ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 24, 2013, 03:29:20
92,771 กระทู้ ใน 7,435 หัวข้อ โดย 8,934 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: koldee
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  รู้ไว้ใช่ว่า..ใส่บ่าแบกหาม 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 50 51 [52] 53
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไว้ใช่ว่า..ใส่บ่าแบกหาม  (อ่าน 228591 ครั้ง)
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1275 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 19:13:28 »


กำลังติด รายการ Academy Fantasia ทางเคเบิลทีวีอย่างงอมแงม  เขาจับหนุ่มสาว ๑๒ คนมาไว้ในบ้านเดียวกัน สอนการแสดงและร้องเพลง แล้วค่อย ๆ คัดออกสัปดาห์ละคนโดยการโหวตของผู้ชมทางบ้าน  เข้าใจว่า Academy คงหมายถึงสถาบันหรือโรงเรียนอะไรสักอย่าง เลยอยากทราบความหมายที่แท้จริง


นิยามความหมายอย่างกว้างที่สุด “Academy” ก็คือโรงเรียน โรงเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาจะเรียกว่าอะแคเดอมี

อะแคเดอมีแห่งแรกสุดคือโรงเรียนที่นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณเพลโต (Plato) เป็นครูสอนในช่วงศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสตกาล  โรงเรียนนี้ได้ชื่อมาจากคำว่า “Academia” ซึ่งหมายถึงสวนมะกอกตรงชานกรุงเอเธนส์  ที่สวนมะกอกนี้เพลโตและพวกลูกศิษย์จะอภิปรายถกเถียงหัวข้อต่าง ๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ รวมถึงรัฐบาลที่ดี

ภายหลังจากที่เพลโตตายไป “The Academy” ยังดำเนินการเรียนการสอนต่อมาโดยสานุศิษย์และผู้สืบทอดภารกิจของเขา  โรงเรียนแห่งนี้อยู่มาจนถึงปี ค.ศ. ๕๒๙ เมื่อจักรพรรดิโรมันจัสติเนียนปิดมันลง

ทั้งครูและนักเรียนชาวกรีกใน “เดอะอะแคเดอมี” มุ่งความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี ดนตรี และวิทยาศาสตร์ ดังนั้นในปัจจุบันกลุ่มคนใดที่มารวมตัวกันเพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิด เห็นในหัวข้อเหล่านี้จึงอาจเรียกได้ว่า อะแคเดอมี

หลายประเทศได้ก่อตั้งสถาบันอะแคเดอมีขึ้น  ที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบันน่าจะเป็น Academie Francaise ของประเทศฝรั่งเศสซึ่งตั้งขึ้นในปี ค.ศ. ๑๖๓๕ โดยพระคาร์ดินัลริเชลลิ  [Cardinal Richelieu] สมาชิกของอะแคเดอมีแห่งฝรั่งเศสนี้มีภารกิจในการเขียนพจนานุกรมซึ่งดำเนิน การตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๖๓๙-๑๖๙๔ และจากช่วงนั้นมาอะแคเดอมีนี้ถือเป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจชี้แนะในเรื่อง ภาษาฝรั่งเศส

ส่วนสถาบันอะแคเดอมีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดของสหรัฐอเมริกา ก็คือ The Academy of Motion Picture Arts and Sciences เจ้าของรางวัล Academy Award ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรางวัลออสการ์นั่นเอง รางวัลนี้มอบให้แก่นักแสดง ผู้กำกับ ช่างภาพ นักออกแบบ และผู้ทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๙

ในประเทศอังกฤษสถาบันอะแคเดอมีที่รู้จักกันดีที่สุด คือ The Royal Academy of Arts ก่อตั้งในปี ค.ศ. ๑๗๖๘ และ The Royal Academy of Music ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๒๒ ทั้งสองสถาบันนี้ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน

ส่วนในประเทศไทย อะแคเดอมีที่ดังที่สุดก็เป็นรายการที่คุณกับ “ซองคำถาม” และผองเพื่อนติดกันงอมแงมนั่นละ



ขอขอบคุณ 108ซองคำถาม-สารคดี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1276 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 19:17:17 »


ทำไมฉี่แล้วตัวสั่น ??? 


ขอ ถามแทนลูกสาวว่า ทำไมเวลาแกปัสสาวะเสร็จแล้วบางครั้งแกตัวสั่น แต่เป็นความรู้สึกเพียงเล็กน้อย ทว่าทุกครั้งที่แกมีความรู้สึกแบบนี้แกจะถามดิฉันทุกครั้ง

เวลาเรา (ทั้งหญิงและชาย) ปัสสาวะ ร่างกายจะเสียความร้อนไปส่วนหนึ่งเพราะน้ำปัสสาวะนั้นอุ่น จึงทำให้เรารู้สึก "เยือก" ขึ้นมาทันทีในเวลานั้น  ร่างกายจะบังคับกล้ามเนื้อให้สั่นเพื่อให้เรารู้สึกอุ่นขึ้นมาอีกนิด





ขอขอบคุณ 108ซองคำถาม-สารคดี[/color][/size]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1277 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 19:24:59 »


ปลาต้องกินน้ำหรือเปล่า ? 


สงสัยว่าปลากินน้ำหรือเปล่า  ถ้าปลาต้องกินน้ำ ก็เป็นโชคดีของปลานะที่มีน้ำให้กินเหลือเฟือ

เป็นคำถามที่ฉลาดมาก

คำ ตอบคือ ปลาต้องกินน้ำเช่นเดียวกับสัตว์อื่นทุกชนิด (รวมทั้งคนเราด้วย) เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดได้ ปลาดึงออกซิเจนจากน้ำมาใช้หายใจด้วย
คงมี ข้อสงสัยตามมาว่า แล้วปลาที่ว่ายอยู่ในทะเลและมหาสมุทรล่ะ ต้องดื่มน้ำเค็มหรือ  คำตอบคือ ใช่  แต่ปลาน้ำเค็มสามารถขับเกลือจำนวนมากออกไปจากตัวโดยอาศัยอวัยวะที่เรียกว่า "เหงือก" (gills) ช่วย  ความสามารถขับเกลือนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมเนื้อปลาส่วนใหญ่ที่เรารับประทานจึงมีรสชาติไม่เค็มเลย ยกเว้นก็แต่ปลาฉลามเท่านั้น





ขอขอบคุณ 108ซองคำถาม-สารคดี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1278 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2011, 20:28:43 »


นาฬิกาชีวะ 
นาฬิกาชีวะ

อ่าน บทความเจอว่า ถ้าเราจับหิ่งห้อยมาขังไว้ในห้องแบบไม่ให้มันได้เห็นเดือนเห็นตะวัน  มันจะกะพริบแสงก็ต่อเมื่อถึงเวลากลางคืนเท่านั้น  ...มันรู้ได้อย่างไรน่ะ
 
  นาฬิกาชีวะ (biological clock) เป็นชื่อเรียกความรู้สึกสัมผัสด้านเวลาซึ่งสัตว์ส่วนมากมี บางครั้งก็เรียกว่า นาฬิกาภายใน หรือ internal clock  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า "นาฬิกา" นี้อยู่ในสมองของสัตว์ และทำหน้าที่ช่วยเตรียมสัตว์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาจากกลางวัน เป็นกลางคืน หรือจากฤดูร้อนเป็นฤดูหนาว

สัตว์ทุกชนิดจำเป็นต้องตระหนักรู้ถึงช่วงเวลาของวันหรือปีเพื่อให้มัน สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้ นกเช่นนกพิราบอาจตายเพราะอดอาหารถ้ามันตื่นนอนในช่วงใกล้ค่ำ นกพิราบหาอาหารประเภทเมล็ดพืชหรือผลไม้ โดยใช้สายตาสอดส่าย การมองเห็นของมันต้องอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ในทำนองเดียวกันถ้านกเริ่มสร้างรังและวางไข่เมื่อฤดูหนาวมาถึงแล้ว คงเป็นความสูญเปล่าอย่างยิ่ง

 แม้แต่สัตว์ที่มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดก็มีกลไกของนาฬิกาภายใน โปรโตซัว สัตว์ขนาดเล็กที่สุดมีเพียงเซลล์เดียวยังมีวงจรของกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  โปรโตซัวจะว่องไวในช่วงเวลากลางวัน มันจะเคลื่อนตัวไปมาเพื่อกินพืชที่มีขนาดเล็กพอ ๆ กับตัวมันเป็นอาหาร  ถ้านำโปรโตซัวไปเก็บไว้ในที่มืดสนิท มันจะยังรักษาวงจรของกิจกรรมหาอาหารและพักผ่อนซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงช่วงเวลาจากกลางวันเป็นกลางคืน เหมือนเมื่อมันอยู่ในสภาวะธรรมชาติ  การทดลองนี้บอกเราว่าสัตว์เซลล์เดียวชนิดนี้ตระหนักรู้ได้เองว่าเมื่อใดกลาง คืนสิ้นสุดลง และเมื่อใดกลางวันเริ่มต้นขึ้น พวกมันถูกควบคุมโดยอะไรบางอย่างภายในตัวของมันเองซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง ของสภาวะธรรมชาติภายนอกจากกลางวันเป็นกลางคืนเท่านั้น

 สัตว์หลายชนิดดำเนินชีวิตเป็นวงจรของกิจกรรม ๒๔ ชั่วโมง ผึ้ง ผีเสื้อ ค้างคาว นกฮูก และสัตว์อีกหลายชนิด ทำกิจกรรมของมันเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งที่แน่นอนของวัน พวกมันจะตื่นตัวว่องไวช่วงที่หาอาหารกินเท่านั้น  ผึ้งและผีเสื้อจำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในเวลากลางวันเพื่อจะได้มองเห็นอาหาร ของมัน ส่วนค้างคาวและนกฮูกออกหากินในเวลากลางคืนโดยอาศัยเสียงและสายตาที่แหลมคม ล่าเหยื่อของมัน

 สัตว์ประเภทอื่นมีวงจรกิจกรรมเป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำใน ทะเล สัตว์ที่อาศัยตามชายฝั่งจะเคลื่อนไหวว่องไวเมื่อกระแสน้ำซัดขึ้นกระทบฝั่ง เท่านั้น ตัวเพรียง หอย และปูบางชนิด โผล่ออกจากกระดองหรือรูของมันเพื่อหาอาหารก็ต่อเมื่อกระแสน้ำขึ้นท่วมตัว เท่านั้น  สัตว์ทะเลบางประเภท เช่น ปูก้ามดาบ (fiddler crab) จะออกจากโพรงของมันเมื่อน้ำลง มันจะวิ่งไปมาบนทรายตมแฉะ ๆ เพื่อหาอาหารและสู้กันเองเพื่อแย่งชิงอาณาเขต  ถ้านำสัตว์เหล่านี้มาเลี้ยงไว้ในถังทดลองไกลจากทะเล พวกมันจะยังคงโผล่ออกจาก "บ้าน" ในช่วงเวลาที่มันคาดว่ากระแสน้ำกำลังขึ้นหรือลง ภายหลังสองถึงสามสัปดาห์ที่ต้องอยู่ไกลจากทะเล  สัตว์พวกนี้จะค่อย ๆ สูญเสียจังหวะวงจรชีวิต พวกมันจำเป็นต้องอาศัยวงจรธรรมชาติของน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อกระตุ้นให้นาฬิกาภายในของมันบอกเวลาที่ "ถูกต้องเที่ยงตรง"

 ร่างกายของคนเราก็แสดงจังหวะของวงจรชีวิตประจำวันซึ่งควบคุมโดยนาฬิกา ภายในของเราเอง เราคุ้นเคยกับการนอนและตื่น ณ ช่วงเวลาที่แน่นอน  กระเพาะอาหารของเราเรียนรู้ที่จะคาดหวังอาหาร ณ ช่วงเวลาที่แน่นอน แม้แต่อุณหภูมิของร่างกายของเรายังเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลากลางวันกลางคืน  คนที่ต้องอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดิน หรือห้องจำลองเพื่อการทดลอง จะยังคงรักษาจังหวะวงจรเหล่านี้ไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่าเล็กน้อย แต่พวกเขาจะสูญเสีย ความรู้สึกสัมผัสด้านเวลานี้ไปในที่สุด

 คนเดินทางซึ่งต้องบินระยะทางไกลข้ามโลกมักเกิดอาการเจ็คแล็ก (jet lag) นี่คืออาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายของพวกเขาบอกว่าตอนนี้เป็นเวลากลางดึก แต่มันกลับเพิ่งเป็นเวลาเช้าเท่านั้นในประเทศที่เครื่องบินของเขาลงจอด การบินระยะทางไกลในช่วงเวลาสั้นทำให้นาฬิกาชีวะของคนเราสับสนได้

 สัตว์หลายชนิดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามฤดูกาลที่แปรเปลี่ยน หมีจำศีลในช่วงฤดูหนาว (hybernate) ส่วนเต่าบกนอนหลับตลอดช่วงฤดูร้อนที่แล้งจัด (estivate)  ทั้งหมีและเต่าบกต้องสะสมไขมันของร่างกายไว้ให้พอเพียงก่อนเข้าสู่ช่วงหลับ ยาว  ไขมันนี้จะเป็นแหล่งพลังงานเดียวเท่านั้นของพวกมันในช่วงจำศีล นาฬิกาชีวะทำหน้าที่บอกพวกมันว่าช่วงเวลายากลำบากจะมาถึงเมื่อไร จะได้เตรียมตัวให้พร้อม การเตือนดังกล่าวทำให้สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่รอดได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1279 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2011, 20:40:12 »


ยาตีกัน ภัยร้ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง



คุณเป็นเช่นนี้หรือไม่...
เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน
ไปรับการรักษาจากสถานพยาบาลหลายๆ แห่ง หรือซื้อยาและอาหารเสริมมากินเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับยาชนิดอื่นๆ ที่กินอยู่
ถ้าใช่...คุณก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการยาตีกันสูงขึ้น

     และเพื่อร่วมกันแก้ปัญหายาตีกัน สภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) จึงได้รณรงค์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการจัดบันทึกรายการยาที่ใช้ ภายใต้คำขวัญ “บันทึกยา รักษาต่อเนื่อง ลดปัญหาเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร โดย ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และภก.รศ.(พิเศษ) กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อุปนายกสภาเภสัชกรรม ยังได้ชี้ให้เห็นอันตรายจากอาการยาตีกัน และการใช้ยาซ้ำซ้อน ดังต่อไปนี้

ยาตีกันคืออะไร
     ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรมให้ข้อมูลว่า ยาตีกัน หมายถึง การที่ฤทธิ์ของยาตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งร่วม ด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดผลการรักษาที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น เกิดอาการไม่พึงประสงค์ หรืออาจจะทำให้ผลการรักษาลดลง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนความรุนแรงของยาตีกันจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของ ผู้ป่วย ระยะเวลาที่ใช้ยาร่วมกัน และขนาดยาที่ใช้ด้วย

กลุ่มเสี่ยง
     สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีโอกาสเกิดยาตีกันสูงคือผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ดังผลจากการสำรวจประชาชนไทยจำนวน 21,960 คน1 ซึ่ง 9,720 คน หรือประมาณ 40% เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปพบว่า 48% ของคนกลุ่มนี้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 26% ป่วยเป็นไขมันในเลือดผิดปกติ 16% ป่วยเป็นเบาหวาน โดยมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่รู้ตัวและได้รับการรักษา ขณะที่ผู้ป่วยบางคนไม่ทราบและไม่ได้รับการรักษา นอกจากนี้ผลจากการติดตามผู้ป่วยสูงอายุจำนวน 331 คนที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุกรรมในระยะเวลา 6 เดือน2ยังพบว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีสาเหตุจากการใช้ยา โดย 60% มาจากอาการไม่พึงประสงค์จากยา 40% มาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง

สาเหตุของยาตีกัน
     เป็นโรคเรื้อรัง รักษาหลายแห่ง เนื่องจากผู้ป่วยโรคเรื้อรังมักต้องรักษาด้วยยาเป็นหลัก และมักต้องใช้ยาหลายชนิดในการรักษา รวมถึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แต่การไปพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษากลับมีความถี่ต่ำ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนยังไปรับการรักษาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง โดยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบ จึงมีโอกาสที่อาจจะได้รับยาซ้ำซ้อนกัน รวมถึงในบางครั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจจะมีการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ เช่น เป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย แล้วไปซื้อยากินเอง โดยไม่ได้แจ้งให้เภสัชกรผู้ควบคุมร้านยาทราบว่า ตัวเองกินยารักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ ก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหายาตีกันได้

      เกิดจากพฤติกรรมของผู้ป่วย เพราะการกินอาหารรสเค็มจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด การบริโภคอาหารเสริม สมุนไพรบางชนิดอาจจะไปลดฤทธิ์หรือเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาของยาได้ เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ก็อาจจะมีผลกระทบกับยาที่กินอยู่ได้โดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ทราบ

ตัวอย่างยาตีกัน
     ยาปฏิชีวนะตีกับยาลดไขมัน ยาแก้โรคหัวใจ ยาขยายหลอดลม : โดยยาปฏิชีวนะจะทำให้ระดับของยาเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นในเลือด ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยบางรายได้ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของยา สภาวะผู้ป่วย และระยะเวลาที่ใช้ยาร่วมกัน

      ยาลดความดันโลหิตสูงตีกับยาแก้ปวด : ผู้ สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจจะมีปัญหาเรื่องปวดเข่า ปวดข้อตามวัย ซึ่งหากมีอาการปวดมากๆ ก็จำเป็นต้องกินยาบรรเทาอาการปวด และเพื่อป้องกันปัญหาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยกินยาแก้ปวดทันทีหลังอาหาร แต่อาจจะลืมนึกไปว่ายากลุ่มนี้ยังมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวได้เช่นกัน ดังนั้นหากผู้ป่วยกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานก็อาจจะไปกดฤทธิ์ยาลดความดัน โลหิต ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถลดความดันโลหิตได้

      ยาความดันโลหิตสูงตีกับยาแก้แพ้อากาศ : ยาลดความดันโลหิตสูงจะออกฤทธิ์โดยการขยายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ขณะที่ยาแก้แพ้อากาศ (ซึ่งใช้สำหรับแก้ไขอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก) จะออกฤทธิ์ด้วยการทำให้หลอดเลือดหดตัว ดังนั้นหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต้องกินยาแก้แพ้อากาศเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหายาตีกัน คือทำให้ผู้ป่วยควบคุมความดันไม่ได้ ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้อากาศร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูงร่วมกันก็ ควรใช้ไม่เกิน 2-3 วัน อย่าใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

      ยารักษาเบาหวานตีกับยาแก้แพ้อากาศ : ตาม ปกติผู้ป่วยเบาหวานต้องกินยามากอยู่แล้ว และคงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ป่วยเบาหวานจะไม่แพ้อากาศ คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะยาแก้แพ้อากาศมีผลต่อการเพิ่มระดับอุณหภูมิในเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลให้การออกฤทธิ์ของยาลดน้ำตาลในเลือดมีประสิทธิภาพลดลง

      ยาแก้ท้องเสียชนิดที่เป็นถ่านตีกับยาเบาหวานและยาความดัน : ปัจจุบัน ผู้ป่วยนิยมกินถ่านเพื่อแก้ปัญหาท้องเสียมากขึ้น เพื่อให้ถ่านหรือคาร์บอนไปช่วยดูดซับสารพิษ แต่หากว่าผู้ป่วยกินถ่านพร้อมกับยาลดความดันโลหิตและยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ถ่านก็จะไปจับกับยาเหล่านี้ ทำให้ประสิทธิภาพของยาเบาหวานและยาลดความดันโลหิตลดน้อยลง ดังนั้นหากว่าจะกินถ่านเพื่อแก้ปัญหาท้องเสีย ผู้ป่วยควรกินถ่านก่อนสัก 2 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยกินยาลดความดันโลหิตสูงหรือยาเบาหวาน เพื่อที่ว่าถ่านจะได้ไม่ไปแย่งจับกับยาเบาหวาน หรือยาลดความดัน รวมถึงยาชนิดอื่นๆ ที่ผู้ป่วยต้องกินเป็นประจำ

      ยาฆ่าเชื้อบางกลุ่มตีกับยาลดกรด : ผู้ ป่วยที่ต้องกินยาลดกรดในกระเพาะเป็นประจำต้องระมัดระวัง หากว่ามีอาการท้องเสียและจะต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ เนื่องจากยาลดกรดจะมีแร่ธาตุพวกแคลเซียม อลูมิเนียม ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา โดยแร่ธาตุเหล่านี้จะไปจับกับยาฆ่าเชื้อ ทำให้ยาฆ่าเชื้อออกฤทธิ์ได้ลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้การเชื้อลดลง แต่ผู้ป่วยสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ด้วยการกินยา 2 ชนิดนี้ให้ห่างกันประมาณ 1-2 ชั่วโมงเช่นกัน

      ยาลดกรดลดประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม : เนื่อง จากแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จะดูดซึมได้ดีในสภาพที่เป็นกรด จึงต้องอาศัยความเป็นกรดในลำไส้ละลายแคลเซียมแล้วจึงดูดซึม ดังนั้นหากว่าผู้ป่วยกินแคลเซียมพร้อมกับยาลดกรด ซึ่งจะทำให้สภาพความเป็นกรดในลำไส้ลดลง ยาลดกรดก็จะไปลดการละลายของแคลเซียมในลำไส้ลงด้วย ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการให้ร่างกายได้รับแคลเซียม 100 % เท่ากับที่กินไปก็ควรจะกินแยกมื้อกัน เช่น หากกินแคลเซียมพร้อมกับอาหารมื้อเช้า ก็อาจจะกินยาลดกรดในช่วงเย็น แต่ถ้าแพทย์สั่งว่าต้องกินยาลดกรดช่วงเช้า ก็เปลี่ยนไปกินแคลเซียมมื้อเย็นก็ได้ เพื่อยาจะได้ไม่ตีกัน

      ยาแก้แพ้อากาศซ้ำซ้อนกับพาราเซตามอล : เนื่องจากยาลดไข้ ลดน้ำมูก แก้คัดจมูกบางชนิดที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านขายยาจะมีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสม อยู่แล้ว แต่หากว่าผู้ป่วยไม่ทราบก็อาจจะกินพาราเซตามอลเข้าไปอีกหากว่ามีอาการปวด ศีรษะ ซึ่งทำให้ได้รับยาซ้ำซ้อน โดยปัญหาเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่กินยาคลายกล้ามเนื้อซึ่งมี พาราเซตามอลผสมอยู่เช่นกัน เพราะผู้ป่วยอาจจะได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนหากมีอาการปวดศีรษะเกิดขึ้น

      อาหารเสริมตีกับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด : ผู้สูงอายุที่กินยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดหรือยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า อย่างเช่นแอสไพริน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องระมัดระวังในการดื่มน้ำผลไม้และการกินอาหารเสริม บางอย่าง เช่น กระเทียมหรือแปะก๊วย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและอาจะเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นหากไปพบแพทย์ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากินอาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง เพื่อความปลอดภัย

      น้ำเกรพฟรุ๊ตลดระดับยาในเลือด : น้ำผลไม้บางชนิด โดยเฉพาะน้ำเกรพฟรุ๊ต (ขนาด 250 ซีซี) จะทำให้ระดับยาในเลือดของยาที่รับประทานร่วมด้วยสูงขึ้น เช่น ยาลดไขมัน ยากดระบบประสาท เป็นต้น

     การสูบบุหรี่ นอก จากเป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอดแล้ว นิโคตินในบุหรี่และควันบุหรี่มีส่วนประกอบของสารเคมีหลายตัวที่อาจจะมี ปฏิกิริยากับยารักษาโรคอื่นๆ เช่น ยารักษาโรคหัวใจ รวมถึงยังทำให้ยาทั้งหลายออกฤทธิ์ลดลง ทำให้ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ต้องการยาที่จะได้ผลการรักษาในขนาดที่สูง กว่าคนทั่วไป

      การดื่มเหล้า/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะทำให้ผลการรักษาของยาเปลี่ยนแปลงไป เช่น เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยที่กินยาเบาหวานเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

จดบันทึกยา แก้ปัญหาได้
ปัญหาเรื่องยาตีกันหรือการใช้ยาซ้ำซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้หากผู้ป่วยไม่รู้ เท่าทัน ดังนั้นแวะไปร้านยา โรงพยาบาล หรือศูนย์บริการสุขภาพคราวหน้า อย่าลืมขอ “สมุดบันทึกยา” กลับมาบ้านด้วย เพื่อใช้ในการบันทึกรายการยาที่ต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้รับจากสถานพยาบาล หรือยาและอาหารเสริมที่ซื้อมากินเอง ที่สำคัญต้องนำสมุดบันทึกยาไปด้วยทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาล เพื่อผู้ปฏิบัติวิชาชีพจะได้ทราบ และไม่สั่งยาซ้ำซ้อน หรือสั่งยาที่มีฤทธิ์ต่อกันให้

ผู้ป่วยทุกๆ คนจะได้ปลอดภัยจากปัญหายาตีกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1280 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 19:14:41 »


5 ปัญจัยภายในก่อเกิดสิวร้าย



1. ต่อมไขมัน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวต่อไขมันคือส่วนที่สร้างไขมันเพื่อให้ความชุ่ม ชื้นขึ้นกับผิว แต่ถ้าต่อมไขมันถูกกระตุ้นให้สร้างไขมันออกมามากเกินไปก็จะทำให้เกิดการอุด ตันแล้วกลายเป็นสิวในที่สุด

2. การอุดตันของรูขุมขน ในผู้ที่เป็นสิว บริเวณรูขุมขนซึ่งเป็นท่อทางออกของต่อมไขมีนมีกมีการอุดตันที่เกิดจากการ สะสมของเซลล์ผิวที่ผลัดตัว เมื่อจับตัวร่วมกับไขมันที่ถ่ายเทออกไม่ทัน จึงก่อตัวเป็นหัวสิวขึ้นมาได้

3. ฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นในร่างกายทั้งชายและหญิงถูกค้นพบว่า คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่น เนื่องจากโฮร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้ ต่อมไขมัน ขยายตัวและมีการผลิตไขมันออกมามากขึ้น

4. กรรมพันธุ์ ทางการแพทย์เชื่อว่าผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นสิว จะมีโอกาสเป็นสิวมากกว่าคนอื่น

5. เชื้อแบคทีเรีย บริเวณผิวหนังจะมีแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้
     5 ปัจจัยภายนอกเพิ่มการเกิดสิว

5.1มลภาวะ ฝุ่นละออง ไอน้ำมัน แสงแดด สิ่งเหล่านี้จะเร่งให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมัน และการเกิดสิวเร็วขึ้น

5.2 อาหาร จากการทดสอบพบว่าอาหารบางชนิด เช่น ขนมหวาน ของทอด ของมัน มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดสิวในบางคน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกคน

5.3 การ พักผ่อน การอดนอนหรือความเครียดจะทำให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนมากกระตุ้นการทำงาน ของต่อมไขมันให้ทำงานหนัก ซึ่งจะไปเพิ่มโอกาสในการอุตตัน และเกิดปัญหาสิวตามมา

5.4การทำความสะอาด การหมักหมมของเหงื่อและสิ่งสกปรกก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ ผิวจึงควรได้รับการดูแลทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอหลังการทำงานหรือออกกำลัง กาย

5.5 เครื่องสำอางและยา การใช้เครื่องสำอางและยาบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง เป็นผดผื่นและการอุดตันของต่อมไขมันซึ่งเป็นสาเหตุของสิวได้


เมื่อ ทราบที่มาของสิวแล้ว การแก้ปัญหาสิวอย่างง่าย ๆ ก็คือการกลับมาสำรวจตัวเองดูว่าสาเหตุการเกิดสิวของเรานั้นคืออะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น โดยไม่ต้องวิตกกังวลมากเกินไป เพราะสิวเป็นปัญหาธรรมชาติที่สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยในปัจจุบัน


leelacheewit
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1281 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 19:21:51 »


ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่เทียร่า?


ที่มาของการติดเครื่องประดับที่ศีรษะ สามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีกโบราณ

ซึ่งรูปเคารพของเทพเจ้าและกษัตริย์จะต้องประดับช่อใบมะกอกเพื่อแสดงฐานะ เมื่อเวลาผ่านไป เครื่องประดับศีรษะของราชวงศ์ก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมงกกุฎ สำหรับราชาและราชินี และเทียร่า หรือมงกุฎรูปพระจันทร์เสี้ยว สำหรับเจ้าหญิง แต่ประเพณีก็แตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ อย่างอังกฤษ เจ้าหญิงจะสวมเทียร่าได้ ก็ต่อเมื่อสมรสแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ ยังกลายเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่ควีนจะต้องประทานยืมเทียร่าแก่สะใภ้หลวงในวัน แต่งงาน ยกเว้นแต่ของเลดี้ไดอาน่าที่ตัดสินใจใช้เทียร่าประจำตระกูลสเปนเซอร์



lisaguru
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1282 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 19:29:49 »


ตำนานเพื่อนเจ้าสาวสุดสวย


ไม่ ว่าจะเป็นงานเลี้ยงแต่งงานแบบมีพิธีรีตรอง หรืองานแต่งงานแบบโมเดิร์นเข้ายุคสมัย ก็จะต้องมีเพื่อนเจ้าสาวยืนเคียงข้างด้วยตลอดเวลา เรื่องแบบนี้มีที่มาแน่นอน

เพื่อนเจ้าสาวไม่ใช่คนที่คอยยืนช่วยเหลือเจ้าสาวเท่านั้น แต่เป็นกุศโลบายโบราณที่จะต้องหาเพื่อนเจ้าสาวหน้าตาและการแต่งตัวคล้ายเจ้า สาวให้มากที่สุด เพื่อหลบเลี่ยงปีศาจร้ายให้สับสน ดังนั้น ยิ่งมีเพื่อนเจ้าสาวเยอะยิ่งดี สอดคล้องกับความเชื่อของโรมันที่ต้องการให้เพื่อนเจ้าสาวทำการปกป้องคุ้ม ครองเจ้าสาว เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายใดๆ ขึ้นมาระหว่างานได้ อย่างเช่น หนุ่มอื่นที่ไม่สมหวังอาจพาพวกมาลักพาตัวเจ้าสาวก็ได้
   
แต่ทว่าสาวใดเป็นเพื่อนเจ้าสาวแล้ว ก็มีตำนานว่าถ้าเธอสะดุดตรงแท่นพิธีก็จะหมดโอกาสการแต่งงาน หรือใครเป็นเพื่อนเจ้าสาว 3 ครั้ง จะเป็นโสดไปตลอดชีวิต เว้นแต่จะเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีก 4 ครั้งรวมเป็น 7 ครั้งถึงจะแก้โชคลางได้ สามารถมีคู่ได้อีกครั้งหนึ่งและจะโชคดีไม่ทางในก็ทางหนึ่งด้วย


lisaguru
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1283 เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 15:43:45 »


10 วิธีเลิกเหล้า 
 
 


1. ตั้งใจจริง การเลิกเหล้าไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามีความตั้งใจความสำเร็จย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม

2. ตั้งเป้าว่าจะเลิกเหล้าเพื่อใคร เพราะเหตุใด เช่น เพื่อพ่อแม่…เพราะการดื่มเหล้าของเราทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจเพื่อตัวเอง… จะได้มีสุขภาพดีแถมมีเงินเก็บมากขึ้น เพื่อลูกและครอบครัว…เพราะเหล้า เข้าปากทีไร เป็นต้องทะเลาะกันทุกที ถ้าเลิกเหล้าก็คงทะเลาะกันน้อยลงครอบครัวจะได้มีความสุข มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น…เป็นต้น

3. หยุดทันที! คนที่มีแนวคิดว่าเพียงแค่ดื่มเพื่อความสนุกสนานหรือต้องการเข้าสังคม เมื่อตั้งใจที่จะเลิกเหล้า ก็ต้องพยายามหักห้ามใจ และหยุดดื่มทันที

4. ปรับเปลี่ยนนิสัยการดื่ม สำหรับคนที่เคยดื่มเหล้าเป็นประจำอาจเลิกทันทีได้ยาก ให้ลองใช้วิธีดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจช่วยให้ดื่มเหล้าน้อยลงได้ เช่น ดื่ม เหล้าพร้อมกับการรับประทานอาหาร หรือ หมั่นดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปด้วยระหว่างการดื่มเหล้า เปลี่ยนขนาดของแก้ว จากแก้วใหญ่เป็นแก้วเล็กดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทดแทนไปก่อนใน ระยะแรก.

5. ตั้งเป้าว่าจะลดปริมาณการดื่ม เช่น จากที่เคยดื่มวันละ 8แก้ว ก็อาจจะลดปริมาณการดื่มลงไปเรื่อยๆ จนเหลือวันละ 1แก้ว และไม่ดื่มเลยแม้แต่แก้วเดียวในที่สุด

6.หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ความเสี่ยงในที่นี้คือ สถานการณ์หรือสถานที่ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เราดื่มเหล้าได้ง่ายขึ้น ได้แก่ ช่วงเวลาหลังเลิกงาน วันเงินเดือนออก วาระหรือโอกาสพิเศษต่างๆ การไปเที่ยวผับหรือร้านอาหาร สถานบันเทิง การชักชวนจากกลุ่มเพื่อนที่ดื่มจัด รวมถึงสาเหตุต่างๆ ที่นำไปสู่อาการเหน็ดเหนื่อย ทดท้อ เหงา เศร้า เครียด ฯลฯ

7. เมื่อมีเวลาว่าง ให้ทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรค์แทนการดื่มสังสรรค์ ทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพหลังเลิกงาน เช่น ออกกำลังกาย – เล่นกีฬาฉลองวาระพิเศษต่างๆ ด้วยแนวปฏิบัติแบบใหม่ เช่น ไปทำบุญแทนการดื่มเมื่อรู้สึกเหงา เศร้าหรือเครียด ให้หากิจกรรมสร้างสรรค์และจรรโลงจิตใจทำทันที อาทิ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ชมภาพยนตร์ ตลอดจน เล่นกีฬา ฯลฯ

8. ฝึกปฏิเสธให้เด็ดขาด เช่น ถ้าเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่ม ให้บอกเค้าไปว่า ” หมอห้ามดื่ม , ไม่ว่างต้องไปทำธุระ ฯลฯ…”

9. หาที่พึ่งทางใจรวมถึงหากำลังใจจากคนรอบข้าง เช่น พ่อแม่ คนรัก ลูก หรือเพื่อนสนิท ที่สามารถปรึกษาหารือให้คำแนะนำดีๆ แก่เราได้ และพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเราต้องการ นอกจากนี้การพูดคุยหรืออ่านประสบการณ์ของคนที่เลิกเหล้าสำเร็จ ก่อนจะพบกับความสวยงามของชีวิตย่อมช่วยสร้างกำลังใจให้กับเราได้มากอย่างที เดียว



10.ปรึกษาหน่วยงานช่วยเหลือ หากไม่สามารถเลิกเหล้าด้วยตัวเองควรปรึกษาหน่วยงานช่วยเหลือดังต่อไปนี้

สายด่วนยาเสพติด สถานธัญรักษ์ กรมการแพทย์ โทร: 1165

สายด่วนเลิกเหล้า ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา โทร: 1413

โรงพยาบาลและสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ



ที่มา : stop drink
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1284 เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 15:51:13 »


การทำร้ายกระดูกสันหลัง 
 


กระดูกสันหลัง มีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ วันนี้เราจึงนำวิธีการที่ทำร้ายกระดูกสันหลังมาบอกกัน...
 
การนั่งไขว่ห้าง จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

การนั่งกอดอก ทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มี
ผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรง หรือชาได้

การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นชั่วโมง จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค มี
อาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

 การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัว

การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว การยืนที่ถูกต้องควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพกจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม ควรยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย เพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง

 การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋า โดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่า ๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้ต้องทำงานหนักอยู่เพียงซีกเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

การหิ้วของหนักด้วยนิ้วบ่อย ๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

การนอนขดตัว/นอนตัวเอียง ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างก่ายโดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

เพื่อนๆทราบถึงสาเหตุแล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้นะคะ แล้วดูแลรักษาอยู่เสมอนะคะ จะได้มีบุคลิกที่ดีอยู่เสมอ
 

 

 
 
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1285 เมื่อ: กันยายน 27, 2011, 19:23:51 »


โปรดระวังรูปแบบการตบทรัพย์แบบใหม่ 


เตือนๆกันไว้
มีเรื่องมาเล่าให้ฟังจากเพื่อนอีกที เธอและสามีผู้ รอบคอบไม่โลภ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ
   มีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทย   อ่าวอุดม แล้วขากลับลงมา   
สามีเจอบัตร   ATM  ใส่ซอง และด้านหลังบัตร  บอกรหัส ATM เบ็ดเสร็จ   
ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมา แล้วก็ขึ้นมาบนรถ เราก็เอามาดูเห็นมีรหัส   
ก็เลยบอกสามีว่า ! ลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไร
สามีบอก   เธอลองเอาไปกดรหัสซิ ตำรวจมาแน่เพราะตู้ ATM   มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกด  เวลาอะไร
สามีบอกเราว่า   ถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขาเราจะไปกดดูทำไม   
เราก็ เออ จริงซิ   แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง
แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง   พี่ชายเราบอกว่า
มีเพียง   1   เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นเรา   ที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ   
เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว     เพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน   
ที่ ธ.กรุงเทพฯ สาขา   อ่าวอุดม     และสังเกตุได้จะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดือนหลังจากแบงก์ปิดแล้ว
คล้ายกับแกล้งทำบัตร ATM  ตกอะไรทำนองนี้  แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกดตอนนั้นประมาณ  6  โมงเย็น
กดได้ไม่นาน   ตำรวจก็เข้าไปจับพร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัว เรียกค่าเสียหาย กับเพื่อนพี่ชาย
ไป 3   หมื่น ถ้าไม่อยากติดคุก คืนวันศุกร์ เสาร์   ;อาทิตย์  3  คืน
เราคิดว่า เขาต้องทำการเป็นขบวนการ  รวมทั้งตำรวจด้วย คงเอาไปแบ่งกัน   
เพื่อนๆ  ต้องระวังนะจ๊ะ   เราเองก็เกือบไปแล้วดีที่สามีเตือนสติ



 
โปรดระวังรูปแบบการตบทรัพย์แบบใหม่  เตือนๆกันไว้
[/color]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1286 เมื่อ: กันยายน 27, 2011, 19:50:29 »


มีแบบทดสอบทางสมองมาให้ลองเล่นทดสอบกันดูครับ
สนุก ๆ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยทักษะสมองดีครับ


http://www.humorsphere.com/fun/8787/colortest.swf
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1287 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 19:50:11 »


ไลฟ์สไตล์มรณะ ทั้ง 14 ประการ....นพ.กฤษดา ศิรามพุช , พบ.(จุฬาฯ)
 

      เซลล์มะเร็ง เป็นคล้ายสัตว์กินเนื้อที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการแตกรากออกไปดูดกินสาร
    อาหารจากในร่างกายจนทำให้ผ่ายผอมและกลายเป็นรังมะเร็งในที่สุด 
    แต่ถ้าท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับ
    บาบิโลน ก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดี

     
    ขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ ครับ

   
   1) นอนดึก   ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้าย อื่นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน ด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและ
    ต้องหาของขบเคี้ยว มากินแก้ปากว่างกัน


    2) สูบบุหรี่และขี้เหล้า    ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมี นิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง   
    " สนิมมะเร็ง " ออกมาไม่น้อย  ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

    3 ) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง   ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่    มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น   ตัวเราจึงผอมเอาๆ   ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน่

    4) แฝงด้วยเครียดจัด
        จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับ น้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

     
    5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย     ดังที่กล่าวไปว่า  ถ้าภูมิดีก็มีพลังต้าน
    มะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริเกิดขึ้นมา   ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็ง
    นี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน

    6) ปล่อยกายให้อ้วน
       สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตาม ตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

     
    7) ล้วนขาดวิตามิน   ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไป ก่อนที่จะเผยอ
    หน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

    กินของร้อนจัดไป 
   ช่น ซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

    9) ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ
       พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

     
    10) กลั้นปัสสาวะ   น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย  ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่
    ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ   ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าใน
    กระเพาะฉี่เรา  ก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

    11) ป ะทะเค็มจัด
        พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะ ในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

    12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว
        มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทาง พันธุกรรมได้  แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ  เช่น มะเร็งเต้านม
    มะเร็งลำไส้ใหญ่   แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

    13) ตัวตากแดดบ่อย
       แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจ  จน เครื่องในรวนหมดครับ   เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้
    แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

    14) ไม่ค่อยช่วยใคร
       ถ้าพูดให้ง่ายเข้า  คือเห็นแก่ตัว  และไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะ เมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว  เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อ
    ไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ " อยาก "  อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ
    หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี "สารสุข " หลั่งออกมา
    เสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ 

    ด้วยวิถีแห่งการมี
     " ไลฟสไตล์มรณะ " ทั้ง 14 ประการ ดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย 


    ขอบคุณ ข้อมูลดี ๆ จาก....


    นพ.กฤษดา ศิรามพุช , พบ.(จุฬาฯ)

    ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ 
    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 649



« ตอบ #1288 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 23:13:31 »


โอ้โฮเฮะ...ไล้ฟ์สไตล์มรณะ14ข้อ ผมฟาดไป10ข้อ...ยังงี้จะไปเหลือเหรอ แฮ่แฮ่.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Amorn
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 508



« ตอบ #1289 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 10:31:43 »




โอ้โฮเฮะ...ไล้ฟ์สไตล์มรณะ14ข้อ ผมฟาดไป10ข้อ...ยังงี้จะไปเหลือเหรอ แฮ่แฮ่.

  @คุณบลูฯ นำหน้าไปนิดนึง..หนูตามมาติด ๆ ไม่แปด ก็เก้า..จะพยายามให้ลดลงตามลำดับนะคะ..555+


  @คุณอนุกูล..หนีน้ำไปทางไหนรึเปล่าคะ..เงียบเชียวค่ะ..ระลึกถึงนะคะ..ฝากความคิดถึงพี่ใหญ่ด้วยค่ะ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pluskung
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


เว็บไซต์
« ตอบ #1290 เมื่อ: เมษายน 24, 2012, 14:42:44 »


อ่านไปก็ ช้ำๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

[url
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1291 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 20:00:52 »


เรื่อง: ไข่ต้ม สารพัดประโยชน์เพื่อสุขภาพ


 
.
….. อาหารมื้อเช้า คุณสาวๆ เลือกทานอะไรกันเอ่ย …? แซนวิส โอวัลติน ไข่ดาว หรือจะเป็นซีเรียลดีน๊า …!! ถ้าคิดไม่ออก ลองเมนูบ้านๆ แบบที่คุณสาวๆ ไม่ค่อยนึกถึงกันดูบ้างสิคะ กับนี่เลยค่ะ ไข่ต้ม อาหารเช้า แบบธรรมดาๆ แต่คุณภาพล้นจาน
….. ไข่ต้ม เมนูอาหารที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง แต่ทราบกันมั้ยคะว่า ประโยชน์ของไข่ต้มนั้น มีมากกว่าที่คุณเห็น นอกจากจะให้โปรตีนสูงแล้ว ไข่ต้ม ฟองน้อยๆ ที่คุณเห็นนั้น ยังเปรี่ยมไปด้วย กรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
….. แน่นอนค่ะ มีผลการวิจัยออกมาแล้ว จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ( Essential Amino Acid) ส่วนในไข่แดงนั้น ก็ยังมีสารอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งมีคุณค่าเช่นเดียวกับไขมันในปลาแซลมอลและปลาทะเล
…. . อ๊ะๆ ยังค่ะยังไม่หมดแค่นั้นนะคะ เพราะในไข่ต้มนั้น ยังมี ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหรือเอชดีแอล ( HDL Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี ไม่มีผลต่อการเพิ่มคลอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย ถ้าหากว่า คุณเลือกทานไข่ต้มเป็นประจำวันละ 1 ฟอง ก็จะสามารถช่วยป้องกันคุณ ให้ห่างไกลจาก โรคหัวใจ ได้อย่างแน่นอนค่ะ โดยไข่ต้ม 1 ฟอง จะมีน้ำหนักประมาณ 30 กรัม ซึ่งจะให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่ คุณประโยชน์ ของ ไข่ต้ม ยังไม่หมดแค่นั้นนะคะ เพราะมีความเชื่อกันว่า ไข่ต้ม สามารถให้ประโยชน์ได้มาก เท่ากับการที่คุณสาวๆ ทานรังนก 10 กระปุกเลยล่ะค่ะ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,800



« ตอบ #1292 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 21:45:30 »



ดีใจ!!!ที่คุณอนุกูลและกระทู้นี้ กลับมาแล้ว 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1293 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 19:54:19 »


วันนี้ผมขอเอาคลิปวิดีโอเรื่องหนึ่งมาฝาก  ออกจะดูโหดร้ายไปบ้างแต่ก็น่าสนใจตรงที่
ความสามัคคีที่น่าทึ่ง ที่ทำให้ควายป่าไล่ฝูงสิงโตได้

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=DXQnP2ysOWk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=DXQnP2ysOWk</a>
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1294 เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 09:07:49 »


วันนีัผมขอเอาเกร็ดความรู้เล็ก ๆ มาลงให้ท่านสมชิกได้อ่านเพื่อเป็นความรู้
เล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ ขอให้ชื่อว่า "คำนี้มีที่มา"

เราจะได้รับรู้ในบ้างเรื่องว่าคำต่าง ๆ เหล่านี้มีที่มาอย่างไรนะครับ
 

เริ่มด้วย "รำมะนา"



"รำมะนา" ชื่อเฉพาะไม่ได้หมายถึงกลอง หมายถึง "บทสรรเสริญพระเจ้า" เป็นภาษาอาหรับ "ร็อบบานา"=พระเจ้าของเรา โดย
การใช้กลองนี้ประกอบสวดบทสรรเสริญพระเจ้า

ยกสยามTV , FM99
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1295 เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 09:19:36 »


เด็กไม่เอาถ่าน คำนี้มีที่มาจากอะไร? (mcot)

          เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่น ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านก็ไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"

          ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%

          ด้วยเหตุผลดังกล่าว ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณจึงจำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"


ขอขอบคุณข้อมูลจาก MCOT
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 649



« ตอบ #1296 เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 21:50:08 »


คุณ anukul2495 กลับมาเที่ยวนี้ต้องจัดหนักหน่อย ชดเชยที่หายไปนาน ปล่อยให้แควนๆชะแง้รอซะคอแทบเคล็ด.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หิรัญญิการ์
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,844



« ตอบ #1297 เมื่อ: กันยายน 02, 2012, 11:14:20 »


วันนีัผมขอเอาเกร็ดความรู้เล็ก ๆ มาลงให้ท่านสมชิกได้อ่านเพื่อเป็นความรู้
เล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ ขอให้ชื่อว่า "คำนี้มีที่มา"

เราจะได้รับรู้ในบ้างเรื่องว่าคำต่าง ๆ เหล่านี้มีที่มาอย่างไรนะครับ
 

คำนี้มีที่มา...ให้ประโยชน์มากมายเลยค่ะลุงอ๊อด
ขอบคุณความรู้ดี ๆ ค่ะ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1298 เมื่อ: กันยายน 02, 2012, 13:53:37 »


คุณ anukul2495 กลับมาเที่ยวนี้ต้องจัดหนักหน่อย ชดเชยที่หายไปนาน ปล่อยให้แควนๆชะแง้รอซะคอแทบเคล็ด.

ต้องขอโทษคุณ BLUE Z ที่ทำให้คอแทบเคล็ด  พอดีช่วงนี้กำลังเพลิน ๆ กับการปั่นจักรยานไปออกกำลัง
เรื่อยเปื่อย  ตั้งแต่น้ำท่วมมาเวลากับอารมณ์มันเพี้ยนไปหมดเลย

เรามาหาที่มาขอคำกันอีกดีกว่า

"เผยไต๋"

คำ "ไต๋" มาจาก "ไพ่" คนจีนเรียกวิธีการเล่นไพ่ชนิดหนึ่งว่าเล่น "เผ"
เป็นไพ่ 5 ใบ เปิดออก 4 เก็บไว้ 1 ใบ เมื่อเปิดไพ่อีกใบ จึงเรียก "เผยไต๋"


"เฮงซวย"
"เฮงซวย" มาจากภาษาจีนว่า ซิงซ่วย 興衰 แปลว่า "ไม่เฮงไม่ซวย"  มีความหมาย ไม่มีโชคและไม่แย่ ไทยเพี้ยนความหมายไป




"คางเหลือง"
"คางเหลือง" มาจากคางของคนเรา อันว่าคางเป็นอวัยวะ 1 ใน 8 จุดสำคัญที่โดนกระทบแรงหรือเหมาะเจาะ
อาจทำให้ถึงตายได้ หากคางเจ็บไม่ตาย โบราณจะใช้สมุนไพรที่เรียกว่า "ไพร" ทาแก้ช้ำทำให้คางที่ถูกไพร
ทามีสีออกเหลือ  จึงเรียกคนที่บาดเจ็บหนักเหล่านี้ว่า เจ็บถึง "คางเหลือง" เลย


#ยกสยามTV #FM99
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
anukul2495
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,367



« ตอบ #1299 เมื่อ: กันยายน 05, 2012, 19:29:00 »


ที่มาของคำว่า "หวย"

"หวย" เกิดครั้งแรกของโลก เป็นการทาย "ผลสอบ" พนันผู้สอบเข้าราชการของจีนโบราณ ต่อมาสมมติชื่อตัวละคร หวยมาจาก "ฮุ้ย" แปลว่าสอบ


"โดดร่ม" ในอดีตหมายความว่า "มาแบบไม่ทันตั้งตัว" กำเนิดจากโดดร่มชูชีพเครื่องบิน ว่างก็กระโดดลง ใช้ในวงการราชการที่ย้ายใครมา


(ยกสยามTV) #FM99
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ความบอดใดจะมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้ เห็นจะไม่มี
หน้า: 1 ... 50 51 [52] 53
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: