เก็บบันทึกบทความจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เวลาผ่านไป 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มยุคการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาจนก้าวเข้าสู่ยุคใหม่
ที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เหยื่อระบอบเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่
กำลังจะได้เห็นการไต่สวนหาผู้กระทำความผิด
หรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการมีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน
ในช่วงเวลาเพียงสามปีเศษจากต้นปี 2518 ถึงต้นปี 2522
ชาวกัมพูชาเกือบทุกครอบครัวได้สูญเสียสมาชิกในช่วงปีดังกล่าว
รวมทั้งสมเด็จพระนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา
ที่ทรงสูญเสียพระราชโอรสพระราชธิดาตลอดจนพระญาติไปจำนวน 7 พระองค์
แต่นั้นเป็นต้นมาก็ยังไม่เคยมีผู้นำเขมรแดงคนใดถูกนำตัวขึ้นไต่สวนในศาล
จนกระทั่งในวันอังคาร (17 ก.พ.) นี้
คณะตุลาการระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ
กำลังจะเปิดไต่สวนนายกางกึ๊กเอียว (Kaing Keuk Eav) หรือ "สหายดุจ" (Duch)
อดีตผู้บัญชาการเรือนจำเอส-21 (S-21) ที่ดัดแปลงโรงเรียนมัธยมทั้งหลังในพนมเปญ
ให้กลายเป็นที่คุมขัง ซึ่งรู้จักกันดีกว่าในชื่อ "เรือนจำตวลสะแลง"
ปัจจุบันอายุ 66 ปี เมื่อครั้งเป็นผู้บัญชาการเรือนจำหนุ่ม
เขาต้องรับผิดชอบต่อการทรมานจับกุมคุมขังบุคคลที่รัฐบาลเขมรแดง
เรียกว่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองนับพันๆ
รวมทั้งผู้รอดชีวิตมาจนถึงปัจจุบันจำนวนหนึ่ง
ซึ่งถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเมื่อทหารเวียดนามยาตราทัพเข้าถึงพนมเปญในวันที่ 7 ม.ค.2522
นายจุมเมย (Chum Mey) ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปี
กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เรือนจำตวลสะแลงว่า
เขาเองอยากจะถามสหายดุจว่าเข่นฆ่าชาวเขมรด้วยกันได้อย่างไร และทำไมพวกนั้นจึงทรมานเขา
นายเมยเป็นหนึ่งในบรรดาผู้รอดชีวิตจากตวลสะแลงจำนวน 14 คน
ที่ไปร่วมเป็นพยานการไต่สวนครั้งนี้กล่าวว่า ที่นั่นเป็นสถานที่กักกันและทรมานนักโทษ
ก่อนจะถูกนำตัวไปทุบด้วยท่อนไม้จนเสียชีวิต ณ สถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ซึ่งใน
ปัจจุบันกลายเป็นอนุสรณ์สถานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองแอ็ก (Choeung Ek)
ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญออกไปราว 40 กิโลเมตร
สถานที่แห่งนั้นเป็นที่มาของคำว่า "ทุ่งสังหาร" (Killing Field)
ภาพแฟ้ม AFP จากปีที่แล้ว "สหายดุจ" กำลังปรึกษาฟรองซัว รูซ ์(Francois Roux)
ทนายความในวันถูกนำขึ้นฟ้องต่อคณะตุลาการระหว่างประเทศ
อดีตผู้บัญชาการเรือนจำตวลสะแลงหรือศูนย์ S21 เป็นจำเลยคนแรก
หลังจากเตรียมการเรื่องนี้มานานถึง 6 ปี
ภาพ AFP วันที่ 12 ก.พ.2551 ฮิมฮุย (Him Huy)
อดีตรองหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยตวลสะแลง (Tuol Sleng)
กำลังมองดูรูปของกางกึ๊กเอียว (Kaing Geuk Eav) "สหายดุจ" (Duch)
ฮุยกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งถูกกันเป็นพยานในการไต่สวนเอาผิด
อดีตเจ้านายของเขาเอง หลังเหตุการณ์ผ่านไป 30 ปี
ภาพ AFP วันที่ 4 ก.พ.2551 นายจุมเมย (Chum Mey)
ผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูรูปของเขาเองครั้งที่เป็นนักโทษในศูนย์ S21
เขาบอกว่า พวกเขมรแดงไม่เคยเปลี่ยน
ปากก็พูดไปแต่จิตใจเหี้ยมโหดตลอดกาล
นายเมยเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขึ้นให้การในฐานะพยานโจทย์ "อะไรเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนี้"
นายเมยกล่าวขึ้นมาระหว่างเดินทางไปยังตวลสะแลง
ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เป็นประจักษ์พยาน
ความโหดร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์เขมรแดง ที่นิยมลัทธิเหมาเจ๋อตง
เมื่อ "ทหารชุดดำ" จากเขตชนบทยาตราเข้าสู่พนมเปญในวันที่ 17 เม.ย.2518
ชาวเมืองหลวงได้ให้การต้อนรับ "ทหารป่า" พวกนั้นด้วยการสวมกอด
หวังว่านั่นจะเป็นการยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนามาข้ามทศวรรษ
โดยไม่ทราบว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า สงครามในกัมพูชา
เป็นผลพวงจากสงครามที่คอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือต่อสู่กับกองทัพสหรัฐฯ ในเวียดนาม
แต่สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาหรือเขมรแดงในอดีต
มันเป็นสงครามปลดปล่อยประเทศชาติเพื่อก่อตั้งระบอบใหม่
สถาปนาสังคมใหม่ที่ปราศจากการกดขี่ขูดรีด
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากยึดครองกรุงพนมเปญได้เบ็ดเสร็จ
สหายโปลโป้ท (Pol Pot) หรือ "พลพต" ซึ่งมีชื่อจริงว่า "สโลตสาร" (Slot Sar)
ก็ได้เริ่มนำประเทศเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า "ปีแห่งความมืดมิด" (Year of Zero)
ที่ภายนอกรับรู้ความเป็นไปในประเทศนี้น้อยมาก
เขมรแดงได้เริ่มขับไล่ผู้คนออกจากพนมเปญและเมืองใหญ่ทั่วไปลงสู่การผลิต
โดยเห็นว่าในเมืองไม่มีอาหารเหลืออยู่และไม่สามารถพึ่งพาการช่วยเหลือจากภายนอกได้
ทุกคนจะต้องออกไปผลิตอาหาร
ภาพ AFP วันที่ 5 ก.พ.2551 นายบูเม็ง (Bou Meng)
ผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งไปที่ตวลสะแลง สาธิตตอนที่ถูกจองจำให้นักข่าวได้ดูเป็นตัวอย่าง
เขาถูกขังและถูกทรมานที่นั่นเป็นเวลากว่า 1 ปี
ภรรยาก็เสียชีวิตที่นั่น เม็งกำลังจะขึ้นเป็นพยาน อีกคนหนึ่ง
ภาพ AFP วันที่ 2 ก.พ.2551 นักท่องเที่ยวมองดู "หญิงชุดดำ" อุ้มลูกน้อย
เขมรแดงไม่เพียงแต่สังหารประชาชนทั่วไปเท่านั้น
แต่ยังเข่นฆ่า "สหายชุดดำ" ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย
หลังการยึดอำนาจวันที่ 17 เม.ย.2518 กลุ่มของโปลโป้ท (Pol Pot)
มีศัตรูทางการเมืองมากมาย มีความพยายามรัฐประหารยึดอำนาจโดยกลุ่มอื่นหลายครั้ง
ภาพ AFP วันที่ 2 ก.พ.2551 เหยื่อที่ศูนย์ S21 จำนวนมากเป็นเด็กๆ และเยาวชน
ที่เป็นลูกหลานของสหายชุดดำด้วยกัน
คนเหล่านี้ถูกนำไปสอบสวนเค้นเอาความจริง ก่อนจะถูกสังหารแบบ "ฆ่าทั้งโคตร"
เป็นการกำจัดศัตรูทางการเมืองอย่างเหี้ยมโหดโดยคนของโปลโป้ท ตัวเลขบางสำนักกล่าวว่าประชากราวเมืองหลวงที่มีอยู่ราว 2 ล้านคนในปีนั้น
ในเวลาเพียง 3 วันเหลืออยู่เพียงประมาณ 25,000 คน
รัฐบาลใหม่ได้ประกาศห้ามใช้เงินอันเป็นสัญลักษณ์ระบอบทุนนิยม
พลพรรคเขมรแดงระเบิดที่ทำการธนาคารแห่งชาติทิ้ง
มีการนำรถยนต์ไปกองพะเนินไว้ที่ท่าอากาศยาน
เนื่องจากนั่นเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้า
จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต
เขมรแดงจะสังหารทุกคนที่สวมแว่นสายตา
หรือพูดภาษาต่างประเทศได้ รวมทั้งพวกที่มืออันนิ่มบาง
ก็ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก "ปัญญาชน" และ "พวกชนชั้นกลาง"
ซึ่งเป็นศัตรูกับการปฏิวัติของชาวนา (Peasant Revolution) ของโปลโป้ท สำหรับนายเมยซึ่งในขณะนั้นเป็นช่างซ่อมรถยนต์
ถูกกล่าวว่าเป็นสายลับให้แก่ซีไอเอ หรือ องค์การประมวลข่าวกลางสหรัฐฯ
(Central Intelligence Agency) เขาถูกจับยัดคุกแคบๆ ที่ตวลสะแลง
ถูกพันธนาการตีตรวน และถูกทรมานแทบจะรายวัน เพื่อให้รับสารภาพ
"ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเฆี่ยนผมถึง 200 ครั้งด้วยสายไฟ
เพราะได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของโซ่ (ที่มัดเขา)" เมยหวนรำลึกความหลังด้วยน้ำตานองใบหน้า
"พวกเขาฆ่าภรรยากับลูกชายของผม พวกนั้นฆ่ากระทั่งทารกอายุเพียงไม่เดือน"
เหยื่อรอดชีวิตรายเดียวกันกล่าว เป็นเวลาร่วม 6 ปีนับตั้งแต่สหประชาชาติได้ตกลงจัดตั้งคณะตุลาการระหว่างประเทศ
ขึ้นไต่สวนอดีตผู้นำเขมรแดง กลุ่มผู้ทำหน้าที่อัยการกล่าวว่า
สามารถจัดเตรียมพยานเอกสาร พยานบุคคล ตลอดจนพยานแวดล้อมต่างๆ
รวมทั้งภาพถ่ายได้จำนวนมาก
นายวิลเลียม สมิธ (William Smith) อัยการคนหนึ่งกล่าวว่า
กรณี S-21 นี้ชัดเจน และตัดสินความผิดได้ไม่ยาก
ภาพ AFP ถ่ายวันที่ 9 ก.พ.2552 อนุสรณ์สถาน "ทุ่งสังหาร" ที่เจืองแอ็ก (Choueng Ek)
ใน จ.กันดาล (Kandal) ห่างจากกรุงพนมเปญ 40 กม.เศษ
หลุมศพหมู่ยังปรากฏเรียงรายให้เห็นอยู่
นักโทษจำนวนมากถูกส่งไปจากตวลสะเลงและถูกสังหารที่นี่ด้วยวิธีการต่างๆ นานา โปลโป้ทผู้ที่ควรจะถูกลงโทษหนักที่สุดได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2541
ในเขตป่า ใกล้ชายแดนไทย หลังจากผู้นำแตกกันเป็นหลายฝ่าย
และถูกยึดอำนาจโดยชิตเจือน (Chhit Choeun) หรือ ตาม๊อก (Ta Mok)
ผู้บัญชาการทหารที่ไม่ยอมจำนน
ตาม๊อกซึ่งถูกตั้งฉายาให้เป็น คนฆ่าสัตว์ (Butcher)
ถูกทางการจับกุมในปี 2543 และถูกคุมขังมาตลอด
จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 2549 ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงพนมเปญ
นอกจากสหายดุจแล้ว อดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่
และจะถูกไต่สวนต่อไป ได้แก่ นายเคียวสมพร (Khieu Samphan)
นายเอียงซารี (Ieng Sary) นายนวลเจีย (Nuol Chea) กับ นางเอียงธิริต (Ieng Thirith).








