ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 25, 2013, 10:26:26
92,775 กระทู้ ใน 7,436 หัวข้อ โดย 8,935 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: somsakjew
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เรื่องราวดีๆของคนไทย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวดีๆของคนไทย  (อ่าน 93259 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #50 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 23:09:46 »



ปัจจุบันคุณบุษบาเกษียณราชการแล้ว

          ค่ะ ตอนนี้ดิฉันอายุ 49 ปี เขาเรียกเออลี่ (Early) เป็นการเกษียณอายุราชการ
ทหารอเมริกันเขาจะมีอายุราชการ 20 ปี 25 ปี และ 30 ปี
ถ้าใครเกษียณ 20 ปี จะได้เงินเดือน 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนที่เคยได้
ถ้า 25 ปี ได้ 65 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกษียณ 30 ปี จะได้เงินเดือน 100 เปอร์เซ็นต์
ไปจนกระทั่งเราจะเสียชีวิต ส่วนดิฉันเกษียณ 20 ปีค่ะ


          เลือกที่จะเกษียณอายุราชการ 20 ปี เพราะอะไรคะ

          เพราะคุณพ่อป่วยค่ะ ก่อนกลับมาเมืองไทยตอนนั้นอายุราชการของดิฉันคือ 19 ปี 4 เดือน
เป็นช่วงที่กำลังจะต่อสัญญาเพราะที่นั่นเขาจะมีการต่อสัญญาคราวละ 5 ปี
พอคุณพ่อป่วยดิฉันเลยต้องรีบตัดสินใจว่าจะเอายังไง
เพราะตัวเองจากบ้านมา 22 ปีแล้ว ไม่ค่อยได้เจอคุณพ่อเท่าไหร่
สุดท้ายก็ลาออก ดิฉันลาออกทั้ง ๆ ที่ดิฉันชอบเป็นทหารมากนะ
ถ้ายังอยู่ต่อนี่ความก้าวหน้าต้องไปอีกไกล
ซึ่งการลาออกก็ใช้เวลาอีก 6 เดือนเพราะตอนนั้นดิฉันประจำอยู่ที่ประเทศเกาหลี
ส่งเรื่องไปที่เพนตากอน เพนตากอนเขาตีเรื่องกลับมา 4 ครั้ง


เขาดูประวัติเราแล้วก็ไม่ยอมให้ออกเพราะดิฉันเป็นครูฝึกอยู่
ซึ่งครูฝึก ทหารนี่ขาดแคลน เขาก็อ้างสารพัด
ครั้งที่ 4 ดิฉันต้องอ้างว่าคุณพ่อไม่สบายหนัก
ต้องขอใบรับรองจากหมอที่เมืองไทยไปให้เขาดู
กว่าจะทำเรื่องเสร็จก็อยู่ครบอายุราชการ 20 ปีพอดี


          นานเท่าไหร่แล้วคะ ที่กลับมาอยู่เมืองไทย

          2 ปีค่ะ ตอนนี้ดิฉันดูแลคุณแม่อยู่ คุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว
ดิฉันมีโอกาสได้อยู่ดูแลท่าน 3 เดือนเท่านั้นเอง ท่านเป็นโรคหัวใจ
ส่วนคุณแม่ตอนนี้อยู่ที่สัตหีบ ลูก ๆ ทุกคนก็ช่วยกันดูแล แต่ดิฉันเป็นคนที่อยู่กับท่าน


          รู้สึกยังไงคะ ที่ตัวเองมีโอกาสได้มาดูแลคุณพ่อคุณแม่ในช่วงปลายของชีวิตเท่านั้นเอง

          รู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรให้ท่านไม่เต็มที่
แต่ 22 ปีที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยถ้ามีเวลาดิฉันก็จะไป ๆ มา ๆ
เพราะปีหนึ่งเรามีสิทธิ์ลาได้ 30 วัน
แต่บางทีด้วยความรับผิดชอบของตำแหน่งหน้าที่การงานเรา หัวหน้าเขาก็ไม่ค่อยอนุมัติ
บางทีกลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ได้แค่ 10 วันเอง
ทุกวันนี้ยังรู้สึกเสียดายที่คุณพ่อจากไปเร็ว
คิดว่าเราน่าจะให้อะไรเขามากกว่านี้ ก็ยังรู้สึกเสียใจบ้าง


          ตอนนี้คุณแม่คุณแข็งแรงดีมั้ยคะ

          ท่านก็สบายดี แต่ก็มีโรคคนแก่ ตอนนี้ท่านอายุ 86 แล้ว
เราก็ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน เราเป็นทหารพยาบาลอยู่แล้วก็นำวิชาความรู้มาดูแลท่านได้


          ปัจจุบันคุณบุษบาทำงานพิเศษอะไรบ้างมั้ยคะ

          ดิฉันเขียนหนังสือเป็นเรื่องจากประสบการณ์ที่เป็นทหารมา 20 ปี
ดิฉันมีแผนการที่จะพิมพ์หนังสือ ตอนนี้ก็เขียน ได้เยอะแล้ว


          ที่มาของการเขียนเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

          ดิฉันจบปกส.ด้านภาษาไทยมา
ดิฉันเคยเขียนเรื่องสั้น ลงหนังสือคู่สร้างคู่สม 2 ครั้ง
ตอนนั้นยังอยู่อเมริกา ตอนหลังอยากเขียนมาลงอีกแต่ไม่มีเวลาส่วนตัวเลย
เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า กว่าจะกลับเข้าที่พักก็ 5 ทุ่ม
นี่คือวันธรรมดานะ ถ้าออกสนามจะได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง

ที่ดิฉันเขียนหนังสือเพราะอยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้อ่านได้รู้ว่า
การเป็นทหารอเมริกันต้องผ่านอะไรบ้าง มันไม่ใช่การนั่งทำงานออฟฟิศ
แต่เราทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายอกสามศอก
เรารับเงินเดือนเหมือนเขา
เขาจะบอกว่าไม่มีคำว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย งานหนักเท่ากัน
ฝึกแบบไหนก็ต้องฝึกเหมือนกัน ไม่มีการอะลุ้มอล่วย
ก็เลยอยากจะเขียนถ่ายทอดออกมา


          ใช้เวลาเขียนนานขนาดไหนคะ กับงานที่ตั้งใจว่าอยากจะตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊ค

          ปีกว่าแล้ว แต่ถ้าจะพิมพ์จริง ๆ ก็ต้องขอเวลาอีกสักเดือนหนึ่งเพื่อที่จะเกลาเรื่องให้สมบูรณ์


          เป็นเรื่องของประสบการณ์ของคุณล้วน ๆ

          ค่ะ แต่ดิฉันไม่เน้นเครียด จะเขียนเล่าแบบมีมุขตลกอะไรต่าง ๆ
เช่น ตอนที่ไปฝึกทหารใหม่ ภาษาอังกฤษนี่เราไม่แข็งแรงเลย
ไม่ได้เลย ต้องไปหัดพูดกับเด็กตัวเล็ก ๆ
แต่พอเข้าเป็นทหารอเมริกันขึ้นมาเราต้องใช้
ตอนนั้นดิฉันเพิ่งเข้าไปฝึกได้ 3 อาทิตย์ ดิฉันก็ไปปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเลย
คือว่าการเรียนจะมีอยู่ภาคหนึ่งคือการใช้ปืนเอ็ม 16
เราต้องรู้ทุกอย่างว่ากลไกของมันเป็นยังไง
ต้องถอดได้ ประกอบได้ ต้องยิงเป็น

พอถึงเวลาที่ต้องยิงปืน เขาก็จะพาไปที่สนามยิงปืน
ทุกคนจะไปนั่งที่อัฒจันทร์ แล้วเขาจะมีสนามเพลาะเป็นหลุม 25 หลุม
แล้วก็จะมีหอสูงให้ครูฝึกอยู่บนนั้น ข้างล่างก็จะมีครูฝึกอีก 4 คน
ทหารจะต้องยืนเรียงแถวกัน แล้วเขาก็จะสั่งทุกคนหยิบอาวุธ
ทุกคนวางอาวุธ ทุกคนลงไปในหลุมซึ่งหลุมเพลาะมันจะลึก
ด้วยความที่ดิฉันเตี้ยมากเวลาลงหลุมดิฉันก็จะหายไปเลย
ครูฝึกก็จะตะโกนถามมิลเลอร์อยู่ที่ไหน ดิฉันต้องยกมือว่าอยู่นี่
ครูเขาก็จะช่วยเอาถุงทรายมาถมหลุมให้
เพื่อที่จะให้เราโผล่ขึ้นมาจากหลุม
เสร็จแล้วครูเขาก็จะบอกโอเคหยิบอาวุธขึ้นมา
ทุกคนก็หยิบอาวุธขึ้นมา เอ็ม 16 มันจะมีแม็กกาซีน
ซึ่งแม็กกาซีนจะมีลูกกระสุนบรรจุอยู่แล้ว 40 นัด
จะวางอยู่ใกล้ ๆ เขาก็จะบอกให้หยิบแม็กกาซีนขึ้นมา
เราก็หยิบขึ้นมา แล้วครูเขาก็สั่ง ล็อก แอนด์ โรล

          ทีนี้คำว่า Lock and Roll ที่เขาสั่งมันเป็นตัว L
แต่ดิฉันฟังเป็นตัว R ซึ่งก็คือ Rock and Roll
ดิฉันก็นึกว่า เขาสั่งให้เต้น เลยตะกายขึ้นมาจากหลุมทันที
ขึ้นมาก็เต้นใหญ่เลย เต้นซ้ายเต้นขวาไม่สนใจใครทั้งนั้น
พวกที่อยู่ในหลุมงงกันใหญ่ อะไรของมันวะ
ครูฝึกเห็นเขาก็งง หยิบไม้แดงขึ้นมาหมายถึงสัญลักษณ์ไม่พร้อม
แล้วเขาก็บอกให้หยุด ซึ่งสำเนียงเขามันแปร่ง
เราก็นึกว่าเขาให้เต้นเร็วขึ้น ดิฉันเลยยิ่งเต้นใหญ่เลย
ครูฝึกเขาก็มาจับดิฉันให้หมอบลงไป
เขาบอกโน โน โน ไม่ใช่ Rock and Roll
แต่ให้ Lock and Roll แล้วเขาก็บอกเอาแบบนี้ใส่เข้าไป
จากนั้นทั้งค่ายเขาก็เรียกดิฉันว่า Queen of the Rock and Roll
ตลอดทั้งอาทิตย์ ไปไหนก็ขายหน้า (หัวเราะ)

          อีกเรื่องหนึ่งคือคำว่า Police Call
คำว่า Police ก็แปลว่าตำรวจ Call แปลว่าเรียก
ความหมายก็คือเรียกตำรวจ แต่พอเป็นศัพท์ทหารมันไม่ใช่
เขาไม่ได้สอนเรา Police Call
วันหนึ่งดิฉันกำลังทำความสะอาดสำนักงานอยู่
ก็มีจ่าคนหนึ่งบอกว่ามิลเลอร์ พาเพื่อนไปดู Police Call
ดิฉันก็บอก Yes Yes
แล้วดิฉันก็หยิบโทรศัพท์หาตำรวจเลย
สักประมาณ 5 นาทีได้ รถตำรวจมากัน 3 คัน เปิดไฟแดงมาเลย
มาถึงปุ๊บจ่าก็ตกใจถามว่ามาทำไม
ตำรวจบอกมีคนโทร.เรียกตำรวจ
มิลเลอร์น่ะมิลเลอร์ จ่าก็ถามว่าเรียกทำไม
ดิฉันก็อ้าว...ก็เธอให้ฉัน Police Call
เขาก็บอกไม่ใช่ ฉันให้เธอไปเก็บขยะ

ซึ่ง Police Call ในภาษาทหารคือการเดินเก็บขยะ
โดยการเรียงแถวหน้ากระดาน ครั้งนั้นเราก็หน้าแตกอีก
เขาก็ว่าเราว่าทำไมเราฟังไม่ดี ไม่รู้ต้องถาม
ดิฉันก็บอกอ้าวแล้วทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะ
ก็ฉันเพิ่งเข้ามาเป็นทหารใหม่ เขาก็เลยต้องยอมเรา
ก็อย่างที่บอกภาษาต้องแข็งแรง


          ทราบว่านอกจากจะถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ
คุณบุษบาเองอยากจะนำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ทหารบ้านเราฟังด้วย
คิดว่าจะเป็นในลักษณะไหนคะ


          อาจจะเป็นวิทยากรพิเศษ อย่างที่ดิฉันเรียนมาคือทางด้านพยาบาล
เหมือนพยาบาลทุกอย่างแต่ดิฉันนำไปใช้ในด้านคอมแบท
ช่วงที่ดิฉันฝึกพยาบาล 2 ปีเต็มนี่ ดิฉันได้ไปฝึกที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ
อย่างโรงพยาบาลวอเตอร์รีท โรงพยาบาลเท็กซัส
เมื่อจบแล้วงานที่ทำทั้งหมด 18 ปีเต็ม ๆ
คือดิฉันฝึกพยาบาลทางสมรภูมิ
หมายถึงว่า วิชาพยาบาลที่ใช้เหมือนเราออกรบ
เหมือนพยาบาลในหนังเรื่อง Saving Private Ryan
เป็นการฝึกท่ามกลางเสียงปืน ท่ามกลางสมรภูมิรบ

การใช้วิทยุสนาม การเดินป่า จะต้องรู้จักการอ่านเข็มทิศ
การอ่านแผนที่ เพราะเขาจะเอาเราไปปล่อยป่าปานามา
ป่าเกาหลี ป่าอิตาลี ป่าเยอรมัน ป่าเบลเยียม ป่าอลาสก้า
ต้องเดินกลางป่าคนเดียวกลางดึก บางทีต้องเดินท่ามกลางหิมะ
กลางทะเลทรายคนเดียวโดยให้แผนที่ ให้เข็มทิศ แต่ไม่ให้ไฟฉาย
เขาจะให้เราฝึกทุกอย่าง ดิฉันเองยังเคยหลงป่า
เขาต้องส่งคนไปตาม ตอนหลังเรามียศมากขึ้น
เราต้องเป็นฝ่ายที่เอาลูกน้องไปฝึก


          มีครั้งไหนที่รู้สึกว่าเป็นครั้งที่ตื่นเต้นสุด ๆ บ้างคะ

          มีครั้งหนึ่งดิฉันไปเดินป่าที่เกาหลี เข็มทิศหายหมดเลย
เขาให้หาจุดศัตรู 4 จุด โดยเราเข้าไปในป่าตอน 5 ทุ่ม
และจะต้องออกจากป่าตอนตี 4
ตอนนั้นประมาณตี 2 ดิฉันหาได้แล้ว 3 จุด
เวลาเหลือก็ไม่รู้จะทำอะไร ดิฉันเลยนั่งดูดาวไปเรื่อย ๆ นั่ง ๆ ไป
ก็สังเกตว่าเอ๊ะบริเวณนี้ทำไมมันเรียบ ๆ ไม่ค่อยรก
หันไปดูถึงรู้ว่าตัวเองไปนั่งอยู่บนฮวงซุ้ย ดิฉันตกใจมากทิ้งทุกอย่าง
วิ่งไม่คิดชีวิต ที่เสียหน้าที่สุดคือเราหลงป่าจนเขาต้องมาตาม
แต่ก็ไม่บอกเขานะว่าเพราะอะไรถึงหลง


          แล้วตอนนี้มีใครมาติดต่อให้ไปเป็นวิทยากรบ้างแล้วหรือยังคะ

          ทหารอากาศติดต่อมาแล้ว ตำรวจก็ติดต่อมา
เราก็บอกเขาไปว่าต้องทำหนังสือมาให้เป็นเรื่องเป็นราว
แล้วเราจะไปสอนให้ ดิฉันมีตำราเยอะ ดิฉันเคยชินกับการสอนทหารมาแล้ว
เปิดตำราพักเดียวก็สอนได้ ไม่ยาก ยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ


          ในวัยปลดเกษียณ คุณคิดว่าชีวิตของตัวเองลงตัวแล้ว หรือยังคะ

          ยังค่ะ ดิฉันยังทำอะไรไม่ได้เต็มที่
ดิฉันอยากจะเอาความรู้ที่เรามีมาปรับปรุงทหารไทยเรา
อย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งมันอาจเป็นไปไม่ได้แต่เราก็นึกอยากไป
ประการที่สองคือเรื่องเขียนหนังสือ อาจจะเป็นวิทยากร
หรืออะไรที่ได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดให้กับคนอื่น
นอกจากนี้ ดิฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เงินเดือนเราก็มีกินอยู่แล้ว


          ชีวิตครอบครัวล่ะคะ คุณไม่อยากมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ในบั้นปลายหรือคะ

          ช่วงนี้ดิฉันแยกกันอยู่กับสามีแล้ว ในชีวิตการเป็นทหาร ดิฉันก็เจอบ้างค่ะ
มันเป็นธรรมชาติที่ผู้หญิงผู้ชายจะต้องมีแฟน
ดิฉันเคยชอบทหารเวียดนามคนหนึ่ง เขามาเป็นทหารอเมริกันเหมือนกัน
แต่เขาเป็นนายทหาร เขาเคยมาอยู่ที่หน่วยแล้วตอนหลังเขาก็ออกไป
แล้วก็เคยมีทหารเกาหลีมาชอบเรา แต่เราก็ชอบไม่ได้
บางครั้งเราไปเจอในสิ่งที่มันไม่ควร ยศมันต่างกัน ก็รักกันชอบกันไม่ได้
มันเป็นกฎของทหารเพราะฉะนั้นก็อย่ามีเลยดีกว่า


          อย่างนี้รู้สึกขมขื่นใจบ้างมั้ยคะ

          ก็มีตามธรรมชาติของมนุษย์แหละนะ ทำยังไงได้เราก็ต้องทำอย่าง นี้แหละ
เคยมีถึงขนาดผู้บังคับบัญชาหน่วยชอบกับทหารหญิงในหน่วย
ผู้บังคับบัญชาโดนไล่ออกเสียอนาคตไปเลย ไม่ได้เลย กฎเขามี


          ขวัญเรือนฉบับนี้ออกใกล้ ๆ กันวันสตรีสากล 8 มีนาคม
อยากให้คุณพูดถึงวันนี้ ว่าทางอเมริกาเขาให้ความสำคัญกับ วันนี้มากน้อยแค่ไหนคะ


          บอกตามตรงดิฉันก็ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะดิฉันจะอยู่ป่ามากกว่า
แต่สหรัฐฯเขาจะถือมากในเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย
คุณผู้ชายจะมากดขี่ข่มเหงเพศหญิงไม่ได้
หรือว่าทำงานร่วมกันเขาจะประกาศปาว ๆ ว่าหญิงชายมีความเท่าเทียมกันหมด
แต่การกดขี่ทางเพศก็ยังมีอยู่บ้างที่เจอว่านายทหารบางคน
พยายามแตะอั๋งเจ้าชู้กับทหารลูกน้อง
แต่โดนจับได้ทุกรายและโดนปลดทุกรายถ้ามีหลักฐาน
ก็มีการฟ้องร้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน
เขาให้เกียรติผู้หญิง จะเห็นว่าผู้หญิงอเมริกันทำงานนอกบ้านกันเยอะ
และไม่ยอมให้ผู้ชายมากดขี่ สามีภรรยาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี
ไม่มีการที่ผู้หญิงทำคนเดียวแล้วผู้ชายนั่งเป็นนายไม่มี


          กับประเทศไทยล่ะคะ ผู้หญิงไทยเป็นอย่างไรบ้างในสายตาคุณ

          ผู้หญิงไทยตอนนี้ก้าวหน้าขึ้นมามาก ดิฉันไปมาหลายประเทศ
ยังเห็นบางประเทศยังมีการกดขี่ทางเพศกันเยอะ อย่างประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมาก
แต่ด้านนี้ไม่ได้เลย ผู้ชายจะนั่งเป็นเจ้า ผู้หญิงจะเหมือนทาส
เกาหลีก็เหมือนกันผู้หญิงจะทำงานงก ๆ ผู้ชายจะเป็นใหญ่
แต่เมืองไทยในช่วงสามสิบสี่สิบปีที่ผ่านมานี่ผู้หญิงไทยเราเก่งขึ้น
ออกไปทำงานกันมากขึ้น


          คุณคิดว่าสิ่งที่ได้รับจากการเป็นทหารหญิง 'จีไอ' ตลอด 20 ปีของคุณคืออะไรคะ

          ความอดทน อดทนต่อการดูถูกของคนต่างชาติ
การเป็น ทหารทำให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นสิ่งดี
ทหารทำให้เรารู้จักต่อสู้ทุกอย่างที่เราเจอ ไม่มีอะไรที่ เราทำไม่ได้ถ้าเราพยายาม
ถ้าเขาให้อะไรเรามาทำโดยที่เรายังไม่เห็นงาน
อย่าเพิ่งบอกว่าทำไม่ได้ มันไม่เกินความสามารถ
มนุษย์ทุกคนจะทำได้ คนเราเมื่อมีล้มแล้วก็ต้องมีลุก
เขาจะต้องให้อภัยเราได้ คนเราจะต้องมีความผิดพลาด
ดิฉันเองก็ใช่จะเก่งไปซะทุกอย่าง บางอย่างดิฉันก็ต้องทำครั้งที่สอง
แต่พอเราทำครั้งที่สองเราก็ทำได้
แล้วเราก็จำความผิดนั้นนำมาเป็นบทเรียนของเราซะ
ดิฉันถึงสอนเด็ก ๆ หลาน ๆ อยู่เสมอว่าเวลาเรียนหนังสือพยายามที่จะสนใจบ้าง
เพราะมันจะมีการแข่งขันกันอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นสู้เอาไว้
ถ้ามีความสู้ความอดทนแล้วละก็ ชีวิตเราจะสบายในตอนหลัง



          ความสำเร็จของเธอในวันนี้ มิได้เป็นเพียงบทพิสูจน์
ของการเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ...ความอดทน...หรือแข็งแกร่งแต่เพียงร่างกาย
หากยังทำให้คนต่างเชื้อชาติรอบข้างได้มองลึกเข้าไปถึงความแข็งแกร่งของหัวใจของผู้หญิงไทย
เป็นความภาคภูมิใจของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ในความรู้สึกคนไทย




ขอบคุณนิตยสารขวัญเรือน
ที่มีบทสัมภาษณ์ดีๆเช่นนี้มาให้เราได้อ่าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #51 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 23:16:33 »



เจ้ยน่าสนฯนะ อย่างที่ลุงถึกเชียร์
เป็นทหารหญิงสวีเดน อาจไม่โหดเท่าทหาร จี.ไอ ก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #52 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 23:19:00 »


โอ้ย..เน๊าะ
ต้องรอให้คลอดก่อนถึงจะไปสมัคร
 เกรงว่า เขาจะส่งทหารเจ้ยไปอยู่หน่วย B...กร๊ากกก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ไอแอมเจ้ย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 686



เว็บไซต์
« ตอบ #53 เมื่อ: เมษายน 12, 2007, 02:15:12 »


[size=14ptโอ้ย..เน๊าะ
ต้องรอให้คลอดก่อนถึงจะไปสมัคร
 เกรงว่า เขาจะส่งทหารเจ้ยไปอยู่หน่วย B...กร๊ากกก[/color][/size]

ลุงๆ มาช่วยหนูแก้ข่าวที เจ้ยยังไม่ท้องเด้อค่า

มีหลายสายถามกันเข้ามาหลังเวทีหมอลำ ท้องแล้วเร๋อเจ้ย?

พ่ะน๊า...สาธู๊...ขอให้สมพรปากขอให้เป็นเรื่องจริงเหมือนกับข่าวลือ

คนขี้อายอย่างสาวเจ้ยครั้นจะบอกไปว่ายังค่ะ กำลังอยู่ในช่วงการผสมพันธุ์

มันก็กระไรอยู่เนาะเพราะเกิดมาเป็นคนขี้อาย ก็เลยไม่กล้าพูดออกไปค่ะ หงึย...อ๊ายอาย :shy:
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bye สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม  bye
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #54 เมื่อ: เมษายน 12, 2007, 11:40:12 »


ยอดเยี่ยมมากค่ะ.. พันจ่าเอกบุษบา  ภู่สุวรรณ   

ขอบคุณคุณป้าเสลาที่นำเรื่องดี ๆ มาเสนอค่ะ  smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
Rainy
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,157



« ตอบ #55 เมื่อ: เมษายน 12, 2007, 14:58:07 »


อ่านเรื่องของคุณบุษบาแล้ว อยากเป็นทหาร แต่กลัวเหนื่อย แหะ แหะ
แค่โดนจับไปฝึกงาน ตื่นตีห้า เลิกบ่ายสาม ยังเนื่อยแทบตาย กลับบ้านหลับคร่อก ๆ ตั้งแต่สองทุ่ม
ขืนไปเป็นทหาร มีหวัง คงได้มีการขุดหลุมฝังตัวเองล่วงหน้าเป็นแน่แท้

จากใจ

พลทหารแคระ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #56 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2007, 08:37:34 »



เด็กไทยเก่งสอบ เอ็นทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ที่1
ชนะเด็กนร. จากทั่วโลก!

 
... น.ส.พิชญานิน หวังชาลาบวร หรือ น้องลินิน


เด็กไทยสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนเมืองจีน
สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ได้คะแนนเป็นอันดับ 1
ของนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก

 โดยเรื่องน่ายินดีดังกล่าวเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 พ.ค.
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีเด็กไทยคนเก่ง
สามารถสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน
และติดอันดับท็อปเทนของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก
โดยเด็กไทยคนดังกล่าวยังสามารถทำ คะแนนได้สูงสุด
เอาชนะนักเรียนชาวต่างชาติจากทั่วโลก
ที่ร่วมสอบแข่งขันเป็นจำนวนมากได้อย่างงดงาม
หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปพบผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็กเก่งคนดังกล่าว
เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ที่ร้านเสริมสวยเกศ
เลขที่ 352/13-14 ถนนพิชัย ต.ปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี 

นายบรรเจอด  หวังชาลาบวร อายุ 48 ปี
ผู้พิพากษาสมทบศาลสระบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
และนางเกศิณี หวังชาลาบวร อายุ 47 ปี
เจ้าของร้านเสริมสวยเกศ และเปิดร้านขายผ้า
ผู้เป็นพ่อและแม่ของยอดนักเรียนคนเก่งเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังด้วยความยินดีว่า
เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยลูกสาวชื่อ น.ส.พิชญานิน หวังชาลาบวร
หรือน้องลินิน
อายุ 18 ปี เป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่เล็กๆ
จบการศึกษาชั้นประถมที่ ร.ร.อนุบาลสระบุรี
จากนั้นไปสอบเข้าระดับมัธยมต้นที่ ร.ร.สาธิตปทุมวัน
ตอนสอบ Pretest ทำคะแนนได้เป็นอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท
แต่เนื่องจากบ้านอยู่ จ.สระบุรี จึงขอสละสิทธิ์ ร.ร.สาธิตปทุมวัน
และตัดสินใจให้ลูกสาวเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นที่ ร.ร.สระบุรีวิทยาคม แทน
จนจบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2547   

นายบรรเจอดเล่าด้วยความภาคภูมิใจต่อไปว่า
พอลูกสาวจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จาก ร.ร.สระบุรีวิทยาคม
ก็ไปสอบเข้าที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา กทม.
ขณะเดียวกันก็ไปสอบชิงทุน ก.พ.ของรัฐบาล
และสอบได้ทั้ง 2 แห่งในเวลาเดียวกัน
แต่ลูกสาวตัดสินใจเลือกไปเรียนทุน ก.พ.
โดยได้ทุนเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมปลาย จนถึงระดับปริญญาโท
ในสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน



... ขณะเรียนระดับ ม.4-ม.6 ที่กรุงปักกิ่ง
ได้เข้าเรียนที่ ร.ร.มัธยมฮุยเหวิน
การศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้
จะต้องเข้าเรียนในแผนกนักเรียนต่างชาติ 5 เทอม
และเข้าไปเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนจีนอีก 1 เทอม
ระหว่างที่เรียนจะสอบได้ที่ 1
และได้รับรางวัลจากโรงเรียนทุกเทอม


กระทั่งล่าสุด ลูกสาวสอบเอ็นทรานซ์ติดคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน
ด้วยคะแนนรวมเป็นที่ 1 ของทุกคณะ
ใน
กลุ่มของนักเรียนต่างชาติทั้งหมด 
 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับ น.ส.พิชญานิน หรือน้องลินิน
เด็กไทยคนเก่งซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในประเทศจีน
โดยน้องลินินกล่าวด้วยน้ำเสียงยังไม่หายตื่นเต้นว่า
รู้สึกดีใจมากที่สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้สำเร็จ
และยังได้คะแนนรวมเป็นอันดับ 1 ของนักเรียนต่างชาติจากทั่วโลก
เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักเรียนจากมณฑลต่างๆทั่วประเทศจีน
และนักเรียนจากทั่วโลกเข้าสอบแข่งขันจำนวนหลายแสนคน


และสิ่งที่ภาคภูมิใจคือ ทาง ร.ร.มัธยมฮุยเหวิน
ได้ติดป้ายสดุดีความเก่งที่ทำชื่อเสียงและสร้างเกียรติประวัติให้แก่โรงเรียน
พร้อมยังมอบเงินรางวัล 20,000 หยวน คิดเป็นเงินไทยราว 1 แสนบาท ให้อีกด้วย 


น้องลินินเปิดเผยถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จว่า
ครูวิชาประวัติศาสตร์จีนสอนว่า ให้เรียนรู้แล้วแก้ไข และให้รักชาติ
ซึ่งตนได้นำมาปฏิบัติ สิ่งใดที่เคยผิดพลาดก็จะใช้สติปัญญาแก้ไข
นำไปปรับปรุง และจดจำไว้ อย่าปล่อยผ่านเลยไป
ทำให้ประสบความสำเร็จในที่สุด

ล่าสุดทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งได้เชิญให้ไปที่สถานทูต
เพื่อร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีที่นักเรียนไทยทำชื่อเสียงในประเทศจีน
และในวันที่ 30 พ.ค.นี้ จะขึ้นรับเกียรติบัตรจาก ร.ร.ฮุยเหวิน
โดยทางโรงเรียนจะให้น้องลินินขึ้นกล่าว
แสดงความรู้สึกต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียน
เพราะว่าน้องลินินเป็นคนไทยคนแรกที่ทำชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนอย่างมาก 

ขณะที่นายบรรเจอดและนางเกศิณี พ่อแม่น้องลินินกล่าวทิ้งท้ายว่า
รู้สึกดีใจมากที่ลูกสาวทำชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลและประเทศชาติ
ปกติตนทั้ง 2 คน จะต้องพูดคุยกับลูกทุกวันทางอินเตอร์เน็ต
ทำให้ลูกไม่รู้สึกเหงาหรือว้าเหว่
จึงอยากฝากไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนว่า
ควรเอาใจใส่ดูแลลูกหลานให้ได้รับความรักความอบอุ่นในครอบครัว
เด็กๆก็จะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้

 
ส่วนการเดินทางกลับมาเมืองไทยของน้องลินินนั้น
คาดว่าคงหลังจากพิธีรับเกียรติบัตรจากทางโรงเรียนแล้ว
โดยจะกลับมาพักผ่อนที่เมืองไทยประมาณ 3 เดือน
เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม จากนั้นก็จะเดินทางกลับ
ไปศึกษาระดับปริญญาตรีที่เมืองจีนตามความมุ่งหวังต่อไป 


*********************


ตามรายชื่อ  มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา
จากกระทู้ http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=2761.0
ของน้องลูกหินหมวกแดง
ซึ่งอ้างถึง
http://www.topuniversities.com/worlduniversityrankings/2006/tables/top_200/

 
จะเห็นว่า มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 14 ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก

1  Harvard University United States
2  University of Cambridge United Kingdom
3  University of Oxford United Kingdom
4  Massachusetts Institute of Technology United States
4  Yale University United States
6  Stanford University United States
7  California Institute of Technology United States
8  University of California, Berkeley United States
9  Imperial College London United Kingdom
10  Princeton University United States
11  University of Chicago United States
12  Columbia University United States
13  Duke University United States
14  Peking University China
15  Cornell University United States
16  Australian National University Australia
17  London School of Economics and Political... United Kingdom
18  Ecole Normale Sup้rieure France
19  University of Tokyo Japan
19  National University of Singapore Singapore


ที่น่าชื่นชมน้องลินิน อย่างยิ่งมีหลายประเด็น

- น้องลินินเรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนต่างจังหวัดธรรมดาๆ
  ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงติดหูอย่างโรงเรียนดังๆ ทั้งหลาย
  ที่คนไทยแย่งกันส่งลูกเข้าไปเรียน
- น้องลินินเป็นเด็กต่างจังหวัดคนไทย  แต่ต้องไปใช้ชีวิตในประเทศจีน
  ศึกษาภาษาจีนซึ่งยากมากๆ
- มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก
  มีการแข่งขันสูง เพราะนักเรียนทั่วโลกสนใจอยากมาเรียน


ในวันอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้
ข่าวดีๆเช่นนี้จึงทำให้เรามีความสุขอย่างยิ่ง



ข้อมูลข่าวจากไทยรัฐ 5 พ.ค. 50
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #57 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2007, 11:25:15 »


 
ยอดเยี่ยมไปเลยค่า....อรุณสวัสดิ์ร่วมสนับสนุนคนเก่ง ดี และมีสุข

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
sasithon
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 221


คนไทยไม่เคยทิ้งกัน


« ตอบ #58 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2007, 12:17:18 »


cheer cheer cheerยอมรับว่าเก่งจริงๆ และชอบในคำที่คุณครูสอน"เรียนรู้แล้วแก้ไขและให้รักชาติ" cheer cheer cheer

                                                                           นับถือ นับถือ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ฝนกับบ้านเล็กๆ ในป่าใหญ๊ใหญ่
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #59 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2007, 21:01:23 »





.......ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี อุทิศเวลาเกือบทั้งชีวิต ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อรักษาผืนป่า และสร้างบ้านให้กับ "นกเงือก"   

ศ.ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ นักอนุรักษ์นกเงือกไทย ที่คว้ารางวัลด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ในระดับนานาชาติ Chevron Conservation Award และรางวัล Rolex Awards for Enterprise

จนได้รับสมญานามว่า "มารดาของนกเงือกไทย" อาจารย์พิไล ได้ใช้ความพยายาม และความอดทนอย่างสูง

เพื่อที่จะเปลี่ยนชาวบ้านที่เป็นนักล่านก ให้กลายมาเป็นนักอนุรักษ์ ในพื้นป่าอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหง-ปาดี

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #60 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 11:30:33 »



สมชาย  ดวงแก้ว ชายหนุ่มผู้พิการมาตั้งแต่เกิด
มีขาข้างเดียว มีแขนสั้นแค่หนือข้อศอก ทั้ง 2ข้าง
แต่ไม่ท้อ สู้ชีวิตจนกลายเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเหรียญทอง พาราลิมปิก
(กีฬาโอลิมปิคของคนพิการ)


คุณสมชายเป็นชาวเชียงใหม่ ครอบครัวฐานะยากจน
มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันถึง 6 คน
ตอนทองแม่ของสมชายกินยาบางอย่าง ด้วยไม่ทราบว่าท้องอยู่
เมื่อคลอดสมชายออกมาจึงพิการ
ครอบครัวส่งให้ไป อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์
ตั้งแต่อายุ  9 ขวบ เพื่อจะได้ให้ฝึกการช่วยตัวเองและมีโอกาสได้เรียนหนังสือ

เขาเล่าว่าเจอกับสายตาดูถูกและรังเกียจของคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก
แต่คุณสมชายก็สามารถใช้ความอดทน ต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ
จนสามารถประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้

นอกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติ คุณสมชายยังเป็นศิลปินพิการ
เพียงไม่กี่คนในโลกที่ใช้ปากในการวาดรูป
ซึ่งการเขียนรูปนี้ เมื่อเรียนจบชั้น ม.3 จากสถานสงเคราะห์
กลับมาอยู่บ้าน เขาก็ไม่นิ่งนอนใจ
ดิ้นรนไปหาที่ฝึกวิชาชีพ
และได้มาเรียนการเขียนรูปด้วยปาก
ซึ่งทำให้เขาใช้เป็นอาชีพทำงานมาในทุกวันนี้


รูปของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นโปสต์การ์ดส่งขายไปทั่วโลก
ปัจจุบันเขามีครอบครัวแล้ว มีลูกสาว 1 คน มีบ้าน มีรถขับ
เขาไม่มีแขน มีขาข้างเดียว แต่ขับรถได้ มีใบขับขี่อย่างถูกกฎหมาย
เขาทำได้อย่างไร ทุกอย่างที่มีมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเขาเอง

ที่น่าชื่นชมคือ เขาพยายามพัฒนาตัวเองโดยไม่หยุดยั้ง
ไม่ทำตัวให้เป็นภาระหรือให้คนทั่วไปสงสาร
ดิ้นรนหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพ

เมื่อมีครอบครัว มีลูก
ก็เป็นพ่อที่ดี ในคลิปวีดีโอที่นำมานี้
จะเห็นคุณสมชายเล่นเกมกับลูกต่อเกมให้ลูก
สอนลูกว่ายน้ำ คุณสมชายขับรถได้
ไปรับ-ส่งลูกไปโรงเรียน

ปัจจุบันเขาเป็นศิลปินพิการที่ใช้ปากในการวาดรูป
(ได้รับเงินเดือนตอบแทน)ในสังกัดของบริษัทจิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้า จำกัด
(MOUTH AND FOOT PAINTING ARTISTS) เรียกชื่อย่อว่า MFPA



ติดตามเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของเขาได้ในรายการ “ดิ ไอคอน ปรากฏการณ์คน”
ซึ่งออกอากาศคืนวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2550
เวลา 22.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี


ตามคลิปวีดีโอนี้ ==>>http://hiptv.mcot.net/hipPlay.php?id=10551



****************


MOUTH AND FOOT PAINTING ARTISTS (MFPA)

บริษัท จิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้า จำกัด
ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๕๐/๘๒-๘๓ หมู่บ้านสายลม ถนนแจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี


คุณสุนีย์ มงคลเกาะแก้ว ผู้จัดการบริษัทฯ เล่าถึงความเป็นมาว่า

"บริษัทฯ ก่อตั้งมากว่า ๕๘ ปีแล้วในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ผู้เริ่มก่อตั้งเป็นจิตรกรชาวเยอรมันชื่อ มิสเตอร์เอ.อี.สตัคแมน
ในประทศไทยเราก่อตั้งมาได้ประมาณ ๑๖ ปี
บริษัทฯ ดังกล่าวดำเนินธุรกิจแทนจิตรกร
จิตรกรส่วนใหญ่มาจากบ้านปากเกร็ด
น้อง ๆ จิตรกรส่วนใหญ่สมาชิกของบ้านปากเกร็ด
แล้วก็มารวมกลุ่มกันอีกที โดยมีคุณทนง โคตรชมภู เป็นคนเริ่มต้น
แล้วก็มีจิตรกรมาสมทบเพิ่มขึ้น เมืองไทยมีจิตรกรกลุ่มนี้น้อยมาก
เรามีจิตรกรเพียง ๗ คน วาดภาพด้วยปาก ๕ คน วาดด้วยเท้า ๒ คน
ในอนาคตเราก็หวังว่าจะมีจิตรกรชาวไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"



ผลงานของจิตกรไทยในสังกัด MFPA
(เป็นภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูปอาจสีสันไม่สวยเท่าของจริง)
จาก www.tourthai.com


กลุ่มจิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้านี้
กลุ่มของเราเป็นกลุ่มที่อยากแสดงฝีมือให้คนในสังคมได้รับรู้ว่า
ยังมีกลุ่มที่เขียนภาพด้วยปากและเท้า
อยากขายผลงานเพื่อนำรายได้ไปเลี้ยงชีพ
พวกเรามีสังคมมีครอบครัว ญาติพี่น้องเหมือนคนอื่น
พวกเรามีเจตนารมณ์ที่จะไม่ไปขอทาน
เราอยากขายผลงานอยากขายความสามารถ"


ผลงานของจิตกรไทยในสังกัด MFPA
(เป็นภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูปอาจสีสันไม่สวยเท่าของจริง)
จาก www.tourthai.com


สำหรับจิตรกรที่อยากเข้าเป็นสมาชิกของบริษัทฯ
คุณสุนีย์ มงคลเกาะแก้ว ผู้จัดการบริษัทฯ ให้คำแนะนำว่า

"จริง ๆ แล้วมีพื้นฐานทางศิลปะมาก่อนก็ดี
แต่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดว่าต้องพิการไม่แขนก็ขา
ต้องวาดภาพด้วยปากหรือเท้าก็ได้ หรือวาดได้ทั้ง ๒ อย่าง
ลองส่งผลงานมาที่บริษัทฯ ทางบริษัทฯ
ก็จะส่งใบสมัครไปที่สำนักงานใหญ่
ถ้าอนุมัติก็จะได้เป็นจิตรกรสมาชิกของบริษัทฯ
ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องมานั่งทำงานที่บริษัทฯ
เพียงแต่ขอให้ส่งภาพมาที่บริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

อย่างน้อยปีละ ไม่ต่ำกว่า ๑๒ ภาพ
เราไม่ค่อยได้รับสมัคร แต่จิตรที่มีอยู่เขาจะแนะนำกันเอง
แบบปากต่อปากสมาชิกจะดูแลควบคุมกันเองค่ะ"


การ์ดอวยพรสวยงามสร้างความชื่นชมได้เป็นอย่างดี
และยิ่งเพิ่มความน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น
เพราะเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยอวัยวะที่
ไม่ได้มีหน้าที่เพื่อการนี้นั่นคือปากและเท้า
คุณสุนีย์ มงคลเกาะแก้ว ผู้จัดการบริษัทฯ
อธิบายถึงรายละเอียดประเภทของภาพที่วาด
สีที่ใช้การจัดพิมพ์ตลอดจนการจำหน่ายว่า

"สีส่วนมากที่ใช้เป็นสีน้ำ ภาพที่วาดและระบายด้วยน้ำ
จะได้รับการตีพิมพ์ค่อนข้างมาก
ในส่วนของสีเทียนจะไม่ค่อยได้รับความนิยม
เวลาถ่ายเป็นฟิล์มออกมาแล้วสีไม่ค่อยสวย
สีอะครีลิกก็กลิ่นแรง ลงทุนค่อนข้างเยอะ
สีที่จะใช้ได้ทุกเทศกาลคือสีน้ำ
ส่วนมากภาพของเราจะเป็นภาพเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและภาพดอกไม้

....
ผลงานของจิตกรต่างประเทศในสังกัด MFPA
จาก http://www.amfpa.com/



ส่วนภาพของบริษัทฯ ในต่างประเทศจะเป็นรูปสัตว์ รูปวิว
ของเขาค่อนข้างจะมีพัฒนาการเรื่องภาพ
เช่น รูปทรงดีกว่าเราสีสวยกว่าเรา
เราก็พยายามพัฒนาของเราเรื่อย ๆ พยายามให้เป็นสีสด
เพราะเวลาพิมพ์เป็นการ์ดออกจำหน่าย
คนไทยเราชอบสีสด ๆ มากกว่า
ถ้าเป็นภาพสีหวาน ๆ สีจืด ๆ จะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ค่ะ"

ในการจัดพิมพ์การด์ผลงานการสร้างสรรค์ของจิตรกรสมาชิก
ในรูปของภาพ ส.ค.ส. หรือปฏิทิน เพื่อนำออกจำหน่าย
ผู้จัดการบริษัทฯ อธิบายว่า

"เราไม่ได้กำหนดตายตัวเราจะใช้วิธีคละกัน
เช่น ถ้าเรามีรูปวาดของจิตรกรสมาชิกคนไทย ๔ ภาพ
ก็จะใช้รูปวาดของจิตรกรสมาชิกต่างประเทศอีก ๒ ภาพ
โดยมีศูนย์กลางการพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของบริษัทฯ ในประเทศนิวซีแลนด์
บริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ใน ๗๐ ประเทศจะส่งไปพิมพ์ที่เดียวกันหมด
คือโรงพิมพ์ที่นิวซีแลนด์ คุณภาพกระดาษจะเหมือนกัน
ภาพของศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกไปพิมพ์จำหน่าย
ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทฯ

ส่วนในเรื่องของการจำหน่าย เราใช้วิธีการแบบต่างประเทศ
เราเคยลองหลายวิธีอย่างเช่น ส่งโบรชัวร์ไปก่อน
ไปจัดบูธจำหน่ายสินค้า แต่ไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เราก็เลยเปลี่ยนมาใช้วิธีเดียวกับที่ต่างประเทศทำ
คือเป็นแบบไดเร็กต์เซลล์ส่งตรงถึงบ้านเลย
อย่างน้อย ๆ ก็คือคนที่ได้รับการ์ดที่เราส่งไปทางไปรษณีย์
ก็ต้องเปิดออกดู เปิดออกอ่านก่อน

ก็มีหลายกลุ่มที่หลอกลวงโดยวิธีการแบบนี้
เราก็เสี่ยงเหมือนกันเพราะเปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับกลับคืนค่อนข้างน้อย
แต่อย่างน้อยก็เป็นการประชาสัมพันธ์บริษัทฯ ก่อน
แล้วอีกอย่างหนึ่งจิตรกรของเราบางคนเป็นนักกีฬาด้วย
ก็มีส่วนทำให้ชื่อของบริษัทฯ ติดหูและติดปากคนทั่วไป
เราส่งการ์ดไปถึงบ้านของผู้รับ
ถ้าต้องการซื้อเพื่อสนับสนุนผลงานก็ส่งเงินกลับมาที่บริษัทฯ
ถ้าไม่ต้องการก็ส่งการ์ดกลับคืนมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ซึ่งวิธีการนี้เราคิดแล้วว่าคุ้มกว่าการลงทุนพิมพ์โบรชัวร์ซึ่งหยิบอ่านแล้วก็ทิ้งไป"


นอกจากการ์ดรูปแบบของ ส.ค.ส. แล้ว
จิตรกรสมาชิกของบริษัทฯ ยังได้ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานอีกหลายรูปแบบ

"ตอนนี้ประเทศไทยเรามีการทำจิ๊กซอว์ ๑,๐๐๐ ชิ้น
ทำสมุดโน้ต แอดเดรสบุ๊ก เบิร์ทเดย์บุ๊ก ที่คั่นหนังสือ การ์ดขนาดเล็ก
สินค้าอื่นที่วางขายจิ๊กซอว์ได้รับการตอบรับดี
ส่วนสมุดโน้ตเป็นกระดาษคุณภาพดีจากต่างประเทศได้รับความสนใจมากเช่นกันค่ะ"

ความมุ่งมั่นพากเพียรของเหล่าจิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้า
ทำให้อุปสรรคทางด้านร่างกายไม่อาจขวางกั้น
ให้คนคนหนึ่งเป็นไปได้มากกว่า ทำอะไรได้มากกว่า
สิ่งที่คุณคิดว่า เขาน่าจะเป็น
ซึ่ง คุณสุนีย์ มงคลเกาะแก้ว
ผู้จัดการบริษัท จิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้า จำกัด ฝากไว้ว่า

"ถ้าได้รับการ์ดอวยพรส่งมาทางไปรษณีย์ที่บ้าน
อยากให้เปิดดูเปิดอ่านและให้การสนับสนุนจิตรกรสมาชิก
เราไม่ได้คิดเบียดเบียนหรือเป็นการบังคับ
ถ้าเปิดออกดูแล้วไม่ต้องการก็ส่งคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
แต่ถ้าอย่ากสนับสนุนก็รับการ์ดไว้แล้วชำระเงินส่งไปที่บริษัทฯ
ตามวิธีการที่แจ้งไว้อยากให้ชื่อของบริษัทฯ ติดปากเป็นที่รู้จักอยากให้ช่วยกันค่ะ


ข้อมูลจาก http://hiptv.mcot.net,
สยามรัฐ www.siamrath.co.th,
http://intranet.prd.go.th และ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เฟื่องฟ้า
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 621



« ตอบ #61 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 16:34:53 »


 cheer cheer bye bye

ขอขอบคุณป้าเสลา ที่นำสิ่งดีๆ มาให้สมาชิกได้ชื่นชม เฟื่องฟ้านั่งดู
คุณสมชาย ดวงแก้ว เกือบชั่วโมง  รู้สึกและเข้าใจชีวิตดีขึ้น

เฟื่องฟ้าเคยนั่งอยู่บนรถเข็นเจ็ดเดือน ใช้ไม้เท้าเพื่อค้ำเดินสองข้างหนึ่งปี
..แล้วเปลี่ยนมาเป็นใช้ไม้เท้าค้ำเพียงข้างเดียวอีกหลายปี พอรถเมล์เลยป้ายก็ได้แต่ยืนมอง :cry: :cry:


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #62 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 17:41:33 »




คุณเฟื่องฟ้าเคยประสบอุบัติเหตุเหรอคะ??
ต้องใส่เหล็กดามข้างในด้วยไหม
ตอนนี้คงจะหายเดินเป็นปกติแล้วกระมัง   


เรื่องของคุณสมชาย ดวงแก้ว
ให้ข้อคิดดีๆหลายอย่าง
อย่างหนึ่งที่รู้สึกเด่นชัดในความรู้สึกของป้าเสลาก็คือ
"ใจ"  ถ้าใจเรามุ่งมั่น
ใจเราสู้ ต้องการที่จะทำให้ได้
เราก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้

ความเป็นคนพิการในบ้านเรา
ค่อนข้างจะไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร
ที่เห็นง่ายๆในกรณีคุณสมชายนี้ก็คือ
ป้าเสลาค้นหาภาพคุณสมชายทางอินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย
ทั้งๆที่คุณสมชายเป็นนักกีฬาทีมชาติ
ได้รับเหรียญทองว่ายน้ำจาก พาราลิมปิคเกมส์ซึ่ง
คือกีฬาโอลิมปิคของคนพิการ

ขณะที่ภาพนักกีฬาไทยที่ได้รับเหรียญจากกีฬาของคนปกติ
จะหาได้ไม่ยากนัก อย่างน้องไก่ ปวีณา ทองสุข
ลอง search หาภาพในเว็บไทย จะมีนับไม่ถ้วน
แต่สมชาย  ดวงแก้ว ป้าเสลาใช้เวลาค้นหาภาพตั้งร่วม 2 ชม.
ยังหาไม่เจอแม้แต่ภาพเดียว

ในต่างประเทศเขาจะให้ความสำคัญกับคนพิการมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จอดรถ
ที่จอดรถสำหรับคนพิการจะเลือกกำหนดในจุดที่ดีที่สุด
สะดวกที่สุดสำหรับคนพิการที่จะจอดรถเพื่อลงไปทำธุระ
หรือติดต่อตามสถานที่ต่างๆ
และเจ้าหน้าที่จะดุแลเข้มงวดมาก หากคนดีๆ
จะเอารถไปจอดในที่ๆ กำหนดไว้เฉพาะคนพิการ

ป้าเสลาเจอกับตัวเอง
เมื่อหลายปีก่อน ป้าไปเยี่ยมลูกที่ต่างประเทศ
ลูกพาไปดูงาน fire works
ซึ่งเป็นการแสดงพลุ ดอกไม้ไฟในทะเล
คนดูจะปูผ้านั่งชมกันที่ชายฝั่ง
คนมาชมแยะมาก บ้างก็ขับรถยนตร์มาจากรัฐใกล้คียง
หาที่จอดรถยากสุดๆ
ลูกป้าวนรถตั้งหลายรอบจนอ่อนใจ
กว่าจะเหลือบไปเห็นที่จอดรถว่างอยู่ใกล้ฝั่งที่จะนั่งชมด้วย
ดีใจรีบนำรถเข้าจอด  รู้สึกว่าฟลุคมากๆ ได้ที่จอดรถดีเสียด้วย
ไม่ต้องเดินไกล...

พองานเลิก หารถไม่เจอ คนที่ยืนอยู่แถวนั้นบอกว่า
รถถูกเจ้าหน้าที่ลากไป ให้ไปติดต่อเสียค่าปรับกับเจ้าหน้าที่
ต้องเดินกันจนขาลากแถมค่าปรับก็แพงมหาโหด
ประมาณ 3-4 พันบาทไทย

สาเหตุก็คือไปจอดรถในที่จอดรถของคนพิการ

หลังจากนั้นกระเหรียงไทยก็จะจำจนขึ้นใจ
เวลาไปไหนๆก็จะมองหาที่จอดรถคนพิการ
เพื่อที่จะได้ไม่เผลออีก
และก็ได้เห็นว่าที่จอดรถดีๆ เขาสงวนไว้ให้คนพิการทั้งนั้น
จนสรุปได้ว่า ถ้าเป็นคนพิการ ต้องมาอยู่ประเทศที่เจริญ
เพราะจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าคนปกติธรรมดา


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เฟื่องฟ้า
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 621



« ตอบ #63 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 20:13:28 »


 :cry: :cry:

เหล็กดามตั้งแต่สะโพกถึงห้วเข่า ยังอยู่ดีทั้งสองข้าง  เฟื่องฟ้ายังทำได้ทุกอย่าง
..ยกเว้นไล่ตามหมาไม่ได้ พอหมาเฟื่องฟ้ามันหนีออกจากบ้าน เฟื่องฟ้าก็ค่อยๆเดินเพื่อจะอุ้มกลับ
..พออีกครึ่งก้าวจะถึงอยู่แล้ว หมามันเดินต่อ เฟื่องฟ้าก็หมดปัญญา..เฟื่องฟ้าจึงไปไหนไม่ค่อยได้
..เพราะเดินได้ไม่นาน แต่ถ้าให้นั่งกิน โอเคเลย..ไม่เป็นไรหรอกจ้าป้าเสลา สมัยเด็กเฟื่องฟ้าเคย
ใช้หนังสติ้กยิงนกกระจาบ ..และคงตีอึ่งด้วยมั้ง เฟื่องฟ้าจึงอยากศึกษาธรรมะไง   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #64 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 22:20:01 »



คุณเฟื่องฟ้าไม่ต้องวิ่งนั้นถูกต้องแล้ว
อายุไม่น้อย (มาก)
ไปไหนๆค่อยๆเดิน (แบบป้าเสลา)
จะปลอดภัยที่สุด
ขนาดแข้งขา ไม่ได้ดามเหล็ก ยังวิ่งไม่ไหวเลย

คุณเฟื่องฟ้าเคยทำอึ่งขาหักใช่ไหม
ถ้างั้นตอนนี้ก็เลิกกินอึ่งดีกว่า
เวลาทำบุญก็กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้อึ่งบ้าง
จะได้สบายใจ ดีไหม ๆ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #65 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2007, 15:06:21 »



เราได้อ่านเรื่องราวของ พันจ่าเอกพิเศษ บุษบา (ภู่สุวรรณ) มิลเลอร์
จีไอหญิงคนแรกที่เป็นคนเอเชียไปแล้ว
ได้ทราบว่า มีหญิงไทยอีกหลายคนที่เข้ารับราชการเป็นทหาร
ในกองทัพสหรัฐ ดังเช่น จ่าโทหญิง วริน ณ สงขลา
หรือ "น้องนุ่น" เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์
ประจำเรือรบ “เอสเซ็ก” ประเทศสหรัฐอเมริกา
หญิงไทยหนึ่งเดียวจากความภาคภูมิใจ
ของกองทัพสหรัฐในการฝึกคอบบร้าโกลด์ 2007
ซึ่งเป็นความร่วมมือทางทหารกองกำลังทางเรือผสม
ทั้งฝ่ายไทย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์
ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
โดยจ่าโทหญิง วริน ณ สงขลา
หรือ "น้องนุ่น" รับหน้าที่เป็นล่ามสื่อภาษาไทย
และภาษาอังกฤษในการฝึกคอบบร้าโกลด์ 2007 ครั้งนี้


... จ่าโทหญิง วริน ณ สงขลา
สายเลือดไทย สัญชาติอเมริกา
เล่ากับผู้สื่อข่าวว่า ตนเป็นคนไทยโดยสายเลือด
บิดาชื่อ นายจิระทัศน์ ณ สงขลา
มารดาชื่อ นางนิธิมา สิริพิทูล
เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่ได้ไปศึกษา
และใช้ชีวิตในต่างประเทศอยู่นานนาน
จนต้องโอนสัญชาติเป็นอเมริกา
 
       
หลังจากที่ถือกำเนิดมาได้ไม่นาน
คุณพ่อ และคุณแม่ได้ส่งตัวให้มาอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 8 ปี
เพื่อเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนประถมสาธิต มศว ประสานมิตร
จนถึงชั้นประถมปีที่ 5 เดินทางกลับไปเรียนต่อที่ไฮสกูลเพื่อสะสมคะแนน
ด้วยความที่ไม่ชอบอยู่ว่าง ชอบลุย แข็งแรง บึกบึน
และมีเครื่องแบบจึงได้ไปสอบแข่งขันทักษะและความสามารถ
เพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารเรือ และก็ได้สมใจ

โดยบรรจุครั้งแรกได้ยศจ่าตรีหญิง ประจำอยู่ในเรือรบลำดังกล่าว
จนถึงขณะนี้นาน 6 ปี และขณะนี้ได้เลื่อนยศเป็นจ่าโทหญิง
       


       น้องนุ่น เปิดเผยอีกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นสายเลือดไทย
ก็ได้รับเกียรติจากทหารอเมริกาอย่างมาก
จนเมื่อมีการคัดเลือกกำลังพลในการฝึกคอบร้าโกลด์ในประเทศไทย
ผู้บังคับบัญชาระดังสูงได้เล็งเห็นว่าเหมาะสมที่จะมาเป็นล่าม
สื่อความเข้าใจในด้านภาษาได้ และเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ
จึงได้พิจารณาให้น้องนุ่นมาเป็นล่ามในที่สุด
เมื่อปีที่แล้วก็เดินทางมาฝึกกับเรือแต่ไม่มีโอกาสได้มาเป็นล่าม
แต่ปีนี้มีโอกาสก็จะสร้างความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพให้อย่างสุดความสามารถ
       
       
       สุดท้ายน้องนุ่นยังฝากความห่วงใย
ในเรื่องของสถานการณ์การก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งน้องนุ่นได้ติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศไทยอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ทำให้ทราบข้อมูลการสูญเสียกำลังพลทหาร ตำรวจ
และประชาชนที่บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา
จึงขอเอาใจช่วยให้ภาคใต้สงบสุขโดยเร็ว


ข้อมูลข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤษภาคม 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #66 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2007, 09:38:44 »



“นาซา” ยกย่อง 3 เด็กไทย นำชื่อไปตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบใหม่

“องค์การนาซา” ยกย่อง 3 เยาวชนไทยผ่านอินเทอร์เน็ต
ระบุโครงงาน “การแตกของฝักต้อยติ่ง“ ไอเดียเจ๋ง คว้ารางวัล Grand Awards
จึงนำชื่อของ 3 คนตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยทางองค์การนาซา
เผยแพร่เผยข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตว่า
ได้มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบใหม่ตามชื่อเยาวชนไทย 3 คน
       
       องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา
ได้ยกย่อง 3 เยาวชนไทยผ่านอินเทอร์เน็ต
โดยระบุถึงโครงงาน “การแตกของฝักต้อยติ่ง” ที่คว้ารางวัล Grand Awards
ทั้งนี้ ได้นำชื่อของเยาวชนไทยทั้ง 3 คน
ตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบใหม่ตามชื่อเยาวชนไทย 3 คน
ได้แก่ นายทนงศักร ชินอรุณชัย,
นายสุขสันต์ อิทธิ ปัญญานันท์ และนายครองรัฐ สุวรรณศรี

ที่ชนะเลิศการประกวดโครงการวิทยาศาสตร์ ได้รางวัล Grand Awards
จากงาน Intel International Science and Engineering Fair (ISEF)
ประจำปี 2549 เป็นงานประกวดโครงการวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมาก
โดยรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาผลัดกันเป็นเจ้าภาพ
       

ในบริเวณงานที่ Albuquerque, New Mexico

       ส่วนที่มาของชื่อดาวเคราะห์น้อยหมายเลข 1998HH88
ตั้งชื่อว่า 21464 Chinaroonchai ตามชื่อของ ทนงศักร ชินอรุณชัย,

ดาวเคราะห์น้อยหมายเลข 1998QE11 ตั้งชื่อว่า 21540 Itthipanyanan
ตามชื่อของ สุขสันต์ อิทธิปัญญานันท์

และดาวเคราะห์น้อยหมายเลข 1999NR11 ตั้งชื่อ ว่า 21632 Suwanasri
ตามชื่อของครองรัฐ สุวรรณศรี

ส่วนเยาวชนไทยทั้ง 3 คนนี้เป็นนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ชื่อ “การแตกของฝักต้อยติ่ง”
และได้รับรางวัล Grand Awards เนื่องจากมีความโดดเด่น
และได้รับคำชมเชยว่ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง

ทั้งนี้ เยาวชนทั้ง 3 คนได้ออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ง่ายๆ ราคาถูกมาใช้ในการวิจัย
มีการบูรณาการศาสตร์หลายแขนงมาใช้รวมกัน
และนำผลการศึกษาวิจัยมาประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อประยุกต์ใช้ในงานอื่นๆ

       
       พร้อมกันนี้ยังมีเยาวชนไทยจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อีก 3 คน
ได้แก่ น.ส.ณัฐนรี ศิริวัน นายกรวิชญ์ นิยมเสถียร และนายณฐพล สุโภไควณิช
ได้รับ Grand Awards อับดับ 1 ในงานเดียวกันประจำปี 2550 นี้ด้วย

ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 13-19 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่รัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา
จากโครงการ “รูปแบบการหุบของใบไมยราพ”
และยังได้รับรางวัลพิเศษได้เข้าร่วมงาน The European Union for Young Scientist
ณ เมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน ในเดือนกันยายนที่จะถึง
ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอความสำเร็จสูงสุดของนักเรียนวิทยาศาสตร์
จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป
และนับเป็นครั้งแรกที่เด็กไทยจะได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้

นอกจากนั้น ชื่อของเยาวชนทั้ง 3 คนก็จะถูกนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยด้วย



ข้อมูลข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2550
ภาพจาก www.intel.co.jp
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #67 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2007, 07:47:15 »





เมื่อชาวบ้านกรูดร่วมมือร่วมใจลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ
รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิด อย่างน่ายกย่อง
เรื่องนี้เริ่มต้นเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว (ประมาณปี 2540)
เมื่อ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังการผลิต ๗๓๔ เมกะวัตต์
และ ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์
มูลค่าแห่งละประมาณ ๔ หมื่นล้านบาท
จะมาก่อตั้งที่หาดบ้านกรูดอันสวยงามเงียบสงบนี้
จากการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านทั้ง 2 หมุ่บ้าน คือ บ้านกรูดและบ้านบ่อนอก
อันเป็นเหตุให้ นายเจริญ วัดอักษร อดีตแกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกถูกสังหาร
เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2547  ที่วัดสี่แยกบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบฯ

ลองอ่านบางตอนจากบทความใน "สารคดี"
(www.sarakadee.com/feature/2000/11/coal-generated_power.htm )


"  เรื่องราวการต่อสู้ของชุมชนเล็ก ๆ กับโครงการขนาดใหญ่ของเอกชน
หรือรัฐบาลอย่างนี้ช่าง "คลาสสิก" นักในยุคสมัยที่การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นพระเจ้า
จึงไม่แปลกเลย ถ้าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
จะมีจดหมายหลายฉบับถูกส่งมาถึงชาวบ้าน
ที่ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งนี้
(บ้านบ่อนอกกับบ้านกรูด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

    "มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดีที่ออสเตรเลียจะขาย "ถ่านหินสะอาด" ของตน
ให้แก่ประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินในออสเตรเลีย
กำลังถูกต่อต้านมากขึ้นเรื่อย ๆ"
จดหมายจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในออสเตรเลีย
นำโดยองค์กร AID/WATCH ระบุ
"ถูกแล้วที่พวกคุณต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะ "ถ่านหินที่สะอาด"
ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลออสเตรเลียนั้น มิได้มีอยู่จริงเลย " 


      ชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ในเมืองพูลูปันดัน ส่งจดหมายมาเตือนว่า
"นายกเทศมนตรีของเราวางแผนมาเยือนชุมชนของคุณ
เพื่อที่จะบอกว่า ประชาชนชาวฟิลิปปินส์
ยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง"

    นอกจากที่พูลูปันดัน ชาวบ้านในเมืองบาทังกัส และมาซินล็อค
ซึ่งมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตั้งอยู่ยังเล่าประสบการณ์
ให้ตัวแทนชาวบ้านจากประจวบฯ ฟังอีกด้วยว่า
"ในหน้าร้อน บ้านที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าจะถูกปกคลุมด้วยฝุ่นสีดำ
ถ้าหลังคาบ้านไหนรั่วก็ต้องรีบหาผ้าใบมาคลุม เพื่อไม่ให้ฝุ่นจากถ่านหิน
และขี้เถ้าปลิวเข้าบ้าน เอาเสื้อผ้าออกมาตากนอกบ้านก็ไม่ได้
ถ้าเดินเข้าไปในสวนอ้อย เนื้อตัวจะสกปรกอย่างกับเดินเข้าไปในโรงถ่าน
สมัยก่อนพวกเราถึงขั้นต้องกางมุ้งกินข้าวกันมาแล้ว"


    "ถ้าทั้งโลกคิดจะสร้างโรงไฟฟ้าแบบนี้ สุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย"
เป็นคำเตือนของป้าริกาย่า ชาวเมืองมาซินล็อค
ซึ่งต้องสูญเสียทั้งบ้าน นาข้าว สวนมะม่วงและอาชีพประมงไป
จากการมาถึงของโรงไฟฟ้า "



การรวมตัวต่อต้านของชาวบ้านกรูด

"ปี ๒๕๓๗, ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะชนะการประมูลโครงการ IPP
และได้เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าให้แก่กฟผ. เป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี
แต่กัลฟ์ฯ และยูเนี่ยนฯ ก็เป็นสองในเจ็ดบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ที่ทำสำเร็จมาแล้ว
โดย กฟผ. เซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้ารวม ๕,๘๐๐ เมกะวัตต์ กับ IPP
ทั้งเจ็ดรายเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๐
    ถึงที่ตั้งโรงไฟฟ้าของทั้งสองบริษัท จะไม่ใช่ 
"พื้นที่ภาคกลางบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร"
ที่กฟผ. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) บอกว่า
เหมาะสมจะสร้างโรงไฟฟ้ามากที่สุดในขณะนี้ 
แต่มันก็อยู่ในพื้นที่ที่ถูกเล็งเอาไว้เป็นอันดับสอง
คือ "ชายฝั่งทะเลตะวันตก ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นมาจนถึงสมุทรสาคร"
ซึ่งคาดว่าจะทำให้กระแสไฟฟ้าในภาคใต้มั่นคงขึ้น

    แต่เอาเข้าจริง "คะแนน" ของกัลฟ์ฯ และยูเนี่ยนฯ
ไม่ได้มาจากเรื่องที่ตั้งของโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
    ใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กฟผ. และ สพช.
ให้น้ำหนักคะแนนกับที่ตั้งเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
โดยกฟผ. กำหนดโจทย์ไว้กว้าง ๆ ว่า "โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ
จะต้องกระจายอย่างเหมาะสม กับแหล่งพื้นที่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง"
ในขณะที่ราคาค่าไฟได้ไปถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์, ๑๑ เปอร์เซ็นต์
สำหรับระดับความพร้อมของโครงการ, ความน่าเชื่อถือ 
และความสามารถในการจัดการทางการเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์,
ประสบการณ์ของกลุ่มผู้ลงทุน ๗ เปอร์เซ็นต์ และเชื้อเพลิง ๔ เปอร์เซ็นต์   
      จึงน่าจะสรุปได้ว่า โรงไฟฟ้าบ่อนอก ของบริษัทกัลฟ์ฯ (ต. บ่อนอก อ. เมือง)
และโรงไฟฟ้าหินกรูด ของบริษัทยูเนี่ยนฯ (ต. ธงชัย อ. บางสะพาน) ชนะคู่แข่งมาได้
เพราะขายไฟให้ กฟผ. ถูกกว่าอีก ๕๐ บริษัทที่ร่วมประมูลในครั้งนั้นนั่นเอง



กลุ่ม Green peace ร่วมให้กำลังใจสนับสนุนชาวบ้าน

    ถึงวันนี้ กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่นและยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนต์
จะยังยินดีกับชัยชนะที่ได้มาอยู่หรือไม่ ?
ในเมื่อเกือบห้าปีผ่านไป พวกเขาทำได้แค่เพียงเตรียมที่ดินอันว่างเปล่าเอาไว้เท่านั้น 
และเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบในปี ๒๕๔๔
ตามคำมั่นสัญญาที่ให้แก่ กฟผ. ไว้ในตอนแรก

    เหมือนโชคเข้าข้าง -- ในขณะที่กัลฟ์ฯ และยูเนี่ยนฯ
ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ตามแผนการเดิม
เนื่องจากถูกชาวบ้านต่อต้านอย่างหนัก
กฟผ. เองก็เผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า "กำลังผลิตสำรองเกินความต้องการ
ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย"
กฟผ. กับ IPP อีกห้าราย (รวมกัลฟ์ฯ และยูเนียนฯ) จึงตกลงร่วมกันว่า
จะชะลอโครงการออกไปก่อน 

       แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัลฟ์ฯ, ยูเนี่ยนฯ และ กฟผ. ก็ประกาศแผนการใหม่ว่า
โรงไฟฟ้าหินกรูดและโรงไฟฟ้าบ่อนอก จะจ่ายไฟเข้าระบบในปี ๒๕๔๖ นี้อย่างแน่นอน
เอกสารชี้แจงโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก เขียนไว้แล้วด้วยซ้ำว่า
"เริ่มก่อสร้าง ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓" โดยไม่หวั่นไหวกับกระแส "ไม่เอาโรงไฟฟ้า" /
"มึงสร้าง กูเผา" ที่ยังคงคุกรุ่นในพื้นที่,
ธงเขียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการคัดค้านโรงไฟฟ้า
ที่ยังเกลื่อนตัวเมืองประจวบฯ 
และข้อมูลของกลุ่มต้นกล้าเพื่อเศรษฐศาสตร์ทางเลือก
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า
หากนำโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประจวบฯ ทั้งสามแห่ง
(โรงไฟฟ้าหินกรูด, โรงไฟฟ้าบ่อนอก และโรงไฟฟ้าทับสะแก ของกฟผ.
ซึ่ง กฟผ. ประกาศเลื่อนการก่อสร้างไปก่อนหน้านี้แล้ว) ออกจากแผนผลิตไฟฟ้า
กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของไทย ก็ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ไปจนถึงปี ๒๕๕๔ อยู่ดี
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้า ปานกลาง หรือเร็ว .....
"



- จินตนา  แก้วขาว
และจนถึงป่านนี้ เรื่องราวโครงการดังกล่าวก็ยังคงยือเยื้อ ไม่จบ
รายงาน The Icon ได้นำเรื่องราวของกลุ่มชาวบ้าน
อันนำโดยคุณจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด และเพื่อนๆในหมู่บ้าน
ผู้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีของเขา
ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมในความรักของผืนแผ่นดิน



ชายทะเลอันสวยงามที่จะต้องถูกทำลายไป

เชิญคลิคชมคลิปวีดีโอ ==>> http://hiptv.mcot.net/hipPlay.php?id=10909


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.ftawatch.org
และ www.sarakadee.com/feature/2000/11/coal-generated_power.htm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Rainy
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,157



« ตอบ #68 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2007, 20:02:57 »


ขอเป็นกำลังใจให้คุณจินตนา แก้วขาวและชาวบ้านชนะชัยในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของบ้านกรูดและบ่อนอก
ได้ยินมานานแล้วค่ะ เรื่องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ได้สนใจ ติดตามอ่านข่าวสารและข้อมูลเลย

ณ ตอนนี้ ขอบคุณคุณป้าเสลาที่นำเรื่องราวสาระดี ๆ จากบ้านเกิดของหนูมาให้อ่านอีกครั้ง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ณ ตอนนี้หนูขอเป็นสมาชิกและเข้ากลุ่มชาวบ้านด้วยคน
 

สิ้นคุณเจริญ วัดอักษรไปแล้ว เหลือแต่ลูกผู้หญิงใจกล้า ใจเพชร อยู่คนเดียว แล้วถ้าไม่มีคุณจินตนา แก้วขาว อีกคนล่ะ
ไม่รู้ว่าจังหวัดประจวบฯ จะออกมาในสภาพเช่นไร ยิ่งได้ดูวีดีโอและคำสัมภาษณ์แล้ว โมโหแทน มีรัฐบาลไว้ทำอะไร ทำไมชาวบ้านต้องมาดิ้น ๆ กันเอง

ขอปรบมือให้คุณจินตนา แก้วขาว ด้วยความจริงใจ คุณเป็นผู้หญิงแกร่งจริง ๆ ที่สามารถยืดหยัดสู้กับอิทธิพลจากทั้งจากที่มืดและสว่างได้อย่างไม่เกรงกลัว
cheer cheer wow
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #69 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 10:35:42 »


......
(ภาพจาก www.arlingtoncemetery.net/ )
พ.ต.หญิงลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ท
Army Major LaddaTammy Duckworth,
a Black Hawk helicopter pilot

อดีตนักบินแบล๊คฮอว์คในสงครามอิรักปี 2547
เธอถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง จากการที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดอาร์พีจี
ขณะขับเครื่องบินปฏิบัติการจนห้องนักบินระเบิด
ในเดือน พย. 2547 ขณะนี้เธอใช้ขาเทียม



เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
พ.ต.(หญิง)ลัดดา แทมมี่ ดั๊คเวิร์ธ ผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึกประจำรัฐอิลลินอยส์
ซึ่งพิการขาทั้งสองข้างได้เข้าเยี่ยมและบรรยายประสบการณ์ชีวิต
ให้กับเด็กนักเรียนผู้พิการโรงเรียนศรีสังวาลย์ จำนวน 100 คน เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนแผ่นดินเกิด

พ.ต.(หญิง)ลัดดากล่าวว่า พิการมาได้ 2 ปี
ที่สหัฐอเมริกามีกฎหมายในเรื่องการดูแลคนพิการ
เมื่อ 10 ปี มีการสร้างอาคารและถนนสำหรับคนพิการ
จึงมีความหวังว่าประเทศไทยจะเริ่มต้นที่จะปรับปรุงสถานที่เพื่อคนพิการให้มากขึ้น
และอยากเรียกร้องให้คนพิการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง ซึ่งตนจะเป็นกำลังใจให้

"ประเทศไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่มีความเมตตาสูง
จึงทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งแตกต่างจากหลายประเทศ
พระองค์มีความเข้าใจว่าการรักลูกต้องทำให้ลูกมีเสรีภาพและทำในสิ่งที่ต้องการ
ไม่มีการบังคับให้ทำตามที่พระองค์ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนซาบซึ้ง
แม้จะอยู่ห่างไกลบ้านเกิด และเอาใจช่วยเมืองไทยตลอดมา
แม้ว่าขณะนี้จะมีการชุมนุมประท้วงทางการเมือง แต่ก็เป็นวิถีทางของประชาธิปไตย
และโชคดีที่คนไทยสามารถแสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรี"
(จากมติชน   วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550 )







ภาพจากlocal news ใน  http://the.honoluluadvertiser.com/ Sunday, May 1, 2005


ทั้งนี้ พ.ต.(หญิง)ลัดดา พิการขาขาดทั้งสองข้าง
ขณะเป็นนักบินประจำเฮลิคอปเตอร์แบล๊คฮอว์คในสงครามอิรักปี 2547
เนื่องจากถูกโจมตีด้วยระเบิดอาร์พีจี ห้องนักบินระเบิดจนต้องตัดขาทิ้งและใส่ขาเทียม



Illinois Lt. Gov. Pat Quinn (ซ้าย)
honors Army Maj. Ladda "Tammy" Duckworthและสามี Bryan Bowlsbey
คุณลัดดาได้รับการยกย่องในงานของราตารี่
(ภาพจาก  Rotary.org)


รายละเอียดเพิ่มเติมจาก คมชัด ลึกเมื่อ 11 พย. 2549
นางลัดดา (แทมมี่) ดัคเวิร์ธ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 38 ปี
อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์ในกองทัพสหรัฐที่สูญเสียขาทั้งสองข้างในสงครามอิรัก
และเป็นผู้สมัครสังกัดพรรคเดโมแครตคนหนึ่งในการเลือกตั้งกลางเทอม
แต่กลับพลาดหวังกลายเป็น ส.ส.สอบตกแห่งรัฐอิลลินอยส์
ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (9 พ.ย.) ว่าถึงจะผิดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้
แต่ตั้งใจจะลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ ทำขาเทียมคู่ใหม่
นอกเหนือจากเรียนต่อระดับปริญญาเอก

นางลัดดา ให้ความเห็นว่า เชื่อว่าสาเหตุที่แพ้การเลือกตั้งมาจากการโฆษณาโจมตีทางโทรทัศน์
รวมถึงการโทรศัพท์หาเสียงของพรรครีพับลิกัน แต่ยอมรับได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์นี้ นางลัดดาไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเพื่อนทหาร
เพื่อฉลองครบรอบ 2 ปีที่รอดชีวิตมาจากเหตุเครื่องบินถูกยิงตกครั้งนั้น

แม้ว่านางลัดดาจะเป็นผู้สมัครที่สอบตกในการเลือกตั้งครั้งนี้
แต่กลับได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนทั้งจากญี่ปุ่นและอังกฤษ
ไม่นับรวมกรณีที่
เธอได้รับเลือกจากนิตยสาร "กลามัวร์"
ให้เป็นสตรีดีเด่นประจำปี 2549 อีกด้วย



.....





(ภาพจาก www.audreymagazine.com/)

เธอยังคงใช้ชีวิตเยียงคนปกติ
ทำสิ่งดีๆที่เป็นประโยชน์
และมีแผนที่จะกลับไปขับเฮลิคอปเตอร์อีกครั้งหนึ่ง
ป้าเสลาจะติดตามค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ
มาเล่าสู่กันฟังเพิ่มติมในครั้งหน้า
 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #70 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 15:54:40 »


ถ้าหากว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง, สงครามเวียดนาม หรือสงคราวอ่าว แพทย์เชื่อว่าพันตรีหญิงแทมมี่ ซึ่งเสียเลือดไปเกือบครึ่ง ไม่น่าจะมีชีวิตรอดได้ ซึ่งเกิดขึ้นกับทหาร นาวิกโยธิน และทหารอากาศนับพันคน ซึ่งได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟครอก ในการทำสงครามอิรัก ตั้งแต่ 19 มีนาคม 2003 ได้เสียชีวิต แต่เนื่องจากระบบพยาบาลฉุกเฉินที่ปรับปรุง สามารถพาเธอมายังหน่วยผ่าตัดในสนามรบได้ทันเวลา สามารถทำให้เธอมีชีวิตรอดได้

ผู้นำในกองทัพได้ชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยอยู่ 3 อย่าง ซึ่งทำให้โอกาสในการรอดชีวิตสูงขึ้น ได้แก่ เสื้อเกราะประจำตัวของทหารที่ดีขึ้น, การมีโรงพยาบาลสนามที่สามารถทำการผ่าตัดได้อยู่ในเขตพื้นที่การรบ และการใช้วิธีพาตัวผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ทางอากาศไปทำการผ่าตัดได้ภายในหนึ่งชั่วโมง

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือการที่มีแพทย์ทหารเดินทางไปกับกองทัพด้วย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า ควิกคลอท ที่ทำมาจากผงแร่ธาตุที่สามารถหยุดเลือดและประสานเนื้อเยื่อของคนได้ การเสียเลือดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทหารบาดเจ็บต้องเสียชีวิต

เป้าหมายคือการทำให้ผู้ป่วยยังคงมีชีวิตอยู่และมีอวัยวะครบ หรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพาออกจากอิรักไปยังศูนย์การแพทย์ประจำเขต Landstuhl ในเยอรมันนีเร็วที่สุด ซึ่งศูนย์การแพทย์นี้ถือว่าเป็นโรงพยาบาลของอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยที่การพาผู้บาดเจ็บ จะใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งที่มีอุปกรณ์ทางแพทย์ประจำอยู่ พร้อมกับแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลผู้บาดเจ็บอย่างดีตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมง
ตั้งแต่สงครามอิรัก มีทหารบาดเจ็บเกือบ 6 พันคน ซึ่งมากกว่า 1,500 คนเสียชีวิตก่อนที่จะเดินทางไปถึง Landstuhl

หากดูสมัยสงครามเวียดนาม ทหารเกือบ 58,000 นายต้องเสียชีวิตก่อนที่จะไปถึงมือแพทย์ผ่าตัด ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะว่าใช้เวลาหลายชั่วโมง ในสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย โรงพยาบาลสนามอยู่ใกล้กับแนวรบมากขึ้น แต่ก็ยังคงใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าผู้บาดเจ็บจะเดินทางมาถึง เมื่อมาถึงสงครามอิรัก ทำให้มีการเพิ่มหน่วยแพทย์เข้าไปในแนวรบมากขึ้นและเส้นทางที่จะพาผู้บาดเจ็บออกจากแนวรบไปยังมือแพทย์ให้ได้ภายในไม่เกิน 60 นาที ก่อนที่ร่างกายจะหยุดการตอบสนอง ซึ่งทางทหารเรียก ช่วงเวลา 60 นาที นี้ว่า Golden Hour
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #71 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 15:57:47 »


จรวดอาร์พีจี พุ่งเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ ฉีกขาข้างหนึ่งของพันตรีหญิงแทมมี่ขาดกระจุย และทำให้ขาอีกข้างของเธอกระดูกแตกละเอียด และยังทำให้แขนขวาของเธออยู่ในสภาพที่สาหัส กระดูกหัก 3 ท่อน

พันตรีหญิงแทมมี่ มองเห็นลูกไฟวิ่งเข้าชนเฮลิคอปเตอร์ของเธอจากด้านล่าง ใต้เท้าของเธอ และ เธอคิดว่า เครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ถูกระเบิดออกไป การติดต่อสื่อสารภายในเครื่องไม่ทำงาน  ทำให้พันตรีหญิงแทมมี่ไม่สามารถสื่อสารกับนักบินอีกคนหนึ่งซึ่งคือ นายเรือแดน มิลเบิร์ก ซึ่งร่วมบินไปกับพันตรีหญิงแทมมี่ในวันนั้นได้ เขาทั้งคู่พยายามที่จะนำเครื่องลงจอดในขณะที่พันตรีหญิงแทมมี่มีอาการหมดสติและคืนสติมาอีกครั้ง สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นก่อนที่จะไม่รู้สึกตัวไป คือพื้นหญ้าที่ใกล้เข้ามา

สุดท้ายนายเรือมิลเบิร์กก็สามารถนำเครื่องลงจอดได้ เมื่อเขาหันไปเห็นสภาพของพันตรีหญิงแทมมี่ เขาคิดว่าเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว

นักบินของเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งที่บินตามมา เห็นเหตุการณ์เข้า ได้วิทยุไปแจ้งขอเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉิน และทหารภาคพื้นดิน ให้เข้าไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตโดยเร็วที่สุด

ในกรณีของพันตรีหญิงแทมมี่ ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการห้ามเลือด แพทย์ทหารใช้ ควิกคลอท เพื่อหยุดเลือด เส้นเลือดใหญ่ที่ขาของพันตรีหญิงแทมมี่ฉีกขาด เมื่อขาขวาของเธอขาดออกไป ด้วยสภาพเลือดไหลไม่หยุดนี้ เธอสามารถมีชีวิตรอดได้อีกไม่เกิน 5 นาที บาดแผลของเธอขาดยุ่ย และใกล้กับต้นขามาก จนไม่สามารถรัดขาเพื่อหยุดเลือดได้ แพทย์ทหารไม่สามารถหยุดเลือดได้ ทำได้เพียงแต่การกดบาดแผลไว้ ให้เลือดไหลออกช้าที่สุด

เฮลิคอปเตอร์บินนำร่างของพันตรีหญิงแทมมี่ไปยังกรุงแบกแดด เพื่อทำการตัดขาขวาของเธอทิ้ง ตั้งแต่ประมาณ สองสามนิ้วใต้สะโพกลงมา และ ตัดขาซ้ายของเธอตั้งแต่ใต้หัวเข่าออกไป รวมถึงการจัดวางกระดูกแขนขวาของเธอให้เข้าที่และทำแผลทั้งหมด

แพทย์สนาม นำร่างของเธอลงเปลสนาม และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉิน บินไปยัง Landstuhl ได้ในที่สุด และถูกส่งตัวต่อไปยังศูนย์พยาบาลทหารวอลเตอร์ รีด ราว สี่ทุ่มของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2004 ซึ่งยังไม่ถึง 60 ชั่วโมงดีหลังจากที่เธอจรวดอาร์พีจียิงใส่จนต้องสูญเสียขาไป

ในสมัยสงครามเวียดนาม บางครั้งใช้เวลาเป็นเดือน หรืออาจถึง 45 วัน กว่าที่ผู้บาดเจ็บจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลนอกสนามรบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #72 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 16:06:20 »


เมื่อ พันตรีหญิง แทมมี่ ดัคเวิร์ธ ตื่นขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2004 ที่ศูนย์พยาบาลทหารวอลเตอร์ รีด ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เธอไม่รู้เลยว่า ชีวิตของเธอนั้นผ่านการเดินทางอันหนักหนามาอย่างไรบ้างในช่วง 8 วันที่ผ่านมา

เธอรู้สึกเจ็บที่ขามาก

เคียงข้างเธอก็คือ สามีของเธอ ร้อยเอกไบรอัน โบวล์สบี้ เขารู้ว่าเขาจำเป็นที่จะต้องบอกเธอว่าเกิดอะไรชึ้นกับเธอที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดนี้ เขาเริ่มบอกเธอว่า ขาขวาของเธอไม่มีแล้ว ส่วนขาซ้ายของเธอตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงไปถูกตัดทิ้งไปแล้ว พันตรีหญิงแทมมี่รับฟังด้วยความสงบ และตระหนักได้ว่า ไม่ใช่แค่เธอเพียงคนเดียวที่เป็นแบบนี้ เหมือนกับอีกหลายๆ คนในโรงพยาบาลนั้น ที่ต้องถูกตัดขาทิ้งไป ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น

เธอไม่ได้ร้องไห้และไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง แต่เธอกลับพูดว่า เธอจะสู้ต่อไปและทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไป แล้วพันตรีหญิงแทมมี่ก็บอกกับสามีเธอว่า เธอรักเขานะ แต่ ตลอดหกวันที่เขาอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดนี้ เขาตัวเหม็นมากและต้องไปอาบน้ำได้แล้ว

ร้อยเอกไบรอันรู้สึกดีขึ้นว่า อย่างน้อย เธอยังมีจิตใจที่เข้มแข็งและยังคงมีอารมณ์ขันอยู่ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการที่จะผ่านช่วงเวลาในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า

พันตรีหญิง แทมมี่ สูญเสียขาขวาทั้งหมดขึ้นมาจนถึงสะโพก และสูญเสียขาซ้ายตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงไป รวมถึงเกือบจะเสียแขนขวาไปด้วย ถ้าไม่ใช่ว่า แพทย์สามารถระงับการเสียเลือดและผ่าตัดได้ทันท่วงที.

แขนขวาของพันตรีหญิงแทมมี่ยังคงอยู่ในสภาพที่แย่มาก ตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม เธอต้องเข้าผ่าตัดแทบจะทุกวันเว้นวันเพื่อทำให้เลือดสามารถไหลไปยังอวัยวะทุกส่วนและรักษาอาการติดเชื้อที่เกิดขึ้น

เวลาช่วงนี้ เป็นเวลาที่น่าหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่ต้องรอคอยให้ร่างกายกลับสู่สภาพที่พร้อมสำหรับการเข้ารับกายภาพบำบัด แขนขายังคงบวมเป่ง วันดีคืนนี้ เศษกระสุนระเบิดจากจรวดที่ไม่คาดคิดว่จะอยู่ในร่างกาย ก็ตรวจพบและต้องทำการเอาออก

ทุกวันเธอกับคนไข้คนอื่นในสภาพใกล้เคียงกัน ต้องเจอกับทีมแพทย์หน้าใหม่ๆ แทบทุกวัน ไม่ว่าจะแพทย์ทั่วไป นักกายภาพบำบัด รวมไปถึงแพทย์อื่นๆอีก

ในที่สุด วันที่รอคอยก็ถึง เมื่อการผลการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี และเป็นเวลาของการเริ่มใช้กล้ามเนื้อในร่างกายอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลาหลายเดือน และเป็นช่วงเวลาที่จะตรวจสอบว่า ร่างกายอวัยวะส่วนใดที่ทำงานและไม่ทำงานบ้าง

ภายในห้องกายภาพบำบัดที่พันตรีหญิงแทมมี่ไปฟื้นฟูร่างกาย เธอพบกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บคนอื่นๆ ส่วนมากจะสูญเสียอวัยวะเพียงส่วนเดียว (ขาข้างหนึ่ง หรือ แขนข้างใดข้างหนึ่ง)  ตั้งแต่สงครามอิรักเกิดขึ้น มีบุคคลกลุ่มนี้ 283 คน พันตรีหญิงแทมมี่อยู่ในกลุ่ม 34 คนที่สูญเสียอวัยวะ 2 ข้าง และมีอีก 4 คนที่สูญเสีย 3 ข้าง แต่ยังไม่มีพบผู้ที่สูญเสียอวัยวะ 4 ข้าง

การทำกายภาพบำบัดผ่านไปอย่างต่อเนื่องและมีความคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอยคือ เมื่อไรแพทย์จะบอกว่าเขาหรือเธอพร้อมแล้วสำหรับอวัยวะเทียม จนในวันหนึ่งโอกาสของพันตรีหญิงแทมมี่ก็มาถึง เมื่อแพทย์กายภาพบำบัดผูกตัวเธอไว้กับโต๊ะและค่อยๆ ยกตัวเธอขึ้น จนอยู่ในลักษณะยืนตรง และน้ำหนักตัวของเธออยู่บนขาเทียมทั้งสองข้าง โดยที่สามีของเธออยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา พันตรีหญิงแทมมี่รู้สึกว่าเธอยังโชคดี ที่ยังสามารถใช้ขาสองข้างของเธอได้ถึง 36 ปี ในขณะที่ผู้ป่วยอีกคนที่เธอเห็นอายุน่าจะประมาณ 20 ปี อยู่ในสภาพที่แย่กว่าเธอมากนัก

เธอตั้งใจกับการทำกายภาพบำบัดเป็นอย่างมาก ด้วยความฝันที่ว่าจะต้องสามารถกลับมาเป็นนักบินได้อีกครั้ง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เด็กหอ5ห้อง4
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,619


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า


« ตอบ #73 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 16:11:59 »


พันตรีหญิงแทมมี่ อายุ 36 ปี ในปีที่เกิดเหตุ จบการศึกษาจาก แมคคินลีย์ ไฮสคูล และ มหาวิทยาลัยแห่งฮาวาย

เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ ประจำอยู่ กองกำลังป้องกันประเทศมลรัฐอิลลินอยส์

พันตรีหญิงแทมมี่ เป็นบุตรตรีของร้อยเอก แฟรงคลิน ดักเวิร์ธ ที่เสียชีวิตเมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2005 และ ละไม ดักเวิร์ธ

พันตรีหญิงแทมมี่ ยืนยันว่า ต้องการที่จะประจำอยู่ในกองกำลังป้องกันประเทศ และ เป็นนักบินต่อไป  ซึ่งเธอบอกว่าเทคโนโลยีทางด้านอวัยวะเทียมจะสามารถทำให้เธอกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม
“สิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้เธอเดินได้และขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกครั้ง ย่อมสามารถนำไปใช้กับพลเรือนทั่วไป สามารถทำให้เด็กสามารถวิ่งเล่นได้ ถึงแม้ว่าเด็กเหล่านั้นจะพิการแต่กำเนิดก็ตาม"

“ประสบการณ์ครั้งแรกของพันตรีหญิงแทมมี่ในอิรักและการส่งตัวออกจากสนามรบไปยังศูนย์พยาบาลทหารวอลเตอร์ รีด จะเป็นประสบการณ์ที่ดีในการที่เราเรียนรู้อุปสรรคและให้ความมั่นใจว่า ทหารของเราจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเขาต้องการ” วุฒิสมาชิกฮาวาย แดเนียล เค. อคาคา กล่าว

พันตรีหญิงแทมมี่ กล่าวว่า เธอสามารถผ่านการกายภาพบำบัดอันยาวนานและหนักหน่วงได้ ด้วยการตั้งใจและฝันกับตัวเองว่า เธอจะต้องขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพหรือพลเรือน


ขอบคุณป้าเสลาสำหรับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ทำให้ผมมีโอกาสได้รู้จักเรื่องราวดีๆ อีกเรื่องหนึ่งครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


                                                             Stickwind Studio is coming back
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,801



« ตอบ #74 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2007, 17:11:51 »



ขอบคุณคุณเด็กหอ 5  smile
ที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของพันตรีหญิงลัดดา แทมมี่
มาให้พวกเราได้รับทราบเพิ่มเติม
เรื่องราวดีๆที่ทำให้เราได้ร่วมภาคภูมิใจ
ในความสามารถของเลือดไทยแม้จะมีครึ่งหนึ่งในตัวเธอ

แต่ป้าได้เห็นเธอในทีวี พูดภาษาไทยได้รู้เรื่อง
แม้สำเนียงจะแปร่งบ้าง แต่เธอพูดได้ดีทีเดียว
ประกอบกับเธอใช้ชื่อไทยขึ้นต้น

พ.ต.หญิงลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ท
Army Major LaddaTammy Duckworth

ทำให้รู้สึกได้ว่า เธอภูมิใจในสายเลือดไทย
และภูมิใจในความเป็นคนไทยในตัวเธอ
จึงนำเรื่องของเธอมาลงในกระทู้นี้

กับเรื่องราวที่น่าชื่นชมในความกล้าหาญทั้งสายเลือดความเป็นทหาร
ความแกร่งแม้เป็นหญิง และความไม่ย่อท้อแม้จะเป็นคนพิการ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 7
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: