ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 20, 2014, 22:59:46
94,463 กระทู้ ใน 7,734 หัวข้อ โดย 9,167 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: nicole
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  รู้ไว้ใช่ว่า..ใส่บ่าแบกหาม 0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 35 36 [37] 38 39 ... 55
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไว้ใช่ว่า..ใส่บ่าแบกหาม  (อ่าน 277972 ครั้ง)
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #900 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2010, 20:54:51 »


เทคนิคดูแลเสื้อผ้าหน้าฝน

 

วันนี้ เราจึงอยากนำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้การดูแลเสื้อผ้าตัวโปรดของคุณสะอาดสดใสใหม่อยู่เสมอ เพราะการดูแลเสื้อผ้า และเนื้อผ้าก็เท่ากับว่าจะได้ผลทางอ้อมใน การดูแลผิวนุ่มของคุณด้วย และหลากหลายเคล็ดลับจำง่ายนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการซักผ้าสำหรับคุณ

ซักมือด้วย เครื่องซักผ้า

เชื่อ หรือไม่ ว่าเครื่องซักผ้าสมัยใหม่สามารถ ‘ซักมือ' ได้ หลายคนอาจเคยเห็นว่าเสื้อผ้าบางประเภทมีสัญลักษณ์ระบุว่าให้ซักด้วยมือ หมายความว่าควรซักและตากแห้งอย่างนุ่มนวลที่ระดับอุณหภูมิต่ำ เดิมเคยใช้วิธีซักด้วยมือ บีบน้ำออกเบาๆ แล้ววางบนพื้นเรียบเพื่อตากให้แห้ง แต่ด้วยโปรแกรมซักมือของเครื่องซักผ้า เครื่องจะทำการ ซัก ล้างน้ำเปล่า และปั่นแห้ง อย่างนุ่มนวลโดยใช้น้ำในปริมาณและอุณหภูมิที่เหมาะสม

ควรซักแห้ง หรือไม่ซักแห้งดี

ก่อน อื่นขอให้เลือก น้ำยาซักแห้งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ซักแห้งเมื่อเสื้อผ้าสกปรกจริงๆ เท่านั้น เสื้อผ้าครึ่งหนึ่งแทบไม่จำเป็นต้องซักแห้งเลย เพียงตากลมแล้วนำมารีด หรือจะใช้เครื่องอบผ้า Electrolux Iron Aid ก็ได้ การใช้เครื่องอบผ้า นอกจากจะช่วยให้ผ้าคุณแห้งอย่างรวดเร็วแล้ว คุณยังจะได้ผ้าที่สะอาด นุ่มอีกด้วย

ถุงซักผ้าช่วยให้ซักได้ดี ในราคาที่ไม่แพง

เครื่อง ซักผ้าของคุณดีไหม? และชุดชั้นในถือเป็นสมบัติล้ำค่าของคุณหรือไม่? ถ้าใช่ก็ควรใช้ถุงซักผ้า ซึ่งเป็นถุงตาข่ายไนล่อนใบเล็กมีซิปรูดปิด สำหรับชุดชั้นใน, กางเกงชั้นในผ้าไหม, กางเกงชั้นในลูกไม้, ถุงน่องไนลอน หรือชุดนอน นอกจากนั้นยังควรใส่เสื้อผ้าที่มีตะขอและซิปในถุงซักผ้า เพื่อกันไม่ให้ตะขอไปเกี่ยวเสื้อชุดอื่น ถุงซักผ้าช่วยปกป้องเสื้อผ้าขณะหมุนในถัง และปกป้องไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนในถังซัก ถ้ามีลวดหรือวัสดุที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนลอยไปมาในถัง

จำเป็นต้อง ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือไม่

น้ำยา ปรับผ้านุ่ม ช่วยให้ผ้าที่ซักนุ่มขึ้น และช่วยลดไฟฟ้าสถิตลง หลังผ้าแห้งแล้วจะให้ความนุ่มหอมนาน ดังนั้นจึงควรใช้กับผ้าใยสังเคราะห์ และอาจมีประโยชน์สำหรับพื้นที่ที่ มีน้ำกระด้าง

ทำอย่างไร ผ้าจึงนุ่ม

หาก ลืมเรื่อง น้ำยาปรับผ้านุ่ม คุณจะทำให้การซักผ้าเช็ดตัวและเสื้อหนาวนุ่มขึ้นได้โดยนำไปใส่ลงในเครื่องอบ ผ้าแห้งสองสาม นาทีหลังจากซักจากเครื่องเสร็จแล้ว จากนั้นอาจอบแห้งต่อในเครื่องหรือนำไปตากให้แห้งก็ได้

ดูแลให้ เสื้อชั้นในสตรีขาวสะอาด

ชุด ชั้นในที่ทำจาก ผ้าใยสังเคราะห์สีขาวส่วนใหญ่มีการย้อมสีขาว เมื่อคุณใช้สารฟอกขาวซัก สีขาวที่ย้อมไว้จะถูกกัดออกเป็นสีเทา ควรซักชุดชั้นในด้วยผงซักฟอกสำหรับผ้าสี ซึ่งไม่มีสารฟอกขาว

ลงทุนซื้อ เครื่องซักผ้าที่ประหยัดพลังงาน

เครื่อง ซักผ้า และเครื่องอบผ้าทุกเครื่องจะบอกระดับการประหยัดพลังงานจาก A ถึง G ตามระดับพลังงานที่ใช้ A+ เป็นระดับการประหยัดพลังงานสูงสุด วิธีนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก นิตยสาร 247
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #901 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2010, 21:09:29 »


ฮูลา...ฮูลาฮูบ สนุกดี..ผอมด้วยนะ

 


นำเอาของเล่นสมัยเด็กมาเติมสีสัน และความสนุกสนานให้แก่การออกกำลังของคุณ

          อุปกรณ์ : เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรเลือกใช้ฮูลาฮูปที่หนักราว 3 ปอนด์ คุณอาจใช้ฮูลาฮูปแบบธรรมดาทั่วไปก็ได้ แต่อาจจะไม่เห็นผลในแง่การออกกำลังอย่างชัดเจน เท่ากับการใช้ห่วงที่หนักสักหน่อย

          ระยะเวลา : 30-40 นาที

ขั้นตอน

           1.ย่ำอยู่กับที่ 3 นาทีเพื่อวอร์มอัพ

           2.คล้องห่วงเข้ากับสะโพกและหมุนไปมา 3-5 นาที

           3.ยืนแยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ปลายเท้าชี้ออกด้านซ้ายเล็กน้อย วางห่วงบนพื้นข้างเท้าซ้าย จับส่วนบนของห่วงด้วยมือซ้าย ยกขาขวาขึ้นด้านข้างให้สูงระดับสะโพกหรือสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันกลิ้งห่วงออกให้ห่างตัว และยกแขนขวาขึ้นเหนือหัว ทำซ้ำ 12 ครั้ง แล้วเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำซ้ำ 12 ครั้งเช่นกัน

           4.หมุนห่วงรอบสะโพก 3-5 นาที

           5.ยืนแยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า สองมือจับห่วงไว้หน้าตัวแบบเดียวกับจับพวงมาลัยรถ และยกเท้าขวาขึ้นทางด้านข้างสองครั้ง ขณะที่หมุนห่วงไปทางด้านขวา จากนั้น ยกขาซ้ายขึ้นทางด้านข้างสองครั้ง พร้อมกับหมุนห่วงไปทางซ้าย (ทั้งนี้นับเป็นหนึ่งครั้ง) ทำ 2 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง

           6.หมุนห่วงรอบสะโพก 3-5 นาที

           7.ยืนแยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า ถือห่วงไว้ในมือแบบเดียวกับจับพวงมาลัยรถ หมุนตัวไปข้างซ้ายเล็กน้อย และเหยียดแขนขวาข้ามไปจับด้านซ้ายของห่วง ขณะที่ทำท่านี้เขย่งปลายเท้าขวาขึ้นด้วย ทำซ้ำอีกด้านหนึ่ง (ทั้งหมดนับเป็นหนึ่งครั้ง) ทำสองเซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง

           8.หมุนห่วงรอบสะโพก 3-5 นาที

           9.นอนหงายบนพื้น ยกขาทำมุม 90 องศากับพื้นถือห่วงไว้ในมือซ้าย และวางเท้าทั้งสองข้างแตะเบา ๆ ที่ด้านล่างของห่วง เหยียดแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับยกไหล่ขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย (พยายามอย่าให้บั้นเอวยกตามไปด้วย) และลดขาลงจนกระทั่งอยู่เหนือพื้นสองสามนิ้ว กลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็นหนึ่งครั้ง ทำซ้ำ 2 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง โดยเปลี่ยนมาเป็นข้างขวาในเซ็ตที่สอง

           10.คูลดาวน์ด้วยการย่ำอยู่กับที่ 3 นาที (อย่าลืมยืดเส้นสายปิดท้ายสักหน่อยด้วย)


แพทย์แนะนำวิธีเต้นฮูลาฮูบให้ถูกวิธี

          ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตลาดแค แนะการออกกำลังกายประเภทฮูลาฮูบ ควรจะเล่นให้พอดี ไม่หักโหมมากจนเกินไป ระบุบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง และผู้สูงอายุควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนเต้น

นาง สุนทรีย์ ศรีแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตลาดแค กล่าวว่าในขณะนี้การออกกำลังกายด้วยการเล่นฮูลาฮูบกำลังได้รับความสนใจเป็น อย่างมาก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย ใช้พื้นที่น้อย สนุก ทั้งนี้ในส่วนการออกกำลังกายไม่ว่าด้วยวิธีใด ก็จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้ดี

สำหรับผู้ที่ต้องการจะ บริหารเอว สะโพก กล้ามเนื้อขา และเข่า จะช่วยเสริมสร้างความกระชับและแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง และหลังส่วนล่าง ถือว่าเป็นกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ความยืดหยุ่นของข้อต่อและกระดูกต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ระบบประสาทสัมผัส และการทรงตัวพัฒนาดีขึ้น ซึ่งสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 200 แคลอรี จากการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ทำงาน ช่วยเพิ่มระดับการหมุนเวียนของเลือดสู่สมอง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เกิดการทรงตัวที่ดี มีรูปร่างและท่วงท่าการเดินที่สง่างาม

ทั้ง นี้การออกกำลังกายด้วยฮูลาฮูบที่ถูกต้อง ควรจะมีการวอร์มอัพยืดเหยียด กล้ามเนื้อ ข้อต่อต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ใช้เวลาประมาณ 8 – 10 นาที

และในช่วงออกกำลังกาย ใช้เวลาประมาณ 15 - 25 นาที โดยเพิ่มความแรงจนชีพจร(การเต้นของหัวใจ) เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 20 – 40 % เช่น เดิม 80 ครั้ง/นาที เป็น 100 - 140 ครั้ง/นาที และช่วงคูลดาวน์ ผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 8 – 10 นาที เน้นจังหวะช้าลง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ผ่อนคลาย การหายใจด้วยการหายใจลึกๆ ยาวๆ เพื่อผ่อนคลายและถนอมหัวใจ

นอกจากนี้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตลาดแค ยังได้ฝากให้ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชนิดนี้ ควร ตรวจสอบวัสดุที่นำมาประกอบ ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก และเส้น รอบวง อีกทั้งเครื่องหมายการค้าที่ได้มาตรฐาน ควรออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสม กับวัย อายุ และการเต้นโดยใช้อวัยวะของร่างกาย คือต้นคอ หัวเข่า นอกจากนี้ควรเล่นในปริมาณที่น้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มระยะเวลา ให้มากขึ้นในภายหลัง ไม่หักโหมในการเล่นเพราะอาจจะเกิดปัญหาการบาดเจ็บได้ง่าย การออกกำลังกายด้วยห่วงฮูลา ฮูป นั้นก็มีข้อจำกัด คือ บุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว และผู้สูงอายุควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนเต้น




ขอบคุณ ktctv
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #902 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2010, 20:22:49 »


คลอรีนในสระว่ายน้ำกับปัญหาสุขภาพฟัน

 

สระ ว่ายน้ำที่มีอยู่ตามโรงแรม สถานศึกษาหรือหมู่บ้านชุมชนใหญ่ๆ มีความจำเป็นสำหรับการออกกำลังกายของผู้ชอบกีฬาว่ายน้ำ หรือไว้ใช้ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้สระว่ายน้ำมีผู้ใช้บริการค่อนข้างมาก จึงมีโอกาสปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์จากร่างกายของผู้มาใช้บริการค่อนข้างมาก ด้วย ได้มีการนำสารประกอบคลอรีนมาใส่ในสระว่ายน้ำเพื่อฆ่าจุลินทรีย์หรือเชื้อโรค ต่างๆ ทั้งนี้ปริมาณคลอรีนในสระว่ายน้ำที่ใช้จะมีปริมาณ 0.6 - 1.0 ส่วนในล้านส่วน แต่ในปัจจุบันผู้ดูแลสระว่ายน้ำได้นำคลอรีนมาใส่ในปริมาณมากเกินไป หรือนำสารประกอบคลอรีนอื่นๆ มาใช้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้บริการได้ง่าย



อันตรายจากสารประกอบคลอรีนที่เรียกว่ากรดไตรคลอโรไอโซไซยานูริก ( Trichloro - isocyanuric acid )ในสระว่ายน้ำ

เมื่อ ไม่นานมานี้ทันตแพทย์หญิงจันทนา อี้งชูศักดิ์ กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และคณะนักวิจัยจากกองทันตสาธารณสุขได้ร่วมกับโรงเรียนการกีฬาจังหวัดขอนแก่น ได้ให้ข้อมูลในผลการวิจัย เรื่อง "ภาวะฟันกร่อนในผู้ว่ายน้ำ" โดยการตรวจสภาพฟันกร่อนของนักกีฬาว่าย น้ำจากโรงเรียนการกีฬาจังหวัดขอนแก่น จำนวน 18 คน พบว่าทุกคนมีสภาพฟันกร่อนอย่างรุนแรง เนื่องจากนักกีฬาว่ายน้ำได้สัมผัสกับน้ำในสระว่ายน้ำที่มีความเป็นกรดสูง เป็นเวลานาน เพราะสระว่ายน้ำดังกล่าวได้ใช้สารประกอบเคมีของคลอรีน ที่เรียกว่า กรดคลอโรไอโซไซยานูริก หรือคลอรีน 90 % มาใช้ทำลายจุลินทรีย์หรือเชื้อโรค โดยที่คลอรีนดังกล่าวมีราคาถูก ยับยั้งการเจริญของตะไคร่น้ำได้ ทำให้น้ำใส แต่ปริมาณคลอรีนจะตกค้างในน้ำได้เป็นเวลานาน ทำให้สระน้ำมีความเป็นกรดเป็นเวลานานตามไปด้วย

สำหรับภาวการณ์เกิดฟันกร่อนเป็นการสูญเสียเนื้อเยื่อแข็งของฟันเนื่องมาจากปฏิกิริยาทางเคมี ตามปกติแล้วถ้ารักษาฟันไม่สะอาดก็จะมีจุลินทรีย์มาเจริญปกคลุมเนื้อเยื่อฟัน ที่เรียกว่าแผ่นคราบจุลินทรีย์ จุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญและสร้างกรดออกมาทำลายสารเคลือบฟัน ทำให้สารเคลือบฟันบางลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ไปนานๆ จึงเกิดสภาพฟันกร่อนขึ้นมา อาการที่ปรากฏก็คือการเสียวฟันอยู่เสมอๆ



จาก ผลการวิจัยพบว่า นักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนการกีฬาจังหวัดขอนแก่นได้ว่ายน้ำในสระน้ำที่มี ความเข้มข้นของกรดสูง โดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 11.33 ชั่วโมง และอาการเสียวฟันจากการเกิดฟันกร่อน จะเกิดขึ้นหลังจากว่ายน้ำได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ตามปกติแล้วนักกีฬาว่ายน้ำมีโอกาสเกิดฟันกร่อนมากกว่าผู้ที่ว่ายน้ำเพื่อการ ออกกำลังกาย ประมาณ 4.68 เท่า แต่นักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนการกีฬา จังหวัดขอนแก่นที่ว่ายน้ำในสระน้ำที่ใช้สารประกอบคลอรีนที่เรียกว่ากรดไตร คลอโรโอโซไซยานูริก จะมีโอกาสเกิดฟันกร่อนได้มากเป็น 2.78 เท่า ของนักกีฬาว่ายน้ำที่ใช้สระว่ายน้ำที่มีสารประกอบคลอรีนอื่นๆ เช่น แคลเซียมไฮโปคลอไรต์ (calcium hypochlorite) และโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (sodium hypochlorite) อย่างไรก็ตาม นักกีฬาว่ายน้ำที่เป็นเด็กอายุ 5 - 6 ขวบ มีโอกาสเกิดฟันกร่อนมากกว่านักกีฬาว่ายน้ำผู้ใหญ่ โดยจะทำให้ฟันแท้ที่กำลังเกิดใหม่มีภาวะสึกกร่อน รวมทั้งมีการวางเรียงตัวที่ผิดปกติหรือผิดรูปร่างไปได้อีกด้วย


ตามปกติแล้ว ทาง ราชการได้มีข้อบังคับการควบคุมคุณภาพสระว่ายน้ำให้มีสภาพความเป็นกรด ด่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไว้แล้ว เช่น ข้อบังคับกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่ สุขภาพ ประเภทการจัดตั้งสระว่ายน้ำ พ.ศ.2530 ได้กำหนดให้สระว่ายน้ำ มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 7.2 - 8.4 ซึ่งเป็นสภาพของกรดและด่างอ่อนๆ และต้องควบคุมให้อยู่ในระดับนี้ทุกวัน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้มาใช้บริการ

ถ้า ท่านเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหรือเป็นผู้ที่มาใช้บริการสระว่ายน้ำเป็นประจำ ก็ควรจะได้มีการตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟันกร่อนได้ง่าย การตรวจ สุขภาพฟันดังกล่าวจะทำให้ทราบว่ามีการเกิดภาวะฟันกร่อนหรือไม่ ถ้าหากพบว่ามีภาวะฟันกร่อนจะต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วนเพื่อลดอาการเสียว ฟัน จะช่วยให้มีความปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย





ที่มา วิชาการดอทคอม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #903 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2010, 20:35:05 »


"เหวี่ยง" หน้าคอมฯ ภัยเงียบวัยทำงาน

 

พบ เห็นกันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับการใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเหล่าคุณพ่อคุณแม่วัยทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทั้งในออฟฟิศและที่ บ้าน หลายคนเคยประสบกับปัญหาที่เข้ามารบกวนการทำงาน นั่นคือ "เจ้าไวรัส มารผจญในเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเต่าล้านปี" และหากสองอย่างนี้มาพร้อมๆ กัน ขณะที่ต้องส่งงานให้เจ้านายอย่างเร่งด่วน คนทำงานคงจะหัวหมุนเป็นแน่ ที่สำคัญความเครียดถามหาขึ้นมาทันที

กับ วัยทำงานที่ยากจะหลีกหนีปัญหากวนใจนี้ได้ "นพ. ศิริไชย หงษ์สงวนศรี" กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า เป็น เรื่องดีที่สมัยนี้มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น สามารถช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิคขึ้นมาก็อาจทำให้เกิดความเครียดได้ และอาการหงุดหงิดในแต่ละวันนั้นอาจพอกพูนจนกลายเป็นความเครียดสะสมที่ส่งผลร้ายต่อชีวิตของตนเองและคนใกล้เคียง

"ปกติ มนุษย์มีความเครียดเท่าๆ กัน แต่การจัดการกับความเครียดของแต่ละคนทำได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน ความเครียดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะหากใครไม่มีความเครียดคนๆ นั้น จะไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ การทำงานที่มีความเครียดเข้ามาปะปนมันจะมาบั่นทอนประสิทธิภาพของงาน เนื่องจากเราไม่ได้ใช้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่มีความเครียดจะอ่านหนังสือก็จะอ่านไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจในเนื้อหา ในวัยผู้ใหญ่ก็ไม่แตกต่างกัน" นพ. ศิริไชยอธิบาย



"ฉะนั้น เราจะต้องเตรียมความพร้อมรับมืออยู่เสมอ เพราะการใช้อินเทอร์เน็ตมีจำนวนคนใช้บริการที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก อาจจะเกิดปัญหาได้ทุกเวลา โดยมีการป้องกันไว้ก่อน เช่น การ ทำงานจะต้องมีการเผื่อเวลา อย่าให้มันกระชั้นชิด หากเป็นงานที่พอจะมีเวลาทำต่อไปได้ เราก็ควรหางานอื่นมาทำทดแทนก่อน อ่านหนังสือหรือค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ฆ่าเวลาไปก่อน ซึ่งเป็นวิธีจัดการกับความเครียดที่ง่ายและดีที่สุด"

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ศาสตร์รายนี้ แนะนำว่า ควรมีการจัดการที่ตัวปัญหา หรือที่เรียกว่า Coping mechanism บาง ปัญหาไม่ได้เกิด ขึ้นจากที่ตัวเราเอง แต่เป็นปัญหาที่คนอื่นสร้างขึ้นมา แต่สำหรับปัญหาที่พูดถึงกันนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากการขัดข้องทางเทคนิคของเทคโนโลยี แต่เราเก็บเอามาเครียดกับตัวเอง มันก็คงไม่สามารถช่วยให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

การ ที่เราเครียดกับตัวเองจะส่งผลเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจ เวลาที่เครียดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะตึงและเกิดอาการเกร็ง ปวดขมับ ปวดหัว ปวดตา ปวดไล่ และปวดตามตัว นอกจากนั้นยังส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงและทำให้ป่วยได้ง่ายอีกด้วย



"เมื่อ เกิดอาการเครียดร่างกายจะหลั่งสาร Cortisol หรือ เรียกง่ายๆ ว่า สารความเครียด ที่จะเข้าไปทำลายเซลล์สมองที่ควบคุมด้านอารมณ์ จนทำให้มีความเครียดที่รุนแรง หากปล่อยให้อารมณ์เหวี่ยงจากการใช้คอมฯ สร้างความเครียดสะสมก็จะส่งผลให้เกิดโรคทางจิตเวชได้ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ที่เกิดจากการทำงานของสมองที่มีความชำนาญในการเครียด อย่างที่ทราบกันดีว่า การที่เราจะเก่งหรือชำนาญการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องมาจากการฝึกฝนของสมองและ ทำอยู่สม่ำเสมอ เช่นเดียวกับอาการเครียดที่เราเคยชินทุกๆ วันในขณะที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เราไม่เคยสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวเองเลย"

นอกจาก นั้น ยังมีอีกโรคที่สามารถมาพร้อมกับความเครียดได้คือ ภาวะกรดในร่างกาย ที่ส่งผลให้เกิดโรคกรดไหลย้อน โดยเฉพาะคนที่ต้องกลับมาทำงานหลังจากพักรับประทานอาหารกลางวันทันที ก็จะทำให้อาหารไม่ย่อย เพราะถ้าเกิดกรดในกระเพาะ อาหาร กรดไหลขึ้นไปถึงหูรูดของกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดแสบกลางอก เรอ ท้องอืด และอาเจียนได้ ทั้งนี้หากมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์

"ความ เครียดเป็นสาเหตุที่สามารถนำไปสู่การเกิดโรคอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมา ดังนั้นการออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมที่มีการผ่อนคลายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีเวลาน้อย อาจจะมีการบีบกล้ามเนื้อ ยืดเส้น พักสายตา ทุกครั้งที่รู้สึกว่ากำลังเครียดหรือหงุดหงิด ทั้งนี้วัยทำงานที่เป็นพ่อแม่แล้วต้องคอยระวังเรื่องการพกความเครียดกลับไป ให้ลูกที่บ้านด้วย ซึ่งตรงนี้เราควรจัดการกับความ เครียดให้หมดสิ้นตั้งแต่ตอนอยู่ที่ทำงาน พอถึงเวลากลับบ้านจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าไม่ใช่เวลาของการทำงาน ให้สมองได้พักผ่อน ใช้เวลาเล่นกับลูกบ้าง และอย่าปล่อยให้ความเครียดมาคุกคามความสุขของคนในบ้านได้" นพ.ศิริไชยทิ้งท้าย




ที่มา วิชาการดอทคอม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
noona
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์
« ตอบ #904 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2010, 15:43:26 »


ขอบคุณนะคะ ขอมูลเป็นประโยชน์มากเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #905 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 20:15:23 »


'ย้ำคิดย้ำทำ' อาการโรคจิตเวช

 

หากคุณมักย้ำคิดย้ำทำ ขี้กังวล ทำอะไรแล้วไม่แน่ใจว่าทำหรือยังอยู่บ่อยๆ นั่นแสดงว่าคุณอาจเป็นโรคทางจิต!

อาการ กังวล ประเภทที่ว่า เมื่อกี้พึ่งปิดไฟห้องแต่พอออกจากห้องกลับไม่แน่ใจว่าปิดไฟหรือยัง จนต้องเข้าไปดูใหม่อีกรอบ หรืออาการที่ไม่แน่ใจว่ามือของตนเองสกปรกหรือเปล่า ทำให้ต้องเข้าห้องน้ำล้างมือวันละหลายๆรอบเกินความจำเป็นนั้น คงจะเป็นลักษณะอาการที่บางคนเคยพบเห็นกับคนรอบข้างหรือเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่เป็นประจำ

ซึ่ง อาการเช่นนี้สามารถสร้างความหงุดหงิดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย และคงมีคนไม่มากนักที่จะทราบว่า อาการเหล่านี้ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า 'โรคย้ำคิดย้ำทำ '

'โรค ย้ำคิดย้ำทำ' ( Obsessive-Compulsive Disorder) เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะความคิดและการกระทำที่ซ้ำๆ ไม่มีเหตุผลและทำให้เกิดความตึงเครียดต่อผู้ป่วย อาการที่เกิดมี ตั้งแต่น้อยจนถึงขั้นรุนแรง และหากไม่ได้รักษา อาจส่งผลถึงขั้นสูญเสียความสามารถด้านการเรียน การงานหรืออาจมีอาการเหล่านี้ไปตลอดชีวิต



อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ ประกอบด้วย

'อาการย้ำคิด' (Obsessive) เป็นความคิดหรือแรงผลักดันหรือภาพที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่างซ้ำๆ โดยเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ป่วย อย่างเช่น ความคิดว่ามือสกปรกต้องล้างมือบ่อยๆ ความคิดกลัวอันตรายที่จะเกิดกับตนเองและคนใกล้ตัว ความคิดที่จะต้องทำสิ่งต่างๆให้สมบูรณ์ โดยความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาซ้ำๆและผู้ป่วยไม่สามารถหยุดความคิดเหล่านี้ ได้ ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก

ส่วน 'อาการย้ำทำ' (Compulsion) เป็นพฤติกรรมที่กระทำซ้ำๆ อันเนื่องมาจากความคิดซ้ำๆนั่นเอง ลักษณะที่พบบ่อย อย่างเช่น ตรวจดูสิ่งของบ่อยเกินไป สวดมนต์ซ้ำๆ การนับซ้ำๆ พูดประโยคซ้ำๆ เป็นต้น ขณะที่ไม่มีอาการผู้ป่วยจะรู้ว่าความคิดและพฤติกรรมซ้ำๆเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ทำให้พยายามควบคุมอาการเหล่านี้ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็จะเผลอทำพฤติกรรมซ้ำซากอีก

อย่าง ไรก็ตาม ทั้งอาการย้ำคิดและย้ำทำนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากการทำงานของเซลล์สมองที่ผิดปกติ โดยพบว่าผู้ที่มีอาการมีเซลล์สมองน้อยว่าคนปกติในสมองบางส่วน หรืออาจเกิดจากการหลั่งสารบางชนิดผิดปกติ โดยเฉพาะ serotonin รวมทั้งอาจเกี่ยวกับขบวนการเรียนรู้ด้วย



การรักษาอาการย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งการรักษาด้วยการใช้ยาและการบำบัด

ซึ่งการรักษาด้วยการใช้ยา ได้แก่ กลุ่มยาต้านการจับตัวของserotonin เช่น tricyclic antidepressant clomipramine,flouxetine,fluvoxamine,paroxetine และsertraline โดยหลังการให้ยาอาการจะเริ่มดีขึ้นใน 3 สัปดาห์

ส่วนการรักษาด้วยการบำบัด คือ การช่วยให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวล ซึ่งมีวิธีกา รคือ จะให้ผู้ป่วยประสบกับสิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ จินตนาการหรือภาพต่างๆ และจะพยายามห้ามไม่ให้ผู้ป่วยทำพฤติกรรมซ้ำซาก เรียกวิธีการนี้ว่า exposure and response prevention เช่น หากผู้ป่วยอยากล้างมือก็จะแนะนำให้รออีก 3-4 ชั่วโมงค่อยล้างมือโดยมีผู้ช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่ผู้ป่วยเชื่อฟังหรือนักจิตวิทยา ทั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 76 มีอาการดีขึ้นภายในระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนถึง 6 ปี

ทั้ง นี้ พบว่าโรคย้ำคิดย้ำทำมักเริ่มในช่วงต้นๆของวัยผู้ใหญ่ พบได้เท่าๆกันทั้งหญิงและชาย โดยมักเกิดกับคนที่พิถีพิถัน เจ้าระเบียบตลอดเวลา แต่ก็ไม่แน่เสมอไป





ที่มา VoiceTV
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #906 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 20:20:22 »


คนสมัย ร.5 ใส่ชุด 'สีม่วง' ไปงานศพได้!

 

ทราบหรือไม่ว่า หากคุณอยู่ในสมัย ร.5 คุณสามารถใส่ชุด 'สีม่วง' ไปร่วมงานศพได้โดยไม่มีใครว่า ถ้าคุณไม่ได้เป็นญาติกับผู้ตาย!

สำหรับในประเทศไทย เมื่อ ต้องไปงานศพทุกคนก็คงทราบกันดีอยู่แล้วในเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม ว่าต้องใส่ชุดสีดำที่สุภาพหรือหากจะมีสีอื่นปะปนอยู่ในชุดเล็กน้อย ก็ควรจะเป็นสีสุภาพอย่างสีขาว สีน้ำเงินหรือสีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว การไปงานศพก็จะต้องใส่ชุดสีดำนั่นเอง



ทั้ง นี้ หลายคนคงไม่ทราบว่า หากย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 การแต่งกายไปงานศพที่เหมาะสมนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงการใส่ชุดสีดำอย่างเดียว แต่ยังสามารถใส่ชุดสีม่วง สีน้ำเงินและสีขาวได้อีกด้วย โดยที่ไม่มีใครว่าคุณว่าเป็นคนไม่รู้จักกาละเทศะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ที่จะไปงานศพสามารถเลือกสีของเสื้อผ้าได้ตามใจชอบ เพราะแต่ละสีก็มีความหมายที่แสดงถึงฐานะหรือความสัมพันธ์ของตนเองกับผู้ตาย ที่แตกต่างกันไป โดยมีความหมายดังนี้

สีดำ สำหรับ ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอายุแก่กว่าผู้ตาย
สีขาว สำหรับ ผู้เยาว์หรือผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าผุ้ตาย
สีม่วงหรือสีน้ำเงินแก่ สำหรับ ผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตายแต่ประการใด

ดังนั้น การ แต่งกายตามหลักดังกล่าวข้างตน จะทำให้ในงานศพพอแยกแยะได้ว่าใครมีความสัมพันธ์อย่างไรกับใครจากการแต่งกาย เพราะผู้ที่แต่งตัวไปงานจะต้องรู้เรื่องราวเกี่ยวข้องกับตัวเองโดยถูกต้อง จึงจะแต่งสีให้ถูกได้ และถ้าผู้ใดแต่งกายด้วยสีใดแล้วแต่ไม่สามารถ อธิบายได้ถึงเหตุผลที่ใส่สีนั้นๆ ก็มักจะถูกดูหมิ่นว่า เป็นผู้ไม่รู้แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
 




ที่มา Voicetv
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #907 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2010, 09:14:37 »


รำลึก 100 ปี พระปิยะมหาราช

 

       วันที่ 23 ตุลาคม 2553 “วันปิยมหาราช” ปีนี้ เป็นปีที่พิเศษ เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตครบรอบ 100 ปี


ซึ่งรัฐบาลได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประเทศอย่างมากมาย พระองค์ท่านได้สร้างสรรค์ปฏิรูปประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ให้มีความเจริญทัดเทียมอารยประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องไฟฟ้า ประปา รถไฟ ไปรษณีย์ โทรศัพท์ การชลประทาน การเมืองการปกครอง และการก่อสร้างถนนต่าง ๆ เพื่อให้การคมนาคมมีความสะดวกสบายก็เกิดขึ้นในสมัยพระองค์ท่าน โดยเฉพาะเรื่องการเลิกทาส ที่ประชาชนจดจำรำลึกได้เป็นอย่างดี
       
อีกเรื่องที่สำคัญที่ประชาชนคนไทยทุกคนรำลึกได้ตลอดเวลา ก็คือประเทศในแถบยุโรปหลายประเทศต่างล่าอาณานิคมประเทศในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ซึ่งประเทศรอบ ๆ ของไทยนั้นได้ถูกประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศสยึดเป็นอาณานิคมของประเทศตน ยกเว้นประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่รอดพ้นจากการล่าอาณานิคมของชาติฝรั่งตะวันตก ก็ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านในการใช้กุศโลบายทางการเมืองระหว่างประเทศ พระมหากรุณาธิคุณนานัปการ ของพระองค์ท่านนั้น ประชาชนรุ่นต่อรุ่นได้รำลึกถึงพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลาจนถึงปัจจุบันนี้ไม่เสื่อมคลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
       
          นอกจากทุก ๆ บ้านทั่วประเทศไทยจะมีพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันนี้แล้ว บางบ้านอีกจำนวนมากก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ และพระบรมสาทิสลักษณ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ติดบนผนังบ้าน หรืออยู่บนโต๊ะบูชา และอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่านตามสถานที่ต่าง ๆ ก็มีประชาชนจำนวนมากมากราบไหว้บูชาขอพรกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงให้แก่ ประชาชนและประเทศชาติอยู่ในหัวใจของทุกคน เพราะประชาชนที่รำลึกบูชาเป็นประจำเชื่อว่าบารมีของพระองค์ท่าน จะทำให้ชีวิตมีความสุขสมหวังตามที่คาดหวังไว้
       
การปฏิรูปประเทศตามโลกในสมัยพระองค์ท่าน ก็เป็นรากฐานในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศในปัจจุบันนี้ แต่การพัฒนาบางสิ่งบางอย่างของไทยเดินหน้าช้าไปกว่าประเทศในแถบเอเชียบาง ประเทศที่เริ่มปฏิรูปพร้อม ๆ กับประเทศไทย ซึ่งอุปสรรคที่ขวางการพัฒนาประเทศไม่ทัดเทียมประเทศอื่น ๆ นั้น พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่อาสาประชาชนเข้ามาบริหารประเทศชาติจะต้องศึกษาบทเรียนที่ผ่านมาว่ามี ปัญหาอุปสรรคที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อให้การพัฒนาประเทศเดินหน้าไปได้ถูกทิศทาง โดยให้วันรำลึก 100 ปีสวรรคตของพระองค์ท่านเป็นวันเริ่มต้นพัฒนาประเทศชาติอย่างจริงจังก็นับว่า เป็นเรื่องที่ดีทีเดียว.


“วันปิยมหาราช”  23 ตุลาคม

ความเป็นมา


๒๓ ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทุกปีจะมีการวางพวงมาลาดอกไม้ที่พระบรมรูปทรงม้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว

          เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ครั้นนั้นเป็นที่เศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงของพระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนทั่ว ประเทศ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความ ร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงได้ถวายพระนามว่า พระปิยมหาราช หรือพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อ ถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณีแล้ว ครั้งเมื่อบรรจบอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้สืบราชสันตติวงศ์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายตามราชประเพณี โดยเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกประดิษฐาน บนพระแท่นนพปฎลมหา-เศวตฉัตร และเชิญพระพุทธรูปปางประจำพระชนมวารประดิษฐาน ณ โต๊ะ หมู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หรือพระที่นั่งอนันตสมาคมส่วนที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าที่นั่งอนันตสมาคม ที่เรียกว่าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่ง เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้ร่วมใจกันรวบรวมเงิน จัดสร้างประดิษฐานขึ้นน้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงพระชนม์อยู่เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์ยั่งยืนนานถึง ๔๐ ปี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๔๕๑ นั้น
          ต่อมาทางราชการได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคมซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า วันปิยมหาราช และกำหนดให้หยุดราชการวันหนึ่งในวันปิยมหาราช เจ้า หน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น กรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็นสำนักพระราชวัง ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติ ฉัตร ๕ ชั้น ประดับโคม ไฟ ราวเทียม กระถางธูป ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
          พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราชครั้งแรก คือ ถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวาย แล้ว ได้เสด็จฯไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์ 


พระราชประวัติ


สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์



          พระบาทสมเด็จพระปริมทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า "สมเด็จเจ้าฬ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหากุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศ์บริพัตรสิริวัฒนราชกุมาร" เป็น พระราชโอรสองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี พระบรมราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖
          ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากสำนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี กรมหลวงวรเสรฐสุดา พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๓ ผู้ทรงรอบรู้ด้านอักษรศาสตร์ และโบราณราชประเพณีอย่างดียิ่ง นอกจากนั้นทรงศึกษาภาษามคธกับพระปริยัติธรรมธาดา(เนียม) เมื่อเป็นหลวงราชาภิรมย์ กรมราชบัณฑิต ทรงศึกษาวิชาการยิ่งปืนไฟจากสำนัก พระยาอภัยศรเพลิง(ศรี) ทรงศึกษาวิชาคชกรรมกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ และวิชาอื่นๆ อันสมควรแก่บรมราชกุมาร
          นอกจากนี้ ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ จากชาวต่างประเทศโดยตรง คือ นางแอนนาเลียวโนแวนส์ ครูสตรีชาวอังกฤษ ต่อมาทรงศึกษากับหมอจันดเล ชาวอเมริกัน และ เมื่อเสวยราชสมบัติแล้ว พุทธศักราช ๒๔๑๖ ได้ทรงศึกษา ได้ทรงศึกษากับครูชาวอังกฤษ ชื่อฟรานซิส ยอร์จ แพตเตอสัน ต่อมาก็ทรงพระอุตสาหะศึกษาด้วยพระองค์เองจนมี ความรู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน
          ในด้านวิชารัฐศาสตร์ ราชประเพณีและโบราณคดีนั้น สมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นผู้พระราชทานการฝึกสอนด้วยพระองค์เองตลอดมา
          หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ เหล่าเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ขึ้นเถลิงราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์


พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๑


 พระ ราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๑ ขณะนั้นทรงพระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษา สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ รับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ระหว่างนั้นพระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ คือ อินเดีย และชวา เพื่อทอดพระเนตรวิทยาการสมัยใหม่ที่ ประเทศทางตะวันตกนำมาเผยแพร่เพื่อนำเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒



      เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖ และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่นคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์และสามารถธำรง เอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้



รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #908 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2010, 09:19:58 »


11 วิธีประหยัดน้ำมันที่ได้ผล

 

หลายคนอาจกำลังปวดหัวกับการขึ้นราคาน้ำมันที่รู้สึกว่าช่วงนี้ขยับขึ้นราคาบ่อยมาก วันนี้เรามีเคล็ดลับประหยัดน้ำมันมาฝาก

1.เติมน้ำมันแต่พอดีอย่าล้น เพราะนั่นไม่ได้ช่วยให้ได้คุ้มค่าแต่กลับจะทำให้น้ำมันถูกบ้วนทิ้งออก เมื่อน้ำมันมีอุณภูมิสูงขึ้น

2.เติมเต็มถังถ้ามีโอกาส อัน นี้เป็นข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติ เนื่องจากการเติมน้ำมันเต็มถังจะทำให้แรงดันในถังมีเยอะ เมื่อแรงดันในถัง ก็หมายความว่า น้ำมันที่ถูกดูดไปใช้จะไม่ลดลงเร็วกว่าปกติ และยังช่วยรักษาปั้มเชื้อเพิลงที่อยู่ในถังไม่ให้ร้อน

3.ตัดคอมแอร์ก่อนถึงที่หมาย การ ตัดคอมแอร์ก่อนถึงที่หมายถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะ นอกจากจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการไล่ความชื้นและเชื้อราในตู้แอร์ได้ด้วย

4.หมั่นตรวจสอบลมยาง ซึ่งยางที่มีลมยางอ่อนเกินไปจะมีแต่ทำให้ศูนย์เสียพลังงานโดยใช่เหตุ

5.ใช้รอบเครื่องยนต์ในย่านความเร็วที่เหมาะสม ซึ่ง ขอแนะนำเพียงว่าให้ใช้รอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่าง 1900-2800 รอบ หรือใช้ความเร็วที่เหมาะสมที่ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกำลังพอดี



6.อย่าถอยหลังเร็วๆ เกียร์ถอยหลังเป็นเกียร์ที่มีอัตราทดสูงที่สุดในอัตราทดการถอยหลังเร็วก็เหมือนทำให้เครื่องทำงานหนักโดยใช่เหตุ

7.อย่าทำรถเป็นบ้าน เนื่อง จากของที่เพิ่มขึ้นในรถหมายความถึง น้ำหนักที่เพิ่ม และน้ำหนักที่เพิ่มสูงขึ้นหมายความว่าเราต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เท่า เดิมลากตัวถังที่หนักขึ้นด้วย ซึ่งเฉลี่ยทำให้สิ้นเปลืองกว่าถึงน้อยละ 20 เลยทีเดียว

8.ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์เป็นประจำ ซึ่งการถ่ายน้ำมันเครื่องสม่ำเสมอทำให้เครื่องยนต์ไม่สึกหรอและมีอัตราสิ้นเปลืองคงที่

9.อย่าติดกับเกียร์ D อัน นี้คนใช้เกียร์ออโต้เป็นประจำและเป็นบ่อยด้วยสิ เนื่องจากรถเกียร์อัตโนมัติชุดเกียร์จะทำงานเปลี่ยนอัตราทดเองเมื่อถึงรอบ ที่เหมาะสม แต่ที่จริงแล้วหากคุณต้องขึ้นสู่ที่สูงควรใช้อัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมคือ เลื่อนไปตำแหน่ง 2 หรือ N ก่อนขึ้นทางลาดชัน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เครื่องไม่ต้องมีภาระหนักเพิ่ม และดูจะขึ้นได้ลื่นกว่าด้วย

10. อย่าออกรถเร่งเต็มที่หลังสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ๆ ตาม หลักความจริงแล้วเราควรวอร์มเครื่องยนต์ก่อนออกสู่ถนนประมาณ 3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องเข้าไปหล่อลื่นอย่างเต็มที่เสียก่อน ซึ่งช่วยลดการสึกหรอของการเสียดทานอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องยนต์ หากเราสตาร์ทเครื่องแล้วเร่งตัวออกรถเลยจะทำให้น้ำมันยังไปไม่ทั่วถึง และยังทำให้เครื่องสึกหรอเร็วกว่าปกติด้วย

11. อย่าคิกดาวน์เกินความจำเป็น อัน นี้สำหรับเกียร์ออโต้อีกแล้ว และดูเหมือนมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจกับการคิกดาวน์ที่มันมีความหมายเท่ากับ เปลี่ยนเกียร์ลง 1 ระดับในรถเกียร์ธรรมดา การคิกดาวน์นั้นช่วยในเรื่องอัตราเร่ง แต่กลับกันก็มีผลเสียในเรื่องความประหยัดทางที่ดีควรขับรถไปเรื่อยๆในอัตรา ที่เหมาะสม ถ้าจะแซงก็ควรค่อยๆกดคันเร่งอย่าเหยียบมิดจนคิกคาวน์ เพราะมันจะทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ ยกเว้นว่าจำเป็นจริงๆ





ที่มา FW mail
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #909 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2010, 19:41:37 »


10 วิธีหยุดการทำลายสมอง

 
สมอง เป็น อวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เปรียบประดุจศูนย์บัญชาการการทำงานของร่างกาย การรู้จักบำรุงดูแลรักษาสมองให้ปฏิบัติงานได้ดี จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งเรากลับมีพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองของตัวเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ลองมาดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมทำร้ายสมอง
1. ไม่ทานอาหารเช้า นอกจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วยังเป็นเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

2. กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

3. สูบบุหรี่ เป็นสา-เหตุให้สมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป ของหวานจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมล-ภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน ถ้าอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง การนอนแบบนี้จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองไปในตัว

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะกำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
 
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

นิสัยทำร้ายสมองทั้งสิบอย่างนี้คัดมาฝากกันจาก “ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เพื่อจะได้ช่วยกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสมองของตัวเอง.




ที่มา: http://www.naruto-hero.co.cc
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #910 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2010, 19:51:03 »


ความหมายของลูกนิมิต

 




ลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูก ซึ่งถูกจัดไว้ตามจุดหรือทิศต่างๆ มีความหมายที่เป็นมงคลคือ เพื่อถวายการบูชาพระ พุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกผู้ใหญ่ประจำทิศ หรือบูชาเทพนพเคราะห์ทั้ง ๙ ให้เกิดบุญและสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว แต่ละลูกมีความหมายดังนี้

๑.นิมิต ลูกเอก เป็นลูกที่มีความสำคัญมาก ถือเป็นประธานของลูกนิมิตทั้งหมด ฝังไว้บริเวณใจกลางโบสถ์ หรือบางท่านเรียกว่า สะดือโบสถ์ ก็มี รายล้อมด้วยลูกนิมิตอีก ๘ ลูก เป็นการถวายการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระประมุขแห่งอริยสงฆ์ เป็นการอัญเชิญและบูชาพระเกตุ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนกลางของโบสถ์

๒.ทิศ ตะวันออก ลูกที่อยู่ด้านหน้าของโบสถ์ถือเป็นลูกบริวารที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นลูกแรกที่ต้องเริ่มนับ ยกเว้นลูกกลางสะดือโบสถ์ ดังนั้น จึงเปรียบนิมิตลูกนี้เหมือนปฐมสาวก หรือ พระสาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้า คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ การฝังลูกนิมิตไว้ด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นการบูชาพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นการอัญเชิญและบูชาพระจันทร์ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนด้านหน้าของโบสถ์

๓.ทิศตะวันออกเฉียงใต้ การฝังลูกนิมิตไว้ทางทิศนี้ เพื่อบูชาพระมหากัสสปะ ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานสงฆ์ทำสังคายนา เป็นการอัญเชิญและบูชาพระอังคาร เทพผู้คุ้มครองสถานที่อีกองค์หนึ่ง

๔.ทิศใต้ เป็นลูกนิมิตที่อยู่ด้านขวาของโบสถ์ เป็นการบูชาพระสารีบุตร พระอัครสาวกฝ่ายขวา เป็นการอัญเชิญและบูชาพระพุธ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ด้านทิศใต้ของโบสถ์

๕.ทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ การฝังลูกนิมิตทางด้านทิศนี้ เพื่อบูชาพระอุบาลีเถระ และเป็นการอัญเชิญและบูชาพระเสาร์ ซึ่งเป็นเทพหนึ่งในนพเคราะห์ทั้ง ๙ คือ เทพผู้ดูแลคุ้มครองสถานที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้

๖.ทิศ ตะวันตก เป็นลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหลังของตัวโบสถ์ เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายของเงา ซึ่งเปรียบได้กับพระเถระที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก คอยเฝ้าติดตามดูแลปรนนิบัติรับใช้พระพุทธองค์เหมือนเงาตามตัว ดังนั้น การฝังลูกนิมิตทางทิศนี้ เพื่อเป็นการบูชาพระอานนท์เถระ และอัญเชิญบูชาพระพฤหัสบดี เทพคุ้มครองทิศ

๗.ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การฝังลูกนิมิตทางด้านทิศนี้ เป็นการบูชาพระควัมปติเถระ และอัญเชิญบูชาพระราหู ซึ่งเป็นเทพประจำทิศนี้

๘.ทิศ เหนือ ลูกนิมิตที่ฝังทางด้านทิศนี้ถือเป็นลูกที่มีความสำคัญอีกลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านซ้ายของตัวโบสถ์ เพื่อเป็นการบูชาพระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า และอัญเชิญบูชาพระศุกร์ เทพคุ้มครองรักษาประจำทิศนี้

๙.ทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกนิมิตที่ฝังทางทิศนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพัน มีผลทางด้านจิตใจ ถือเป็นทิศสุดท้าย เพื่อเป็นการบูชา พระราหุลเถระ ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ และอัญเชิญบูชาพระอาทิตย์ เทพผู้คุ้มครองรักษาประจำทิศ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #911 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2010, 20:22:09 »


วันออกพรรษา


       ความสำคัญ วันออกพรรษา ได้แก่ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ภิกษุด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ทั้งนี้เพราะในระหว่างพรรษานั้น พระสงฆ์บางองค์อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวิธีที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องของตน ทั้งนี้กระทำโดยเปิดเผย ไม่ถือเป็นเรื่องที่จะมาโกรธเคืองกันภายหลัง หรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน
     การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์ (พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ ๑๕ วันในช่วงเข้าพรรษา
 
  การปฏิบัติตน

แม้การปวารณาจะเป็นเรื่องระหว่างพระสงฆ์ด้วยกัน แต่การออกพรรษาก็เป็นวาระสำคัญ
อีกวาระหนึ่งที่ชาวบ้านจะได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน โดยในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ มีประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกกันว่า ทำบุญตักบาตรเทโว หรือเรียกเต็มๆ ว่า ตักบาตรเมโวโรหนะ

สืบ เนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่าวันนี้เป็นวันคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากการไปโปรด พระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บางวัดอาจจัดพิธีทำบุญตักบาตรธรรมดา แต่บางวัดก็จัดเป็น
งานใหญ่โต เสร็จจากการทำบุญตักบาตร พุทธศาสนิกชนจะไปฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา

๑. ทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับ
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ และประดับธงชาติและธงธรรมจักตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
 
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา

ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยมปฏิบัติ คือ

๑. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากออกพรรษาแล้ว ๑ วัน)

๒. พิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ กำหนด ๑ เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา)

๓. พิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล)

๔. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น ๘ ค่ำ หรือ วันแรม ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ หรือในเดือน ๑๐)
 


กิจกรรมต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติใน วันออกพรรษา


           1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ


           2. ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา


           3. ร่วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"


           4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัด และสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา


           5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป


           6. งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมทั้งละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์


โดยประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทำพิธี วันออกพรรษา จะมีดังต่อไปนี้


         -  เตือนสติว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปอีกพรรษาหนึ่งแล้วได้คร่าชีวิตมนุษย์ ให้ผู้คนนั้นดำรงค์อยู่ในความไม่ประมาทและหันมาสร้างกุศล


          - การ ทำบุญออกพรรษาจะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นชำระความผิดของตนได้ คือหลักปวารณา ปกติคนเราคบกันนานๆ ก็จะเผย "สันดาน" ที่แท้ออกมา อาจจะไม่ดีนักแต่ตนเองไม่รู้ตัวแล้วมองไม่เห็น แต่ผู้อยู่ข้างๆ มองเห็นแต่ไม่กล้าเตือน ดังนั้นตนเองต้องปวารณาตัวให้ผู้อื่นชี้แนะได้ ความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้นและยั่งยืน


          - ได้ ข้อคิดที่ว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝ่ายถูก ความผิดของคนอื่นเห็นง่ายส่วนตนเองนั้นความผิดนั้นเห็นยาก นี่แหละสัญชาตญาณของคนเรา


         -  เป็น การให้รู้ถึงการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในใดๆ ต่อในการคบหาหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


          ดัง นั้นใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันออกพรรษา จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการย้อนมองดูตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้บ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมอีก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #912 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 20:08:46 »


ธรรมชาติบำบัดกับการสั่งจิตใต้สำนึก

 

การ สั่งจิตใต้สำนึกอยู่บนทฤษฎีที่ว่า จิตของเราเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของร่างกาย หรือเรียกว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" จิตของเราประกอบขึ้นด้วย 2 ส่วน ได้แก่จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

จิตสำนึก

เป็นตัวกำหนดกริยาท่าทาง การเข้าสังคม เดินเหิน ทำการงานในชีวิตประจำวัน มีพลังงานเพียง 10 % เท่านั้น

ส่วนจิตใต้สำนึก

เป็น ตัวเก็บรับข้อมูลต่างๆ ทั้งหลายในชีวิตตั้งแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นจนถึงปัจจุบัน สั่งจิตให้เพิ่ม-ลดน้ำหนักคน สั่งจิตใช้กระดาษตัดตะเกียบให้ขาด


ทั้ง ข้อมูลที่ดีและเลว จิตใต้สำนึกยังควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน ทั้งหัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ตับม้าม ต่อมฮอร์โมนต่างๆ โดยระบบประสาทอัตโนมัติ จิตใต้สำนึกมีอำนาจถึง 90%

ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลดีๆ อวัยวะภายในของเราก็ทำงานสงบเรียบร้อย เป็นปกติ แต่ถ้าจิตใต้สำนึกของเรารับรู้แต่ข้อมูลแย่ๆ ความเร่งรีบ เคร่งเครียด ผิดหวัง เศร้าโศกเสียใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนเราจะต้องมีสิ่งที่ไม่สมหวังในชีวิตบ้าง แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีที่จะระเหิดความกดดันเหล่านั้นออกไป ประสบการณ์และอารมณ์ด้านลบเหล่านี้จะถูกสะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก และรบกวนการทำงานของอวัยวะภายในได้ เช่นผู้ที่เครียดจัด มักอาหารไม่ย่อย ปวดกระเพาะ ใจเต้นสั่น หอบเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ อารมณ์แปร ปรวน น้ำตาลในเลือดสูง กระทั่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย เนื่องจากการทำงานของตับ ของต่อมฮอร์โมนต่างๆ รวนเรไป ไม่สามารถหมุนใช่ไขมันในร่างกายให้เป็นปกติได้

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีวิธีผ่อนคลายความเครียดก็เท่ากับช่วยเปิดโอกาสให้อวัยวะในทำงานเข้า สู่ภาวะปกติ ซึ่งถ้าได้รับการปฎิบัติผ่อนคลายด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า - ออก หรืออาณาปานสติ ก็จะทำให้จิตสงบ สะอาด สว่าง และว่องไวในการทำงาน ช่วยลดความเครียดปรับสภาพร่างกายและจิตใจสู่ดุลยภาพ จึงใช้วิธีนี้บำบัดโรคได้อีกหลายโรค เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคความดันเลือดสูง ภูมิแพ้ หอบ หืด เครียด ภาวะอาหารไม่ย่อย โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #913 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 20:15:08 »


โภชนบำบัดสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

โรค มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เปลี่ยนแปลงและเจริญ เติบโตผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมได้ ผู้สูงอายุและผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งจะมีอัตราเสี่ยง มากกว่าคนปกติหรือผู้ที่มีภาวะโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น อาการโดยส่วนใหญ่ของมะเร็งลำไส้จะมีท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระมีเลือดสด อุจจาระมีขนาดเล็กลง มีอาการจุกเสียดแน่นบ่อยครั้ง อ่อนเพลียและน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากลำไส้เป็นอวัยวะสำคัญในระบบทางเดินอาหาร


ดังนั้น ต้องดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษ การรักษาที่ถูกต้องร่วมกับโภชนบำบัดที่ถูกหลัก สามารถลดการแพร่กระจายและอาการทรมานจากมะเร็งได้


ข้าวแป้ง


ควร เลือกชนิดที่เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นหลัก พวกที่มีใยอาหารอาทิ ข้าวกล้อง ธัญพืช เนื่องจากกลุ่มใยอาหารจะทำหน้าที่ในการดูดซับสารก่อมะเร็งและน้ำดีแล้วขับ ออกจากร่างกาย ดังนั้นการได้รับใยอาหารที่พอเหมาะ จะช่วยลดโอกาสการรับสารก่อมะเร็งของร่างกายได้ ควรรับประทานประมาณ 6-8 ทัพพีต่อวัน สำหรับผู้ที่ผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้แล้ว มีอาการแน่นไม่สบายท้อง ไม่ควรรับประทานครั้งละมากควรจะค่อยๆ รับประทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง

เนื้อสัตว์

ผู้ ป่วยควรได้รับโปรตีนวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไข่และเนื้อสัตว์ต่างๆเป็นแหล่งของโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนครบถ้วน หากผู้ป่วยไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลยควรรับประทานถั่วเหลืองผลิตภัณฑ์จาก ถั่วเหลืองแทน

แต่หากยังรับประทานเนื้อสัตว์อยู่ ควรเลือกชนิดที่ไม่ติดมันเป็นหลัก หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม เพราะอาหารแปรรูปมักใส่สารไนไตรท์ ไนเตรต มีไขมันมาก ทำให้กระตุ้นการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มีงานวิจัยการเสริมโฟเลทสามารถ ช่วยลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ซึ่งสาร อาหารนี้พบมากในนม ดังนั้นการดื่มนมช่วยเสริมสร้าง สารโฟเลทแต่ควรเลือกชนิดพร่องมันเนย


น้ำมันแและไขมัน


โดย ทั่วไปแล้วอาหารประเภทไขมันควรระวังไม่รับประทานมากแม้ในคนปกติ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ยิ่งจำเป็นต้องดูแลเรื่องของไขมัน ควรเลือกใช้ไขมันที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เนื้อปลาทะเลจะมีไขมันไม่อิ่มตัว

ซึ่งผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับประทาน วิตามินเสริม เพราะหากรับประทานน้ำมันสกัดยิ่งทำให้ร่างกายได้รับน้ำมันเกินความจำเป็นอาจ เป็นผลเสียมากกว่าผลดี

งดไขมันที่เกิดจากการปิ้งย่างหรือการทอด น้ำมันซ้ำ ล้วนแต่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสัมผัสกับลำไส้โดยตรงเสี่ยงต่อการทำให้โรคเป็นมาก ขึ้น

ผักและผลไม้


ใน กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคมากในระยะนี้ ควรลดปริมาณที่รับประทาน เนื่องจากระบบย่อยอาหารของผู้ป่วยเริ่มแปรปรวน การได้รับใยอาหารมากอาจส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้องและท้องอืดได้ อาจรับประทานที่ละน้อย ผักบางชนิดยิ่งทำให้ท้องอืด โดยเฉพาะผักที่มีกลิ่นฉุนเพราะมีสารพวกกำมะถันอยู่มาก เช่น ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ดังนั้น หากมีอาการท้องอืดอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยง

นอกจาก นี้ ยังมีรายงานการวิจัยหลายงานวิจัยที่พบอาหารมีผลดีต่อการป้องกันและต่อต้าน มะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะพืชตระกูลกะหล่ำ เพราะมีสาร Isothiocyanate ซึ่งให้ผลดีในการควบคุมมะเร็ง การรับประทานควรล้างให้สะอาด เพราะแม้ผักชนิดนี้จะมีสารพฤษเคมีที่เป็นประโยชน์มากก็จริง แต่ก็เป็นแหล่งตกค้างของสารฆ่าแมลงมากเช่นกัน วิธีการล้างผักที่ได้ผลค่อนข้างดีอาจในน้ำส้มสายชู หรือการลวกผักก็จะเป็นการช่วยลดสารเคมีตกค้างลงไปมาก

กรณีผู้ป่วยผ่า ตัดลำไส้ออกบางส่วน ทำให้ระบบย่อยอาหารได้รับความเสียหายบ้างในช่วงแรก ควรรับประทานอาหารเหลวที่มีพลังงานสูง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้มากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดลมในช่องท้องได้

ผล ไม้สามารถรับประทานได้ทุกชนิด ยกเว้นกรณีเพิ่งได้รับการผ่าตัดควรเลือกชนิดที่ย่อยง่าย เช่น มะละกอสุก กล้วยน้ำว้า เป็นต้น และเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร





ที่มา วิชาการ.คอม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #914 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2010, 20:21:32 »


ตำนานนางเงือก

 


เงือก หรือนางเงือก เป็นความเชื่อในนิยายปรัมปราเกี่ยวกับน้ำ โดยเป็นจินตนาการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ

โดย มากจะเล่ากันว่าเงือกนั้นเป็นสัตว์ครึ่งมนุษย์ มีส่วนครึ่งท่อนบนเป็นคน ส่วนครึ่งท่อนล่างเป็นปลา ในหลายประเทศทั่วโลก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานเงือกมากมาย

ความเชื่อในเรื่องดังกล่าว บางคนเสนอว่า บางทีอาจเป็นเพราะผู้คนในสมัยโบราณเข้าใจผิด คิดว่า หมูน้ำ หรือ พะยูน คือเงือกก็เป็นได้

ในประเทศไทย

เงือก ในประเทศไทย ถูกกล่าวขานมาตั้งแต่สมัยอดีต ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่ที่เห็นว่าจะเป็นเงือกที่ได้รับความนิยม และกล่าวขวัญกันมากที่สุดนั้นคือ เงือกในวรรณคดีของ สุนทรภู่ เรื่อง พระอภัยมณี ที่นางเงือก (เงือกสาว) และเงือกตายาย ช่วยพาพระอภัยมณีหนีจาก ผีเสื้อสมุทรได้จนสำเร็จ และนางเงือกได้เป็นชายาของพระอภัยมณี จนมีโอรสด้วยกัน 1 องค์ ชื่อว่า สุดสาคร

ในภาษาไทยโบราณ รวมทั้งในวรรณคดีสมัยอยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ มีคำว่า เงือก มาแล้ว แต่มีความหมายแตกต่างกันไป พอจะสรุปได้ดังนี้

งู : คำว่าเงือกในภาษาไทยโบราณ และภาษาตระกูลไตบางถิ่นนั้น มักจะหมายถึง งู ดังปรากฏในลิลิตโองการแช่งน้ำ ที่ว่า "ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น" นั่นคือ เอางูมาพันรอบกาย, "เสียงเงือกงูว้าง ขึ้นลง" หมายถึง เสียงงู เหล่านี้เป็นภาษาเก่าที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน

สัตว์ร้าย จำพวกผี หรือปิศาจ : ปรากฏในลิลิตพระลอ วรรณกรรมสมัยอยุธยาเช่นกัน

สัตว์ครึ่งคนครึ่งปลา : เชื่อกันว่าเงือกในลักษณะนี้ปรากฏครั้งแรกในวรรณคดีพระอภัยมณีดังกล่าวมาข้างต้น แต่อาจมีค้นเค้าจากเรื่องอื่นก็เป็นได้




ที่มาเย็นตาโฟร์ดอทคอม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #915 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2010, 20:33:44 »


ตำนาน แมวกวัก

 

คนไทยเรามีนางกวัก เพื่อช่วยกวักเรียกเงินเรียกทอง เรียกลูกค้าเข้าร้านคนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อทำนองนี้เหมือนกันแต่เป็น "แมวกวักมาเนะคิเนโคะ"  คือชื่อของแมวกวัก

ตาม ความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเชื่อว่ามาเนะคิเนโคะจำนำความสุข โชคลาภ ทรัพย์สินเงินทองมาให้  จึงนำตุ๊กตาแมวนี้มาตั้งไว้ตามบ้าน ร้านค้า จริงๆแล้ว
ท่าแมวกวักอาจมาจากท่าของแมวที่กำลังทำความสะอาดใบหน้า ก่อนฝนตก แมวจะทำความสะอาดใบหน้า เพราะมันรู้สึกกระวนกระวายเมื่ออากาศเปลี่ยน
จึงใช้เท้าป้ายไปตามหน้าตาของมัน

ในหลายประเทศจึงมีสำนวนที่ว่า "เมื่อแมวล้างหน้า ฝนจะตก" นี่อาจเป็นต้นกำเนิดของ มาเนะคิเนโคะทางภาคอีสานของเรา ถ้าฝนแล้ง ก็โดนจะแห่งนางแมวแน่


มาเนะคิเนโคะ มี 2 แบบคือ

1.แบบยกขาข้างซ้าย
2.ยกขาข้างขวา

ตามความเชื่อมีอยู่ว่า
 
ถ้ายกขาข้างซ้าย จะเรียกลูกค้า
ถ้ายกขาข้างขวา  จะเรียกเงินให้ไหลมาเทมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #916 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2010, 20:45:32 »


อาการ "ปวดหัว"

 


เวลานี้ไปทางไหนก็มักจะได้ยินคนบ่น "ปวดหัว" กันบ่อยๆ ยิ่งตอนนี้โลกเรา บ้านเมืองเราก็มีแต่เรื่องชวนให้เครียดจนถึงขั้นปวดหัว

เริ่ม ตั้งแต่เครียดเรื่องในบ้านในครอบครัว เครียดเรื่องชาวบ้าน เครียดกับปัญหาต่างๆ ของประเทศ ไปจนถึงเครียดกับภาวะวิกฤติของโลก ซึ่งความเครียดจากสิ่งรอบตัวเหล่านี้ก็มีผลทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ แต่บางคนนอกจากเครียดแล้วอาจปวดจากไมเกรน บางคนก็ปวดหัวจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ร้อนจัดเกินไป หรือบางคนก็ตรากตรำทำงานจนปวดเมื่อยต้นคอร้าวขึ้นไปที่หัว

อาการปวด เหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรงอะไร ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ก็ได้ บางคนแค่นอนพัก หากิจกรรมคลายเครียด นวดคลายเส้น หรือถ้าปวดมากก็ใช้ยาแก้ปวดธรรมดาก็หายแล้ว แต่บางคนก็ปวดจนต้องไปพบแพทย์เพราะกลัวจะเป็นโรคร้ายแรง บางคนคิดมากกลัวจะเกิดความผิดปกติกับสมอง คิดอย่างนี้ก็เครียดก็ปวดกันไปใหญ่ แต่อย่างน้อยการไปพบแพทย์ก็จะได้มีคนช่วยบอกว่า ปวดจากสาเหตุใด ร้ายแรงแค่ไหน และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ก็ถือว่าได้ความสบายใจ และได้ยาแก้ปวดแถมมาด้วย

บางคนอาจสงสัยว่า "แล้วปวดหัวแบบไหนบ้างที่ต้องไปพบแพทย์"

อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการต่อไปนี้จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

1. คัดจมูก น้ำมูกข้นสีเหลืองหรือเขียว ไอ เจ็บคอ มีเสมหะในคอ บ่งว่าอาจเป็นไซนัสอักเสบ
2. ปวดกระบอกตา ตามัวลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็นต้อหินหรือเส้นประสาทตาอักเสบ
3. หูอื้อ ปวดในหูมาก บางคนมีหูตึงด้วย อาจเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบ
4. ปวดหัวแบบเฉียบพลัน ปวดแบบรุนแรง อาเจียน ไม่เคยเป็นมาก่อน
5. ปวดหัวและมีความผิดปกติอื่น เช่น สับสน ซึมลง ชาตามตัว ชักเกร็ง แขนขาอ่อนแรง บ่งว่ามีความผิดปกติของสมอง

ลองหัดสังเกตดูว่ามีอาการปวดหัวแบบใด และจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือไม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #917 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2010, 20:58:03 »


ถุงน่องรักษาเส้นเลือดขอด... ได้จริงหรือ



ปัญหาเส้นเลือดขอดที่เกิดขึ้นที่ขาหรือน่อง เป็นสิ่งที่พบเห็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

โดย ส่วนมากสาเหตุเกิดมาจากการทำงานที่ต้องยืน เดิน นาน ๆ แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ เช่น ความอ่อนแอของโครงสร้างผนังเส้นเลือดดำและลิ้นบาง ๆ ที่อยู่ภายในเส้นเลือดซึ่งมักจะสืบทอดทางกรรมพันธุ์ ความอ้วนหรืออาจเกิดได้กับหญิงมีครรภ์และผู้สูงอายุได้เช่นกัน

อาการที่พบคือ
 
อาการปวดที่เกิดจากเส้นเลือดขอด เรียวขาไม่เรียบ มีริ้วรอย ทำให้ขาดความมั่นใจในบุคลิกภาพ

จึง ทำให้ในปัจจุบันมีการขายผลิตภัณฑ์คล้ายถุงน่องที่อวดอ้างสรรพคุณ ว่าสามารถแก้ไขปัญหาเส้นเลือดขอด โดยราคาขายอยู่ที่ประมาณคู่ละ 10,000 บาทซึ่งเป็นราคาที่แพงกว่าถุงน่องธรรมดามาก นอกจากนี้ยังระบุว่าถุงน่องดังกล่าว ทำจากทองคำขาว นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีการแอบอ้างว่าได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยังไม่มีการนำเข้ามาแต่อย่างใด อีกทั้งการโฆษณาดังกล่าวก็ยังไม่ได้ขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์จากสำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยาเช่นกัน

ปัญหาเส้นเลือดขอด มีวิธีป้องกันได้ง่ายๆ
 
1.ไม่สวมเสื้อผ้าที่คับจนเกินไป โดยเฉพาะบริเวณเอวและต้นขา เพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก
 
2.หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนาน ๆ ควรพักเท้าโดยการนั่งหรือนอนยกเท้าสูงคราวละ 15 นาที หรือการพักเท้าบนม้านั่ง
 
3.ทำ การฝึกกล้ามเนื้อน่องโดยการยืนตัวตรง เขย่งเท้าขึ้น ลงช้าๆ 3 ชุด ชุดละ 10 ครั้ง ซึ่งการกระทำเหล่านี้มีส่วนช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดดำที่ขา ไหลกลับสู่ร่างกายส่วนบนได้ดีขึ้น

นอก จากนี้ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือมีปัจจัยที่จะ เสริมให้เกิดโรคนี้ เช่น การทำงานที่ต้องยืน เดินนาน ๆ หรือเริ่มเห็นเส้นเลือดขอดขึ้นตามขาบ้างแล้ว การป้องกันสามารถทำได้โดยการใส่ถุงน่องแบบกระชับก็ อาจจะช่วยให้ภาวะเส้นเลือดขอดนี้ไม่เป็นมากขึ้น หรือทำให้การดำเนินโรคช้าลง การรักษาในปัจจุบันมีทั้งการฉีดยาให้เส้นตีบ ไปจนกระทั่งการผ่าตัดดึงเส้นออก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคนไข้และการตัดสินใจของแพทย์ในแต่ละรายไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #918 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 09:57:32 »


ตู้หยอดเหรียญทำงานได้อย่างไร ?

 



เรา อาจจะซื้อสินค้าและใช้บริการนานาชนิดด้วยการหยอดเหรียญ เช่น ใช้โทรศัพท์ ซื้อตั๋วรถไฟ ซื้อเครื่องดื่มและของว่าง หรือเล่นตู้พนันแบบคันโยก ก่อน ที่ตู้หยอดเหรียญจะให้สิ่งของหรือบริการแก่เรา เครื่องจะสำรวจ และทดสอบเหรียญอย่างถี่ถ้วนด้วยวิธีต่างๆ และจะไม่ยอมรับเหรียญที่มีค่าไม่ตรงกับที่กำหนด เช่น เหรียญต่างประเทศ เหรียญปลอมหรือแขวนใส่ตะปูควง

เงิน เหรียญทุกชนิดในโลกจะมีลักษณะเฉพาะตัว มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนา และน้ำหนักต่างกันไป และองค์ประกอบทางเคมีก็ยังต่างกันอีกด้วย ตู้หยอดเหรียญจะตรวจสอบคุณสมบัติเหล่านี้ และต่อเมื่อเหรียญไหลไปตามช่องทางที่ถูกต้องในเครื่องเท่านั้น จึงจะไปกระตุ้นให้กลไกของเครื่องทำงานได้

ถึงจะมีเพี้ยนแปรไปหลายแบบ แต่ตู้หยอดเหรียญโดยทั่วไปก็จะทำงานตามหลักต่อไปนี้ คือ เริ่มแรกช่องหยอดเหรียญจะตรวจสอบโดยไม่ยอมให้เหรียญที่กว้าง หนา หรือคดหงิกเกินไปผ่านเข้าไปในช่องได้ เหรียญ ที่ผ่านเข้าไปได้ อาจผ่านเครื่องตรวจอีกว่ามีรูตรงกลางหรือไม่ (เครื่องจะจับได้ถ้าหยอดห่วงเข้าไป) ถ้าเป็นเหรียญก็จะตกลงไปที่คานกระดก ที่ถ่วงน้ำหนักไว้พอดี ถ้าเหรียญหนักพอ คานจะกระดกลงทำให้มันกลิ้งไปที่รางวิ่ง ถ้าเบาไปคานไม่กระดก มันจะตกสู่ช่องคายเหรียญคืน

เหรียญที่เครื่องรับไว้ ณ จุดนี้ จะกลิ้งตามคานวิ่งไปผ่านแม่เหล็ก ขณะผ่านสนามแม่เหล็กก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในเหรียญเล็กน้อยทำให้วิ่งช้าลง ปริมาณของกระแสไฟฟ้านี้ ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของเหรียญ เนื่องจากโลหะที่ต่างกันจะตอบสนองพลังของแม่เหล็กต่างกัน ถ้าเหรียญนั้นมีส่วนประกอบที่ถูกต้อง มันก็จะชะลอความเร็วลงพอเหมาะ ทำให้ตกจากราง วิ่งลงไปในทิศทางที่ไม่กระทบกับคานเบี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวาง แต่จะไปกระทบคานแยกเหรียญ ซึ่งอยู่ต่ำลงมาในมุมตกกระทบอันเหมาะสม ส่งเหรียญให้ลงสู่ช่อง "ยอมรับ" ส่วนเหรียญที่หนักไป และที่ได้รับผลกระทบจากพลังแม่เหล็ก น้อยเกินไปจะตกไปกระทบคานเบี่ยง แล้วกระดอนไปอีกด้านของคานแยก ไหลลงสู่ช่องคายเหรียญคืน


ตู้หยอดเหรียญอิเล็กทรอนิก

ตู้ หยอดเหรียญรุ่นล่าสุด ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกตรวจสอบความเป็นตัวนำไฟฟ้าของเหรียญ ว่า ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้มากน้อยเพียงใด เหรียญที่ผ่านการทดสอบในขั้นนี้จะเข้าไปในช่องหนึ่ง แล้วกลิ้งตามทางลาดที่อยู่ระหว่างแม่เหล็กสองชิ้น ความเร็วของเหรียญขณะผ่านแม่เหล็กออกมา จะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบทางโลหะของมัน อุปกรณ์ที่ใช้วัดความเร็วของเหรียญนั้น ประกอบด้วย ไดโอดเปล่งแสงและเครื่องวัดแสง ถ้าวัดความเร็วได้ค่าตรงกับที่อยู่ในความจำของเครื่อง ช่องก็จะเปิดรับเหรียญนั้น ถ้าไม่ตรงกัน เครื่องก็จะคายเหรียญออกมา บางตู้อาจตั้งโปรแกรมให้ตรวจเหรียญได้ถึง 8 ชนิด

ตู้หยอดเหรียญยังอาจตั้งโปรแกรมให้ทอนเงินได้ด้วย ระบบตรวจสอบจะระบุค่าของเหรียญในขณะที่มันกลิ้งผ่านไป เมื่อเหรียญไปสุดทางแล้ว ไมโครชิปก็จะปล่อยเงินทอนที่ถูกต้องจากที่เตรียมไว้ในตู้ ล้วนเป็นเหรียญที่มีค่าน้อยกว่าเหรียญที่หยอดเข้าไป



   ที่มาข้อมูล : nstda
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #919 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 10:16:04 »


กำเนิดปากกา และวิวัฒนาการของการเขียน













แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #920 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 10:18:00 »


หน้าท้องอาจเป็นปัญหากับใครหลายคนเรามาลองแก้ไขกันดูน๊าคับ

 

สูตรลดหน้าท้อง พร้อมล้างพิษไปในตัว

ส่วนผสม
1. โยเกิร์ตรสจืด ครึ่งถ้วย
2. นมสดรสจืด 1 กล่อง
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. มะนาว 1 ลูก

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ

วิธีการดื่ม
ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล

มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

สรรพคุณ
ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน

กิน วันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุก วัน

โทษของไขมัน
ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไปด้วย

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง
จะ พบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต

บอก เป็นภาษาโภชนาการมาพอสมควร เรามายกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ กันดีกว่า ช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้ ซึ่งได้มีการพิสูจน์และใช้กันมานานในอเมริกาและยุโรป

ป.ล. ท้องเสียแล้วห้ามว่ากันน๊า...อิอิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #921 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 11:25:56 »


ดูแลผิวหน้าสวยด้วยฝรั่ง

 

ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ดีมีคุณค่าทางโภชนการที่ดีมากอย่างหนึ่ง คนเราส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์จากฝรั่งด้วยการนำมากินเท่านั้น แต่คุณ เชื่อหรือไม่ว่าจริงแล้ว ๆ แล้วเราสามารถใช้ประโยชน์จากฝรั่งได้มากกว่าการกิน เพราะนอกจากเราจะกินมันอร่อยแล้วเรายัง สามารถเอาฝรั่งมารักษาสิวและผิวหน้าของเราให้เกลี้ยงเกลาได้อีกด้วย


  วิธีการที่ว่าก็คืน เอา เนื้อฝรั่งมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปในเครื่องปั่นไฟฟ้า ใส่น้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียด แล้วนำไป ใช้ได้ ( หากเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นจะเอาเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ )

สำหรับ วิธีการใช้ก็ไม่ยากเลย ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดาเสียก่อน แล้วนำเอาเนื้อฝรั่งที่ปั่นละเอียดแล้วมาพอก ทา ให้ทั่วทั้ง ใบหน้า ปล่อยทิ้งเอาไว้สัก 10 นาที หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำธรรมดา

เราจะสังเกตได้ทันทีว่า ผิวหน้าที่ได้รับการพอก ทา ด้วยเนื้อฝรั่งจะมีความเกลี้ยงเกลา และรู้สึกเต่งตึง สดชื่น ได้ทันที

ให้ ทำอย่างนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวหน้าของเราก็จะมองดูสดใสและนวลเนียนดีมาก ไม่ต้องไปหาซื้อครีมบำรุงผิวราคาแพงมาพอก หน้า หรือทาหน้าเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #922 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 11:30:25 »


เรื่องของนมที่ไม่ควรมองข้าม

 

หน้า อกหน้าใจของคุณผู้หญิงนี้เองที่ทำให้พวกเธอมีความมั่นใจ มีความเป็นหญิงในด้านรูปร่าง รวมไปทั้งการใส่เสื้อผ้าต่าง ๆ ได้สวยงามดึงดูดใจ การจะทำให้ส่วนนี้ของร่างกายดูดีจึงเป็นสิ่งที่ผู้ิหญิงทั่วไปให้ความสนใจ ซึ่งเราจะเห็นว่าสินค้าเกี่ยวกับเสื้อชั้นในผู้หญิงรุ่นต่าง ๆ ออกมาสู่ตลาดเพื่อให้ผู้สวมใส่มีหน้าอกที่สวยดูดีนั่นเอง


จาก การค้น คว้าทำให้มีข้อมูลในการทำให้หน้าอกสวยงามดูดี ซึ่งคุณผู้หญิงสามารถนำไปใช้เพื่อให้สามารถคงความสาว และสวยของหน้างอกไว้ได้ตราบนานเท่านาน การค้นคว้าวิจัยข้อมูลต่าง ๆ เห็นตรงกันว่าอายุที่เพิ่มขึ้น และแรงโน้มถ่วงของโลกมีผลอย่างมากกับรูปทรงของทรวงอก ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำข้อควรปฏิบัติง่าย ๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที



1. ควบคุมการกินอาหาร

เพื่อ ป้องกันไม่ให้ระดับ oestrogen hormone ในร่างกายของคุณสูงขึ้นมากเกินไป ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์กในปริมาณมาก ๆ และพยายามรับประทานผัก และผลไม้ที่มีกากใยสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ ทำให้ผิวของคุณเต่งตึงมีน้ำมีนวลน่าสัมผัส และเป็นสิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อให้มีหน้าอกสวยๆ เป็นของตัวเอง

ได้ รับ ปริมาณโปรตีนที่มากพอ โปรตีนเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ดี และยังสร้างคอลลาเจนให้กับผิวอีกด้วย ซึ่งกล้ามเนื้อ และคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หน้าอกของสาว ๆ ดูเต่งตึงน่าสัมผัส

คุณ สามารถใช้ไขมันที่พบในปลา และโอลีฟออย มาใช้เพื่อทนแทนไขมันที่มาจากสัตว์ชนิดอื่น เนื่องจากไขมันจากปลา และโอลีฟออยนั้นจะดีต่อสุขภาพของคุณมากกว่า นอกจากนี้ควรได้รับผลไม้ และผักในจำนวนที่มากพอเป็นประจำทุกวัน



2. เลือกใช้บราที่ดี เหมาะกับสรีระของคุณ


การ สวมใส่ยกทรง หรือบราที่ดีจะทำให้หน้าอกของคุณได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากหน้าที่ของบราคือช่วย support หน้าอกจากแรงโน้มถ่วงของโลก อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยรักษาทรงของคุณไว้ไม่ให้เสีย หรือหย่อนคล้อยไปตามการเวลา ควรเลือกบราเฉพาะอย่าง สำหรับแต่ละกิจกรรม เช่นเมื่อออกกำลังกายควรใช้บราที่ดูและเป็นพิเศษ เพราะจะมีแรงกระแทก กระเด้งกระดอนสูง อีกตัวอย่างเช่น เมื่อกำลังให้นมบุตร ก็ควรเลือกใช้บราให้เหมาะสม เป็นต้น

ควรเลือก ใช้บราให้ถูกขนาด การเลือกขนาดของบราเป็นปัญหาสำหรับผู้หญิงหลาย ๆ คน ปัญหาที่ตามมาเมื่อใช้บราขนาดไม่ถูกต้องก็คือ หน้าอกจะไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่บราที่คัุบเกินไป หรือหลวมเกินไป นอกจากนี้ควรมีช่วงหนึ่งของวันที่หน้า้อกของคุณไม่ถูกบีบรัดจากบรา เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และเป็นการคืนอิสระภาพให้แก่หน้าอกที่รักของคุณ โดยปกติแล้วคุณควรปล่อยให้หน้าอกของคุณได้เป็นอิสระจากบราประมาณ 12 ชั่วโมงต่อวัน ในการเลือกขนาดของบราที่เหมาะสมนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้คำแนะนำจากร้านค้าชั้นนำ ไม่ควรใช้ของถูกเกินไป เพราะไม่ได้ออกแบบมาเป็นอย่างดี เรื่องแบบนี้ไม่ควรเสียดายเงิน เพราะเดี๋ยวหน้าอกสวย ๆ จะพังเอา



3. ควบคุมน้ำหนัก


หาก คุณมีปริมาณไขมันในทรวงอกมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังในส่วนนั้นเกิดการตึงมาก เกินไปเหมือนกับลูกโป่ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผิวของหน้าอก เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดการแตกลายของผิวได้ หน้าอกจะดูไม่สวยงาม นอกจากนี้ถ้าคุณมีการลดน้ำหนักมากเกินไปก็อาจจะทำให้หน้าอกที่เคยเต่งตึงมี อาการลีบแบน และดูเหมือนถุงกาแฟหย่อนหยานได้เช่นกัน

การ ควบคุมน้ำหนัก ที่ดีจะต้องทำสองอย่างควบคู่กันไป คือควบคุมอาหาร รวมทั้งปริมาณไขมันในร่างกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณต้องการจะลดน้ำหนัก ควรทำอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดอาการแตกลาย หรือมีอาการเหี่ยวแห้งจนร่างกายไม่มีน้ำมีนวล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยปกติครูฝึกที่ยิมจะสามารถให้คำแนะนำแก่คุณได้เป็นอย่างดี ที่เหลือแก่แค่เอาใจใส่ตัวเอง และลุกขึ้นมาทำตัวให้ดูดี ทีนี้หน้าอกสุดเซ็กซี่จะหนีไปไหนเสีย



4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม


สืบ เนื่องจากข้อที่แล้ว การออกกำลังกายที่ดีจะช่วยคุณในการควบคุมน้ำหนัก และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรงขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อมัดด้านในที่อยู่ใต้ไขมันในทรวงอกจะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้หน้าอกของสาว ๆ ดูเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัย กล้ามเนื้อในส่วนนี้จะช่วยทำให้หน้าอกมีความกระชับ ยกชูชัน ไม่หย่อนคล้อย ท่าออกกำลังกายเพื่อบริหารหน้าอกได้แก่ การวิดพื้น หรือที่เรียกกันว่า push-up การยึดข้อ หรือดึงตัวขึ้นโหนบาร์ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่ได้ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของบทความนี้อยู่แล้ว คุณควรจะมุ่งเน้นที่การทำให้หน้าอกไม่ห้อยยายน่าเกลียด คือขนาดบางครั้งก็ไม่สำคัญเท่ากับหน้าอกของคุณดูสวยงาม เหมาะกับคุณและน่าหลงไหลหรือไม่ ใหญ่แต่ย้อย ห้อยยาน ก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกัน


การออกกำลัง กายกล้ามเนื้อหน้าอกอย่างเหมาะ สม จะทำให้สรีระของคุณดูไม่แก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังมีท่าต่าง ๆ ที่เน้นการออกกำลังกายเพื่อให้มีหน้าอกที่สวยงามโดยเฉพาะ ไม่
ว่าจะเป็น Pec Press, Butterfly Press, หรือ Pectoral Push-Ups (อ่านต่อได้ที่ SP Blog)



5. นวดเฟ้นน้องนม


การ นวดหน้าอกที่ถูกวิธีจะช่วยเพิ่มความกระชับเต่งตึงของหน้าอกไว้ ทำให้คงความสาวและสดของหน้าอกหน้าใจไว้ได้อีกนาน ทำให้เรื่องนมนมไม่เป็นเรื่องหนักอกอีกต่อไป การนวดที่ถูกวิธีพร้อม ๆ กับใช้ครีมที่ดีซักตัวนึงในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตของหน้าอก จะช่วยป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกินจากผิวแห้งกร้าน และทำให้หน้าอกมีความอ่อนเยาวน์ เต่งตึงสวยงาม


แน่ นอนว่าหน้าอกสวย ๆ นั้นเป็นผลมากจากการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เฉพาะรูปร่างความสวยงาม แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพควบคุมไปด้วย หากจะมีหน้าอกที่สวยงามคุณต้องดูแลตัวเองทั้งภายนอก และภายในควบคู่กันไป เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะพยายามรักษาอวัยวะที่บ่งบอกความเป็นแม่ในตัวคุณให้ อยู่กับคุณตราบนานเท่านาน การดูแลหน้าอกตัวเองอย่างสม่ำเสมอยังช่วยทำให้คุณเห็นความผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการแรกเริ่มของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเต้ามนมได้อีกด้วย ดังนั้นให้คุณผู้หญิงหันมาใส่ใจดูแล นม กันเสียตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินไป

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
anukul2495
ไม่มีความบอดใดจะบอดมืดสนิทเท่าการไม่ยอมรับรู้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,463



« ตอบ #923 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 11:35:02 »


เล็กใหญ่ไข่เท่ากัน

 

อย่าเพิ่งคิดไปไกลไหนอื่น...ไข่ที่ว่า   ไข่ไก่ ที่เรานำมาเจียวทอดต้มกินนี่แหละ

ที่มีการแยกคัดไข่ใหญ่เล็ก   ขายแพงถูกไปตามขนาดเบอร์  0  จนถึงเบอร์  5...จนทำให้หลายคน รวมทั้ง  "แม่ทองต่อ"  หลงละเมอเพ้อพก
ไปว่า...ไข่ใหญ่ราคาแพงน่าจะดีกว่า   ให้คุณค่าทางอาหารดีกว่าไข่ใบเล็ก   ราคาย่อม

จริงๆ แล้วเราเข้าใจผิด...จะเล็กจะใหญ่สรรพคุณของไข่แทบไม่ต่างกันเลยค่ะ

"แม่ ทองต่อ" เพิ่งรู้ความจริงเมื่อ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ชวนไปดูงานส่งเสริมให้ชาวบ้านใน จ.อุดรธานี และ หนองคาย เลี้ยงไก่ไข่และปลูกผักเสริมไอโอดีน เพื่อแก้ปัญหาคนไทยไอคิวต่ำเพราะขาดไอโอดีน...ได้พบเจออาจารย์ ผู้รู้ เชี่ยวชาญด้านไข่

เลยได้รู้...จะเล็กจะใหญ่ สรรพคุณของไข่มิต่างกัน

เพราะ ไข่ฟองเล็กฟองใหญ่ ความแตกต่างอันดับแรกอยู่ที่เปลือก ใบใหญ่เปลือกมากกว่าใบเล็ก...แต่ ความต่างตรงนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ

ที่ต่างกันมากๆอยู่ตรงไข่ขาว...ฟองใหญ่
ไข่ขาวเยอะกว่าฟองเล็ก

ส่วนไข่แดง ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่...ไข่แดงพอๆกัน

ด็อกเตอร์ผู้รู้บอกว่า ไข่ขาวแม้จะมีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารอยู่บ้าง
  แต่มิสู้ไข่แดง...ที่มี
คุณค่าทางอาหารเพียบพร้อม

สาร อาหารในไข่แดงมีมากและทรงคุณค่าแค่ไหน   ยกตัวอย่างง่ายๆ...ลูกไก่ที่โตเป็นตัวเป็นตนขณะอยู่ในเปลือกไข่   ก็เพราะได้ไข่แดงนี่แหละ เป็นอาหารสร้างตัวตนขึ้นมา

ไข่แดงสร้างไก่ให้เป็นตัวได้...ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากว่ามีประโยชน์ขนาดไหน

ส่วน ไข่ขาว   ลูกไก่ไม่ค่อยได้เอามาใช้ ประโยชน์   เพราะมีหน้าที่มิต่างอะไรกับน้ำคร่ำที่คอยพยุงไข่แดงที่จะโตขึ้นมาเป็นลูก ไก่   ไม่ให้กระทบกระเทือน

ในเมื่อรู้กันแล้ว   เล็กใหญ่ไข่แดงเท่ากัน   ให้คุณค่าอาหารพอกัน

แล้วเราจะเสียค่าโง่ซื้อไข่ฟองใหญ่ราคาแพงกว่า   เพื่อเอาไข่ขาวที่ให้ประโยชน์น้อย   กับเอาเปลือกที่ใหญ่กว่ามาทิ้งไปทำไมกัน.




โดย : แม่ทองต่อ พ่อประหยัด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 727



« ตอบ #924 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 19:42:56 »


ขอเรียนว่าผมเป็นคนรักไข่ครับ...อ่านเรื่องไข่ใหญ่ไข่เล็ก ทำให้หูตาสว่างขึ้นอีกอักโข

แล้วถ้าถามผมว่า...เมื่อรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว ต่อไปน่าจะซื้อไข่ใบใหญ่ หรือไข่ใบเล็กกันล่ะ

คำตอบของผมก็คือ แอ่น แอน แอ๊น...ใบใหญ่ครับ เหตุผล ก็มันใหญ่กว่าน่ะซีครับ แฮ่ๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 35 36 [37] 38 39 ... 55
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal