ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
มิถุนายน 20, 2013, 17:31:29
92,964 กระทู้ ใน 7,454 หัวข้อ โดย 8,964 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: tummadamon
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  Lifestyle แบบพอเพียงเพื่อต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 [3]
ผู้เขียน หัวข้อ: Lifestyle แบบพอเพียงเพื่อต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน  (อ่าน 34191 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #50 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2008, 11:25:49 »



Slow Living - “ชีวิตแช่มช้า” ความสมบูรณ์ที่หล่นหาย



นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ผู้เขียนบทความเรื่อง “เพราะอะไรถึงต้องช้า”
ของสถาบันต้นกล้า หนึ่งในสมาชิกกลุ่มจิตต์วิวัฒน์
ได้ให้ทราบความหมายของSlow living อย่างลึกซึ้ง

   “ปัจจุบันเราเป็นโรคความเร่งรีบ หรือ Hurry sickness syndrome
บางคนรีบจะไปไม่ทันจนรู้สึกหายใจหอบ หัวใจเต้นเร็ว แขนขาหมดแรง
ไม่ค่อยมีแรง ใจหวิวๆ แล้วโรคต่างๆ ก็ตามมา

ความเร็วไม่ใช่ไม่ดี แต่ปัจจุบันนี้เป็นความเร็วที่สับสน
เราลืมมองประโยชน์ของความช้าบางอย่างไป
อย่างในยุโรป หรืออเมริกาก็เริ่มเห็นความสำคัญของความช้า
คือความช้าที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ทำอะไรช้า
แต่เป็นการใส่ใจรายละเอียดของชีวิตให้มากขึ้น”




   “การอยู่อย่างนี้ทำให้คลื่นสมองช้าลง
มีงานวิจัยพบว่าคลื่นสมองที่ช้าลงมีประโยชน์
ปัจจุบันนี้ เวลาเราตื่นนอนคลื่นสมองส่วนใหญ่จะเร็วมาก
เรียกว่าคลื่นเบต้า เป็นคลื่นที่มีความถี่สูงแสดงจิตสำนึกว่าเราตื่น
จิตที่ตื่นเป็นการทำงานของสมองเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ถ้าเราอยากให้สมองทำงานได้ดี ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมากขึ้น
เราต้องใช้ 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ
ซึ่งจะได้จากการที่เราทำให้คลื่นสมองเราช้าลง
อยู่กับความเป็นตัวเองให้มากขึ้น นั่นเป็นรายละเอียด
ซี่งสุดแท้แต่บริบทของแต่ละคน


อยู่ที่ใจเราก่อน พอเรากลับมาที่ใจได้
เราจะเห็นบริบทของเราชัดขึ้น จะทำอะไรนั่นเป็นรายละเอียด
แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าไม่ใช้รถยนต์ จะต้องใช้ชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้

เรากลับมาอยู่ที่ตัวเองก่อน
ร่างกายของเราช้าลงได้ ปริบทของชีวิตเราก็ช้าลงได้เอง
อยู่ข้างในเราเป็นแก่น



ส่วนวิธีการแต่ละคนไม่เหมือนกัน
slow living ของคนที่อยู่กรุงเทพฯ กับคนที่อยู่จังหวัดเชียงราย
ย่อมไม่เหมือนกัน
ถ้ามีแก่นเราก็ปรับใช้ได้ในความเป็นตัวเรา”


ทำอย่างไรให้ชีวิตช้าลง

หายใจให้ช้าลง โดยอยู่กับลมหายใจให้เต็มทั้งเข้าและออก
พยายามไม่ให้มีจุดบอดในลมหายใจ ภาวนาอย่างมีสติ
ขยายปัจจุบันขณะให้กว้างขึ้น (Expanding the now)
อยู่กับปัจจุบัน

ถ้าเราขยายอีกนิด สังเกตให้มากขึ้นอีก 2-3 วินาที
ช่วงเวลาจะขยาย เราก็เพียงดำรงอยู่กับเวลาขณะนั้น
ค่อยๆ ใส่ความผ่อนคลายในบางพื้นที่ของชีวิต
การใช้ชีวิตด้วยความผ่อนคลายจะทำให้มีความสุข



(จากนิตยสารชีวจิตฉบับที่ 233    16 มิถุนายน 2551),
ภาพจาก /www.bikeloves.com และจาก internet



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #51 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2008, 11:33:19 »



บ้านและไร่นา'ชีวิตพอเพียงที่ “ฟาร์มบางเบิด”
ของ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร


ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ประสูติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2426
เป็นโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศรวรฤทธิ
(พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กับเจ้าจอมมารดากลิ่น) และหม่อมสุภาพ

เสด็จไปศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ยังเยาว์
ครั้นสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการในกระทรวงพระคลัง
ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์และกรมฝิ่นตามลำดับ

...


 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสู่ขอเจ้าศรีพรหมา
ธิดาพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช
(เจ้าสุริยะ ณ น่าน) จากพระราชมารดา
และทรงจัดงานเสกสมรสพระราชทาน
แก่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เมื่อ พ.ศ.2459






เจ้าศรีพรหมา
อ่านเรื่องราวเจ้าศรีพรหมาเพิ่มเติมที่
http://www.arunsawat.com/board/
index.php?topic=4342.0

 ...
...


ต่อมาในปี พ.ศ.2463 หม่อมเจ้าสิทธิพร
กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ
เพื่อไปใช้ชีวิตที่ฟาร์มบางเบิดร่วมกับชายา
บุตรอายุ 4 ขวบ และธิดาอายุ 9 เดือน

ได้ทดลองปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์
แบบไร่นาผสมผสาน
และเผยแพร่ผลการทดลองผ่านหนังสือกสิกร

ระหว่างอยู่ที่ฟาร์มบางเบิด
ได้เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดช
ถูกต้องโทษเป็นผู้ร่วมก่อการต้องไปอยู่ที่เกาะตะรุเตานานกว่า 10 ปี
ครั้นพ้นโทษเมื่อชันษามากแล้วจึงกลับมาฟาร์มบางเบิด

 พ.ศ.2490-91 หม่อมเจ้าสิทธิพรทรงลงสมัครรับเลือกตั้ง
ได้เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตราธิการ

หม่อมเจ้าสิทธิพรทรงขายฟาร์มบางเบิด
ให้แก่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ พ.ศ.2502
ด้วยไม่มีกำลังดูแลไร่นาขนาดใหญ่ได้

พ.ศ.2510 รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขากสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และรับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ
จากมูลนิธิรามอนแมกไซไซ

นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ในการพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูง
ประถมาภรณ์ช้างเผือก และปฐมจุลจอมเกล้า


ม.จ.สิทธิพร ขณะบุกเบิกฟาร์มบางเบิด
ใช้ทั้งแรงงานคน วัว ควาย รถไถในการปรับดินพ่นยา


บั้นปลายชีวิต หม่อมเจ้าสิทธิพรยังคงทุ่มกำลังกายและสติปัญญา
ส่งเสริมอาชีพทำนา โดยย้ายมาทำไร่ขนาดเล็กที่บ้านไร่เขาน้อย อำเภอหัวหิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือ
ถึงสองแสนกว่าบาทเพื่ออบรมลูกชาวนา
หม่อมเจ้าสิทธิพรสิ้นชีพิตักษัย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2514
สิริรวมอายุได้ 88 ปี
 


(ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ10 เมษายน พ.ศ. 2550, ไทยรัฐที่ 27 มิถุนายน 2551)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #52 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2008, 11:56:00 »


ว่าแต่ บ้านเสี่ยวสกอร์ปิโอ อยู่ที่ไหนล่ะครับเนี่ย

ผมเพิ่งเปิดมาเจอคำถามครับ โทษที
บ้านผมอยู่บุรีรัมย์เด้อคุณเด็กหอ... ..
ห่างจากจุดนี้ประมาณ๘กิโลเมตรเด้อครับ... ... fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #53 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2008, 12:26:43 »


เมื่อปี พ.ศ.2463 หม่อมเจ้าสิทธิพรกฤดากร
ได้เสด็จมาสร้าง...ฟาร์มบางเบิด ขึ้นที่บ้านบางเบิด แห่งนี้


หม่อมเจ้าสิทธิพร ได้นำแตงโมพันธ์บางเบิด
ซึ่งมีสายพันธุ์เดิมชื่อ TOM WATSON
จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา
มาปลูกที่นี่เป็นครั้งแรก

... “แตงโมบางเบิด”
มีลักษณะผลใหญ่รูปทรงรี
เปลือกหนา รสชาติหวาน กรอบ
ลูกหนึ่งน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม
นับเป็นผลผลิตของฟาร์มบางเบิด
กลายเป็นที่จดจำของคนใน สมัยนั้น


นอกจากนี้ ม.จ.สิทธิพรกฤดากร ได้ปลูกข้าวโพด
ข้าวฟ่างพันธุ์แคระ เลี้ยง ไก่ เล็กฮอร์น เลี้ยงสุกร พันธุ์ยอร์กเชียร์
และปลูกข้าว พันธุ์ปิ่นแก้ว 
ซึ่งส่งไปประกวดที่ ประเทศแคนาดา
ได้ รางวัลข้าวพันธุ์ดี อันดับหนึ่งของโลก



พระองค์ยังได้พัฒนาฟาร์มในหลายๆ ด้าน
ทั้งการทำ เกษตรแผนใหม่ การทำ ไร่นาสวนผสม
มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคนิค
เช่น ตะบันน้ำ (เครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีหัวเป็นเหล็ก ซึ่งมีลูกกลิ้งอยู่ด้านใน
ใช้แรงดันของลมกับน้ำเป็นแรงอัด ในการส่งน้ำผ่านระบบท่อไปทั่วฟาร์ม)
และการทดลองหา สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมแก่ประเทศไทย

จากนั้นพระองค์ ได้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ชาวไร่ชาวนา
โดยตีพิมพ์ลงหนังสือ “กสิกร” เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.2470
ทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่”

กระทั่งในช่วงปลายสุดของชีวิต ม.จ.สิทธิพรกฤดากร
ได้รับรางวัล แมกไซไซ สาขา พัฒนาการเกษตรแผนใหม่
ตรงกับปี พ.ศ.2510 มีเงินรางวัลถึง 2 แสนบาท
แต่ก็ไม่ได้นำเงินจำนวนนั้นไปใช้จ่ายส่วนพระองค์
ทรงนำมาสร้างแปลงทดลองเพื่อเกษตรกรจนหมดสิ้น

 อ.นคร เหลืองประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาวิทยาเขต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้พลิกฟื้นตำนานฟาร์มบางเบิด
มาสู่ 'สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร' ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ถึงปัจจุบัน
ทบทวนเรื่องราวให้ฟังว่า

 "สิบกว่าปีก่อน พวกเราเป็นสมาชิกชมรมคนรักท่านสิทธิพร
 มีท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับคุณบุญชู โรจนเสถียร
เป็นตัวตั้งตัวตี เดี๋ยวนี้ชมรมร้างๆ ไปแล้ว"

 "ประมาณปลายปี พ.ศ.2531 ที่ดินฟาร์มบางเบิดเป็นของที่ราชพัสดุ
ยึดมาจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
พวกเราชาวเกษตรศาสตร์ทราบข่าว
เพราะมีคนเขียนจดหมายไปลงหนังสือพิมพ์ว่า
อยากให้มีการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรที่นี่
พวกผมลงพื้นที่ ได้พบคุณชายอนุพรลูกคนโตของท่านสิทธิพร
ท่านอนุพรเป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบฯ
เลยทราบว่าที่ดินส่วนหนึ่งนั้นนายชิด จันทร์เจียม
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพาน
เป็นผู้เช่าทำสวนมะพร้าวประมาณ 400 ไร่

คือก่อนที่ท่านสิทธิพรจะขายให้จอมพลสฤษดิ์ ที่ยังไม่มีโฉนด
ชาวบ้านรู้กันว่าเป็นที่ของคุณหญิงุว้นประมาณ 5,000 ไร่
ท่านสิทธิพรไปยื่นเรื่องทำโฉนด ได้ที่มา 400 ไร่
แล้วปี พ.ศ.2503 ท่านก็ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ
พอจอมพลสฤษดิ์อสัญกรรมก็ตกมาเป็นที่ราชพัสดุ"

ปลายปีเดียวกันเกิดมหัตภัยพายุเกย์
ส่งผลให้สวนมะพร้าวเสียหายแทบทั้งหมด
นายชิดจึงคืนสัญญาเช่าให้ประมาณ 300 ไร่
คงเหลืออีกประมาณ 100 ไร่สำหรับทำสวนมะพร้าวต่อ

ราชพัสดุเห็นสมควรให้พื้นที่ดังกล่าวแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้สร้างสถานีวิจัยเพื่อการศึกษาตามคำร้องขอ

ต่อมานายชิดแก่ตัวมากเข้าจึงคืนพื้นที่เช่าให้ทั้งหมด
ที่ดิน 400 กว่าไร่จึงเป็นกรรมสิทธิของมหาวิทยาลัยเกตรศาสตร์นับแต่นั้น

"ท่านสิทธิพรไปบุกเบิกทำฟาร์มบางเบิดตั้งแต่ปี พ.ศ.2463
เราพบว่าแนวคิดท่านทันสมัย
สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
อ.นคร กล่าว



มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขากสิกรรมและสัตวบาล
ก่อนที่ท่านสิทธิพร.. ถึงชีพิตักษัย
ในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2514
รวมพระชันษา 88 ปี และปัจจุบันเป็น ปีที่ 37
ในการจากไปของ “บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่”







ณ วันนี้ ฟาร์มบางเบิด...กลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
มีชื่อว่า สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร
สังกัดสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ต้น Tea Tree ใน "สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร"

สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากรแห่งนี้ นอกจากเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้ว
ยังได้จัดอบรมความรู้ด้านการเกษตรต่างๆให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ
โดยสามารถโทรฯติดต่อสอบถาม คุณสุดประสงค์ สุวรรณเลิศ
ได้ที่ 08-1868-2022 ในเวลาราชการ.




(ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ10 เมษายน พ.ศ. 2550, ไทยรัฐที่ 27 มิถุนายน 2551,
ภาพจาก มติชนรายวัน, 10 สิงหาคม 2543 , http://gotoknow.org/blog/kruwoot/ , www.ku.ac.th/org/oamc/sitx.htm)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

chomfone
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


« ตอบ #54 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 20:02:53 »


 อ่านแล้วได้สำนึกในหลาย ๆ อย่างดีจัง
คิดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยฟุ่มเฟือยมาแล้ว น่าอายๆๆ
ตอนนี้คิดได้ คงไม่สายเกินไป ขอบคุณๆๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #55 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 23:16:11 »



ป้าเสลาคิดว่า ไม่มีคำว่าสายหรอกค่ะ คุณชมฝน
ใช้ชีวิตให้ช้าลงนิด อยู่กับธรรมชาติบ้าง
อาจไม่ถึงกับต้องเดินทางไปต่างจังหวัด
หรืออยู่กับท้องไร่ท้องนา

หากแต่ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง
ให้เป็นวิถีแบบเดิมๆดูบ้าง ก็ไม่เลวเสียทีเดียว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

chomfone
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


« ตอบ #56 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 23:33:01 »


 จริง ๆ ด้วยน่ะคะป้าเสลา....
แต่ก่อน อาจจะดำเนินชีวิตแบบผจญภัยๆ 555+
วิ่งตามแฟชั่นซะเกือบทุกอย่าง...
ผลสุดท้าย ยังไงก็ตามไม่ทัน เพราะแฟชั่นมันไม่เคยหยุดรอเราเลย
ตอนนี้หันมาลองเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองดู
พยายามทำตัวให้เข้ากับธรรมชาติบ้าง
และปล่อยวางเรื่องเครื่องปรุงแต่งต่าง ๆ ออกไปบ้าง
รู้สึกว่า เหมือนยกครกออกจากภูเขา  เอ้ย!!
เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปหลายดอยเลยจ้ะ อิอิ
 ถ้าไม่ลองทำก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยน่ะคะว่า
ความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตแบบพอเพียงนั้นเป็นยังไงเน๊าะป้าเนาะ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #57 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 23:43:23 »


ข้อความโดย: chomfone
อ้างถึง
ถ้าไม่ลองทำก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยน่ะคะว่า
ความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตแบบพอเพียงนั้นเป็นยังไงเน๊าะป้าเนาะ...


แม่น อีหลี แท้น๊อ... หนูชมฝน   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #58 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 07:45:32 »



..ผลสุดท้าย ยังไงก็ตามไม่ทัน เพราะแฟชั่นมันไม่เคยหยุดรอเราเลย
..

 ถ้าไม่ลองทำก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยน่ะคะว่า
ความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตแบบพอเพียงนั้นเป็นยังไงเน๊าะป้าเนาะ...


เทคโนโลยีก็เช่นกัน ... มันไปเร็วกว่าแฟชั่นอีก ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #59 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2008, 11:41:25 »



ผมกลับมาจากปินส์หมาดๆ..เลยเดินออกไแวะทุ่งนาเก็บภาพมาฝาก


เถียงนาของเสี่ยวฯหลังเดิมแต่ต่างมุมมอง สีเขียวสดขึ้นในฤดูฝนเด้อครับพี่น้อง...


เสี่ยวตัวน้อยต้อนฝูงวัวเข้าคอกในยามแลง...เป็นภาพที่เห็นทุกวัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #60 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2008, 11:49:39 »



ตาที่เป็นเพื่อนบ้าน..ปลูกมะม่วงไว้รอ....ให้ลูกหลานกลับมา..เยี่ยมยาม


บ้านหลังนี้อยู่ถัดจากบ้านเสี่ยวScorpio6 สังเกตุประตูทางเข้าบ้านทำจากธรรมชาติ..


สระบัวในที่นา....ไว้คอยเลี้ยงปลาแล้วจะได้เป็นอาหารเมื่อถึงหน้าแล้ง..มาเยือน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #61 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2008, 12:09:32 »



ชีวิตชนบท ต่างจังหวัด
มีความสุขใกล้ชิดธรรมชาติ

ขอบคุณภาพจากคุณเสี่ยว scorpio

ป้าย้อนนึกไปถึงสมัยที่ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ
ถึงคราวใกล้ปิดเทอม ก็เตรียมตัวจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด

เพื่อนป้าที่เป็นชาวกรุงเทพ ออกปากว่าอิจฉาพวกป้า(คนบ้านนอก)
ที่มีบ้านที่ต่างจังหวัดให้ได้กลับไปใช้ชีวิต...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2008, 00:05:24 »





เด็กกรุงเทพ ตามน้องสาว มาเที่ยวบ้าน
กันทีละหลายคน อาหารทะเลเพียบ บางทีก็ ขับรถกันไปหมู่บ้าน
ซึ่งอยู่ไม่ไกล ทุเรียน ของคนรู้จักกันอีก นึกแล้วก็สนุกดี
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #63 เมื่อ: มกราคม 04, 2009, 09:52:04 »



เก็บภาพที่นาScorpio6มาฝากครับ..แถวบ้านเรียกการกู้ข้าวครับ

หลังจากเกี่ยวเสร็จตากไว้วันสองวัน..มัดเป็นฟ่อนข้าว

กู้ข้าวตอนเช้าๆหมอกะช่วยฟางที่มัดเหนียวฟ่อนไม่แห้ง..แล้วก็วางบนคันนา

ปัจจุบันกู้ข้าวในบางหมู่บ้านอาจทำในตอนเย็นเพื่อความรวดเร็ว..แต่กู้ข้าวใหนจะสู้จ้างรถเกี่ยวข้าว.. .
ขอบคุณ นายแบบกิตติมศักดิ์ครับ..พ่อใหญ่ทิน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #64 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2009, 12:46:06 »


umm  เห็นภาพความเป็นอยู่ที่พอเพียงและภาพในกระทู้ผืนดินบ้านเราแล้วมีความสบายใจ 

แต่ปัญหาเรื่องหนี้สินชาวนาชาวไร่และราคาผลผลิตตกต่ำในปัจจุบันมีเยอะ ถึงกับประท้วงกันวุ่นวาย
ก็น่าเห็นใจ .. ซึ่งรัฐบาลก็คงหาทางแก้กันต่อไป ..
ปัญหามันมีหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ชีวิตไม่ค่อยพอเพียง
กู้หนี้ยืมสินจาก ธกส.และนอกระบบ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว หวังขายได้กำไรเยอะๆ 
เมื่อเกิดภัยธรรมชาติบ้าง ศัตรูพืชบ้าง ราคาพืชผลตกต่ำบ้าง ก็ยิ่งเพิ่มดอก(เบี้ย )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #65 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2009, 12:56:57 »



ปัจจุบันการทำนา ต้องอาศัยเครื่องจักรทุ่นแรง
เพราะแรงคนที่จะมาผลัดกันช่วยทำ
หรือที่เรียกว่าการลงแขก อย่างแต่ก่อนนั้น ไม่มีอีกแล้ว



ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
หวังเหลือเกินว่า ภาครัฐจะจริงใจในการช่วยเหลือดูแลโครงสร้าง
ของเกษตรกรรมบ้านเรา
ให้ชาวนา ชาวไร่ ได้รับความยุติธรรมทั้งต้นทุนและราคาขาย
ให้มากกว่าที่ผ่านมาในอดีต
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หิรัญญิการ์
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,849



« ตอบ #66 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2009, 17:11:35 »



ปัจจุบันการทำนา ต้องอาศัยเครื่องจักรทุ่นแรง
เพราะแรงคนที่จะมาผลัดกันช่วยทำ
หรือที่เรียกว่าการลงแขก อย่างแต่ก่อนนั้น ไม่มีอีกแล้ว





เสียดายนะคะป้า
ภาพที่ทำให้นึกถึงชาวนาไทย  วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
ภาพแบบนี้  คงไม่มีให้เราเห็นอีกแล้ว 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #67 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2010, 11:25:31 »




น้ำที่สูบออกไปใส่นาข้าว..กลับมาเต็มบ่อคืนแล้วครับเพราะฝนตก



เล้าไก่พื้นเมือง..ที่ร่วมประกวดจนได้รับรางวัลระดับจังหวัด..อยู่นี่

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #68 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2010, 11:35:36 »




ถ่ายภาพมุมนี้ทุกๆปี..เพื่อเห็นวิถีของ..ชาวนาที่บ้านผม..มาให้ชม^^



ปลาเริ่มทำรัง วางไข่ครับ..บ้านนอกมีแต่ข้าวในนา ปลาในน้ำกับกับเสียงนกและสีเขียวครับ มือตบ-Yellow มือตบ-blue มือตบ-Red
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,825



« ตอบ #69 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2010, 12:00:08 »




สวัสดีค่ะคุณแมงงอด
ชีวิตชนบทของคุณ มีความสุขดีจัง
หน้าฝนอย่างนี้ ตอนกลางคืนคงนอนฟังเสียงกบ เขียด ร้อง
เป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #70 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2010, 19:54:42 »


เพราะฉะนั้น
ผมจึงกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านนาเป็นหลักแต่ไม่หยุดทำงานเพื่อสังคม..ครับป้าเสลา
เมื่อเราเหนื่อยจากงานมวลชนก็กลับไปที่ทุ่งนา..นอนกลางวัน สบายๆได้ด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: