ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 23, 2013, 10:13:33
92,769 กระทู้ ใน 7,435 หัวข้อ โดย 8,933 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: PhoMo6Z
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เรื่องราวดีๆของคนไทย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ... 7
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวดีๆของคนไทย  (อ่าน 93200 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« เมื่อ: มิถุนายน 26, 2006, 11:01:55 »



:เด็กไทยแชมป์หุ่นยนต์ระดับโลก Robocup 2006




ขอปรบมือดังๆ ให้แก่ ทีม Independent มีสมาชิกดังรายนามต่อไปนี้
       
       นายพินิจ เขื่อนสุวงศ์
       นายธงชัย พจน์เสถียร
       นายสุชาติ จันลี
       นายอดิศักดิ์ ดวงแก้ว
       นายเนติ นามวงศ์
       
       เป็มทีมนักศึกษาจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี
ที่ไปคว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัย จากการแข่งขัน “World RoboCup Rescue” ที่ เมืองเบรเมน
ประเทศเยอรมัน ขอขอบคุณ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง สมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย
ที่ผนึกกำลังนักวิชาการหุ่นยนต์ไทยของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยจัดการแข่งขันหุ่นยนต์หลายประเภท
รวมทั้งหุ่นยนต์กู้ภัย ที่น้องๆเหล่านี้ไปประกาศศักดาให้ชาวโลกประจักษ์ถึงความสามารถของคนไทย
       


 หุ่นยนต์เตะฟุตบอล (Robocup Soccer)       


หุ่นยนต์ในระดับเยาวชน Robocup Junior ของปีก่อน

นอกจากการแข่งขัน Robocup Rescue แล้ว งาน Robocup 2006
ยังมีการแข่งขันหุ่นยนต์ทำงานบ้าน(Robocup@home) หุ่นยนต์ในระดับเยาวชน (Robocup Junior)
หุ่นยนต์เตะฟุตบอล (Robocup Soccer) และหุ่นยนต์เตะฟุตบอลฮิวแมนนอยด์ (Humanoid League)
ซึ่งสองประเภทหลังนี้ใช้เทคโนโลยีค่อนข้างซับซ้อน เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด (Autonomous)
โดยคนไปเกี่ยวข้องไม่ได้เลยในขณะแข่งขันจึงต้องมีส่วนของปัญญาประดิษฐ์ในสมองกลด้วย
ปรากฏว่าปีนี้น้องๆนักศึกษาไทยสามารถเข้าไปถึงรอบสุดท้ายกระทบไหล่ทีมดังๆ
จาก อเมริกา เยอรมัน และญี่ปุ่นอย่างสมศักดิ์ศรี โดยทำให้ประเทศพัฒนาเหล่านั้น “ทึ่ง”
ในสมรรถนะหุ่นยนต์ของทีมไทย แล้ววันหลังเมื่อโอกาสอำนวยจะเล่าให้ฟังว่า
Robot Soccer และ Humanoid ไทยไปโชว์ลีลาอะไรมาบ้าง
จนกรรมการผู้จัดการแข่งขัน: The Robocup Federation ต้องบรรจุประเทศไทยไว้
ในแผนที่โลกของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เป็นสะพานต่อสำหรับสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย
จะติดต่อขอจัด World Robocup ที่ประเทศไทยในอีกสองปีข้างหน้าครับ




การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย เป็นการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้สำหรับกู้ภัย
ในสถานอุบัติภัยจำลองที่เกิดขึ้น อาทิ อัคคีภัย อุทกภัย ภัยจากแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติอื่นๆ
โดยที่หุ่นยนต์จะต้องสามารถค้นหาผู้รอดชีวิตหรือผู้เสียชีวิต ที่ตกค้างในซากปรักหักพังต่างๆ
โดยผ่านการควบคุมระยะไกล ด้วยกล้องขนาดเล็ก หรือเซนเซอร์จับสัญญานชีพ
อาทิความร้อน เสียง และการเคลื่อนไหว ซึ่งเซนเซอร์เหล่านี้ต้องติดไว้ที่ตัวหุ่นยนต์




การให้คะแนน ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หุ่นยนต์หามาได้ เช่น ข้อมูลผู้ประสบภัย(10 คะแนน)
เช่น สัญญาณชีพว่ายังมีชีวิตอยู่ รูปร่าง การเคลื่อนไหว ความร้อน เสียง
       คาร์บอนไดออกไซด์ หุ่นยนต์ต้องสามารถตรวจสอบได้อย่างน้อยสามข้อมูล
และประมวลผลว่าผู้ประสบภัยยังมีสติอยู่หรือไม่? ถ้าถูกได้ไปอีก 5 คะแนน
ข้อมูลของสถานที่พบผู้ประสบเหตุ (5 คะแนน) เช่น อยู่บนพื้น
บางส่วนของร่างกายถูกซากปรักหักพังทับอยู่ ร่างกายทั้งหมดถูกฝังอยู่
หากพบแถบข้อมูลพิเศษจะได้รับคะแนนอีก 10 คะแนน
การสร้างแผนที่ของสถานที่พบผู้ประสบภัยเพื่อหน่วยเสริมจะบุกเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บ
คุณภาพของแผนที่ 10 คะแนน ความครอบคลุมพื้นที่อีก 10 คะแนน




ทีม Independent ของไทย ได้รับคะแนนสูงถึง 109 คะแนน
ทิ้งขาดประเทศเจ้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์
อันดับสองจากญี่ปุ่นและอิหร่านที่ได้ 80 คะแนน
อเมริกาและเยอรมันได้ 66 คะแนน และ 39.5 คะแนนตามลำดับ
       
       ผมมั่นใจว่า สมองคนแบบน้องๆนี่แหละครับ ที่จะไปสร้างสมองกลอัจฉริยะ
ขอกราบวิงวอนให้รัฐบาลและเอกชนไทย สนับสนุนกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ให้ก้าวต่อไปเป็น
“ผู้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์โลก”




(โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2549 )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพลงพิณ
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2006, 18:33:28 »



รู้สึกภูมิใจในตัวน้องๆนักศึกษาจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี มากๆๆ dance
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 13:10:50 »



เรื่องราวดีๆของคนไทย: “ต้น นามแก้ว”

มีผู้พิการหลายลักษณะและหลายๆคนที่มีความสามารถและมีใจมุ่งมั่น
ฝึกฝนช่วยตนเองจนเกือบเท่าคนปกติ หรือ อาจจะเก่งกว่าคนปกติหลายๆคนด้วยซ้ำไป


ป้าเสลาประทับใจเยาวชนคนเก่งหัวใจแกร่ง
ที่ชื่อ “ต้น นามแก้ว” ที่หลาย ๆ คนอาจเคยรู้จักเขากันมาบ้างแล้ว
ผ่านโฆษณาชุด  “always Smile” ในโครงการสานรัก
ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
หรือ เอไอเอส ที่นำเสนอแนวคิด “กำลังใจ ที่มีให้กันในครอบครัว
คือพลังที่ยิ่งใหญ่”

น้องต้น ถือเป็นเยาวชนในโครงการสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง ที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดี
ที่เยาวชนไทยหลาย ๆ คนควรเอาอย่าง เพราะแม้ว่าชีวิตจะประสบปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ
เข้ามาในชีวิต แต่ก็ยังยิ้มสู้กับปัญหาเหล่านั้นด้วยใจที่แข็งแกร่ง



 
น้องต้นต้องขาพิการตั้งแต่อายุ 2 ขวบจากอุบัติเหตุรถชน จนต้องตัดขาซ้ายเหนือเข่า
และต้องใช้ไม้ค้ำช่วยพยุงร่างกาย ต้นเป็นเด็กกำพร้าเพราะพ่อแม่ได้เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก
จนต้องมาอยู่กับย่า และย่าก็มาเสียชีวิตลงอีกตอนต้นอายุ 16 ปี จนปัจจุบันเหลือต้นและน้อง 2 คน
ซึ่งทุกวันนี้ต้นกับน้องสาวต้องแยกกันอยู่เพราะฐานะของญาติที่ไปขออาศัยด้วยไม่ค่อยดี
โดยน้องต้นพักอาศัยอยู่กับน้าชาย ส่วนน้องสาวพักอยู่กับลุง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่อาศัยอยู่กับยายจนมาอยู่กับน้าชายนั้น น้องต้นต้องช่วยทางบ้านทำงานหากิน
ด้วยการรับจ้างทำงานก่อสร้าง รับจ้างปีนต้นมะพร้าว และออกเรือไปไดหมึก
ซึ่งเงินที่ได้ก็จะนำไปซื้อของใช้ที่จำเป็น และแบ่งให้น้าชายไว้ใช้ รวมถึงเก็บไว้เรียนหนังสือ
ปัจจุบันต้นอายุ 20 ปี และเรียนอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนปากน้ำปราณวิทยา โดยมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี
เกรดเฉลี่ย 3.32


   
น้องต้น บอกว่า ทุกวันนี้ถ้าว่างจากการเรียนก็จะรับจ้างทำงานได้ค่าแรงวันละ 160 บาท
ซึ่งเดือนหนึ่งก็มีรายได้ไม่แน่นอนแต่หากมีงานทั้งเดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 3-4 พันบาทต่อเดือน
ซึ่งการออกรับจ้างทำงานแม้ว่าร่างกายของตนเองจะพิการ ก็เพราะต้องการช่วยแบ่งเบาภาระของน้าชาย
ที่ตนเองอาศัยอยู่และอีกส่วนก็เพื่อน้องสาว ซึ่งในอนาคตได้ตั้งความหวังจะเรียนให้จบปริญญาตรี
เพื่อจะได้เป็น “เสาหลัก” ของครอบครัวทำงานหาเงินส่งเสียให้น้องเรียนและรับน้องมาอยู่ด้วย


“ตอนนี้ก็พอใจกับผลการเรียนของตนเอง โดยตั้งความหวังไว้ว่าอยากสอบเข้าเรียนแพทย์
ในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสาเหตุที่อยากเรียนแพทย์นั้นเพราะต้องการช่วยเหลือคน และตั้งแต่เด็ก ๆ
ตนเองก็คลุกคลีอยู่กับหมอและโรงพยาบาลตลอด เนื่องจากต้องเข้ารักษาขาที่ประสบอุบัติเหตุ
แต่หากสอบไม่ได้ก็คิดว่าจะสอบเข้าเรียนด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แทน”


 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นคนพิการแต่ความสามารถด้าน อื่น ๆ น้องต้นก็ไม่แพ้เด็กธรรมดาทั่ว ๆ ไปเลย
และในบางครั้งสามารถทำได้ดีกว่าด้วย โดยเฉพาะเรื่องกีฬา ซึ่งน้องต้นสามารถเล่นฟุตบอล เตะตะกร้อ
ว่ายน้ำ ปีนต้นมะพร้าว นอกจากนี้ยังสามารถขี่จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ได้อย่างดีด้วย
“การฝึกเล่นกีฬาและฝึกทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้ได้เหมือนคนทั่วไปนั้นเป็นเพราะเมื่อก่อนโดนเพื่อน ๆ ล้อ
จึงเป็นแรงฮึดให้ตนเองฝึกเล่นกีฬาให้ได้เหมือนคนปกติ ซึ่งเมื่อเราสามารถทำได้และได้เล่นร่วมกับเพื่อน ๆ
ก็รู้สึกภูมิใจว่าตนเองก็มีความสามารถเหมือนเพื่อนหรือดีกว่าด้วยซ้ำเพราะเพื่อนบางคน
ยังปีนต้นมะพร้าวไม่ได้เหมือนเรา”
น้องต้น กล่าว

ทุกวันนี้น้องต้นภูมิใจที่ตนเองสามารถมาถึงตรงนี้ และไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนที่มีปมด้อย
เพราะเราสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างเหมือนคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งที่มีปัญหา
หรือท้อแท้ขึ้นมาก็จะคิดถึงน้องสาว ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่ดีเยี่ยมให้กับตนเองในการสู้กับปัญหา

น้องต้น ฝากบอกกับทุกคนว่า คนเราเมื่อเกิดมาชีวิตก็ต้องมีปัญหาและอุปสรรคกันทุกคน
การแก้ปัญหาก็อยู่ที่ตัวเราจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคืออย่าย่อท้อกับสิ่งที่เกิดขึ้น


นี่คือเรื่องราวบางส่วนของเยาวชนไทยคนเก่งที่แม้จะร่างกายพิการแต่ก็ลุกขึ้นสู้กับชีวิตอย่างไม่ท้อ
ซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เยาวชนไทยคนอื่น ๆ ได้คิด ได้เอาแบบอย่างกัน !!!.



ข้อมูลจาก : www.dailynews.co.th 24 กันยายน 2549
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 13:47:52 »


 :) ยื่งกว่าชื่นชม ...

..
เวลาผมเห็นคนพิการที่ต่อสู้ชีวิต ผมซึ้งใจมากๆ
อยากจะให้คนที่มีอวัยวะครบทั้ง 32 แต่ ..
ฉกชิงวิ่งราว ขายยาเสพติด หรือ
คนที่โกงคนอื่นโกงบ้านเมือง ได้มาเห็นบ้าง
..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
buntoshi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 322



« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 13:59:06 »


ชื่นชม และนับถือ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้ครับ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 14:17:59 »


  ชื่นชมมากค่ะ     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
โบจัง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


"ผู้ก่อการดี"


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 14:25:47 »



เยี่ยมมาก...ยกย่องค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.....นานา จิตตัง ความคิดคน     สัปดน คนสร้าง โลกีย์สี
กลิ่นคาว คละคลุ้ง กลางกรุงดี     คนดีดี สูญสิ้น สินศรัทธา.....
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2006, 14:41:22 »


ยอมยกให้เป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเหมือนกันครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 16:38:43 »


มีข่าวดีเพิ่มเติม ของน้องต้น  นามแก้ว

จากการบอกเล่าของ พันเอกนายแพทย์ฟูเศรษฐ  จงเฟื่องปริญญา
รองผู้อำนวยการกองออร์โธพีดิกส์ (กระดูกและคอ)
โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

"การที่ต้องพิการและใชไม้ค้ำตั้งแต่เด็ก
ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาของต้นแข็งแรงมาก
เห็นได้จากการที่เขาปีนต้นไม้และเล่นกีฬาได้ดี
แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือหัวใจที่เข้มแข็ง
บางคนพอรู้ว่าพิการก็ท้อแท คิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้อีก
แต่ต้นไม่ย่อท้อ เขาพัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ
จนทำหลายอย่างได้เทียบเท่า หรือดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ

ตอนนี้ต้นอยู่ในขั้นตอนใส่ขาเทียมอันใหม่
แม้ความคล่องตัวจะน้อยกว่าใช้ไม้ค้ำที่เขาถนัด
แต่ในระยะยาวจะดีกว่า
เพราะการรับน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว
เสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคกระดูกหัวเข่าเสื่อม

หลังจากนั้นต้นต้องฝึกเดินประมาณครึ่งปี
เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบสะโพกข้างที่ไม่เคยใช้ กลับมาทำงาน

เพื่อเขาจะเดินด้วย 2 เท้าของตัวเองได้อีกครั้ง "
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bobo
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,322



« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 17:33:37 »


อ่านไปก็ขนลุกไป   

น้องต้นพิการแต่ตัว  หัวใจไม่พิการ

ยอดเยี่ยมจริงๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,184



« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 20:29:46 »



นับถือ นับถือ จริง ๆ เก่งกว่าคนมีอวัยวะครบอีกครับ


 




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 21:19:02 »


ได้อ่านเรื่องดี ๆ ของเยาวชนในนิตยสาร แพรว ฉบับล่าสุด (#657) แล้ว
อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าต่อให้เพื่อน ๆ ที่ยังไม่ได้อ่านได้ชื่นใจด้วยค่ะ...

เยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร - เยาวชนดีเด่นสมาคมส่งเสริมเอกลักษณ์
แห่งชาติ - เยาวชนดีเด่นแห่งอาเซียน  นี่คือรางวัลเพียงส่วนหนึ่งของ
เยาวชนวัย 22 ปี  ที่เจ้าตัวบอกว่ายังเทียบไม่ได้กับรางวัลที่ได้จากการ
"ช่วยเหลือคน"


บนเส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์  เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ ภานุพงศ์  ลาภเสถียร
เด็กมัธยมปลายในขณะนั้น  เริ่มต้นงานอาสาสมัครกู้ชีวิต

"ผมเป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์  แต่ย้ายมาอยู่กับป้าที่กรุงเทพฯ  และเข้าเรียนที่
โรงเรียนจิตรลดา  ตอนอยู่ ม.6 ผมสนใจเรื่องอิเล็กทรอนิกส์จึงสมัครเรียนพิเศษ
ด้านนี้  ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดของโรงเรียนเป็นแบบผึกหัด  กระทั่งวันหนึ่ง
พี่ที่โรงเรียนซึ่งเป็นสมาชิกอาสาสมัครของหน่วยแพทย์กู้ชีวิต  วชิรพยาบาล
รู้ว่าผมมีความรู้เรื่องเครื่องกล  จึงขอให้ช่วยซ่อมไซเรนรถพยาบาล  แล้วชวน
ให้เป็นอาสาสมัครด้วยกัน

"ผมตอบตกลงโดยไม่คิดมาก  ในใจแค่อยากไปลองสนุก  ยืมเครื่องแบบของ
อาสาสมัครคนอื่นใส่  แต่พอทำงานครั้งแรก  มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของกลุ่ม
วัยรุ่น  ชายคนหนึ่งบาดเจ็บ  นิ้วมือขาด  ตอนนั้นผมได้แต่ยืนตกใจ  ทั้งที่ใส่ชุด
อาสาสมัครและอยากช่วยแต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง  หลักปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หรืออุปกรณ์การแพทย์ก็ไม่มี  หลังจากวันนั้นจึงสมัครเป็นอาสาสมัครของ
วชิรพยาบาล  เพื่อเรียนรู้วิธีกู้ชีวิตและปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง

"การเป็นอาสาสมัครไม่มีเงินเดือนให้  ทั้งเครื่องแบบที่ใส่และอุปกรณ์แพทย์ต้อง
ออกเงินเองทั้งหมด  ช่วงแรกผมยังเสียดายเงินเก็บ  จึงซื้อเครื่องมือเท่าที่จำเป็น
แต่พอลงสนามแค่หนึ่งอาทิตย์  ความคิดก็เปลี่ยน  เพราะเจอผู้ป่วยอาการหนัก
ทุกวัน  ครั้งหนึ่งได้รับแจ้งว่ามีชายคนหนึ่งหัวใจหยุดเต้น  ผมรีบไปที่เกิดเหตุ
ช่วยปั๊มหัวใจและผายปอด  แต่ในตัวไม่มีเครื่องช่วยหายใจ  รถพยาบาลยังมา
ไม่ถึงเพราะการจราจรติดขัดมาก  สุดท้ายชายคนนั้นตายไปต่อหน้าต่อตา
ผมโกรธตัวเองมากที่ช่วยเขาไม่ได้  วันรุ่งขึ้นตัดสินใจทุบกระปุก  นำเงินทั้งหมด
ไปซื้อเครื่องช่วยหายใจ  และตั้งใจว่าต่อจากนี้จะทุ่มเทให้งานอาสาสมัครเต็มที่

"ช่วงนั้นผมเข้าเรียนต่อที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัย
ราชภัฎสวนดุสิต  พ่อซื้อจักรยานให้สำหรับขี่จากหอพักไปมหาวิทยาลัย  ผมจึง
ได้ความคิดว่าน่าจะดัดแปลงรถคันนี้เป็นพาหนะช่วยผู้ประสบเหตุ  จึงเดินสายไฟ
ติดตั้งสัญญาณไซเรนและกล่องพยาบาลไว้หลังรถด้วยตัวเอง  ถือเป็นจักรยาน
ช่วยชีวิตคันแรกของอาสาสมัครวชิรพยาบาล"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
nuttawut
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 21:42:58 »



    ขอแสดงความยินดีกับ  น้องๆๆที่มาจาก  ต.จ.ว ครับ     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 21:46:45 »



"สำหรับอุปกรณ์แพทย์  ผมพยายามเก็บเงินซื้อทีละชิ้น  โดยที่บ้านส่งเงิน
ให้เดือนละ 8,000 บาท  หักเป็นค่าหอพัก 3,000 บาท  ที่เหลือ 5,000
บาท  ใช้กินอยู่และทุ่มให้งานทั้งหมด  มีของที่ต้องซื้อประจำ  เช่น  ถุงมือ
ผ้าก๊อช  แอลกอฮอล์  ยาชา  ฯลฯ  ตกประมาณ 200 บาทต่อเดือน  ส่วน
เครื่องมือแพง ๆ อย่างถังออกซิเจนขนาดเล็กราคาหมื่นกว่าบาท  ต้องออม
เงินอยู่หลายเดือน  พอเวลาผ่านไป  กล่องพยาบาลใบเล็กจึงค่อย ๆ พัฒนา
จนมีอุปกรณ์ครบทุกอย่าง  เท่าที่รถพยาบาลคันหนึ่งควรมี  ผมทำกล่องใบ
ใหม่ใส่อุปกรณ์ทั้งหมด  ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 100 กิโลกรัม

"จุดประจำการของผมอยู่ที่พระแม่ธรณีบีบมวยผม  มีพื้นที่ทำงานระหว่าง 5
สถานีตำรวจ  คือ  สำราญราษฏร์  พระราชวัง  นางเลิ้ง  สามเสน  และ
ชนะสงคราม  ทุกวันผมจะขี่จักรยานออกจากหอพักตั้งแต่สามทุ่มจนถึงหก
โมงเช้า  เพราะเป็นเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด  โดยพกวิทยุสื่อสารติดตัวตลอด
เวลา  ถ้าโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งมาจะรีบปั่นไปทันที  หลาย
ครั้งที่ผมไปถึงก่อนใคร  เพราะจักรยานสามารถซอกแซกได้รวดเร็ว  พอปฐม
พยาบาลเบื้องต้นเสร็จ  รถพยาบาลมาก็สามารถนำคนเจ็บไปรักษาต่อได้เลย
ถ้าช่วงไหนไม่มีอุบัติเหตุ  ผมจะหาที่สว่างอย่างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
ถนนราชดำเนิน  นั่งทำการบ้านและอ่านหนังสือ  พอเช้าก็ขี่จักรยานไปเรียน
ที่มหาวิทยาลัย  เลิกตอนบ่ายค่อยกลับมานอนพักที่ห้อง

"หลายคนถามว่าทำไมต้องทำทุกวัน  ทั้งที่งานอาสาสมัครไม่ต้องจริงจัง
ขนาดนี้ก็ได้  ผมตอบว่า  มันหยุดไม่ได้  เพราะมีคนต้องการความช่วยเหลือ
ทุกวัน  เฉลี่ย 40 คนต่อเดือนที่ผมได้ช่วย

"ส่วนความรู้เรื่องการแพทย์  ผมพยายามศึกษาเพิ่มเติมให้มากที่สุด  คิดว่าการ
อบรมเบื้องต้นยังไม่พอ  เพราะในสถานการณ์จริงมีผู้ป่วยอาการหนักกว่าที่
เรียนมาก  ผมขอตำราของเพื่อนที่เรียนพยาบาลและแพทย์มานั่งอ่าน  จะได้
ความรู้ใหม่ ๆ เช่น  เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดใช้ยังไง  วัดค่าเท่าไร  ถึงเวลา
ใช้จึงรู้ขั้นตอนที่ถูกต้อง

"ผมไม่เคยรู้สึกเสียดายเวลากับสิ่งที่ทำ  เพื่อนคนอื่นอาจชอบอ่านหนังสือ
ว่ายน้ำ  เดินห้างสรรพสินค้า  แต่สิ่งที่ผมชอบคือ  การได้ช่วยคน  หลายครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งให้ไปช่วยผู้ประสบเหตุในช่วงที่ผมไม่ว่าง  เช่น  ต้อง
เข้าห้องสอบ  หรือกำลังกินข้าว  ผมจะเลือกไปที่เกิดเหตุ  เพราะการสอบหรือ
กินข้าวทำทีหลังได้  แต่คนเจ็บรอไม่ได้  โชคดีที่อาจารย์และมหาวิทยาลัย
เข้าใจ  ผมจึงทำงานได้อย่างสบายใจ"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 22:02:30 »



"ผมเชื่อว่าบนท้องถนนยังมีคนอีกมากที่รอคอยความช่วยเหลือ  โดยเฉพาะ
คนเร่ร่อนที่ไม่ค่อยได้รับการดูแล  บางครั้งเขาเกิดช็อกหมดสติ  มีคนโทรศัพท์
เรียกให้รถพยาบาลมารับ  แต่พอโรงพยาบาลรู้ว่าเป็นคนเร่ร่อนก็ไม่ส่งรถออกมา
ถ้าผมได้รับแจ้งจะรีบเรียกรถแล้วบอกว่าตัวเองเป็นญาติ  พอแสดงตัวที่
โรงพยาบาลแล้วค่อยหลบออกมา  เพราะอย่างไรสังคมสงเคราะห์ต้องออกค่า
รักษาให้ฟรีอยู่แล้ว  เคสแบบนี้มีเยอะมาก  บางคนตายแบบไม่น่าตาย  โดยที่
ไม่ได้รับการรักษาใด ๆ  ถ้าผมช่วยเขาได้จะพยายามทำให้ดีที่สุด

"มีหลายคนพูดว่าผมสร้างภาพ  ทำเพราะอยากดัง  ผมพยายามไม่คิดมาก
ต้องให้เขามาขี่จักรยานบรรทุกของหนัก 100 กว่ากิโลดู  แล้วจะเข้าใจ
ยอมรับว่ามีหลายครั้งที่ทำให้รู้สึกท้อบ้าง  เช่น  วันหนึ่งมีวัยรุ่นยกพวกตีกัน
เพราะเมาเหล้า  ผมเข้าไปทำแผล  แต่ความมึนเมาและอารมณ์โมโห  เขาจึง
ไม่ให้ความร่วมมือ  ปัดกระเป๋ายาทิ้งและทุบจักรยานจนพังยับเยิน  ผมได้แต่
ทำใจ   คิดว่าเขาทำเพราะขาดสติ  ความเสียใจจะหายไปเองเมื่อได้ช่วยคน
ในครั้งต่อไป

"เรื่องดี ๆ ก็มีเยอะ  เช่น  เวลาขี่จักรยานไปช่วยคนเจ็บจะมีคนใจดีแถวนั้น
ซื้อน้ำให้  หรือครั้งหนึ่งนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนน  พอเรียกแม่ค้าเก็บเงิน
ปรากฎว่ามีคนจ่ายให้แล้วเพราะจำได้ว่าผมทำงานช่วยเหลือคน  สิ่งนี้เป็น
น้ำใจเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมมีความสุขมาก

"ตอนนี้เป็นช่วงที่ผมพักรักษาตัวจากอุบัติเหตุรถล้ม  หลังจากต้นปีก่อนได้รับ
แจ้งว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งศีรษะแตกที่สนามหลวง  ผมรีบปั่นจักรยานด้วยความเร็ว
อีก 100 เมตรจะถึงที่เกิดเหตุ  พื้นถนนข้างหน้ามีน้ำมันเครื่องขังเป็นแอ่งใหญ่
จักรยานจึงเสียหลักพลิกแล้วไถลไปตามพื้น  กล่องเหล็กหนัก 100 กิโลกรัม
หลุดจากฐานทับข้อเท้าเต็มแรงจนหัก  โชคดีผมเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาเยอะ
จึงมีสติช่วยเหลือตัวเอง  เรียกคนที่อยู่แถวนั้นช่วยหยิบเฝือกในตู้อุปกรณ์มา
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น  แล้วเรียกรถพยาบาลมารับ"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 22:20:22 »



"ครั้งนั้นหมอให้นอนพักที่โรงพยาบาล 4 เดือนเต็ม  ซึ่งเป็นช่วงที่ผมต้อง
ฝึกงานของมหาวิทยาลัย  ตอนแรกตั้งใจฝึกหน่วยราชการตามสาขาที่
เรียน  แต่กลัวเป็นภาระของเจ้าหน้าที่  จึงขออาจารย์เปลี่ยนไปฝึกงาน
ที่โรงพยาบาล  นอกจากมีพี่ ๆ พยาบาลคอยดูแล  ผมถือโอกาสประจำ
แผนกกู้ชีวิต  เพื่อตามรถพยาบาลออกไปช่วยเหลือคนได้เหมือนเดิม
แต่ที่กังวลมากคือ  หลังจากหายเจ็บจะนำเงินที่ไหนซื้อจักรยานและ
เครื่องมือแพทย์ที่พังจนใช้การไม่ได้

"ช่วงนั้นเครียดมาก  เงินเก็บไม่มีเหลือ  ไม่รู้จะหันหน้าพึ่งใคร  แต่จู่ ๆ
เหมือนโชคเข้าข้าง  เมื่อผมได้รับเชิญไปเล่นเกมโชว์อัจฉริยะข้ามคืน
สุดท้ายชนะ  ได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท  จึงนำเงินทั้งหมดซื้อรถตู้มือสอง
เพื่อทำเป็นรถพยาบาลและเครื่องมือแพทย์คุณภาพดี  ความช่วยเหลือจะ
ได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  ถ้าวันไหนรถติดค่อยถ่ายของใส่รถจักรยานเพื่อ
ไปถึงให้เร็วที่สุด

"ที่ผ่านมาแม้ต้องเสียรถจักรยานไป 3 คัน  เครื่องมือแพทย์หลักแสนบาท
แต่ถ้าคำนวณว่าจักรยานคันหนึ่งใช้ได้ 6 เดือน  แต่ผมช่วยได้ 240 คน
ถือว่าเกินคุ้มแล้ว  การที่หลายหน่วยงานมอบรางวัลให้ถือเป็นกำลังใจ
แต่รางวัลที่ผมภูมิใจที่สุดคือ  การได้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน  เป็นความ
ภาคภูมิใจที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน  ผมว่าทุกคนเคยมีประสบการณ์
และความรู้สึกดี ๆ แบบนี้  ครั้งหนึ่งผมได้ยินคนคุยกันในโต๊ะอาหารว่า
เขาเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วเห็นอุบัติเหตุรถคว่ำ  จึงพาคนเจ็บส่ง
โรงพยาบาล  สีหน้าตอนที่เขาเล่าดูมีความสุขและภูมิใจมาก

"มันคือความรู้สึกเดียวกับที่ผมได้รับมาตลอด 5 ปี  และคงเป็นเช่นนี้
ตลอดไป"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #16 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 22:28:14 »



เคยรับรู้เรื่องของ ภานุพงศ์  ลาภเสถียร ทางทีวี มาก่อนหน้านี้บ้าง

แต่ได้ทราบข้อมูลละเอียดจากกระทู้คุณ Thai Lady นี้เอง
อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมยินดีกับเด็กหนุ่มที่มีใจทุ่มเท
มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนอย่างจริงจัง
ป้าจึงพยายามค้นหาภาพของภาณุพงษ์
มาร่วมชมดูด้วยกัน

















และได้อ่านเจอเรื่องราวเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ใจเกิดกับ "น้องปาว" ภาณุพงษ์
" น้องปาว จักรยานกู้ชีพ โดนทุบรถจักรยานและข่มขู่ " จากเว็บ MTHAI
ตามลิงค์นี้
http://thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=49330

 
*************

แต่ก็มีข่าวที่น่ายินดีอีกข่าวหนึ่งของน้องปาว "ภานุพงษ์"
จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต


นักศึกษาสวนดุสิตดีเด่นคว้าเงินล้านจากรายการอัจฉริยะข้ามคืน

ขอแสดงความยินดีกับนายภานุพงษ์ ลาภเสถียร
นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ชั้นปีที่ 3
โปรแกรมวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ศูนย์สุโขทัย
ซึ่งเป็นอาสาสมัครหน่วยแพทย์กู้ชีพวชิรพยาบาล
ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการอัจฉริยะข้ามคืน ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ผลิตรายการโดยบริษัทเวิร์คพอยต์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด(มหาชน)
ซึ่งในรายการอัจฉริยะข้ามคืน นั้นเป็นเกมโชว์เพื่อแข่งขันในด้านของการคิด
การตัดสินใจ และปฏิภาณไหวพริบ

ร่วมกับผู้ร่วมเข้าแข่งขันในรายการทั้งหมด 8 คน
ซึ่งต้องกระทำภารกิจต่างๆที่รายการได้ดำเนินไว้ทั้งหมด 3 ด่าน
และได้ฝ่าด่านภารกิจจนถึงด่านสุดท้าย
ที่จะต้องตอบคำถามกับคุณปัญญา นิรันดร์กุล เพื่อชิงเงินรางวัล 1,000,000 บาท
ระหว่าง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แฟนพันธ์แท้ทะเลไทย
กับ นายภานุพงษ์ ลาภเสถียร นักศึกษาดีเด่นรางวัลพระราชทาน
 และอาสาสมัครหน่วยแพทย์กู้ชีพ(จักรยานกู้ชีพ)

ผลการแข่งขันปรากฏว่า นายภานุพงษ์ ได้ใช้ปฏิภาณและไหวพริบอันยอดเยี่ยม
เอาชนะ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ไปได้ ได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,998



« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 14, 2007, 22:49:43 »



ขอบคุณค่ะ คุณป้าเสลาสำหรับเรื่องราวและรูปของน้องภานุพงศ์
ที่คุณป้ากรุณาหามาเพิ่มเติม

น้องภานุพงศ์ คือบุคคลตัวอย่าง  ที่ไม่ว่าเยาวชนหรือผู้ใหญ่
ควรดูเป็นเยี่ยงอย่าง 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,184



« ตอบ #18 เมื่อ: มกราคม 15, 2007, 00:44:18 »



ขอบคุณค่ะ คุณป้าเสลาสำหรับเรื่องราวและรูปของน้องภานุพงศ์
ที่คุณป้ากรุณาหามาเพิ่มเติม

น้องภานุพงศ์ คือบุคคลตัวอย่าง  ที่ไม่ว่าเยาวชนหรือผู้ใหญ่
ควรดูเป็นเยี่ยงอย่าง 


ผมยกนิ้วทั้งหมดให้เลยครับ หายากมากในสังคมแบบนี้ เก่งมาก ๆ เลยครับ dance dance dance dance



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #19 เมื่อ: มกราคม 15, 2007, 07:41:33 »


 ;)
เวลาได้อ่านเรื่องดีๆ ก็รู้สึกตื้นตันใจ ..
เมื่อ วันก่อน เห็นทีวีแพร่ภาพ เด็กๆ ใช้เวลาว่าง
ทำประโยชน์บำบัดจิต ที่ โรงพยาบาล บางบัวทอง
แล้วก็ชื่นชม ... ...
เรื่องลักษณะแบบนี้ถ้าสื่อและสังคมช่วยกัน ..
คนละเล็กละน้อย คนละไม้ละมือ .....
สังคมไทยเราคงน่าอยู่ขึ้นและมากขึ้น ..
;) ;)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #20 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 08:36:25 »


เรื่องราวที่เราได้ภาคภูมิใจในฐานะคนไทย
ก็คือ หนุ่มไทยอายุน้อยสุด หนึ่งเดียวใน "นาซ่า" ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

***"วิศวกรคนไทย" ที่อายุน้อยที่สุดในองค์การนาซ่า

ทำงานประจำอยู่สถาบัน "กอดดาร์ด สเปซ ไฟลท์ เซ็นเตอร์"
ศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการสำรวจโลกและจักรวาล
ที่รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นหน่วยงาน 1 ใน 10 แห่งขององค์การนาซ่า
ที่รับผิดชอบค้นคว้าเกี่ยวกับอุปกรณ์คลื่นไมโครเวฟ
รับส่งสัญญาณนอกโลก

******

**** ดร.ก้องภพ เป็นสมาชิกของครอบครัวคนเก่งของ
"คุณพ่อ-พลโท กัลยาณุวัตร อยู่เย็น"
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก
และ "คุณแม่-กรรณิกา"

มีน้องสาวฝาแฝดอีก 2 คน คือ "กัลยานุช"
ว่าที่สัตวแพทย์ (มหาวิทยาลัยเกษตรฯ)
และ "กัลยานาถ" นักศึกษาแพทยศาสตร์ ปี 5
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ต้นปี 2550 ดร.ก้องภพมีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้าน
เพื่อเข้าพิธีสมรสกับ "มนิสา พิพัฒนสุนทร" แฟนสาว
ที่ทำงานเป็นอาจารย์อยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
ซึ่งคบหาดูใจกันมานานร่วม 10 ปี
ทั้งคู่เจอกันตั้งแต่เรียนปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.ก้องภพนั้น แม้จะเกิดที่ลอสแองเจลิส แต่พออายุได้ 20 วัน
ก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยตลอด กระทั่งจบปริญญาตรี
คณะวิศวกรรมด้านไฟฟ้า ที่จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2
จึงเดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา

ระหว่างที่ยังเรียนปริญญาตรี ได้คิดค้นงานวิจัยเกี่ยวกับไฟฟ้า
จนได้งานชิ้นเอกออกมาเป็น "เครื่องวัดคลื่นสมองเพื่อรักษาผู้ป่วยลมชักและลมบ้าหมู"
ขณะนี้ใช้งานในโรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลเชียงใหม่


เครื่องประดิษฐ์ชนิดนี้ใช้งบประมาณเพียง 30,000 บาทเท่านั้น
และยังคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติด้วย

ดร.ก้องภพเข้าทำงานที่นาซ่า เริ่มจากเป็นนักเรียนฝึกงาน
มาสู่ลูกจ้างชั่วคราว รับผิดชอบค้นคว้าคลื่นส่งสัญญาณไมโครเวฟ

กระทั่งปี 2547 จึงได้บรรจุเป็นข้าราชการวิศวกรระดับ 11
และเลื่อนสู่ระดับ 12 เมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดของวิศวกรองค์การนาซ่า


"เรื่องที่ ดร.ก้องภพกำลังศึกษาค้นคว้าถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะเป็นคลื่นสัญญาณที่ใช้ส่งนอกโลก เวลานี้กำลังใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างโลก
กับโครงการสำรวจดาวอังคาร"


ปลายปีที่ผ่านมา ดร.ก้องภพได้เป็นตัวแทนองค์การนาซ่า
ไปร่วมประชุมวิศวกรโลกที่ประเทศฝรั่งเศส
และในเดือนกรกฎาคม 2550 ที่จะถึงนี้ การประชุมจะจัดขึ้นอีกครั้งที่ซานฟรานซิสโก
สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ
ดร.ก้องภพ คือตัวแทนนาซ่าที่ไปร่วมประชุมอีกเช่นเคย



(อ่านต่อ)
"เข้าไปทำงานที่นาซ่าได้อย่างไร?" 





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #21 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 09:22:27 »



....
"เข้าไปทำงานที่นาซ่าได้อย่างไร?"

ตอนแรกยังไม่ได้ทำ แต่ได้งานที่ เอล.ซี. คอมมูนิเคชั่น
ทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ของหุ่นยนต์โซนาร์
ตรวจจับเรือดำน้ำ ทำอยู่ 7 เดือน
ช่วงนั้นสมัครสอบปริญญาโทด้วย พอดีได้รับการตอบรับ
จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียเทค
(สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย)
ให้ไปเรียนปริญญาโท แล้วได้ทุนของเท็กซัส อินสตรูเมนต์
ก็เลยตัดสินใจไปเรียนที่จอร์เจียเทค
แล้วก็ทำงานที่เท็กซัส อินสตรูเมนต์
คือเรียน 2 เทอม ไปทำงาน 2 เทอม แล้วกลับมาเรียนอีก 1 เทอม ก็จบ

ตอนนั้นรู้สึกเบื่อๆ เพราะงานไม่ท้าทาย...



"ตอนนั้นทำงานอะไร?"

ออกแบบชิพ พวกวงจรในโทรศัพท์มือถือ
เพียงแต่รูปแบบการทำงานของบริษัทจะเน้นให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ให้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะต้องเร่งทำการตลาด
ทำให้เราคิดได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดิม (จอร์เจียเทคโนโลยี)

ช่วงนั้นเศรษฐกิจในอเมริกาไม่ค่อยดี บริษัทเอกชนตัดเงินทุนการทำวิจัย
ทางมหาวิทยาลัยจึงเดือดร้อนไปด้วยเพราะต้องจ้างนักเรียนทำวิจัย
อาจารย์ผมเลยบอกให้ไปหางานข้างนอก
ช่วงซัมเมอร์ พอดีนาซ่ามาเปิดซุ้มรับสมัครงานในมหาวิทยาลัย ก็ไปสมัคร
แล้วเขาตอบรับมาก็เลยไปเป็นนักเรียนฝึกงานอยู่ 3 เดือน





- "ฝึกงานทำอะไรบ้าง?"

ทำเกี่ยวกับโมเดลการทรงตัวของกล้องดูดาว "ฮับเบิล" กล้องดูดาวนอกโลก
ซึ่งมีปัญหาเรื่องพิกัด โดยต้องทำให้เสร็จภายใน 3 เดือน


มนุษย์อวกาศ ทำงานกับ กล้องHubble Space Telescope
ภาพจาก www.nasa.gov/centers/goddard/news

ปีต่อมาสถานการณ์การเงินของมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ดีขึ้น
ผมเลยไปสมัครทำงานที่นาซ่าอีกครั้ง และสมัครที่อื่นด้วย
ปรากฏว่าตอบรับมา 3 แห่ง คือ ที่นาซ่า ที่บริษัทเท็กซัส อินสตรูเมนต์
และที่ นอร์ธอร์น กรัมแมน ทำเกี่ยวกับการผลิตอาวุธสงคราม

แต่ตัดสินใจไปทำที่นาซ่า เพราะว่าเป็นองค์กรใหญ่
และนาซ่าอยู่ในรัฐแมริแลนด์ใกล้กับมหาวิทยาลัยจอร์เจียที่แฟนผมเรียนอยู่



"คนที่จะเข้าไปนาซ่าได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?"

อย่างแรกต้องดูสายงานก่อน ว่ามีความถนัดตรงกับที่เขาอยากจะรับหรือเปล่า
ซึ่งมีหลายสาขาส่วนใหญ่เน้นด้านวิทยาศาสตร์

รวมทั้งต้องเขียนประวัติย้อนหลัง 5 ปี ว่าไปอยู่ที่ไหนบ้าง
อยู่กับใคร มีใครรู้จัก โดยเขาจะส่งแบบฟอร์มไปให้กรอกว่าเป็นคนยังไง
แบบว่า...ปกติดีหรือเปล่า (หัวเราะ)



- "แล้วเป็นยังไง?"

ปกติดีครับ (หัวเราะ)

การจะเข้าไปได้ส่วนใหญ่จะไปในเชิงฝึกงาน
ไปสมัครขอทุนแล้วทำงานร่วมกับเขา
หรือเราอาจจะเข้าทางมหาวิทยาลัยก็ได้
อย่างมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ก็ทำโครงการร่วมกับนาซ่าหลายอย่างเหมือนกัน
แต่ถ้าไปสมัครโดยตรงจะค่อนข้างยาก



อาคารสำหรับผู้มาเยือนของ  Goddard space flight center
(ภาพจาก www.nasa.gov/centers/goddard)

- "ในนาซ่ามีคนเอเชียเท่าไหร่?"

สัก 15% ได้ ส่วนมากเป็นคนขาว
สำหรับคนไทยที่ผมรู้จักมี 2 คน อายุประมาณ 40 กับอีกคน 50 ปี
คนหนึ่งเป็นนักฟิสิกส์แล้วมาทำด้านวิศวะ สร้างอุปกรณ์ อีกคนเป็นวิศวกร


 

- "อายุเป็นเงื่อนไข?"

ไม่จำกัดเรื่องอายุ ผมเข้าไปฝึกงานครั้งแรกอายุ 26 ปี (พ.ศ.2546)
ครั้งที่ 2 ฝึกงาน 3 เดือนเหมือนกัน
แต่ตอนนั้นผมเดินเข้าไปบอกเขาว่าต้องการทำโปรเจ็คต์ซึ่งระยะเวลายาวกว่านั้น
จะได้ทำเป็นงานวิจัยปริญญาเอก เขาก็ตกลง
คือฝึกงาน 3 เดือนก่อน หลังจากนั้นค่อยทำเป็น co-op
คือเข้าไปอยู่ในระบบของนาซ่าแล้ว แต่ยังเป็นนักเรียนอยู่



- "หัวข้อที่ทำวิจัย"

เกี่ยวกับตัวกรองสัญญาณคลื่นความถี่ไมโครเวฟ
ซึ่งเป็นคลื่นที่แผ่มาจากจักรวาลที่อยู่ไกลจากโลกเรามาก
เกิดจากการระเบิดของบิ๊กแบงก์ อันเป็นจุดกำเนิดของจักรวาล
พอระเบิดปุ๊บก็จะส่งออกมาเป็นพลังงานในรูปของโคนอนแล้วเย็นตัวลง
เคลื่อนที่ออกจากจุดศูนย์กลาง ก่อให้เกิดเป็นมวล เป็นอิเล็กตรอน
เป็นอะตอม เป็นโมเลกุล เป็นสสาร เป็นดวงดาว เป็นกาแล็กซี่ เป็นมิลกี้เวย์



- "ทำเพื่อ?"

เพื่อศึกษาคุณสมบัติจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
เกี่ยวกับเวลา คลื่นแรงโน้มถ่วง และการเดินทางของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป
ตอนนี้กำลังทำเครื่องต้นแบบอยู่จากงานวิจัยที่ศึกษามา 2 ปีกว่าๆ
ทำร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรหลายๆ คน



- "ใช้ได้หรือยัง?"

ยัง ยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่ว่าตัวเดี่ยวๆ ที่ผมทำนั้นใช้ได้แล้ว
แต่ต้องผ่านการทดสอบในอวกาศก่อน ในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิที่เป็นจริงในอวกาศ
ตอนนี้ยังต้องจำลองอุปกรณ์ที่อยู่ในอวกาศ ซึ่งทำได้ค่อนข้างยาก
ไม่มีเครื่องมือบนโลกนี้ทำได้ ต้องสร้างเครื่องมือเพื่อวัดอีกทีหนึ่ง



- "การเป็นคนเอเชียและอายุน้อยมีปัญหา?"

ไม่มีครับ ที่โน่นไม่มีการแบ่งสีผิว ชาติ ศาสนา อายุ

คือการทำงานในนาซ่า เขาแบ่งเป็น 12 ระดับ
เกินจากนั้นเป็นระดับผู้บริหาร คือคุมวิศวกรอีกที
ทำงานด้านวิจัยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำโดยตรง

ตอนนี้ผมทำระดับ 13 แล้ว ต้องเขียนแผนงานเสนอหาเงินทุน
พอได้เงินทุนมาก็มาทำงานที่เราเสนอไป
คือทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ คิดอุปกรณ์ใหม่ๆ



- "ถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดที่คนไทยเคยทำมา?"

ไม่รู้จะเทียบยังไง แต่คนที่ทำงานในนาซ่าทุกคนจบปริญญาเอก
ทำงานเหมือนกัน เพียงแต่แบ่งทำงานกันเป็นกลุ่ม
ผมทำอยู่กับกลุ่มนักฟิสิกส์ ซึ่งนักฟิสิกส์กลุ่มนี้เป็นแกนขององค์กร
จะคิดทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วทำการทดลอง


อย่างหัวหน้าทีมคนหนึ่งที่เพิ่งได้รางวัลโนเบล
เรื่อง Cosmic Microwave Background
เป็นคลื่นรังสีคอสมิกความถี่ไมโครเวฟ ซึ่งเกิดจากการระเบิดของบิ๊กแบงก์
จะแผ่รังสีออกมา วัดแล้วจะพิสูจน์ได้ว่าดวงดาวเกิดขึ้นได้ยังไง
จักรวาลขยายตัวเร็วขนาดไหน ฯลฯ
เป็นผลมาจากการทำวิจัยสำรวจจักรวาลเมื่อ 10-20 กว่าปีที่ผ่านมา



อ่านต่อ :- - "มีโอกาสได้ออกไปนอกโลก?"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 09:43:47 »





ส่วนหนึ่งของงานของ Goddard Space Flight Center
(ภาพจากwww.nasa.gov/centers/goddard/)

- "มีโอกาสได้ออกไปนอกโลก?"

คงไม่ครับ เพราะการออกนอกโลกมันแพง
แล้วการจะส่งมนุษย์ขึ้นไปมันเสี่ยงสูง ต้องออกแบบอุปกรณ์ช่วยชีวิต
มีอาหารอะไร ทุกอย่างแพงหมด ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็เสียภาพพจน์
ใช้หุ่นยนต์ส่งออกไปนอกโลกถูกกว่ากันเยอะ

นอกจากนี้เราสามารถจำลองสภาพแวดล้อมทุกอย่าง
ที่เราต้องการบนโลกนี้ได้ เช่น สภาพที่ไร้แรงโน้มถ่วง
อุณหภูมินอกโลก ระดับความดัน ช่วงคลื่นความถี่ที่เราต้องการจะวัด ฯลฯ
ไม่มีความจำเป็นที่จะออกไปนอกโลก



- "แล้วอยากไปมั้ย?"

ก็อยากไปครับ แต่ไม่รู้จะไปทำไม (หัวเราะ) ยกเว้นจะไปเที่ยว



- "อีกนานมั้ยกว่าโครงการที่วิจัยอยู่จะเสร็จ"

อีกนานครับ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำไม่มีใครทำได้มาก่อนในโลก
อาจจะมีข้อผิดพลาดก็ต้องแก้กันไป ต้องใช้เวลาและความพยายามสูง
เพราะงานมันค่อนข้างละเอียดอ่อน

อีกอย่างคอนเซ็ปท์ของคนอเมริกัน คือ คิดอะไรก็ได้ให้มันประหยัดเวลา
อะไรที่ประหยัดเวลาเขาซื้อหมด เพราะว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเจริญเร็วกว่าคนอื่น


เหมือนกับเราทำงานอย่างหนึ่งเราใช้เวลาน้อยกว่า
แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าเราประหยัดเวลาได้มากขึ้น
ก็เอาเวลาไปทำสิ่งที่ยากกว่า ทำให้ประเทศเขาพัฒนาเร็วขึ้น



- "ถ้าสำเร็จผลจะเป็นอย่างไร?"

ถ้าเราสามารถรู้ทฤษฎีสัมพัทธภาพ รู้เกี่ยวกับคลื่นแรงโน้มถ่วงมีคุณสมบัติยังไง
เราอาจจะสามารถหาประโยชน์จากมันได้ทีหลัง
เช่น สมัยก่อนค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่เรายังทำอะไรไม่ได้

สมัยนี้เราใช้ประโยชน์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบสื่อสารระบบมือถือ
ก็จะออกมาเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเอาวิทยาศาสตร์มาใช้

โครงการของผมตอนนี้ยังอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์
ซึ่งมันยังไกลเกินกว่าที่เราจะเอามาใช้ได้

ถือเป็นการลงทุนระยะยาวซึ่งบริษัทเอกชนทำไม่ได้
คือทุกอย่างอะไรก็ตามที่ทำในอนาคตไกลเกินกว่า 1-2 ปี
รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน เพราะเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จ และเงินหมดเสียก่อน



- "งานหนักอย่างนี้มีเวลาว่าง?"

มีครับ ถ้าว่างๆ ก็ไปซื้อของ ไปจ่ายตลาดกับแฟนบ้าง
ไปเดินออกกำลังกายบ้าง แต่ไม่บ่อยเท่าไหร่ ทั่วไปก็ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์



- "ในนาซ่ามีจำกัดวาระการทำงานของแต่ละคน"

ไม่มีครับ ก็ทำงานไปเรื่อยๆ แต่มีเกษียณ ราว 62 ปี
ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาบอกว่าคนอายุยืนขึ้น และอีกเหตุผล คือ
รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายเกษียณอายุ เลยเลื่อนเวลาให้ทำงานยาวออกไปอีก
ไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลไหน แต่คงเหตุผลหลังมากกว่า




- "เรื่องของไทม์ แมชชีนที่ข้ามเวลาในอนาคตเป็นไปได้?"

เป็นไปได้ครับ ถ้าเราสามารถข้ามมิติได้
เช่น ในโลกที่เราอยู่นี้ตามทฤษฎีมี 3 มิติ บวกเวลาอีก 1 มิติเป็น 4 มิติ
แต่ในทางวิทยาศาสตร์มันมีมิติไม่จำกัด
เพราะไม่มีอะไรไปกำหนดนิยามว่ามันต้องมี 3 มิติ ถ้าเราหามิติอื่นได้
และสามารถข้ามมิติหนึ่งได้ ซึ่งสเกลของเวลาจะต่างจากมิติของเรา

ถ้าเรากลับมาอีกที เวลาก็จะเปลี่ยนไป แต่ผมไม่รู้ว่ามันย้อนกลับได้หรือเปล่า

คือเราไปสู่อนาคตได้ แต่ย้อนกลับไปสู่อดีตไม่ได้




- "นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามจะไข"

คงไม่ใช่ นี่ผมคิดเอง แต่ถ้าเรารู้ เราสามารถมีลูกเล่นกับ "เวลา" ได้
ก็อาจจะทำอะไรที่เราไม่เคยทำได้
ถ้าเราสามารถเดินทางด้วยความเร็วของแสงได้
เราก็สามารถหยุดเวลาได้ แต่ไม่รู้จะเดินทางด้วยความเร็วแสงได้ยังไง (หัวเราะ)

เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะเป็นยังไง แต่เราก็ทดลองไปเรื่อยๆ
เมื่อรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถสร้างเครื่องมือต่างๆ ขึ้นมา
ใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นได้

แต่ตอนนี้ยังพิสูจน์อยู่ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า



- "เงินเดือนบอกได้ไหม?"

ก็เป็นหลักแสนครับ พออยู่ได้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่รวย เป็นนักธุรกิจรวยกว่า



- "เคยคิดมั้ยว่าจะได้ไปทำงานที่นาซ่า"

ไม่เคยคิดเลยครับ จริงๆ ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากโอกาสของผมด้วย
คนเราถ้ามีโอกาสควรจะลอง ได้หรือไม่ได้มันอีกเรื่องหนึ่ง

ผมก็หวังว่างานของผมจะเป็นประโยชน์กับโลกในอนาคต
ซึ่งผมยังไม่รู้ คงอีกไกล เหมือนกับเราค้นพบอะไรบางอย่าง
แล้วในอีก 30 ปีจึงนำมาใช้ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายามสูง
และไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีประโยชน์สักแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสนใจงานของเราสักแค่ไหนด้วย



- "นาซ่า เป็นความฝันสูงสุด?"

ความฝันของผม คือ ได้ทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ สิ่งที่ผมชอบ
ทำในสภาพแวดล้อมที่ดี กับเพื่อนร่วมงานที่ดี แล้วมันก็มาอยู่ที่นาซ่าเอง



- "เป็นนักวิทยาศาสตร์เชื่อเรื่องดวง?"

ผมไม่อยากให้คนเชื่อเรื่องดวง
เพราะถ้าดวงว่าอย่างนั้นแล้ว แต่เราไม่ทำตามมันก็ไม่เป็น

เชื่อตัวเองดีกว่า คิดว่าเราทำได้ เราพยายาม สักวันมันต้องสำเร็จ



- "จริงๆ แล้วในชีวิตอยากเป็นอะไร?"

อยากเป็นวิศวกร ออกแบบ เพราะชอบงานออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์


ข้อมูลจาก มติชน วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dokmai
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 58



« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 14:59:21 »


น่าชื่นชม และยกย่องให้เป็นบุคคลดีเด่นนะคะ และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆ ในรุ่นต่อๆไปด้วยค่ะ ขอปรบมือให้ด้วยควงามจริงใจค่ะ....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #24 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 23:16:00 »



ป้าอ่านเจอเรื่องราวของ ดร.ก้องภพแล้วก็ชื่นชม อย่างคุณดอกไม้ว่า

ไม่เพียงแต่ความรู้ ความสามารถ ความพยายาม วิธีการคิด  อันน่ายกย่อง
ที่ป้านิยมเขาอีกข้อหนึ่งก็คือ....

"ต้นปี 2550 ดร.ก้องภพมีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้าน
เพื่อเข้าพิธีสมรสกับ "มนิสา พิพัฒนสุนทร" แฟนสาว
ที่ทำงานเป็นอาจารย์อยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
ซึ่งคบหาดูใจกันมานานร่วม 10 ปี 
ทั้งคู่เจอกันตั้งแต่เรียนปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


คงไม่ต้องบรรยาย ว่า นอกจากเป็นคนเก่งมากๆแล้ว
ดร.ก้องภพยังเป็นคนที่จิตใจมั่นคง
และโชคดีในชีวิตคู่ด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 ... 7
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: