ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 21, 2013, 15:09:17
92,756 กระทู้ ใน 7,432 หัวข้อ โดย 8,930 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: Sirirat
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  Lifestyle แบบพอเพียงเพื่อต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] 3
ผู้เขียน หัวข้อ: Lifestyle แบบพอเพียงเพื่อต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน  (อ่าน 33928 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #25 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2006, 16:50:48 »




น้ำมะเฟือง
ส่วนผสม

-มะเฟืองหั่น 40กรัม (1ผลเล็ก)
-น้ำเชื่อม 30กรัม (2ช้อนคาว )
-เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1กรัม (1/5ช้อนชา )
-น้ำต้มสุก 200กรัม (14ช้อนคาว )

วิธีทำ

ล้างมะเฟืองที่แก่จัดให้สะอาด หั่น แกะเมล็ดออก แล้วนำใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุกปั่นจนละเอียด
แล้วเติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามใจชอบ ถ้าต้องการเก็บไว้ดื่ม ให้ตั้งไฟให้เดือด 3-5 นาที
กรอกใส่ขวด นึ่ง 20-30 นาที เย็นแล้วนำเข้าตู้เย็น

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

คุณค่าทางอาหาร:: น้ำมะเฟืองมีสีเหลืองอ่อนๆมีกลิ่นหอม ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหาร
วิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัสและแคลเซียมเล็กน้อย
คุณค่าทางยา:: เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง ขับปัสสาวะรวมทั้งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน


***********************


น้ำแตงโม
ส่วนผสม

- เนื้อแตงโม 50 กรัม(5 ช้อนคาว)
- น้ำเชื่อม 15 กรัม(1 ช้อนคาว)
- เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม(1/5 ช้อนชา)
- น้ำเปล่าต้มสุก 150 กรัม(10 ช้อนคาว)

วิธีทำ

นำเนื้อแตงโม น้ำ น้ำเชื่อม เกลือ ใส่ในเครื่องปั่น นำไปปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

คุณค่าทางอาหาร
  :  มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและวิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยา  :  ช่วยขับปัสสาวะ ปากเป็นแผล แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ


**********************




น้ำมะม่วง
ส่วนผสม

- เนื้อมะม่วงดิบ 100 กรัม (ครึ่งผลเล็ก)
- น้ำต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว )
- น้ำเชื่อม 30 กรัม ( 2 ช้อนคาว)
- เกลือป่น 1 กรัม ( 1/5 ช้อนชา)

วิธีทำ

- เตรียมวิธีที่ 1 : ใช้มะม่วงดิบ เช่น มะม่วงแก้วหรือมะม่วงแรด เป็นมะม่วงที่มีรสเปรี้ยวไม่มากนัก
จะได้น้ำมะม่วงที่มีรสกลมกล่อมปอกเปลือกมะม่วงออก ล้างน้ำ สับให้เป็นเส้นเล็กๆคั้นกับน้ำสุก
กรองด้วยผ้าขาวบาง เอากากออกเติมน้ำเชื่อม เกลือป่นชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็งดื่ม
จะได้น้ำมะม่วงใส สีขาวนวล มีรสหวานอมเปรี้ยว
- เตรียมวิธีที่ 2 : ใช้มะม่วงดิบเหมือนวิธีที่ 1 คือ สับให้เป็นเส้นเล็กๆปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสุก น้ำเชื่อม
และเกลือป่นตามต้องการชิมดูรสตามใจชอบ น้ำมะม่วงวิธีนี้ จะขุ่นขาว เพราะมีเนื้อมะม่วงปนอยู่
- เตรียมวิธีที่ 3 : ใช้มะม่วงสุก ล้างมะม่วงให้สะอาด ปอกเปลือก ฝานเนื้อเข้าเครื่องปั่นเติมน้ำสุก
เติมเกลือเล็กน้อย ชิมรส ถ้าต้องการหวานให้เติมน้ำเชื่อมลงไป น้ำมะม่วงควรเตรียมและดื่มให้หมดภายใน 1 วัน

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ


คุณค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอและซีสูง ช่วยบำรุงสายตาป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
และยังมีฟอสฟอรัสแคลเซียมและเหล็กเล็กน้อย
คุณค่าทางยา : เป็นยาระบายอ่อนๆ


**********************



น้ำมะตูม
ส่วนผสม

- มะตูมแห้ง 8 กรัม( 2ชิ้น )
- น้ำตาลทราย 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
- น้ำเปล่า 240 กรัม( 16 ช้อนคาง )

วิธีทำ

นำมะตูมแห้งมาล้างให้สะอาด ปิ้งไฟให้หอม นำไปใส่หม้อเติมน้ำ ตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ ยกลงกรองเอาแต่น้ำ
เติมน้ำตาลทรายตั้งไฟให้ละลายชิมรสตามชอบ ยกลง

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา
:  เป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ทำให้ขับถ่ายดีและเจริญอาหาร
ขับเสมหะแก้อาการร้อนในใด้ดี


**********************



น้ำสับปะรด
ส่วนผสม

- สับปะรด 240 กรัม(1/4 ผลใหญ่ )
- น้ำเชื่อม 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
- เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม( 2/5 ช้อนชา )

วิธีทำ

ล้างสับปะรดให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วล้างอีกครั้ง คั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

คุณค่าทางอาหาร   :  มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
                                     รองลงมามีวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยา:: ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง ลดอาการอักเสบ บวม ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ช่วยขับเสมหะ


**********************



น้ำมะขาม
ส่วนผสม

-เนื้อมะขามสดหรือเปียก 20 กรัม( 2 ฝักใหญ่ )
-น้ำเชื่อม 30 กรัม( 2 ช้อนคาว )
-เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม( 2/5 ช้อนชา )
-น้ำเปล่า 240 กรัม( 16 ช้อนคาว )

วิธีทำ

นำมะขามสดไปลวกในน้ำต้มเดือด ตักขึ้น แกะเอาแต่เนื้อมะขาม นำไปต้ม กับน้ำตาลส่วนผสมให้เดือด
เติมน้ำเชื่อม เกลือชิมรสตามชอบ แต่ถ้าใช้มะขามเปียก ควรแช่น้ำไว้สัก 1/2 ชั่วโมง
เพื่อให้มะขามเปียก เปื่อยยุ่ยออกมารวมกับน้ำ ก่อนนำไปต้มจนเดือดแล้วปรุงด้วยน้ำเชื่อมและเกลือ

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ

คุณค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา และมีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก รวมทั้งแก้กระหายน้ำ
คุณค่าทางยา : ช่วยขับเสมหะแก้ไอ เป็นยาระบายท้อง ช่วยการขับถ่ายได้ดี ลดอาการโลหิตจาง
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
   


**********************


น้ำตระไคร้
ส่วนผสม

- ตะไคร้ 20 กรัม(1ต้น )
- น้ำเชื่อม 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
- น้ำเปล่า 240 กรัม( 16 ช้อนคาว )

วิธีทำ

นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ทุบให้แตก ใส่หม้อต้มกับน้ำ ให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำ
จนเป็นสีเขียวสักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ หรืออาจเอาเหง้าแก่ ที่อยู่ใต้ดิน
ล้างให้สะอาดฝานเป็นแว่นบางๆคั่วไฟอ่อนๆพอเหลือง ชงเป็นชา ดื่มวันละ 3 ครั้งๆละ 1 ถ้วยชา จะช่วยขับปัสสาวะให้สะดวก

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ


คุณค่าทางอาหาร
:  มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัส
                              ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร
คุณค่าทางยา :  แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย
                               รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตสูง

**********************


น้ำมะเขือเทศ
ส่วนผสม

- มะเขือเทศ 50 กรัม( 1 ผลใหญ่ )
- น้ำเชื่อม 15 กรัม( 1 ช้อนคาว )
- น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม( 14 ช้อนคาว )
- เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม(2/5 ช้อนชา )

วิธีทำ

นำมะเขือเทศล้างให้สะอาด หั่นให้ชิ้นพอประมาณ ใส่ในเครื่องปั่น พร้อมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำสุก ปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร  : มีเบต้า-แคโรทีน สูงมาก ช่วยต่อต้านมะเร็งและมีวิตามินซี สูงมากเช่นกันป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยา  :  ทำให้เกิดความสดชื่นแก้กระหายน้ำ ผิวพรรณผ่องใส ช่วยในการย่อยอาหารดีขึ้น
                               ช่วยฟอกเลือดและป้องกันโรคมะเร็ง

**********************
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,997



« ตอบ #26 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2006, 21:26:03 »


ขอบคุณค่ะคุณป้าเสลา  ว่าง ๆ จะทำน้ำสมุนไพรดื่มตามตำราคุณป้าวันละอย่าง
เริ่มตั้งแต่น้ำแตงโม .....
แต่วันนี้ยังไม่ว่าง  .... ขอหม่ำเนื้อ ๆ ก่อนนะคะ

.... หง่ำ ... หง่ำ ....

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2006, 22:30:25 »


จากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 14 ตุลาคม 2519

 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมในภารกิจแรก
ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สนามบินค่ายกฤษณ์สีวะรา อ.เมือง จ.สกลนคร
มีความตอนหนึ่งกับผู้พัฒนาชาติไทย ว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศแบบเศรษฐกิจพอเพียง
และจะนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มาใช้อย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้ประชาชนเข้มแข็ง นอกจากนี้
จะรณรงค์ไม่ใช้สินค้าฟุ่มเฟือยเป็นเวลา 1 ปี

ประจวบกับที่ป้าได้รับอีเมล์บทความที่เป็นข้อคิด
มีความหมายสอดคล้องกับการมี วิถีชีวิตแบบพอเพียง ด้วย

********************


อิ่มเดียว หลับเดียว



“ ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ
ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น ( กางเกงขาสั้น )
 ในยามดึกเวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับต่างทำหน้าที่กันตามจุดต่างๆไม่มี
บกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน
เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย

แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย
แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร
แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี  ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก
ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา

ทรงพระราชดำเนินไปรเวท ( เดินเล่น )  บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ
แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยามและนายทหารราชองครักษ์เวร
ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณว่าทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี
แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบ ที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี...
ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้าซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต
ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า


“ ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น ”

ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป จนลับพระองค์
ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร
จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน

อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา
จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า
“ ท่านมหาขอรับ คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่หมายความว่าอย่างไรขอรับ ”
ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย
ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า “ โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ ”
ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ
ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า
“ โยมเฉลิมศักดิ์ คำนี้น่ะ ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์
อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์
ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่าพอ
เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน
พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว
การนอนก็เช่นกัน จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น


มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม
ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยากได้ให้มันมากขึ้นไปอีก
ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี
และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว
…



 
คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว
กินข้าวคลุกน้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท
ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น กินเข้าไปไม่ได้แล้ว
จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง
อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ นอนในสลัม หรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น
เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา  ชีวิตของมนุษย์ทุกคน
ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ ”


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2006, 17:21:19 »




ตามรอยพ่อ...อย่าง “พอเพียง”

ความพอเพียงที่พระองค์ทรงปฏิบัติเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวไทยนั้น
อยู่ในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ครั้นประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพระราชทานเงินให้ใช้แต่พอสมควร


พระองค์ทรงรู้จักคุณค่าของเงิน และทรงรู้จักหาเงินอย่างสุจริต แม้พระพี่เลี้ยงอยากถวายเงินพิเศษให้
เพื่อจะได้ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย แต่ก็ไม่ทราบจะถวายอย่างไรดี
วันหนึ่งเมื่อจักรเย็บผ้าของพระพี่เลี้ยงชำรุด พระองค์ทรงอาสาซ่อมให้จนจักรเย็บผ้าใช้การได้
พระพี่เลี้ยงจึงได้โอกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินค่าซ่อมจักรให้เพื่อเป็นการตอบแทน

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงของพระองค์ท่าน
ก็ได้มีผู้สนองใต้เบื้องพระยุคลบาทนำมาถ่ายทอดให้ฟังอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า


ของใช้ส่วนพระองค์ล้วนเป็นของธรรมดา อาทิ แปรงสีฟันและยาสีฟันฟลูโอคารีล
ที่พระองค์ทรงม้วนหลอดจนหมด สบู่เหลวยี่ห้อบาเดคาสก็ทรงใช้จนหยดสุดท้าย
พระองค์ทรงใช้มีดโกนและใบมีดยี่ห้อยิลเลตต์เฉกเช่นผู้ชายทั่วไป
และแชมพูสระพระเกศาของทอสก้า 8711

       
       นาฬิกา “ยี่ห้อใส่แล้วโก้” ที่พระองค์ทรงเรียกของพระองค์เองราคาไม่กี่ร้อยบาท
เป็นสิ่งเตือนใจคนไทยได้เป็นอย่างดีว่า คนที่ต้องพึ่งเฟอร์นิเจอร์แพงระยับมาประดับนั้น
เพราะไส้ในไม่มีอะไร มีแต่เปลือก ในขณะที่ผู้ที่มีครบทุกอย่างแล้ว มีความพอแล้ว
ไม่สนใจสิ่งของเหล่านี้

       
       แม้กระทั่งฉลองพระบาทของพระองค์ก็เป็นผ้าใบยี่ห้อเดียว ราคาไม่กี่ร้อยบาท
ที่ทรงก้าวพระบาทอย่างสม่ำเสมอมาตลอด 59 ปี
ก็ไม่อาจทำให้ข้าราชบริพารที่ประดับเพชรแพรวพราว รองเท้าแพงลิบก้าวตามได้ทัน

     
       ยามที่พระองค์ทรงเครื่องใหญ่ หรือตัดผม ก็ทรงอย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป
เริ่มต้นตามแบบโบราณด้วยการใช้พระแสงกรรไกรขลิบกระเกศาพอเป็นพิธี
ก่อนใช้ตะไกรบัตตะเลี่ยน ใช้เวลาในการทรงประมาณ 15-20 นาที

ย้อนไปในปี ๒๕๐๑ ชุบ แย้มเพกา ผู้ถวายงานรับใช้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
เนื่องจากความชราภาพ พระองค์ก็ไม่มีกระแสรับสั่งให้ใครถวายงานแทน
ขณะนั้นหลายคนเข้าใจว่า อาจจะทรงเครื่องใหญ่ด้วยพระองค์เอง แบบใช้พระหัตถ์ถือกระจก
เช่นเดียวกับการสระพระเกศา ที่ทรงเองมาโดยตลอด
อีกทั้งยังโปรดจะไว้พระเกศาให้ยาวเผื่อตัด 5-6 สัปดาห์ต่อครั้ง
     
 
       นอกจากของใช้ส่วนพระองค์แล้ว กิจวัตรประจำวันที่พระองค์ทรงโปรดปราน
แต่หากสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม
พระองค์ก็ทรงเลิกทำ อย่างเช่น เมนูหูฉลาม ที่พระองค์ทรงโปรดเสวยเป็นอย่างมาก
ทรงเสวยเป็นพระกระยาหารว่างตอนดึกทุกคืน
แต่เมื่อได้ทอดพระเนตรรายการสารคดีที่ชาวประมงจับปลาฉลามมาตัดครีบ แล้วโยนลงทะเล
นับแต่นั้นมาก็ไม่ทรงเสวยหูฉลามอีกเลย

       
       การทำงานก็เช่นเดียวกัน พระองค์มีวิธีการทรงงานอย่างเรียบง่าย
ภายในห้องทำงาน สามคูณสี่เมตร ภายในห้องทรงงานที่มีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์
คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ แผนที่อื่นๆ
ที่แสดงถึงพื้นที่หมู่บ้าน แม่น้ำ ภูเขา และป่าอย่างละเอียด
เวลาทรงงานจะประทับบนพื้น โดยไม่ทรงงานบนเก้าอี้เหมือนคนทำงานทั่วไป
เพื่อวางสิ่งของต่างๆ ได้อย่างถนัด
       
       พระองค์ทรงประทับพับเพียบกับพื้น ตามวิถีชีวิตไทยที่สอนเรื่องความเรียบง่าย
ทรงประทับพับเพียบ 5-6 ชั่วโมง โดยไม่เปลี่ยนท่า
ทรงกองเอกสารบนพื้น ที่มีข้าราชบริพารนั่งล้อมวงเฝ้ากัน โดยไม่ต้องเข้าห้องประชุม
ไม่ต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อเป็นการประหยัด
       
       นอกจากนั้น ยามที่ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรถึงบนบ้าน
พระองค์ก็ทรงนั่งพับเพียบกับพื้นในระดับเดียวกับราษฎร
และไม่ทรงรังเกียจของถวายของชาวบ้านแบบตามมีตามเกิดเลย
อีกทั้ง ยังทรงโปรดอมมะขามป้อมแทนที่จะเป็นลูกอมที่นิยมทั่วไป

       พระองค์ทรงมีความตั้งใจจริง และความขยันหมั่นเพียร
ในการทรงงานต่อจนเสร็จแม้จะดึกดื่นเพียงไหน
     
 
       ดั่งที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวไว้ในหนังสือหลักธรรม
หลักทำตามรอยพระยุคลบาทว่า วันนั้นเสร็จงานห้าทุ่ม เสด็จฯ ไปแล้วเราก็เข้าค่าย
ไปนอนอยู่ในค่ายมฤคทายวัน นอนอยู่ก็ปรากฏว่าตี 2 วิทยุเรียกมาให้ไปเข้าเฝ้า
เราเหนื่อยมาตั้งแต่บ่าย 4 โมงเย็นจนกระทั่งถึง 5 ทุ่ม ตี 2 ทรงเรียกไปขอแผนที่
ขอข้อมูลเพิ่มเติม ในขณะที่เรากลับไปสลบไสล

ทรงกลับไปทรงงานต่อ เราละอายไหมครับ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าปรากฏขึ้นหนสองหน
แต่ปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่งานไม่เสร็จ “พระเจ้าอยู่หัวเวลาทำอะไร ทรงมุ่งมั่นมาก
เรื่องความขยันไม่ต้องพูด ทรงงานไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีเวลากลางวัน กลางคืน”

       
      นอกจากนี้ ยังทรงให้ความสำคัญกับนักโทษ
ด้วยทรงวินิจฉัยฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยพระองค์เองทุกเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในปีหนึ่งๆ มีฎีการ่วมพันราย และมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันออกไป
แต่พระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยด้วยความยุติธรรม
เที่ยงตรงเสมอมาโดยมิได้ขาด และทรงพระญาณวิเศษสอดส่องฎีกาเหล่านั้นด้วยความยุติธรรม
และทรงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมาประกอบพระบรมราชวินิจฉัยอยู่เสมอ
   
   
       อีกทั้งยังทรงสอนให้ประชาชนรู้จักประหยัด และบันทึกค่าใช้จ่าย
พระองค์ทรงสอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ให้ทรงจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย และทำงบดุลของมหาดเล็กคนหนึ่ง
ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์
ดังนั้น มิควรหรือที่ครูในทุกโรงเรียนจะสอน และฝึกให้เด็กประถมรู้จักการทำงบดุล
ฝึกสอนให้บันทึกค่าใข้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะตราบใดที่เรารู้ว่ารายรับมีเท่าไหร่
และใช้ไปในแต่ละวันเท่าใด การดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
 
     
       จากพระปณิธานของพระองค์ในเรื่องของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่มิได้เป็นเพียงแค่ข้อคิด
แต่ยังทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ดังนั้น คนไทยทุกคนที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เรารักในหลวง”
ก็สมควรที่จะนำไปปฏิบัติตาม ให้สมกับที่เกิดมาอยู่ใต้เบื้องพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน


ข้อมูลข่าว ผู้จัดการออนไลน์
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2006, 10:10:03 »



จากรายการคนค้นคน
ทำให้เราได้เห็นชีวิตเรื่องราวของแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะเรื่องราวของ “ปู่เย็น” และ “อรหันต์ชาวนา”
ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำเสนอคำว่า “ชีวิตพอเพียง” ได้เป็นอย่างดี

“ความพอเพียง มันไม่ใช่เรื่องของความมัธยัสถ์ ยากจน แต่เป็นการรู้จักตัวเอง
ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ไม่หลงใหลไปกับสิ่งรอบๆ ตัว "


*********************



วันนี้ขอหยิบยกเรื่องราวของ แหลม - พูนศักดิ์ สมบูรณ์ " อรหันต์ชาวนา " มาฝาก

หากเอ๋ยถึงอาชีพชาวนาแล้วน้อยคนนักที่จะหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นชาวนาให้ได้
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงด้วยซ้ำ
แทบจะไม่มีใครอยากจะสืบทอดกรรมพันธุ์ชาวนาจากพ่อแม่ 
ต่างก็หันหลังให้กับทุ่งนาหันหน้าเข้าสู่สังคมเมืองเพื่อไปขายแรงงานโดยมีเหตุผลซ้ำๆ 
คือ  ที่บ้านไม่มีงานทำ,อยู่ไปลูกเมียก็อดตาย,ไปตายเอาดาบหน้า.... 

ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ต้องรีบถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจนข้นแค้น
และความแห้งแล้งของผืนดินอีสาน  พากันหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ 

1 ในนั้นก็คือ   แหลม   พูนศักดิ์  สมบูรณ์  ชายหนุ่มวัย  33 ปี 
แห่งบ้านโนนยาง  อ.กุดชุม  จ.ยโสธร ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดแบบนี้ 
หากว่าวันนั้นเค้าทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบกันของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร....

แหลมเกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวนา....
ทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อเรียนจบ ป. 6 แหลมก็เดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างในเมือง
ตามกระแสนิยมของสังคมและความต้องการของพ่อแม่
ที่มีความหวังว่าอนาคตของลูกจะดีขึ้นไม่ต้องมาทำนาให้ลำบากเหมือนตนเอง

ชีวิตในเมืองหลวงนี่เองทำให้เขาเรียนรู้ถึงระบบนายทุนที่เข้ามาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้กระทั่งจิตใจของผู้คน  ทุกอย่างถูกตีมูลค่าเป็นเงิน
แม้กระทั่งน้ำเปล่าแค่ 1 แก้ว
คิดจะหาน้ำใจจากผู้คนสังคมเมืองนั้นยากเต็มที่ 
และความคิดระบบนี้กำลังคืบคลานเกาะกินจิตใจผู้คนในสังคมชนบทอย่างรวดเร็ว

“ เมื่อก่อนผมไม่เคยมีความคิดว่าจะทำนาเหมือนพ่อแม่มาก่อนเลยคิดอยู่อย่างเดียวว่า
การเข้าเมืองไปขายแรงงานทำให้มีเงินแล้วความเป็นอยู่จะดีขึ้นด้วย 
ในหัวตอนนั้นคิดแต่ว่าจะต้องมีเงิน....ต้องหาเงิน....
อยากกินอยากได้อะไรก็ได้แค่เรามีเงินซะอย่าง

 หลังจากที่ผมทำงานเป็นลูกน้องเขา  เห็นการเอารัดเอาเปรียบกันมาก 
อย่างอะไหล่ชิ้นละ 5 บาทแต่เฒ่าแก่แกเขียนบิลให้ลูกค้าเป็น  300 บาท 
ผมก็คิดว่ามันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไปแล้ว 
หากผมยังทำงานต่อไปก็จะบาปไปเรื่อย ๆ มันไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา 
เกิดมาในครอบครัวชาวนาถึงยากจน
ก็ไม่เคยถูกสอนมาให้เป็นคนขี้โกงแบบนี้เลยตัดสินใจลาออก 
ตอนนั้นพ่อกับแม่ผิดหวังในตัวผมมาก”


แหลมตัดสินใจพาเรณุผู้เป็นภรรยา  และลูกชายที่อยู่ในวัยเรียนทั้ง 2 คน
หันหลังให้กับระบบนายทุนที่มีความสัมพันธ์กันแค่เปลือกนอก 
หวนกลับสู่วิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ  คือ    อาชีพชาวนา   
โดยยึดเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่พอเพียงและทำไร่นาสวนผสมมาเป็นแนวทางให้กับชีวิต
โดยไม่สนใจต่อคำสบประมาทของชาวบ้าน  ที่มองว่าเค้าเป็น "ผีบ้า”

 “ ในตอนนั้นไม่มีคนเห็นด้วยกับผมเลย  แม้กระทั่งพ่อแม่ก็คัดค้าน
เพราะขามองไม่เห็นทางว่ามันจะอยู่รอดได้  ผมก็ได้แต่พยายามที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเชื่อว่า 
วิถีแบบนี้มันยั่งยืนและเป็นจริงที่สุด....”

“ คนในหมู่บ้านมองว่าผมเป็นผีบ้า  เพราะกลางคืนเดือนแจ้งผมจะลงไปขุดดินทำหลุมปลูกผัก 
บางวันก็ทำงานไม่หยุด เพราะต้องการที่จะให้มันเกิดผลเร็ว ๆ 
ให้พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นสีเขียวให้ได้ 
แล้วที่สำคัญผมต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านที่เขาปรามาส  ไว้ว่า 
ไม่มีทางเป็นจริงได้....แต่ผมจะทำให้ได้...”



แหลมเริ่มต้นทำนาแบบเกษตรพอเพียงด้วยที่ดินจำนวน 16 ไร่ 
โดยแบ่งเป็นโซนทำนา 7 ไร่  ทำสระเลี้ยงกบเลี้ยงปลาและกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีก 3 ไร่ 
เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกผักสวนครัวอีก 6 ไร่ 
โดยจะแบ่งผลผลิตที่ได้มา 3 ส่วน  1. ขาย  2.  กินเอง  3.  ให้ญาติพี่น้อง
 

โดยแหลมบอกว่า  “ที่ต้องเก็บไว้ให้พี่น้องก็เพราะเขามีบุญคุณกับเรา 
เวลาที่เขามาเยี่ยมในช่วงเทศกาลมีผลไม้เสื้อผ้ามาฝากเรา
ทำนามีข้าวก็เอามาฝาก
เค้าแลกเปลี่ยนกันมันเป็นวัฒนธรรมมาแต่โบราณที่ไม่ได้ตีค่ามูลค่าสิ่งของเป็นเงิน
ถ้าเราผลิตแล้วขายหมดพี่น้องก็อาจจะตีมูลค่าของที่นำมาฝาก 
วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนก็จะหมดสิ้นไปต่อไปพี่น้องอาจจะไม่รู้จักกันก็ได้

ผมจะผูกพี่น้องด้วยวัฒนธรรมแบบนี้ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเงินเป็นตัวนำหน้าจิตใจ
อย่างเวลาขายกบขายปลาทั้งให้ทั้งแถมถ้าขาดทุน 
ผมจะคิดว่าได้ทำบุญไม่ได้เงินก็ไม่เป็นไร 
ถ้าเอาเปรียบแล้วได้เงินมาก แต่ก็ได้บาปมากไปด้วย 
ผมก็ไม่เอาแลกเปลี่ยนกันกินจะดีกว่า”

แหลมทำนาแบบเกษตรผสมโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดมา 6-7 ปีแล้ว 
และพยายามยึดหลักวิถีชาวนาดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด  แต่ก็ไม่ปฏิเสธของสมัยใหม่ไปทั้งหมด   
วิธีการทำนาแบบผสมเขาบอกว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ   ควาย

 “ ชาวนาที่ดูถูกควายผมไม่คิดว่าเค้าเป็นชาวนา 
ชาวนาจริง ๆ จะคิดว่า  ควาย คือเพื่อนที่มีบุญคุณ  สำหรับผมกลับยกย่องว่า  ควายเป็นครู 
ผมต่างหากที่คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของควาย”


 ทุกวันนี้แหลมพยายามนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาใช้ร่วมกันในการดำเนินชีวิตและทำนา
โดยอาศัยการเกื้อกูลกันของวัฏจักรตามธรรมชาติ  และนำความรู้สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ 
ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตได้มาก 
เขามองว่าการทำนาปัจจุบันนี้ต้องเอาระบบเก่าและระบบใหม่มาผสมผสานกัน
ชีวิตของชาวนาจึงจะสามารถอยู่รอดได้และการออกไปเปิดหูเปิดตารับข่าวสารข้างนอก
ก็ช่วยให้ประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น

การทำนาสมัยนี้ชาวนามักใช้เงินเป็นทุนอย่างเดียว  ทุนปัญญา 
และทุนกำลังคนแทบจะไม่ต้องใช้เลย
ไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ไม่หลุดพ้นจากวงจรหนี้สักที
หากเรานำทุนทั้ง 2 อย่างนั้นมารวมกัน  จะทำให้หลุดพ้นจากระบบหนี้สินนี้ได้


นอกจากนี้แหลมยังมีความคิดต่อยุคสมัยนี้ว่า “ ยุคนี้มันเป็นยุคของนายทุนฆ่าชาวนา 
ชาวนาจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลย  นอกจากปัญญาและกำลังที่ติดตัวมาเฉย ๆ
และด้วยความซื่อจึงไม่รู้ทันระบบนายทุนเราไม่ใช่พ่อค้าคิดไม่ทันเขาหรอก 
หากจะมาทำเกษตรธรรมชาติแบบผสมนั้นยาก 

หากยังวิ่งตามนายทุนกันอยู่สุดท้ายก็ต้องตกหลุมพรางที่เขาวางไว้
อย่างเช่น  มีนโยบายโคล้านตัวก็เลี้ยงกันทั้งหมู่บ้านทั้งประเทศไหลไปตามกระแส
ทั้งที่บรรพบุรุษของเราก็เลี้ยงวัวเลี้ยงควายกันมาตั้งแต่ดั้งแต่เดิม
เมื่อมีนายทุนเข้ามาต้องเลี้ยงวัวด้วยหัวอาหารแทนหญ้า  ส่วนหญ้าก็เป็นหญ้าปลูก 
ทุกอย่างมันต้องใช้เงินหมด  สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร 

ตราบใดที่ชาวนาอย่างเรา ๆ ยังดูแต่ทีวีมีโฆษณาชวนเชื่อ  ดูแต่ละครน้ำเน่า 
แล้วรับเอามาเป็นแบบอย่าง  ดูหรือฟังแบบไหนก็นำมาแสดงแบบนั้น”



นอกจากจะนำพาตัวเองเข้าสู่เกษตรพอเพียงแล้ว 
แหลมยังพยายามถ่ายทอดแนวคิดให้กับชาวบ้านและลูกชายทั้ง 2
โดยวิธีการพ่อนำพาลูก 
เพราะเขามั่นใจว่าเมื่อเด็กเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำก็จะจดจำ 
พ่อแม่พาเล่นไพ่ลูกก็ต้องเล่นไพ่  พ่อแม่พาดำนาลูกก็ต้องดำนา 

แม้กระทั่งเรื่องการศึกษาในระบบโรงเรียนเขาก็ยังคิดสวนกระแสพ่อแม่คนอื่นๆ   
“ ผมคิดว่าใบปริญญาเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น 
การปฏิบัติจริงนี่แหละคือ  ปริญญาชีวิต 
วิถีชาวนากินอยู่กันยังไงผมจะพยายามสอนพวกเขาทุกอย่าง 
ให้เค้าเกี่ยวหญ้าให้ควาย  และเก็บเห็ด
เช้า ๆ 2 พี่น้องก็ปั่นจักรยานนำเห็ดไปขายก่อนไปโรงเรียน
สอนให้เค้าเก็บออมเงินที่หามาได้ 


ไม่เคยหวังว่า  จะต้องมีเงินเยอะ ๆ บ้านหลังโต ๆ  มีรถเก๋งขี่ 
เพียงมีอยู่มีกินมีอาหารครบถ้วนในแต่ละวัน 
ลูกเมียอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าไม่แยกย้ายไปขายแรงงานที่ไหน 
ครอบครัวมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจแค่นี้ผมก็ภูมิใจและพอใจแล้ว”


ณ  วันนี้แหลมเริ่มมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์หันกลับมาทำนาแบบปลอดสารพิษ
และเกษตรพอเพียงร่วม ๆ 20 กว่าหลังคาเรือนแล้ว 
กว่าแหลมจะสามารถทำได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะเขาเรียนรู้มาด้วยชีวิตทั้งสมหวังและผิดหวัง 
แต่สุดท้ายแล้ว....  อะไรเลือกทำให้แหลมเลือกที่จะหยุดอยู่กับอาชีพนี้ 
เลือกวิถีชีวิตแบบนี้....  เลือกที่จะเป็นชาวนา

 
แหลมให้นิยามของการเป็นชาวนาแบบพวกเขาว่า 
อรหันต์ชาวนา  คือ  ชาวนาที่เป็นผู้รู้  ผู้ตื่นแล้ว  ไม่โง่แล้ว 
เป็นผู้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบนายทุน 
หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี 
และการหลุดพ้นจากความจนจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาเอง



ข้อมูลจาก mcot.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

คนเจียงใหม่
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 90


« ตอบ #30 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2006, 13:07:28 »


 ที่บ้านอยู่กันตั้ง 7 คน อาหารหลักคือไข่
โดยเฉพราะเด็กๆกินเยอะๆได้ แต่ผู้ใหญ่ระวังไขมันอุดตันเน่อ :-*
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Can ไทเมือง
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31


« ตอบ #31 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2006, 14:16:32 »


ช่วงนี้ก่อนทานไข่ จะทอดจะเจียวให้ล้างเปลือกไข่ก่อนนะครับ

ยกเว้นต้มไข่ แบบนั้นเชื้อตายแน่นอน...อย่าไว้ใจไข่.....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #32 เมื่อ: มกราคม 11, 2007, 19:17:39 »





ใช้ชีวิตอย่างไร ให้พอกินพอใช้และพอเหลือเก็บ

ป้าเรียบเรียงเรื่องนี้จากบทความในไทยรัฐ
สำหรับคนที่พอมีพอกินซึ่งไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง
และไม่ได้ทำงานกินเงินเดือนในตำแหน่งสูงๆ
ข้อคิดเหล่านี้อาจนับว่าเป็นเคล็ดลับ
ที่ช่วยไม่ให้ล้มละลายทางการเงิน แถมยังมีเงินเก็บพอตัว ดังนี้เช่น...



• ใช้เงินให้น้อยกว่าที่ได้รับ
มีความพากเพียรพยายาม และมีวินัยในตัวเอง
ถึงตรงนี้อาจมีคนที่เงินเดือนน้อยส่ายหน้าว่า
ทำได้เรอะ ใช้เงินให้น้อยกว่าที่ได้รับน่ะ !!!
เพราะค่าครองชีพทุกวันนี้แพงบรรลัย
ซึ่งก็จริงอยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่ช่างเที่ยว ไม่ว่าจะเที่ยวกลางวันหรือกลางคืน
และไม่ติดอบายมุข ก็น่าจะก้าวข้าม การตกอยู่ในสภาพใช้เงินเดือนชนเดือนไปได้
สมมติถ้าเดือนนี้ยังเก็บเงินไม่ได้ เดือนหน้าก็ตั้งเป้าใหม่สิ
พยายามแบบนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมสำเร็จเข้าสักวันสิน่า....โอมเพี้ยง


• อย่าปล่อยให้ค่านิยมทางสังคม หรือโฆษณา
มาเป็นตัวกำหนดให้ซื้อโดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง

เวลาจะซื้อหาอะไรต่อมิอะไรมาใช้ เช่น รถ, กระเป๋าหรือรองเท้าและอื่นๆอีกจิปาถะนั้น
จะตัดสินใจซื้อ ก็ต่อเมื่อเพราะสิ่งนั้นมีประโยชน์
มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สอยจริงๆ และคุ้มค่ากับราคา


• แฟนหรือคู่ครองจะต้องรู้จักใช้เงินให้เป็นด้วย
นอกจากตัวเองจะ รู้จักใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอควรแล้ว 
เข้าตำราช่วยกันหา (รายได้) ช่วยกันประหยัด (รายจ่าย) สองแรงแข็งขัน
นี่สิถึงเรียกว่าเป็นคู่รักคู่สร้าง คือช่วยกันสร้างฐานะให้มั่นคง


• มีความฉลาดเลือกอาชีพการงานที่เหมาะสม
เรื่องนี้บางทีก็ขึ้นอยู่กับโชคบ้าง
เพราะเห็นบ่อยที่คนชอบงานอย่างหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงต้องไปทำงานอีกอย่าง
แต่ถ้าเจองานที่ชอบและพอใจ
แถมยังค้นพบด้วยว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในด้านนี้ก็จะยิ่งไปได้ดี
แต่ถ้าโชคไม่บันดาลให้เป็นไปอย่างที่บอก
ก็ควรพยายามเปลี่ยนทัศนคติให้ชอบในสิ่งที่ทำให้ได้
ชาวบ้านอย่างเราๆไม่ควรเกี่ยงงานหรอกนะ
ถ้าไม่เกลียดงานที่ทำอยู่จนกินไม่ได้นอนไม่หลับก็ทำไปเถอะ
การเปลี่ยนงานบ่อยๆก็ไม่ใช่เรื่องดี
เพราะเท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ


ทั้ง 4 ข้อใหญ่ๆนี้ ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก
ถ้าเราพยายามทำให้ได้ ก็น่าจะนำพาชีวิตเรา
ให้อยู่ได้อย่างพอกินพอใช้และพอเหลือเก็บออมได้บ้าง

เงินออมจะทำให้เราได้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างสบายๆ ไม่ต้องง้อใคร.
 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,997



« ตอบ #33 เมื่อ: มกราคม 11, 2007, 20:06:34 »



ขอบคุณคุณป้าเสลามากค่ะสำหรับคำแนะนำว่าจะ
ใช้ชีวิตอย่างไร ให้พอกินพอใช้และพอเหลือเก็บ

ไทยเลดี้คิดว่าควรจะเพิ่มอีกหนึ่งข้อนะคะ....

ทำตัวเงียบ ๆ ไว้  อย่าให้ใครรู้ว่ามีเงิน เป็นอันขาด   

ป.ล. ลุงแคนชำนาญเรื่องไข่จริง ๆ เนอะ   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #34 เมื่อ: มกราคม 12, 2007, 08:08:49 »


 
ผมปลูกผักสวนครัวไว้กินเองครับ ... อิอิอิ ..
....
แต่ผมได้ยินหลายคนพูดว่า .. ไม่คุ้ม ซื้อได้ง่าย และ ราคาก็ถูก ..
ก็จริงครับ หากพิจารณาแค่นั้น ...
..
แต่ ..
ผักส่วนมากจะเก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่นาน ไม่เหมือนเนื้อที่เข้าห้องแช่แข็งได้
และในบางกรณี เช่น มีเนื้อ กุ้ง ไข่ ปลา ... ฯลฯ แต่ ขาดผัก ..
จะต้องออกไปซื้อ .. ค่าใช่จ่ายที่นอกเหนือจากราคาผัก ค่าเสียเวลา
สุดท้าย .. บางครั้งก็กินข้าวนอกบ้านเสียเลย ...

..
จริงแล้วการปลูกผักสวนครัว ไม่ใช่ได้แค่ผักมากิน .. แต่ยังได้อะไรต่ออะไร
อีกหลายอย่าง ..
  ;) ;) ;) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #35 เมื่อ: มกราคม 12, 2007, 08:15:37 »


 
สมัยผมเด็กๆ อยู่ในชนบท .. อาหารการกินหาได้จากธรรมชาติ
แม้ในปัจจุบันนั้นหายาก แต่ญาติๆ เขาก็ใช้วิธีปลูก/เลี้ยง
ซึ่งประหยัดรายจ่ายได้เยอะ และเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราเองในหลายด้าน

..
..
แม้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมในเมือง ซึ่งเป็นการยากที่จะทำอย่างนั้นได้
แต่การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงนั้นก็ไม่ยากอะไรเลย .. เช่น
ไม่ต้องเที่ยวเตร่ เข้าคลับเข้าบาร์ .. หรือ ไม่ต้องกินอาหารหรูๆ ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #36 เมื่อ: มกราคม 16, 2007, 20:23:15 »


วันนี้ได้อ่านข่าวในหน้าเว็บของผู้จัดการ พบเรื่องราวของแชมป์มวยโลกชาวไทย พงษ์ศักดิ์เล็ก กระทิงแดงยิม



อ่านแล้ว ก็ชื่มชมในความสามารถ และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เลยอยากนำมาฝากประกอบกับกระทู้นี้ครับ



      เป็นแชมป์โลกแต่ยังใช้ชีวิต "พอเพียง"
       
       แม้จะเป็นแชมป์โลกที่เดินทางไปป้องกันตำแหน่งยังต่างแดนบ่อย ทำให้ได้เงินรางวัลเป็นกอบเป็นกำ จนปัจจุบัน พงษ์ศักดิ์เล็ก ในวัย 29 ปีนั้น ด้วยความมัธยัสถ์ทำให้เขามีเงินเก็บในธนาคารเฉียด 5 ล้านบาท แถมด้วยการซื้อที่ดินสะสมไว้ที่บ้านเกิดโคราชอีกหลายผืนด้วย
       
       ด้วยสถานภาพของพงษ์ศักดิ์เล็กซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้แต่งงาน แต่คบหากับแฟนสาวอยู่ ทว่าจากความไม่ประมาทในเส้นทางชีวิตการค้ากำปั้นซึ่งค่อนข้างสั้นและไม่แน่นอน โดยตัวอย่างจากนักมวยรุ่นพี่ซึ่งประสบความยากลำบากหลังแขวนนวมเลิกชกไปแล้วมีให้เห็นอย่างดาษดื่น
       
       แชมป์โลกผู้นี้ยังคงดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง ในปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆในค่ายมวยซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เหมือนตอนเข้ามาอยู่กรุงเทพฯใหม่ๆ เนื่องจากตัวเขาเองคิดจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะตั้งเป้าว่าหลังชกอีกเพียง 3-4 ปี ก็จะขอกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดโคราช เพราะไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองหลวง
       
       ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ชกมวย พงษ์ศักดิ์เล็ก เผยสาเหตุที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จว่า อยู่ที่ระเบียบ วินัยในการฝึกซ้อมและการบังคับตัวเองให้ได้เท่านั้นเอง จนกระทั่งปัจจุบันเขาก็ยังไม่เคยลืมตัว และระมัดระวังเรื่องเวลาการนัดหมายเป็นอย่างมาก
       
       เผยไม่เคยคิดทำลายสถิติ "เขาทราย"
       
       แน่นอนปี พ.ศ. 2550 หลังจากทีมงาน "เพชรยินดี" และ "เสี่ยตังค์" ปิยะรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ ได้ประกาศแผนการบันได 4 ขั้น เพื่อให้ พงษ์ศักดิ์เล็ก ป้องกันตำแหน่ง 4 ไฟต์รวดในปีนี้ โดยหลังจากที่จะมีคิวอุ่นเครื่องในวันที่ 26 มกราคม นี้ หลังจากนั้นก็จะเตรียมตัวป้องกันตำแหน่งไฟต์ที่ 17 ในช่วงเดือนมีนาคม ไฟต์ที่ 18 เดือนมิถุนายน ไฟต์ที่ 19 เดือนกันยายน และสุดท้ายไฟต์ที่ 20 ซึ่งจะทำลายสถิติของ เขาทราย กาแล็คซี่ ในเดือนธันวาคม เพื่อเป็นการฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
       
       เจ้าตัวพงษ์ศักดิ์เล็ก ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า "ผมไม่อยากให้คิดว่าเป็นการทำลายสถิติของพี่เขาทราย พี่เขาเป็นนักชกที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย และเป็นตำนานไปแล้ว อยากให้คิดว่านี่เป็นสถิติของผมเองไม่เกี่ยวกับใคร ผมจะมองการชกทีละไฟต์เท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะทำลายสถิติใคร"
       
       ปูทางหาเลี้ยงชีพในอนาคตไว้แล้ว
       
       นอกจากเรื่องของหมัดๆมวยๆและการทำลายสถิติป้องกันแชมป์แล้ว ตัวพงษ์ศักดิ์เล็ก ก็ยังไม่ประมาท ได้มองไกลไปถึงแผนการวางอาชีพในอนาคตหลังแขวนนวมไปแล้ว โดยนักชกจากโคราชผู้นี้ได้เปิดเผยว่า
       
       "ผมจะขอชกต่ออีก 3-4 ปีเท่านั้น จากนั้นจะขอเดินทางกลับไปอยู่โคราชบ้านเกิด เพราะไม่ชอบอยู่อย่างแออัดในกรุงเทพฯ ขณะนี้ได้เตรียมแผนการลงทุนธุรกิจเล็กๆเอาไว้ อย่างเช่น การเปิดมินิมาร์ท เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไส้กรอกของ ซีพี ก็ได้คุยกันไว้บ้างแล้ว แต่ที่ได้ลงมือทำไปแล้วนั่นก็คือการร่วมลงทุนผลิตครีมนวดไทยแชมเปี้ยน ซึ่งเป็นนวัตกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งผมเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย ลองใช้เองแล้วได้ผลจริง กล้ารับประกัน ใช้อยู่ทุกวัน ช่วยผ่อนคลาย รักษาลดอาการอักเสบ ปวดบวมปวดเมื่อย นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายตัว ที่เด่นก็มี พิมเสนน้ำ ใครสนใจจะใช้หรือรับไปจำหน่ายติดต่อได้ที่เบอร์ 08-1259-2727 และ 08-1584-8382 นอกจากนี้ในอนาคตผมก็ยังอยากจะเปิดโรงเรียนสอนชกมวย ร้านนวดแผนไทย รวมทั้งเปิดสอนการนวดเพื่อผลิตคนนวดที่มีความรู้อย่างจริงๆจังๆด้วย"


เรื่อง และ ภาพ จาก ทีมข่าวกีฬา ผู้จัดการ ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #37 เมื่อ: มกราคม 16, 2007, 20:44:58 »



ขอบคุณคุณเด็กหอ 5 ที่นำเรื่องราวที่ดีๆมาให้ได้รับทราบ
เรื่องราวของ แชมป์มวยโลกชาวไทย พงษ์ศักดิ์เล็ก กระทิงแดงยิม
เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักกีฬาที่เคยประสบความสำเร็จทั้งหลาย
น่าเอาเป็นตัวอย่าง

ป้าประทับใจในความคิดของ พงษ์ศักดิ์เล็ก หลายตอนเช่น

"ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ชกมวย พงษ์ศักดิ์เล็ก
เผยสาเหตุที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จว่า
อยู่ที่ระเบียบ วินัยในการฝึกซ้อมและการบังคับตัวเองให้ได้เท่านั้นเอง
จนกระทั่งปัจจุบันเขาก็ยังไม่เคยลืมตัว
และระมัดระวังเรื่องเวลาการนัดหมายเป็นอย่างมาก"



"ผมไม่อยากให้คิดว่าเป็นการทำลายสถิติของพี่เขาทราย
พี่เขาเป็นนักชกที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย และเป็นตำนานไปแล้ว
อยากให้คิดว่านี่เป็นสถิติของผมเองไม่เกี่ยวกับใคร
ผมจะมองการชกทีละไฟต์เท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะทำลายสถิติใคร"


แผนการในอนาคตของ พงษ์ศักดิ์เล็ก ก็น่าสนใจ
อยู่ในแนวทางที่เขาถนัด และสามารถทำได้
ซึ่งไม่ถึงกับต้องลงทุนใหญ่โตเกินไป



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 08:20:53 »



ป้าทราบมาว่า ที่ฟิลิปปินส์ก็นิยมกินไข่แบบที่คุณแตงโมว่า
กินกันเป็นของว่างประจำชาติเลยก็ว่าได้




ชาวปินส์ เรียกไข่ต้มที่ยังมีลูกไก่เล็กๆว่า บาล็อด ครับ
เสี่ยวฯได้ลองแล้วครับใบนี้เลย ลูกไก่ทั้งตัวและไข่ขาวครึ่งต่อครึ่ง
เขาบอกว่ากินแล้วจะแข็งแรง... ...
หลังจากกินเข้าไปทั้งใบแล้วก็อ๊วกออกมาเพราะยังมีขนไก่ติดอยู่เลย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #39 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 08:33:57 »



บาล็อคที่คุณ scorpio6 ว่า

เมืองไทยบ้านเราเรียกไข่ข้าว ใช่ไหม



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #40 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 08:44:49 »


เสี่ยวชอบไปอยู่ที่ทุ่งนา..เวลาหิวก็หาปูปลา ตามประสาคนบ้านนอก
มีวัวอยู่สองสามตัว เลี้ยงปลา นานา ชนิด เลี้ยงกบในกระชัง...
มี่เสี่ยวแวะไปหา จะทอดแห หาปลามาทำกินกัน  สมาชิกอรุณสวัสดิ์
ว่างๆก็เชิญที่บ้านเสี่ยวสกอร์ปิโอ ได้ทุกเวลาเด้อ.. ...

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #41 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 09:05:32 »



บาล็อคที่คุณ scorpio6 ว่า

เมืองไทยบ้านเราเรียกไข่ข้าว ใช่ไหม





ผมไม่รู้ครับป้าว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ทางอีสานเรียกว่าไข่"ฮ้างฮัง"(ร้างรัง)
แต่ที่ต่างคือที่ปินส์เขาตั้งใจนำไข่ที่กกเป็นตัวข้างในแล้วนำมาต้มเป็นบาล็อด
แต่ทางอีสานนิยมนำไข่ที่แม่ไก่ไม่กกแล้วหรือแม่ไก่ทิ้งรังไปเลี่ยงลูกส่วนที่ฟัก
แล้วทิ้งไข่ส่วนที่เหลือไว้ในรัง...ให้ฮ้างฮัง... ...

นอกจากเลี้ยงวัวสองสามตัวแล้วก้ยังมีไก่แจ้ ไก่พื้นเมืองและเป็ดไว้กินไข่อีก
ยังอยากหาห่านมาเลี้ยงเพื่อเป็นยามตอนกลางคืนอีก ตอนนี้กำลังหาซื้อมา
ผมเคยปลูกไม้ยืนต้นตามคันนาแต่ยังไม่สำเร็จเพราะดินเค็ม มีใครช่วยบอกวิธี
ปลูกไม้ยืนต้นในที่คันนาดินเค็มได้บ้างหรือเปล่าครับ.. ...



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #42 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 09:42:07 »



ทางเหนือก็เรียก ไข่ค้างฮัง เหมือนกัน
แต่อ่านวิธีทำจากกระทู้ 10 ยอดอาหารพิศดารทั่วโลกแล้ว
ไข่ข้าว (Balut)ของฟิลิปปินส์ ต่างกับ ไข่ค้างฮัง ของบ้านเรา

วันหลังมีโอกาสจะไปเที่ยว บ้านเสี่ยวเด้อ
บรรยากาศแบบนี้ นั่งกินข้าวบนแคร่ใต้ต้นไม้กลางนา
คงจะแซ่บและม่วนสุดๆ

หารถไป คงมีที่เติมน้ำมันฟรีสักปั๊มหนึ่งแน่ๆ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #43 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 09:50:34 »


เสี่ยวชอบไปอยู่ที่ทุ่งนา..เวลาหิวก็หาปูปลา ตามประสาคนบ้านนอก
มีวัวอยู่สองสามตัว เลี้ยงปลา นานา ชนิด เลี้ยงกบในกระชัง...
มี่เสี่ยวแวะไปหา จะทอดแห หาปลามาทำกินกัน  สมาชิกอรุณสวัสดิ์
ว่างๆก็เชิญที่บ้านเสี่ยวสกอร์ปิโอ ได้ทุกเวลาเด้อ.. ...



เห็นภาพแบบนี้ .. มีโอกาสไป ผมจะหาเบ็ดไปด้วย   umm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ทิดแมงง้อด
เพราะเราท่านคือเพื่อนประชาชน
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 10:09:48 »


เถียงนาไม่น้อยอยู่กลางทุ่ง...รอคุณเด็กดีพร้อมเบ็ดครับ
ป้าเหลาครับ หากป้ามาไม่ได้ผมจะไปเจอชาวอรุณสวัสดิ์
ที่เมืองบางกอก...ในมิ๊ติ้งครั้งต่อๆไปก้ได้ครับ..บ่เป็นหยัง.. ..

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #45 เมื่อ: มกราคม 11, 2008, 10:18:59 »



เถียงนาไม่น้อยอยู่กลางทุ่ง...รอคุณเด็กดีพร้อมเบ็ดครับ
ป้าเหลาครับ หากป้ามาไม่ได้ผมจะไปเจอชาวอรุณสวัสดิ์
ที่เมืองบางกอก...ในมิ๊ติ้งครั้งต่อๆไปก้ได้ครับ..บ่เป็นหยัง.. ..



ยินดี ๆ ต้นสิงหาเด้อ เสี่ยว..
จะมีมีทติ้งใหญ่
ชาวอรุณสวัสดิ์จากต่างแดนจะกลับมาเยี่ยมบ้าน
นำโดยลุงถึก ณ สวีเดน
เรนนี่ศรีสมรและครอบครัว.....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #46 เมื่อ: เมษายน 30, 2008, 14:14:11 »


ว่าแต่ บ้านเสี่ยวสกอร์ปิโอ อยู่ที่ไหนล่ะครับเนี่ย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #47 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2008, 23:13:55 »



ลองถามตัวเองดูว่า
ถ้าเปลี่ยนแปลงได้...
จะยินดีถอยหลังกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ
แบบวิถีไทยที่เรียบง่าย พอเพียง
และอบอุ่น เยือกเย็น...กันไหม

วันก่อน...น้ำประปาไหลอ่อนมาก
ดึกแล้วจะอาบน้ำ โดยใช้น้ำอุ่นผ่านฝักบัวอย่างเคยก็ไม่ได้

จึงต้องใช้ถังน้ำรองน้ำจากก๊อกและค่อยๆตักอาบ

... ขณะอาบน้ำ.....
วูบหนึ่งหวนรำลึกถึงสมัยเด็กๆ
เคยอาบน้ำข้างบ่อน้ำ
ที่ก่อขอบขึ้นมาด้วยอิฐ
มีกอดอกไม้สีขาว
กลิ่มหอมอ่อนเย็นๆอยู่ข้างบ่อ
ใช้สบู่หอมตรานกแก้ว
และสระผมด้วยมะกรูดเผาไฟหอมๆ
เป็นความสุขอันเยือกเย็น เรียบง่าย
ที่เราลืมเลือนไปนานแล้ว....

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795



« ตอบ #48 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2008, 00:15:17 »





จำได้ว่า...
เคยมีสระเล็กๆอยู่ริมรั้วบ้าน
มีร่มไม้อยู่ข้างสระ

...
ความสุขที่สุด...
ในสมัยที่ยังไม่มีทีวี
ไม่มีเกมคอมพิวเตอร์
ก็คือไปนั่งเล่นอยู่ขอบสระ
เฝ้ามองลูกอ๊อดเป็นฝูงว่ายในน้ำ
ใต้กลุ่มจอกแหนสีเขียว
ที่ขึ้นเป็นแพคลุมผิวน้ำ

...
...
บางทีก็เจอเห็ดที่กินได้
งอกเป็นกลุ่มอยู่ริมขอบสระ
ถึงหน้าฝน ...ยามฝนตกตอนกลางคืน
ก็จะหลับอย่างมีความสุข
ด้วยความเย็นชุ่มฉ่ำ....
พร้อมด้วยเสียงกบและอึ่งอ่างร้องระงมขับกล่อม...


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Rainy
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,157



« ตอบ #49 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2008, 09:19:25 »


เข้ามาอ่านกระทู้นี้ (คห. หลัง ๆ ตั้งแต่คุณเสี่ยวฯ มาโพสต์) ทำให้นึกไปถึงคำว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" (เรียกถูกไหมคะ)

คนเรา ตอนไม่มี ก็ดิ้นรนอยากจะมี อยากจะเป็น แต่พอได้เป็นได้มี ก็อยากจะย้อนไปสู่วันเก่า ๆ ที่เคยเป็นมา (อดีต)

เหมือนเดี๊ยนตอนนี้เลย ใช่เลย
อดีต เป็นอะไรที่ขมขื่นและต้องต่อสู้กับมันมามาก เพื่อที่จะปีนไปให้ถึงจุดสูงสุดของชีวิต เท่าที่กำลังและความสามารถทำได้
พอมายืน ณ จุด ที่คิดว่าตัวเองปรารถนาแล้ว มีแล้ว พอแล้ว ทำได้แล้ว......พลันกลับมีเวลาว่างคิดย้อนไปตรงจุดที่เราจากมา
คิดถึงและโหยหา กับอดีตสมัยเด็ก ๆ ที่เคยได้สัมผัสและลิ้มรสชาติของชีวิตของเด็กบ้านนอก จน ๆ คนหนึ่ง

นึกถึงชีวิตชาวไร่ ที่เคยสัมผัส นึกถึงบ้านไม้ไผ่ที่เคยซุกหัวนอน คิดถึงท้องไร่ที่เคยเข้าไปคลุกคลี ช่วยพ่อแม่ทำงานในยามนั้น
จอบ เสียม ตระกร้า กระบุง ไอดิน กลิ่นอายของธรรมชาติ

เชื่อไหมว่า ทุกวันนี้ เรนนี่ศรีสมรกำลังฝันอยากมีกิจการการเกษตรสักหนึ่งโครงการ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทุกวัน วันไหนนั่งหน้า
คอมพิวเตอร์ ก็จะค้นหาข้อมูล การปลูกมะลิ การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การเพาะเห็ด การเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อยู่อย่างนี้ทุกวัน

ก็คิดว่า วันหนึ่งความฝันของเราจะเป็นจริง คือกลับไปสู่ที่ ที่เราได้จากมา เหมือนคำที่เรียกว่า "คืนสู่เหย้า" ประมาณนั้น
smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: