ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 21, 2014, 19:04:43
94,340 กระทู้ ใน 7,719 หัวข้อ โดย 9,146 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: BuG-BuS
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  ที่สุดในโลก  |  สิ่งมหัศจรรย์โลก (ยืนยันใหม่) 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 [3]
ผู้เขียน หัวข้อ: สิ่งมหัศจรรย์โลก (ยืนยันใหม่)  (อ่าน 103389 ครั้ง)
Tourist
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 471



« ตอบ #50 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2007, 23:21:29 »


  ขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความรู้ ข้อมูลแน่นมากๆ ได้ความรู้เยอะมากครับ แต่ผมก็ชอบทุกอันนะ แต่เชียร์มหาวิหาร Parthenon / มาชู ปิกชู ประเทศเปรู / กำแพงเมืองจีน / และสโตนเฮนจ์ เพราะดูแล้วรู้สึกว่าเป็นไรที่มหัศจรรย์มากๆ แต่อันไหนได้ไม่สำคัญชอบหมดทุกอันเลย ฮิฮิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #51 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 00:21:13 »





...
HAGIA SOPHIA
THE MOTHER CHURCH
วิหารศักดิ์สิทธิ์ ฮักเกียโซเฟีย (Hagia Sophia )
อยู่ในอิสตันบูล ตุรกี
เป็นสถาปัตยกรรมในแบบที่เรียกว่า 
Byzantine architecture

สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia)
หรือชาวเมืองเรียกว่า โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ( Aya Sopia)
ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม
ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้าง
เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี
เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ สำหรับคริสเตียน
ทั้งนิกาย Orthodox และ Greek Catholic
แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้ง
เพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม

จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี
จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี
ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435)
พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ
มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร
ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิม

เมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี
และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม
แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม

สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมตร
ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น
(ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น) มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา
มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย
เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์






ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ฮักเกียโซเฟีย


...








ภาพโมเสค Jesus Christ ที่มีชื่อเสียง ภายใน Hagia Sophia


ข้อมูลและภาพจาก www.wonder7th.com,
www.byzantines.net, http://turkishculture.blogspot.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #52 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 09:48:06 »


....พระราชวังเครมลิน
(Kremlin Palace)
กรุงมอสโคว์  ประเทศรัสเซีย




พระราชวังเครมลิน คลังหรือป้อมแห่งมอสโก
ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำมอสโก (มอสควา)
ซึ่งแยกมาจากแม่น้ำวอลก้าร์สายเลือดใหญ่ของสหภาพโซเวียต รุสเซีย
เป็นพระราชวังที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ





ภายในพระราชวังมโหฬารแห่งนี้ประกอบด้วยปราสาทราชฐาน
โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ
หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย
 
มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร
พระราชวังเครมลินมีสถานที่สำคัญ คือ พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง
หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆังของพระเจ้าโบริสดูนอฟ
ผู้อยู่บนหอคอยจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ
กรุงมอสโกที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน




บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้
เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะแลเห็นเป็นสีทอง
เปล่งปลั่งสุกอร่ามงามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
ประตูสำคัญ คือ ประตูโปรดชำระบาป
ซึ่งพระเจ้าซาร์อะเล็กซิส โปรดให้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1491
โปรดให้ติดโคมใหญ่ไว้บนยอดดวงหนึ่ง
ประตูนี้เคยมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้ผู้ผ่านเข้าออก
ต้องถอดหมวก แสดงความเคารพ
ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกจับประหารชีวิต
ถัดไปไม่ไกลมีมหาวิหารอัครเทวทูต
ซึ่งมีที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม
เพื่อใช้เป็นสุสานฝังพระศพของพระเจ้าซาร์ทุกพระองค์
นอกจากนี้ยังมีโบสถ์อัสสัมชัญซึ่งสร้างไว้อย่างประณีตบรรจงเป็นพิเศษ




ข้อมูลจาก www.wonder7th.com/
ภาพจาก www.flickr.com, www.moscow-taxi.com,
http://darkwing.uoregon.edu/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #53 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 10:14:56 »





ภายในพระราชวังเครมลิน










...


























บานประตูที่สวยงามในพระราชวัง


ภาพจาก http://darkwing.uoregon.edu
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #54 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 10:43:06 »


 smile    ..  โอ ... แต่ละที่แต่ละแห่งนั้น น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
   น่าจะมีสัก 100 .. ( มีแค่ 7 นั้น น้อยไป ) ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #55 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 19:30:13 »


 มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil's Cathedral)
 หรือชื่อเต็มว่า Cathedral of St.Basil the Blessed

 กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

      
                       
...
ถ้ามากรุงมอสโคว์แล้วต้องไม่พลาดที่จะไปสัมผัสความงาม
และความอลังการของ มหาวิหารเซนต์บาซิล(St.Basil's Cathedral)
ซึ่งเป็นศิลปะแบบไบแซนไธน์ผสมสลาฟ

มหาวิหารเซนต์บาซิล
นับเป็นสัญลักษณ์ของกรุงมอสโคว์
มองเห็นงดงามอลังการที่จตุรัสแดง (Red Square)
สร้างโดยกษัตริย์อีวาน(Ivan)
เพื่อฉลองชัยชนะของชาวสลาฟ
ที่มีเหนือพวกมองโกลที่กรีฑาทัพ
มาที่เมืองคาซาน(Kazan) เมื่อปี 1552
และรบขับเคี่ยวกันนานกว่า 250 ปี









ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้ประเทศรัสเซีย
สามารถรวมประเทศได้เป็นปึกแผ่น
จึงได้สร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 1555
โดยมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น
คือมีโดม 8 โดม ล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง
ทำให้อาคารมีรูปทรง 8 เหลี่ยม


มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการออกแบบ
โดยสถาปนิกชื่อ "โปสนิก ยาคอฟเลฟ" (Postink Yakovlev)
ตามตำนานเล่าว่ากษัตริย์อีวาน
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะ
ในสงครามปลดแอก จากการครอบครองของต่างชาติ
ทรงชื่นชอบความงดงามไม่มีที่ติของมหาวิหารแห่งนี้
และไม่ประสงค์ที่จะให้สถาปนิกออกไปออกแบบสถาปัตยกรรม
ให้ผู้อื่นให้สวยเทียมเท่านี้อีก
จึงมีรับสั่งให้ควักนัยตาเขาทิ้งทั้งสองข้าง
นี่คงจะเป็นที่มาของสมญานาม "อีวานจอมโหด"


ภาพจาก www.moscow.info,www.ofspiritandsoul.com
www.hertzlers.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #56 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2007, 19:51:16 »



มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil's Cathedral)

ชมความงามภายในมหาวิหาร




























จากมหาวิหารมองเห็นจตุรัสแดงและพระราชวังเครมลิน


ภาพจาก www.flickr.com/photos
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #57 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2007, 09:14:35 »


ก้อนหินประหลาดสโตนเฮนจ์ - Stonehenge



สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) แปลว่า หินที่แขวนอยู่
หรือ Hanging Stone แต่บันทึกในสมัยกลาง สโตนเฮนจ์
ถูกเรียกว่า กลุ่มยักษ์เต้นระบำ หรือ The Giant Dance


ตั้งอยู่ที่เมืองซาลล์เบอรี่ ทางตะวันตกเฉียงใต้จากเมืองลอนดอน 120 กิโลเมตร
ก้อนหินมหึมาที่ตั้งเรียงรายเป็นวงกลมบนพื้นโล่ง
ที่นี่เป็นเรื่องเล่าและตำนานมากมาย
ว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวมาสร้างไว้
หรือเป็นที่พ่อมดหรือแม่มดจับเหยื่อมาบูชายัญ
หรือเป็นที่ของนักบวช หรืออื่นๆอีกมากมาย

หนึ่งในความฉงนนั้นคือ ใครเป็นผู้สร้าง สโตนเฮนจ์ และทำได้อย่างไร
เนื่องจากพื้นที่บริเวณโดยรอบรัศมีกว้าง
เป็นเพียงทุ่งหญ้าโล่งกับธารน้ำเล็กๆล้อมรอบเท่านั้น 


ภาพเขียนจากกำแพงซาลล์เบอรี่ แสดงให้เห็นว่า
การสร้าง สโตนเฮนจ์ แห่งนี้มีความน่าจะเป็นอย่างไรในยุคกลาง
อาจสร้างจากแรงงานคนที่ลากหินแต่ละก้อน
ก้อนละหลายสิบตัน มาไกลหลายร้อยกิโลเมตร



สโตนเฮนจ์ คือ กองก้อนหินขนาดใหญ่ บนลานโล่ง
ก้อนหินวางเรียงกันเป็นวงกลม 2 ชั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร   
และไกลออกไปไม่ไกลจะพบคูน้ำล้อมรอบ

หลายคน เชื่อว่า สโตนเฮนจ์ คือ สถานที่ดูดาว
ที่สามารถใช้บอกวันเดือนปีแทนปฎิทินได้
หินแต่ละก้อนถูกจัดจังหวะให้มีช่องว่างไว้ใช้คำนวณ
วิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว 
ถึงวันนี้พวกเราอาจรู้ถึงโครงสร้าง แต่ไม่มีใครรู้ถึงจุดประสงค์ในการสร้างอย่างแท้จริง


********************


จากเว็บไซท์ของภาคฟิสิคส์มหาวิทยาลัยราชมงคล
ซึ่งอ้างถึงข้อมูลจากรีดเดอร์ส ไดเจสท์

มีข้อมูลเกี่ยวกับสโตนเฮนจ์ไว้น่าสนใจ ดังนี้


...
ศาสตราจารย์เจอรัลต์ฮอว์คินส์ 
ซึ่งเคยทำงานที่หอดูดาว
แห่งสถาบันสมิธโซเนียน 
เมืองเคมบริดจ์  รัฐแมสซาชูเซตส์
สันนิษฐานว่าการสร้างสโตนเฮนจ์
คงใช้เวลาประมาณ  1,500,000  วันทำงาน 
และใช้คนงานประมาณ  1,000  คน
ในการก่อสร้างแต่ละคราว

การก่อสร้างสโตนเฮนจ์แบ่งเป็น  3  ระยะตลอดเวลาประมาณ  1,700  ปี
ระยะที่ 1  นั้น  เริ่มเมื่อประมาณ  2,750  ปีก่อนคริสต์ศักราช 
(ประมาณ  200  ปีก่อนชาวอียิปต์ สร้างมหาพีระมิด) 
ช่วงนั้นเป็นระยะของการสร้างวงมูนดินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  115  ม. 
มีลักษณะเป็นคันดินล้อมรอบคูที่ขุดเป็นวง 
คันดินด้านนอกเตี้ยลาดลงมา   คันดินด้านในสูงประมาณ  1.8  ม.
ภายในวงกลมมีหลุมที่ขุดเป็นระยะห่างเท่ากัน  56  หลุม 
เรียกกันว่า  “หลุมออบรีย์”  (Aubrey  Holes)   ตามชื่อจอห์น  ออบรีย์
พ่อค้าวัตถุโบราณในสมัยศตวรรษที่  17  ซึ่งเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น 
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าหลุมเหล่านี้มีไว้เพื่อการใด

       ทางเข้าวงมูนดินนี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 
ซึ่งด้านนอกมีหินทรายก้อนใหญ่สูง  5  ม.  ตั้งตระหง่านอยู่ 
เรียกกันว่า  “หินฮีล”  (Heel  Stone)   
ในวันที่  24  มิถุนายน  ซึ่งเป็นวันกึ่งกลางของฤดูร้อน 
ถ้ายืนอยู่ตรงศูนย์กลางของวงมูนดินจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือหินแท่งนี้พอดี

       การสร้างระยะที่  2  เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ  2,100  ปีก่อนคริสต์ศักราช
โดยพวก  “บีเคอร์”  (Beaker  Folk)  ซึ่งเป็นมนุษย์ผู้อาศัยอยู่แถบนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว
(บีเคอร์  คือ  จอกปากกว้าง  เป็นภาชนะที่คนพวกนี้ใช้จึงนำมาเป็นชื่อเรียก) 
คนพวกนี้ก่อวงหินขึ้น  2  วงตรงใจกลางวงมูนดิน  เป็นหินก้อนใหญ่  80  ก้อน
ปัจจุบันเรียกกันว่าหินสีฟ้า (bluestones) 
พวกบีเคอร์ตัดถนนขนาดใหญ่สายหนึ่งขึ้นด้วย 
ปัจจุบันเรียกกันว่า  “แอเวนิว”  (Avenue) 
ถนนสายนี้มุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดแม่น้ำเอวอน
ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ  3  กม.





ย้อนกลับไปเมื่อ  2,000  ปีก่อนคริสต์ศักราช
มนุษย์ยุคนั้นเริ่มสร้าง
ส่วนที่ใหญ่มโหฬารที่สุดของสโตนเฮนจ์ 
คือกลุ่มหิน  “ไตรลิธอน”  (trilithon)   
จำนวน  5  กลุ่ม 
เรียงเป็นรูปเกือกม้าอยู่ตรงกลางวงมูนดิน


...
ไตรลิธอนแต่ละกลุ่มประกอบด้วยหิน  3  แท่ง 
2  แท่งแรกหนัก  50  ตัน 
สูง  6  ม.  ตั้งขึ้นคู่กัน 
แท่งที่  3  หนัก  7 ตัน 
พาดอยู่บนหินตั้งทั้งคู่

...

       
........
คานหินมหึมา
นอนอยู่หน้าแท่งเสาหินซาร์เซน
ที่สูงที่สุด สูงถึง 6.5 ม.
และหนักมากกว่า 45 ตัน
จากภาพจะเห็นเดือยหินและช่องหิน
ที่ใช้ยึดหินทั้งสองอย่างชัดเจน


ในการตั้งแท่งหินขึ้นโดยฝังลึกลงดินนั้น 
เขาจะใช้เขากวางต่างเสียม
และกระดูกหัวใจไหล่วัวต่างพลั่วขุดหลุมลึก  2.4  ม. 
ให้ด้านหนึ่งเอียงลาดลงก้นหลุม
แล้วก็ชักหินแท่งแรกซึ่งหนัก  50  ตัน
ลงไปในหลุมโดยอาศัยลูกกลิ้งไม้ 
ตอนแรกปลายล่างของแท่งหิน
จะพาดคาอยู่บนเนินลาดด้านหนึ่งของหลุม 
จากนั้นคนหลายสิบคนก็ช่วยกัน
ยกอีกปลายของแท่งหินให้ตั้งขึ้น 
โดยใช้เสายาวเป็นคานงัดและสอดขอนไม้เข้าใต้แท่งหิน
เพื่อช่วยหนุนและเป็นจุดหมุน (fulcrum) ให้เสา

        เมื่อขอนไม้ที่สอดเข้าได้แท่งหินเพิ่มมากขึ้น
แท่งหินที่เอียงอยู่ก็จะค่อยๆ  ตั้งขึ้นแล้วไถลลงหลุม
ขณะที่ลงหลุม  หินอาจกระแทกผนังอีกฟาก
ของหลุมอย่างแรงจนถล่มลงได้ 
เขาจึงต้องปักเสาไม้เป็นแนวเพื่อกันมิให้ดินพังยุบลง

 
   
เชือกที่ใช้ชักก้อนหินทำจากเส้นหนังสัตว์หรือใยพืช
และมิได้เหนียวเสมอกันทั้งเส้น  จึงขาดง่าย
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ก้อนหินล้มกลับที่เดิม 
เขาจึงใช้ไม้ค้ำก้อนหินไว้อีกชั้นหนึ่ง 
โดยเสียบปากไม้ค้ำไว้ที่มัดเชือก
ซึ่งผูกไว้รอบส่วนบนของก้อนหิน
เมื่อแท่งหินตั้งขึ้นตรงแล้ว 
คนงานจะอัดดิน  ขอนไม้และก้อนหิน
ลงในหลุมที่โคนแท่งหินให้แน่น


        ผิวด้านบนของแท่งหินตั้งจะราบเรียบ 
แต่มีส่วนที่เป็นเดือยเล็กๆ  โปนออกมา 
ส่วนนี้เปรียบเสมือนสลักยึดหินก้อนบนและล่างให้ติดกัน 
ใช้สวมเข้ากับช่องที่อยู่ใต้คานหินที่จะนำมาวางพาดไว้เบื้องบน

        ขั้นตอนอันตรายที่สุดในการสร้างสโตนเฮนจ์
น่าจะเป็นการยกคานหินยาว  6  ม. หนัก  7 ตัน 
ขึ้นวางพาดบนแท่งหินคู่ 
การยกคานหินก้อนนี้คงอาศัยกองไม้ซุง 
คือยกคานหินแล้วสอดซุงเข้าไปทีละปลายสลับกัน 
ทำให้ปลายทั้งสองสูงขึ้นทีละน้อย

        ในที่สุดกองไม้ซุงก็จะสูงเท่ากับส่วนยอดของแห่งหินคู่ 
แล้วจึงใช้คานงัดเอาก้อนหินพาดบนยอดแท่งหินทั้งสอง 
การก่อกองไม้ซุงนี้  คงต้องใช้ไม้ไม่ต่ำกว่า  250  ตัน  ยาวต้นละประมาณ  60 ม.



ข้อมูลและภาพจาก www.ac104.com,
www.rmutphysics.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #58 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2007, 09:36:26 »


    ขอบคุณครับป้า .. ที่เอาข้อมูลมาฝาก ... .. เยี่ยมไปเลย .. 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #59 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2007, 18:30:41 »



พระราชวังอัลฮามรา ประเทศสเปน


     
พระราชวังอัลฮามบรา ( Alhambra Palace)
ตั้งอยู่ใน เมืองกรานาดา ประเทศสเปนทางตอนใต้
เป็นพระราชวังที่พวกอาหรับมาสร้างไว้อย่างวิจิตรพิสดารงดงาม
ตัวพระราชวังอยู่ บนเนินเขาเซียราเนวาดา
มองลงไปรอบ ๆ แล้วจะได้พบทิวทัศน์ที่งดงามมาก
       



       พระราชวังแห่งนี้มีลักษณะเป็นป้อม ภายในประดับประดาหรูหรา
แบบ สถาปัตยกรรมของพวกแขกมัวร์ สร้างในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14
หลังจากคริสเตียนได้ยึด คอร์โดบาและตีสเปนกลับคืน
พวกอาหรับถอยไปยึดเมืองกรานาดาเป็นเมืองหลวง
และสร้าง ปราสาทราชวังแบบอาหรับที่คิดว่าควรจะสร้างขึ้น
ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็หมดอำนาจพ่ายแพ้ แก่กองทัพของพระเจ้าเฟอร์ดินันด์
และพระราชินีอิซาเบลลา ผู้โด่งดังของสเปน

การรบขั้นแตกหัก กระทำในปี ค.ศ. 14921 อาหรับพ่ายแพ้เด็ดขาด


       
       แม้ว่าความงามอันเป็นเอกบางส่วนถูกทอดทิ้งและบางอย่างถูกทำลาย
โดยพระราชโองการ ของจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5
เพื่อเอาศิลปะแบบอิตาลีเข้าไปเสริมแทรกไว้ก็ตาม
แต่ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวโลกอย่างมาก

 
       

 

เขตพระราชวังประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นป้อมปราการ
มีกำแพงและหอรบ สร้างด้วยหินสีแดง
ทำให้ได้ชื่อในภาษาอาหรับว่า "กาลัตอัลฮามบรา" ซึ่งแปลว่าป้อมแดง


พระราชวัง Alcazaba

ภายในกำแพงเป็นเชิงเทิน และตัว พระราชวังอัลคาซาร์
ซึ่งประกอบด้วยหน้าพระลาน ท้องพระโรง
เมื่อผ่านประตูแห่งความยุติธรรมจะถึงลานมาลี และลานสิงห์อันมีชื่อเสียง




บริเวณรอบ ๆ เป็นสนามกว้างใหญ่
มีหินอ่อนแกะสลักประดับไว้อย่างสวยงาม ถึง 124 แผ่น
มีน้ำพุตรงกลางที่ฐานน้ำพุมีสิงโตหินอ่อนหมอบอยู่ 12 ตัว
แต่ละด้านของพระราชวังประดับประดา ไว้อย่างวิจิตรพิสดาร




       
       มีห้องมุข ห้องชุด สนามหญ้า พระแกล พระทวาร
ผนังกำแพง ภายในได้มีการแกะสลักลวดลายไว้ด้วย ความปราณีตงดงาม






ภายในพระอุทยานมีดอกไม้หอมกลิ่นต่าง ๆ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนถึงกับมีนักแต่งเพลงคนสำคัญ
ที่เคยเยี่ยมเยียนได้แต่งเพลง "ราตรีที่กรานาดา" ไว้เป็นที่ระลึก และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก








ข้อมูลจาก www.wonder7th.com
ภาพจาก www.greatbuildings.com,www.mrfs.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #60 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2007, 18:39:20 »




      ภาพสวย ข้อมูลเยี่ยม สถานที่ถูกใจ อยากไปให้หมด ( ถ้ามีโอกาส อิอิ)  smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #61 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2007, 12:06:01 »



@ วัดคิโยมิซึ ( Kiyomizu Dera) นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น



คิโยมิซึ เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่าน้ำใสหรือน้ำบริสุทธิ์
สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศักราช 794
แต่ได้รับความเสียหายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ตัววัดที่อยู่มาจนถึงปัจจุบันถูกสร้างใหม่โดยโชกุนโตกุกาว่า อิเอมิตสึ
เมื่อปีคริสต์ศักราช 1633

 

ปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของนครเกียวโต
วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่ คันนง โบซัทสึ
ซึ่งก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง




วัดคิโยมิซึมีชื่อเสียงที่ระเบียงขนาดใหญ่
ที่มีเสาค้ำยันหลายร้อยต้นยื่นออกมาจากเชิงเขา


และมีน้ำตกโอโตวะโนะทากิไหลอยู่ข้างใต้
เชื่อกันว่าหากดื่มน้ำจากบ่อน้ำ
ที่ไหลลงมาจากน้ำตกจะทำให้มีสุขภาพดี
มีอายุยืนและประสบความสำเร็จในการเรียน



มีความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะว่า
หากอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วกระโดดลงมา
จากระเบียงวัดแล้วไม่ตายจะสมหวัง
ซึ่งปัจจุบันได้มีการห้ามไม่ให้ทำเช่นนี้แล้ว



...

มีข้อมูลจากนักท่องเที่ยวบางคน
เล่าถึงวัดนี้ไว้ดังนี้
วัดน้ำใส ( Kiyomizu Dera)
เป็นวัดซึ่งมีวิหารใหญ่ ( Hondo ) ตั้งอยู่บนไหล่เขา
รองรับด้วยเสาไม้มหึมาโดยมีระเบียง (บุไต)
อันเป็นเวทีร่ายรำชะโงกเงื้อมเหนือหุบเหว
คนญี่ปุ่นจะเปรียบเทียบ
ผู้ที่ต้องเสี่ยงครั้งสำคัญในชีวิตว่า
เหมือนกับการกระโดดลงจากระเบียงแห่งนี้


....


.......



เบื้องหลังวิหารใหญ่คือ ศาลเจ้าจิชู ( Jishu)
เป็นที่ประทับของเทพแห่งความรัก
และราบรื่นในชีวิตสมรส


 













ที่นี่มี หินตาบอด ( Mekura-ishi)
ซึ่งห้ามเดินข้าม
แต่หากสาวๆจะเดินผ่านต้องหลับตา
เชื่อกันว่าถ้าหากสามารถเดิน
ท่องชื่อคนรักในใจได้ไกลถึง 20 เมตรแล้ว
ความรักและชีวิตคู่จะราบรื่น



(ข้อมูลจาก มติชน 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
, สาระแนดอทคอม, ภาพจาก www.flickr.com,
และจากบล็อกคุณปูเป้)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2007, 12:20:04 »



     ดูจากภาพที่  4 และ 7  อนิเมเรื่องนี้ ที่ได้รางวัลออสการ์ และมึความรู้สึกว่า หนังการ์ตูน ทางฝั่งฮอลลีวู้ด กลายเป็นฝีมือแบบเด็ก ไปเลย  smile  สงสัยเฉยๆ ถ้าอยากรู้ก็ต้องค้น อิอิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
555
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #63 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2007, 16:57:11 »


"ทำไมถึงต้องประกาศ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกสคะ ?"

ใครทราบฝากลงรายละเอียดไว้หน่อยนะคะ

อาจารย์ให้ทำเป็นรายงานเกี่ยวกับ 7 สิ่งมหรรศจรรย์ที่พึ่งประกาศไปหน่ะค่ะ

ขอบคุณค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #64 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2007, 15:18:12 »




โอเปรา เฮาส์ : Sydney Opera House
สถานที่ตั้ง เมืองซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเลีย



โอเปรา เฮาส์ สัญลักษณ์อีกอย่างของเมืองซิดนีย์
เป็นอาคารแห่งหนึ่งที่จัดว่ามีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม
นับเป็นที่สุดในโลกเช่นกัน



โอเปรา เฮาส์สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1959
ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์กชื่อ จอนห์ อัทซัน
หลังคาสีขาวรูปทรงเปลือกหอยของอาคารหลังนี้
ใช้กระเบื้องเซรามิกหลายล้านแผ่นจากประเทศสวีเดน
และกว่าจะสร้างเสร็จก็ต้องใช้เวลานานกว่า 9 ปี
ในความพยายามสร้างหลังคาโค้งดังกล่าว





มองออกไปในทะเลจากด้านหน้าของโรงละคร
จะเห็นสะพาน Sydney Harbour Bridge ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น



ภายใน  โอเปรา เฮาส์

การสร้างอาคารโอเปรา เฮาส์นี้ต้องใช้เงินมากถึง 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ไปมากมาย
และในที่สุดก็เสร็จลงในปี ค.ศ. 1973



ซึ่งการเปิดใช้อย่างเป็นทางการในครั้งแรก
สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษได้เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อปี 1973 





ส่วนที่เป็น โรงละครใหญ่ (main theatre )



ปัจจุบันโอเปรา เฮาส์
ไม่เพียงแต่ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี
คอนเสิร์ต หรืองานแสดงต่าง ๆ เท่านั้น
ยังมีภัตตาคาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก
รวมถึงตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่บริเวณอาคารอีกด้วย


(ข้อมูลจากวารสารเพื่อนเดินทาง)
ภาพจาก www.friendlyplanet.com,http://nightglow.gsfc.nasa.gov,
www.schuba.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #65 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2007, 12:41:20 »


นครวัด (Angor Wat)




         นครวัด ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ซึ่งครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1650-1693 ซึ่งขณะนั้น ศาสนาพราหมณ์
นิกาย ไวษณพนิกาย (นับถือ พระวิษณุเป็นใหญ่) กำลังรุ่งเรืองอยู่ในอาณาจักรขอม





พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จึงโปรดให้สร้างนครวัด เพื่อ บูชา พระวิษณุ
และนอกจากนั้นแล้ว ก็เพื่อให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์
เมื่อยามสิ้นพระชนม์แล้วด้วย
ดังนั้น นครวัด จึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ
ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออก

....
ปรางค์ประธาน
นครวัด


ตามธรรมเนียมของขอม จะมีการตั้งพระนามใหม่
ถวายกับกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้น
มีพระนามหลังสิ้นพระชนม์ว่า "บรมวิษณุ"
นครวัด จึงมีอีกชื่อว่า
"บรมวิษณุมหาปราสาท"



 
ปราสาทบันทายสำเหร่
ซึ่งเป็นหนึ่งในปราสาทมีความสมบูรณ์มากที่สุด ของศิลปะยุคนครวัด
อีกทั้งยังมี หีบหินโบราณที่มีสภาพสมบูรณ์เีพียงแห่งเดียว ในกัมพูชา
   



ปรางค์ประธานนครวัด

 ความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาท นครวัด นั้น
ไม่ได้มาจากเพียงแค่ขนาด
อันใหญ่โตมโหฬาร ของตัวปราสาทเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์ และตำนาน
ที่ซ่อนตัวภายในด้วย






นางอัปสรานครวัด

         การเที่ยวนครวัด ควรที่จะมีข้อมูลกันก่อน
โดยเฉพาะ ภาพแกะสลักแต่ละภาพมีความเป็นมาอย่างไร
มีตำนานไหนที่เกี่ยวข้องบ้าง
อย่างเช่น ภาพสลักราหูอมจันทร์ ซึ่งไปเกี่ยวเนื่องกับ ตำนานการกวนเกษียรสมุทร
ที่จะทำให้รู้ว่า ทำไมราหูซึ่งร่างกายขาดเป็นสองท่อนแล้วถึงยังไม่ตาย
ทำไมถึงได้เคียดแค้น พระอาทิตย์ กับพระจันทร์ จนถึงกับต้องจับกินทุกครั้งที่พบกัน





         การเที่ยวปราสาทต่าง ๆ ในนครวัดนั้น จะสนุกสนาน
ทำให้เรารู้สึกว่า นครวัด นั้นมีคุณค่า่จากเรื่องราวที่อยู่ภายในเหล่านี้
มากกว่าเป็นแค่กองหินขนาดใหญ่ ซึ่งนำมาซ้อนกัน
อย่างที่ี่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาแค่ 2-3 ปี




ข้อมูลประวัติจาก www.tripangkor.com
ภาพจาก www.ezytrip.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #66 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2007, 16:46:59 »





    ถึงแม้ว่าเมืองพระนคร ที่ตั้งปราสาทหินอายุกว่า 800 ปี
จะไม่ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ ที่มีการเลือกกันใหม่ก็ตาม
แต่ทางการกัมพูชาเชื่อว่างานนี้ได้ช่วยโปรโมทนครวัด
และ เชื่ออีกว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่นั่นมากยิ่งขึ้น
       
       การโหวตให้คะแนนที่จัดขึ้นโดยบริษัทและมูลนิธิเอกชนในสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งได้มีการประกาศผลในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส คืนวันเสาร์ (7 ก.ค.) ที่ผ่านมา
นครวัดไม่ติดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลก แต่หลายเสียงก็กล่าวว่า
การคัดเลือกด้วยวิธีนี้ไม่ยุติธรรม เนื่องชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต
       
       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชา นายทองคูน (Thong Khon)
ไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ ต่อผลการโหวตของคนกว่า 100 ล้านทั่วโลก
โดยกล่าวว่า "นี่เป็นเพียงผล (การโหวต) ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกเท่านั้น
ไม่ได้เป็นเสียงอันแท้จริงของประชาชนทั่วไป"
       
       เมื่อปี 2535 องค์การยูเนสโกของสหประชาชาติ
ได้จัดนครวัดเข้าเป็นมรดกโลก ซึ่งได้แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่
ในเชิงวัฒนธรรมของเขตโบราณสถานอันล้ำค่าของประเทศกัมพูชา
นายทองคูนกล่าว


"เราไม่ได้สูญเสียอะไร" รัฐมนตรีการท่องเที่ยวกัมพูชากล่าวกับผู้สื่อข่าว
หลังกลับจากไปร่วมพิธีประกาศผลการโหวต ในประเทศโปรตุเกส
       
       "ตอนนี้ประชาชนทั่วโลกรู้จักนครวัดมากยิ่งขึ้น
เราเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น
หลังจากการรณรงค์ครั้งนี้" นายทองคูนกล่าว
       
       เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางไปกัมพูชา 1.7 ล้านคน
เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากเพียงประมาณ 1.1 ล้านคนเมื่อปีก่อน.



ข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2550
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #67 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2007, 11:03:52 »


เมืองทิมบุกตู (Timbuktu)
ประเทศมาลี

...

ทิมบุกตู
เป็นเมืองที่สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12
เป็นจุดศูนย์กลางที่กองคาราวานสินค้า
 4 สายของโลกอาหรับ
ซึ่งในขณะนั้นกินเนื้อที่ตั้งแต่สเปน
ไปจนถึงตะวันออกกลางเดินทางมาบรรจบกัน



ทำให้ทิมบุกตูเป็นสถานที่ที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดของโลกแห่งหนึ่งในยุคนั้น
สวยงามด้วยศิลปะแบบ อาหรับ-มุสลิม ในอัฟริกาตะวันตก



Sankore University สร้างเมื่อประมาณศตวรรษที่ 9
มหาวิทยาลัยโครานิก ซันคอเร
ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกๆ ของโลกนั้นก็มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองนี้










...



ทุกวันนี้ทิมบุกตูเป็นสถานที่
ที่เต็มไปด้วยตำนานที่มีมนต์ขลัง
และมีความคล้ายคลึงกับสวนลอยแห่งบาบิโลน
ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
ที่ล่มสลายไปแล้ว




ข้อมูลจาก มติชน
ภาพจาก www.blackfire.net/,www.moxon.net/,
/www.flickr.com/,www.timbuktufoundation.org/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,183



« ตอบ #68 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2007, 19:12:51 »




....เกาะอีสเตอร์(Easter Island)

หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่าเกาะราปานุย (Rapa Nui)
ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก
อยู่ในการปกครองของประเทศชิลี
ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลี
กว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก
โลกรู้จักเกาะนี้ในนามว่า  “เกาะอีสเตอร์” (Easter  Island) 
เพราะชาวยุโรปไปค้นพบเข้าในวันอีสเตอร์
เมื่อปี  ค.ศ. 1722 
เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุด
อยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร
จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก
ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก
มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร
มีความยาว 25 กิโลเมตร



เกาะอีสเตอร์(Easter Island)

หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่าเกาะราปานุย (Rapa Nui)
ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในการปกครองของประเทศชิลี
ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก
โลกรู้จักเกาะนี้ในนามว่า  “เกาะอีสเตอร์”  (Easter  Island) 
เพราะชาวยุโรปไปค้นพบเข้าในวันอีสเตอร์เมื่อปี  ค.ศ. 1722 

เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร
จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก
ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก
มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร






สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกาะนี้
ชนิดที่ว่าเอ่ยถึงเกาะอีสเตอร์เป็นต้องนึกถึงสิ่งนี้ ก็
คือแท่งหินขนาดยักษ์ แกะสลักเป็นรูปหน้าคน
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของโมอาย



.... รูปสลักโมอาย (Moai Statues)

   โมอายเป็นรูปสลักหินขนาดมหึมา
จำนวนหลายร้อยรูป
ตั้งตระหง่านเงื้อมอยู่บนเกาะเล็ก
ขนาดเพียง  160  ตร.กม.  ในมหาสมุทรแปซิฟิก 
รูปสลักเหล่านี้บ้างตั้งอยู่บนฐานหิน 
บ้างจมเกือบมิดอยู่ใต้ดินบ้างก็ล้มเกะระกะ 




การพบรูปสลักหินซึ่งชาวเกาะโพลินีเซียขนานนามกันว่า  โมอาย  (moai)   นี้
อยู่ตามถนนหนทางเก่าแก่อยู่บ้าง 
แต่รูปสลักนี้ที่จริงสร้างขึ้นเพื่อประดับ  อาฮู  (ahu)   
อันเป็นศาลเทพเจ้าซึ่งตั้งอยู่ตามแถบชายฝั่งมหาสมุทร 
จวบจนทุกวันนี้มีการค้นพบ  อาฮูทั้งหมด  239  แห่ง 
มีลักษณะเป็นฐานหินขนาดใหญ่ บางชิ้นยาวถึง 60 ม.
บางแห่งเป็นที่ตั้งของสุสานด้วย  ศพจะวางทิ้งไว้บน  อาฮู
จนเหลือแต่โครงกระดูก  จากนั้นจึงนำเอากระดูกบรรจุในช่องใต้ฐานหินนี้


.... รูปสลักหินขนาดมหึมาบนเกาะอีสเตอร์นี้
มีจำนวนประมาณ  1,000  รูป 
มีขนาดสูงตั้งแต่  1  ม.จนถึง 21 ม. 
และคงจะเป็นรูปของหัวหน้าเผ่าที่มีชื่อเสียง 
หรือรูปของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับของชาวเกาะ
ผู้ที่สร้างชื่อเหล่านี้ขึ้น


        รูปสลักสูง  9.8  ม.  ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่พบบน  อาฮู  นั้น 
ปัจจุบันอยู่ในสภาพหักพังกองอยู่กับพื้นดินในลักษณะที่บ่งให้รู้ว่า
ถูกผลักหล่นลงมาจาก  อาฮู  ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดทราบถึงสาเหตุ 
สันนิษฐานกันว่ารูปสลักแต่ละรูปนั้นคงจะต้องใช้แรงงานคนประมาณ  90  คน 
และใช้เวลาถึง  18  เดือนในการแกะสลักและนำไปตั้งเข้าที่

ประติมากรรมเหล่านี้แกะสลักจากหินปูนแข็ง
ประกอบด้วยเถ้าลาวาจากภูเขาไฟอัดตัวกันเป็นก้อน 
หาได้จากยอดภูเขาไฟเตี้ยๆ ชื่อว่า  “ราโนรารากู”  (Rano  Raraku)   
ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ 


]....รูปสลักบางรูปจะมี  “ผมจุก” 
ขนาดใหญ่สีแดงอยู่บนหัว 
แกะจากหินสโกเรียสีแดง  (scoria)   
จุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.4  ม. 
สูง  1.8  ม.  หนัก 11.5  ตัน 
แต่ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่านี้มาก 
หินสีแดงนี้ได้จากเหมืองที่ปูนาเปา 
ซึ่งเป็นยอดภูเขาไฟเตี้ยๆ 
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้



        นับตั้งแต่ที่ชาวตะวันตกรู้จักเกาะอีสเตอร์เป็นต้นมา 
เกาะแห่งนี้ก็ไม่เคยมีประชาชนเกิน  4,000  คน 
แต่ในสมัยโบราณจำนวนประชากรสูงกว่านี้มาก 
รูปสลักบนเกาะแห่งนี้ไม่มีรอยตำหนิใด ๆ  ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการขนย้าย
แสดงว่าคงต้องมีเครื่องห่อหุ้มที่ทำจากไม้ปกป้องอยู่ขณะเคลื่อนย้าย 
แม้ว่าปัจจุบันแทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้เห็น 
แต่ก็มีหลักฐานว่าแถบนี้เคยมีป่าไม้หนาทึบมาก่อน 
จึงน่าจะมีไม้ใช้ทำเลื่อนเพื่อการเคลื่อนย้ายอย่างมากมาย


        เกาะอีสเตอร์เป็นเกาะที่อยู่สุดทางทิศตะวันออกของบรรดาหมู่เกาะโพลินีเชีย 
ปัจจุบันมีประชากรประมาณ  1,600  คน  เป็นแหล่งภูเขาไฟมาแต่เดิม
เช่นเดียวกับเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
       




ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย, เว็บไซท์ฟิสิกส์ราชมงคล,
www.matichon.co.t
ภาพจาก www.zeco.com/,http://web.singnet.com.sg
,www.featurecontact.com/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mrblog
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


เว็บไซต์
« ตอบ #69 เมื่อ: มีนาคม 03, 2010, 20:36:27 »


เกาะอีสเตอร์นับถือคนสร้างมากๆ

สมัยก่อนๆ คงใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี กว่าจะเสร็จขนาดนี้



น่าเที่ยวมากมาย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

teesud
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์
« ตอบ #70 เมื่อ: มกราคม 28, 2011, 12:49:23 »


ที่สุดในโลกเลยจริง ๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

platodnaja
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


เว็บไซต์
« ตอบ #71 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2011, 13:36:51 »


อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นจังเลย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เด็กไทยชอบเพลงใหม่ล่าสุด และชอบฟังเพลงจึงมากันที่นี้ และยังมีโหลดเพลงด้วยครับ
ขายส่งเสื้อผ้าราคาถูก
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์
« ตอบ #72 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 12:25:49 »


ขอบคุณสำหรับบทความน่าอ่านค่ะ   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

[url
kerberos
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


เว็บไซต์
« ตอบ #73 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2011, 02:16:40 »


ไปญี่ปุ่นครั้งหน้า ต้องแวะ วัดคิโยมิซึ ให้ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal