ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 26, 2013, 11:18:39
92,778 กระทู้ ใน 7,437 หัวข้อ โดย 8,938 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: sunantha
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เรื่องราวดีๆของคนไทย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวดีๆของคนไทย  (อ่าน 93285 ครั้ง)
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #25 เมื่อ: มกราคม 29, 2007, 08:55:12 »


 
ชื่นชมครับ .... และ ภูมิใจด้วย
(เพราะผมก็เป็นคนไทย .. อิอิอิ )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
buntoshi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 322



« ตอบ #26 เมื่อ: มกราคม 29, 2007, 10:01:28 »


ขอปรบมือให้ น่าชื่นชมและยินดีจริงๆ ครับ

คนไทย ไม่เคยสิ้นคนดี และ คนเก่ง 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #27 เมื่อ: มกราคม 31, 2007, 08:38:36 »




ฝีมือ"แกะสลัก"นำโชค เบิกทางสาวลูกชาวนาเรียนนอก


ปาริฉัตร พงษ์คละ

จากเด็กหญิงลูกชาวนาที่มีชุดนักเรียนใส่ไปเรียนแค่ชุดเดียว
ครอบครัวยากจนข้นแค้นมีเงินส่งเสียให้เรียนแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3
แต่ ณ วันนี้ ปาริฉัตร พงษ์คละ หญิงสาวร่างเล็กชาวศรีสะเกษ
โบกโบยบินไกลถึงเมืองนอกเมืองนา
ได้ทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เซซ่า ริส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ให้เข้าศึกษาระดับปริญญาโท ในคณะการโรงแรมและการท่องเที่ยว


ดูแล้ว...อาจรู้สึกเฉยๆ
เพราะมีตัวอย่างเด็กยากจนที่เรียนดีได้ทุนไปเรียนเมืองนอกให้เห็นเยอะแยะไป
ปาริฉัตรก็เช่นกัน เธอจบปริญญาตรี คณะการโรงแรมและการท่องเที่ยว
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตย์ ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.8

แต่...เกรดเฉลี่ยกลับไม่ใช่ "ใบเบิกทาง" อนาคตอันสดใส
หากแต่เป็นความสามารถด้าน "งานฝีมือแบบไทยๆ" ที่ปูเส้นทางกุหลาบให้เธอ
และสิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่สุดคือ "การแกะสลัก"
เพราะนอกจากจะเป็นใบเบิกทางให้แล้ว ยังเป็น "อาชีพพิเศษ"
ที่สาวคนนี้ใช้เลี้ยงปากท้อง ขณะใช้ชีวิตในแดนไกลอีกด้วย


"จูน" ปาริฉัตร วัย 27 ปี เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบว่า
เรียนจบมัธยมปลายสายคหกรรมบริการ
จากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จังหวัดศรีสะเกษ
เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ตั้งขึ้น
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา
เช่น พ่อแม่ฐานะยากจน เด็กติดเชื้อเอดส์ เด็กกำพร้า ได้มีโอกาสเรียนหนังสือฟรี
ซึ่งหลักสูตรในโรงเรียนจะเน้นวิชาชีพเป็นหลัก
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชประสงค์ให้นักเรียนที่เรียนจบจากที่นี่
มีอาชีพติดตัว และนำวิชาชีพที่เรียนไปเลี้ยงตัวเองในทางที่สุจริต


"โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ฯ ให้อะไรมากกว่าความรู้ในหนังสือ
ทำให้นักเรียนรู้จักชีวิตทุกด้าน หลังจากที่เรียนจบจากที่นี่
รู้เลยว่าถ้าออกไปใช้ชีวิตในสังคมข้างนอกเราสามารถเอาตัวรอดและช่วยเหลือตัวเองได้
เพราะขณะเรียน ครูสอนให้ฝึกอาชีพ ที่มีทั้งแกะสลัก ทำขนม สอนงานประดิษฐ์
ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์

ซึ่งทุกเสาร์-อาทิตย์ ครูจะให้นำของที่ผลิตได้ไปขายตลาดหมู่บ้านใกล้ๆ
ส่วนผักสวนครัว หรือข้าว เมื่อผลิดอกออกผลนักเรียนจะเก็บไปขายให้โรงเรียน
เพื่อนำไปทำเป็นอาหารให้นักเรียนรับประทาน
ส่วนเงินที่ได้จากการขายของนักเรียนจะนำมาเป็นค่าขนม
นักเรียนทุกคนที่นี่จะมีเงินเก็บกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับความขยันทำงาน"


ด้วยคุณสมบัติตามมาตรฐาน "เรียนดีแต่ยากจน"
หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย ลูกชาวนาคนนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทุนการศึกษาให้เรียนต่อ
ในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตย์
โดยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ สนับสนุนเงินค่ากิน-อยู่ให้ใช้ปีละ 15,000 บาท
ซึ่งการดำรงชีวิตในเมืองศิวิไลซ์อย่างกรุงเทพฯ
เงินเดือนละประมาณพันกว่าบาทไม่พอแม้กระทั่งค่ารถเมล์
จูนจึงตัดสินใจทำงานพิเศษด้วยการเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุดในตอนกลางวัน
ได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 20 บาท และเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารในตอนกลางคืน
ค่าจ้างคืนละ 150 บาท


ตลอด 4 ปีจูนทำงานหนักควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือ
เวลาที่เพื่อนนอน เธอนั่งอ่านหนังสือ เวลาที่เพื่อนเที่ยวเธอยืนขาแข็งเสิร์ฟอาหาร

แล้วหยาดเหงื่อทุกหยดที่เสียไปก็ตอบแทนเธออย่างคุ้มค่า
จูนปิดฉากการศึกษาระดับปริญญาตรี
ด้วยการคว้าตำแหน่งเกียรตินิยมอันดับ 1 มาครองอย่างสมภาคภูมิ


จากความเก่งที่มีเป็นทุนเดิม ประกอบกับความสามารถด้านงานฝีมือ และวัฒนธรรมไทย
หลังจากที่ทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่วิทยาลัยดุสิตธานีได้ 3 ปี
สาวคนนี้ก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเซซ่า ริส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
เหตุผลที่เธอได้ทุนนี้เพราะขณะนั้นมหาวิทยาลัยกำลังต้องการนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติ
ที่มีความสามารถด้านวัฒนธรรมไปเผยแพร่


"ไม่เคยคิดว่าความสามารถทางงานฝีมือที่เรียนมาจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 จ.ศรีสะเกษ
จะผลักดันชีวิตให้มาไกลได้ขนาดนี้ จากตอนแรกรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ที่ไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายสายคณิต-วิทย์ เพราะโรงเรียนเปิดสอนแต่สายอาชีพ
ซึ่งสายอาชีพที่เรียนก็เป็นวิชาที่ตลาดแรงงานไม่ให้ความสำคัญ
ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะกลายมาเป็นเสน่ห์และจุดเด่นสร้างโอกาสที่ดีมากๆ ให้กับชีวิต"

วันนี้จูนเป็นกำลังเรียนเทอมสุดท้ายในระดับปริญญาโท
สาขาบริหารการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว
นอกจากเธอจะโดดเด่นในเรื่องเรียนสร้างความแปลกใจให้ชาวสวิสแล้ว
จูนยังมีโอกาสโชว์ฝีมือ "แกะสลัก" ให้กับนักศึกษาต่างชาติชมหลายครั้ง
จนฝีมือเข้าตาเจ้าของโรมแรมแอมบาสซาเดอร์ โรงแรมระดับ 4 ดาว
เธอจึงมีงานพิเศษทำโดยที่ไม่ต้องเดินหาให้ลำบาก
และด้วยความสามารถรอบด้าน นอกจากแกะสลักผักผลไม้ในงานเทศกาลต่างๆ
ได้ค่าตอบแทนวันละ 7,000
บาทแล้ว
"รำไทย" ก็เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพให้กับเธอได้อีกอย่างหนึ่ง

ไม่หมดเท่านี้ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ร้านอาหารไทยที่นู่นก็เชิญเธอไปเป็นอาจารย์พิเศษ
สอนแกะสลัก และขนมไทยจำพวกห่อใบตองให้แก่แม่ครัวอีกด้วย
สอน 3 ชั่วโมงได้ค่าแรง 600 บาท

"ใครจะคิดว่าเด็กลูกชาวนาอย่างจูนจะได้ไปไกลถึงต่างแดน
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงมีพระเมตตาสร้างโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาสอย่างจูนได้เรียนหนังสือ
ถ้าไม่มีพระองค์และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ลูกชาวนาคนนี้คงจบแค่ ม.3
และกลายเป็นสาวโรงงานที่ทำงานไปวันๆ"

สำหรับคนที่ตั้งใจจริง ไม่ว่าจะมีความสามารถอะไร
ความสามารถนั้นก็สามารถเป็นใบเบิกทางอนาคตที่สดใสได้
เพราะตัวอย่างจากสาวคนนี้เป็นแบบอย่างให้เห็นแล้ว




จาก มติชน 31 มกราคม 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dokmai
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 58



« ตอบ #28 เมื่อ: มกราคม 31, 2007, 13:30:21 »




ขอปรบมือให้กับ เด็กไทยที่น่าชื่นชม ยกย่องเป็นอย่างยิ่ง คิดดี ทำดี มีคุณค่าของสังคมทุกคนค่ะ อ่านไปน้ำตาซึมไปค่ะ เพราะภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย เหมือนกับน้องๆเขาค่ะ  ขนาดน้องเขาพิการแต่ก็ทำอะไรๆได้ดีกว่าคนทั่วไปเยอะแยะ กำลังใจที่เขาสร้างขึ้นมาเองนั้นมันส่งผลให้เขาเป็นคนดี มีมานะ เป็นคนที่แข็งแกร่ง อนาคตดีแน่นอนค่ะ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
phongpissanu
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 103


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: มกราคม 31, 2007, 14:09:14 »


สุดยอดทุกคนเลยครับ




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

13  ตุลาคม   งานแห่ปราสาทผึ้ง  จ.สกลนคร
14  คุลาคม   งานไหลเรือไฟ       จ.นครพนม
15  ตุลาคม   บั้งไฟพญานาค       จ.หนองคาย
 ใครไม่อยากมาเที่ยว....แสดงว่า...เจ้านายดุ...ลาไม่ได้...555
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2007, 07:36:26 »





“ปู่เย็น”...พรีเซ็นเตอร์

ทางจังหวัดเพชรบุรีได้คัดเลือกให้ปู่เป็นผู้สูงอายุดีเด่นประจำปี 48
รวมถึงได้มอบบทบาทใหม่อย่างเป็นทางการให้ปู่เย็น
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2549 นั่นก็คือ
การเป็น “พรีเซ็นเตอร์ท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี”
ที่หากใครผ่านไปเพชรบุรีก็จะเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
ที่มีทั้งรูปสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของจังหวัดอย่าง “เขาวัง”
ที่เยื้องมาทางมุมซ้ายมีรูปผู้ว่าราชการจังหวัดกำลังปีนต้นตาล
และที่มุมซ้ายสุดมีรูปปู่เย็นหัวเราะอ้าปากหวอ ก็ไม่ต้องแปลกใจไป
เพราะนั่นคือบทบาทใหม่ของปู่เย็นที่ทางจังหวัดเพชรบุรีมอบให้
       
       “การนำปู่เย็นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์นั้นเพราะเรามองว่าในด้านของการตลาดว่า
ควรจะหาบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูงซึ่งตรงกับลักษณะของปู่เย็นพอดี
ปู่เป็นคนเพชรบุรีโดยกำเนิด หลังจากรายการคนค้นฅน
นำเสนอเรื่องราวชีวิตของปู่ก็เป็นที่น่าสนใจและควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อคนทั่วไป
จึงเหมาะต่อการเป็นภาพลักษณ์ของเมืองเพชร”
สยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี แสดงความเห็น
ต่อการคัดเลือกปู่เย็นเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางการท่องเที่ยวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของจังหวัด
       
       นอกจากนี้ พ่อเมืองเพชรบุรียังให้เหตุผลถึงการเลือกพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้ว่า
ปู่เย็นเป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูง
และก่อนที่จะเจาะจงคัดเลือกปู่นั้นทางจังหวัดมีการสอบถาม
ถึงความสมัครใจให้ปู่ทราบแล้วว่าปู่ยินดีหรือไม่
ซึ่งปู่ก็เข้าใจและยินดีที่จะช่วยเหลือทางจังหวัด
เมื่อทางจังหวัดมีกิจกรรมอะไรก็จะเชิญปู่เย็นมา
เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ออกงานกับทางจังหวัด
หรือเมื่อใครมาเที่ยวแล้วต้องการไปเยี่ยมปู่ที่เรือก็สามารถทำได้
       
       เป็นอันว่าการเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้ปู่รับด้วยความสมัครใจ
แม้ว่าปู่จะไม่รู้ว่าพรีเซ็นเตอร์ท่องเที่ยวคืออะไรก็ตาม
       
       ในขณะที่ใครหลายๆ คนก็ออกจะหวั่นใจกับบทบาทใหม่ของปู่เย็นอยู่ไม่ได้
เพราะด้วยความเป็นห่วงปู่ เกรงว่าปู่จะเหนื่อยต่อการวิ่งรอกออกงานโน้นงานนี้
ซึ่ง เกียรติศักดิ์ กล่อมสกุล ที่นอกจากจะคอยดูแลปู่เย็นแล้ว
ยังรับหน้าที่เป็นสารถีส่วนตัวคอยรับส่งปู่เย็นไปตามที่ต่างๆ กล่าวว่า
       


       “จริงๆ แล้วปู่เย็นก็ใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติของปู่นั่นแหละ
สมมติว่ามีงานแถลงข่าวที่อยู่ในละแวกเมืองเพชรไม่ต้องเดินทางไกล
ผมก็มารับปู่ไปเอง และจะบอกแกว่า “มารับปู่ไปเที่ยว” ซึ่งแกก็ชอบ
เพราะถือเป็นการไปเปิดหูเปิดตา ส่วนการที่มีคนมาขอถ่ายรูปมานั่งคุยด้วย
ผมมองว่ามันไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแกเท่าไหร่หรอก
เพราะที่ผ่านมา (หลังออกรายการคนค้นฅน) ก็มีคนมาหาแกเป็นประจำอยู่แล้ว
       
       “สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าปู่เย็นไปสร้างสีสันให้กับงาน
แต่สำหรับปู่แล้วถือว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับแก
เพราะปู่เป็นคนชอบไปโน่นไปนี่ แต่เดี๋ยวนี้แกจะไปไหนคนเดียวก็ไม่ไหวแล้ว
ขี่จักรยานก็ไม่ไหว จะพายเรือน้ำเพชรมันก็น้อย ไปไหนได้ไม่ไกล
นอกจากหาปลาได้แถวสะพานลำไย”
เกียรติศักดิ์กล่าวในฐานะคนคุ้นเคยกับปู่เย็นเป็นอย่างดี
       
       ในขณะที่ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ดำเนินรายการ คนค้นฅน
คนคุ้นเคยกับปู่เย็นอีกคนหนึ่ง อดที่จะแสดงความห่วงใยต่อปู่เย็นไม่ได้
เพราะวันนี้สังขารของปู่เย็นร่วงโรยไปมากแล้ว
       
       “วิถีชีวิตของปู่เย็นเราอย่าไปมองว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา
เพราะว่าในความเป็นจริงมันก็มีเหตุผลความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ปู่ต้องอยู่แบบนั้น
สมมติว่ามันมีตัวแปรอื่นที่ทำให้ปู่ต้องมีโอกาสในชีวิต
มากกว่าที่เคยเป็นแล้วไม่ได้มาบังคับแก
แต่เป็นกิจกรรมที่แกร่วมด้วยความสมัครใจก็เป็นการดี
แต่มันมีสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ปู่อายุเยอะแล้ว
สุขภาพของปู่ล่าสุดทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
แล้วปู่เป็นคนที่คงเส้นคงวาในเรื่องของการสูบบุหรี่มาก

การที่นำปู่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ย่อมที่จะมีผลกระทบบ้าง
แต่เท่าที่รู้จักปู่เย็นถ้าสมมติว่าห้วงเวลาที่เหลือ
ปู่ได้มีกิจกรรมที่ปู่ร่วมแล้วสนุกด้วยแกก็คงอยากไป ถ้าแกไม่เต็มใจไปก็คงไม่ไป”
       
       “สำหรับการที่นำปู่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดนั้น
ผมมองว่ามันก็เท่านั้นแหละ เพราะว่าปู่แกจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ปู่มีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าโลกนี้มันมีการทำมาหากิน
เอาเงินเข้าประเทศจากธุรกิจท่องเที่ยว ปู่ไม่รู้เรื่องตรงนั้นเลย
แต่ว่าสิ่งที่มันพอจะหยิบชูขึ้นมาให้คนเห็นก็เพียงแค่ให้คนไปเที่ยว
เห็นว่าไปเที่ยวเพชรบุรีเพราะเพชรบุรีมีปู่เย็น
ไปดูเหมือนไปดูของแปลกหรือไปดูความประทับใจก็แล้วแต่
ไม่มีใครสามารถเอาปู่ไปทำอะไรได้มากกว่าเอาปู่ไปโฆษณา”
       
       สุทธิพงษ์ แสดงความคิดเห็น พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า
       
       “คนที่พาปู่ไปต้องใส่ใจในรายละเอียด ต้องดูแลได้
ถ้าดูแลไม่ดีปู่ทุกข์ทรมานแล้วไม่มีใครคอยใส่ใจ
จากความคิดสร้างสรรค์จะกลายเป็นบาปทั้งขึ้นทั้งล่องเสียเปล่าๆ
ถ้าชีวิตของคนคนหนึ่งทำประโยชน์ไม่ว่าจะในแง่ไหน
ให้แกมีผืนแผ่นดินที่ตัวเองอยู่บ้างก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี
แต่การที่คิดจะเอาปู่ไปใช้ในเรื่องของผลประโยชน์ก็คงต้องมีบ้าง
แต่ต้องระวังรัดกุมให้มากๆ”

       
       ผู้เฒ่าที่ใครๆ ก็รัก
       
       หลังโด่งดังจากรายการคนค้นฅน ปู่เย็นก็มีคนห่วงใยมากมายจากทั่วประเทศ
โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกขานตัวเองว่า “แก๊งค์คนรักปู่เย็น”
ที่มีทั้งใกล้และไกล ซึ่งถ้ามีโอกาสผ่านไปทางเมืองเพชร
บุคคลเหล่านี้ก็จะแวะเวียนเยี่ยมเยียนปู่ของพวกเขาอยู่เป็นประจำ
       
       “เกรงใจมาทำไมไกลๆ”
ปู่เย็นมักจะบอกอย่างนี้เป็นประจำกับคนเดินทางไปเยี่ยมเยียน
       
       นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จังหวัดเพชรบุรีเลือกปู่เย็น
เป็นพรีเซ็นเตอร์ท่องเที่ยวของจังหวัด ซึ่งเกียรติศักดิ์กล่าวว่า
การเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับทางจังหวัดครั้งนี้ก็เป็นเพราะกระแสคนรักปู่เย็น
ไปไหนใครๆก็ถามถึงว่าปู่ยังสบายดีไหม อยากมาหาปู่
ทางจังหวัดคงเห็นความสำคัญตรงนี้

เท่าที่ทราบมาก็เห็นว่าทางจังหวัดเขาจะมีเงินเดือนให้
แต่จะให้ยังไงก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเพราะไม่ได้คิดจริงจังตรงจุดนี้
และตนก็ไม่คิดว่าสำหรับปู่เรื่องเงินจะเป็นเรื่องใหญ่
ช่วงที่ออกคนค้นฅนใหม่ๆ ปู่เคยลองใช้เงินซื้อรถกระบะ
ซื้อจักรยานไฟฟ้า แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ในเรือเหมือนเดิม
ฉะนั้นปู่จะได้รับเงินเดือนหรือไม่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ
       
       ส่วนปู่เย็นเองก็กล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้คิดอะไร
ตอนนี้ปู่ดีใจที่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ช่วยเมืองเพชรที่ปู่เกิด
ปู่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรีแล้ว
แต่หากใครไปถามปู่เย็นว่า ทางจังหวัดเพชรบุรีได้ให้เงินเดือนปู่เย็นหรือเปล่า
ก็จะได้รับคำตอบว่า
       
       “ไม่เอาง่ะ เกรงใจมัน”
       
       สั้นๆ ง่ายๆ แต่เด็ดเดี่ยวและแสดงความเป็นตัวตนในปู่เย็นมาอย่างชัดเจน
ซึ่งความเป็นตัวตนของปู่เย็นนั้น สุทธิพงษ์ได้เล่าเพิ่มเติมว่า
ปู่เย็นเคยป่วยเป็นฝีที่มือ ซึ่งใครมาพาไปผ่าก็ไม่ยอมไป
ขนาดผู้ว่าฯมาพาไปปู่ก็ไม่ยอม ปู่เย็นป่วยจนกระทั่งทนไม่ไหว
จนทางโรงพยาบาลต้องมาอุ้มไปผ่าฝีออกถึงค่อยยังชั่วขึ้น
       
       “ปู่ให้เหตุผลในการไม่ยอมไปผ่าฝีชนิดที่ใครได้ยินได้ฟัง
เป็นต้องหัวร่องอหายโกรธแกไม่ลงว่า “มีคนมาขโมยดูดเลือดแกไปขาย”
ซึ่งคงจะหมายถึงการที่หมอหรือพยาบาลเจาะเลือดปู่ไปตรวจนั่นเอง
เราจะเห็นว่าบางอย่างปู่เย็นก็ยังเป็นปู่เย็นที่มักจะคิดอะไรไปเอง
ใครจะพูดอะไรแกก็ไม่เชื่อ บนความปรารถนาดีของคนโน้นคนนี้
ปู่อายุมากแล้วคนอายุประมาณนั้นย่อมจะคิดไม่เหมือนกับคนอายุเท่าๆ เรา
       
       สุทธิพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปู่เย็นไม่ชอบให้ใครสงสารปู่
แต่ปู่ชอบสงสารคนอื่น
แต่ขณะนี้ปู่ก็ปฏิเสธน้ำใจที่ไหลมาพร้อมชื่อเสียงไม่ได้
ซึ่ง ณ วันนี้ไม่ว่าปู่จะขยับไปไหนไม่ต้องเกรงว่าปู่จะโดดเดี่ยว ปู่จะไม่มีใคร
เพราะว่ามันมีมามาก และหากแกเป็นอะไรไปแล้วไม่มีใครเข้าไปดูแล
ก็อาจจะโดนสังคมต่อว่าต่อขาน มันมีมิติของความเป็นจริงอยู่
เรื่องนี้แทบจะไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว
       
       นอกจากนี้ สุทธิพงษ์ยังอยากให้สังคมมองชีวิตปู่เย็นในทางมรณานุสติ
เพราะมันเป็นความจริงของชีวิต ซึ่งการที่ปู่เย็นเดินทางมาถึงจุดนี้ได้
เพราะปู่เย็นเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตอย่างนิ่ง รออย่างสงบ
คงจะเหมือนดังปรัชญาชีวิตง่ายๆของปู่เย็นที่ว่า

       
       “ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย”
       
       **********************



ภาพและข้อมูลจาก ผู้จัดการรายวัน 31 มกราคม 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2007, 12:17:02 »


    ...
“ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย”


พอสุดท้าย ก็ตาย ... "

ถูกต้องนะคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ..
 
หรือมีใครโต้ ... อิอิอิ   ;)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2007, 08:28:50 »




"ลุงจ้อย" แห่ง "หนองหว้าพันธุ์ไม้" ผู้ค้นพบ "ความสุข" บนผืนแผ่นดิน



อดีตกุ๊กที่รอนแรมไปหลายประเทศ ทำอาหารฝรั่งมาแล้วนานาชนิด
วันหนึ่งเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ลงแรงกายแรงใจบนผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้
ก็ค้นพบว่าสามารถเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกน้องให้อยู่รอด
ส่งลูกสาวคนเดียวเรียนจบปริญญาโท
ทั้งยังเจือจานน้ำใจให้เพื่อนบ้านและชุมชน จนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


"แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเกษตรกร
เพราะสามารถน้อมนำมาเป็นแนวทางทำกิน เช่นผมและครอบครัว
เราทำอาชีพเกษตรกรประสบความสำเร็จ แม้ไม่รวยแต่สบาย
ไม่เดือดร้อน ส่งลูกเรียนจบปริญญาโท มีงานมีการทำ"

คือคำพูดของ "สุชิน ศรีเกษม" หรือ "ลุงจ้อย"
แห่ง "หนองหว้าพันธุ์ไม้" ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

"ลุงจ้อย" ย้อนอดีตให้ฟังว่า เดิมต้นตระกูลมีอาชีพทำนา
ทำให้เรียนจบแค่ชั้น ป.4
โดยในปี 2509 ไปทำงานกับชาวอเมริกันที่ฐานทัพเรือสัตหีบ
ช่วงสงครามที่เวียดนาม โดยเป็นกุ๊กทำอาหารที่สโมสรนายทหารชั้นประทวน
ระหว่างนั้นมีการส่งเสริมการอ่าน เขียน พูดภาษาอังกฤษแก่พนักงาน
ทำให้ตนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ เพราะทำงานอยู่ถึง 5 ปี
เมื่อสงครามเวียดนามยุติ ก็กลับมาบวชทดแทนพระคุณพ่อ-แม่


จนปี 2521 ไปทำงานเป็นกุ๊กที่ดูไบ
โดยก่อนเดินทางได้ปลูกไม้ผลประเภทต่างๆ พร้อมไม้สมุนไพร
และไม้ประดับไว้กว่า 10 ไร่ ให้ภรรยา คือ "วันทอง" และ "บุตรสาว" คนเดียว
ช่วยกันดูแลไปพร้อมกับทำนา ส่วนตนก็ส่งค่าแรงกลับมาให้ 


ปี 2532 ไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย
อยู่บ้านพักของชาวอังกฤษ ทำอาหารอยู่ประมาณ 13 เดือน
เพื่อนตามให้ไปเป็นกุ๊กที่สวีเดน ไปอยู่กับนักการทูตอิรัก ทำอาหารฝรั่งรับรองแขก
จนปลายปี 2533 จึงเดินทางกลับประเทศไทย

"กลับมาก็มุมานะทำสวนอย่างเดียว
เพราะคิดว่าตระเวนไปทำงานมาเยอะแล้ว
ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับทูตนานาประเทศนอกเหนือจากการทำอาหาร
ถือว่าเพียงพอแล้ว ขอกลับมาอยู่กับครอบครัว
ใช้ผืนดินของเราทำกินในสิ่งที่รักดีกว่า เหนื่อยก็พัก
ที่สำคัญได้ดูแลครอบครัว ได้อยู่ใกล้ชิดกัน
มีอะไรก็หากินกัน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด"

"ลุงจ้อย" บอกว่า ที่สวน 10 ไร่นี้มีทั้งไม้ผล ไม้ประดับ และสมุนไพร
ทั้งหมดศึกษาเอง ลองขยายพันธุ์เอง ลองผิดลองถูกมาตลอด
เบื้องต้นอาศัยดูจากภาพแล้วทำตาม
เริ่มจากผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยบางขุนนนท์ ที่เพื่อนซื้อมาฝาก
และปลูกต้นพันธุ์ทิ้งไว้ปี 2522
แต่ทำไปทำมาเงินทุนเริ่มหมด

แต่โชคกลับเข้าข้างเมื่อซื้อกระถางมาย้ายโป๊ยเซียนที่เพาะทิ้งไว้
ปรากฏว่ามีคนมาเห็นแล้วสั่งซื้อ จึงคิดว่าควรทำขายเลยดีกว่า
ก็เลยทำขายส่งตามคำสั่งซื้อเรื่อยมา

"ต่อมาตลาดเริ่มตอบรับกิ่งพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยบางขุนนนท์
ก็ส่งขายตามคำสั่งซื้อเช่นกันจนติดตลาด ก็เริ่มหันมาตอน
ยิ่งได้รับการตอบรับ บอกกันปากต่อปาก
ตอนนั้นขายกิ่งพันธุ์กิ่งละ 15-20 บาท
จนมีคนรู้จักแล้วก็ขายที่บ้านเป็นหลัก
ส่วนที่ส่งขายตลาดนั้นเราถือคติไม่โลภมาก ทำเฉพาะตามใบสั่งเท่านั้น"


แม้ "ลุงจ้อย" ถือคติไม่โลภมาก แต่ก็ไม่หยุดนิ่งกับที่
เพราะยังพัฒนาธุรกิจของตนโดยทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์ดีลงเข่งไม้ไผ่
ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด และเพิ่มพันธุ์มะม่วงอีกหลายชนิด
เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าจะได้ลดต้นทุนการขนส่ง
เพราะเมื่อมาสวน "ลุงจ้อย" ก็จะได้มะม่วงกลับไปหลากหลายพันธุ์
ทั้งเขียวเสวย น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ มันขุนศรี ทวายเดือน 9
มหาชนก น้ำดอกไม้มัน บุญบันดาล พิมเสน เวียดนาม

"สวนของลุงจะปลูกไม้ผลเป็นไม้ชั้นบน
ชั้นกลางจะปลูกไม้ดอกประเภทดอกหอม เช่น จำปูน ยี่หุบ มณฑา
กระดังงาไทย การเวก จันทน์กะพ้อ นมแมว โมก จำปี หมากแดง
โกสน หน้าวัว ลีลาวดี บุนนาค คือปลูกแซมเข้าไป
ส่วนชั้นล่างจะปลูกพืชสมุนไพร อาทิ กระชายดำ ว่านต่างๆ
ทั้งหมดหมุนเวียนขายในตลาดไม้ผล ไม้ประดับ และสมุนไพรตลอดทั้งปี
และเอามาวางให้ลูกค้าเลือกที่หน้าสวนด้วย"


"ลุงจ้อย" บอกอาศัยหลักธรรมชาติที่ว่า ไม้ชั้นบน ชั้นกลาง ชั้นล่าง
จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งร่มเงาและความชุ่มชื้น
ใช้ปุ๋ยคอกจากการนำใบไม้และมูลสัตว์มาหมัก
สำหรับแรงงานมีลูกจ้าง 5 คน รวมเจ้าของที่ก็เป็น 7 คน
ผลผลิตเลี้ยงครอบครัวและคนงานได้เป็นอย่างดี

โดยปัจจุบันมีรายได้หมุนเวียนเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 บาท
คนงานมีผลตอบแทน 9,000-10,000 บาทต่อคนต่อเดือน
และอยู่กันแบบพี่น้อง เจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยเหลือดูแลกัน

"เราอยู่กันแบบนี้เพราะช่วงปี 2542-2543 ไม่มีคนเข้าสวนเลย
ต้องอาศัยเงินทุนดั้งเดิม คนงานก็อดทนสู้
จนปี 2547 เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ถึงขั้นส่งออกไม้ใบ จำปี ไม้ประดับ
ไปตลาดดูไบ รัฐฟอริดา สหรัฐอเมริกา

โดยเฉพาะปี 2547-2548 กิ่งพันธุ์จำปีขายดีมากจนผลิตไม่ทัน เพราะตลาดมีคนทำน้อย"

"ลุงจ้อย" บอกว่า ขณะนี้ "หนองหว้าพันธุ์ไม้"
ได้สร้างเอกลักษณ์ของสวนโดยผลิตกิ่งพันธุ์จำปี
เป็นจำปีใบด่าง 3 สีที่ต่างจากเจ้าอื่น คือใบมีสีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม และสีขาว
ที่นอกจากได้ดอกแล้วยังโดดเด่นที่ใบซึ่งใช้เป็นไม้ประดับได้
โดยขณะนี้ขายส่งเป็นชุด ชุดใหญ่ 16 ต้น ราคา 10,000 บาท
ชุดกลาง 22 ต้น ราคา 10,000 บาท
ซึ่งถูกนำไปแสดงในงานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
หรือราชพฤกษ์ 2549 ที่ จ.เชียงใหม่
ภายใต้ชื่อพันธุ์ "จำปีศรีเกษม"

"ลุงจ้อย" เล่าต่อด้วยสีหน้าภาคภูมิใจและเป็นสุขใจว่า
กับเพื่อนบ้านก็อยู่ด้วยกันด้วยน้ำใจไมตรี
ผลผลิตไม้ผลทุกประเภทที่สวนไม่เคยขายให้ใคร
แต่แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ทั้งมะม่วง ทุเรียน มังคุด ขนุน
จัดส่งให้ทุกครัวเรือน เพื่อนบ้านเลยช่วยเป็นหูเป็นตา
แล้วยังเป็นคนทำตลาดไปด้วยในตัว
เพราะใครผ่านมาถามหาสวนแห่งนี้
เพื่อนบ้านก็บอกเส้นทางให้เข้ามาจนถึงสวน

ปัจจุบัน "หนองหว้าพันธุ์ไม้" ได้ยกระดับเป็นศูนย์สาธิตการเกษตร
ของ อบต.บ้านซ่อง และ "ลุงจ้อย" ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากร
ให้ความรู้แก่นักเรียน 9 แห่งใน อ.พนมสารคาม
ที่หมุนเวียนกันมาเรียนรู้ในสถานที่จริง และชาวบ้านที่มาดูงาน


"เรามีที่อยู่ที่ทำกินเป็นของเราเอง เหนื่อยก็พักได้ อาหารการกินมีพร้อมก็น่าพอเพียงแล้ว"

"ลุงจ้อย" ทิ้งท้ายไว้ให้คิด

สนใจสนับสนุนติดต่อที่ เลขที่ 2/1 หมู่ 3 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
โทร.0-3852-0020 หรือ 08-1855-0654


จาก มติชน คอลัมน์ ตามรอยพระบาทพ่อแบบพอเพียง
โดย มานิตย์ สนับบุญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2007, 23:00:08 »



นักเก็บขยะเพื่อโลกสวย ดร. สิงห์ อินทรชูโต
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 

        ขณะที่เรากำลังประสบปัญหาโลกร้อนจากมลพิษต่างๆมากมาย
ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ จะมีสักกี่คนที่เอาจริงเอาจังกับการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนกบที่อยู่ในกะทะอุ่นๆ ซึ่งกำลังเร่งความร้อนขึ้นเรื่อยๆ
จึงไม่ทันไหวตัว

       
ดร.สิงห์ อินทรชูโต
นักสถาปนิกหนุ่มผู้ใช้ชีวิตกว่า 20 ปี ในต่างประเทศ
กลับเมืองไทยมา พร้อมจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม
ไม่อยากให้ขยะล้นโลก
และต้องการใช้วัสดุทำชิ้นให้คุ้มค่า 
เราจึงได้เฟอร์นิเจอร์จากเศษขยะ
ในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย หรูหรา เก๋ไก๋
จนได้รางวัลระดับโลก

ดร.สิงห์ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร
และเป็นอาจารย์สอนด้านนวัตกรรมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งไม่เพียงสอนเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น
ยังสอนที่ต่างประเทศด้วย แถมยังเป็นนักเก็บขยะ
ที่สร้างสรรค์เศษของเหลือใช้ประเภทต่างๆ
ให้กลายเป็นของมีค่าที่ได้รับรางวัลระดับโลก เล่าว่า

“ผมกลับมาเมืองไทยเป็นอาจารย์สอนได้ 3 ปีกว่าแล้วครับ
สอนด้านนวัตกรรมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และช่วงปิดเทอม 3 เดือนของทุกปี
ก็จะเดินทางไปสอนที่ ฮาร์วาร์ด และ MIT อเมริกาด้วย


ผมทำงานเป็นสถาปนิกออกแบบอาคารควบคู่กับการสอนไปด้วย
พอได้มาทำงานร่วมกับคุณจ๋า-วีรนุช ก็ได้งานใหญ่ๆ ปั๊มน้ำมัน
โรงพยาบาล คาเฟ่บ้าง ยิ่งงานก่อสร้างใหญ่ขึ้น ก็เห็นว่ามีเศษไม้ เศษปูน
เศษวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างมากยิ่งขึ้น

ผมในฐานะอาจารย์และนักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการประหยัดพลังงาน
แต่กลับสร้างขยะมากมาย ก็เลยตามไปดูว่าเขาจัดการขยะเหล่านั้นยังไง
ปรากฏว่าเขาเอาไปทิ้งตามที่โล่งๆ เผาบ้าง ฝังกลบบ้าง
เราทิ้งขยะแบบนี้กว่า 40 ล้านตันต่อปี
ขยะบางชนิดต้องใช้เวลาเป็นพันๆปีกว่าจะย่อยสลาย
บางชนิดยิ่งเผายิ่งสร้างมลพิษ
ก็เลยเริ่มเก็บเศษขยะมาออกแบบทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่
ตอนแรกทำให้ที่ออฟฟิศและร้านกาแฟของคุณจ๋าก่อน
ปรากฏว่าคนเห็นแล้วชอบ ถามซื้อมากกว่ามาซื้อกาแฟเสียอีก
และเราก็โชคดีที่ตลาดต่างประเทศให้ความสนใจ

หน้าที่สำคัญที่สุดของผมคือ ขยะที่เราเห็นโดยรอบ
เราต้องนำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้ โดยจะทำยังไงให้เศษขยะเหล่านั้น
ดูออกมาเป็นงานที่มีศิลปะดูดี
การออกแบบเพื่อให้สมดุลกับสภาพแวดล้อม
หรือที่เรียกว่า “Green design หรือ Suspend able design”
มันเป็นจุดสำคัญในการออกแบบของผมตลอดเวลา "



ดร.สิงห์  กับคุณจ๋า วีรนุช ตันชูเกียรติ์
ซึ่งทีแรกเป็นลูกค้า ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนตั้งบริษัท  OSISU (โอซิซุ)
เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ซึ่งทำมาจากวัสดุที่ทิ้งแล้วนำมารีไซเคิลใหม่

“จริง ๆ แล้วตอนแรกไม่ได้สนใจทำเฟอร์นิเจอร์อะไรพวกนี้
สนใจแต่เรื่องอาคาร วัสดุเหลือใช้ การรีไซเคิล
แต่จนวันหนึ่งเห็นวัสดุที่เหลือ ผู้รับเหมาก็ต้องเอาไปเผาทิ้งจำนวนมาก
เป็นสิบๆตัน ก็ไม่อยากจะทิ้งไปเฉย กลับมานั่งคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง
จึงเกิดเป็นงานนี้ขึ้นมา” คุณสิงห์ เล่าจุดเริ่มต้นของ OSISU ให้เราฟัง

- Till-Loveseat

   “ผมสนใจเรื่องอาคารก็จริง แต่วัสดุที่เหลือใช้พวกนี้จะมีขนาดเล็ก
เอาไปทำอะไรไม่ได้ จะนำไปใช้กับอาคารก็ไม่ได้
จึงเกิดเป็นงานเฟอร์นิเจอร์

- Lami-Singlechair

ทีนี้ก็มาคิดว่า ทำยังไงให้ไม้ชิ้นเล็กๆ นี้ สามารถรับน้ำหนักได้
อย่างตัวที่ชื่อ LAMI-Singlechair
ถ้าเอาเศษไม้ชิ้นเล็กๆ มาต่อกันทำเป็นขาก็ไม่แข็งแรง
เลยเกิดไอเดียว่า ต้องทำให้เป็นแผงใหญ่
หักมุมตรงกลางเข้ามาเพื่อรับน้ำหนักและทำให้นั่งสบายด้วย
ก็จะมีการคิดแก้ปัญหาไปตามขั้นตอน

- เก้าอี้สไตล์วอล์คเกอร์

ถ้าสังเกตดีๆ ที่ขาเก้าอี้ทุกตัว ผมจะติดแผ่นอะครีลิคสีส้มเอาไว้
เวลากลางคืนจะทำให้สามารถมองเห็นว่ามีเก้าอี้ตั้งอยู่ ไม่เดินไปเตะ
เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุด้วย”

   - We-Chair
          ดร.สิงห์ เล่าต่อว่า “ไม้เป็นสิ่งมีชีวิต เราต้องทำความเข้าใจเขา
ปกติไม้เราจะรู้สึกหนัก ผมก็จะออกแบบให้ดูเบาขึ้น
ด้วยการทำให้ก้าวเดินเหมือนท่องโลก ลดความหนักลง
ผมทำงานตรงนี้ได้เรียนรู้อะไรมากยิ่งกว่าตอนเรียนปริญญาเอกเสียอีก
และผมยังถือว่าช่างที่ทำงานร่วมกับผมเป็นครูสอนผมอีกด้วย
ความหวังสูงสุดของผม ไม่ใช่แค่การนำเศษวัสดุมาใช้สร้างงาน
เพื่อลดขยะลดมลพิษ แต่ผมหวังให้งานของผมกระตุ้นนักออกแบบคนอื่นๆ
เห็นคุณค่า แล้วเอาไปคิดสร้างสรรค์ แป็นการร่วมกันช่วยโลกช่วยสิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้ กำไรที่ได้รับมายังไม่ใช่ตัวเงิน หากแต่เป็นความสุขที่ได้ทำ” 

 คำว่า SISU มาจากภาษาฟินแลนด์
แปลว่าทำดีมากกว่าดีที่สุดที่ตัวเองคิดว่าสามารถจะทำได้
ผมเลยเติมคำว่าโอ้ซึ่งเป็นคำอุทานลงไป เพื่อที่จะสื่อว่า
ถ้าเราทำให้อะไรอย่างตั้งใจมากๆ ก็จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกลับมา จนน่าตกใจ”

   “งานของเราต้องอาศัยช่างที่มีความสามารถ
และความอยากที่จะทำงานประเภทนี้
ไม่ใช่ว่าเรามีเงินมหาศาลจะมาให้เขาทำ
เขาจะไม่ทำก็ได้เพราะเขาสามารถเลือกงานอย่างอื่นได้
แต่เขาก็ตกลงทำงานนี้ให้เรา เรียกว่าช่างต้องมีใจกับงาน
และเห็นคุณค่าของงานนี้ ตอนที่ผมทำไม่ได้มีความหวังอะไรเลย
เพราะเราไม่ได้ตามเทรนด์



มันเป็นขยะที่เกิดขึ้น ที่เราทำเองขึ้นมาจนกลายเป็นงาน
คงต้องเรียกว่าเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่งานตลาด
ถ้าเป็นแบบนั้นเราทำไม่ไหว  มันทำเท่าที่ทำได้
และทำไปเพราะว่าอยากรู้ว่าที่เราชอบๆ กันนั้นจะไปได้แค่ไหน” 

หลังจากประสบความสำเร็จในส่วนของเฟอร์นิเจอร์
Osisu มีแผนที่จะแตกไลน์ทำสินค้าชิ้นเล็กที่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์
แต่ยังคงอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ของวัสดุเหลือใช้
เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

ล่าสุด ได้เริ่มทำกระเป๋าจากเศษวัสดุประเภท กระดาษ และ ฝาขวดน้ำผลไม้
สมุดบันทึก เป็นต้น
ส่วนหนึ่งที่ทำสินค้าในกลุ่มแมสโปรดักส์ออกมา
เพราะต้องการสร้างแบรนด์ Osisu ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้จะเป็นสินค้าแมส แต่เป็นงานแมสที่มีดีไซน์และไม่ซ้ำกัน
 
   นอกจากงานTIFF 2006 ที่ผ่านไปซึ่งOSISU
ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีแล้ว
ตัวคุณสิงห์เองยังได้รับรางวัล Winner of Salons Francais et
Internationaux’ Talents a la carte Thailand

ซึ่งจะได้มีโอกาสนำOSISU ไปร่วมงาน Maison&Objet 2006
ที่ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกันยายนนี้ด้วย
 

 


ข้อมูลจาก www.gmmultimedia.co.th,
ผู้จัดการออนไลน์ 4 มกราคม 2550 ,www.thaipr.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Atom
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 122

Simple is best!!!!!!!!!!


« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 12:16:07 »


 smile  มีความสุขทุกโอกาสที่ได้รู้ข่าวของคนดีในสังคม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #35 เมื่อ: มีนาคม 12, 2007, 10:28:52 »


 smile smile smile smile
สุขใจเช่นเดียวกัน  ...     
และผมก็คิดว่า ยังมีเรื่องราวดีๆ ของคนไทยอีกหลายคน ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #36 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 13:33:27 »



พันจ่าเอกหญิง บุษบา  ภู่สุวรรณ

ตัวอย่างชีวิตของหญิงไทยใจแกร่ง
ที่ไม่เคยย่อท้อต่อปัญหาชีวิต
และพิสูจน์ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว
ของหญิงเอเชียตัวเล็กๆจนฝรั่งยอมรับ


บุษบา ภู่สุวรรณ เธอทุ่มเทบทหนักของชีวิตให้กับหน้าที่การงาน
เธอเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่เป็นทหารในประเทศสหรัฐอเมริกา

ย้อนรอยชีวิตของผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา
บุษบา เป็นคนสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน บุษบาเป็นคนที่ 7
เธอเติบโตมีวันนี้ได้เพราะ ปลาเค็ม
อาชีพปลาเค็มที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว และเลี้ยงดูเธอมาจนโต
แต่ปลาเค็มก็ไม่ใช่อาชีพที่เธอจะเลือกเลี้ยงตัวเองยามแก่ตัว

บุษบาบอกว่า เป็นเด็กเรียนหนังสือไม่เก่ง
สอบตก ถูกย้ายโรงเรียนตลอด จนต้องไปเรียนภาคค่ำแทน
เมื่อเรียนภาคค่ำเกรดเริ่มดีขึ้น
เธอเรียนจนได้วุฒิอนุปริญญาที่วิทยาลัยครูภูเก็ต แต่หางานทำไม่ได้
จนน้องสาวที่ไปอยู่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่งจดหมายมาชวนให้เธอมาเรียนภาษาที่ต่างประเทศด้วยกัน

บุษบาตัดสินใจไปอยู่กับน้องทันที โดยไปช่วยเลี้ยงดูลูกสาวของน้อง
แต่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาเพียง 6 เดือน วีซ่าหมดอายุ
บุษบาเริ่มใช้ชีวิตเป็นโรบินฮู้ด ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ เจ้าหน้าที่
โชคดีที่ช่วง 6 เดือนนั้นเธอได้รู้จักคนไทยอยู่หลายคน
เธอจึงตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน

ไปเรียนภาษาอังกฤษกับกลุ่มลี้ภัยฟรี จึงพอเข้าใจภาษาอังกฤษบ้าง
และเริ่มหางานทำ เธอทำทุกอย่าง
ทั้งเก็บกระป๋องตามถังขยะที่สวนสาธารณะไปขาย
เป็นพนักงานเสิร์ฟ ล้างจาน
ซึ่งเงินเดือนของของเธอจะต่ำกว่าคนอื่นมาก เพราะแสดงตนฐานะเป็นคนลี้ภัย


บุษบาเล่าอีกว่า ผ่านไป 3 เดือน เริ่มท้อแท้เงินทองไม่พอใช้
เพื่อนคงเห็นว่ากลุ้มใจจึงแนะนำผู้ชายต่างชาติให้รู้จักชื่อจอห์น
และเกลี่ยกล่อมให้แต่งงานกันเพื่อที่จะได้ใบเขียว (green card)
ซึ่งจะสามารถหางานทำได้อย่างถูกกฏหมาย
และไม่ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ

รู้จักกันเพียง 1 วัน เธอก็ตัดสินใจแต่งงาน
ตอนนั้นเธออายุ 25 ส่วนจอห์น อายุ 35 ปี
และเธอก็ได้ใบเขียว green card มาเป็นกรรมสิทธิ์

ในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาประกาศรับสมัคร ทหาร
ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก และนาวิกโยธิน
บุษบาจึงเป็นหนึ่งในหลายคนที่สนใจสมัครเป็นทหาร
เพราะข้อเสนอในการเป็นทหารอเมริกัน
จะได้รับทั้งเงินเดือน สวัสดิการที่พักต่างๆ
เมื่อเกษียณยังได้เงินเดือนซึ่งคงจะหมายถึงบำนาญต่ออีกด้วย

ตัดสินใจยื่นใบสมัครเป็นทหาร
ซึ่งต้องสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วไป
และประวัติศาสตร์อเมริกัน ทั้งหมด 115 ข้อ
เธอเลือกเป็นพยาบาลทหารบก
ตอนสอบก็เดาบ้าง มั่วบ้าง คิดว่าคงไม่ติดแล้ว
แต่ก็สอบติดด้วยคะแนน 105
กองทหารให้ไปรายงานตัวในวันรุ่งขึ้นทันที

เมื่อถึงค่ายที่รัฐแคลิฟอร์เนียทหารอเมริกันสั่งให้แก้ผ้าเพื่อตรวจร่างกาย
และทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย
ให้วิ่งรอบสนามกว่า 2 ไมล์
ผ่านไป 7 วัน จึงได้จดหมายแจ้งมาว่า
Welcome to US Army

บุษบาเล่าว่า ต้องตื่นมาตั้งแถวตอนตี 5
เพื่อฝึก เบสิก เทรนนิ่ง ด้วยการวิ่ง หรือเรียกว่า พีที
และวิดพื้น ลุกนั่ง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 7 โมงเช้า เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ระหว่างที่ฝึกวิ่งนั้น บุษบามองหาเพื่อนที่เป็นคนไทยด้วยกัน
ทำให้บุษบารู้ว่าเธอเป็น ผู้หญิงเอเชีย คนเดียว
ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นทหาร
แถมยังตัวเล็กที่สุดอีกด้วย

เหนื่อยมากกับการฝึกทหาร วันแรกท้อแท้อยากกลับบ้าน
แต่คิดว่ามาถึงตรงนี้แล้วจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
แม้กินข้าวยังมีอุปสรรค มีเวลากินข้าวเพียง 15 นาทีเท่านั้น
แถมยังโดนหัวหน้าแกล้งต่างๆ นานาด้วย

ตลอดระยะเวลาที่เป็นทหาร บุษบาฝึกทุกอย่าง
ไม่มีการลาป่วย ไม่มีอิดออด
เธอฝึกตั้งแต่ท่าเดินทหาร ดูเข็มทิศ การถอดรหัส
การเดินป่า อ่านแผนที่ โรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์
จนกระทั่งเรียนการปาระเบิด ประกอบปืน เอ็ม 16
ขับรถถัง ซ่อมรถถัง


ดังนั้น การที่เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กเป็นสาวเอเชีย
ทำให้โดนดูถูกดูแคลนตลอดเวลา
แต่เธอก็ไม่ย่อท้อพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นรู้ว่า ฉันทำได้
จนในที่สุดทำให้เธอต้องเลิกรากับจอห์นไปเพราะไม่มีเวลาให้

และหลังจากฝึกเบสิค เทรนนิ่ง เสร็จ
ก็ถูกส่งตัวไปที่ ชายแดนเกาหลี
โชคดีที่ไม่มีการรบรุนแรงในช่วงนั้น

จากนั้นก็โยกย้ายไป-มา เกาหลี อเมริกา เทกซัส แคลิฟอร์เนีย
คิวบา อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี
ที่สำคัญบุษบาได้ไปประจำที่ อิรัก ในช่วงอเมริกัน บุกคูเวต
หรือเรียกว่า สงครามคูเวต พอดี
ได้เห็นทั้งกองเลือด คุ้นเคยกับเสียงระเบิด และคนตาย
ตลอดเวลาที่อยู่เกือบ 1 ปี

เพียง 5 ปี บุษบาได้เลื่อนขั้นเป็น จ่าสิบเอก
ต้องคอยซ่อม ดูแลรถถัง 2 คัน ดูแลรถพยาบาลอีก 8 คัน
รวมทั้งคุมลูกน้องในบัญชาการกว่า 100 คน

แต่กระนั้นเมื่อครั้งที่บุษบาต้องไปประจำที่รัฐลอสแองเจลิส
เธอกลับถูกหัวหน้าที่นั่นดูถูกไม่ให้นั่งตำแหน่งหัวหน้า
ทั้งที่เธอถูกแต่งตั้งมา เหตุเพราะว่าเธอเป็น ผู้หญิงเอเชีย

เธอไม่ยอม เธอเข้าไปขอพบหัวหน้าใหญ่
และรายงานว่าทำแบบนี้ไม่ถูก
กับการที่ไม่ยอมรับเพียงหาว่าเธอตัวเล็ก
เป็นผู้หญิงเอเชีย อาจไม่มีความสามารถในการคุมลูกน้อง

เธอจึงบอกว่าถ้าคิดเช่นนั้น
ก็ให้เซ็นย้ายเธอไปที่อื่น เพราะที่อื่นยังมีคนต้องการเธออีกมาก
และอย่าได้คิดว่าการเป็นคนเอเชียตัวเล็กแล้วจะไม่มีความสามารถ
หัวหน้าถึงยอมให้เธอได้นั่งตำแหน่งนี้

บุษบาใช้ระยะเวลาในการเป็นทหารทั้งหมด 25 ปี
จนกระทั่งเธอได้รับจดหมายจากที่บ้านว่า พ่อป่วยให้กลับมาด่วน
ซึ่งช่วงนั้นเธอกำลังได้รับตำแหน่ง
ให้ไปประจำที่กระทรวงกลาโหม (แพนตากอน) สหรัฐอเมริกา
บุษบาเกิดความลังเล และแล้วเธอก็เลือก พ่อ

เธอทิ้งเงินเดือนที่จะได้รับในจำนวนหลักแสน
กับตำแหน่งหัวหน้าที่ได้รับการเลื่อนสูงขึ้น
แต่เธอต้องเลือกพ่อ เพราะคิดว่าไม่ได้ดูแลท่านมาหลาย 10 ปี
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับบ้านเกิด

ในตอนแรกทางแพนตากอนไม่ยอมเซ็นใบลาออกให้เธอ
เพราะตระหนักเห็นความสามารถของเธอตลอดระยะเวลา 25 ปี ในหน้าที่
จนเธอจำเป็นต้องยื่นจดหมายลาออกถึง 4 ครั้ง
ทางแพนตากอนจึงยอมอนุมัติการลาออก


บุษบาสิ้นสุดการเป็นทหารในวัย 48 ปี ได้รับยศสูงสุดเป็น พันจ่าเอก
พร้อมเหรียญแสดงความสามารถกว่า 10 เหรียญ
และได้รับเงิน(บำนาญ)เดือนละ 65,000 บาท ต่อไปตลอดชีวิต
จากที่เริ่มต้นได้รับเพียง 17,500 บาท
และจะมีธงชาติสหรัฐอเมริกา ไว้คลุมร่างเมื่อเธอสิ้นลมหายใจ
เพื่อแสดงถึงเกียรติยศยิ่งใหญ่
ที่เธอเสียสละให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาการเป็นทหาร

เธอกลับมาดูแลพ่อเพียง 4 เดือนท่านก็สิ้นใจ
ตอนนี้เธอฝันว่าเธอจะเที่ยวให้ทั่วประเทศไทย
หลังจากที่ได้ท่องเที่ยวแต่ต่างประเทศตลอด 25 ปี
บุษบาพิสูจน์ให้รู้ว่า ไม่มีคำว่า เป็นไปไม่ได้ อยู่ในพจนานุกรมจริงๆ


ข้อมูลจากมติชน  7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #37 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 13:51:08 »




ขอชื่นชม ด้วยใจจริงค่ะ  cheer
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ไอแอมเจ้ย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 686



เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 17:49:04 »


Wow! สุดยอดหญิงไทย

ขอแสดงความชื่นชมจากใจค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bye สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม  bye
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #39 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 19:38:34 »



บุษบา (ภู่สุวรรณ) มิลเลอร์
ทหารหญิง 'จีไอ'...หัวใจแกร่ง
จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร"ขวัญเรือน"

***************



'พันจ่าเอกพิเศษ บุษบา (ภู่สุวรรณ) มิลเลอร์'

ผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
ที่ครั้งหนึ่งเคยหอบวุฒิอนุปริญญาเดินหางานทำในกรุงเทพฯ
และเมื่อไม่สมหวังเธอจึงตัดสินใจพาตัวเองออกไปสู่โลกกว้าง
ด้วยคำชักชวนของน้องสาว

ทว่าชีวิตไม่ได้สวยงาม...หอมหวาน
หรือโรยด้วยกลีบดอกไม้สวยงามดั่งฝัน
ครั้งหนึ่งของชีวิตเธอต้องทำงานทุกอย่าง
ไม่เว้นแม้แต่การเป็นคนเก็บกระป๋องอะลูมิเนียม
ตามถังขยะมาชั่งกิโลฯขาย

กระทั่งวันหนึ่งชีวิตเกิดพลิกผัน โชคชะตาทำให้เธอ
สอบเข้าเป็นทหารอเมริกันได้อย่างไม่คาดฝัน
ซึ่งแน่นอนในความพลิกผัน ผู้หญิงคนนี้มีทั้งทุกข์ สุข เศร้า สนุกสนาน
ปะปนอยู่ทุกช่วงของชีวิต




คงต้องให้คุณแนะนำตัวก่อนนะคะ

          ดิฉันเป็นคนสัตหีบค่ะ คุณพ่อคุณแม่ มีอาชีพค้าขาย
ดิฉันเป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวน 11 คน คุณพ่อมีอาชีพทำปลาเค็ม
เป็นปลาเค็มที่อร่อยที่สุดในอำเภอสัตหีบ
ถ้าพูดถึงปลาเค็มลุงหลีนี่คนจะรู้ว่าอร่อยมาก ไม่ใส่ยา ไม่ใส่อะไรทั้งสิ้น
ทำแบบธรรมชาติ คุณพ่อทำปลาเค็มเลี้ยงลูกมา 11 คนค่ะ



          คิดไว้ไหมคะว่าจะไปทำอะไรที่นั่น

          ตอนแรกคิดว่าจะไปเรียนภาษาแล้วจะกลับเมืองไทย
หรือถ้ามีโอกาสก็จะทำงานและเรียนต่อให้จบปริญญาตรี
แต่ตอนหลังสอบทหารได้ ชีวิตก็ยาวมาเรื่อย


          แรกที่ไปอยู่ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างคะ

          ลำบากมาก ตอนที่ไปนี่ดิฉันคิดว่าเราคงได้งานทำทันที แต่มันไม่ใช่
ระหว่างนั้นดิฉันก็ไปเรียนภาษาฟรีกับพวกคนลาวคนเวียดนามที่ลี้ภัย
พอ 6 เดือนวีซ่าก็ขาด แต่เขาไม่ได้จับเรานะเพราะเราไม่ได้ไปแอบทำงานหรือทำอะไร
อยู่ที่นั่นดิฉันมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่ง เขาก็ไปเรียนภาษาเหมือนกัน
เขามีลูกสองคน สามีเขาเป็นทหารบก
ดิฉันอยู่กับน้องสาวสักพักก็ไม่อยากเบียดเบียนน้อง
เพราะน้องต้องให้สตางค์เราใช้ ดิฉันเลยตัดสินใจแยกตัวออกมาอยู่กับเพื่อน
ซึ่งเพื่อนคนไทยคนนี้เขาจะขายข้าวต้มผัดให้คนไทยด้วยกัน
ดิฉันไปช่วยเขาห่อ

นอกจากนั้นดิฉันก็ไปทำงาน ตามร้านอาหารไทย
ซึ่งเราจะได้ค่าจ้างต่ำกว่าราคามาตรฐาน
สมมุติเขาเคยจ้างชั่วโมงละ 6 เหรียญ เราก็จะได้แค่ชั่วโมงละ 3 เหรียญ
เพราะเราไม่มีใบทำงาน
และอีกงานหนึ่งที่ดิฉันทำคือจะไปเก็บกระป๋องเบียร์ตามถังขยะ
ตามสวนสาธารณะใกล้ ๆ บ้านแล้วนำมาเหยียบให้แบนเพื่อชั่งกิโลฯขาย


          เรียกว่าต้องทำงานทุกรูปแบบเพื่อสู้ชีวิต

          ก็ดิฉันไม่มีเงิน ไม่มีทางเลือก ที่เราไปทำงานที่ร้านอาหารเราได้เงินไม่มาก
ไปอยู่กับเพื่อนเราก็ต้องให้เงินเขาบ้าง
อยู่ได้พักหนึ่งเพื่อนก็บอกถ้าอยู่แบบนี้มันไม่มีอนาคต
เขาเลยแนะนำให้รู้จักกับผู้ชายอเมริกันคนหนึ่ง
ซึ่งตอนหลังเราสนิทชอบพอกันก็เลยแต่งงาน
และเผอิญช่วงนั้นที่สหรัฐฯเขามีการประกาศทางหนังสือพิมพ์ทางโทรทัศน์มากเลย
ในเรื่องเปิดรับสมัครทหาร 4 เหล่าทัพ เพราะเขาไม่มีการเกณฑ์ทหารแล้ว

เพื่อนบอกว่าเป็นทหารดีกว่าเพราะรัฐบาลเขาจะเลี้ยงดูเราตลอดชีวิต
ดิฉันก็คิด เออ...ไปอยู่อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน
ที่อยู่ฟรี อาหารฟรี มีเงินเดือนด้วย เป็นการตัดภาระทั้งหมด
ดิฉันเลยตกลงใจไปสมัคร
เรื่องใบทำงานก็ไม่เป็นปัญหาแล้วเพราะดิฉันได้มาแล้ว


          เขาต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้างคะ

          หนึ่ง ถ้าเป็นต่างชาติจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ต้องมีใบทำงานหรือกรีนการ์ด
          สอง ต้องจบอย่างน้อยไฮสคูล
          ข้อสามจะต้องพอจะพูดภาษาอังกฤษได้
          ข้อสี่ต้องมีอายุ 18-35 ปี ส่วนสูงต้องไม่ต่ำกว่า 150 ซม.

ดิฉันนี่พอดีเป๊ะเลย จากนั้นเขาก็จะให้ไปสอบข้อเขียน
ซึ่งจะต้องสอบวิทยาศาสตร์ ประวัติวรรณคดีอังกฤษ และข้อสอบเชาว์
คะแนนต้องได้ไม่ต่ำกว่า 90 คะแนนสูงสุดคือ 115
ดิฉันสอบได้ 105
เมื่อสอบข้อเขียนผ่านต้องสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย
ซึ่งการตรวจร่างกายของเขาต้องแก้ผ้าหมด
ต้องยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนกันเป็นแถว
เพราะเขาจะตรวจทั้งภายนอกภายใน ตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เมื่อผ่านหมดทุกอย่าง เขาจะมีเอกสารมาถึงเลย นัดวันรายงานตัว


          ข้อสอบของเขายากมั้ยคะ
และหลังจากได้ทำข้อสอบแล้วคุณบุษบามีความหวังแค่ไหน


          ไม่คาดหวังเลยเพราะภาษาเราไม่แข็งแรง ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ดิฉันใช้วิธีเดา เรียกว่ามากับดวงมากกว่า
กลับมาถึงบ้านยังพูดกับเพื่อนว่าสงสัยไม่ได้หรอกเพราะอ่านไม่ออกเลย
สงสัยต้องไปขายแฮมเบอร์เกอร์แหง ๆ
ตอนเขาส่งจดหมายเรียกมายังพูดกับเพื่อนเลยว่าผิดคนหรือเปล่า


          เขาเรียกให้ไปรายงานตัว

          ค่ะ ไปถึงเขาก็ตรวจเช็ก มีการสาบานตัวในห้องโถงใหญ่
ติดธงชาติสหรัฐฯผืนใหญ่มาก ทหารแต่ละรุ่นเยอะมาก
ทุก ๆ อาทิตย์จะมีทหารมารายตัวรุ่นละ 500 คน
เขาจะมี 3 ค่ายคือ ฟอร์ด แมคคิลแลนด์, ฟอร์ด เลนเนอวู๊ด,
ฟอร์ด เบ็นนิ่ง ซึ่งเป็นทหารบกฝ่ายเดียว
ตอนไปเขาบอกเลยว่าให้เอาชุดพลเรือนมา 1 ชุดเท่านั้นคือชุดที่ใส่
นอกนั้นไม่ต้องเอาอะไรไปทั้งสิ้น
แล้วเขาก็จะมีตั๋วเครื่องบินให้เสร็จเรียบร้อย
พอรายงานตัวและสาบานตนเสร็จ เขาก็ส่งดิฉันไปรัฐอาลาบาม่าเลย




(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #40 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 19:55:04 »




          ใน 3 เหล่าทัพ คุณเลือกเหล่าทหารบก

          ค่ะ เขาส่งไปเลย 5 ชั่วโมงจากลอสแองเจลิสถึง อาลาบาม่า
ไปถึงจะมีทหารเจ้าหน้าที่ต้อนรับ ไปถึงก็มีการเช็กชื่อ
ฉีดยา 6 เข็ม ฉีดข้างละ 3 เข็ม
มีการตรวจฟันเอกซเรย์ฟันเผื่อเวลาเราตายจะได้เช็กได้ว่าเราเป็นใคร
มีการแจกด็อกแทค ป้ายคล้องคอซึ่งจะปั๊มข้อความเป็นตัวนูน
ป้ายจะระบุชื่อ นามสกุล ระบุรหัสทหาร กรุ๊ปเลือดและศาสนา
ป้ายนี้ต้องใส่ทุกวันเพราะเกิดเครื่องบินตกแล้วถูกไฟไหม้
จะได้รู้ว่าเราชื่อนี้ ๆ
หรือถ้าเราเกิดบาดเจ็บเขาจะได้หาเลือดให้เราถูก

นอกจากนั้นเขาจะมีการทำประกันชีวิตให้เรา
ถ้าเราเป็นอะไรไปจะได้คนละ 2 แสนดอลลาร์
ถ้าเราไม่สบายเขาจะมีค่ารักษาพยาบาลให้
มีเงินเดือนให้ มีพักร้อนให้ 30 วัน
เขาจะบอกสวัสดิการให้หมด
แล้วทุกคนจะต้องเซ็นสัญญาทุก ๆ 5 ปี
หลังจาก 5 ปีแรกถ้าใครจะเป็นทหารต่อก็ไม่มีปัญหา
แต่ต้องจะเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน
หรือถ้าใครเป็นทหารครบ 5 ปีแล้วไม่อยากเป็นทหารต่อ
ก็สามารถลาออกไปเรียนต่อได้โดยรัฐบาลเขาจะให้ทุนเรียนจนจบ


          ช่วงแรกฝึกหนักมั้ยคะ

          หนักมาก วันแรกที่ไปถึงอาลาบาม่านี่อยากจะเปลี่ยนใจเลย
พอรถบัสเข้าไปจอดในค่ายซึ่งอยู่ลึกมาก เปลี่ยว ไม่มีบ้านคนเลย
ครูฝึกก็จะออกมาตะโกน มีทั้งผิวดำผิวขาว เหมือนในหนังเลยค่ะ
เขาจะตะโกนไล่ให้ลงจากรถ บอกให้เข้าแถว ๆ ๆ
แล้วพวกเราที่มาบางคนก็จะแต่งตัวซะโอ้โห...ใส่สูทมาเลย
บางคนก็ใส่กางเกงยีนส์ขาดแล้วขาดอีก
แต่ละคนสภาพไม่เหมือนกัน มาคนละทิศละทาง
มาถึงนี่ห้ามพูดเลย

แล้วตั้งแต่วันนั้นเราจะไม่ได้เห็นชุดพลเรือนอีกเลย
ทหารผู้ชายทุกคนต้องโกนหัวหมด
วันนั้นเขาจะให้พวกเราเข้าแถวแล้วเดินไปแต่ละแผนก
เพื่อรับเครื่องแบบ รองเท้า
ดิฉันนี่พอถึงห้องที่รับชุดและรองเท้าจะยืนอยู่นานมาก
เพราะหาไซส์ไม่ได้ ต้องใส่ไซส์เอ็กซ์ตร้าสมอล

          พอวันรุ่งขึ้นเขาจะให้เข้าห้องประชุมและจะบอกว่า
ในระยะ 3 อาทิตย์จะมีการฝึกอะไรบ้าง
ซึ่งเราจะต้องฝึกเบสิกเทรนนิ่ง เป็นการฝึกแถว เข้าแถว ซ้ายหันขวาหัน
ต้องฝึกเฟิร์สเอดคือการช่วยเหลือขั้นต้น
จะต้องฝึกเอ็ม 16 ฝึกการปาระเบิด ฝึกการยิงปืนกล
การใช้วิทยุสนาม การสื่อสาร การเดินทางไกล การเดินป่า
การเคลื่อนย้ายคนบาดเจ็บ ซึ่งมีรายละเอียดอีกเยอะ
เราจะต้องเรียนภาคทฤษฎีก่อนแล้วจึงจะเรียนภาคปฏิบัติ จะมีการสอบไปเรื่อย ๆ


          กิจวัตรที่จะต้องทำเป็นประจำมีอะไรบ้างคะ

          เขาจะปลุกตั้งแต่ตี 5 มีเวรทำความสะอาดหอพัก
ที่นอนจะต้องปูให้ตึงซึ่งเขาจะใช้วิธีโยนเหรียญ
ถ้าเหรียญไม่กระเด้งต้องปูใหม่ หรือไม่ก็โดนทำโทษ
รองเท้าจะต้องขัดเป็นมัน เครื่องแบบต้องสะอาด
เขาจะบอกเลยว่าตู้เก็บเสื้อผ้าจะต้องล็อก
เวลานอนจะนอนเป็นแถวยาวไปหมดเลย
ชีวิตประจำวันที่ต้องทำทุกวันคือฝึกทุกวันตั้งแต่ตีห้า
เข้านอนห้าทุ่ม ห้าทุ่มเขาจะดับไฟหมด ทุกคนต้องนอน
ทีนี้พอช่วงใกล้สอบทำไงล่ะ
ดิฉันก็ย่องไปแอบดูหนังสือในห้องน้ำเอาไฟส่อง
แต่เขาจับได้เขาบอกไม่ได้ ถึงเวลานอนต้องนอน
ถึงเวลาตื่นต้องตื่น
เช้ามาพอทำธุระอะไรเสร็จแล้วนี่เราก็ต้องทำพีที
พีทีก็คือวิ่ง วิ่งหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วไปอาบน้ำ
และทานข้าวที่โรงอาหาร ซึ่งก็ต้องเข้าแถวยาวเลย

บางทีเขาแกล้งเราแกล้งถามโน่นถามนี่สารพัด
พอเราตอบไม่ได้เราต้องกลับไปเข้าแถวข้างหลังใหม่
ตั้งสามสิบกว่าคนให้เวลาห้านาที
บางทีดิฉันก็ไม่ค่อยได้ทานเท่าไหร่หรอก


          ต้องฝึกเบสิกเทรนนิ่งเป็นระยะเวลาเท่าไหร่คะ

          หกอาทิตย์ค่ะ แล้วเขาจะให้ประกาศนียบัตรมาหนึ่งใบ
ซึ่งจะระบุว่าเราจบขั้น Basic Trainning หมายถึงการฝึกทหารใหม่
ขั้นต่อไปคือการฝึกทางด้านอาชีพ
เพราะทหาร ทุกคนต้องมีอาชีพ
เขาถามดิฉันว่าได้คะแนนเท่าไหร่ ดิฉัน ได้คะแนน 105
ซึ่งสามารถจะไปอาชีพไหนก็ได้
แต่ถ้าคะแนนต่ำกว่า 90 ลงมาเขาจะให้เป็นกุ๊ก

วันที่เลือกอาชีพทหารคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ก็บอกกับดิฉันว่า
โอเคยูเป็นกุ๊กก็แล้วกัน ดิฉันบอกว่า กุ๊กน่ะมัน 90 แต่ฉันได้คะแนน 105 นะ
เขาบอกงั้นก็เลือกเอา ดิฉันเลยเลือกพยาบาล
ซึ่งดิฉันนึกภาพว่าจะได้ใส่ชุดขาวไปทำงานตามโรงพยาบาล
โค้ดอาชีพพยาบาลก็คือ 91C
ดิฉันเรียนพยาบาลสองปี ไปเรียนภาคทฤษฎีที่เท็กซัส
และไปเรียนภาคปฏิบัติที่วอเตอร์รีท วอชิงตัน ดีซี
ได้วุฒิอนุปริญญาพยาบาลมา
ทีนี้จะต่อพยาบาลก็ต่อได้แต่ไม่มีเวลาเลย
ทางหัวหน้าบอกยูไปทำงานก่อนแล้วค่อยเรียนทีหลัง

พอดิฉันจบพยาบาลสองปีปุ๊บ คำสั่งมาเลยให้ไปประจำที่ประเทศเกาหลี
พอไปเกาหลีนี่ละความถึงแตก
ไอ้ที่เราจะต้องได้ 91C เราเกิดได้ 91B มา


          มันต่างกันยังไงหรือคะ ระหว่าง 91C กับ 91B

          ตอนแรกไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง
กระทั่งมาถึงเกาหลี ดิฉันมารายงานตัวที่ค่ายยองซาน
เป็นค่ายทหารบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี
พอมาถึงที่นั่นเขาจะมีการกักตัวประมาณ 3 วัน
เพื่อทำเอกสารเรื่องการเงิน เรื่องอะไรต่าง ๆ
ไปถึงที่นั่นดิฉันก็นึกว่าตัวเองจะได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลทหารที่อยู่ในตัวกรุงโซล
แต่ปรากฏว่าเขาส่งดิฉันไปชายแดนเกาหลีใต้
ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นขนานที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นระยะเวลา 1 ปี
มารู้ทีหลัง 91 B ก็คือพยาบาลคอมแบท


          ความผิดพลาดเกิดจากสาเหตุใดคะ

          ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีดิฉันคนเดียวที่โดน ผู้หญิงอื่นก็โดน
ทางกระทรวงกลาโหมที่เพนตากอนเขาไม่ได้บอกเรา
พอจากเกาหลีอีกประมาณ 6-7 ปีดิฉันถูกส่งไปอยู่ประเทศอิรักตอนอิรักบุกคูเวต


          ลักษณะของงานและสภาพการทำงานเป็นอย่างไรคะ

          ตอนที่อยู่เกาหลี งานที่ดิฉันทำก็คืองานพยาบาลในสมรภูมิ
เป็นงานที่ดิฉันไม่เคยเห็นโรงพยาบาลเลย แต่เขาจะมีโรงพยาบาลสนาม
เป็นเต็นท์กางได้ทันที เก็บได้ทันทีภายใน 3-4 ชั่วโมง
มีห้องผ่าตัด มีห้องทุกอย่าง
ดิฉันอยู่กับสถานที่แบบนี้มาตลอดชั่วชีวิตการเป็นทหาร
ไม่เคยไปทำงานในโรงพยาบาลที่เป็นตึกเลย
เพราะฉะนั้นแทนที่ดิฉันจะได้ใส่ชุดขาวก็ต้องใส่รองเท้าบู๊ต
ทุกครั้งที่ย้ายไปที่ไหนจะโดนไปอยู่ Field Unit
คือหน่วยที่ต้องออกฝึกภาคสนามประจำ หนีไม่ออกเลย

          กิจวัตรของพยาบาลทหารก็คือ ทุกครั้งที่หน่วยอื่นออกสนาม
หน่วยพยาบาลก็ต้องออกสนามด้วย
พยาบาลต้องไปตั้งค่ายอยู่แถวนั้น
ทหารที่เจ็บป่วยก็จะมาหาเรา เราต้องดูแลเขารักษาพยาบาลเขา
แล้วพอออกฝึกเขาก็จะสมมุติว่านี่คือสมรภูมิจริง ๆ
จะมีหน่วยอื่นมาร่วมด้วย จะมีเสียงปืนตลอดเวลา
มีควันปืน มีการสู้รบกันเหมือนสงครามจริง ๆ

แล้วเขาก็จะแจ้งมาว่ามีทหารตายเท่านั้น ๆ ขาหักเท่านั้น
แขนขาด ขาขาด ไส้ไหลอะไรก็แล้วแต่
แล้วให้เราไปนำทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้นกลับเข้ามาที่เต็นท์ เราก็ต้องไป
เวลาเขาบอกให้ไปเราต้องดูแผนที่ก่อน
เขาจะมีโค้ดมา เราต้องแกะโค้ดนั้นก่อน เพราะถ้าบอกตรง ๆ เดี๋ยวศัตรูรู้
แล้วเวลาจะไปรับ ถ้าไปทางรถยนต์ไม่ได้ก็ต้องไปทางรถถัง
เราถึงต้องขับรถถังเป็น
แต่ถ้ารถถังไปไม่ได้ก็ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์
เราถึงต้องรูดเป็น (รูดเชือกลงมาจากเฮลิคอปเตอร์)
ซึ่งเราจะต้องสะพายเป้ที่มีอุปกรณ์แพทย์ติดอยู่ที่หลังลงมาด้วย
ในนั้นจะมีน้ำเกลือ มีที่ ปั๊มหัวใจ เข็มและอุปกรณ์สารพัด
พยาบาลทหารต้องทำสารพัด

อย่างรถพยาบาลทหารที่วิ่งเข้าไปในป่าได้เราก็ต้องขับเป็น
ตอนหลังพอเรามียศมากขึ้นแล้ว เราก็เป็นคนคุมลูกน้องอีกทีหนึ่ง


          ประจำอยู่ที่เกาหลีนานมั้ยคะ

          หนึ่งปีค่ะ จากนั้นก็กลับมาสหรัฐฯ
แต่ตอนอยู่สหรัฐฯดิฉันไปประจำอยู่หลายค่าย มีค่ายฟอร์ดแซม เท็กซัส
ประจำอยู่ค่ายเคนตั๊กกี้ ค่ายจอร์เจีย ค่ายดรัมฟอร์ดดรัม นิวยอร์ก
แต่ละค่ายที่ประจำอยู่เขามีการฝึกพยาบาลในสนามรบแบบนี้ตลอดเวลา
บางทีเขาเบื่อฝึกในประเทศเขาจะส่งไปฝึกต่างประเทศ
เช่นช่วงเดือนนี้ไปฝึกที่ฮาวาย ช่วงหน้าหนาวไปฝึกที่อลาสก้า
เพื่อให้มันหนาวจริง ๆ

ฤดูร้อนไปฝึกที่ทะเลทรายที่แคลิฟอร์เนีย เขาจะมีการวางแผนล่วงหน้า
จะมีการขนเครื่องไม้เครื่องมือล่วงหน้าไปก่อน
แล้วเราก็จะตามไปเพื่อไปฝึกรวมกับหน่วยอื่นเขา
เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปหลาย ๆ ประเทศ


          มีการเดินทางตลอดเลยหรือคะ

          จะเดินทางตอนที่ออกสนาม ถ้าไม่ออกสนามก็อยู่ในค่าย


          แล้วเวลาอยู่ในค่ายทำอะไร

          เราก็ต้องดูแลเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ อย่างพวกเครื่องมือแพทย์ พวกยา
เราต้องสั่งให้ลูกน้องดูตลอดว่ายาตัวไหนที่มันหมดอายุแล้ว
ต้องสั่งยาเข้ามาใหม่ เครื่องมือชิ้นไหนที่เก่าไปก็สั่งใหม่
อันไหนเสียเราก็ซ่อม
เรื่องยานพาหนะ ดิฉันมีพยาบาลในความรับผิดชอบ 5 คัน
มีรถถัง 2 คัน เราต้องดูว่ามันเสียหายตรงไหน มันวิ่งได้ไหม
มีตรงไหนชำรุด ไอ้ล้อรถถังที่มันมียางใส่เขาเรียกว่าชูส์
ถ้ามันชำรุดเราก็สั่งมาแล้วเปลี่ยน ตรวจเช็กซ่อมบำรุง


          ต้องซ่อมบำรุงเองทั้งหมด

          ซ่อมเอง ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง
เขาจะกำหนดไว้เลยว่า คนขับต้องมีหน้าที่ดูแลรถอย่างนี้ ๆ
นอกจากเราทำไม่ได้จริง ๆ เราถึงไปตามช่างมา
แต่เราจะต้องรู้ว่ารถของเราเป็นอะไร ทำไมน้ำมันเครื่องมันต่ำ
ทำไมสายพานไม่ทำงาน ทุกอย่างต้องพร้อมตลอดเวลา
ถ้าเกิดถึงเวลาที่จะออกสนามแล้วรถเราวิ่งไม่ได้ นั่นเป็นความผิดเรา
ทหารพยาบาลจะมีของเยอะแยะมากมายจนปวดหัว
คิดดูสิเครื่องเอกซเรย์ตัวใหญ่ ๆ เขายังเอาเข้าไปในป่า
เวลาทหารออกสนามทีหนึ่งนะ ขบวนรถนี่ยาวเหยียดเป็น 10-20 คันเลย

แล้วก่อนจะออกไปตั้งค่ายดิฉันต้องออกไปรีคอลกับทหารคนอื่น ๆ ก่อน
ว่าสถานที่นี้เหมาะมั้ย อยู่บนเขาหรือในหุบเขา
เวลาฝนตกน้ำจะท่วมมั้ย ต้องออกไปดูให้เรียบร้อย
แล้วมารายงานให้นายทราบอีกที

พอกลับมาเขาจะแบ่งเลยว่าโอเคหน่วยนั้นหน่วยนี้อยู่ตรงนี้นะ
แล้วพยาบาลทหารนี่ไม่ใช่ตั้งเต็นท์แล้วเสร็จนะ
เพื่อป้องกันข้าศึกเราก็ต้องไปขุดสนามเพลาะรอบ ๆ
ต้องมีการซุ่มดู ต้องมีการจัดเวรยาม ทุกอย่างทำเหมือนทหารเป๊ะ
พยาบาลทหารจะต้องมีความรู้ทางพยาบาลครึ่งหนึ่งทางทหารครึ่งหนึ่ง
คือต้องเหมือนกับเป็ดน่ะค่ะ ต้องรู้ทุกอย่าง

          ดิฉันต้องพาลูกน้องทหารเดินป่า เดินทีละ 15-20 กิโลฯ
เดินป่าเดินยังไง ขณะเดินไปก็ต้องใช้สัญญาณมือ
ไม่มีการพูด แล้วเอ็ม 16 นี่ต้องติดตัวตลอดเวลา
เอ็ม 16 ของใครของมัน และดิฉันก็ต้องคอยเช็กตลอด
เพราะถ้าเอ็ม 16 หายไปสักกระบอกหนึ่งดิฉันต้องรับผิดชอบ
ระบบทหารจะเป็นแบบนี้ และไม่ใช่รับผิดชอบเฉพาะตัวทหารเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่นตอนจะต้องออกไปฝึกต่างประเทศ
ดิฉันจะต้องดูแลไปถึงครอบครัวเขาด้วย
ต้องถามลูกน้องว่าเออ...ลูกเมียเธอมีเงินพร้อมที่จะกินหรือเปล่า


          ต้องดูแลกันไปถึงเรื่องภายในครอบครัวเขาด้วย

          ต้องดูแลค่ะ ทหารอเมริกันต้องดูแลลูกน้องถึงในบ้าน
และถ้าลูกน้องมีปัญหาไปโดนตำรวจจับเราก็ต้องไปเอาลูกน้องมา
ถ้าลูกน้องไปรังแกลูกเมียเราต้องเข้าไปเคลียร์
แม้แต่เขียนเช็คเด้งก็ต้องเป็นเรื่องของเรา
นี่คือการดูแลลูกน้อง

ดิฉันเองเสาร์-อาทิตย์ถ้าว่างจะเข้าไปในค่าย
ไปที่หอพักของทหารที่มียศน้อย ๆ ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย
เขาจะอยู่ตึกเดียวกัน แต่คนละชั้น
ชีวิตความเป็นอยู่เป็นยังไงเราต้องไปดูแล


          คุณบุษบาเข้มงวดกับลูกน้องมั้ยคะ

          ค่อนข้างเฮี้ยบเลยละ ปกติเราจะมีการตรวจห้องทุกเช้า
ดิฉันจะใส่ถุงมือขาวคอยปาดฝุ่น
ห้องเขาต้องสะอาดอยู่เสมอ ถุงเท้าจะต้องเรียงเป็นระเบียบ
ตู้เย็นจะต้องไม่มีคราบ หลังตู้เย็นจะต้องเรียบ
ห้องต้องไม่มีขยะปะปน เตียงนอนต้องเรียบร้อย

เวลาดิฉันมาตรวจ
ดิฉันจะเรียกลูกน้องเข้าแถวหน้าตึกก่อนเลยทั้ง 35 คน
แล้วดิฉันจะบอกเลยว่าจะไปห้องไหนก่อน
จะมีหัวหน้าของพวกเขาเดินตามดิฉันมาอีกที
เพื่อที่จะจดสิ่งที่ดิฉันบอกว่ามันผิดแล้วต้องแก้ไขภายในวันนี้


          แล้วเวลาปกติลูกน้องจะกลัวคุณมั้ยคะ

          ค่อนข้างกลัวค่ะ แต่ดิฉันก็จะช่วยเหลือเขาทุกอย่าง
ดิฉันเป็นคนที่ถ้าตึงก็ตึง ถ้าหย่อนก็หย่อน
แต่รู้นะว่าเขารักเรา
เพราะเวลาเขามีปัญหาเขาจะมาหาเราทันทีเลย
เราก็ช่วยเขาเท่าที่ช่วยได้
อย่างเช่น ถ้าลูกน้องมีหนี้เราจะพาเขาไปองค์การที่ช่วยเหลือด้านนี้
เพราะสหรัฐฯเขาจะมีองค์การทุกอย่างที่คอยช่วยเหลือทหาร
ถ้าลูกเมียไม่สบาย โอเคให้ยูลาครึ่งวัน
แต่อย่าโกหกนะ เราจะให้เวลาเขา

เพราะฉะนั้นหน้าที่ดิฉันคือทั้งทำงานและดูแลทหารด้วย
'Taking Care Soldier' Taking Care ยังไง
เวลาหน้าหนาวทำยังไง
 เราต้องให้เขาถอดรองเท้าออกเพื่อจะเช็กว่าเขามีถุงเท้ากี่คู่
เวลาออกสนาม หน้าหนาวดิฉันจะเป็นคนบอกว่า
เอาถุงเท้าไปกี่คู่ เอาเสื้อยืดกี่ตัว เอากางเกงในกี่ตัว
จะออกมาเป็นลิสต์เลย ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด

เพราะอะไร...
เพราะหน้าหนาวถ้าเราใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ
คนจะเป็นฟอสไบท์กันเยอะ
ก็คือไอ้โรคที่หนาวจัด ๆ แล้วเลือดไม่เดิน
เนื้อมันตายทำให้ต้องตัดขาเป็นต้น
ที่ดิฉันต้องทำอย่างนี้เพราะมักจะมีลูกน้องที่ขี้เกียจ
เราต้องบอกไหนถอดถุงเท้ามาดูซิ ผมไปตัด
หนวดไปโกน คือเราต้องจู้จี้เขาตลอดเวลา

เราต้องเป็นผู้นำ เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ
บางคนอาจจะเก่งทางด้านการงานต่าง ๆ
แต่ลูกน้องเละเทะไม่มีระเบียบ หัวหน้าเราจะเล่นงานเราได้


(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #41 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 20:45:50 »



เรื่องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งล่ะคะ
สหรัฐฯเขาให้โอกาสผู้หญิงมากน้อยแค่ไหน


          การเลื่อนขั้นเขามีวิธีค่ะ
อย่างพลทหารตั้งแต่หนึ่งขีดถึงสี่ขีดจะเลื่อนโดยอัตโนมัติ
จะมีแจ้งมาที่หน่วยเลยว่าหน่วยนี้จะได้เลื่อนยศ 4 คน
เขาจะส่งมาให้หัวหน้า
หน่วยหนึ่งจะมี 3 กลุ่มมีดิฉันและเพื่อนที่ยศเดียวกันเป็นหัวหน้า
ดิฉันก็จะต้องพิจารณา สมมุติว่ามีลูกน้องอยู่ห้าคน
เราก็ต้องดูว่าลูกน้องคนไหนที่ทำงานได้ดีที่สุดเราก็ให้เขา
นี่คือระบบ
พอขึ้นมาหน่อยจาก 5 ขีด วิธีเลื่อนขั้นของเขาก็คือ
หนึ่ง ต้องสอบพีที พีทีคือวิ่งเก่งมั้ย ถ้าวิ่งตกก็อด
สอง ต้องไปสอบ เมื่อสอบได้ถึงจะได้เลื่อนยศ

แต่ระดับของดิฉัน การเลื่อนยศต้องไปที่กระทรวงกลาโหมที่เพนตากอน


          ต้องสอบมั้ยคะ

          ไม่ต้องสอบ แต่เขาจะพิจารณาจากหลายอย่าง
ต้องมีหัวหน้าของดิฉันสามคนเขียนรายงานความประพฤติ
และหัวหน้าจะต้องติ๊กลงไปในช่องว่าให้คะแนนเท่าไหร่ ๆ
ซึ่งแต่ละคนจะยศประมาณพันเอกขึ้นไป
 
อีกอย่างหนึ่งคือเขาจะเอารูปถ่ายหน้าตรงของเรา
ที่ใส่เครื่องแบบชุดใหญ่ถ่ายไปดูเพื่อไปประเมิน
การแต่งเครื่องแบบเขาจะวัดเลยว่าเครื่องหมายต่าง ๆ
ที่อยู่บนเครื่องแบบนี่กี่เซนกี่นิ้ว แล้วได้มายังไง

เครื่องหมาย ต่าง ๆ ที่อยู่บนเครื่องแบบเราไม่ใช่ว่าเขาให้มานะ
ทุกอย่างเราต้องใช้ความสามารถต้องสอบเอาเอง

เช่น เครื่องหมายไรเฟิลหมายถึงดิฉันได้เอ็กซ์เปิร์ทยิงปืนมาได้ 38 เต็ม 40
เครื่องหมายโอเวอร์ซี ถ้าไปออกสนามต่างประเทศบ่อย ๆ ถึงจะได้

สาม เขาจะดูผลงานที่เราไปประจำแต่ละหน่วยว่าเราทำได้ดีขนาดไหน
เขาจะถามจากหัวหน้าแล้วทำประเมิน
พอปีหนึ่งเขาก็จะมีเลื่อนขั้นซึ่งต้องมีการแข่งขันกันอีกตาม MOS
คือ อาชีพนั้น ๆ ด้วย
เขาจะมีการให้คะแนน สมมุติ 1,000 ดิฉันได้ 900
อาชีพอื่นเขาก็ได้ 900 เหมือนกัน
เขาก็จะโอเคปีนี้เขาจะเลื่อนขั้นคนยศนี้อาชีพนี้กี่คน ๆ เขาก็จะตัดมา
เพราะฉะนั้นมันยาก
เสร็จแล้วทางหน่วยเขาก็ส่งคล้าย ๆ แผ่นดิสก์ไปที่เพนตากอน
เพนตากอนก็จะประเมิน
ถ้าได้เขาจะส่งจดหมายตอบกลับมาว่ายูได้เลื่อนยศแล้วนะ
แล้วก็จะมีการติดยศเวลาเข้าแถว


          สรุปคือการให้โอกาสเขาไม่แบ่งแยกว่าเป็นหญิงหรือชาย

          ค่ะ เขาจะเท่าเทียมกันหมด
หญิงชายจะประเมินเท่ากัน ดิฉันเองได้เลื่อนขั้นมาจนถึงเจ็ดขีดครึ่ง
ถ้าอยู่ต่อก็จะได้แปดขีด
เมื่อสูงสุดของชั้นประทวนแล้วก็กินเงินเดือนพิเศษไปสิ
สองแสน สองแสนกว่าก็กินไป

แต่ตอนที่ดิฉันเกษียณนี่เงินเดือนแสนสี่
แต่เราเกษียณ 20 ปี โดนตัดห้าสิบเปอร์เซ็นต์
เหลือหกหมื่นกว่าบาท แต่เขาเลี้ยงเราตลอดชีวิต


          แล้วกับการที่เราเป็นผู้หญิงเอเชียล่ะคะ มีปัญหาบ้างมั้ย

          มีปัญหามาก ตั้งแต่เริ่มเป็นพลทหารเลย
แรกเลยคือเรื่องภาษา บางทีพลทหารด้วยกันก็ดูถูกกันเอง
คล้ายกับว่าเรายังพูดไม่รู้เรื่องเลยแล้วมาเป็นทหาร
ทางด้านผู้บังคับบัญชาเราก็โดน
อย่างเวลาเขาจะให้งาน เขาเห็นเราเป็นผู้หญิงเอเชีย
เขาก็คิดว่าเราคงทำไม่ได้ เขาจะไม่ให้งานชิ้นนั้น

ซึ่งเราต้องต่อสู้ ยืนยันความสามารถว่าเราทำได้นะ
อย่างเช่นตอนที่ดิฉันกลับมาจากเกาหลีใหม่ ๆ แล้วกลับมาสหรัฐฯ
ตอนนั้นมีตำแหน่งว่างอยู่ ซึ่งตำแหน่งนี้ต้องเป็นของเรา
แต่อยู่ ๆ เขาจะเอาตำแหน่งนี้ไปให้คนที่ยศต่ำกว่าเรา
อายุน้อยกว่าเรา ดิฉันก็ไม่ยอมดิฉันขอพูดกับผู้บังคับบัญชาเลย
บอกว่าฉันรู้นะว่าตำแหน่งนี้เป็นของฉัน
แล้วทำไมคุณถึงจะเอาตำแหน่งนี้ไปให้กับคนอื่น
เขาก็พูดตรง ๆ ว่าเธอคงไม่มีความสามารถพอ
ดิฉันบอกว่าดิฉันเพิ่งมา จะมาตัดสินฉันได้อย่างไร
ว่าฉันไม่มีความสามารถพอ

          ตอนนั้นประวัติดิฉันกำลังถูกส่งตามมา
เขาก็หาคำตอบให้เราไม่ได้ เขาก็ไม่พูด
แล้วเขาก็ให้งานดิฉันทำโดยเอาพลทหารที่ไม่มีความรู้อะไรเลย
มาให้ดิฉันฝึกโดยให้เวลาหนึ่งอาทิตย์
ดิฉันเลยจับพวกนี้เข้าป่า ไปเดินป่าไปนอนในป่าทั้งอาทิตย์เลย
เอารถพยาบาลเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกไป
ดิฉันสอนเขาตั้งแต่เขาไม่รู้เรื่องว่าการอ่านแผนที่ทำยังไง
เข็มทิศใช้ยังไง อ่านยังไง พาเขาไปศึกษาภูมิประเทศ
สอนการก้าวเดิน สอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
 
แล้วผู้บังคับบัญชาเขาก็ตามมาดู
โดยเขาเอาคนของเขามาสมมุติให้หาจุดนั้น ๆ
ลูกน้องดิฉันก็หาจุดได้หมดทุกคน
พอกลับเข้าไปปุ๊บเขาก็ขอโทษที่ดูถูกเรา
พออีกอาทิตย์หนึ่งประวัติดิฉันตามมา
ตั้งแต่นั้นไม่ว่าดิฉันจะขออะไรให้หมด
ทำอะไรมิลเลอร์ถูกหมด คือเขายอมรับเราทุกอย่างไงคะ

ตั้งแต่นั้นมา พอมีผู้หญิงเข้ามาเขาก็ไม่มีปฏิกิริยา
หรือแม้แต่ลูกน้องเราเองตอนที่เราไปใหม่ ๆ
เขาเห็นเราตัวเล็กก็ลองดีกับเรา
เวลาเราเข้าไปพูดเขาจะคุยกันไม่ฟังเรา
ดิฉันก็เอาเก้าอี้มาวางแล้วขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เลย
บอก at ease ให้เงียบด้วยภาษาสุภาพ
แต่เขาก็ยังคุยกันอยู่
ดิฉันเลยด่าไป shut the fuck up
ทีนี้ละเงียบกริบเลย
เขาไม่นึกว่าดิฉันจะกล้าด่า

ดิฉันบอกว่าถ้าไม่อยากอยู่ที่นี่ก็ออกไป
ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีปัญหาอีกเลย


          เป็นคนตัวเล็กนี่ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง

          ในช่วงที่เข้ามาฝึกใหม่ ๆ
ความตัวเล็กของดิฉันมีปัญหาเหมือนกันนะ
โดยเฉพาะเรื่องวิ่งพีที
พวกฝรั่งนี่สูงมากตัวสูงประมาณ 7 ฟุต
ดิฉันเข้าเบสิกใหม่ ๆ ดิฉันโดนอยู่หลังสุด
คิดดูสิ 40-50 คนในหนึ่งกลุ่มต้องวิ่งไปพร้อม ๆ กัน
วิ่งตกไม่ได้ แล้วเขาเอาคนสูง ๆ ไปไว้ข้างหน้าหมด
เขาก้าวก้าวเดียวเราต้องวิ่ง 3-4 ก้าวถึงจะทันเขา

พวกเตี้ย ๆ เหมือนเราตอนแรกก็ปรึกษากันดีนะว่าจะไปพูดกับครูฝึก
พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่มีใครกล้าพูดหุบปากหมด
เพราะกลัวครูฝึก

หลังจากวิ่งได้ 2-3 อาทิตย์ดิฉันเกิดทนไม่ไหว
เพราะดิฉันวิ่งตกตลอด
ครูฝึกสั่งทำโทษบอกให้วิดพื้น 100 ครั้ง
ดิฉันโมโหมากก็พูดเลย ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
ทั้งที่มันเป็นความผิดที่เถียงเขา
ดิฉันบอกมันไม่ยุติธรรมนี่
เอาคนสูงไปอยู่ข้างหน้าคนเตี้ยอยู่ข้างหลัง
แล้วจะวิ่งทันกันได้ยังไง

ครูฝึกคงเห็นว่าไม่เคยมีใครเคยพูด
ก็บอกโอเคพรุ่งนี้ยูวิ่งนำหน้าก็แล้วกัน
ตั้งแต่นั้นดิฉันไม่เคยวิ่งตกอีกเลย
พวกเตี้ย ๆ ก็ได้ขึ้นมาวิ่งข้างหน้าด้วย
แต่เขาไม่กล้ามองหน้าดิฉันเลย


          ตั้งแต่เป็นทหารมามีครั้งไหนที่ฝึกหนักที่สุดบ้างคะ

          มันก็หนักทุกครั้งแหละค่ะ
คือดิฉันจะย้ายหน่วยเกือบจะทุกปี ต้องเจอคนใหม่ ๆ อยู่เรื่อย
เราก็เลยเหนื่อยกับการต้องบอกกับคนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า
เรามีความสามารถนะ


          เหมือนต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

          ใช่


          แล้วมีครั้งไหนที่เศร้าหรือมีความสุขที่สุดบ้างมั้ยคะ

          เศร้าที่สุดก็คือตอนที่ทหารผูกคอตาย
ตอนนั้นดิฉันอยู่เกาหลี ดิฉันย้ายไปเกาหลีทั้งหมด 4 ครั้ง
จนครั้งล่าสุดที่ไปคือช่วงก่อนเกษียณ
ดิฉันมีลูกน้องคนหนึ่ง เขาเป็นพลทหาร
เขามีครอบครัวและเขานิสัยดีมาก
ปกติอาการเขาก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว
เขาเป็นคนเงียบ ขรึม ดิฉันก็พยายามชวนเขาคุย
ตอนที่ไปอยู่เกาหลีได้สองเดือนดิฉันก็ถามเขาว่าเขามีปัญหาอะไร
เขาบอกเขามีปัญทางครอบครัว
เขาเศร้าเพราะลูกคนแรกของเขาเพิ่งจะอายุได้สองเดือนเอง
ดิฉันบอกก็เอาอย่างนี้สิ อยู่ไปสัก 2-3 เดือน
ยูก็ทำเรื่องพักร้อนสักเดือนหนึ่ง ไอจะอนุมัติให้

เขาก็รู้สึกดีขึ้น มีกำลังใจขึ้น
พอถึงเวลาเขาก็กลับไปสหรัฐฯ
แต่พอไปถึงเขาก็พบว่าเมียเขามีแฟนใหม่
กลับมาเขาก็มาบอกแฟนผมมีแฟนใหม่ไปแล้ว
เอาลูกไปด้วย ดิฉันปลอบใจเขา
เขาบอกเขาไม่อยากอยู่เกาหลี

ดิฉันบอกลูกน้องอีกคนที่เป็นนายตรงกับเขา
คอยดูแลเขาว่าให้มันผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้
เพราะเขาอยู่อีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะได้กลับอเมริกาแล้ว

          ช่วงนั้นดิฉันกลับมาเมืองไทยสองอาทิตย์
พอกลับไปลูกน้องบอกนายเจมส์แขวนคอตายไปแล้ว
มันเป็นความผิดของลูกน้องดิฉันที่ละเลยหน้าที่
ปกติแล้วเวลาเข้าแถวเราจะต้องตรวจคนของเราว่าอยู่ครบหรือเปล่า
วันนั้นนายเจมส์ไม่ได้มาเข้าแถว
แต่ลูกน้องคนนั้นบอกว่าอยู่ครบ
ตลอดทั้งวันไม่มีใครเห็นหน้านายเจมส์เลย
วันรุ่งขึ้นมาเข้าแถวก็ไม่เจออีก
เพื่อนเขาก็สงสัยว่าเจมส์หายไปไหน
ขึ้นไปดูที่ห้องปรากฏว่าแขวนคอเสียชีวิตไปแล้ว
เลยมีการสืบสวนกัน
ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าดิฉันอยู่มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตอนหลังลูกน้องคนที่เป็นหัวหน้านายเจมส์ก็ถูกขังคุก
เพราะดูแลลูกน้องไม่ดี เป็นเหตุการณ์ที่เศร้ามาก




(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #42 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 21:00:46 »


ทหารที่ต้องไปประจำอยู่ที่อื่นเป็นโรคคิดถึงบ้านกันเยอะมั้ยคะ

          เยอะค่ะ ทุกเดือนเขาถึงต้องมีการนำหมอจิตวิทยามาอบรมทหาร
เพราะทหารจะมีความเศร้าเนื่องจากต้องพลัดลูกพลัดเมียมา
ตอนเย็นเขาจะมีปาร์ตี้กันอยู่เรื่อย
สำหรับดิฉันถ้าเป็นช่วงว่างจากการออกสนาม
ดิฉันจะสละเงินของดิฉันเองซื้อของมาทำบาร์บีคิวให้ลูกน้องกินทุกเดือน
เดือนหนึ่งดิฉันจะหักเงินส่วนตัวไว้เลยเดือนละ 300 เหรียญ
เพื่อที่จะได้มานั่งคุยกับลูกน้อง
นี่เป็นเวลาเดียวที่เราจะได้ใกล้ชิดกับลูกน้อง

เพราะเวลาลูกน้องจะเข้าไปพบที่ออฟฟิศเขาต้องเคาะประตู
และรายงานตัวแบบทหารกับดิฉัน ซึ่งมันไม่เป็นกันเอง
ยิ่งเวลาดิฉันสวมชุดทหารไปแล้วนี่ดิฉันจะเป็นคนตรงเผง
แต่ถ้าถอดเครื่องแบบแล้วนี่โอเคพูดเล่นกันนิดหน่อยพอได้
แต่ห้ามลามปาม


          เรื่องประทับใจล่ะคะ

          ที่ประทับใจและภาคภูมิใจที่สุดคือ
ดิฉันได้เหรียญ EFMB ซึ่งหมอยังทำไม่ได้
หมอนี่เก่งทางด้านรักษาอย่างเดียว
แต่พอมาทางด้านทหารหมอจะไม่ได้เลย
แล้วหมอเขาก็จะไม่มานั่งเรียนหรอกอะไรแบบนี้
เขาเป็นหมอได้แค่ 3-4 ปีส่วนใหญ่เขาก็ออกไปเป็นพลเรือน
ดิฉันเองไปเรียนครั้งเดียวก็ได้เหรียญนี้เลย
และดิฉันก็ผ่านการทดสอบมาทุกอย่าง
เหรียญ EFMB นี่สอบ300-600 คนมีผ่านแค่ 50 คนเท่านั้นเอง

หน่วยดิฉันส่งไป 22 คน มีดิฉันได้คนเดียว เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ได้มากันง่าย ๆ


          ในการฝึกหรือการทดสอบความเป็นคนตัวเล็กของเรา มีได้เปรียบบ้างไหมคะ

          ได้เปรียบก็มี อย่างเวลาไปตั้งเต็นท์เวลาออกสนาม
เต็นท์ของพยาบาลจะใหญ่มาก ใช้คนเป็นสิบคนกาง
พอกางเสร็จแล้วเขาก็จะมีการใช้แหคลุมหลังคา
ดิฉันจะโดนประจำ เอ้า...หัวหน้าขึ้นไปข้างบนหน่อย
แล้วลูกน้องก็จะจับเราโยนปึ๊บขึ้นไปข้างบน
เราก็จะคอยดึงตรงโน้นตรงนี้ให้ตึง
คือทำงานเบากว่าเขา นอกนั้นก็ยืนเป็นผู้กำกับเขา


          เวลาไปตั้งแค้มป์ทีหนึ่งเหนื่อยมากไหมคะ

          เหนื่อยค่ะ เครื่องมือมันเยอะ
แล้วเขาจะกำหนดเวลาให้ 1 วันตั้งแค้มป์ให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ทันที
ลำบากอีกอย่างเวลากลางคืนตีหนึ่งตีสอง
ถ้าหัวหน้าเกิดพิสดารขึ้นมาบอกให้ฮอบส์
คือย้ายเต็นท์ อย่างนี้งานหนักนะ
ย้ายโดยไม่ใช้ไฟ เราต้องทลายเต็นท์
เก็บเครื่องไม้เครื่องมือใส่รถให้ครบ
และให้ย้ายไปตั้งห่างจากจุดเดิมแค่ 3 กิโลเมตร บ่นกันอุบ
แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

บางทีก็ถูกฝึกแบบข้าศึกรู้แนว
ข้าศึกมาคอนวอย คือมาเป็นแถวยาวแล้วตัดตรงกลางค่าย
เราก็ต้องรู้ว่าจุดไหนเป็นจุดนัดพบตอนหลัง
บางทีหัวหน้าเขาก็ให้ดิฉันคุมคอนวอยทั้งหมด
เราต้องอ่านแผนที่เป็น แล้วเขาก็จะมีผู้มาทดสอบด้วย
อย่างเวลาย้ายรถขบวนทั้งหมด 12 คัน
เราต้องให้รถทั้ง 12 คันไปถึงที่หมาย
ไม่ใช่เหลืออยู่ 2 คัน อีก 10 คันหายไปไหนต้องไปตาม
หรือไม่บางทีรถไปตายกลางทาง 4-5 คัน
ก็จะโดนเล่นงานว่าทำไมรถไม่พร้อม


          คุณเป็นทหารอยู่นานกี่ปีคะ ถึงได้เลื่อนขึ้นมามีลูกน้อง มีตำแหน่ง

          เป็นอยู่ประมาณ 5 ปี ดิฉันมีลูกน้อง 5 คน
ตอนนั้นดิฉันยศสิบเอก พอเริ่มปีที่ 10 ดิฉันได้ขีดขึ้นมาอีกขีดหนึ่ง คือหกขีด
ดิฉันมีลูกน้องประมาณ 10-12 คน

พอเข้าปีที่ 12-13 ดิฉันได้ขีดที่ 7 ซึ่งจะมีลูกน้องอย่างน้อย 35 คน บางทีก็ 40 คน
แล้วก็ปวดหัวที่สุด คือในหน่วยพยาบาลนี่จะมีทหาร 80 คนมั่ง 90 คนมั่ง
ประกอบด้วยหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล
ที่ไม่ใช่พยาบาลก็จะมีเสมียน 1-2 คน และช่างซ่อมรถประมาณ 2 คน
ในหน่วยหนึ่งจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ทำงานที่ไม่ใช่งานพยาบาลเลย
กลุ่มสองคือพยาบาล ทำงานในหน้าที่ดูแลรักษา
ดูแลเตียง ดูแลเต็นท์ต่าง ๆ
อีกกลุ่มคือรถพยาบาลซึ่งดิฉันทำประจำ

ดิฉันจะมีรถพยาบาลอยู่ในความครอบครอง 5 คัน
รถถัง 2 คัน หน้าที่ของกลุ่มดิฉันคือไปเอาคนไข้มา
แล้วดูแลคนไข้ระหว่างเดินทาง
ดิฉันจะทำงานแบบนี้มาตลอดเวลา 20 ปี


          ที่คุณบอกว่ามีลูกน้องเยอะแล้วปวดหัว เป็นเพราะอะไรคะ

          สมมุติว่าจะออกสนามก็จะต้องมีการประชุมก่อน
ลูกน้องจะไม่รู้เรื่อง
พอประชุมเสร็จเราก็จะมาประชุมลูกน้องอีกทีหนึ่งว่า
เดือนนี้จะออกสนามกี่วัน
พอกลับมาจากออกสนามเราต้องมาล้างเครื่องไม้เครื่องมือ
ต้องเช็กว่าเครื่องมือครบหรือเปล่า
ถ้าไม่ครบหรือต้องส่งซ่อมเราจะต้องบอกลูกน้องว่าให้ไปเปลี่ยนนะ
แต่ละคนจะมีเครื่องมือที่อยู่ในความดูแลของเขา ครบมั้ย
สะอาดมั้ย พร้อมใช้การมั้ย

ดิฉันจะสั่งลูกน้องที่รองลงไปให้ไปตรวจอีกทีหนึ่ง
แล้วดิฉันจะไปตรวจซ้ำอีกทีหนึ่ง
ที่ต้องเข้มงวดเพราะอะไร
เพราะถ้าถึงเวลาออกสนามจริง ๆ
ถ้าลูกน้องมาบอกผมไม่มีผ้าพันคอ
ผมไม่มีเสื้อแจ๊กเก็ต แล้วถ้าเจ้าหน้าที่ยศใหญ่ ๆ
เขามาเห็นว่าอากาศหนาว ติดลบสองลบสาม
แต่ทหารไม่มีเสื้อหนาว ใครผิดล่ะ
ก็ดิฉันเพราะเรามีลูกน้องที่ต้องดูแลเขาทุกอย่าง


          หลักในการเป็นหัวหน้าของคุณต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้างคะ

          ต้องเด็ดขาด ต้องไม่ลำเอียง ต้องตาสว่าง
ไม่หูเบา ไม่เชื่อใคร ต้องไม่ขี้เกียจ
คืออย่างทุกวันเราจะต้องเข้าแถววันละ 4 เวลา
หกโมงเช้าจะต้องมาเข้าแถวโดยใส่เครื่องแบบเสื้อแขนสั้นเพื่อพร้อมที่จะวิ่ง
ถ้าเรามาสายเราจะไม่รู้ว่าลูกน้องเรามาเข้าแถวหรือเปล่า

เก้าโมงเช้าเข้าแถวเพื่อสั่งงาน
บ่ายโมงเข้าแถวเพื่อตรวจงาน
ห้าโมงเย็นเข้าแถวอีกครั้งเพื่อเช็กว่ามีใครเบี้ยวหรือเปล่า
เราต้องทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อเล่ห์เหลี่ยมลูกน้อง
ลูกน้องมาแบบไหนเราต้องรู้หมด
อย่างทหารผู้หญิงเขาจะทะเลาะกันบ่อย เราก็ต้องคอยดู


          สมัยที่คุณมาเป็นทหารช่วงแรก ๆ มีปัญหากับเพื่อนทหารหญิงคนอื่น ๆ บ้างมั้ยคะ

          เกือบจะมีตอนหนึ่งคือตอนที่ไปอาบน้ำ
เราเข้าไปเป็นทหารใหม่ ๆ ห้องอาบน้ำมันจะมีก๊อกเรียงกันเป็นแถวยาว
ทหารหญิงฝรั่งเขาก็จะแก้ผ้าหมด ถูตัวไปคุยกันไป
แต่เราไม่เคยอาบน้ำต่อหน้าคนอื่นก็อาย
ดิฉันเลยนุ่งกระโจมอกเข้าไปอาบน้ำ
ซึ่งพอเราเข้าไปนี่เขาหยุดอาบน้ำเลยนะ
เขาหันมามองเป็นตาเดียวอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อเลย
เหมือนมันจะรุมเราแน่ ๆ เลย
ดิฉันไม่รู้จะทำไง เลยจำใจแก้ผ้าแล้วก็ฮัมเพลง ไป
อาบน้ำไปทำเป็นไม่รู้เรื่อง
หลังจากวันนั้นก็แก้ผ้าอาบน้ำมาตลอด

อีกครั้งหนึ่งตอนที่ไปเกาหลีปีแรก
เพื่อนชวนไปเที่ยวคลับ เขาก็ไปดื่มไปเต้นรำกันสนุกสนาน
ในกลุ่มมีดิฉันไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์อยู่คนเดียวก็นั่งอยู่
ทีนี้ที่เกาหลีจะมีโสเภณีที่อยู่ตามคลับเยอะ
พวกนี้จะชอบแย่งทหารจีไอกัน
เพื่อนดิฉันคนหนึ่งสวยมากเธอเป็นเม็กซิกัน
เธอก็เต้น ๆ อยู่ สักพักก็ได้ยินเสียงตบฉาด
สักประเดี๋ยวอีกฉาดหนึ่ง คือคงจะมีปัญหากัน
ดิฉันเห็นท่าไม่ดีเลยรีบคว้ามือเพื่อนวิ่งออกไปทางประตูหลังของคลับ
เพราะถ้าโดนเอ็มพีหรือสารวัตรจับได้จะเสียประวัติหมด
งานนั้นก็เลยรอดตัวไป

          พูดถึงพวกสารวัตรทหารตอนอยู่เกาหลี
เนื่องจากสารวัตรทหารมีน้อย
เขาเลยจะให้พวกที่ยศมากหน่อยไปคอยดูแลความประพฤติลูกน้องที่ไปเที่ยวคลับ
เดือนหนึ่งดิฉันจะมีตรวจ 2 ครั้ง
ที่ที่ดิฉันไปอยู่มีคลับทั้งหมด 72 คลับ
ห้าทุ่ม ถึงตีสองเราต้องไปตระเวนดูว่าทหารมีความเรียบร้อยมั้ย
เราก็ไปกับนายบ้างอะไรบ้าง
มีครั้งหนึ่งที่ไปอยู่ ดิฉันมีหน้าที่พิเศษคือหน้าที่ตามจับผู้หญิงหากิน
ผู้หญิงหากินที่นั่นจะต้องมีตราประทับเพื่อแสดงว่ารับแขกได้
ผ่านการตรวจโรคแล้ว

แล้วไอ้สำนักงานที่ดิฉันทำอยู่เขาเรียกว่าเป็นการสาธารณสุข
ให้ทหารอเมริกันเพื่อให้ปลอดจากโรคเอดส์
 ดิฉันต้องไปตรวจเป็นเวลา 6 เดือน
เวลาเข้าไปในคลับจะต้องไปขอดูบัตรของผู้หญิงพวกนี้
บางคนมีบางคนไม่มี
ถ้าไม่มีบัตรนี้เจ้าหน้าที่สามารถเสนอให้ปิดคลับได้
หลัง ๆ พอผู้หญิงพวกนั้นเห็นดิฉันก็จะวิ่งหนีกัน
จับได้มั่งไม่ได้มั่ง บางทีก็มีให้สินบน
แต่เราไม่เอาบอกว่าทำให้มันถูกต้องแล้วกัน


          เป็นหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ประจำที่ทำอยู่

          เป็นประสบการณ์ใหม่ด้วย
ถึงบอกว่าเป็นทหารนี่ถ้าเขาขาดคน
แล้วถ้าเขาเห็นเราอยู่ในตำแหน่งที่ทำได้ เขาก็ให้เราทำ
แล้วเราก็ต้องทำตามที่เขาบอก


          เข้มงวดอย่างนี้ถูกลูกน้องตั้งฉายาให้บ้างมั้ยคะ

          เขาจะเรียกตามยศ เขาจะเรียก Sergeant First Class Miller
เขาจะต้องเรียกอย่างนี้เสมอ
อย่างเวลาดิฉันเรียกพลทหารเหมือนกัน
พลทหารเขาจะมีขีด 1-4 ถ้า
เป็นพลทหารหนึ่งดิฉันจะเรียกว่า Private
ถ้าเขาชื่อโจนส์ ก็จะเรียก Private Jones
ถ้าเป็นพลทหารสองดิฉันก็จะเรียก Private Two
หรือ PV 2
ถ้าเป็นพลทหารสามก็จะเรียก Private First Class
ถ้าเป็นพลทหารสี่ก็จะเรียก Specialist
ถ้าเขามียศเราจะต้องเรียกเขา
ถ้าไม่มียศเราก็เรียกเขา Private


          เหมือน Private Ryan ใน Saving Private Ryan

          ใช่ เหมือนกันเลย Private Ryan เขาเป็นพลทหาร
ซึ่งพลทหารนี่น่าสงสารนะ ต้องทำทุกอย่าง
ขอพูดหน่อยทำตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ดิฉันผ่านมาแล้ว
แต่งานอย่างหนึ่งที่จะไม่ยอมทำคืองานเผาอึ


          มีงานประเภทนี้ด้วยหรือคะ

          ตอนไปอยู่เกาหลีมันเป็นฤดูหนาว พื้นดินจะแข็งมาก
ตอนนั้นเอกชนเขายังไม่เอาห้องน้ำมาให้
เราก็ต้องเข้าห้องน้ำแบบธรรมชาติ อึเสร็จต้องกลบ
ทหารเขาเห็นว่ามันไม่สะอาด
เขาเลยให้ทุกหน่วยจัดทำห้องน้ำขึ้นมาเอง
โดยให้เอาถังน้ำมันใหญ่ ๆ 50 แกลลอนมาตัดครึ่ง
แล้วเอาไม้เจาะรูทำเป็นที่นั่ง
ทำเต็นท์ขึ้นมาแล้วเอาถังไปตั้งไว้ในพุ่มไม้
ทีนี้เวลากำจัดทำไง เอาไปทิ้งก็ไม่ได้ เลยต้องเผา
ซึ่งงานเผาอึนี่พวกจ่า พวกมียศเขาจะไม่เผา
เขาให้พวกพลทหารเผา

วิธีก็คือเขาจะเอาน้ำมันเบนซินใส่ลงไปแล้วจุดไฟ
แล้วเอาไม้ยาว ๆ ยืนกวนจนกระทั่งมันแห้งไปเอง
ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ เหม็นก็เหม็น
ดิฉันเลยต้องเอาตัวรอด คุยกับหัวหน้าเป็นการส่วนตัว
ดิฉันบอกเขาว่าการเผาอึมันไม่ดีสำหรับศาสนาพุทธ
ถ้าดิฉันโดนควันพวกนี้ฉันจะโชคไม่ดีตลอดชั่วชีวิตฉัน

แล้วดิฉันก็บีบน้ำตาร้องไห้ หัวหน้าเห็นว่าเราไม่เคยขี้เกียจหรืออู้งาน
เขาก็บอกโอเคยูไม่ต้องเผา
แต่ก็แปลกดีนะที่มีจีไอบางคนชอบเผาอึ
อาจจะเป็นเพราะมันอุ่น
เวลาเผาทีพวกจีไอจะมายืนห้อมล้อมกัน
คุยเรื่องตลกโปกฮากัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอากาศหนาว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการอู้งานกันเพราะเขาจะให้เวลาเผา 1 ชั่วโมง
แต่สำหรับดิฉันนี่ถ้าถึงเวลาเผาอึดิฉันจะไปไกลให้สุดกู่เลย
นี่คือตำนานเผาอึ (หัวเราะ)


          มีเรื่องประเภทนี้เยอะมั้ยคะ

          ดิฉันมีเรื่องตลก ๆ เยอะนะ
อย่างเวลาไปออกสนาม แต่ละหน่วยเขาจะมีลวดหนามกันบริเวณ
ถ้าคนต่างหน่วยจะเข้าไปในหน่วยอื่นจะต้องมีรหัสผ่าน
วันนั้นดิฉันได้รับวิทยุว่าหน่วยพยาบาลของดิฉัน
ต้องไปรับคนไข้ที่อีกหน่วยหนึ่ง ทีนี้คนขับรถไม่อยู่
หัวหน้าดิฉันเลยบอกมิลเลอร์ไปด้วยกัน
ซึ่งเขาจะต้องเป็นคนที่รู้รหัสผ่าน
แต่ด้วยความสะเพร่า หัวหน้าเกิดไม่รู้รหัสผ่าน
ทำไงล่ะ ต้องเอารถเข้าแล้ว
พอไปถึงก็จะเจอทหารเกาหลีหน้าตาถมึงทึง
ถือเอ็ม 16 จ้องเราอยู่ที่หน้าประตู
ดิฉันถามหัวหน้าว่ารู้รหัสผ่านหรือเปล่า
หัวหน้าบอกตายแล้วไม่รู้ แล้วจะทำไงนี่
จะขับกลับไปอีก 20 กิโลฯก็ไม่ทันแล้ว

ดิฉันก็บอกเอางี้ลงไปก่อนเผื่อมันจะไม่ถาม
ปรากฏว่ามันเอาปืนจ่อแล้วมันก็ถามเป็นภาษาเกาหลี
ว่า 'อีรุงตุงนัง' ดิฉันก็อะไรวะ แล้วก็มองหน้ากัน
พอมันพูดครั้งที่สองเราก็ไม่รู้อีก
พอมันถามครั้งที่สามก็ไม่รู้ ทำไงได้
ก็เลยตอบไปว่า 'รุงรังรุ่งริ่ง' (หัวเราะ)
หัวหน้ามองหน้าดิฉัน คงงงว่าดิฉันรู้รหัสได้ยังไง
เราก็ขยิบตาให้ใหญ่เลย
ซึ่งรหัสผ่านต่ออีรุงตุงนังมันคือ 'อารีรังริงริง'
มันคงฟังเป็นอย่างนั้น
เราก็เลยไปเอาคนไข้ออกมาได้

วันหลังหัวหน้าถาม...มิลเลอร์ถามจริงเถอะเธอรู้รหัสผ่านได้ยังไง
ฉันไปเปิดโค้ดดูไม่เห็นมี
ดิฉันเลยบอกหัวหน้าไปว่าก็เมคขึ้นมาไง
หัวหน้าบอกยูนี่ลื่นยังกับปลาไหล


          เรื่องความลำบากล่ะคะเป็นอย่างไรบ้าง

          น่าจะเป็นเรื่องความสะอาด
เพราะเขาจะจำกัดให้เราใช้น้ำ บางทีไม่ได้อาบน้ำเป็นอาทิตย์ ๆ
เครื่องแบบนี่ชุดหนึ่งใส่ 3-4 วัน
แต่ไม่ต้องกลัวเพราะทุกคนกลิ่นเหมือนกันหมด
ยิ่งถ้าไปอยู่ในทะเลทรายฝุ่นมันจะเยอะ
ดิฉันไปออกสนามทีกลับมาทีถูขี้ไคลปั้นช้างได้เป็นตัว ๆ



(ยังไม่จบ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ไอแอมเจ้ย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 686



เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:15:11 »


ป้า....ขออ่านต่อ เอาอีก กำลังมันส์ cheer
ขอบคุณมากค่ะคุณป้าช่างสรรหา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bye สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม  bye
rosy
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


« ตอบ #44 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:21:53 »


น่าภูมิใจแทนครอบครัว  ภู่สุวรรณ  ขอตบมือดังๆๆ cheer cheer cheer cheer cheer cheer cheer cheer cheer cheer
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #45 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:36:02 »



เย้!!! ดีใจที่ มีคนสนใจ
เรื่องนี้ค่อนข้างยาว..
แต่ป้าเห็นว่า เป็นเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจมากๆ
เพราะเป็นเรื่องราวของ ผู้ซึ่ง..ไม่เพียงแค่เป็นคนไทย
แต่เป็นผู้หญิงไทย

ซึ่งสำหรับ เจ้ย หรือ ป้า หรือ คนไทยทั้งหญิงชาย
หากได้มีโอกาสวิสาสะกับฝรั่งในต่างแดน
เรามักจะต้องระมัดระวังในภาพพจน์
ความรู้สึกที่ คนต่างชาติ มักจะมองและคิดเกี่ยวกับหญิงไทย
ในทางที่ เราจะรับรู้ด้วยความหงุดหงิดเสมอ

แต่เรื่องราวของคุณบุษบา
เราจะรู้สึกชื่นชม
ที่เธอเป็นผู้หญิงไทยที่มีความสามารถ
เข้มแข็ง อดทน จนเป็นที่ยอมรับ
อย่างน่าภาคภูมิใจร่วมไปกับเธอด้วย

เดี๋ยวรออ่านตอนต่อไปได้เลย....



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ไอแอมเจ้ย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 686



เว็บไซต์
« ตอบ #46 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:48:41 »


เหอๆ หนูรอม่ายล่าย สายไปเสียแล้วป้าจ๋าป้า

มันส์จัด อดใจไม่ไหว หนูดอดแอบไปอ่านจบมาแย๊ว umm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bye สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม  bye
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #47 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:50:01 »


อยากให้เจ้ยเป็นทหารสวีเดนเป็นคนแรกสักคน รีบสมัครเร็วๆ
ยังไม่เคยมีผู้หญิงไทยเป็นทหารของสวีเดนเลย ฟ้าหญิงวิคทอเรียยังเคยไปเป็นทหารเกณฑ์
เจ้ยศรีก็ต้องทำได้...เอิ้กกก

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« ตอบ #48 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 22:54:02 »



เป็นทหารนี่เรื่องความสวยคงไม่ต้องพูดถึงเลยใช่ไหมคะ

          ดิฉันจะมีอุปกรณ์เสริมสวยประจำตัว เป็นสีเขียนหน้า สีเขียว ๆ ทำจากสมุนไพร
เข้าป่าทีไรต้องทาหน้า แล้วจะมีเทคนิคในการทาด้วย
จะมี 3 สีคือ สีเขียวจาง ๆ เขียวเข้ม และสีดำ
จะใช้สีไหนขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ที่เราอยู่เป็นยังไง
ถ้าเป็นทะเลทรายจะใช้สีหนึ่ง ถ้าเข้าป่าก็จะใช้สีหนึ่ง
แล้วก็จะมีกิ่งไม้ติดอยู่บนหมวก คนจะไม่รู้เลยว่าเราอยู่ตรงนั้น
เหมือนในหนังที่เราเห็นนั่นแหละค่ะ
บางทียังนึกโมโห ทหารพยาบาลต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ
แทนที่จะได้ใส่ชุดขาว โมโหไปถึงไอ้คนที่มันใส่โค้ดให้เรา (หัวเราะ)

เรื่องแต่งตัวพรางตัวนี่มีอีกนะ ดิฉันเคยถูกส่งไปอยู่คูเวต
ตอนที่อิรักบุกคูเวต เป็นสงครามจริง ๆ รบกับซัดดัม ฮุสเซนจริง ๆ
ดิฉันไปอยู่ 6 เดือน เราทำงานตามปกติของพยาบาล
แต่เราใส่ชุดคอมแบท
ลำบากที่สุดคือเราต้องใส่ชุดกันแก๊สแม้กระทั่งเวลานอน
มันร้อนมาก อึดอัดมาก
เขาจะมีสัญญาณบอกเป็นระยะว่าถอดออกได้
ดิฉันเองรู้สึกหายใจไม่ออก
ต้องแอบเข้าไปในห้องน้ำบ่อย ๆ เพื่อถอดหน้ากาก
เพื่อนสงสัยบอกเอ๊ะทำไมยูเข้าห้องน้ำบ่อยจัง
เราต้องโกหกว่าท้องเสีย


          มีการทำงานครั้งไหนที่รู้สึกว่าโหดสุด ๆ บ้างไหมคะ

          โหดทุกที่แหละ มันเหนื่อย บางทีฝึกมาจนเหนื่อยไม่มีแรง
แต่เราก็มีงานที่ต้องทำอีกมากมาย หลายอย่างที่ประดังเข้ามา
อย่างบางทีเราส่งรถพยาบาลออกไปหมดแล้ว
ไม่เหลือทหารอยู่กับเราเลย พอคำสั่งมาจะให้เราทำอะไรก็ต้องทำ
ทุกอย่างมันโหดหมด


          ตลอดระยะเวลาที่เป็นทหาร นอกจากวันพักร้อนปีละ 30 วันแล้ว
คุณมีเวลาอื่นที่เป็นส่วนตัวบ้างมั้ยคะ


          ไม่มีแล้ว แม้กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ของดิฉันก็เป็นเวลางานทั้งหมด
เวลาที่เราเซ็นสัญญากับเขา เขาจะระบุไว้ว่าเวลา 24 ชั่วโมงของเราเป็นของประเทศชาติ
แล้วจะมีเตรียมพร้อมบ่อยมาก พอเตรียมพร้อมทีเราก็เครียด
ต้องทำทุกอย่าง ทำสารพัด เราต้องสั่งงานคนโน้นสั่งงานคนนี้
มันหนักไปทุกอย่าง งานมันเร่ง มันมีออกสนามทุกเดือน


          แล้วชีวิตส่วนตัวคุณล่ะคะ คุณมีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้างหรือเปล่า

          เมื่อก่อนถ้าดิฉันต้องออกสนาม เขาก็อยู่บ้าน ดิฉันก็ไปทำงาน
เขาทำงานเป็นวิศวกร แต่ตอนหลังเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน
แยกทางกัน ดิฉันก็เลยทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงาน


          แล้วเวลารู้สึกเหนื่อยหรือท้อจากการทำงาน คุณมีใครเป็นกำลังใจให้คะ

          กำลังใจเหรอ...เมื่อไหร่ที่ท้อนี่ดิฉันจะคิดว่าเราทำมาสิบปีแล้วนี่
ถ้าเราขอลาออกตอนนี้เราไม่ได้อะไรเลย
แล้วอายุขนาดนี้เราจะไปทำงานอื่นมันก็ต้องเริ่มจากชั่วโมงละ 6 เหรียญ
ตอนนั้นเราได้เงินเดือนพันห้าร้อยพันหกร้อยเหรียญเราอยู่ได้อย่างสบาย
อาหารฟรีสามมื้อ ที่พักเขาก็จ่ายให้หมด
ซึ่งถ้าเราท้อแท้เราไม่ได้อะไรเลย

ถ้าอยู่ข้างนอกไหนจะค่าอพาร์ตเม้นต์ เจ็บป่วยขึ้นมาแล้วเราจะเอาจากไหน
อยู่ที่นี่เขาให้เราทุกอย่าง เพียงแต่เราต้องทุ่มเทกำลังกายให้กับเขา
ให้สมกับที่เขาให้เงินเรา


          ช่วงนั้นเคยคิดอยากกลับมาอยู่เมืองไทยบ้างมั้ยคะ

          อยากกลับค่ะ แต่ก็เพียงได้แต่คิดเท่านั้นแหละ มันเหนื่อย
จนกระทั่งคิดว่าเรามาทำอะไรนี่
บางทีเราเอาทหารวิ่ง มันเนื้อยหนื่อย เหงื่อไหลซก
เขามันก็สูงชันเราจะขึ้นไปได้ยังไง บางทีก็คิดว่าเราวิ่งไปทำไม
วิ่งเพื่ออะไร หรือไม่บางทีเพลียมาก ๆ ก็นั่งสัปหงก
ทุกคนเขาหลับกันหมดเราเป็นหัวหน้าต้องเดินตรวจเวรตรวจยาม
มันเรื่องอะไร หนาวจะตายชัก ร้อนจะตายชัก
มันเรื่องอะไร เราทำเพื่ออะไร


          แล้วได้คำตอบหรือเปล่าคะ

          ก็เพื่อตัวเอง เพื่อชีวิตของเรา เพื่อความอยู่สบายในวันข้างหน้า
เพราะถ้าเราทำครบยี่สิบปีเขาก็ต้องเลี้ยงเราตลอดชีวิต
เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราทำมาถึงขนาดนี้เราจะถอยหลังได้ยังไง
เราต้องสู้ต่อไป ในเมื่อเรามีงานการันตีอยู่แล้ว
เราก็ทำตามรอยที่เขาให้ไว้ เขามีตำราทุกอย่างให้ไว้ เราก็ทำ


          ต้องฝึกหนักตลอด คุณเคยรู้สึกท้อบ้างมั้ยคะ

          อย่างที่บอกบางทีมันก็ท้อ
แต่มันชื่นใจตรงที่ว่าเวลาเราแต่งเครื่องแบบนี่
เวลาคนอเมริกันทั่วไปเขาเห็นเขาจะชอบ
เขาจะเข้ามาถามเข้ามาคุยเลยว่าฝึกหนักไหม
เพราะพวกเราทำให้เขาไม่ต้องมีการเกณฑ์ทหารเกิดขึ้น
เขาจะถามว่าไปประเทศโน้นประเทศนี้เหนื่อยมั้ย

บางคนเห็นเราตัวเล็กเขาก็จะบอก โอ้โฮ...ยูสู้ได้นะ ยูทนได้นะ
ยูแบกปืนไหวเหรอ ...
เอ็ม 16 น่ะดิฉันต้องแบกซึ่งมันหนักประมาณ 6 กิโลฯ
บางทีต้องวิ่งทั้งเอ็ม 16 สะพายก็ไม่ได้
ต้องชูวิ่งเป็นกิโลฯ ๆ หรือว่าใส่เป้เสียบก็ไม่ได้ต้องถือ
เครื่องแต่งตัวก็ต้องเต็มไปหมดเลย
ยังนึกเลยว่าจะไปสู้กับศัตรูเขาได้ยังไง
เครื่องแต่งตัวเยอะห้อยรุงรังเต็มไปหมด
คนอเมริกันเขามีลูกหลานเขายังอยากให้มาเป็นทหารเลย
คุณจะเห็นเด็กบางคนพอจบไฮสคูลปุ๊บมาเป็นทหาร
ยี่สิบปีออกไปอายุแค่สามสิบห้ายังหนุ่ม
ไปหางานทำได้อีกเช็กหนึ่ง ก็เป็นสองเช็ก เขาก็สบาย

ทหารนี่เป็นอาชีพที่ดูถูกกันไม่ได้ คนอเมริกันเขายกย่องทหารและให้เกียรติมาก


          นอกจากอาชีพทหารจะทำให้ชีวิตคุณสบายขึ้นแล้ว
คุณยังช่วยเหลือทางบ้านได้อีก


          ดิฉันจะส่งเงินมาให้คุณพ่อคุณแม่และน้อง
เพราะถ้าออกสนามเงินเดือนดิฉันแทบไม่ต้องใช้
เบี้ยเลี้ยงบางทีเป็นหมื่น อาหารก็ฟรี


          คุณรู้สึกว่าตัวเองรักการเป็นทหารตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

          ความจริงก็คงจะชอบมานานแล้ว แต่มันไม่ได้ออกมาให้เห็น
ตอนหลังพอฝึกบ่อย ๆ เริ่มชิน เอ๊ะชักจะชอบเข้าไปในสายเลือด
ยิงปืนก็สนุก โดดร่มก็สนุก ไปรูดก็สนุก (รูดคือรูดเชือกลงจากเฮลิคอปเตอร์)
ไปไหน ๆ ก็สนุก พอบอกว่าออกสนามดิฉันจะชอบมาก
ดิฉันจะรีบแพ็กกระเป๋าเลย เพื่อนยังบอกว่ายูน่ะโรคจิต
บางทีเราก็นอนกอดปืนดูดาวอยู่กลางป่า
พอคนเขาหลับกันหมด เรายังต้องเดินท่อม ๆ ตรวจโน่นตรวจนี่ แต่เราก็ชอบ
แปลกไปอย่าง ไม่นึกว่าจะมาเป็นทหารอเมริกันเดินตามป่าตามเขา
แต่เราก็ทำมาได้


          ชีวิตทหารของคุณนี่มีทุกรสชาติเลยนะคะ

          ค่ะ อย่างที่บอกเศร้าก็มี สนุกก็มี บางทีหมดแรง ตอนประชุมนั่งสัปหงกก็มี ด้วยความเหนื่อยไง


          ในฐานะที่คุณเป็นทหารอเมริกันมาถึง 20 ปี
ถ้าให้เปรียบเทียบถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อวงการทหารไทย คุณมีความคิดเห็นอย่างไรคะ


          ดิฉันไม่อยากออกความเห็นเพราะว่าคนไทยด้วยกัน
จะหาว่าเราไปอยู่เมืองนอกแล้วไปเอาอะไรเขามา
ความหนักมันเทียบกันไม่ได้ ความเคารพกันก็ไม่เหมือนกัน
อย่างดิฉันเป็นคนสัตหีบ แถวนั้นทหารเรือจะเยอะ
วันหนึ่งดิฉันจะไปโรงพยาบาลซึ่งวันนั้นมีการตรวจร่างกายทหารเกณฑ์
ก็จะมีทหารเกณฑ์นั่งเต็มไปหมด
ดิฉันเห็นทหารชั้นสัญญาบัตรเดินผ่านมา เขาก็ยังนั่งสูบบุหรี่กันเฉย

คุณรู้มั้ยถ้าเป็นทหารอเมริกันถ้าเห็นนายทหารเดินปุ๊บ
ไม่ว่าจะยศอะไรก็แล้วแต่ รู้จักหรือไม่รู้จัก
ทุกคนจะยืนตรงทำความเคารพ
แล้วนายทหารเขาจะบอก โอเคนั่งลงได้ เขาถึงจะนั่งลง
แล้วเขาจะมีระเบียบของเขา ผมเขาจะสั้นตลอดเวลา
และจะเป็นอัตโนมัติเลยว่าพอออกนอกตึกปั๊บเขาจะใส่หมวกทันที
ดิฉันไม่เห็นทหารเมืองไทยใส่หมวก
และระเบียบวินัยไม่มี
เวลายืนพูดกับผู้บังคับบัญชา ดิฉันเห็นยืนคุยธรรมดา แต่ที่โน่นไม่ใช่


          นี่คือสิ่งที่เห็นกันง่าย ๆ แล้วสัมผัสได้

          ใช่ ดิฉันรู้สึกเลย ยกตัวอย่างการทำงานเหมือนกัน
อย่างที่บอกวันหนึ่งเขามีการเข้าแถวถึงสี่ครั้ง ไม่มีการโดดร่ม
ไม่มีมาเซ็นชื่อแล้วก็ไป
ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามทหารอเมริกันไม่มี ฝึกก็คือฝึก
หนีฝึกไม่มี ฝึกหนัก ดิฉันไม่ได้คุยเว่อร์ แต่มันเป็นจริง
ถึงได้บอกทหารไทยมีมั้ยที่ได้ออกสนาม ไม่มี
ทหารไทยมีมั้ยจะวิ่งกันทุกเช้า
ดิฉันอยู่ในเขตทหารเรือทุกเช้าไม่เห็นมีวิ่ง
คุณลองไปดูในทหารอเมริกันไม่ว่าจะเป็นค่ายไหนในสหรัฐฯ
ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหนก็แล้วแต่
หกโมงเช้าทุกคนต้องออกมาวิ่งไม่ว่าจะยศตั้งแต่พลทหารจนถึงนายพล
ถ้าคุณไม่วิ่งก็ต้องไปเอาใบหาหมอมาแสดงว่านี่ฉันวิ่งไม่ได้เพราะอะไร




(มีต่อ...)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ไอแอมเจ้ย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 686



เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: เมษายน 11, 2007, 23:03:31 »


อยากให้เจ้ยเป็นทหารสวีเดนเป็นคนแรกสักคน รีบสมัครเร็วๆ
ยังไม่เคยมีผู้หญิงไทยเป็นทหารของสวีเดนเลย ฟ้าหญิงวิคทอเรียยังเคยไปเป็นทหารเกณฑ์
เจ้ยศรีก็ต้องทำได้...เอิ้กกก

 

โอ๊ย...เดาะ  :shy:

"อย่า เว่า ให่ หนู คึด ยาก หลาย ลุง"

(อย่าพูดให้หนูคิดมากไปเลยลุงเอ๋ย)

คนกำลังสุขใจอยู่กับช่วงวัยเจริญพันธุ์

ขอเวลาหน่อยก็แล้วกันค่ะลุง ไม่แน่นะ

เผื่อเจ้ยผลิตทายาทไว้สืบสันดานได้แล้ว

สักวันหนึ่ง อาจจะเป็นวันนั้น แฮ่ะๆ เอิ๊ก


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bye สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม  bye
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: