ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 23, 2014, 19:18:28
94,469 กระทู้ ใน 7,735 หัวข้อ โดย 9,168 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: wonnanatila
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เคล็ดลับในครัวเรือน  |  มากินผักพื้นบ้านกันเถอะ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 [3] 4
ผู้เขียน หัวข้อ: มากินผักพื้นบ้านกันเถอะ  (อ่าน 80169 ครั้ง)
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #50 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 07:28:01 »


 smile
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ binlaman สมาชิกในพันทิป ที่ได้นำเรื่องนี้มาเขียนไว้
และ
คุณ หัวใจไข้ขึ้น (คนสงขลา ) ที่นำเรื่องผักพื้นบ้านมาเล่าไว้ในบล็อค
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=wid-wiwww&month=09-2006&group=6&date=25&gblog=3

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #51 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 07:32:44 »


 smile
สตอ Stink Beam
ของโปรดผมเลยนิ


ประโยชน์ทางยา
สรรพคุณ : เมล็ด -ขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
กินเป็นประจำช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
บำรุงเส้นเอ็น ช่วยเจริญอาหาร และใช้กินเป็นผักเหนาะ
ยอด รับประทานเป็นผักเหนาะ รสจืดมันออกขมเล็กน้อย


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #52 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 07:39:33 »


เหรียง
ประโยชน์ทางยา
สรรพคุณ : เปลือกต้น -เป็นยาสมานแผล ลดน้ำเหลือง
เมล็ด -เมื่อแก่ตัดส่วนปลายนำไปเพาะให้แตกรากสั้นๆ
รับประทานสด หรือดอง รส (รสทางยา) : มัน ฝาด
เมล็ดเหรียง หรือลูกเหรียง หรือหน่อเหรียง มีรสมัน
สรรพคุณแก้จุกเสียด ช่วยในการขับลม และช่วยให้เจริญอาหารได้ดี

ลักษณะทั่วไปคล้ายสะตอ มีกลิ่นฉุน เมล็ดรูปไข่ ฝักแก่เต็มที่มีสีดำ
เมล็ดในสีดำ เนื้อในเมล็ดมีสีเขียวเข้ม
ขึ้นในที่อากาศชื้น พบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ
รวมทั้งที่ราบป่าเชิง



(คัดลอกจากบล็อคคุณหัวใจไข้ขึ้น )

สุดท้ายในชุดของหอมเป็นคล้ายสะตอผสมถั่วงอกเนอะ

อิ อิ

เรียก "เหรียง" ครับ
เหรียงเป็นญาติใกล้ชิดสะตอ
ต้น, ใบ, ดอก, ฝัก คล้ายกันไปหมด
แต่เหรียงมีเปลือกหุ้มแข็ง
ต้องเก็บฝักตอนสุกแล้วที่มักร่วงอยู่โคนต้น
แล้วแกะเมล็ดออก
เอามีดขนาดใหญ่พวกมีดพร้ามีดอีโต้สับที่จุดที่รากจะงอก
แล้วไปเพาะจนงอกราก
ถ้าไม่สับงอกยากครับ
ดูเหมือนว่าจะต้องผ่านความร้อนแบบไฟลวกหรือน้ำร้อนลวกถึงจะงอกได้
พองอกแล้วเปลือกแข็งก็หลุดออก เราก็เอาเมล็ดข้างในมากินได้
เหม็นอีกเหมือนกัน ผสมเหม็นเขียวอีกเล็กน้อย
แต่ก็หวานมันดี
ใช้เป็นผักในแกงกะทิหน่อไม้กับไก่ก็ได้นะครับ
แกงเผ็ดได้หลายอย่าง ผัดเครื่องแกงก็ได้ อร่อยดี

กลิ่นเหม็นๆ ฉุนๆ แบบสะตอ -ลูกเนียงนี่
แถวบ้านผมเรียก "ฉ็อง" ครับผม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #53 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 07:46:59 »


 smile
เนียง Djenkol Tree
ประโยชน์ทางยา
มีรสเปรี้ยว วิตามินซีสูง เนื้อในเม็ดรสฝาดจัด แก้ท้องร่วง สมานลำไส้ ฝนทาสมานแผล

เป็นพืชสกุลเดียวกับมะม่วง เมื่อสุกเป็น สีเหลือง แกมเขียว
ภายในมีเมล็ด กินทั้งผลสุกและดิบเหมือนกัน แต่กลิ่นหอมฉุนและเนื้อเป็นเสี้ยนกว่า
คนใต้นิยมนำผลดิบมายำหรือแกงส้ม ผลสุกช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน



(คัดลอกจากบล็อคคุณหัวใจไข้ขึ้น )

หอมที่หนึ่ง "ลูกเนียง" ครับ
เนียงเป็นไม้ยืนต้น ขึ้นตามป่าเขาภาคใต้หลายจังหวัด
ที่เห็นนี่เป็นเนียงในฝัก เค้าแกะเปลือกสีน้ำตาลที่ประกบอยู่เป็นฝานี้ออก
แล้วเอาเมล็ดในขนาดราวฝาแบรนด์ซุปไก่สกัดมากินกับน้ำพริกหรือแกงรสจัดๆ
เช่นแกงพุงปลา หรือที่คนภาคกลางชอบเรียกว่า "แกงไตปลา" นั่นละครับ

มันไตตรงไหนน้อ
พุงแท้ๆ นะนั่นน่ะ

ที่เห็นเหลืองๆ เปลือกแหว่งๆ ในรูปรวมของหอมฯ ข้างบนนั่นก็เนียงนะครับ แต่เป็น "เนียงหมาน"
หมายถึงลูกเนียงที่เอาไปเพาะให้งอกเล็กน้อยแล้วค่อยเอามากิน
กลิ่นจะหอมร้ายกาจกว่าเนียงธรรมดาเป็นอัศจรรย์

ปกติรสชาติของเนียงจะมัน, หวานเจือเฝื่อนปร่า
และจะรู้สึกพิกลที่ลิ้น....มันเป็นรสเปรี้ยวปร่า....อธิบายยาก
ต้องลองกินดู

แต่ถ้าเอามาต้มให้สุก
คลุกกับมะพร้าวทึมทึกขูดเจือเกลือป่นเล็กน้อย
กลิ่นร้ายกาจก็ปลาตหาย
รสเฝื่อนปร่าก็กระเจิงหมด
เหลือแต่มันหวานคล้ายกินเมล็ดขนุนต้มปานนั้น
แต่อร่อยกว่าจริงๆ นะจ๊ะ
อันนี้ก็อัศจรรย์มั่กๆ

แต่ห้ามกินเยอะ
อาจไตวายเฉียบพลันได้
เพราะมีสารบางอย่างที่ไปรบกวนการทำงานของไต
ดูเหมือนได้ยินคนกินลูกเนียงต้มจนถูกหามส่งโรงบาลเมื่อสิบกว่าปีก่อน
มีเรื่อยแหละครับ
เพราะต้มแล้วอร่อยจริงๆ




ตระกูลเดียวกันกับเนียงครับ
แต่อันนี้เรียก "เนียงนก"

สงสัยว่าลูกอมชนิดที่เป็นแท่งๆ
ที่พอแกะเปลือกออกแล้วเจอลูกอมห่อในเปลือกเรียงเป็นเม็ดๆ อีกทีนี่
จะได้ไอเดียมาจากลูกเนียงนกนะครับ
เพราะเป็นอย่างนั้นเลย
คือมีเปลือกนอกหุ้มเป็นแท่งความยาวและใหญ่ประมาณนิ้วชี้ผู้ชาย
ไอ้เขียวๆ เรียงสามฝักที่ขอบถาดนั่นแหละครับ
พอแกะออกก็เป็นเมล็ดขนาดในรูปเรียงกันอยู่เป็นแถว
เหมือนลูกอมที่ว่าจริงๆ นะ

เวลากินก็อาจแกะเปลือกบางๆ หุ้มเมล็ดออกแล้วค่อยกิน หรือไม่แกะก็ได้ครับ
ฉุนหอมน้องๆ ลูกเนียงใหญ่ๆ นั่นละ
แต่รสชาติหวานกว่า กับเฝื่อนปร่าน้อยกว่าด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #54 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 07:51:34 »


 smile

(คัดลอกจากบล็อคคุณหัวใจไข้ขึ้น )



อันนี้เรียก "ลำเท็ง" ครับ
เรียกแบบคนภาคกลางว่า "ผักกูดแดง" ก็พอได้มัง
เป็นเฟิร์นชนิดนึงครับ
แถวที่ลุ่มชื้นแฉะชายป่า
ยอดอ่อนออกแดงๆ แกงเลียงหวานมันอร่อยดี
เครื่องแกงเลียงแบบเดียวกับภาคกลาง
แต่นิยมแกะกุ้งสดลงครกด้วย
ลำเท็งจะให้สีสวยและให้รสชาติมันหวาน
ในหมู่ฟักทอง, มันเทศ, หัวปลี, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ
หรือผักอื่นๆ ที่พอหาได้ใกล้หม้อแกง
เป็นหม้อหลักหม้อนึงของคนใต้ - ผมว่าภาคอื่นๆ ก็น่าจะเหมือนๆ กันแหละ


...


แถวบ้านผม เรียก ลำเพ็ง ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สไลเดอร์
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,726



« ตอบ #55 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 08:18:13 »


"ลำเพ็ง"นะ ไม่ใช่ "ลำโพง" ขืนเอา ลำโพง ไปกิน
จะกลายเป็นพวกบ้าชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันว่า
  "บ้าลำโพง"....กร๊ากกกกก

 fun fun fun fun fun
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #56 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 09:59:43 »


สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)เปิดเผยว่า
สารอนุมูลอิสระในร่างกายมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่างๆ
อาทิ โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ โรคต้อกระจก โรคมะเร็ง
โรคสมองเสื่อม ข้ออักเสบ รวมถึงอาการแก่ก่อนวัย
ทำให้คนส่วนใหญ่หันไปบริโภคผลไม้ที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ
อาทิ แอปเปิ้ล กีวี บลูเบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลไม้
ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ขณะที่ประเทศไทยมีแหล่งอาหารที่มีสารดังกล่าวในปริมาณสูงมาก

ล่าสุดได้ร่วมกับ Japan International Research Center for Agricultural Sciences (JIRCAS)
ทำการศึกษาการออกฤทธิ์ของผักพื้นบ้านไทย
โดยลงพื้นที่สำรวจผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ ทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ
ประมาณ 211 ตัวอย่าง
แบ่งเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ
และออกฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ หรือสารก่อมะเร็ง


โดยผักพื้นบ้านที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีประมาณ 39 ชนิด
คือ มันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะกอก พริกไทยอ่อน ผักกระเฉดต้น
สะระแหน่ ใบกะเพรา ขี้เหล็ก กระโดนบก  ทำมัง ผักไผ่ สะเดา ฝักกระถิน
ใบย่านาง ติ้ว ใบมะตูม หมุย กระโดนน้ำ ตำหยาน ใบมันเทศ ลูกฉิ่ง
เหงือกปลาหมอ ผักแปม มะปราง ดอกข่า ใบแมงคะ ผักเฮือด ใบมะม่วงแก้ว
พังพวยน้ำ ผักขยา เม่า ซี่ปุ้ ไทรส้ม ยอดเมา หวาย สะเม็ก และมะสัง
ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านไทยๆ ทั้งสิ้น



...
มันปู

ผักไผ่

...

...
มะสัง

ผักแปม

...

...
สะเม็กหรือ ประทัดดอย

ผักขี้หูด

...

...
ผักติ้ว

ยอดมะตูม

...

...
ผักเฮือด

เหงือกปลาหมอ

...

...
ดอกข่า

ยอดมะกอกป่า

...


...
เม่า หรือ มะเม่า

หมุย


(ข้อมูลจากมติชน
ภาพจาก internet)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #57 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 10:20:06 »


   เหลือบไปเห็นชื่อ เหงือกปลาหมอ เลยย้อนวัยเด็กมาเล่า ..



เหงือกปลาหมอ .. แถวๆ สิชล นคร เรียก หนามหมอ  มีเยอะ .. จนกลายเป็นวัชพืช
ชาวบ้านก็ฟันทิ้ง ( เอาพื้นที่ทำนากุ้ง ) บางครั้งชาวบ้านก็เอายอดมาลวกกินกับน้ำพริก
แฮะ ๆ ๆ ไม่นึกว่าจะมีคุณค่าตั้งเยอะ ..


ไปค้นมาได้ 2 ลิ้งค์ครับ
http://www.thaihof.org/herb/abstract/mati503.html
http://www.herblpg.com/thai/herb24.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #58 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 10:56:49 »


เหงือกปลาหมอ เป็นพืชประเภทผักพื้นบ้านที่กินได้
และยังมีประโยชน์ในทางเป็นสมุนไพรรักษาแผลด้วย


.....



 เหงือกปลาหมอ



ชะล้างแผลด้วยเหงือกปลาหมอ(สูตรสมุนไพร)

ชื่อ เหงือกปลาหมอ
 
ชื่อพฤกษศาสตร์    
Acanthus ilicifolius Linn (ดอกม่วง)
Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกขาว)..
 
ชื่ออื่นๆ  
แก้มหมอเล, จะเกร็ง, นางเกร็ง, อีเกร็ง, ต้มแก้มหมอ
 
วิธีใช้ 
ใช้เหงือกปลาหมอ (ใช้ได้ทั้งชนิดดอกขาวและดอกม่วง)
ทั้งต้นสับให้ได้ขนาดพอเหมาะ ต้มน้ำใช้ล้างแผลหรืออาบวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น


นอกจากนี้ เหงือกปลาหมอ ยังนำมาใช้รักษาอาการโรคผิวหนังได้ด้วย
ผู้ที่โรคผิวหนังก็ดี เป็นผื่นคันก็ดี
เป็นแผลพุพองก็ดี ล้วนมีสาเหตุมาจากน้ำเหลืองในร่างกายไม่ดี
หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า น้ำเหลืองเสีย
ซึ่งต้นเหงือกปลาหมอ ที่ปรากฏในตำรายาไทย
และที่มีการใช้สืบต่อกันมาเนินนาน
ต่างระบุว่า ใช้ต้นเหงือกปลาหมอแก้น้ำเหลืองเสียได้ดี
และเมื่อสมุนไพรเข้าไปจัดการกับระบบน้ำเหลืองให้ปกติแล้ว
ปัญหาโรคผิวหนังต่างๆ ที่เป็นปลายเหตุก็จะหายไปได้นั่นเอง

ตามตำราไทยโบราณ เหงือกปลาหมอนำไปปรุงเป็นยาอายุวัฒนะด้วย
เอาต้นเหงือกปลาหมอ ๒ ส่วน พริกไทย ๑ ส่วน
บด เป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นลุกกลอน กินเช้าเย็น ก่อนอาหาร
จะหายจาก โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง แก้ลม ๑๒ จำพวก
แก้ริดสีดวง ๑๔ จำพวก มี กำลังวังชา ผิวพรรณงดงาม มีเลือดฝาด


ข้อมูลจาก //www.samunpai.com,www.thaiherbmedical.com,
www.geocities.com/thaimedicinecm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #59 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 13:01:30 »


 smile
ยอดหมุย

กลิ่นค่อนข้างฉุน ไม่ค่อยเห็นในภาคอื่น

copy เขามาครับ.. smile
http://www.sriharuthai.ac.th/student/Index%205.htm
เนื่องจากอาหารภาคใต้มีรสจัด  อาหารหลาย ๆ อย่างจึงมีผักรับประทานควบคู่ไปด้วย  เพื่อลดความเผ็ดร้อนลง  ซึ่งคนภาคใต้  เรียกว่า  ผักเหนาะ  หรือบางจังหวัดอาจเรียกว่า  ผักเกร็ด
            ผักเหนาะของภาคใต้มีหลายอย่าง  บางอย่างก็เป็นผักชนิดเดียวกับภาคกลาง  เช่น  มะเขือเปราะ  ถั่วฝักยาว  ถั่วพู  ฯลฯ  แต่ก็มีผักอีกหลายอย่างที่รู้จักกันเฉพาะคนภาคใต้เท่านั้น  การเสิร์ฟผักเหนาะกับอาหารปักษ์ใต้   ชนิดของผักจะคล้าย ๆ กันหรืออาจเป็นผักที่ผู้รับประทานชอบก็ได้
              ผักเหนาะที่คนภาคใต้ใช้รับประทานควบคู่กับอาหารประเภทน้ำพริก  หรือแกงมีหลายอย่าง เช่น
        สะตอ  เป็นผักชนิดหนึ่งทางภาคใต้  ลักษณะเป็นฝักคล้ายฝักของต้นหางนกยูง  รับประทานเมล็ดทีอยู่ในฝัก  ใช้เป็นผักเหนาะ  หรือนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด
         สะตอเบา  คือต้นกระถิน  รับประทานได้ทั้งยอดอ่อนและเมล็ดในฝักยอดอ่อนจะใช้เป็นผักเหนาะ  ส่วนกระถินมักรับประทานกับข้าวยำ
        สะตอดอง คือสะตอที่ทำให้มีรสเปรี้ยว  โดยการดองกับน้ำตาลและเกลือ
        ลูกเนียง เป็นผลของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งในภาคใต้  ลักษณะของผลจะมีเปลือกแข็ง  รับประทานเมล็ดข้างใน  ลูกเนียงถ้ายังไม่แก่  เปลือก ในที่ติดกับเม็ดจะมีสีนวล  เนื้อสีเหลืองนวลเช่นกัน  มีรสมันและกรอบ ผลที่แก่จัดเอาไปต้มจนเนื้อเหนียว  รับประทานกับมะพร้าวทึนทึก ขูดผสมกับน้ำตาลทรายและเกลือใช้เป็นของขบเคียวได้ 
        ลูกเนียงหมาน  คือ การเอาลูกเนียงที่แก่ไปแช่น้ำพอให้เปลือกแตก  แล้วนำไปหมกไว้ในทราย  พรมน้ำให้ชื้นทิ้งไว้สัก  2-3  วัน  พอมีรากงอกออกมาเป็นใช้ได้  ลูกเนียงหมานจะมีกลิ่นฉุนและรสเฝื่อน
        หน่อเหรียง  มีลักษณะคล้ายถั่วงอกหัวโต  แต่หัวจะโตกว่าถั่วงอก  และมีสีเขียว  รสมัน  กลิ่นฉุ  ใช้เป็นผักเหนาะ  และนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด
         ยอดยาร่วง  คือ ยอดอ่อนของต้นมะม่วงหิมพานต์  มีรสชาติฝาด ๆ เปรี้ยว ๆ ใช้เป็นผักเหนาะกับน้ำพริกต่าง ๆ ขนมจีนน้ำยา  และแกง
        ยอดปราง  คือ ยอดอ่อนของต้นมะปราง  มีรสฝาด  ใช้เป็นผักเหนาะ
        ยอดมะกอก  คือยอดอ่อนของต้นมะกอก  มีรสเปรี้ยว  ใช้เป็นผักเหนาะ
        หยวกกล้วยเถื่อน  คือแกนกลางของต้นกล้วย  นำมาลวกเป็นผักเหนาะ  หรือจะทำแกงส้ม  แกงเผ็ด  แกงเลียง
        ยอดหมุย  ลักษณะใบเรียวเล็ก  รสมัน  กลิ่นหอมใช้เป็นผักเหนาะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Tourist
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 471



« ตอบ #60 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2007, 18:43:45 »


  ผมก็ชอบนะผักพื้นบ้าน อยู่บ้านมีตำลึง ย่านาง ผักชะอม กะฐิน กระชาย ผักติ้ว ฯลฯ กินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ของโปรดประจำบ้านจะทอดไข่ไส่ชะอม บางทียายกับตามาก็จะหอบผักหวานมาฝาก ทำอาหารได้หลายอย่าง แกงใส่ไข่มดแดง ผัดใส่หมู หรือทำแกงจืด เด็ดสุดหนีไม่พ้นทอดไส่ไข่เป็นไข่เจียว+ไข่มดแดงฟังดูแปลก แต่พูดได้คำเดียวกินแล้วติดใจผักหวานแน่ๆเลยครับรับประกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #61 เมื่อ: มกราคม 14, 2008, 15:12:35 »



... มะรุม

มะรุมนี้ภาคเหนือเรียก มะค้อนก้อม
ส่วนทางอีสานเรียกผักอีฮุม
คนทั่วไปคุ้นเคยกับมะรุมเฉพาะที่เป็นฝัก
เพราะมีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาลของมะรุม
ขายเป็นมัดหรือถุงสักครึ่งกิโลกรัม ราคาประมาณ 10 บาท
เฉพาะคนที่ปลูกมะรุมไว้เป็นพืชผักสวนครัวเท่านั้น
จึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม
ดอกมะรุมและฝักอ่อน


ฝักมะรุมอ่อนนี้จะยาวสักฝ่ามือ
เปลือกยังอ่อนเป็นสีเหลืองไม่เขียว แท่งกลมเล็ก   
ในฝักมะรุม 100 กรัม มีคุณค่าอาหารต่างๆ
โดยเฉพาะแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ
และวิตามีนซีที่มีอยู่สูง


มะรุมต้องแกงส้มคู่กับปลาช่อน
ด้วยช่วงฤดูกาลมะรุมเป็นช่วงเดียวกับข้าวใหม่ปลามันพอดี 
ปลาช่อนเนื้อหวานมัน เอามาแกงส้มมะรุมยิ่งเข้ากันนัก 
แม้แต่ทางใต้ก็นิยมเอามะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อนเหมือนกัน
แต่กรรมวิธีจะต่างไปจากของภาคกลาง

แกงส้มปักษ์ใต้จะใส่ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลา
และเพิ่มสีสันของน้ำแกง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขก
แทนน้ำมะขามอย่างของภาคกลาง
ส่วนปลาช่อนจะหั่นแว่นชิ้นใหญ่
ไม่ได้แบ่งเนื้อปลามาโขลกกับเครื่องแกง



ยอดอ่อน ช่อดอก นำมาลวกให้สุก
จิ้มกินกับน้ำพริกสารพัด หรือจะเอาไปใส่ในแกงส้ม
แบบเดียวกับฝักมะรุมก็ได้
คนอีสานเขาถือว่ามะรุมหรือผักอีฮุม
เป็นผักจิ้มน้ำพริกอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งพอถึงหน้าของมันแล้วต้องมีขึ้นสำรับแทบทุกครั้ง
จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง
กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่ว ล้วนแต่แซบอีหลีนักแล




แกงส้มมะรุมกับปลาช่อน

เครื่องปรุง


 ฝักมะรุมปอกเปลือกหั่นท่อนยาว 2 นิ้ว  300       กรัม 
ปลาช่อนหนัก 300 กรัม  1       ตัว 
น้ำมะขามเปียก  2       ช้อนโต๊ะ 
เกลือป่น  1       ช้อนชา 
น้ำ  2       ถ้วย 
น้ำพริกแกงส้ม  3       ช้อนโต๊ะ 


เครื่องปรุงเครื่องแกง

พริกแห้งแช่น้ำให้นุ่มแกะเม็ดออก  8       เม็ด 
หอมแดงซอย  7       หัว 
กระเทียมปอกเปลือกซอย  10       กลีบ 
กระชายหั่นละเอียด  3       ช้อนโต๊ะ 
เกลือป่น  1       ช้อนชา 
กะปิ  1       ช้อนชา 


โขลกเครื่องแกงทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด

วิธีทำ

1.  ขอดเกล็ดปลา ผ่าท้องควักดีออก ล้างซาวกับเกลือจนหมดเมือก
หั่นเป็นแว่นหน้า 1/2 นิ้ว และช่วงหางหั่นยาว 3 นิ้ว
แล้วเอาส่วนหางมาต้มในน้ำเดือด
พอสุก แกะเอาแต่เนื้อปลามาโขลกรวมกับน้ำพริกแกง
จะทำให้น้ำแกงข้นขึ้น

2.  ใส่น้ำลงในหม้อ ตั้งไฟ ใส่น้ำพริกแกงลงไปละลาย
พอน้ำแกงเดือด ใส่มะรุม เคี่ยวจนเนื้อมะรุมเปื่อย
ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก เกลือ ชิมรสเปรี้ยว
เค็ม หวาน เผ็ดเล็กน้อย ใส่เนื้อปลาที่หั่นไว้
พอเดือดและปลาสุกดีจึงปิดไฟ


(ข้อมูลและภาพจาก www.naichef.50megs.com,
web42106/501/501-1213/plant.htm, http://singburi.doae.go.th)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #62 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2008, 10:38:59 »



ผักกะแยง
 

ผักกะแยง
(ภาพจาก คุณลำพะเนียง www.siamensis.org)
 
 
 
บทเพลงที่ร้องโดยเทพพร เพชรอุบลที่ว่า
...หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา
แอ๊บ ๆ เขียดจะนา ร้องยามฟ้าฮ้อนหวน ๆ
เขียดโม้เขียดขาคำ เหมือนหมอลำพากันม่วน
เมฆดำลอยปั่นป่วน ฝนตกมาสู่อีสาน....

 
ผักกะแยง บางคนเรียกผักขะแยง
ข้อมูลจาก http://www.naichef.50megs.com บอกไว้ว่า
เป็นผักที่ขึ้นเองตามเถียงนา
ขึ้นในฤดูทำนา เริ่มจากฝนลงครั้งแรก
ขยายพันธุ์แบบไหลไปตามราก
เกิดและขยายพันธุ์แตกต้นออกเป็นกอ ลำต้นกลวง
ขึ้นเป็นลำเดี่ยวยาวประมาณสักคืบกว่า ๆ
ใบออกตามลำต้นที่อวบและกลวง
ลำต้นอ่อน กินได้ตลอดลำต้น

เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ผักกะแยงก็เริ่มโรยรา
และหายลงใต้ดินในที่สุด รอวันฝนลงอีกครั้งในพรรษาหน้า

ส่วนใน http://www.vegetableinthailand. com/
บอกถึงสรรพคุณทางยาว่า
ผักกะแยงมีรสเผ็ดร้อนใช้ขับลม
ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาระบายอ่อน ๆ
แก้อาการบวม แก้คัน และลดไข้.


ผักกะแยงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Balloon vine
ชื่อวงศ์ : SCROPHULARIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Limophila aromatica ( Lamk ) Merr

ชื่อพื้นเมือง : ผักกะแยง กระ แยง (อุดรธานี)
ภาพเหนือเรียกผักพา  เขมรเรียกมะอม ปะกามะออม 
ทางอุบลฯ,มุกดาหารเรียกขะแยง



(ภาพ "ดอกผักกะแยง" จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ผักกะแยงชอบดินดำน้ำชุ่ม
ดังนั้นจึงสามารถนำผักขะแยงมาปลูกได้
ที่ ๆ มีน้ำขังตลอดปี
ผักกะแยงก็สามารถขึ้นงอกงามได้ตลอดปีเช่นกัน
แต่เพราะผักกะแยง เป็นผักที่ขึ้นตามธรรมชาติ
เป็นสัญลักษณ์ฤดูกาลทำนา
ชาวบ้านหลายท้องถิ่นทางภาคอีสานไม่นิยมนำมาปลูก
อยากกินก็ไปเก็บเอาจากท้องนา

แต่บางแห่งในภาคอีสานแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ก็นำมาปลูกตามริมบึง หรือแม้แต่ในกระถาง กะละมังแตก
ใต้ลุ่มบ้านตรงที่ล้างผัก ล้างปลา
เพื่อให้ได้น้ำที่ไหลลงจากชานครัว ผักขะแยงก็จะงามสะพรั่ง
การปลูกทำ ได้ง่าย โดยใช้ต้น โดยวิธีการแยกกอ

บางแห่งก็มีการเก็บตามท้องไร่ท้องนามัดเป็นกำ ๆ
นำไปขายในตลาดในหมู่บ้าน ในอำเภอ หรือในเมือง
สนนราคาก็ถูกมาก

ปัจจุบันเกษตรกรนำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ
จึงมีผักกะแยงขายตามตลาดในกรุงเทพบ้างเช่นกัน



กินสดๆกับอ่อมกบ..แซ่บหลายเด้อ
(ภาพจาก www.baanmaha.org)

ผักกะแยงกินได้หลายแบบแล้วแต่ท้องถิ่น
อีสานตอนบนติดกับลำน้ำโขง คืออุดรธานี
อุบลราชธานี หนองคาย จะมีการกินผักกะแยงสดเป็นผักจิ้ม
เช่นจิ้มน้ำพริก กินกับก้อยปลา ลาบ
หรือนำมาใส่ต้มหรือแกงปลา แกงหน่อไม้
ย่านาง แกงหอยขม แกงกบ
เพราะกลิ่นจะดับคาวได้เป็น อย่างดี
ส่วนอีสานตอนกลางเช่น ชัยภูมิ โคราช ขอนแก่น ไม่นิยมกินสด ๆ


(ข้อมูลจากเดลินิวส์ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551, www.esanclick.com )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
de lion
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #63 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2008, 12:38:12 »




1. การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อ
  คะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี  วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร ' ลูทีน ' ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

2.  การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน
  คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

3.  การกินแอปเปิลให้ปอดแข็งแรง
  ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ ' เคอร์ซีทิน ' สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร ' เพกทิน ' จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่
 ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร ' โอพีซี ' (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชรา และเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย ขอให้
สุขภาพแข็งแรงทุก ๆๆ คน

 smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mayuree
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 308



« ตอบ #64 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2008, 12:53:54 »




1. การกินคะน้าตาไม่เป็นต้อ
  คะน้าเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด เป็นผักที่อุดมไปด้วย วิตามินซี  วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีสาร ' ลูทีน ' ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

2.  การกินเห็ดป้องกันกระดูกพรุน
  คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการขาดวิตามินดีและแคลเซียม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ยิ่งอยู่ในวัยสูงอายุก็อาจเพิ่มอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีธาตุทองแดงเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ และการขาดธาตุทองแดงแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้อาการกระดูกพรุนแย่ลงไปอีก ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุทองแดงมาก เช่น เห็ด ปู กุ้งมังกร หอยนางรม ลูกพรุน ปลาซาร์ดีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

3.  การกินแอปเปิลให้ปอดแข็งแรง
  ไม่ว่าจะกินแอปเปิลเขียวหรือแดงก็ดีต่อปอดเป็นที่สุด เพราะแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ ' เคอร์ซีทิน ' สารตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย วิธีการกินแอปเปิลให้ได้สารเคอร์ซีทีนมากที่สุดก็คือ ต้องกินผลสดทั้งเปลือก ซึ่งจะให้ได้รับสาร ' เพกทิน ' จากเปลือกแอปเปิลเพิ่มขึ้นด้วย สารเพกทินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนคุณสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักการกินแอปเปิลจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่รู้สึกหิว เพราะในแอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีถึง 75 เปอร์เซ็นต์ การกินแอปเปิลสด ได้ประโยชน์มากมาย

4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่
 ใครที่อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี เรามีวิธีการชะลอความชราด้วยการกินผลไม้ที่หาง่าย ๆ เช่น องุ่น และต้องเคี้ยวเมล็ดองุ่นด้วย เพราะในเมล็ดองุ่นมีสาร ' โอพีซี ' (oligomeric proanthocyanidin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยรักษาสุขภาพจากภายใน ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความชรา และเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอีกด้วย ขอให้
สุขภาพแข็งแรงทุก ๆๆ คน

 smile

     ต่อไปนี้ต้องกิน ทั้ง 4 ข้อที่คุณคำสิงห์แนะนำ                           

ข้อ 4 ต้องกินมากหน่อย เพราะต้องการ


 เป็นสาว สองพันปี
 
ฮิฮิฮิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #65 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2008, 13:28:20 »



ขอบคุณลุงคำสิงห์ สำหรับข้อแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดี

โชคดีที่ป้าเสลาชอบกินก้านคะน้า ชอบกินเห็ด
โดยเฉพาะเห็ดพื้นบ้านที่เกิดตามธรรมชาติ
แอ๊ปเปิลไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ต่อไปนี้จะพยายามกินให้บ่อยขึ้น
ส่วนองุ่นทั้งเมล็ดนี่รวมทั้งลูกเกดแห้งด้วยไหม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #66 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2008, 07:37:44 »


4. การกินองุ่นทั้งเมล็ดช่วยชะลอความแก่

^
ไม่รู้มาก่อน ... ต่อไปต้องลองบ้างแล้ว ...   umm  สงสัยว่าคุณคำสิงห์กินเป็นประจำ
เพราะสังเกตได้ว่า (หัวใจ) ไม่แก่ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #67 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2008, 11:18:41 »



สารต้านทานอนุมูลอิสระที่สำคัญ ๆ ที่พบในผักพื้นบ้าน
ได้แก่ เบต้าแคโรทีนและวิตามินซี


เบต้าแคโรทีน เป็นวิตามินเอที่พบเฉพาะในพืช

เบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงป้องกันมะเร็งได้ดี
ทั้งยังเป็นสารที่สามารถกระตุ้นภูมิต้านทาน
ในขณะเดียวกันเบต้าแคโรทีนจะทำให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงขึ้น
เป็นการชะลอความชราและป้องกันการกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งในตัว

จากงานวิจัยพบว่าเบต้าแคโรทีนจะทำให้เซลล์ปอด หลอดลม
ผิวหนัง หลอดอาหาร กระดูก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่
ไต สมอง แข็งแรงขึ้น

เบต้าแคโรทีนช่วยรักษาผิวพรรณ ลบริ้วรอยของสิวผ้า
ริ้วรอยของผิวเหี่ยวย่น ช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้นในที่สลัว ๆ

ผักใบเขียวจัด ๆ จะมีเบต้าแคโรทีนมากกว่า
ผักไทย เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ใบตำลึง ใบบัวบก
ใบแมงลัก ใบเหมียง ผักกูด ผักชีลาว ผักแพว ผักแว่น ยอดแค
ใบขี้เหล็ก ใบกะเพรา เหล่านี้จะมีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอท
ซึ่งถือกันว่าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนหลายเท่าตัวดังตาราง





(ข้อมูลจาก http://www.agric-prod.mju.ac.th)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #68 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2009, 09:26:03 »



ถั่วพู (Winged bean)



ถั่วพู เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกไม่เหมือนใคร
ลักษณะเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นเลื้อยได้
ส่วนที่เรานิยมนำมากินก็คือฝัก ที่มีความยาวประมาณ ๕-๖ นิ้ว และมี ๔ พู
เป็นที่มาของชื่อถั่วพู

รสชาติของถั่วพูนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะนำไปประกอบอาหารอะไรก็อร่อยไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นยำถั่วพู ทอดมัน หรือจะกินสดๆ จิ้มน้ำพริกก็อร่อยได้



ถั่วพูสดๆ รสจะมัน ๆ หรือไม่ชอบแบบสดก็ผัด
เล็กน้อยกับน้ำมันแล้วกินกับน้ำพริกหรือขนมจีน
จะหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วผสมลงในทอดมันก็ได้



ยำถั่วพู

เมนูเด็ดที่ชาวปักษ์ใต้นิยมก็คือแกงไตปลา
ที่บางที่ก็ใส่ถั่วพูลงไปเพิ่มรสให้มันสะใจยิ่งขึ้น
หากจะรับประทานฝักถั่วพูก็ควรรับประทานฝักอ่อนที่ยังไม่มีเมล็ด
นอกจากผลที่เป็นฝักแล้ว ดอกอ่อน ยอดอ่อนก็ยังรับประทานได้อีกด้วย

และประโยชน์ในการกินนอกจากจะทำให้อิ่มท้องอิ่มใจแล้ว
ก็ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างวิตามิน เอ ซี และ อี

ถั่วพูมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าถั่วเหลือง
 มีโปรตีนที่ชื่อ Lectins สูง ทั้งยังมีสารเริ่มต้นวิตามินเอ หรือที่เรียกว่า โทโคเฟอรัล
สารนี้ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว และมีวิตามินเอ ในปริมาณสูงมาก
อีกทั้งฟอสฟอรัสและวิตามินซีที่จะได้รับเต็ม ๆ หากกินถั่วพูสด ๆ




ถั่วพูเป็นผักที่มีโปรตีนที่ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันบางชนิดขึ้น
รวมทั้งมีแร่ธาตุฟอสฟอรัส ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน
รวมทั้งแก้อาการอ่อนเพลียได้ด้วย

นอกจากนั้นการกินถั่วพูก็ยังมีกากใยอาหารมาก
ทำให้ระบบขับถ่ายของเราเป็นไปอย่างปกติ ท้องไม่ผูก
นอกจากนั้นแล้ว หัวของถั่วพูก็สามารถนำไปตากแห้งแล้วคั่วไฟให้เหลือง
นำมาชงเป็นน้ำดื่มชูกำลังสำหรับคนป่วยหรืออ่อนเพลียง่ายได้อีกด้วย



...


ถ้าได้กินถั่วพูแล้วติดใจ อยากปลูกถั่วพูไว้ดู
ทั้งดอกและเป็นผักสวนครัวก็ง่ายแสนง่าย

แค่มีเมล็ดพันธุ์ และอาจมีรั้วระแนง
หรือรั้วไม้ไผ่กับที่ว่างเพียงเล็กน้อย
พอปักค้างให้เถาถั่วเลื้อยขึ้นปีนป่าย

พืชในวงศ์ถั่วมักชอบน้ำมาก ๆ
และขึ้นได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ
แต่หากเป็นฤดูฝนที่ฝนชุก
ก็เป็นที่ชอบอกชอบใจของถั่วพูมากทีเดียว

เพียงรดน้ำเช้าเย็นอย่าให้ดินแห้งเกินไป
ถั่วพูจะเติบโตเร็วทันใจคนที่รอกินผักฝักแบน
มีปีกสี่แฉกแสนอร่อยนี้




(ขอบคุณข้อมูลจาก คลังปัญญาไทย, หมอชาวบ้าน และ ภาพจากเว็บไซท์ต่างๆ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
12oclock
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


เว็บไซต์
« ตอบ #69 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2009, 08:31:07 »


ผมชอบทานผักอยู่แล้วครับ มือตบ-Yellow
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

onnut
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35


« ตอบ #70 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2009, 19:40:21 »


มีทั้งผักแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นค่ะ และมีเมนูให้เสร็จสรรพ น่าเสียดายที่onnutไม่มีครัว ไม่งั้นได้ลองทำแล้วค่ะ ต้องอดใจรอต่อไป อิอิ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอึ่งอ่างค่ะ ขนพองสยองเกล้าพอสมควรเลย

เมื่อตอนเด็กๆ น้าสะใภ้เคยมาทำต้มยำอึ่งอ่างให้น้าชาย ที่บ้านน้าสาว เราเป็นเด็กๆ ก็วิ่งเล่นกันจนหิวก็กะว่าไปหาอะไรกินในครัว แต่เข้าไปดูในหม้อที่มีฝาปิดไว้บนเตา กะว่าคงมีอะไรอร่อยๆ รอไว้

แต่ที่ไหนได้ พอเปิดได้ หัวใจแทบหยุดเต้น เพราะเห็นอึ่งอ่างลอยอยู่ในหม้อหลายตัวเลยค่ะ ลอยหงายท้องอืดกันอย่างเต็มที่ พวกเราเลยวิ่งหน้าตาแตกตื่นไปบอกแม่กัน

ด้วยความซื่อเน๊าะ ก็บอกแม่ไปว่า "แม่ แม่ มีอึ่งอ่างตกลงไปในหม้อเต็มเลย" แม่หัวเราะก๊ากเลยค่ะ แม่บอกว่า "น้า(สะใภ้) เค้าไม่ได้เอาไส้ออกน่ะซิ ไม่มีอะไรหรอก กินได้" อ่ะจึ๋ยยยย เราไม่กล้าเข้าไปในครัวบ้านน้าอีกเลยค่ะ รอให้น้าชายกะน้าสะใภ้กลับไปก่อน กลัวไปเจออะไรแปลกๆ อีกค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #71 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2009, 21:58:25 »



อึ่งอ่างตกลงไปในหม้อ ที่คุณ onnut เล่า
น่าจะเป็นเมนูที่เรียกว่า "ต้มส้มอึ่ง"

เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอีสาน
ดังภาพนี้ "ต้มอึ่งใส่ใบมะขามอ่อน"
ซึ่งน่าจะเป็นต้มส้มอึ่งเช่นกัน
(ฮิ..ฮิ.. ไม่กล้าเอารูปใหญ่มาลง)


(ภาพจากhttp://atcloud.com/)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Tulpan
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22



« ตอบ #72 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2009, 18:50:47 »


 ชอบกินผักสดค่ะ..แต่ที่sewden ผักสดจากเมืองไทยค่อนข้างแพง..จะกลับไทยเดือนธันวา..จะกินให้เต็มอิ่ม..ขอบคุณค่ัะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mayuree
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 308



« ตอบ #73 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2009, 19:00:53 »



อึ่งอ่างตกลงไปในหม้อ ที่คุณ onnut เล่า
น่าจะเป็นเมนูที่เรียกว่า "ต้มส้มอึ่ง"

เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอีสาน
ดังภาพนี้ "ต้มอึ่งใส่ใบมะขามอ่อน"
ซึ่งน่าจะเป็นต้มส้มอึ่งเช่นกัน
(ฮิ..ฮิ.. ไม่กล้าเอารูปใหญ่มาลง)


(ภาพจากhttp://atcloud.com/)

คุณป้าเสลาค่ะ   กินแล้วคง แซ่บ พิลึกนะค่ะ....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
onnut
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35


« ตอบ #74 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2009, 18:18:03 »


เอ่อ ป้าคะ แบบในภาพเลยอ่ะค่ะ   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal