดี มีพาหนะ คือ หงส์ แต่รูปบูชาที่ปรากฏทั่วไปในเมืองไทย พระพรหม มีทั้งสีแดง และสีขาว หรือบางแห่งก็เป็นสีทองตามวัสดุที่หล่อ ส่วนพระหัตถ์จะถือดอกบัว คัมภีร์ หม้อน้ำ และสร้อยประคำ บางรูปอาจจะถือไม้เท้า คัมภีร์ หม้อน้ำ และ ถาด สำหรับอามิสพลี
          พระพรหมนี้ถ้าสิ้นอายุจะถึงคราวมหาประลัยโลกธาตุทั้งหลายจะ  สูญสิ้นหมด บรรทมหลับครั้งละกัลป์ พอสร้างโลกก็บรรทมหลับ ตื่นขึ้นมาก็สร้างใหม่
          เมื่อทูลถามเกี่ยวกับพระมเหสี หรือพระนางสรัสวดี ว่าในฐานะที่เป็นพรหมน่าจะหลุดพ้นจากกามตัณหาแล้ว มีมเหสีไว้ทำไม พระพรหมทรงอธิบายว่า
          “คำว่าพรหมมี ๒ พวก พรหมหนึ่งเป็นพรหมของพราหมณ์ พรหมหนึ่งเป็นพรหมของพุทธ พรหมพราหมณ์ก็คือเรา พรหมพุทธนั้นเป็นผู้ประกอบคุณความดีรักษาศีลบริสุทธิ์ พ้นจากกามภูมิไปสู่รูปภูมิ และอรูปภูมิ ถ้าคุณอ่านไตยภูมิกถา ก็คงทราบแล้วอย่าสับสนกันซี พรหมของพราหมณ์ก็คงหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่แถว ฉกามาพจรสุขสวรรค์ ของทางพุทธนี้เอง เพราะเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ก็อยู่แถวนี้ทั้งนั้น เราเป็นผู้สร้างก็จำเป็นต้องมีพระสรัสวดีอยู่ไม่งั้นสร้างไม่ได้ ยังไม่หลุดพ้นไปเช่นพรหมของชาวพุทธ ซึ่งมี รูปพรหม ๑๖ ชั้น และ อรูปพรหม ๔ ชั้นอยู่พรหมโลกโพ้น เป็นพรหมที่ไม่มาเวียนว่ายเกี่ยวข้องอยู่ในโลกสงสารแห่งนี้แล้ว”

ก็หมายความว่า ท่านไม่ใช่พรหมเดียวกับสหัมบดีมหาพรหม ที่ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า
          “ไม่ใช่แน่นอน เพราะเราเกิดมาก่อนพระพุทธเจ้าของคุณนานมาก ท่านสหัมบดีมหาพรหมนั้นสถิตในพรหมโลก อาราธนาพระพุทธเจ้าให้ประทานพระธรรมเทศนา เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง ดังคำอาราธนาว่า
          พรหมา จโลกา ธิปติ สหัมปติ กัตอัญชลี
          อันธิวรัง อยาจถ สันตีธ สัตตาปปรชักขชาติกา
          เทเสตุ ธัมมัง อนุกัมปิมัง ปชัง”

กับกบิลพรหม เกี่ยวข้องกันอย่างไร
          “รายนี้เป็นพวกพรหมของพราหมณ์เหมือนกับเรา แต่คนละพรหม เราคือพรหมธาดา ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กบิลพรหมเป็นพรหมตระกูลหนึ่งที่เราสร้างไว้ มีสี่พักตร เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นมหาเทพ จึงยังข้องเกี่ยวกับกิเลสพนันอยู่ อิจฉาตาร้อนและอวดรู้ถึงกับไปพนันกับธรรมบาลเทพบุตร ที่ไปเกิดเป็นธรรมบาลกุมารในโลมนุษย์แล้วก็แพ้ต้องตัดเศียรตนเอง ให้ลูกสาวแห่ในวันสงกรานต์”

ท่านเป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ทำไมจึงให้พรแก่คนพาล
          “คุณคงหมายถึงพวกยักษ์พวกมารมาขอพรให้มีฤทธิ์วิเศษกระมัง เรื่องนี้เราขัดไม่ได้ เพราะเราประพฤติในพรหมวิหารอันมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แม้ขาดข้อใดข้อหนึ่ง จะเป็นพรหมไม่ได้ ที่นี้ผู้ตั้งความเพียรบำเพ็ญตบะกรรม หรือ ยัญญกรรมอย่างมั่นคงแล้ว มาขออะไรจากเราจะไปขัดเขาได้อย่างไร ความเพียรในการบำเพ็ญตบะนั้นมีอานุภาพมาก เพราะเป็นการทำความดีอันยิ่งใหญ่ เราก็ให้พรแก่ความดีอันนี้ ส่วนเมื่อเขาได้พรไปแล้ว จะไปทำชั่วหรือทำผิดคิดร้ายอะไรก็เป็นเรื่องของเขา...
          “คุณไม่ต้องดูอื่นไกล ข้าราชการผู้มีอำนาจวาสนาในปัจจุบันนี้ ทุกคนไต่เต้าขึ้นมาด้วยความเพียรและความดีของตนเอง จึงได้ตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น นั่นเป็นผลจากอดีต เมื่อมีอำนาจแล้วก็ใช้อำนาจไปรังแกคนอื่น หรือเบียดเบียนคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตนอย่างนี้ก็มีมาก ไม่ต่างกับพวกยักษ์มารที่มาขอพรเราไปเท่าไรหรอก...
          “พ่อแม่เป็นพรหมของลูก หัวหน้าเป็นพรหมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ครูอาจารย์เป็นพรหมของศิษย์ บุคคลเหล่านี้ต้องทำตัวเสมือนพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อย่าให้ขาดไปแม้แต่ข้อเดียว โลกจึงจะสงบสุข”
         
อยากทราบว่าท่านจะสร้างสิ่งต่าง ๆ อยู่นานเท่าใด ไม่เกรงการล้นโลกจักรวาลหรอกหรือ
          “เรามีอายุอยู่ได้ ๑๐๐ ปีแห่งพรหมโลก เพราะฉะนั้น เราก็สร้างได้เรื่อย ๆ ถ้าสิ้นอายุของเราก็ถึงคราวมหาประลัย โลกธาตุทั้งปวงแม้ตัวพระพรหมเองก็สูญสิ้นหมด แต่โลกที่เราสร้างให้คุณอยู่นี้มีอายุเพียงวันเดียวของเราเท่านั้นหรอกนะ วันหนึ่งของเราที่เรียกว่า กัลป์ นั้นเป็นเวลา ๑๒ ล้านปีสวรรค์ ปีสวรรค์หนึ่งเท่ากับ ๓๖๐ ปีมนุษย์ ดังนั้นโลกของคุณจะมีอายุ ประมาณ ๔,๓๒๐ ล้านปีเท่านั้นเอง คุณกลัววันมหาประลัยไหม
          “ยังชอบตัวเลขอยู่หรือเปล่า ถ้าชอบจะบอกต่อไปว่า กัลป์หนึ่งแบ่งเป็น ๑,๐๐๐ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่ามหายุคหนึ่ง และมหายุค แบ่งเป็น ๔ ยุค คือ กฤตายุค ๔,๘๐๐ ปีสวรรค์ ไตรดายุค ๓,๖๐๐ ปีสวรรค์ ทวาปรยุค ๒,๔๐๐ ปีสวรรค์ และกลียุค ๑,๒๐๐ ปีสวรรค์ ขณะนี้โลกของคุณกำลังจะเข้าสู่กลียุค โดยจะเริ่มกลียุคในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เมื่อสิ้นกลียุคก็จะเกิดไฟประลัยกัลป์เผาผลาญทั่วโลกธาตุ พระพรหมก็จะตื่นนอนขึ้นมาสร้างโลกใหม่แล้วก็หลับต่อ ไปตื่นเอาตอนที่โลกถูกทำลายแล้วก็ตื่นมาสร้างอีก จนกว่าเราจะสิ้นอายุขัย...
          “ที่ว่ากลัวอะไร ๆ มันจะล้นโลกน่ะหรือ ไม่ต้องกลัวหรือ เรามีสหายอีก ๒ องค์ คือ พระอิศวร และพระนารายณ์ ซึ่งเป็นผู้ให้และผู้ทำลาย พระนารายณ์จะช่วยทำลายสิ่งที่เราสร้างขึ้นแล้วพ้นความจำเป็น หรือถ้าคนมาก นักก็จะบันดาลให้เกิดสงครามใหญ่เสียทีหนึ่ง เช่นนี้เป็นต้น”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:29:57 »


(พระพรหม-ต่อ)

ท่านเป็นผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์ใช่ไหม
          “ไม่เลย เราสร้างเท่านั้น ที่เรียกว่า พรหมลิขิต หรือ พรหมเรขา นั้น มีผู้เชื่อว่าพระพรหมเขียนไว้ที่หน้าผากของเด็กตอนเกิดมาได้ ๖ วัน กำหนด ความเป็นไปของชีวิตเด็กคนนั้น แต่ความจริงไม่ใช่เราคนเดียว ยังมีองค์ประ กอบอื่นอีกมาก”

นอกจากพระนาม “พรหม” แล้ว จะเรียกท่านได้ในนามใดอีก
          “มีมากทีเดียวแหละคุณเอ๋ย เป็นต้นว่า
          พระธาตา หรือ ธาดา หรือ พรหมธาดา ในฐานะผู้สร้าง
          พระอาตมภู           ผู้เกิดด้วยตนเอง
          พระประชาปติ หรือ ประชาบดี   ผู้เป็นใหญ่เหนือชาวโลก
          พระหิรัณยครรภ          ผู้เกิดจากไข่ทอง
          พระจตุรมุข          ผู้มีสี่พักตร์
          พระโลเกษ          ผู้เป็นเจ้าโลก
          พระกมลาศน์          ผู้นั่งบนดอกบัวหลวง
          พระปรเมษฐ์          ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์
          พระอาทิกวี          ผู้เป็นกวีแรก
          พระสนัต          ผู้เก่าแก่
          พระปิตามหา          ผู้พ่อใหญ่
          และคำที่แสดงว่าเป็นผู้สร้าง เช่น วิธิ เวธา รุท หิณ สรัษฎก วิธาดา เป็นต้น

          มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ มีหน้าที่เป็นผู้สร้างมีรายละเอียดในเรื่องราวของท่านมากเหลือเกินเป็นมาแต่เนื้อ ๆ ก็มีมากมาย ถ้าหากเข้าไปถึงเกร็ดปลีกย่อยแล้วจะมากยิ่งขึ้นเพียงใด แต่ท่านบอกแล้ว่า “พระพรหม” ไม่ใช่จะเป็นมหาเทพที่ใครจะมาแต่งเรื่องล้อเล่นได้ง่าย ๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:44:04 »


          คณะผู้สัมภาษณ์ได้เฝ้าสัมภาษณ์พระอิศวรกับพระพรหมไปแล้ว คราวนี้จึงดำดิ่งลงไปสู่ทะเลน้ำนม หรือ เกษียรสมุทร เพื่อไปเฝ้า พระพิษณุหรือพระนารายณ์ ซึ่งบรรทมอยู่ที่แท่นพระอนันตนาคราช แวดล้อมด้วยพระลักษมีและสนมกำนัลนับโกฏิ เราได้ทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าแล้ว จึงไม่เป็นการยากที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ




พระนารายณ์

เริ่มแรกก็ขอทราบเกี่ยวกับความเป็นมาของพระนารายณ์ตามระเบียบ
          “เราเกิดที่สวรรคโลก ไม่ใช่สุโขทัยนะ สวรรคโลกที่ว่านี้เป็นโลกของเทวดา พ่อแม่ไม่ปรากฏเช่นเดียวกับสหายทั้งสองคือพระพรหมและพระอิศวร ใครนับถือพระพรหม ก็ให้เราแบ่งภาคมาจากพระพรหม ใครนับถือพระอิศวรก็ให้พระอิศวรสร้างเราขึ้นมา ถ้าใครนับถือเราก็ให้เราเป็นหนึ่งแล้วแบ่งภาคเป็นพระอิศวรและพระพรหม โดยให้เราเป็นเจ้าโลก สร้างโลกขึ้นมาจากการย่างสามขุม ขุมแรกได้แผ่นดิน ขุมต่อมาก็ได้สวรรค์ และขุมที่ ๓ เป็นบาดาล ไม่ใช่ขุมนรกหรอกนะ...
          “ตำนานนี้บอกว่าเราสร้างโลกขึ้นในน้ำแล้วเกิดดอกบัวขึ้นจากนาภี (ท้อง) ที่ดอกบัวนี้มีพระพรหมเกิดขึ้น และเราเองเป็นผู้แบ่งภาคเป็น ๓ คือ สร้างพระพรหมจากเบื้องซ้าย สร้างพระนารายณ์จากเบื้องขวา และสร้างพระศิวะจากกลางองค์ มอบหน้าที่พระพรหมเป็นผู้สร้าง พระนารายณ์เป็นผู้สงวนรักษา และพระศิวะเป็นผู้ทำลายล้าง ฉะนั้นผู้ศรัทธาในพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง ควรบูชาทั้ง ๓ องค์ อย่าให้น้อยหน้ากัน...
          “เราไม่อยากเป็นใหญ่คนเดียว แต่คัมภีร์ไวษณวนิกาย ให้เราใหญ่ที่สุด คัมภีร์ไศวนิกายยอมให้พระศิวะใหญ่ จนเราเองต้องเกิดมาจากพระศิวะ และพวกนี้เองทำให้เราทำงานตามเทวโองการของพระศิวะทั้งสิ้น”

ได้ทราบว่าบางตำนานให้ท่านเป็นเพียงเทวดาเบ็ดเตล็ด
          “ไม่ตกต่ำถึงขนาดนั้นหรอกคุณ ก็มีในฤคเวทนั่นแหละให้เป็นเพียงองค์กำลังของดวงตะวัน ในยุคไตรเพท ยกขึ้นมาเป็นสหายกับพระอินทร์ แต่ให้พระอินทร์ใหญ่กว่า จนมาถึงยุคปุราณะ เราจึงได้เป็นใหญ่ขึ้น”

ท่านได้อำนาจยิ่งใหญ่ขึ้นมาด้วยวิธีใด
          “ก็ปฏิวัติซี–เอ๊ย ไม่หรอก ราชรถมาเกยน่ะ คืออย่างนี้ ดินแดนแห่งชมพูทวีปนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก ทิศเหนือกินอาณาเขตถึงภูเขาหิมาลัย หรือเขาไกลาส ซึ่งเป็นถิ่นที่สถิตแห่งพระศิวะ ทิศใต้จดอาณาจักรแห่ง มหาสมุทรอินเดีย เลยมาถึงเกษียรสมุทรที่เราครองอยู่นี่ ส่วนตอนกลางชมพูทวีปนั้นท่านพระพรหมผู้เป็นใหญ่ปกครองอยู่ แต่เดิมเราทั้ง ๓ ก็ต่างมีบารมีอยู่ในส่วนของตน เมื่อถึงยุคปุราณะ พวกเราจึงมาเจรจารวมตัวเป็นสหพันธ์อาณาจักรสวรรค์ปกครองร่วมกัน แล้วแบ่งหน้าที่กันดูแลชมพูทวีป โดยให้พระพรหมเป็นผู้สร้าง พระอิศวรเป็นผู้ล้าง และเราเป็นผู้รักษา ซึ่งก็ทำให้เกิดความสงบสุขเรื่อยมาจนปัจจุบัน”

ขอทราบเรื่องเกี่ยวกับการอวตาร
          “เป็นการถามถูกจุด เพราะการเป็นมหาเทพไม่มีเรื่องสนุกต้องกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ผจญภัยอย่างสามัญชน แต่มีอำนาจแฝงแห่งเทวดาคอยช่วยเหลือเมื่อถึงคราวจำเป็น การอวตารก็คือการแบ่งภาคมาเกิดในโลกมนุษย์หรือลงมาเกิดทั้งตัว ทั้งคณะ ทั้งนี้แล้วแต่เป้าหมายของงานที่จะลงมาทำ ถ้า งานใหญ่ใช้คนมากอย่างคราวที่เป็นพระรามนั่น เรายกพวกไปหมดเลยทั้งแท่นที่ประทับทั้งพระลักษมีทั้งปราสาทไวกูณฐและอาวุธประจำกายทั้งหมด”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:47:01 »


(พระนารายณ์-ต่อ)

ท่านคงเคยอวตารบ่อย ๆ
          “ก็ไม่บ่อยนัก ขึ้นอยู่กับทางโลกมนุษย์ ถ้าเกิดกลียุคก็ลงไปที เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาที่สำคัญ ๆ ๑๐ ปาง ก็แล้วกัน จะเรียงลำดับให้ฟัง
          ปางที่ ๑ มัตสยาวตาร หรือ มัจฉาวตาร คืออวตารเป็นปลาเพื่อปราบ สังขอสูร หรือ หัยครีพอสูร ซึ่งลักคัมภีร์พระเวทของพระพรหมธาดาที่ไหลออกจากพระโอษฐขณะบรรทมหลับ และช่วยฤษีเจ็ดตนในคราวน้ำท่วมโลก
          ปางที่ ๒ กูรมาวตาร หรือ กัจฉาปาวตาร ได้อวตารมาเป็นเต่าใหญ่ปราบอสูรมัจฉา ซึ่งคิดทำลายแผ่นดินตรงที่ตั้งเขาพระสุเมรุ แต่บางตำนานบอกว่า ปางนี้เราเป็นเต่าหนุนเขาพระสุเมรุขณะที่เทวดาและอสูรกวนน้ำ อมฤต
          ปางที่ ๓ วรหาวตาร ปางนี้อวตารเป็นหมูป่า ไปปราบหิรันตยักษ์ ซึ่งจะม้วนแผ่นดินทั้ง ๔ ทวีปไปทิ้งบาดาล หมูป่าก็ไปไล่ขวิดอสูรตนนี้เพื่อรักษาโลกไว้ให้คงอยู่ เรื่องนี้ในรามเกียรติ์ก็กล่าวถึงไว้เหมือนกัน
          ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร คืออวตารเป็นนรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์) ไปปราบหิรัณยกศิปุยักษ์ที่ตั้งตัวเป็นพระผู้เป็นเจ้าก่อทุกขภัยให้แก่เทวโลก
          ปางที่ ๕ วามนาวตาร  หรือ ทวิชาวตาร  คือคราวที่อวตารมาเป็นพราหมณ์ค่อมเตี้ย เพื่อปราบท้าวกรุงพลีหรือตาวันตอสูร ซึ่งอสูรตนนี้ได้ขอแผ่นดินสามโลกจากพระเจ้า เมื่อได้รับพรแล้วก็รังแกทั้งมนุษย์ สัตว์ และเทวดาจนเดือดร้อนไปทั่ว
          ปางที่ ๖ ปรศุรมาวตาร คือ อวตารเป็นพระรามปรศุ หรือรามสูรถือขวานไปปราบอสูรชื่อ อรชุน (การตวิรยะ) ซึ่งรังแกพวกพราหมณ์
          ปางที่ ๗ รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร ก็คืออวตารมาเป็นพระราม หรือพระรามจันทร์ที่มาปราบทศกัณฐ์ ยักษ์อาธรรม์รังแกเทวดาและมนุษย์ หรือที่เรารู้จักดีคือรามเกียรติ์นั่นเอง
          ปางที่ ๘ กฤษณาวตาร อวตารเป็นพระกฤษณะ ไปปราบเจ้ากรุงพาณ หรือพาณาสูรในเรื่องอนุรุทธ อสูรตนนี้เรียกอีกชื่อว่า พญากงส์
          ปางที่ ๙ พุทธาวตาร อวตารมาเป็นพระพุทธโคตมะ หรือพระพุทธเจ้าปราบวัสดีมาร และประทานธรรมะแก่โลก คือพระพุทธเจ้าของพวกคุณนี่แหละ
          ปางที่ ๑๐ กัลกิยาวตาร ปางนี้ยังไม่อวตารแต่คาดเอาไว้ก่อนว่าเมื่อเกิดกลียุคขึ้นมา โลกเดือดร้อน ก็จะเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาปราบ แล้วนำให้โลกมีความสุข เป็นการสิ้นสุดแห่งกลียุคก็คงจะเป็นยุคพระศรีอาริย์
          เป็นไงน่าสนุกน่าสนใจไหม ว่าง ๆ คุณหาโอกาสเล่าเรื่องปางต่าง ๆ ของเราซี เขียนได้อีกหลายปีเชียวละ”
         
น่าสนใจดี แต่ก็ยังสงสัยว่าท่านเคยอวตารเป็นนางฟ้าปราบนนทุก
          “อย่างนั้นเราไม่นับ เพราะการเป็นนางฟ้าหรือนางเทพอัปสรนั่นยังอยู่ในสวรรค์ และการมาปราบนนทุก ก็ใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ไม่ถึงหนึ่งชีวิต และนนทุกก็ทำงานอยู่บนสวรรค์เชิงเขาไกลาสตรงบันไดจะขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรกัน เราจึงไม่นับว่าเป็นปางแต่อย่างใด แต่เรื่องนี้ก็เป็นปางหลังของเรื่องรามเกียรติ์ที่คุณ ๆ รู้จักดี”

ที่กล่าวว่าพระวิษณุมีมเหสีถึง ๓ องค์
          “มีเรื่องเล่ามาเหมือนกัน เราก็เคยได้ยินและสงสัย เพราะพระสรัสวดี และพระคงคา ก็เคยใกล้ชิดเราทั้ง ๓ องค์ รวมทั้งพระลักษมีต่างมีศักดิ์และศรีเท่าเทียมกัน จึงมีทิฐิต่อกัน ต้องจับแยกกัน องค์หนึ่งถวายพระพรหม และองค์หนึ่งถวายพระอิศวร...
          “ทำไมเรื่องเป็นอย่างนี้ได้ก็ไม่รู้ ที่จริงพระสรัสวดี นั้นทางอินเดียเขาว่าเป็นลูกสาวพระพรหม ไม่ใช่มเหสี มเหสีพระพรหมคือนางสาวิตรี แต่มาถึงเมืองไทย พระสรัสวดีกลายเป็นมเหสีพระพรหมไป ความเลอะเลือนต่างๆ เป็นเหตุให้วุ่นวายไปหมดด้วยประการฉะนี้”

เกี่ยวกับที่ประทับและอาวุธที่ทรง
          “วิมานเราเป็นแก้วมณี ชื่อ ไวกูณฐ์ มีเขตวัดโดยรอบได้แปดหมื่นโยชน์ ตั้งอยู่ ณ เกษียรสมุทร มีอนันตนาคราช เป็นบัลลังก์ ที่ประทับเป็นดอกจงกลนี มาพาหนะ คือ พระยาครุฑ...
          “ใคร ๆ จะเขียนรูปเราเหมือนอย่างมนุษย์เป็นบุรุษหนุ่ม สีกายสีนิลแก่ หรือเขียวจนคล้ำ แต่บางทีก็เปลี่ยนไปแล้วแต่ยุค คือ กฤตายุคเป็นสีขาว ไตรดายุคเป็นสีแดง ทวาปรยุคเป็นสีเหลือง และกลียุคเป็นสีดำ มีสี่มือ ถือ สังข์ จักร คฑา ธรณี...”

ไหนว่าทรงตรี คทา จักร สังข์
          “เถียงกันไปก็ป่วยการ เราเป็นคนถือย่อมรู้ดีซิ สังข์ มีชื่อว่าปัญจชันยะ จักร ชื่อ สุทรรศน์ หรือวัชรนาภ คทา ชื่อเกาโมทกี และ ธรณี เป็นดอกบัวหลวง...
          “มีอาวุธสำรองอีก ๒ อย่าง คือ ธนูศร ชื่อ ศารนคะ และ พระขรรค์ ชื่อนนทก ตำราบางเล่มเลยบอกว่า มีอาวุธ ๕ อย่าง คือ สังข์ จักร คทา ธนู และขรรค์ ไม่รู้ว่าจะเอามือไหนถือ”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 868



« ตอบ #24 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2007, 02:48:41 »


(พระรารายณ์-ต่อ)

นามอื่น ๆ ของท่าน
          “เราผู้มีชื่อนับพัน เรียกกันว่า สหัสรนาม ถ้าใครท่องได้ทั้งหมดจะถือว่ามีบุญมาก เป็นมนตรีสำคัญ แต่ถ้าจะบอกไปให้ครบตอนนี้ เดี๋ยวใคร ๆ จะ ท่องเอา กลายเป็นผู้มีบุญเสียหมด เอาไปสักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ คือ ๑๐ ชื่อ  ก็ พอนะ...”
          พระวิษณุ พระพิษณุ หรือ พระหริ หมายถึงผู้สงวน
          พระไวกูณฐนาถ          หมายถึงผู้เป็นจอมไวกูณฐ์
          พระเกศวะ          พระผู้มีผมอันงาม
          พระลักษมีบดี          สามีนางลักษมี
          พระอนันตไศยน          ผู้นอนบนอนันตนาค
          พระวิษวัมวร          ผู้คุ้มครองโลก
          พระชลไศยิน          ผู้นอนในน้ำ
          พระนารายณ์          ผู้กระดิกในน้ำ
          พระปัทมนาภะ          ผู้มีสะดือเป็นดอกบัว
          พระจักรปาณี          ผู้ถือจักร
          “สิบชื่อนี้ก็ให้จำได้ก่อนเถิดนะ ว่าง ๆ จะบอกเพิ่มอีก ๙๙๐ ชื่อเศษ”
         
          เหนื่อยเหลือเกิน เพราะเรื่องราวของมหาเทพแต่ละองค์มีมากมาย เนื่องจากท่านต้องแบกภาระโลกทั้งสามไว้อย่างเต็มที่ ผู้ที่มั่นคงในพระนารายณ์ บูชาพระนารายณ์อยู่เนืองนิจ จะพ้นจากอำนาจของพระยมได้ ดังคำในโองการแช่งน้ำ กล่าวไว้ว่า
          “โอม สิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่นแกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคทาธรณี ภีรุอวตาร อสุรลาญ แลงทัก ททักคนัจรนาย แทงพระแสงศร ปลัยวาต...”
          นี่แล คือ พระนารายณ์ หรือ พระหริ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal