ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 23, 2013, 02:19:18
92,768 กระทู้ ใน 7,435 หัวข้อ โดย 8,933 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: PhoMo6Z
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เรื่องราวดีๆของคนไทย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 5 6 [7]
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวดีๆของคนไทย  (อ่าน 93191 ครั้ง)
Tawatrata
น้องวัช
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 216



« ตอบ #150 เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 17:35:27 »


แปลกครับ  เรื่องดีดี แบบนี้ สื่อสารมวลชน ที่มีเกียตริ ทั้งหลายทำไม นำเสนอ  น้อย มากๆๆๆๆ  ป้าเสลา สุดยอด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #151 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 10:58:30 »



วันนี้มีโอกาสได้อ่านเจอเรื่องราวของคนไทยที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง
ผู้เริ่มต้นจากนักเรียนทุนยากจน แต่เป็นคนไทยที่มีคุณสมบัติอย่างที่องค์การนาซ่าต้องตามหาอยู่ถึง 3 ปี
จึงจะพบและมอบทุนให้เขาเรียนจนจบด็อกเตอร์




ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ ... คนวางหมากบนกระดานชีวิต



ภาพจาก การบรรยายเรื่อง องค์กรที่เรียนรู้อย่างมีความสุขแบบวิถีพุทธ
จัดขึ้นโดยทีมงานจัดการความรู้ มจธ. (KMUTT KM Team)
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 ณ ห้องประชุมจำรัส ฉายะพงศ์


แต่ละย่างก้าวในชีวิตที่ไม่รู้แน่ว่าจะชักพาไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลว
เชื่อแน่ว่าแต่ละคนให้ความสำคัญกับมันแตกต่างกัน
ในขณะที่หลายคนปล่อยปละชีวิตตามโชคชะตา
กลับมีบางคนมุ่งมั่นที่จะเดินไปข้างหน้าให้ได้ตามเส้นทางที่ตนกำหนด

ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ คนไทยที่มีคุณสมบัติอย่างที่องค์การนาซ่าต้องตามหาอยู่ถึง 3 ปี
จึงจะพบและมอบทุนให้เขาเรียนจนจบด็อกเตอร์
ตลอด 7 ปีที่ทำงานอยู่กับนาซ่า หรือรวมแล้ว 10 ปีที่อยู่อเมริกาทำให้เขาได้สั่งสมประสบการณ์มากมาย
จนถึงวันหนึ่งเขาก็หิ้วกระเป๋ากลับมาเมืองไทย เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ปัจจุบันเขาตั้งบริษัทชื่อ อริยชน ตัวเขาเองทำหน้าที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษา
เน้นในด้านการบริหารองค์กรและระบบบริหารจัดการให้กับองค์กรขนาดใหญ่และกลางหลายแห่ง
เช่น ปูนซิเมนต์ไทย , แบตเตอรี่ 3K , บริษัทไทยเทพรส และทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินและตรวจยุทธศาสตร์
ให้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงแรงงาน และนอกเหนือจากเวลาเหล่านี้
เขายังเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานให้กับพนักงานบริษัทและบุคคลทั่วไป

ในวัยที่ย่าง 46 ปี หากถามเขาถึงหลักกิโลและเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาว่า
เป็นเพราะความบังเอิญชักพาให้เป็นไปหรือเปล่า เขาจะตอบว่า "ไม่"
และจะสำทับอย่างอารมณ์ดีว่า "เรื่องอย่างนี้ไม่มีฟลุ๊ค"
ฉะนั้นเมื่อบวกทั้งมุมมองวิธีคิด หยาดเหงื่อแรงงาน และมันสมองที่เขาคอยลับให้แหลมคมอยู่เสมอ
คำหนึ่งที่หลุดออกมาระหว่างสนทนาบ่อยครั้งคือ ผมเป็นนักวางยุทธศาสตร์...

"วิธีคิดของผมไม่ค่อยเหมือนใครตั้งแต่เล็กแล้ว ผมมองอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า "what if" หรือ "ถ้า"
ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำยังไง แล้วถ้าไม่ใช่ละจะทำยังไง จะมอง what if ตลอด
มองทางแยก ผมคิดนะว่าเวลายืนอยู่หน้าประตู แค่เลือกจะเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวาชีวิตผมเปลี่ยนได้เหมือนกัน
ซึ่งในเมื่อทางเลือกเป็นสิ่งสำคัญทำไมเราไม่เลือกวางแผนตั้งแต่ต้นว่าเราจะไปทางไหน"

หลังจากจบปริญญาตรีทางด้านเคมีเทคนิคจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.วรภัทร์ตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
โดยขอทางบ้านเฉพาะเงินค่าตั๋วเครื่องบินก่อนจะไปตายเอาดาบหน้า
ด้วยการหางานประเภทล้างจานหรือแม้กระทั่งเป็นโชเฟอร์ขับรถแท็กซี่ในนิวยอร์กหาเงินส่งตัวเองเรียน
โดยมีคุณปู่เป็นแรงบันดาลใจอย่างที่เขาพร่ำบอก กับตัวเองในยามลำบากว่า
ขนาดปู่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากไหหลำยังสามารถเติบโตร่ำรวยขึ้นมาได้เลย เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องทำได้

ซึ่งแม้จะออกตัวว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่ไม่นานเขาก็หาทุนเรียนได้จนจบปริญญาโททางด้านวิศวกรรมวัสดุศาสตร์

"ผมโง่มาตั้งนานตอนอยู่จุฬาฯ ผมได้ 2.6 เอง
แต่พอไปอเมริกาแล้วผมไปจับหลัก how to learn หรือ วิธีเรียนรู้
ไปเจออาจารย์พูดไม่เก่ง สุดยอดพูดคือไม่ต้องพูด
ในเมื่อเขาพูดไม่เก่งเราก็ต้องตั้งคำถามเก่ง คือผมไปแหย่แกถามแกว่าอันนี้อะไร ๆ
มันอยู่ที่การตั้งคำถามของเราต่างหาก"


เรียนปริญญาโทอยู่ 2 ปี พอจบก็เกือบที่จะต้องเก็บกระเป๋ากลับเมืองไทยอยู่แล้ว
หากไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาชาวอินเดียที่ดร.วรภัทร์ฝากตัวใกล้ชิดพาไปรู้จักกับองค์การด้านอวกาศที่ชื่อว่านาซ่า


"จบโททำงานที่นาซ่า เผอิญเขาต้องการคนอย่างผมอยู่พอดี
คือหนึ่ง จบตรีวิศวะเคมี สอง ปริญญาโทด้านโลหะ สาม มีความรู้ด้านชีววิทยา
ซึ่งตอนเรียนปริญญาโทผมศึกษาเรื่องเหล็กดามในกระดูกคน
แล้วตอน มศ. 5 ผมก็เป็นประธานชมรมชีวะของเซนต์คาเบรียล ได้ชีวะ A หมดเลย
อีกข้ออย่างคือต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนสาขามาเป็นวิศวกรเครื่องกล เขาจะให้เรียนต่อเอกทางนี้"


"กลางวันทำงาน ตอนเย็นก็ไปเรียน เรียนด็อกเตอร์อยู่ 7 ปี
ที่นานเพราะเปลี่ยนสาขาเลยต้องปรับพื้นฐานเยอะ ต้องเรียนเซรามิกด้วย
เขาเรียกผมจับฉ่ายวิศวกร เพราะคนที่จะเป็นดีไซเนอร์ออกแบบอะไรใหม่ ๆ ได้มันต้องรู้วิศวกรครบทุกสาขา
เขาต้องการคนที่รู้รอบพุง อย่างผมนี่เขาหามา 3 ปี"


การเป็นแค่นักศึกษาปริญญาโทที่ทำงานท่ามกลางคนระดับด็อกเตอร์ในองค์การนาซ่าเป็นเรื่องกดดันสำหรับเขา
แต่เขาก็ฟันฝ่ามาจนได้ ยิ่งไปกว่านั้นช่วงอยู่ที่นาซ่า 7 ปี
เขาก็ยังไปคว้าได้รางวัลจากงานวิจัยเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่น จึงทำให้เขากลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

เหตุการณ์ที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ก็เปลี่ยนบทบาทเขาจากโรบินฮู้ดสัญชาติไทยที่ดิ้นรนหาส่งเงินตัวเองเรียน
มาเป็นวิศวกรมือรางวัลขององค์การนาซ่า เมื่อเป็นดังนั้นเรื่องฐานะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
เรียกว่าเข้าขั้นอยู่ได้อย่างสบาย ณ ตรงนั้น


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #152 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 11:01:40 »



...แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย
ด้วยเหตุผลที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่ชราลงทุกวัน
อีกทั้งก็ตามคนรักกลับมาเมืองไทย นอกจากนี้คือไม่อยากอยู่ใช้ชีวิตบั้นปลายเป็นคนแก่เหงา ๆ ที่อเมริกา

"กลับมาอยู่เมืองไทยรายได้เปลี่ยนเลย แต่ผมคิดอย่างนี้ว่าคนจน ๆ งี่เง่าอย่างกูไปเหยียบอเมริกาโดยเริ่มต้นจากศูนย์
ภายใน 10 ปีกูสามารถสร้างฐานะที่อเมริกาได้ ด้วยสมองอย่างกู อยู่เมืองไทยสิบปีกูก็ต้องมีได้"

ส่วนลู่ทางที่จะพาไปให้ถึงเป้าหมาย เขาวางไว้แล้วว่าจะต้องเริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์ก่อนอื่น

"ผมมองอย่างนี้ว่าที่สูงเท่านั้นจึงจะเห็นรอบตัว
เพราะฉะนั้นถ้าผมเข้าไปทำงานในโรงงานใดโรงงานหนึ่งเท่ากับผมเข้าหุบเขาไปเลย ชีวิตผมอับเฉาทันที
ยกตัวอย่างคุณไปอยู่โรงงาน A คุณก็ต้องไปอยู่กับเขาจันทร์ถึงเสาร์
คุณจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากโรงงาน A แล้วคุณจะวุ่นวาย เหมือนหนูเข้าไปปั่นอยู่ในถัง
และเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนอายุ 40 กว่า คุณก็พบว่าคุณไปไหนไม่ได้
คุณก็กลายเป็นขี้ข้าให้กับคนตระกูลหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท อย่างนั้นคุณเสร็จเลย"

ดังนั้น ดร.วรภัทร์จึงเริ่มจากวางยุทธศาสตร์ชีวิตของตัวเองเมื่อย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย
ด้วยการยอมรับเงินเดือน 7,000 บาทสำหรับตำแหน่งอาจารย์ที่จุฬาฯ



"จากนั้นก็วางแผน วางมาร์เก็ตติ้งว่าทำยังไงคนอย่างผมจะได้เป็นที่ปรึกษาใหญ่
ตะกายดาวแต่ต้องตะกายดาวอย่างมียุทธศาสตร์ ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าสันดานตัวเองเป็นยังไง
จากนั้นผมนั่งเช็คคนในวงการ อาจารย์ที่ดัง ๆ ในประเทศไทยมีกี่คน
คนไหนใกล้เกษียณ แล้วเขามีลูกศิษย์ไว้กี่คน นั่นคือผมคำนวณแล้ว"


การวางแผนที่ชีวิตอย่างเป็นระบบของดร.วรภัทร์ ทำให้เขาก้าวหน้าไปอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนที่วางไว้

"พอวิชา Quality กำลังจะบูม คนเก่งวิชานี้ในเมืองไทยเด่น ๆ มีไม่เกิน 5 คน
แต่เนื่องจากมาร์เก็ตมันใหญ่ ทำไมเราไม่เป็นคนที่หก
แล้วผมก็มานั่งดูจุดอ่อนของทั้ง 5 คน เขาเรียนจบทางด้านวิศวะอุตสาหการ ไม่รู้ทางด้านเคมี
ไม่รู้ทางด้านเครื่องกล รอบรู้สู้ผมไม่ได้
ในขณะเดียวกัน พอทำตรงนี้ได้ที่ปั๊ปก็อย่าประมาท
ศาสตร์ทางด้าน Management ตัวใหม่ ๆ มาเรื่อย ๆ คอยเปิดหูเปิดตา และคบเด็กเสมอ
อย่างเกม Raknarok ผมยังเล่นเลย ต้องอย่าสร้างแก๊ป"


ซึ่งไม่เพียงเป็นนักเล่นเกมคอมพิวเตอร์ตัวยงเท่านั้น
สมัยก่อนหากมีเวลาว่างเขาชอบเล่นบริดจ์ หมากรุก อ่านนิยายกำลังภายใน
ศึกษาประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังคลั่งไคล้ในการดูฟุตบอลด้วย

"เวลาดูฟุตบอลผมไม่ได้เชียร์ข้างไหน ผมดูว่าถ้าผมเป็นโค้ชผมจะแก้เกมส์ยังไง
อย่าลืมนะนักยุทธศาสตร์ต้องดูเรื่องการแก้เกม เรื่อง Management
ถ้าผมเป็น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผมจะทำยังไง ถ้าเป็นโรนินโญ่ช็อตนี้จะทำยังไง
แล้วในนัดต่อไปผมจะทำยังไงต่อ ผมจะมองในแง่ Strategy"


ซึ่งในแง่นี้เกมกับชีวิตก็ไม่ต่างกันที่ ดร.วรภัทร์ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไป
และเขามักจะมองอะไรข้ามช็อตเสมอ

 
ภาพจาก การบรรยายเรื่อง องค์กรที่เรียนรู้อย่างมีความสุขแบบวิถีพุทธ
จัดขึ้นโดยทีมงานจัดการความรู้ มจธ. (KMUTT KM Team)
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 ณ ห้องประชุมจำรัส ฉายะพงศ์



"เหมือนเวลาสอนลูกศิษย์ อาจารย์บางคนชอบด่าลูกศิษย์แหลกลาญ
แต่ผมไม่ใช่นะ ผมไม่รังแกลูกศิษย์ ผมสอนเต็มที่และก็แทบจะรู้ก่อนสอบแล้วใครเกรด A เกรด B
ใครที่ B ผมก็ช่วยให้เขาได้ A ลองคิดดูสิว่ามันจะรักคุณมั้ย
แล้วเดี๋ยวนี้พวกนี้ไปนั่งในบริษัทใหญ่ ๆ 15 ปีผ่านไป
ลูกศิษย์ผมตอนนี้ก็อายุ 35 อายุขนาดนี้จะไปอยู่ตำแหน่งไหนล่ะ
คือเป็นตัวชงเรื่องแล้วไง กำลังเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจว่าจะเชิญใครเป็นที่ปรึกษา
ซึ่งอย่างนั้นแล้วมันจะบอกบอสให้เชิญใครล่ะ"


ดร.วรภัทร์ยืนยันว่าเรื่องพวกนี้เขาคำนวณไว้แต่แรก
ซึ่งในแต่ละจังหวะชีวิตเขาจะมองไปข้างหน้าในระยะ 5 ปี 10 ปีตลอด
และสำหรับตอนนี้เขามองยาวไปถึงบั้นปลายชีวิตทีเดียว
โดยหาที่ทางให้ตัวเองเสร็จสรรพ...ว่าเขาจะไปอยู่ "วัด"

"ปณิธานผมอยู่ที่นิพพาน ผมมองว่าไม่ต้องถึงกับจนแต่ก็ไม่ถึงกับรวย
มีเวลาส่วนหนึ่งไปปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นการลงทุนข้ามชาติ

นักวางกลยุทธ์อย่างผมมองข้ามช็อตเลย โลกหน้ามีไม่มีไม่รู้
แต่ในแง่การบริหารความเสี่ยง ถ้าเกิดมีแล้วไม่ทำอะไรเลย...ซวย
หรือถ้าไม่มีก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย กูกับมึงก็เท่ากันคือไปอยู่ในหลุม แต่โอกาสที่มันมีมันสูง
ยิ่งมานั่งกรรมฐาน ความเชื่อมั่นผมร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าชาติหน้ามีแน่นอน"


แม้จะวางแผนข้ามชาติข้ามภพไปแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับการปฏิบัติธรรม ดร.วรภัทร์ ยอมรับว่าสิ่งที่ได้รับตอนนี้คือ...ความสุข

ทุกวันนี้ ดร. วรภัทร์ ยังคงไปทำงานตามบริษัทที่รับให้คำปรึกษาตั้งแต่วันอังคารถึงวันศุกร์และนับไปถึงวันเสาร์ในบางสัปดาห์
ควบคู่ไปกับการปฏิบัติภาวนาและดูแลเว็บไซต์ managerroom.com
ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้นคือเวลาที่เขามอบให้กับครอบครัว โดยเฉพาะกับลูกสาวทั้งสองคนที่อยู่ในวัยร่าเริง

สำหรับมุมมองที่มีต่อชีวิต หากถามนักยุทธศาสตร์เช่นเขา เขาให้ความเห็นว่า

"นักยุทธศาสตร์จะมองชีวิตในแง่ Effective ในแง่ Efficiency
จะมองชีวิตคล้าย ๆ จะ think out the best จากมันให้ได้ ทำอย่างไรให้ดีที่สุด
ทำอย่างไรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า แต่ละชั่วโมงที่ผ่านไป ผมต้องถามตัวเองตลอดว่าวันนี้ได้อะไร"


2005-02-14




ที่มา http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9480000020910
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #153 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 11:08:34 »



ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ จากรายการเจาะใจ





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #154 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 11:15:02 »



ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ จากรายการเจาะใจ




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #155 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 11:18:55 »



ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ จากรายการเจาะใจ






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #156 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 11:29:37 »



ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ จากรายการเจาะใจ





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #157 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 17:45:16 »




ตามข่าวที่เกิดเมื่อ 5 ส.ค. 53 ที่ผ่านมา
เหตุการณ์สาวท้องแก่ช่วยจับโจรครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ สน.หลักสอง
ได้รับแจ้งจาก น.ส.ธิติมา ยุราวรรณ อายุ 33 ปี ว่ามีวัยรุ่นจี้ชิงรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์
ขณะออกจากห้างโลตัส บางแค จึงนำกำลังออกติดตามและเข้าสะกัด

จนในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้ได้ ที่หน้าปากซอยตลาดสินเนรมิต ถ.เศรษฐกิจ แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ
ทราบชื่อต่อมาคือนาย นายวรวุฒิ  งามตรง หรือแบงค์ และ นายธำรงค์  ทองอินทร์ หรือเต้ย

ซึ่งนายวรวุฒิให้การรับสารภาพว่า ตนได้รับใบสั่งมาจากนายชัยซึ่งเปิดอู่ซ่อมรถบังหน้า ให้ติดตามหารถรุ่นดังกล่าว
โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 50,000บาท ซึ่งตนก็ได้ติดตามรถคันดังกล่าวเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้วก่อนจะลงมือ

จากการสอบสวนน.อ.หญิงอังคณา บุญยงค์ อายุ 54 ปี เจ้าของรถให้การว่า
ก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้ายขึ้นไปแอบอยู่ในรถ หลังจากที่ตนเปิดประตูด้วยรีโมท
จากนั้นคนร้ายได้ใช้มีดพกจี้บังคับให้ขับรถออกไป เมื่อสบโอกาสคนร้ายเผลอ ตนจึงเปิดประตูหนีออกมา

จากนั้นจึงวิ่งไปขวางหน้ารถ ก่อนที่จะตะโกนร้องขอความช่วยจากชาวบ้าน
และเป็นจังหวะเดียวกันกับ น.ส.ธิติมาได้ยินเสียงจึงขับรถเขามาสอบถาม
พร้อมทั้งขอเลขทะเบียนรถของตน จากนั้นจึงขับรถติดตามคนร้ายไป
โดยระหว่างทางน.ส.ธิติมาได้โทรศัพท์ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและวิทยุ จส.100 เพื่อช่วยติดตามสกัดจับ
โดยน.ส.ธิติมา ขับรถมาจนเจอรถคันดังกล่าว บริเวณถนนพุทธมณฑล สาย 1
จึงขับติดตามไปจนกระทั่งไปคลาดกันที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ /u]


รายงานแจ้งว่าน.ส.ธิติมา ยุราวรรณ ผลเมืองดีที่ช่วยขับรถติดตามคนร้ายนั้นได้ตั้งครรภ์ 9เดือนแล้ว
และมีกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วัน

>



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #158 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 18:02:18 »



... วันนี้ (12 ส.ค.) ที่ รพ.พญาไท 3 ถ.เพชรเกษม
น.ส.ธิติมา ยุราวรรณ อายุ 33 ปี ฮีโร่สาวท้องแก่
ที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจจนสามารถติดตามจับกุมคนร้าย
ที่ก่อเหตุชิงรถยนต์ ได้คลอดบุตรชาย
เมื่อเวลา 09.29 น. ท่ามกลางสามีและครอบครัว
รวมทั้ง น.อ.หญิง อังคณา บุณยงค์ อายุ 54 ปี
ทหารเรือนอกราชการ ที่ น.ส.ธิติมาเคยให้การช่วยเหลือที่มาให้กำลังใจ
รวมทั้งสื่อมวลชนทุกสำนักที่มาคอยติดตามถ่ายภาพทำข่าวอย่างใกล้ชิด


นายสมชาติ วิจิตราการลิขิต อายุ 36 ปี สามี น.ส.ธิติมา
เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ภรรยาคลอดลูกชายคนที่สองให้
ลูกชายคนนี้ คุณยายของเขาได้ตั้งชื่อให้ว่า “ด.ช.สิรวิชญ์”
ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นเลิศทางปัญญาและความดี
ส่วนชื่อเล่น ให้ชื่อ “น้องฮีโร่” ตามที่ภรรยาตั้งใจไว้
       
   

น.ส.ธิติมา พร้อมด้วยสามี และน้องไตเติ้ล ลูกชายคนโต กับ " น้องฮีโร่" สมาชิกใหม่ของครอบครัว


   “ครอบครัวของเรารู้สึกปลาบปลื้ม ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงยกย่องภรรยาผมให้เป็นแบบอย่างของคนดีในการช่วยเหลือสังคม
และทรงอวยพรให้ลูกชายแข็งแรงกล้าหาญและเป็นคนดีของสังคม
 เมื่อคืนเราทุกคนนั่งดูการถ่ายทอดพระบรมราโชวาททางโทรทัศน์ด้วยกัน
ซึ่งถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งต่อครอบครัวของเรา” นายสมชาติกล่าว
และว่า ต่อจากนี้ตั้งใจจะเลี้ยงดูลูกชายให้เป็นคนดี
โดยจะปลูกฝังเรื่องการช่วยเหลือสังคม
และเมื่อโตขึ้นก็อยากให้เขารับใช้ประเทศชาติ
       
        “น้องฮีโร่ ” มีน้ำหนักตัว 2,738 กรัม ทางรพ.พญาไท 3 ได้มอบของขวัญให้ น.ส.ธิติมา
โดยการไม่คิดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทำคลอดและตรวจรักษา
 และมอบของขวัญให้ น้องฮีโร่ เป็นโปรแกรมฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอ่อนโดยไม่คิดค่าใช่จ่าย
ทั้งนี้เพื่อตอบแทนคนดีของสังคมที่มีน้ำใจ และให้เกียรติมาคลอดที่ รพ.ของเรา
     

น.อ.หญิง อังคณา บุณยงค์ อายุ 54 ปี เจ้าของรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์
 มอบกระเช้าของขวัญให้กับคุณแม่น้องฮีโร่
 
       ด้าน น.ส.ธิติมากล่าวว่า ดีใจมากที่คลอดลูกชายในวันนี้
 ซึ่งถือเป็นวันมงคล เป็นวันเฉิมพระชนพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ
ครอบครัวของตนรู้สึกปลาบปลื้มที่พระองค์ทรงยงย่องตนเป็นคนดีของสังคม และทรงอวยพรให้ลูกชาย
อีกทั้งยังทรงมอบดอกไม้พระราชทานซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อตนเองและครอบครัว
โดยตนจะตั้งใจสั่งสอนลูกชายให้เป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม มีน้ำใจ และรู้จักคิด
       
       ประธานที่ปรึกษาผู้ว่า กทม.พร้อมด้วย ผอ.เขตภาษีเจริญ ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับน.ส.ธิติมา
พร้อมนำสูติบัตร มามอบให้ ด.ช.สิรวิชญ์ วิจิตราการลิขิต หรือ"น้องฮีโร่"ถึง รพ.
       


       ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ ผบ.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก ตร.
และพล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.น.9 ได้เดินทางมาแสดงความยินดี
พร้อมมอบช่อดอกไม้ และของขวัญเป็นกำลังใจแก่นางธิติมา เช่นกัน
       
       พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า น.ส.ธิติมา ถือเป็นแบบอย่างของคนดีที่พร้อมจะเสียสละช่วยเหลือสังคม
ส่วนเมื่อ “น้องฮีโร่” โตขึ้นหากต้องการจะรับใช้ประเทศชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมจะรับเข้าเป็นตำรวจ
เพื่อให้สามารถช่วยเหลือสังคมได้ตามที่ผู้เป็นแม่ตั้งใจ

ข้อมูลจากแมเนเจอร์ออนไลน์ 12 สิงหาคม 2553, news.mthai.com 5 สค.2553
ภาพจากแมเนเจอร์ออนไลน์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

oasis1984
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


« ตอบ #159 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2010, 09:23:03 »


แต่ละคน ขอนับถือครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sfrien16
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17


« ตอบ #160 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2010, 15:09:36 »


คนไทยไม่แพ้ชาติอื่นจริงๆครับประเทศไทยมีคนดีๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #161 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2010, 20:18:00 »


    ความภูมิใจของคนไทยทุกคน

       
คลิกที่รูปของพระราชวัง วัง พระที่นั่งต่าง ๆที่ข้างล่างของภาพเพื่อดู
ในแต่ละรูปจะมีแผนที่ที่มีหมายเลขกำกับให้คลิกที่ตัวเลข
        แล้วรอให้ภาพ load สักครู่
        สังเกตด้านล่าง จะมีภาพแต่ละจุดให้ดู
        อย่างใกล้ชิด ทุกมุม
        หรือจะใช้เม้าส์  ลากดูมุมต่างๆ ก็ได้

        http://www.palaces.thai.net/vt/vtgp/

        สวยจริงๆ หาดูได้ยาก
         
        ขอให้เก็บไว้นานๆ นะจ๊ะ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
หน้า: 1 ... 5 6 [7]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: