ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 24, 2014, 21:38:24
94,131 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,135 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bikehummer2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  รวมเรื่องสั้น  |  ความพลัดพราก... 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ความพลัดพราก...  (อ่าน 9522 ครั้ง)
Rass
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 56



« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2009, 06:41:42 »


ความพลัดพราก..

ราสส์ กิโลหก

เสียงพระสวดประสานเสียงดังเป็นจังหวะ สูงบ้างต่ำบ้าง กลิ่นธูปลอยมาแตะจมูกจนฉุน  ภายในศาลา  มองเห็นโลงศพ  ตั้งเด่นอยู่บนตั่งสูงจากพื้นศาลา บริเวณด้านหน้ามีรูปของคนตายตั้งอยู่  ดอกไม้จัดอย่างสวยงามที่หน้าโลง  พวงหรีดหลายอันแขวนอยู่โดยรอบ   แต่ละอันแสดงชื่อ เจ้าของพวงหรีดติดอยู่ที่ตรงกลาง  เป็นการ แสดงถึงความอาลัยต่อผู้จากไป ซึ่งบัดนี้นอนนิ่งอยู่ในโลงศพ

หลังจากเสียงพระสวดหยุดลงเพราะจบบทสวด    พระบางองค์หยิบกระโถนมาถ่มน้ำลายใส่พร้อมส่งเสียงกระแอมเบาๆเพราะคันคอ บางองค์เอามือขยับจีวรตรงไหล่ให้เข้าที่ เสียงจอแจเริ่มดังขึ้น เสียงลากเก้าอี้ เสียงคุยกัน หลังจากที่นั่งนิ่งเหมือนถูกสะกดให้อยู่ในความเงียบมาพักใหญ่ๆ.

                                                     ********************************

เด็ก  หญิงและชายหลายคน อยู่ในชุดเสื้อขาว ในมือถือถาดใส่แก้วน้ำ  เดินกันไปมา ปากก็ร้องถามหาผู้ต้องการดื่มน้ำ  นพ เรียกเด็กหญิงที่เดินอยู่ใกล้ๆให้มาหา พร้อม เอื้อมมือหยิบแก้วน้ำจากถาดบนมือของเด็ก  ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ  มองดูผู้คนที่มาร่วมงาน   ส่วนใหญ่คุ้นๆหน้าเพราะอยู่อาศัยในซอยเดียวกัน  แขกไม่ค่อยมากนัก เพราะสวดเป็นวันแรก  ..

ลมหนาว พัดผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ 2-3 ต้นซึ่งขึ้นอยู่ข้างๆศาลา  เสียงใบโพธิ์ดังซ่าๆ อากาศรอบๆศาลามืดสนิท  นาฬิกาที่แขวนอยู่ผนังข้างศาลาบ่งบอกเวลา สองทุ่มเศษๆ ตามพิธีกรรมพระท่านจะต้องสวดอีก 1 จบจึงจะเสร็จสิ้นพิธีในวันนี้  ผู้คนไม่กี่คนตามเก้าอี้นั่งคุยกันเบาๆ    ญาติพี่น้องของคนตายนั่งรวมกันเป็นกลุ่มหน้าโลงศพ  บางคนตาบวมแดงเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ลูกหลานตัวเล็กๆพากันวิ่งเล่นเพราะความไร้เดียงสา..

นพ  วางแก้วเปล่าไว้ที่ข้างเก้าอี้ ขยับตัวลุกขึ้นก้าวเดินออกมาจากศาลา เสียงสะบัดของใบไม้เมื่อโดนลมพัด ดังซ่าเป็นพักๆ   อากาศเย็นจนความหนาวสอดแทรกเข้าไปถึงตัวจนต้องเอามือกอดอก  วัดแห่งนี้เขามาบ่อยทั้งงานบวช งานศพ หรือทำบุญในวันพระใหญ่  ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้   เมื่อมีงานพิธีทางศาสนามักจะมาทำพิธีที่วัดนี้ เนื่องใกล้บ้านและสะดวกในการเดินทาง ก้าวขาเดินเอื่อยๆไม่รีบร้อน  จนมาถึงลานวัดด้านหน้าโบสถ์   บรรยากาศดูมืดครึ้มและเงียบสงัดเพราะบริเวณนี้ห่างไกลจากศาลาตั้งศพ  หมาวัด 3-4ตัว นอนขดตัวด้วยความหนาวอยู่ตามลานวัด พากันตกใจเมื่อมีคนเดินผ่าน  พวกมันลุกขึ้นอย่างขี้เกียจมองผู้มาเยือนด้วยความสงสัย ก่อนจะตะเบ็งเห่าหอนเสียงขรมดังก้องในความมืด  บางตัวโก่งคอหอนเสียงยาวชวนให้ขนลุก   นพ ไม่สนใจเดินไปนั่งที่เก้าอี้หินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นโพธิ์ใหญ่..

หูแว่วได้ยินเสียงพระสวดดังอีกครั้ง คงเป็นการสวดครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะจบพิธีในวันนี้  เขาหันหน้าไปที่ศาลายกมือขึ้นไหว้จรดที่ปลายจมูกด้วยความเคยชิน พลางคิดว่าจะนั่งอยู่ที่นี่ ..

ความเงียบกลับมาเยือนหลังจากเจ้าหมาปากเปาะพากันกลับไปหาที่ซุกหัวนอน ..เขาหวนนึกถึงเมื่อหลายวันก่อนเมื่อ หมอนัดให้ไปพบที่โรงพยาบาล

                                               **************************************

นพ ชายร่างเล็ก อายุร่วม 50 ปีนั่งสงบนิ่งที่หน้าห้อง แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง...

“นายนพเชิญด้านใน ค่ะ” พยาบาลอายุรุ่นลูกหันหน้ามาทางคนไข้ที่นั่งกันเป็นแถวยาว

ชายร่างเล็กลุกขึ้นยืนแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง เพราะเขานั่งอยู่ที่ตรงนี้เกือบ ชั่วโมง เดินใจลอยไปตามเสียงเรียก ในใจของเขามันสับสนจนบอกไม่ถูก..เพราะวันนี้เขาจะได้รับข่าวที่สำคัญที่สุดในชีวิต !  

คุณหมอนั่งรออยู่ที่โต๊ะ ด้านหลังมองเห็นผ้าม่านและเตียงสำหรับตรวจคนไข้ นพเคยมาที่นี่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ดูจะมีความตื่นเต้นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นดัง ตุ๊บๆอยู่ในอก เขายกมือไหว้ทำความเคารพหมอเหมือนทุกครั้ง คุณหมอรับไหว้โดยไม่ได้มองคนไหว้ เพราะกำลังยุ่งกับเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ

“เชิญนั่ง ครับ”  เสียงเบาๆของหมอ

“ขอบคุณครับ”พร้อมนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ

“คุณน้ามาคนเดียว หรือครับ ! มีญาติมาด้วยหรือเปล่า ?” หมอเงยหน้าขึ้นมอง   ท่าทางและแววตาช่างแหบแห้งสิ้นดี  ลักษณะและท่าทางแบบนี้  คนไข้อย่างนพรู้สึกเดาอะไรบางอย่างได้ เขาเริ่มทำใจพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจข้างหน้า

“ผมมาคนเดียว  คุณหมอบอกมาตรงๆเลยครับ ผมยอมรับได้”

และก็เป็นตามที่ นพ กังวลเอาไว้..มันเป็นเหมือนเสียงยมทูตที่เรียกร้องอยู่ข้างหู.

“คุณน้า เป็น มะเร็งตับ อยู่ในขั้นสุดท้าย”
                            
                                                   *********************************

นพ เอนหลังพิงเก้าหินอ่อนด้วยความอ่อนเพลีย   ยกมือขึ้นนับนิ้วคำนวณอายุตัวเอง  ปีนี้อายุของเขาร่วม 45 ปีถือว่าเกินครึ่งของชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ผ่านทั้งทุกข์ทั้งสุข  ความคิดหวนไปถึงความตาย  คนเราต่างกลัวความตายกันทุกคน  แต่คงไม่มีใครหลีกหนีความตายได้พ้นไม่ว่าจะใหญ่โตคับฟ้ามาจากไหน   แม้ทุกเวลานาทีทุกคนต่างอยู่ไม่ไกลจากความตาย เพราะเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้านไปในที่ต่างๆไม่มีใครรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง รถจะชนตาย จะมีคนร้ายเข้ามาปล้นฆ่า จะถูกลากไปข่มขืนแล้วฆ่า หรือแม้แต่เดินอยู่ดีๆอาจมีเศษหินหล่นจากอาคารสูงลงบนหัวก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน              

คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย เมื่อไม่มีบัญชีบอกว่าใครจะตายวันนั้นวันนี้หรือวันไหนๆ จึงไม่มีใครวิตกกังวลเกี่ยวกับการตาย การใช้ชีวิตจึงไม่มีการระมัดระวังมากนัก เพราะคิดว่าความตายยังอยู่อีกห่างไกล   ยกเว้นนักโทษประหารซึ่งถูกกำหนดวันประหารไว้แล้ว นักโทษพวกนี้ต่อให้เป็นเสือร้ายฆ่าคนมามากมาย จิตใจกล้าแข็งหรือโหดเหี้ยมอำมหิต แค่ไหน  เมื่อต้องเดินทางไปสู่ความตาย แข้งขาจะอ่อนปวกเปียกถึงกับเดินเข้าหลักประหารด้วยตัวเองไม่ไหวต้องประคองปีกเข้าไป

นพ มองไปรอบๆวัด ความคิดของเขาล่องลอย  คนเราก่อนจะตายจะเป็นยังไงบ้าง หนอ ? จะเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหนจนกว่าจะขาดใจตาย  หลังจากตายแล้วเราจะรู้ตัวหรือเปล่า ? หรือหลับดับสูญไปเลย

                                                  
                                                   ***********************************

ลมหนาวเริ่มพัดแรงมากขึ้น มีเสียงอู้ๆๆสลับกับเสียงใบไม้ที่สั่นเพราะแรงลม  เขานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มะเร็งตับขั้นสุดท้าย คงอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เป็นคำพิพากษาจากศาลแห่งจักรวาลผู้ที่ดูแลสิ่งมีชีวิต บัญชีความตายได้บรรจุชื่อของเขาแล้ว  จิตใจตอนนี้คงไม่ต่างจากนักโทษประหาร การใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจต่อมนุษย์คนหนึ่ง  นี่คือการตายทั้งเป็น..!!

ตอนเกิดมาใหม่ๆ ร่างกายของมนุษย์บริสุทธิ์ อวัยวะเป็นของใหม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เปรียบดังผ้าขาวที่ปราศจากการปนเปื้อน  แต่เป็นที่ตัวมนุษย์เองไม่รู้จักรักษาสิ่งของที่พระเจ้าให้มา  ใช้งานอย่างไม่ปราณี ใช้อย่างไม่รู้คุณค่า  ไม่พยายามดูแลรักษาอย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดการเสียหายและสึกหรอ  จึงจะมีความสำนึกแต่ก็สายไป  ถ้าใครมองพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน มองอย่างผู้รู้จะเห็นว่าคนเราทุกวันนี้ ไม่กลัวความตาย การปฎิบัติตัวของทุกคนต่างสุ่มเสี่ยงกับความตายทั้งนั้น  ยิ่งเรื่องการกินสำคัญมากเพราะอาหารคือสื่อที่นำสิ่งต่างๆทั้งดีและไม่ดีมาสู่ร่างกาย  นพ คิดว่าคงไม่มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นแบบนี้ และคงเป็นจำนวนมากด้วย เขาโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยยังมีเพื่อนใหม่อีกหลายสิบหลายร้อยคน...ในอีกไม่นาน

ก่อนหน้านั้นเขามีอาการท้องอืดบ่อยๆ มีลมในกระเพาะมาก กินอะไรเข้าไปก็แน่นอยู่ในท้องเพราะไม่มีการย่อยตามปกติ  ในกระเพาะเหมือนมีลมอยู่ตลอดเวลา ลมจะดันมาจุกที่หน้าอกทำให้อึดอัดหายใจไม่ค่อยออก เมื่อมาพบหมอ จึงรู้ว่าการทำงานของตับเหลือน้อยเต็มที  การย่อยอาหารจึงไม่สมบูรณ์ เขาเคยเห็นอาหารที่วางลืมเอาไว้ 2-3 วันในถ้วยชามต่างๆ สภาพที่เห็นคือเหม็นเปรี้ยวและมีฟองเกิดขึ้นมากมาย คงไม่ต่างจากอาหารที่ใส่ไปในกระเพาะแล้วไม่ย่อย และไปเน่าเสียอยู่ในกระเพาะจึงเกิดเป็นแก็สขึ้นมา ทำให้อึดอัดไม่สบายตัว..

นพ  เป็นหัวครอบครัวมีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เหมือนเป็นเสาหลัก หากเสาต้นนี้หักไปความเดือดร้อนต่อครอบครัวของเขาคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น    ถึงแม้ลูกๆ 3 คนจะได้ทำงานกันบ้างแล้วแต่ก็ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อ คิดว่าหากขาดเขาสักคน ครอบครัวคงลำบากไม่น้อยที่เดียว เขายังห่วงตามสัญชาติญาณของผู้มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว นี่คือทุกข์ที่จะต้องติดตัวไป...แม้ต้องตายไปแล้ว  !

                                        
                                                       ***********************************

สมัยหนุ่มๆร่ำร้องอยากจะมีเมีย  พ่อ-แม่ ร้องเตือนอยู่บ่อยๆว่า

“นพ เอ๊ย ! เอ็งจะรีบมีไปทำไม  หาห่วงมาผูกคอเปล่าๆ ?”

แต่ก็แค่ คำเตือนที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา สำหรับวัยที่กำลังคึกคะนองของคนหนุ่มคนหนึ่ง ธรรมชาติทำหน้าที่ให้กับทุกคน..

บัดนี้ ในวัย 45 ปี  เขามีห่วงคล้องอยู่เต็มคอ ธรรมชาติได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์  ต้องทำหน้าที่ทั้ง ผัว พ่อ และ ทั้ง ปู่ และตา  จากลูกชาย และลูกสาว มันเป็นวงจรชีวิตของมนุษย์เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา   เขาเริ่มเครียดเมื่อ นึกถึง เมียคู่ยาก  ลูก  และหลานตัวเล็กที่กำลังน่ารัก ช่างพูดช่างประจบ ในอีกไม่นานเขาต้องลาจากสิ่งเหล่านี้ไป น้ำตาซึมออกมาจนต้องใช้หลังมือปาดทิ้งไป เขาผิดหรือเปล่า ? ที่ไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ และอยู่ตัวคนเดียว ความตายคงเป็นเรื่องเล็กน้อย

มองไปทางศาลาสวดศพ บัดนี้เงียบเห็นแต่ดวงไฟบางดวงที่เปิดอยู่  มองเห็นโลงศพอยู่ไกลๆ อีกไม่นานเขาต้องไปนอนอยู่ในโลง  ลูกเมียก็จะมาทำพิธีให้  และคงเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของคนที่คุ้นเคยคนหนึ่งที่ลา จากไปอย่างเด็ดขาด  

โอย !..นี่มันเรื่องจริงหรือฝันไป เขาเอามือหยิกแขนตัวเอง  แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม

                        
                                                      **********************************

อากาศเย็นสบาย นพ กลับมาที่วัดนี้อีกครั้ง  เดินมานั่งที่เก้าอี้หินอ่อนโคนต้นโพธิ์เหมือนเมื่อ หลายเดือนก่อน ร่างกายตอนนี้สบายตัวขึ้นมาก แข็งแรงขึ้นจนน่าแปลกใจ เสียงสวดพระดังมาจากศาลาตั้งศพ อากาศมืดเพราะพระอาทิตย์ลาลับโลกไปแล้ว  เขาขยับตัวลุกขึ้น   เดินมาเรื่อยๆจนมาใกล้ศาลา ผู้คนมากันไม่มากนัก  มองเห็น ภรรยาคู่ยากเดินออกมาต้อนรับคนที่มาร่วมงาน ดวงตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก มีหลานสาวตัวเล็กๆอายุ 3 ขวบเศษๆในชุดสีขาววิ่งตามออกมา

เด็กน้อยวิ่งมายืนข้างๆย่า ด้วยความไร้เดียงสา.

นพ มองดูหลานสาวด้วยความเอ็นดู ปนกับความเศร้า.

ลมพัดผ่านกิ่งใบของต้นโพธิ์ดัง ซู่ๆๆๆๆ แข่งกับเสียง  สวดมนต์ของพระสี่องค์ที่ดังอยู่ในศาลา เขายกมือขึ้นไหว้จรดที่ปลายจมูกด้วยความเคยชิน.......      

    

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2009, 18:48:10 »


ภาพประกอบมาแล้ว.....





อากาศเย็นสบาย นพ กลับมาที่วัดนี้อีกครั้ง 
เดินมานั่งที่เก้าอี้หินอ่อนโคนต้นโพธิ์เหมือนเมื่อ หลายเดือนก่อน
ร่างกายตอนนี้สบายตัวขึ้นมาก แข็งแรงขึ้นจนน่าแปลกใจ
เสียงสวดพระดังมาจากศาลาตั้งศพ อากาศมืดเพราะพระอาทิตย์ลาลับโลกไปแล้ว 
เขาขยับตัวลุกขึ้น   เดินมาเรื่อยๆจนมาใกล้ศาลา

ผู้คนมากันไม่มากนัก  มองเห็น ภรรยาคู่ยากเดินออกมาต้อนรับคนที่มาร่วมงาน
ดวงตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก มีหลานสาวตัวเล็กๆอายุ 3 ขวบเศษๆในชุดสีขาววิ่งตามออกมา

เด็กน้อยวิ่งมายืนข้างๆย่า ด้วยความไร้เดียงสา.

นพ มองดูหลานสาวด้วยความเอ็นดู ปนกับความเศร้า.

ลมพัดผ่านกิ่งใบของต้นโพธิ์ดัง ซู่ๆๆๆๆ แข่งกับเสียงสวดมนต์ของพระสี่องค์ที่ดังอยู่ในศาลา
 เขายกมือขึ้นไหว้จรดที่ปลายจมูกด้วยความเคยชิน....... 
     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Rass
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 56



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2009, 03:09:06 »



...ขอบพระคุณป้าเสลาครับ....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal