ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ธันวาคม 20, 2014, 00:07:39
94,681 กระทู้ ใน 7,725 หัวข้อ โดย 9,189 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bank113
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  มหันตภัยของโลก : ภาวะโลกร้อน  |  มหันตภัยของโลก : ภาวะโลกร้อน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ... 24
ผู้เขียน หัวข้อ: มหันตภัยของโลก : ภาวะโลกร้อน  (อ่าน 480546 ครั้ง)
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2006, 15:35:25 »




อ่านข่าวเรื่อง Greenhouse effect เมื่อวานแล้วอึ้งไปเหมือนกัน
มีรายงานว่ามีการตรวจสอบสภาวะเรือนกระจกที่ขั้วโลกเหนือเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า
กลุ่มโอโซนเป็นช่องโหว่(ภาษาสวีดิชใช้คำว่า)"รูโอโซน" ขยายตัวเป็นวงกว้างถึง 27.4 ล้านตารางกิโลเมตร
เปรียบเทียบให้ดูง่ายๆคือคงจะใหญ่กว่าประเทศไทยถึง60เท่า
  อยากทราบว่าจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างไรกับมนุษย์โลก ประเดี๋ยวรอฟังจากป้าเสลาเอาเองก็แล้วกันนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nuttawut
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2006, 17:20:37 »


คุณป้า เสลา ครับ  กรุณามาช่วยต่อข่าวคุณลุง  ถึก ด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2006, 17:36:32 »


ลุงถึกเจอเรื่องนี้แล้วตกใจรีบมาแจ้งข่าว
แล้วลุงก็แว๊บไปนั่งจิบเบียร์
โยนลูกให้ป้าเสลาหาข้อมูลเพิ่มเติม


****************


ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect)

ภาวะเรือนกระจกคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร
         
โลกของเรามีก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่โดยรอบ ทำหน้าที่คล้ายเรือนกระจก
หรือกรีนเฮาส์เป็นเกราะกำบังกรองความร้อนที่จะผ่านลงมายังพื้นผิวโลก
และเก็บกักความร้อนบางส่วนเอาไว้ ทำให้โลกมีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการดำรงชีวิต

แต่ในปัจจุบัน มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างร้ายแรง
โดยการก่อและใช้สารเคมีบางชนิดในกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำลายเกราะป้องกันของโลก
ทำให้เกิดก๊าซบางชนิดเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4)
ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC8) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) เป็นต้น
และก๊าซเหล่านี้บางยังก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก GREENHOUSE EFFECT
โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนหนาแน่นขึ้น
ทำให้เก็บกักความร้อนได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิอากาศของโลกสูงขึ้น
ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต่าง ๆ และมหาสมุทรจะขยายตัวจนเกิดน้ำท่วมได้ในอนาคต


การปล่อยก๊าซเรือนกระจก( GREENHOUSE EFFECT ) เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ
ก่อมลพิษทางอากาศ ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งปกป้องผิวโลก
และก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจากอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกสูงขึ้น


และการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนนี่เองที่มีการตรวจพบล่าสุดตามข่าวที่ลุงถึกแจ้ง
ว่า เกิดรูโหว่ของชั้นบรรยากาซโอโซน  ที่เรียกว่า"รูโอโซน" ขยายตัวเป็นวงกว้าง
ถึง 27.4 ล้านตารางกิโลเมตรเปรียบเทียบให้ดูง่ายๆคือคงจะใหญ่กว่าประเทศไทยถึง60เท่า


ที่เราเรียกว่า รูโอโซน คือระดับที่ต่ำของปริมาตรโอโซน ในบรรยากาศ
การสูญเสียโอโซนในบรรยากาศระดับสูง เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง
เพราะว่า โอโซน ช่วยดูดซับรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก
จะทำให้ผิวหนังของมนุษย์มีโอกาสเสียงต่อการเป็นมะเร็ง สูงขึ้น
รูรั่วของโอโซนมีผมต่อจุลินทร์ชีพ  ถ้าจุลินทรีตาย ก็เรื่องใหญ่มาก ห่วงโซ่อาหารขาดสะบั้น
มนุษย์คงจะมีปัญหาในการดำรงชีพแน่นอน


จากรายงานการประเมินโอโซนในปี ค.ศ. 1991 พบค่าโอโซนต่ำลงในฤดูร้อนด้วย
และเมื่อผู้คนอยู่กลางแจ้งจะได้รับแสงอัลตราไวโอเลตสูงสุดในฤดูร้อน
เนื่องจากโอโซนสูญเสียไปในเวลาเดียวกัน และในปีหลังๆ พบว่ามีปัญหาสุขภาพมากขึ้น


บนส่วนปลายแหลมของทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศชิลี เคยมีรายงานว่า
แกะที่เลี้ยงอยู่บริเวณนั้น ในบางปีจะเกิดมีอาการตาต้อ (cataract)
และคนเลี้ยงแกะก็เป็นเช่นกัน
และแพลงตอนซึ่งเป็นสัตว์ชั้นต่ำสุดในห่วงลูกโซ่อาหารในท้องทะเล
ก็จะตายลงทีละมากๆ หากมีรังสียูวีเล็ดรอดลงมาบนโลกได้มากขึ้น
ซึ่งจะมีผลกระทบมากมายในทางเศรษฐกิจของทั้งโลกได้




สาวญี่ปุ่น ณ เมืองเกียวโต กับป้ายการจัดพิธีการวาระเริ่มบังคับใช้พิธีสารเกียวโต
โดยตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.48 จะเป็นวันสุดท้ายที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์
ประชาชนกว่าครึ่งโลกเตรียมเดินหน้าลดการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก


141 ประทศทั่วโลก ซึ่งมีส่วนสร้างก๊าซมากถึง 55%
อันทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยได้ร่วมให้สัตยาบันในสนธิสัญญานานาชาติ
ในชื่อ “พิธีสารเกียวโต” (Kyoto Protocol) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า
“Kyoto Protocol to the United Nations Framework Convention on Climate Change”
โดยมีจุดหมายหลักคือต้องการยับยั้งสถานการณ์โลกร้อน ด้วยการลดปริมาณการก่อก๊าซ
อันทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก




คาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการทำโลกป่วยลง ป่วยลงทุกวัน

มีการเจรจาครั้งแรกที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมปี 2543
ว่าจะลดปริมาณการใช้สารเคมีลง 5.2% ให้ได้ภายในปี 2555
โดยสัตยาบันดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา



เดือน 2 วันที่ 16 ทั่วโลกร่วมใจรักษ์โลก
แต่ยกเว้นสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อก๊าซทำลายโลกมากที่สุด
กลับไม่ยอมเข้าร่วมพิธีสารเกียวโตฉบับนี้



ทางด้านสหรัฐฯ แม้จะปฏิเสธร่วมลงนามพิธีสารเกียวโต
แต่ก็ออกมาหว่านยาหอมแก่ชาวโลกว่า สหรัฐฯ ตระหนักถึงสภาวะโลกร้อนเป็นอย่างดี
โดยสหรัฐฯ ย้ำว่าให้ความสำคัญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะปฏิเสธการเข้าร่วมลงนามพิธีสารเกียวโตที่จะมีผลบังคับใช้วันนี้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ
ก็เตรียมงบประมาณมากกว่า 200,000 ล้านบาท
เพื่อศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนขึ้น




เรียบเรียงข้อมูลจาก กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
เวบวิชาการดอทคอม และ  ผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2548




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2006, 18:10:20 »


ภัยที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ อุทกภัย เมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
มันก็ก่อให้เกิดการละลายของภูเขาน้ำแข็งมากขึ้นเช่นกัน  เป็นสาเหตุให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นๆ
   เหมือนอย่างที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน
ฝนตกชุก น้ำจากเหนือก็ไหลลงใต้มาเจอน้ำทะเลหนุน เมื่อน้ำ มันระบายลงทะเลไม่ได้
มันก็ต้องท่วมซิครับท่านผู้ชม
  ก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้กรุงเทพฯต้องกลายเป็นเมืองใต้บาดาล อย่างที่ฝรั่งมันพยากรณ์เอาไว้เลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
กะทะ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,185



« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2006, 01:16:12 »




อ้างจากป้าเสลา

ทางด้านสหรัฐฯ แม้จะปฏิเสธร่วมลงนามพิธีสารเกียวโต
แต่ก็ออกมาหว่านยาหอมแก่ชาวโลกว่า สหรัฐฯ ตระหนักถึงสภาวะโลกร้อนเป็นอย่างดี
โดยสหรัฐฯ ย้ำว่าให้ความสำคัญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะปฏิเสธการเข้าร่วมลงนามพิธีสารเกียวโตที่จะมีผลบังคับใช้วันนี้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ
ก็เตรียมงบประมาณมากกว่า 200,000 ล้านบาท
เพื่อศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนขึ้น


สหรัฐเป็นประเทศที่ใช้สารที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐไม่ยอมลงนาม
ในพิธีสารเกียวโต  เนื่องจากจะกระทบกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ  การส่งยานอวกาศแต่ละครั้งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากมายมหาศาล  นี่แหละเป็นตัวอย่าง Ugly American ขนานแท้  ไอ้กันเอาเปรียบชาวบ้านชาวช่องเสมอ
>:( >:( >:( >:(



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2006, 19:19:31 »


มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

จากหลักฐานล่าสุดขององค์การนาซ่าซึ่งเป็นภาพถ่ายดาวเทียม
ของขั้วโลกเหนือในรอบปี 2004-2005
ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตโลกร้อนอย่างแท้จริง


ด้วยเหตุว่าในรอบ 10-20 ปีมานี้
ทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นผืนน้ำแข็งหนากว่า 3 เมตร
ได้หกตัวลงปีละประมาร 0.7 % เท่านั้น
แต่ในรอบปีที่ผ่านมา น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายลง
อย่างน่าตกใจถึง 14% เป็นขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับปากีสถานหรือ
ตุรกีทั้งประเทศเลยทีเดียว


นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเตือนว่า
หากชาวโลกไม่ต้องการเผชิญกับมหันตภัยโลกร้อน
ซึ่งจะมาพร้อมกับหายนะคลื่นความร้อน พายุรุนแรง
และสุดท้ายน้ำท่วมโลก

พวกเรามีเวลาเพียง 10 ปีเท่านันที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหาปัญหานี้


ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศต่างๆทั่วโลก
ต้องใช้มาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวดจริงจัง
เพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของโลก ให้เหลือเพียง 1 องศา

ไม่ใช่ปล่อยอุณหภูมิให้เพิ่มพรวดพราดไปตามยถากรรม
อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้



นักศึกษาจีนไต้หวันเปลือยประท้วงรัฐบาล
เพื่อให้เข้าร่วมให้สัตยาบันในสนธิสัญญานานาชาติ
ใน “พิธีสารเกียวโต” (Kyoto Protocal)
ที่มีจุดหมายหลักคือต้องการยับยั้งสถานการณ์โลกร้อน
ด้วยการลดปริมาณการก่อก๊าซอันทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก



(จาก คอลัมน์เก็บจากข่าว นิตยสารแพรว ฉ.651)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2006, 15:57:23 »


เมื่อเร็วๆนี้ มีภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับเกียรติให้ฉายในโรงภาพยนตร์หลายแห่งทั่วโลก
ที่บ้านเราทราบว่าฉายที่โรงหนังสกาลาเมื่อต้นเดือนกันยายน

An inconvenient truth เป็นเรื่องราวเจาะลึกเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน
เป็นหนังสารคดีที่ดำเนินเรื่องเล่าโดยคุณ อัล กอร์
คนที่เกือบจะได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐสมัยก่อน

อัล กอร์ มีเพื่อนเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคนที่ศึกษาเรื่องภาวะโลกร้อน
ทำให้ได้ข้อมูลและภาพที่ช็อคโลกได้ เช่น


ภาพภูเขาคิริมันจาโรในอัฟริกาที่ในอดีตมีหิมะปกคลุมหนาแน่น กับปัจจุบันที่มีหิมะแค่ประปราย



ภาพธารน้ำแข็ง (glacier) ในเปรู ปี 1980
ภาพธารน้ำแข็ง (glacier) ในเปรู ปี 2002


***********************


Patagonian glaciers  ธารน้ำแข็งที่เคยใช้เปนที่สัญจรได
ชั่วเวลา ประมาณ 30 ปี กลายสภาพมาเป็นเช่นนี้แล้ว

นอกจากนี้มีข้อมูลอื่นๆอีกเช่น
หมีขั้วโลกที่มีแนวโน้มจะจมน้ำตาย
เพราะน้ำแข็งละลายและมันไม่มีปัญญาจะว่ายน้ำไปหาที่อยู่ใหม่

กรณีศึกษาของเนเธอร์แลนด์ที่ประสบปัญหา
ต้นสนโดนกองทัพหนอนเจาะตายเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเดิมทีอุณหภูมิโลกไม่วิปริตแบบนี้
ธรรมชาติได้สร้างช่วงเวลาที่นกฟักไข่สัมพันธ์กับเวลาที่หนอนฟักตัว

แต่ตอนนี้สมดุลธรรมชาติเปลี่ยนไป นกไม่มีอาหาร
หนอนไม่มีผู้ล่า  หนอนจึงมีจำนวนมากขึ้นและได้โอกาสเจาะกินต้นไม
จนเกินพอดี

ที่รัสเซีย แม่น้ำสายหนึ่งแห้งสนิท เรือประมงจอดติดดินกลายเป็นอนุสาวรีย์

ที่อเมริกา เมื่อปีที่แล้วพายุเฮอริเคนแคทรินา
ทำลายบ้านเมืองและผู้คนอย่างน่าเศร้าสลด

ยังมีโรคภัยอีกมากมายที่เคยหายจากโลกนี้ไป
แต่กลับมาเกิดใหม่ หรือ โรคใหม่ๆที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
เกิดจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาวะอากาศ
ที่เราคุ้นๆ คือโรคไข้หวัดนก และโรคซาร์



(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2006, 16:28:51 »


โลกเรามีอายุมากแล้ว  เราเองก็มีอายุมากขึ้นทุกวัน
จะแตกดับไปเมื่อไรไม่อาจรู้ได้
ดังนั้น  เรามาใช้ชีวิตให้คุ้มกันดีกว่านะคะ ... สุขกันเถอะเรา....   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2006, 17:09:30 »





การแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง
ต้องแก้ที่ระบบการผลิตและการใช้ชีวิตจะต้องปรับเปลี่ยนอีกมาก


ดินแดนบางส่วนของออสเตรเลียก็ประสบปัญหาภัยแล้ง

ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบกับชาวโลกมาหลายปีแล้ว และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
หากเราไม่รีบช่วยกันลดการใช้พลังงาน ธรรมชาติลง
ทำตัวให้กลมกลืนเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น

ไม่ทราบเหมือนกันว่าประเทศไทยเราได้เข้าร่วมลงนามใน
“พิธีสารเกียวโต” (Kyoto Protocal) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า
“Kyoto Protocol to the United Nations Framework Convention on Climate Change”
ที่มีจุดหมายหลักคือต้องการยับยั้งสถานการณ์โลกร้อน ด้วยการลดปริมาณการก่อก๊าซ
อันทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก ตามกระทู้ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบน หรือไม่


อย่างไรก็ตามใน www.climatecrisis.net ได้ให้ความหวังพวกเราไว้
โดยแนะนำบทบัญญัติ 10 ประการ เพื่อลดก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์
ตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน ไว้ดังนี้


1. เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดธรรมดา มาใช้คอมแพคต์ ฟูลออเรสเซนต์
   ซึ่งสามารถลดคาร์บอนฯได้ 150 ปอนด์ต่อปี

2. ขับรถน้อยลง เดิน ปั่นจักรยาน อาศัยคาร์พุล ใชรถสาธารณะ
    ลดคาร์บอนฯ 1 อนด์ต่อ ทุกไมล์ที่ขับ

3. รีไซเคิลของที่เคยโยนลงถังขยะ ให้กลับมาเป็นประโยชน์ได้อีก
    ลดคาร์บอนฯ ได้ถึง 2,400 ปอนด์ ต่อการลดขยะในบ้านได้ครึ่งหนึ่ง
    (มาตรฐานอเมริกัน)

4. ตรวจลมยางล้อรถ เติมลมยางให้เหมาะสม จะช่วยประหยัดน้ำมันได้
   ประมาณ 3%  (ลดคาร์บอนฯได้ 20 ปอนด์ต่อการประหยัดน้ำมัน 1 แกลลอน)

5. ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง ใช้ก๊อกแบบประหยัดน้ำ (ลดคาร์บอนฯ 350 ปอนด์ ต่อปี)
    หมายเหตุ ของป้าเสลา : น่าจะควบคุมการเพิ่มของสนามกอล์ฟ
    เพราะสนามกอล์ฟแต่ละแห่งต้องใช้น้ำในการ บำรุงดูแลหญ้า จำนวนมหาศาล


6. หลีกเลี่ยงสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เกินจำเป็น (คงจะหมายถึงสินค้าที่มีการบรรจุ
    ในหีบห่อหลายชั้นกระมัง)

7. ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เพิ่มขึ้นสัก 2 องศา เช่นที่เคยเปิด
    เสียจนเย็นฉ่ำ ต้องใส่เสื้อกันหนาวในสำนักงาน ก็ลดความเย็น เพิ่มให้อุ่นขึ้น

8. ช่วยกันปลูกต้นไม้ ต้นไม้ 1 ต้นจะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนฯ 1 ตัน
    ตลอดชีวิตของมัน

9.  ปิดสวิชต์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นทีวี ดีวีดี คอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ใช้
    จะลดคาร์บอนฯได้หลายพันปอนด์ต่อปี

10. ขอให้ชักชวนเพื่อนๆมาอ่านกระทู้นี้ หรือไปซื้อ แผน่ ซีดี ดีวีดี
     เรื่อง  An Invenient Truth มาชม เพราะหนังสารคดีเรื่องที่ว่านี้
     ออกโรงไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว ป่านนี้น่าจะมีแผ่นวางขายแล้ว


ข้อมูล เรียบเรียงจาก คอลัมน์ทุ่งแสงตะวัน ของยุพา  เพ็ชรฤทธิ์
        จาก นิตยสารพลอยแกมเพชร และ www.climatecrisis.net


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2006, 16:27:39 »


ยุโรปเตือนภัย ภายุหิมะถล่มรุนแรง
สภาพลมฟ้าอากาศแปรปรวน สืบเนื่องมาจากสภาวะเรือนกระจก ฤดูร้อน
เริ่มขยายเวลายาวนานขึ้น ปกติตอนช่วงปลายเดือนตุลาคม อากาศจะเริ่ม
หนาวเย็น แต่ช่วงนี้กลับมีฝนตกปรอยๆเป็นเวลาติดต่อกันมาเกือบ1สัปดาห์
กรมอุตุนิยมวิทยา เริ่มออกมาเตือนภัยให้ระวังพายุหิมะที่จะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน








พายุหิมะที่มันพัดเอาหิมะลงมาสูงเป็นเมตร จะละลายอย่างรวดเร็วลงสู่
แม่น้ำและทะเลตามลำดับ เป็นเหตุให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
buntoshi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 322



« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2006, 16:34:37 »


มนุษย์ทำลายธรรมชาติ ก็เจอธรรมชาติลงโทษแบบนี้หล่ะครับ

ภัยทั้งหลายเกือบทั้งหมด ล้วนเกิดมาจากมนุษย์ทั้งนั้น มันคือกรรม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


เราต้องสร้างคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนเก่งจะเห็นคนอื่นเก่งกว่าไม่ได้ จะพยายามเก่งกว่าคนอื่น แต่คนดีจะมีความสุขที่ได้ทำให้คนอื่นเก่ง
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2006, 17:16:32 »



ภาวะโลกร้อน  

ภาวะโลกร้อน ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก
ได้เพิ่มขึ้นมากถึง 0.6 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900)
ปีที่อุณหภูมิโลกขึ้นสูงที่สุด ได้แก่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990)
พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) และ พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997)


คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Intergovernmental Panel on Climate Change - IPCC) ซึ่งก่อตั้งโดย
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environmental Programme - UNEP)
และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organisation - WMO) รายงานว่า

ภายในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้ามีแนวโน้มว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก
ถึง 1.4 - 5.8 องศาเซลเซียส  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โลกเรากำลังร้อนขึ้นทุกวัน



ภาวะโลกร้อน ผลกระทบและทางแก้

สาเหตุของภาวะโลกร้อน: ปรากฏการณ์เรื่อนกระจก
ชั้นบรรยากาศของโลกประกอบไปด้วยก๊าซต่างๆเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์
ซึ่งทำหน้าที่เหมือนหลังคากระจกของโลก ป้องกันมิให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์
ที่ส่องลงมายังพื้นโลกสะท้อนกลับออกไปได้หมด และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก
ค่อนข้างคงที่ หากปราศจากหลังคากระจกธรรมชาตินี้แล้ว พื้นผิวโลกจะเย็นกว่าปรกติ
ถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่อบอุ่นพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่และเจริญเติบโตได้

ในศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์หันไปพึ่งการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน
และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน และในกระบวนการการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล
จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่สุด
ออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นนี้จะสะสมอยู่ที่ชั้นบรรยากาศ
ส่งผลให้หลังคากระจกดังกล่าวหนาขึ้น และเก็บความร้อนในบริเวณพื้นผิวโลกไว้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก กล่าวว่า
ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน
และไนตรัสออกไซด์ ในบรรยากาศของโลก เพิ่มขึ้นประมาณ
ร้อยละ 30 , 145 และ 15 ตามลำดับจากยุคก่อนการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงสกปรก โดยเฉพาะน้ำมัน และถ่านหิน

หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินต่อไปในอัตราที่เป็นอยู่ดังเช่นปัจจุบันนี้
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีก่อนการปฎิวัติอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มว่า
ภายในช่วง 100 ปีข้างหน้า การสะสมของก๊าซเหล่านั้นจะเพิ่มเป็น 3 เท่า
และอุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิปัจจุบัน
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่างๆที่รุนแรงตามมามากมาย



ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์
ก่อให้เกิดผลกระทบในระดับโลกและระดับภูมิภาคทั้งทางกายภาพและชีวภาพ ดังนี้

การละลายที่เร็วขึ้นของน้ำแข็งขั้วโลก
ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น


ธารน้ำแข็งที่เปรูซึ่งมีการละลายเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ

การละลายที่เร็วขึ้นของน้ำแข็งขั้วโลก ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.4-5.8 องศาเซลเซียส
จะส่งผลให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลเฉลี่ยสูงขึ้นอีก 14 - 90 เซนติเมตร
ซึ่งจะส่งผลกระทบ ได้แก่ การสูญเสียที่ดินการกัดเซาะและการพังทลายของชายฝั่ง
ในส่วนของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหายมากที่สุด คือหมู่เกาะเล็กๆ เช่น
หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย และทะเลแคริเบียน รวมถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในพื้นที่ราบลุ่ม
เช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์

หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 50 ซม.จะมีผลกระทบต่อประชากรโลกประมาณ 92 ล้านคน
ตัวอย่างเช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น 1 เมตรจะทำให้ประเทศอียิปต์เสียพื้นที่ดินเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์
เนเธอร์แลนด์ 6 เปอร์เซ็นต์ บังคลาเทศ 17.5 เปอร์เซ็นต์ และ หมู่เกาะมาฮูโร
ในเกาะมาร์แชล 80 เปอร์เซ็นต์




นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลที่ขึ้นสูงยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่ง
เช่น การสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด
การรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่แหล่งน้ำจืดที่จะส่งผลเสียต่อการเกษตร และจากการที่น้ำทะเลหนุน
จะยังทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมบ้านเรือนอีกด้วย



สภาพอากาศรุนแรง

 


ความแห้งแล้งจากภาวะโลกร้อน

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น ภัยธรรมชาติต่างๆมีแนวโน้มว่าจะเกิดบ่อยครั้ง
และรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ภัยแล้ง ไฟป่า พายุไต้ฝุ่นโซนร้อน น้ำท่วม
และการพังทลายของชั้นดิน เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของปรากฎการณ์เหล่านี้
ได้แก่ พายุไซโคลนที่เข้าถล่มรัฐโอริสสา ในประเทศอินเดีย
และคร่าชีวิตผู้คนนับหมื่นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2542
สภาวะคลื่นความร้อน (Heat Wave) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2542
ที่ทำลายพืชผลการเกษตรในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา
และทำให้มีผู้เสียชีวิต 140 คน
รวมทั้งปรากฎการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจีน ความแห้งแล้งรุนแรงในซูดาน และเอธิโอเปีย
ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2542-43 เป็นต้น


ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะค่อยๆส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
ต่อผลผลิตของพืชอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ
ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่มั่นคงในชีวิตของประชากรนับล้านทั่วโลก
ปะการังฟอกสี สีสันที่สวยงามของปะการังนั้นมาจากสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก
ที่พึ่งพาอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นในของปะการัง หากอุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เพียง 2-3 องศาเซลเซียส สาหร่ายนั้นจะตายไป
เมื่อปะการังไม่มีอาหาร ปะการังก็จะตายและกลายเป็นสีขาว ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า
ปะการังฟอกสี หรือการเปลี่ยนสีของปะการัง


การศึกษาวิจัยที่สถาบันสมุทรศาสตร์แห่งฟลอริด้า (Florida Institute of Oceanography)
ระบุว่าเกิดการฟอกสีของปะการังสูงสุดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น
ปานามา ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา ประเทศในบริเวณทะเลแดง
เปอโตริโก จาไมก้า โดยเฉพาะ แนวปะการัง Great Barrier Reef นอกชายฝั่งออสเตรเลีย
ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปะการังพันธุ์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์


ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น ภาวะน้ำท่วม และคลื่นร้อน
ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น
อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำไข้มาลาเรียและไข้เลือดออกขยายตัวเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้มีผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียเพิ่มขึ้นประมาณ 50-80 ล้านคนต่อปี
โดยเฉพาะในเขตศูนย์สูตรและเขตร้อน เช่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
จะกระทบกระบวนการผลิตอาหาร สุขอนามัยและก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจตามมา
สิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในประเทศเขตร้อนชื้น เช่น
โรคท้องร่วง โรคขาดอาหาร โรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้น
จะลดปริมาณน้ำสำรอง และเพิ่มปริมาณจุลชีพเล็กๆ ในอาหารและน้ำ ก่อให้เกิดโรค
เช่น โรคอาหารเป็นพิษ


ผลกระทบของภาวะโลกร้อนดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง
โดยจะเกิดกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนรุนแรงมากที่สุด
เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะเป็นประเทศเกษตรกรรม
ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน
และจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อปริมาณอาหารสำรอง
และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าทางการเกษตรเป็นหลัก

 ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรง
จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเช่นเดียวกัน


 
ข้อมูลจาก www.youthgreenpeace.org/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2006, 09:05:50 »




ขึ้นแท่นแล้งสุดในโลกออสซี่ทุ่มงบสู้โลกร้อน   

นายกรัฐมนตรี จอห์น โฮเวิร์ด ของออสเตรเลีย กล่าวในรายการวิทยุประจำสัปดาห์เมื่อวานนี้ (23 ต.ค.)  ว่า
รัฐบาลจะทุ่มงบ 500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อดำเนินมาตรการป้องกันภาวะโลกร้อน
เนื่องจากประเทศกำลังได้รับผล กระทบจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้
ออสเตรเลียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ แล้งที่สุดในโลกภูมิภาคหนึ่งกำลังเผชิญภาวะแล้งจัด


ภาวะภัยแล้งในออสเตรเลีย

เนื่องเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝนฟ้าตกน้อยต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียเป็น 1 ใน 2 ประเทศอุตสาหกรรมรวมถึงสหรัฐฯ
ที่ปฏิเสธการลงนามในพิธีสารเกียวโต สนธิสัญญาเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน โดยทั้งออสเตรเลียและสหรัฐฯให้เหตุผลเดียวกันว่า
การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

 



 นายกรัฐมนตรี จอห์น ฮาว์เวิร์ด ของออสเตรเลีย เปิดเผยวันนี้ว่า ภายในสัปดาห์นี้
จะได้เริ่มโครงการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งมีมูลค่า ถึงประมาณ 500 ร้อยล้านเหรียญ ออสเตรเลีย
หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำไปใช้ในการวิจัย,พัฒนา
หรือค้นหา เเหล่งพลังงานทางเลือก เพื่อเป็นการลดการใช้น้ำมันเเละคาร์บอน
ที่เป็นไม่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม ขณะที่ คอร์วิน มิลเลย์
ประธานโครงการลดภาวะโลกร้อน ของออสเตรเลีย คาดว่า ภายในปี 2563
จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ประมาณ ร้อยละ 17
ทั้งนี้ ถึงเเม้ โครงการ มูลค่ามหาศาลของออสเตรเลียดังกล่าว จะมีจุดประสงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อน
เเต่ออสเตรเลียยังคงถูกวิจารณ์ อย่างหนักเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
เนื่องจากเป็นเพียง 2 ประเทศที่ยังไม่ลงนามในพีธีสารเกียวโต เพื่อลดปัญหาโลกร้อน
โดยอ้างว่า จะส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ


จาก ศูนย์ข่าว Pacific วันที่ 23/10/2549
และ ไทยรัฐ วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม 2549
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2006, 14:53:09 »


เง้อ ...


แล้วเราจะรอดมั้ยนี่ o_O
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2006, 20:35:46 »



พายุหิมะ ถล่มฝั่งตะวันตกของสวีเดน มาทีเดียวหิมะสูงเกือบเมตร
ไฟดับ 2หมื่นกว่าหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้....ต้องก่อกองไฟผิงกันบ้างแล้ว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2006, 13:03:01 »


ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2549


เป็ปซี่-เนสเล่-พานาฯ ขึ้นบัญชีดำ บริษัทจอมผลิตมลพิษในแดนมังกร

ไชน่าเดลี่27/10/06 – บริษัทข้ามชาติร่วมทุนจีน พานาโซนิก เป็ปซี่ และเนสเล่ย์
ร่วมกับบริษัทต่างชาติรวม 33 รายขึ้นบัญชีดำ “ตัวสร้างมลพิษทางน้ำ”
ตามรายงานจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)

       
       สถาบัน Institute of Public & Environmental Affair
ล่ารายชื่อบริษัท “จอมสร้างมลพิษทางน้ำตัวยง” ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้มากกว่า 2,700 ชื่อ
มีบริษัทข้ามชาติชื่อดังติดโผ 33 ราย ที่ดึงดูดความสนใจที่สุดเห็นจะเป็น 5 บริษัทใหญ่
ที่ติดโผวิสาหกิจ 500 อันดับแรกของโลกประจำปี 2006 อาทิ พานาโซนิก แบตเตอรี่ (เซี่ยงไฮ้)
ในเครือพานาโซนิกของญี่ปุ่น ครองอันดับที่ 47 เป็ปซี่-โคล่า อินเตอร์เนชั่นแนล (ฉางชุน)
ในเครือบริษัทเป็ปซี่ของสหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 175 โรงงานผลิตน้ำบรรจุขวดของ
เนสเล่ ซอร์ส เซี่ยงไฮ้ ในเครือเนสเล่ของสวิสเซอร์แลนด์ อยู่ในอันดับที่ 53



       
       หม่าจวิน ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า เขาคิดไม่ถึงว่าจะเห็นบริษัทระดับโลก
ติดทำเนียบตัวสร้างมลพิษในแผ่นดินใหญ่ด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หนังสือพิมพ์หนันฟังเดลี่ของกวางเจา ได้ตรวจสอบไปยังบริษัทเหล่านี้
ส่วนใหญ่รายงานว่ามลพิษดังกล่าวมาจาก “อุบัติเหตุ” “ความพลั้งเผลอ” หรือ “ไม่มีทางเลือก”
       
       ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติที่ข้ามถิ่นมาสยายธุรกิจในแดนมังกรเริ่มซึมซับ “เอกลักษณ์จีน”
ได้อย่างรวดเร็ว โดยดำเนินมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมต่ำกว่ามาตรฐานของบริษัทต้นสังกัด
ทำให้ความเชื่อถือต่อระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัทเหล่านี้ค่อนข้างต่ำ

       
       คุณเจ้า ผู้อำนวยการสำนักงานดูแลตรวจสอบแห่งสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
มณฑลจี๋หลินกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “อันที่จริงสาเหตุที่ธุรกิจต่างชาติหย่อนมาตรฐาน
ด้านสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นหวังดึงดูดเงินทุนต่างชาติ
จนไม่ค่อยเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อมสักเท่าไร
ต้นทุนในการผลิตจะได้ไม่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งเนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดีกว่า
ทำให้บริษัทต่างด้าวไม่ค่อยเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบนัก ตลอดจนมาตรฐานคุ้มครอง
สิ่งแวดล้อมของจีนเองก็ยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ โดยทั่วโลกยึดตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป
และสหรัฐฯ เป็นหลัก

       
       เจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมของเซี่ยงไฮ้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันจีนตรวจสอบมลพิษ
โรงงานอุตสาหกรรมโดยหาค่า COD (Chemical Oxygen Demand) เป็นหลัก
แต่ต่างชาตินิยมเลือกวิธีตรวจสอบตามแต่ละประเภทของอุตสาหกรรม
       
       ด้านหลูซือเฉิ่ง ผู้ตรวจสอบดูแลประจำประเทศจีนขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก กรีนพีซ
ให้ความเห็นว่า ต่างชาติและจีนไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากบริษัทจีนส่วนใหญ่,
ศักยภาพในการปกป้องสิ่งแวดล้อมมีจำกัด แต่บริษัทข้ามชาติมีมาตรฐานดีกว่า
ปัญหาคือต้องการทำหรือไม่เท่านั้น
ไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสิน


ย้อนกลับมาที่บ้านเรา  ไม่ทราบว่า ปัจจุบัน เราจะตื่นตัวในการวางมาตรการ
ตรวจสอบดูแลโรงงานอุตสาหกรรมทั้งใหญ่เล็กด้วยมาตรฐานสูงระดับไหน
เพราะปัญหามลพิษ ภาวะปัญหาจากสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้นจนน่าวิตก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 10:54:33 »



สวีเดนโดนพายุหิมะถล่ม สตอคโฮล์ม เมืองหลวงก็ไม่เว้น
สภาพจราจรเกือบเป็นอัมพาตไปทั่วเมือง



คลื่นในทะเลสูงเป็น 10 เมตร เรือลำนี้ก็ไปไม่รอด

รถเมล์รถไฟก็มีปัญหา
ปกติยังไม่เคยมีปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยนัก มันเริ่มมีคำถาม
กันมากขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้? [/color]
[/b]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 11:27:35 »



บ้านคุณลุงถึกอยู่ในสตอคโฮล์มหรือเปล่าคะ?
หวังว่าคุณลุงคงไม่ลำบากในการสัญจรไปมานะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 13:44:53 »



สภาพทั่วๆไปในสตอคโฮล์ม
คุณThai Lady ครับ ผมอยู่นอกเมืองสตอคโฮล์ม ก็ไปไหนมาไหนลำบากเหมือนกัน
ต้องงัดเอารองเท้าที่ใส่แล้วไม่ลื่น ถุงมือ หมวกไหมพรม ผ้าพันคอออกมาใช้ เสื้อกันหนาว
จะไปไหนทีก็น่าเบื่อเรื่องการแต่งตัวเป็นที่สุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 13:53:23 »






ผลจากพายุหิมะในคราวนี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย
อีกรายเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี นอนตายอยู่ข้างถนน สภาพศพไม่มีบาดแผลถูกทำร้าย
หรือถูกข่มขืนแต่อย่างใด รองเท้าอยู่ห่างจากศพประมาณ1-2เมตร ไม่มีเสื้อกันหนาว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 14:07:54 »



ทางรัฐบาลมีคำแนะนำหรืออกข่าวเกี่ยวกับภาวะแบบนี้
อย่างไรบ้างไหม ลุง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 15:44:57 »



มีแล้วครับ เริ่มมีการตั้งคำถาม" ธรรมชาติคุกคาม " จะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร
เริ่มมีการรณรงค์ให้ใช้รถส่วนตัวให้น้อยลง เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดธรรมดามาเป็นหลอดไฟแบบประหยัด
   สื่อทำหน้าที่ ให้ประชาชนออกความเห็นในเรื่องการช่วยกันปัญหาสภาวะเรือนกระจก มีการเรียกร้องให้นักการเมือง
เจ้าของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆให้หันมาช่วยกันรับผิดชอบในการแก้ปัญหาร่วมกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nuttawut
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 17:24:44 »


ขอขอบคุณ คุณลุง ถึกครับ  ที่นำเอาเรื่องนี้มาเผยแผ่  อย่างนี้ถ้าไม่ช่วยกันคิดแก้ไข  และร่วมมือกัน  ผมก็คิดว่าอยู่กันไม่ได้ทั้งโลกหละครับ   คงจะเดือดร้อนกันไป  ทุกๆตารางนิ้วของโลกใบนี้   หรือว่าไงครับ คุณลุง ถึก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pongsakdi
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 18:06:58 »


น่าเป็นห่วงมากจริงๆนะครับคุณnuttawut พวกเศรษฐีของฝรั่งหลายๆคน
มันเริ่มได้คิดกันบ้างแล้วว่าเงินนั้นเอาชนะธรรมชาติไม่ได้
  บ้านเมืองไทยของเราก็กำลังประสบกับปัญหา น้ำท่วม และภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลมีปัญหาเรื่อง
การเกษตร อาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกที ถ้ายังคิดแต่ว่าใครมือยาวสาวได้สาวเอา ก็ตัวใครตัวมันแล้วละครับ
  พอสวีเดนและยุโรปโดนพายุหิมะถล่มคราวนี้ ผู้คนก็เริ่มเป็นห่วงอนาคตกันมากขึ้น ถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข พลเมืองโลก
ก็คงจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า










5หมื่นกว่าหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากต้นไม้หักโค่นลงมาทับสายไฟฟ้าแรงสูงครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,236



« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2006, 18:27:32 »



บ้านเราน่าจะออกมารณรงค์เรื่องเหล่านี้ให้จริงจังได้แล้วก่อนที่จะสายจนเกินแก้

นึกถึงครั้งที่ให้ประหยัดไฟช่วงหัวค่ำ ก็เหมือนเป็นการตีปี๊บประโคมอยู่คราวเดียว
แล้วก็เงียบหายไป

อยากให้รัฐบาลปรับปรุงเรื่องการรถโดยสารมวลชนให้ดียิ่งๆขึ้น
เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวให้น้อยลง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 24
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal