ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กุมภาพันธ์ 09, 2010, 09:55:20
82,589 กระทู้ ใน 6,032 หัวข้อ โดย 11,466 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: twobaht2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  รวมเรื่องสั้น  |  @@ อ่านวรรณกรรมออนไลน์ - 01 ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง/อัศศิริ ธรรมโชติ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 [3]
ผู้เขียน หัวข้อ: @@ อ่านวรรณกรรมออนไลน์ - 01 ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง/อัศศิริ ธรรมโชติ  (อ่าน 9837 ครั้ง)
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #40 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 19:20:06 »

(ต่อ)

          บ้านที่มอมมาอยู่ใหม่นั้นเป็นตึกใหญ่โต ผิดกว่าบ้านเก่าของมอมมากมายนัก หน้าตึกมีเก้าอี้มีกระถางต้นไม้ตั้งไว้อย่างสวยงาม และไม้ต้นใหญ่ปลูกไว้ร่มเย็น ในบ้านนั้นมีคนอยู่หลายคน ทุกคนทักทายเด็กเพื่อนของมันว่าคุณแต๋ว ส่วนมากก็พยายามเอาอกเอาใจคุณแต๋วทั้งนั้น พอคุณแต๋วบอกหญิงคนหนึ่งให้ไปเอาข้าวเอาน้ำมาให้มันกิน มันเห็นหญิงคนนั้นวิ่งหายไปหลังบ้าน อีกประเดี๋ยวเดียวมันก็ได้กินข้าวคลุกกับบะช่อชามโต และมีน้ำสะอาดใส่ชามอ่างมาวางไว้ข้างๆ คุณแต๋วสั่งให้ตาแก่ตนหนึ่งพามันไปอาบน้ำถูสบู่ หลังจากที่มันกินข้าวแล้ว พอตัวมอมแห้งดีแล้ว คุณแต๋วก็ใส่ยาให้ที่แผล
          มอมมันอยู่กับคุณแต๋วมานาน มันรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันชื่อไอ้ดิ๊ก ถ้าคุณแต๋วเรียกมันด้วยชื่อนั้นมันก็เข้าไปหา แต่มอมไม่มีวันลืมว่าชื่อจริงของมันที่นายตั้งให้คือ "ไอ้มอม" มันอยู่กับคุณแต๋ว มีอาหารการกินและคนเอาใจใส่บริบูรณ์ทุกอย่าง จนร่างกายมันกลับแข็งแรง ขนเป็นมันขลับ ใครเห็นใครก็ชมว่าคุณแต๋วช่างไปหาหมาจากไหนมาเลี้ยง แต่มอมมันไม่กระปรี้กระเปร่ารื่นเริงเหมือนแต่ก่อน เพราะถึงมอมมันจะสบายก็สบายแต่กาย ใจของมันยังคอยนายอยู่ไม่มีวันลืม
          ถึงแม้ว่ามอมมันจะรักคุณแต๋วมันก็รักเพราะมือที่ให้ข้าวมันกิน คุณแต๋วไม่ใช่ชีวิตของมอม บางทีมันออกไปนั่งหน้าบ้านสังเกตคนที่เดินผ่าน เผื่อว่าในหมู่คนที่เดินมานั้นนายอาจเดินผ่านมาบ้าง บางทีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน มันก็ต้องวิ่งไปดู เผื่อจะเป็นนายมาตามหามัน

          คืนวันหนึ่งในฤดูร้อนอีก ๒ ปีต่อมา มอมมันนอนรับลมเย็นอยู่หลังตึก คืนนั้นคนในบ้านมีอยู่ไม่กี่คน เพราะมอมมันเห็นถือกระเป๋าขึ้นรถไปกับคุณแต๋วหลายคนตั้งแต่เช้า เสียงพูดกันว่าจะไปตากอากาศ ดึกมากแล้วแต่มอมมันยังไม่หลับ มันนอนอยู่นิ่งๆ หูก็คอยฟังเสียงต่างๆ เช่นเคยมันได้ยินเสียงเหมือนคนใช้เหล็กงัดหน้าต่างข้างตึกชั้นล่าง มอมมันคำรามขึ้นครั้งหนึ่ง เสียงนั้นเงียบไป อีกสักครู่เสียงนั้นดังขึ้นอีกมอมค่อยๆ ลุกขึ้นเดินอ้อมไปทางที่มาของเสียง ขนคอของมันตั้งชันเป็นแปรง ขโมยแน่แล้วไม่ใช่ใครอื่น คืนนั้นมอมมันจะจับขโมยให้คุณแต๋วและให้คนทั้งบ้านใหญ่นี้เห็นฝีมือมัน
          มอมมันเดินอย่างเงียบที่สุด สะกดใจไว้มิให้เห่าออกมา พอมันเดินอ้อมมุมตึกแลเห็นคนคนหนึ่ง กำลังปีนม้าเล็กๆ งัดหน้าต่างอยู่จริงๆ มอมมันย่องใกล้เข้าไปทุกที อีกประเดี๋ยวเป็นได้เห็นดีกัน ทันใดนั้นลมพัดมาวูบหนึ่ง พาเอากลิ่นตัวคนคนนั้นมาต้องจมูกมัน ใจของมอมเพียงจะหยุดเต้นด้วยความดีใจ มันโถมเข้าใสคนคนนั้นด้วยกำลังทั้งหมดที่มันมีอยู่ ทำเอาคนคนนั้นหงายหลัง ศีรษะฟาดกับพื้นนอนงงอยู่ครู่ใหญ่ มอมตัวสั่นเทากระดิกหางเร็วไม่เป็นจังหวะ มันเลียชายผู้นั้นตั้งแต่หน้าไปทั้งตัว เพราะกลิ่นที่ลมพัดมาเข้าจมูกหาใช่กลิ่นแปลกของใครที่ไหนไม่ แต่เป็นกลิ่นที่มันรู้จักดี เป็นกลิ่นของนายที่มันตั้งใจคอยมาตลอดเวลาหลายปีนับตั้งแต่วันที่นายจากไป
          นายงงอยู่พักใหญ่แต่แล้วก็จำได้ เขายกแขนขึ้นกอดคอมันไว้แน่น "ไอ้มอม" เสียงนายกระซิบที่หูมัน"มอม" นายเรียกมันอีกครั้งหนึ่งด้วยเสียงสะอื้นเหมือนกับมีอะไรมาจุกในคอ มอมมันไม่ได้ยินใครเรียกชื่อมันมานาน พอได้ยินนายเรียกมันก็ดีใจลิงโลดส่งเสียงร้องหงิงๆ ด้วยความดีใจ
          นายลุกขึ้นยืนเหลียวซ้ายแลขวา จุปากค่อยๆ ให้มันนิ่ง มอมมันก็ไม่นิ่ง เพราะความดีใจของมันเกินที่จะนิ่งได้ ความสุขความเป็นหนุ่มของมันกลับมาใหม่โดยสิ้นเชิง นายวิ่งข้ามสนามเบาๆ พอถึงรั้วพู่ระหงก็มุดออกไปนอกบ้าน มอมมันโกยสี่ตีนตามและมุดออกไปนอกบ้านกับนาย
          นายทรุดตัวลงนั่งลูบหัวลูบคอมันแล้วกระซิบที่หูว่า
          "มอม ข้าไม่นึกเลยว่าข้าจะได้พบเอ็ง ข้านึกว่าข้าไม่มีอะไรเหลือแล้วในโลกนี้" นายหยุดพุดไปครู่หนึ่ง "เขาส่งข้าไปไกล ข้าไม่ได้ข่าวคราวจากใครเลย พอกลับมาบ้านเขาก็บอกว่าบ้านไฟไหม้หมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย งานการที่ข้าเคยทำคนอื่นเขาก็เอาตำแหน่งไปหมดแล้ว ไม่มีใครเขาจะมาคอย ข้าหมดหนทางจริงๆ มอมเอ๋ย แต่เอ็งอย่านึกว่าข้าลักขโมย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทำให้ข้าต้องอาย ทำไม่ลง"
          ....."กลับเข้าบ้านเถิดมอม" นายพูดพลางลุกขึ้นยืน "ข้าไม่มีปัญญาจะเลี้ยงเอ็งได้เสียแล้ว" นายชี้มือไปที่รั้วพลางไล่มัน "ไป ไอ้มอม เข้าบ้าน" แทนคำตอบมอมมันกระดิกหางแรงกว่าเก่าและวิ่งรอบๆ ตัวนาย
          นายไล่มันอยู่หลายครั้ง แต่มอมมันก็ไม่ฟัง นายกลับมาแล้ว มอมจะไม่ให้นายพ้นสายตาอีกต่อไป ความจริงนายเปลี่ยนไปมากเพราะผอมลง ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่อย่างไรก็ยังเป็นนายของมอม นายที่มันทิ้งไม่ได้

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #41 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 19:21:06 »

(ต่อ)

          ดึกมากแล้ว พระจันทร์ข้างแรมเริ่มขึ้น ทอแสงสว่างไปทั่ว นายเดินอย่างอ่อนระโหยไปนั่งที่ริมคูข้างถนน สายตามองไปไกล มอมไปนั่งชิดกับนายอยู่ครู่หนึ่ง เห็นนายไม่ไหวติงมันก็นึกอะไรออก มอมวิ่งไปคาบกิ่งไม้แห้งมาวางไว้บนตักนายด้วยความเคยชิน นายเอากิ่งไม้ขว้างลงไปในคู มอมมันก็กระโดดโครมตามลงไปคาบกิ่งไม้มาให้นายอย่างเคยทำ
          นายซบหน้าลงบนหัวของมัน เสียงนายกระซิบเรียกชื่อมันหลายครั้งไม่พูดว่าอะไรอีก น้ำตาร้อนผ่าวร่วงลงบนหน้าและจมูกของมอม นายนั่งอยู่เช่นนั้นอีกนาน ในที่สุดนายลุกขึ้นยืนช้าๆ คลำหูมันอย่างใจลอยแล้วพูดว่า "ไอ้มอม เอ็งชนะข้า ไปด้วยกัน มา ตามข้ามา" แล้วนายก็ออกเดินมีมอมตามติดไป
          คืนหน้าร้อนวันนั้น ถ้าหากมีใครเดินมาตามถนนราชวิถีตอนดึกประมาณสักตีสองครึ่ง จะได้เห็นชายคนหนึ่งรูปร่างสูงผอม เสื้อผ้าขาดวิ่น เดินช้าๆ อยู่ข้างถนนอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ข้างๆตัวมีหมาตัวผู้รูปงามตัวหนึ่ง ปากคาบกิ่งไม้ คอตั้งหางเชิดวิ่งตามเขาไปด้วยความเบิกบานสุดขีด

(จบ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,167



« ตอบ #42 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 19:26:40 »


เรื่องสั้นในหลายชีวิตของ อาจารย์คึกฤทธิ์
โดยเฉพาะเรื่อง "มอม" อ่านกี่ครั้งๆ ก็ประทับใจเสมอ

ขอบคุณคุณคาเมฯ ที่นำเรื่องสั้นดีๆ มาสะสมไว้ให้ อรุณสวัสดิ์
  wow
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #43 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 19:31:29 »

เด่ว พักเหนื่อยก่อนครับ

แฮ่ก ๆ ๆ ๆ
เหนื่อย

ผมสงสัยว่า ทำไมมันก็อปคำมาลงได้น้อยจัง ต้องซอย หลายครั้งมาก กว่าจะจบ
สงสัย เพราะก็อปมาจากไมโครซอฟเวิร์ด มันเลยอ่าน "ตัวอักษร" เยอะ
ไม่กี่บรรทัด ก็ล้นกระทู้ซะแล้ว

รออีกครู่ (ใหญ่ ๆ) จะเอาอีก 2 เรื่องมาลง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #44 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 19:59:01 »

ตึกกรอสส์
อ.อุดากร
         
          ความตื่นเต้นของเธอฉายออกมาอย่างชัดเจนทั้งดวงตาและท่าทาง ขณะที่ผลักบังตาเข้าไปอย่างร้อนรน “เจษ-“ เธอพูดเสียงเร็วปรื่อ “วิทยามาแล้ว”
          นักเรียนแพทย์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์อย่างรวดเร็ว “อะไรนะต้อย” ? เมื่อหญิงสาวทวนประโยคนั้นเจษฎางค์กระโดขึ้นยืนอย่างลืมตัว แต่ชั่วขณะที่เขามองใบหน้าของผู้ที่เขาเรียกว่าต้อยอย่างเต็มตา เห็นใบหน้าซึ่งเผือดและซีดขาวราวกับเสื้อกาวน์ที่เธอสวมอยู่ เห็นริมฝีปากที่สั่นระริก และเห็นขอบตาที่แดงช้ำ ประกายปิติของเขาก็วูบลงเหมือนดาวที่หล่นจากท้องฟ้า เสียงเครือไปด้วยสำนึกในท่าทีนั้น “วิทยามาแล้วทำไมหรือ?”
          เสียงของหญิงสาวเกือบจะเป็นสะอื้น ขณะที่เธอตอบ “ป่วยหนักอยู่ที่ตึกอายุรกรรม-อยากพบเจษเดี๋ยวนี้ ฉันตาหาเธอตั้งนาย ไปซิ”
          เจษฎางค์เม้มริมฝีปาก เขาดึงสไลด์ออกจากล้องและเก็บเข้าที่อย่างรีบร้อน ปิดหนังสือเล่มขนาดยักษ์ที่กางอยู่ตรงหน้าและผลักไปรวมกันอยู่ทางหนึ่ง เลื่อนกล้องเข้าไปในหีบไม้เบอร์ ๔ แล้วก้าวตามหญิงสาวออกมาติดๆ
          “เป็นอะไรนะ ต้อย?”
          “Pulmonary embolism” หญิงสาวตอบเสียงเกือบไม่ได้ยิน
          เจษฎางค์ขบกรามจนโปนออกมาเห็นชัด เขาก้าวเท้าถี่ๆ ตามหญิงสาวซึ่งเดินเกือบจะเป็นวิ่งไปตามถนนปูน “ใครเป็นเจ้าของไข้?”
          “ฉันเอง” หญิงสาวหันมาแวบหนึ่ง ยิ้มอย่างเหน็ดเหนื่อย “แต่อย่างเพิ่งถามเลย, เจษ, ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
          แสงแดดในยามเย็นทอดเงาของนักเรียนแพทย์ทั้งสองนั้นทาบติดอยู่กับพื้นถนน และไหวไปมาไม่หยุดหย่อน นักเรียนพยาบาลสองสามคนเดินสวนมาชำเลืองอาการรีบร้อนนั้นอย่างประหลาดใจ
          เมื่อเขาเลี้ยวและก้าวขึ้นไปบนบันไดตึกด้านใต้ของตึกอายุรกรรม ความเงียบแผ่ซ่านบริเวณตึกนั้นจนสะดุดใจ กลิ่นอายของอีเทอร์ล่องลอยมาจากที่ใดที่หนึ่ง ขณะที่พยาบาลในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังแจกยาหลังอาหารแก่คนไข้อย่างเงียบๆ เจษฎางค์หันมาทางหญิงสาว ถามด้วยเสียงหอบ “ไหน?”
          หญิงสาวชี้ไปยังเตียงหนึ่งซึ่งกั้นม่านไว้อย่างมิดชิด และโดยไม่พูดจนคำเดียวเธอสาวเท้าไปยังที่นั่น เปิดม่านสีขาวนั้นออก “นั่นอย่างไร” จบคำพูดนั้นน้ำตาเธอไหลพราก “นั่นอย่างไรวิทยา” เธอพูดซ้ำคล้ายคนไร้สติ
          เจษฎางค์เบือนหน้าไปจากภาพที่เห็นนั้นอย่างสลดใจ ร่างนั้นดำเกรียมจนเกือบจะเหมือนต้นไม้ที่ถูกสุม ผอมจนเกือบจะไม่มีหนังพอที่จะหุ้มกระดูด เส้นเอ็นปรากฏที่นั่นและที่นี่เหมือนขดเชือก ผมยาวเป็นกระเชิง เช่นเดียวกับหนวดเคราซึ่งปล่อยไว้รุงรังและสกปรก วิทยาอยู่ในเสื้อและกางเกงสีขาวเนื้อหยาบๆ ของโรงพยาบาลเหมือนกับคนไข้อนาถาทั้งหลาย นอกจากอาการหายใจหอบอย่างน่ากลัวของเขานั้นแล้ว ไม่มีเครื่องหมายอันใดเลยว่าเขายังมีชีวิตอยู่
          พยาบาลผู้หนึ่งก้าวมาหยุดอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ เธอมองดูคนไข้และหันมาทางนักเรียนแพทย์สาว กล่าวขึ้นด้วยสำเนียงสุภาพ “หลับค่ะ ดิฉันฉีดมอร์เฟียให้แกเมื่อครู่นี้เอง คุณหมอชัยสั่งไว้”
          หญิงสาวพนักหน้าและเบือนออกไปนอกหน้าต่าง เจษฎางค์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างหน้าเตียงนั้น เขามองดูคนไข้อย่างสมเพช เป็นนานเขาจึงหันมาทางหญิงสาว และถามด้วยสำเนียงต่ำๆ และแผ่วเบา
          “วิทยามาถึงที่นี่เมื่อไร?”
          “บ่ายสามโมง” เธอตอบ
          “ใครเป็นคนพามา?”
          “คนเรือโยงสองคนจ้ะ, เจษ วิทยาโดยสารเขามาจากปากน้ำโพ ป่วยหนักมาแต่ที่นั่น เมื่อเขาเห็นฉัน เขาดีใจมากเหลือเกิน เขาจับมือฉันไว้และบีบแน่นขณะที่บอกว่า “เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับบั้นท้ายแห่งชีวิตของพี่ เพียงแต่ได้แลเห็นต้อย เห็นศิริราช และหากเจษอีกคนหนึ่ง-เขายังอยู่มิใชหรือ?”-พี่คงตายอย่างเป็นสุข” น้ำตาของหญิงสาวไหลพราก เมื่อเธอกล่าวประโยคต่อไป “วิทยาหายใจหอบอย่างน่ากลัวเหลือเกินกระนั้นยังอุตสาห์ถามฉันว่า เคยคิดถึงเขาบ้างไหม”
          เจษฎางค์นิ่งงัน ขณะที่หญิงสาวก้าวมาใกล้เขาและกระซิบเสียงสั้นสะท้าน “และเดี๋ยวนี้ ต่อปัญหาว่าทำไมวิทยาจึงหายหน้าจากเราไปหลังจากคืนวันนั้นบนตึกกรอกส์ ก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว เจษดูนี่ซิ วิทยาเป็นคนมอบให้ฉันเองเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว วิทยาพบกระดาษแผ่นนี้คั่นอยู่ในหนังสือของคุณอาของเขา, พระอรรถธรรมธาดา เธอยังจำได้มิใช่หรือ ก่อนหน้าที่เขาจะจากเราไปวันหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว?”
          เจษฎางค์รับกระดาษสีเททานั้นจากหญิงสาวและคลี่อ่านอย่างลุกลน เมื่ออ่านจบเขาถอนสายตาขึ้นและทอดออกไปนอกหน้าต่างอย่างเฉยเมย ใบไม้สีเขียวขจีสองสามใบหล่อนลงมาจากกิ่งและระไปตามรั้งสังกะสีซึ่งกั้นเขตโรงพยาบาลออกจากบริเวณภายนอก ซึ่งบางครั้งมีเสียงนักร้องจากต้นไม้ครึ้มนั้น เมฆฝนแห่งต้นเดือนสิงหาคมปรากฏขึ้นรางๆ ที่ขอบฟ้าขณะที่สีแสดแกมทองของฟ้ากำลังเปลี่ยนไปเป็นสีของกลางคืนความเงียบแผ่มมนต์มหัศจรรย์ไปแทรกแซงอยู่กับบรรยากาศเหนือนึกอายุกรรม มันวังเวงอย่างประหลาด จนครั้งหนึ่งเจษฎางค์ต้องหันมาจ้องดูคนไข้ซึ่งนอนแบบอยู่บนเตียงอย่างไม่แน่ใจ
          ลมหอบกลิ่นเหม็นอย่างฉุนเฉียงของเนื้อที่ถูกชำแหละออกจากศพซึ่งนักเรียนแพทย์ใช้เรียนใน แล็บกรอสส์และถูกเผาอยู่ในเตาเผาหลังตึกกรอสน์นั้นมาวูบหนึ่ง เจษฎางค์ลุกขึ้นยืนอย่างอิดโรย ตึกกรอสส์...อนิจจา...วิทยากับคืนวันหนึ่งที่ตึกกรอกส์-คืนที่เจษฎางค์คิดว่าเขาจะลืมไม่ได้จนชั่วชีวิต

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #45 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:01:31 »

(ต่อ)

          เมื่อสามปีก่อน วิทยาเป็นนักเรียนแพทย์ซึ่งข้ามฟากมาพร้อมๆ กับเจษฎางค์และต้อย เขาเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก แต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เตรียมอุดมฯ ตั้งแต่ที่จุฬา กระนั้นวิทยายังขะมักเขม้นเป็นพิเศษเมื่อข้ามมาเรียนที่ศิริราช ทุกวิชา, ทุกห้องที่ตึกกรอสส์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องชำแหละศพ, เป็นห้องที่วิทยาหลงใหลอย่างยิ่ง วิทยามีวิธีการใช้ disecting needle และ forcepts ได้ประณีตจนใครๆ มหัศจรรย์ ศพที่โต๊ะเบอร์ ๑๑ ของเขา ซึ่งมีต้อย เจษฎางค์ และเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของ มักจะมีนักเรียนแพทย์อื่นๆ มามุงอยู่เสมอและบ่อยๆ ครั้งที่อาจารย์ใช้เป็น sample เพราะนอกจาก nerve และ blood vessels ทุกชิ้นจะปรากฏอยู่อย่างชัดเจนด้วยฝีมือของวิทยาแล้ว ศพนั้นยังใหญ่โตเป็นพิเศษ ที่บอร์ดซึ่งติดประจำศพในห้องชำแหละนั้น ปรากฏว่าเจ้าของศพนั้นเป็นนักโทษชื่อแจ้ง ชัยงาม ตายด้วยโรคมาลาเรียและอุทิศศพของตนให้โรงพยาบาลด้วยสมัครใจ
          ทั้งอาจารย์และนักเรียนแพทย์ทั้งหลายพากันหวังว่า ในอนาคตอันใกล้ ศิริราชพยาบาลจะได้นายแพทย์ที่ดีไว้ใช้อีกคนหนึ่ง หลายคนเชื่อว่าวิทยาจะต้องได้ไปเรียนต่อต่างประเทศและทุกคนเชื่อว่าวิทยาจะต้องได้เหรียญทอง แต่ท่ามกลางความหวังเหล่านี้ วิทยไาด้สร้างความมหัศจรรย์แก่ตัวของเขาเองในคืนหนึ่งภายในความมืดทะมึนของตึกกรอกส์และในระหว่างความประหลาดใจอันใหญ่หลวงนั้น วิทยาหายไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าวิทยาอยู่ที่ไหน แม้แต่เพื่อนรักของเขาอย่างเจษฎางค์ แม้แต่คนรักของเขาอย่างต้อย และแม้แต่คุณอาผู้ที่เลี้ยงเขามาแต่เล็กๆ อย่างพระอรรถธรรมธาดา...กระทั่งบัดนี้-บัดนี้-ขณะที่เขาใกล้จะตายอยู่แล้ว
          เจษฎางค์จำได้อย่างติดตา คืนนั้น...เดือนกระจ่างฟ้าละลอกเล็กๆ ในลำแม่น้ำเจ้าพระยาเต้นพรายคล้ายอาบด้วยเงินยวง ขณะที่เรือแจวลำหนึ่งพุ่งหัวออกจากท่าศิริราช แม้เวลาจะเลยสามทุ่มไปนานแล้วก็ตาม แต่พวกนักเรียนแพทย์ปี ๑ กรุ๊ป บี ก็เพิ่งจะออกจากแล็บกรอสส์เดี๋ยวนี้เอง ระหว่างนั้นเป็นระยะเวลาระหว่างสงคราม การที่มหาวิทยาลัยต้องยืดกำหนดเปิดภาคช้าไปกว่าปรกติทำให้ต้องเพิ่มเวลาเรียนกันให้มากขึ้นไปอีกจากเดิม ดังนั้น ทั้งแล็บ physiology หรือแล็บกรอสส์ในบางวันของสัปดาห์จึงต้องใช้เวลากลางคืนเช่นนี้ด้วย และด้วยจำนวนนักเรียนแพทย์ที่ข้ามมาล้นหลามผิดปรกติในปีนั้น จึงทำให้นักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ เกือบทั้งหมดไม่มีหออยู่ ในเรือแจวลำนี้จึงเต็มไปด้วยนักเรียนแพทย์ทั้งหญิงและชาย ซึ่งเพิ่งลงจากตึกกรอสส์เมื่อครู่ แต่อย่างไรในเรือลำนั้นไม่มีวิทยารวมอยู่ด้วย เพราะเขาไม่ได้มามหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า หลายคนแปลกใจ เพราะวิทยาไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว ตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ ๑– และที่ ๒ ซึ่งกำลังดำเนินอยู่นี้ต้อยขรึมกว่าทุกๆ วัน เธอนั่งเงียบเชียบอยู่กับเจษฎางค์ที่หัวเรือนั้น กระทั้งเมื่อเรือเทียบท่าพระจันทร์ ซึ่งที่นี้เองเขาทั้งสองต้องร้องอย่างสนเท่ห์เมื่อเห็นวิทยายืนอยู่ที่โป๊ะนั้น จากแสงไฟซึ่งพรางไว้อย่างสลัว หญิงสาวสังเกตเห็นใบหน้าอันฉายแววตระหนกของเขาได้อย่างชัดเจน วิทยาแต่งกายลวดๆ ชายเสื้อข้างหนึ่งยังแลบออกมาจากกางเกง ผมยุ่งเหยิงเหมือนไม่เคยได้พบกับแปรง เธอถามเขาทันทีที่ก้าวขึ้นจากเรือ “วิทยาทำไมไม่มาเรียนหนังสือ?”
          วิทยาไม่ตอบ แต่ถามสวนขึ้นอย่างลุกลน แล็บกรอสส์ปิดหรือยังจ๊ะ, ต้อย?”
          ต้อยดูเขาอย่างไม่เข้าใจ “กำลังปิด ทำไมหรือ?”
          วิทยาก้าวพรวดลงไปในเรือ หน้าของเขาเครียดขณะที่บอกเจษฎางค์ว่า “เจษ, อย่าเพิ่งขึ้น ไปตึกกรอสส์กับกันเดี๋ยว”
          ตึกกรอสส์, ตึกแห่งเดียวในประเทศไทยซึ่งสะสมศพดองไว้เป็นจำนวนสิบในโรงมหึมาราวกับฮวงซุ้ยของจอมจักรพรรดิ์โบราณแห่งไอยคุปต์ ตึกซึ่งซากและอวัยวะเฉพาะส่วนของมนุษย์นับเป็นจำนวนร้อยพันชิ้นถูกเก็บไว้ในสภาพเดิมในโลงที่เปี่ยมด้วยน้ำยา และตึกซึ่งระเกะระกะด้วยกระดูกและกะโหลกมนุษย์นั้น, ยืนทะมึนขาวพร่าอยู่ท่ามกลางแสงอร่ามของพวงจันทร์ขณะที่เสียงคราวเบาๆ ของคนไข้และกลิ่นจางๆ ของอีเทอร์ที่ถูกลมพัดหอบมาแต่ตึกศัลยกรรมทำให้บรรยากาศตึงเครียดลงไปอีก
          วิทยาวิ่งขึ้นบันไดตึกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแสงไฟในห้องชำแหละศพวูบลง “เร็วหน่อย, เจษ” เขาตะโกน “เดี๋ยวคนงานจะปิดห้องเสีย” อย่างไรทั้งวิทยาและเจษฎางค์มาถึงห้องชำแหละศพพอดีขณะที่คนงานกำลังจะใส่กุญแจห้อง “ประเดี๋ยว” วิทยาร้อง “ขอเข้าไปสักครู่เถอะ มีธุระ”
          เจษฎางค์ก้าวตามวิทยาเข้าไปติดๆ ทั้งๆ ที่เคยเข้าห้องนี้มาจนนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็อดสะท้านใจไม่ได้ กลิ่นน้ำยาอาบศพล่องลอยอยู่อับๆ แสงเดือนที่ฉายลอดบานกระจกเข้ามาสอ่งให้เห็นเงาตะคุ่มของศพซึ่งคลุมด้วยผ้าอาบยาไว้บนโต๊ะชำแหละเป็นแถวยาวยืด โครงกระดูดที่ประกอบไว้ยืนจังก้าขาวโพลนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวๆ นั้นคล้ายจะหลอกหลอน แต่วิทยาไม่เอาใจใส่สิ่งเหล่านี้แต่อย่างใดเลย เขาก้าวเท้าไปที่โต๊ะชำแหละเบอร์ ๑๑ ของเขาอย่างเร่งร้อน เปิดไฟเหนือศพนั้นขึ้น และด้วยอาการอันลุกลน เขาดึงผ้าคลุมศพผืนใหญ่นั้นออกอย่างแรง คลายผ้าอาบยาที่พันหน้าและศีรษะนั้นออกอย่างรวดเร็ว ยกหัวศพนั้นขึ้น พยายามพลิกกระทั่งศพนั้นคว่ำหน้าลง

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #46 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:06:41 »

(ต่อ)

          ด้วยอาการของคนบ้า วิทยาดึงดวงไฟลงมาจนชิดท้ายทอยของศพ และก้มลงจ้องดูอย่างพินิจพิเคราะห์ ไฝสามเม็ดซึ่งเรยงอยู่เป็นแถวที่ท้ายทอยอันมีผมเกรียนของศพนั้นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน วิทยาร้องเสียงแหลมคล้ายสัตว์ที่เจ็บปวด เขาล้มลงอย่างแรงหัวฟาดโต๊ะชำแหละตัวซึ่งอยู่ติดๆ กันนั้นเสียงสนั่นมันก้องไปในความเงียบและสะท้อนกลับมา เสียงกึงกังเหมือนจะหลอน
          นั้นเองคือคืนอวสานแห่งชีวิตนักเรียนแพทย์ของวิทยาไม่มีใครพบเขาที่มหาวิทยาลัยอีกนับแต่วันนั้น เขาหายไปจากมหาวิทยาลัยและเตลิดไปจากบ้านคล้ายกับจะหลีกลี้ต่อทวารปรภพ ไม่มีใครทราบว่าทำไมวิทยาไปที่ตึกกรอสส์ในคืนนั้น ไม่มีใครทราบว่าทำไมวิทยาจึงต้องหายหน้าไปจากมหาวิทยาลัยและเตลิดไปจากบ้าน ไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าแม้แต่คนที่เขารักอย่างสุดสวาทขาดใจเช่นต้อย ทุกอย่างยังคงเป็นเรื่องลี้ลับกระทั่งสองปีต่อมา-ขณะที่เพื่อนและคนรักของเขาเป็นนักเรียนแพทย์ปีที่ ๓ ขณะที่เขากำลังจะตายเช่นในขณะนี้เอง – เขากลับมาศริราชอีกครั้งหนึ่งด้วยหวังจะเห็นคนที่เขารักเป็นครั้งสุดท้าย และในวินาทีเหล่านี้เอง ความลับเหล่านั้นคลี่คลายออกด้วยเพียงกระดาษชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวที่เขาส่งให้หญิงที่เขารักด้วยสมัครใจ
          เสียงพูดปนเสียงหอบดังขึ้นจากเตียง “เจษ, นั่นแกหรือ?”

          ในห้องเล็กเชอร์ซึ่งถูกใช้เป็นห้องประชุมคราวนั้นเงียบกริบเหมือนโบสถ์ร้าง เฟรชชี่ทั้งหญิงและชายซึ่งนั่งติดกันและซ้อนเป็นแถวยาวยึดตัวครั้งตรงและดูเหมือนเกือบจะไม่เต็มใจ บรรยากาศเหนือสถานที่ประชุมนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นครั้งแรกในปีนั้นที่มีการประชุมเฟรชชี่ซึ่งเพิ่งข้ามฟากมาจากจุฬาฯ ทุกสิ่งที่เขาทั้งหลายได้เห็นและได้ฟังเป็นสิ่งใหม่ซึ่งให้ความตื่นเต้นมากเหลือเกิน ซีเนียร์ซึ่งสวมเสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ และยืนเรียงรายอยู่ที่ผนังห้องประชุมด้วยอิริยาบถต่างๆ กันนั้น ทำให้เขาพากันคิดถึงบาทหลวงในโบสถ์วินเชสเตอร์ ขณะที่มีงานราชพิธีอันโอ่อ่า
          หลังโต๊ะเล็กเชอร์และเบื้องหน้ากระดานดำแผ่นใหญ่นั้นหัวหน้านักเรียนแพทย์ยืนตระหง่านอยู่ เขากำลังพูดด้วยเสียงที่มีจังหวะจะโคนและดื่มด่ำเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟังอย่างประหลาด แววตาของเขาฉายแสงกล้าขณะที่ย้ำถึง seniority, unity, order และ spirit ซึ่งเป็น tradition ของมหาวิทยาลัย เขาพูดถึงคณะบดี คณาจารย์ และนายแพทย์ทั้งหลาย ซึ่งดำรงตำแหน่งต่างๆ ในโรงพยาบาล พูดถึงงานต้อนรับน้องใหม่ ซึ่งจะมีขึ้นต่อไปในต้นเดือนหน้า และที่สุดหัวหน้านักเรียนแพทย์แนะนำให้เพรชชี่รู้จักกับประธานแผนกต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งแต่งตั้งขึ้นจากซีเนียร์และยืนอยู่ในที่นั้น
          เสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อมีการขานชื่อประธานแผนกแต่ละคน สายตาทุกคู๋เบนจากที่นั้นมาสู่ที่นี้ แล้วแต่ว่าประธานแผนกนั้นจะยืนอยู่ ณ ที่ใด ทุกครั้งเขาได้รับการก้มศีรษะและยิ้มให้อย่างบริสุทธิ์ใจ และเสียงปรบมือที่ยืดยาวและกึกก้องที่สุดในวันนั้นดังขึ้นเมื่อหัวหน้าขานชื่อวรนาถ เวชการพิทักษ์, หัวหน้านักเรียนแพทย์หญิง เฟรชชี่เหล่านั้นพากันคิดว่าเขาจำผู้ที่กล่าวนามหลังนี้ได้ดีกว่าใครๆ เพราะว่าเจ้าของร่างแบบบางและมีใบหน้าหวานผุดผ่องนั้นมีประกายตาเศร้าอยู่เป็นนิจ แม้ในขณะที่ก้มศีรษะให้อย่างแช่มช้อยและพยายามยิ้มให้อย่างอ่อนหวานก็ตาม
          การเลือกหัวหน้านักเรียนปี ๑ ได้เริ่มขึ้นภายหลังนั้นและเมื่อมันสุดสิ้นเรียบร้อยไป การประชุมก็มีท่าทีจะยุติลงหัวหน้ากำลังกล่าวปิดประชุมอย่างเพราะพริ้ง แต่ในวินาทีซึ่งนักเรียนแพทย์ทั้งหลายคาดกันว่าจะได้ฟังคำสุดท้ายจากผู้กล่าวปิดประชุมนั้นเอง เขาพบว่าคำนั้นขาดไปจากริมฝีปากของผู้พูดเฉยๆ หัวหน้านักเรียนแพทย์หยุดพูดโดยกะทันหัน และเปลี่ยนสำเนียงใหม่อย่างร้อนรน
          “ประทานโทษ...ขอเวลาผมอีกสักครู่ ช่วยบอกผมหน่อยว่า ใครเป็นเจ้าของศพโต๊ะที่ ๑๑ ในห้องชำแหละ?”
          อย่างประหลาดใจ เสียงซุบซิบดังขึ้นในห้องนั้นคล้ายเสียงลมครางขณะพัดไปตามกิ่งลู่ของต้นไม้ และอย่างเงียบๆ นักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ สี่คนยืนขึ้นจากที่นั่ง ใครคนหนึ่งในจำนวนนั้นแนะนำเขาเหล่านั้นให้หัวหน้ารู้จัก
          ร่างตระหง่านซึ่งสวมเสื้อกาวน์ขาวโพลนอยู่หน้ากระดานดำแผ่นนั้นนิ่งอึ้ง สายตากวาดลงต่ำ-มันมีประกายหมอง บรรยากาศเคร่งเครียดไปโดยฉับพลัน เสียงหวูดเรือจากลำแม่น้ำเจ้าพระยาดังครวญครางเสียงแหลม ขณะที่ลมฝนพัดมาปะทะแผ่นกระจกที่หน้าต่างดังอู้ไม่ขาดระยะ และท่ามกลางความเงียบงันคล้ายถูกมสต์สะกดนี้เอง วรนาถท้าวเท้าเดินออกจากห้องนั้นอย่างแช่มช้า แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหม่นหมองและรันทด ฝีเท้าของเธอดังไกลออกไปทุกทีๆ และเงียบหายไปในที่สุด
          หัวหน้านักเรียนแพทย์เม้มริมฝีปาก ขณะที่จ้องดูนักเรียนแพทย์ปีที่ ๑ ทั้งสี่นั้นเขม็ง เขาเริ่มพูดต่อไป แต่ครั้งนี้เขารู้สึกแต่เพียงได้ยินเสียงของเขาล่องลอยมาจากที่ใดที่หนึ่งไกลเหลือเกินจากที่เขายืนอยู่นั้น

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #47 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:08:31 »

(ต่อ)

          “ผมอยากจะขอร้องให้คุณใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับศพนั้น โดยปรกติเราก็ถือกันอยู่แล้วว่า ศพที่ใช้ชำแหละในแล็บกรอสส์นั้นมีค่าเท่ากับครูของเราเอง และดังที่คุณเคยทราบ เราย่อมไม่แสดงกิริยาใดซึ่งแสดงถึงการดูถูกดูแคลน ล้อเลียน หรือแสดงท่าทีอันน่าบัดสีต่อศพนั้น หลายศพอาจจะได้มาจากศพที่ไม่มีญาติ แต่หลายศพเราได้มาจากความสมัครใจของผู้ที่เป็นศพนั้นเอง” กรามของผู้พูดโปนขึ้นมาจนเห็นชัด “ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะอุทิศร่างของตนให้เป็นบริการของสาธารณะและโดยเฉพาะโต๊ะ ๑๑–” เสียงเขาสะท้านไปด้วยความทรงจำ “ผมอยากจะบอกให้คุณทราบด้วยตัวผมเองว่า เราถือเป็นโต๊ะศักดิ์สิทธิ์...ตั้งแต่นานมาแล้วกระทั่งปีนี้, ทราบได้ด้วยว่าศพโต๊ะ ๑๑ นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักเรียนแพทย์เช่นเดียวกับคุณ นักเรียนแพทย์ที่รู้จักวิธีใช้ disecting needle และ forceps กระทั่งเป็นที่เลื่องลือในรุ่นผมนั้น-เขาต้องออกจากการเป็นนักเรียนแพทย์ด้วย-” เสียงชะงัก “ด้วยอุปัทวเหตุ และเป็นนักเรียนแพทย์ที่ทำพินัยกรรมมอบศพตัวของเขาเองให้แก่ตึกกรอสส์...”
          เมื่อการประชุมได้สิ้นสุดลง หัวหน้านักเรียนแพทย์ก้าวเท้าลงจากตึก pathology และอย่างเงียบๆ เขาเดินก้มศีรษะอย่างจะใช้ความคิดไปตามถนนปูนเล็กๆ วันคืนอาจจะผ่านไป แต่เขาคิดว่าเขาไม่อาจจะลืมเสียงของวิทยาทาร้องอย่างเจ็บปวดในความมืดของห้องชำแหละศพเมื่อสามปีก่อน ไม่อาจลืมร่างอันดำเกรียมซึ่งปราศจากลมหายใจบนตึกอายุรกรรมและการหลั่งน้ำตาอย่างเป็นสายเลือดของต้อยเมื่อหกเดือนที่แล้วมานั้นได้เลย เขาเหลือบมองดูตึกกรอสส์แวบหนึ่งขณะที่จะเลี้ยวผ่านหน้าหอนักเรียนแพทย์หญิง และเม้มริมฝีปาก ที่นี่เองซิ เป็นที่ซึ่งครั้งหนึ่ง-ด้วยกาลและอาจจะตลอดไปด้วยความทรงจำ-เป็นที่ซึ่งบันทึกความรักของมนุษย์อันจะพึงให้และแสดงออกต่อกันได้ด้วยรูปแตกต่างออกไปอีกแบบหนึ่งมือเขาเย็นเฉียบเมื่อคิด
          ขณะที่เขาก้าวขึ้นบันไดตึกอำนวยการ วรนาถก็ก้าวเข้ามาขอบตายังแดงช้ำเห็นถนัด เธอดึงชายเสื้อของเขาและพูดอย่างเหน็ดเหนื่อยว่า “เธอบอกเรื่องอะไรของวิทยาแต่เด็กใหม่เหล่านั้นหรือ, เจษ?”
          หัวหน้านักเรียนแพทย์สั่นศีรษะ “ฉันบอกเขาเพียงให้ใส่ใจในศพเท่านั้นเอง” เขาหยุดและมองวรนาถอย่างเต็มที่ “เธอคิดว่าฉันเล่าเรื่องกระดาษสีเทาแผ่นนั้นแก่พวกเขาหรือ, ต้อย ฉันจะบอกเขาได้อย่างไรเมื่อค่าของกระดาษแผ่นนั้นมันหมายถึงความหลังของชีวิตหนึ่ง, และบางทีสองชีวิตจะถูกกว่า, บนโต๊ะชำแหละที่ ๑๑”
          วรนาถมองเจษฎางค์อย่างเซื่องซึม “เธอยังเก็บมันไว้อยู่หรือ?”
          เจษฎางค์พยักหน้า วรนาถบิดมือตัวเองอย่างร้าวใจและพูดเกือบจะกระซิบ “ทำลายมันเสีย, เจษ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บมันไว้อีก มันควรจะเป็นความลับอยู่เช่นนั้นตลอดกาลมากกว่า แม้ว่าวิทยายินดีจะให้เปิดเผยก็ตาม”
          เมื่อแยกทางกับวรนาถ เจษฎางค์ก็มุ่งตรงไปยังหอ เขาไขกุยแจ ผลักประตูห้องเข้าไป ดึงลิ้นชักออก หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาลูบคลำอยู่ครู่ใหญ่ และคลี่มันออกมาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพินิจพิเคราะห์คล้ายจะฝังมันไว้กับความทรงจำ ลายมือนั้นยุ่งและเลือนไปด้วยกาลเวลา

          ถึงพระอรรถธรรมธาดา
          จดหมายฉบับนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายที่ฉันจะได้เขียนถึงเธอ เพราะว่าไข้กำเริบขึ้นทุกขณะ แต่ดีใจว่าจะหมดเวรหมดกรรมเสียที ถ้าไม่ตายเสียงก็คงจะรับทุกข์มรมานต่อไปอีก ฉันเบื่อเต็มที แต่อย่างไรก็ดีฉันคิดถึงลูก วิทยาคงหลงว่าพ่อของเขานั้นตายมานานแล้ว แต่ดีละ เขารู้อย่างนั้นดีกว่าจะรู้ว่าพ่อของเขาเป็นนักโทษตลอดชีวิต เพราะฆ่าคนที่ทำลายเกียรติยศของแม่เขา
          ฉันตั้งใจจะอุทิศศพของฉันเองให้โรงพยาบาลศิริราชเพื่อเป็นบริการของนักเรียนแพทย์ วิทยาคงจะข้ามฟากปีหน้าใช่ไหม? ฉันไม่มีโอกาสได้อยู่กับลูกเลยเกือบตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ดังนั้น ฉันภาวนาว่าขอให้ได้อยู่ใกล้ ๆ กับเขาสักหน่อยเถิด แม้ว่าจะสิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม
          อย่าลืมทำลายเอกสารที่มีรูปและรอยตำหนิของฉันเสีย ทั้งๆ ที่ฉันอยากจะอยู่ใกล้ๆ ลูกเมื่อตายไปแล้ว แต่ก็คงไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันเป็นใครอยู่ดี ไฝสามเม็ดที่ท้ายทอยของฉันไม่เหมือนใคร อย่าให้วิทยารู้จักพ่อของเขาได้จากตำหนินั้น หากเขาจะได้ชำหละศพพ่อของเขาด้วยมือของเขาเอง
          ลาก่อน ขอให้เธอและวิทยาจงเป็นสุข
          จากพี่
          แจ้ง ชัยงาม


          เจษฎางค์ยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม วิทยาใช้เวลาถึงสามปีและกับชีวิตของเขาอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งแพงมากเหลือเกินสำหรับเพื่อเพียงที่จะสำนึกในความภาคภูมิในความรักอันจะหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลยของบิดาที่มีต่อเขา-และกว่าที่จะทราบว่ามันมีค่าเหนือสิ่งใด แม้แต่ความอับอายขายหน้าอันควรจะได้รับในการที่มีพ่อเป็นนักโทษตลอดชีวิตนั้น
          เจษฎางค์จุดไม้ขีด เปลวไฟลุกขึ้นวูบหนึ่ง กระดาษนั้นก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปสิ้น และสีของมันดำเหมือนสีของกลางคืน
         
พิมพ์ครั้งแรกใน สยามสมัย ๑:๕๒ (๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๑)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #48 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:13:09 »

แถม ครับ
อ.สังคีต จันทนะโพธิ อดีต อธิบดีกรมศิลปากร (ถ้าจำไม่ผิด) กล่าวถึง อ.อุดาดร


อ.อุดากรที่ข้าพเจ้ารู้จัก
          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า มนุษย์เราทุกคนย่อมวกวนอยู่ในวัฎสงสาร, การเวียนว่ายตายเกิด, เป็นของธรรมดา เมื่อมีการเกิดแล้วย่อมมีการดับสูญ อุดม อุดาการ หรือ อ.อุดากร ก็เป็นมนุษย์ที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดเช่นกัน เขากำเนิดและดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ตามประกาศิตของพระพรหม เขาเกิดมาพร้อมกับความปลาบปลื้มของพ่อแม่และพี่ๆ เวลาเขาตาย ความดีงามของเขาทำให้บรรดามิตรสหาย พ่อแม่ และพี่ๆ ต้องเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดประมาณ รวมทั้งความอาภัพไม่สมหวังของเขาในชาตินี้ เขาจากไปแล้วเหลือคุณความดีให้คนอื่นระลึกถึง เหลือกองเถ้าถ่านปฏิกูลให้ผู้อื่นปลงถึงความไม่เพี่ยงแท้ของสังขาร
          ในฐานะที่ร่วมชายคาสถานศึกษาเดียวกันมา แม้จะขาดความใกล้ชิดเพราะอุดมและข้าพเจ้าเรียนต่างชั้นกัน แต่ก็มีบางสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักเขาได้เกือบเป็นอย่างดี ครั้งกระนั้นเรารู้จักกันในฐานะสหายร่วมโรงเรียน ขั้นต่อมารู้จักเขาในนามปากกาที่ประสบความมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชนทั้งหลาย ในวาระสุดท้ายข้าพเจ้าได้รู้จักเขาอีกในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีความอดทนต่อสู้กับเหตุการณ์รอบตัวที่แสนจะขมขื่น สิ่งต่างๆ รอบตัวไม่ทำให้เขายิ้มได้เต็มที่เลย ข้าพเจ้าอยากจะพูดว่าเขามีกรรมมากที่สุด เขาไม่เคยประสบความสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนาเลย จนแม้กระทั่งเมื่อเขาสิ้นแรงที่จะเป่าสำลีให้พ้นจากจมูกไปได้ ข้าพเจ้าต้องถอนหายใจเมื่อทราบข่าวว่าเขาสิ้นชีวิตเสียแล้ว
          ท่ามกลางเสียงนกโพระดกและเสียงลมพัดต้องระฆังเล็กๆ บนองค์พระปฐมเจดีย์ส่งเสียงดัง กรุ๋งกริ๋ง อุดม อุดาการก็เริ่มมีชีวิตอุบัติขึ้นมาในโลก เป็นบุตรคนที่ ๗ เป็นน้องคนสุดท้องของพี่ๆ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นเพราะอุดมเริ่มมีร่างกายผิดปกติ คือ ขาข้างหนึ่งพิการ พี่ๆ ทั้งหกจึงเรียกอุดมว่า “ตาโด้” แต่แววตาจากดวงตาที่กลมโตบอกถึงความอดทนอย่างถึงขนาด และประกอบกับเป็นน้องคนสุดท้อง อุดมจึงเป็นที่รักของพี่ๆ ทุกคน
          อุดมเริ่มการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ และสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่โรงเรียนประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ตลอดเวลาที่เรียนอุดมไม่เคยพลาดที่ ๑ เลย เมื่ออยู่ชั้น ม. ๕ กลางปีอุดมก็สอบข้ามชั้นไปเรียน ม.๖ และก็สอบไล่ได้ในปีนั้น
          เมื่อเรียนจบแล้วอุดมก็ต้องอยู่กับบ้านเฉย ๆ ยังเข้าเรียนอะไรต่อไม่ได้เพราะอายุยังน้อย ตลอดเวลาที่เขายังเป็นนักเรียนข้าพเจ้ายังจำอุดมในสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ตามปกติอุดมเป็นคนเกือบจะเล็กที่สุดในชั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นอุดมเล่นฟุตบอลหรือบาสเกตบอลเลย ตามปกติมักจะเห็นอุดมเขียนเรื่องสั้นๆ ให้เพื่อนๆ อ่านเล่น อุดมเคยได้รับความชมเชยจากคุณครูผู้สอนในการเรียงความเรื่อง “ฉางกาย” สำหรับกีฬาอุดมสมัครที่จะส่งเสียงอยู่ข้างนอกมากกว่า แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ายังจำได้ติดหูติดตาก็คือ ในการรื่นเริงปิดภาคเรียน อุดมต้องเป็นผู้แต่งเรื่องละครให้เพื่อนๆ แสดง ที่อุดมแสดงเองเพราะใจชอบมากก็คือการเชิดหุ่นกระบอกและพากย์เสด็จยังไม่ลืมคำที่อุดมร้องว่า “อั๊วยี้เป้งพูเอียก-ห่านางเอียกยังบิล่ยเล้อย” ซึ่งทำให้พวกเราที่ตัวเล็กๆ ต้องว่ากันเสียงอหาย
          หลังจากที่รอเวลาถึงหนึ่งปีและอายุครบแล้ว อุดมก็ลาพวกเรา ลาอุตรดิตถ์ เข้ามาเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลของการสอบแต่ละครั้งที่ได้เป็นเยี่ยม ทำให้ครูอาจารย์และเพื่อนๆ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วยภูมิใจในเกียรติประวัติของนักเรียนเก่าอุตรดิตถ์ยิ่งนัก
          เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมฯ แล้ว เขาก็เข้าเรียนเตรียมแพทย์ในจุฬาฯ ในวิชาที่เขารักอย่างยิ่ง ชั่วเวลาสอบปีเขาก็จบหลักสูตรเตรียมแพทย์ อุดมข้ามฟากไปเรียนวิชาแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีกหลายคนพลอยปลาบปลื้มใจในโชคดีองเขาครั้งนี้ยิ่งนัก และอยากจะโชคดีอย่างเขาบ้าง แต่ใครเลยจะคาดได้ถึง ในขณะที่อุดมกำลังจะขึ้นต้นไม้สุดยอดแล้ว...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอนิจจัง เหตุการณ์ทุกอย่างอาจบังเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน...อุดมก็เช่นกัน เขาได้รับการพิพากษาจากโชคชะตารุนแรงเหลือเกิน ในตอนปลายปีๆ แรกในศิริราชนั่นเอง คณะแพทยศาสตร์ก็สั่งให้เขาพักเรียนเพราะเขาเป็นโรคปอดชื้น (early T.B.) เป็นเวลาถึงสองปี ดังนั้นอุดมต้องจากสถานศึกษา มิตรสหายและวิชาที่เขารักด้วยลักษณะของผู้น้ำตาตกใน พระพรหมได้ให้ความแข็งกร้าวของเขาไว้ที่ดวงตา ดังนั้นเขาจึงกลับสู่ศิริราชอีกครั้งเมื่อสัญญาของนายแพทย์ที่ให้ไว้สองปีได้สิ้นสุดลงแต่ก็ต้องกลับผิดหวังอีก เพราะนายแพทย์ไม่ต้องการเห็นอุดมต้องทนทุกขเวทนาในการเรียน ครั้งนี้เขาต้องร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด มันเป็นเจตนาดีของนายแพทย์ที่สั่นสะเทือนจิตใจอุดมอย่างเหลือแสน ไม่มีครั้งใดที่เขาจะเสียใจเท่าครั้งนี้เมื่อคณะแพทย์ไม่ต้อนรับเขา ความฝันที่จะได้บำเพ็ญกรณีย์แก่เพื่อนร่วมโลกด้วยความรู้จักจากวิชาแพทย์ก็สูญสิ้นตามไปด้วย ดวงโคมชีวิตของเขาเริ่มหรี่แสงลงทีละน้อยๆ

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #49 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:14:50 »

(ต่อ)

          ท่านจะเชื่อบ้างไหมว่า การสูญเสียสิ่งที่ปรารถนาดังดวงใจของคนเราบางครั้งก็ทำให้เกือบวิกลจริต บางครั้งก็ยังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างรุนแรง แต่ อ.อุดากร คนนี้ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ข้าพเจ้าเห็นความผิดพลาดหวังทั้งสิ้นของเขาซึ่งใครๆ ก็คิดว่าเขาอาจจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้ แต่เปล่า, ข้าพเจ้าไม่เห็นเขาล้มความตั้งใจ เมื่อพลากหวังอย่างหนึ่งก็ต้องพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งหนึ่งเพื่อชดเชยกัน อุดมพยายามที่จะลืมชีวิตของนายแพทย์เสีย แล้วเริ่มชีวิตใหม่ ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ที่จะศึกษาวิชากฎหมายและใช้ความรู้จากวิชานั้นให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนต่อไป อุดมจึงได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในที่สุดก็ได้รับอนุปริญญาทางนิติศาสตร์
          ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยความอดทนบึกบัน ร่างกายของอุดมก็ทรุดโทรมลงไปทุกทีเพราะโรคร้ายเกาะกิน อันปริญญาทางนิติศาสตร์ดูจะเป็นรางวัลที่พระพรหมประทานให้เพื่อเป็นกำลังใจต่อสู้ฟาดฟันต่อไป อุดมเป็นคนยึดมั่นในภาษิตที่ว่า “คนที่อยากอยู่เฉยๆ คือคนที่ไม่อยากมีอนาคต” ดังนั้นเมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอไม่ยอมจะทำงาน แต่จิตใจของเขายังหายอมไม่ เมื่อไปไหนมาไหนไม่ได้ อุดมก็หันเข้าจับปากกาดินสอบรรยายความผลักดันแห่งจิตใจและความผิดพลาดหวังในสิ่งที่ปรารถนาลงเป็นนวนิยายส่งไปประกวด “เรื่องสั้นโบว์สีฟ้า” ในนิตยสารสยามสมัย เรื่องนั้นได้แก่ “ตึกกรอสส์” “เกษราลิขิต” และ “ชำหนึ่ง” และก็เรื่อง “ตึกกรอสส์” ที่ชนะเลิศในการประกวดได้ช่วยให้เขาสุดที่จะภาคภูมิใจ ริมฝีปากเขาเผยอยิ้มเหมือนจากคนที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจแล้วแต่แฝงความปลาบปลื้มไว้ในดวงตา ท่านผู้อ่านคงได้ผ่านตามาแล้วในคมปากกาของเขาตั้งแต่ “ตึกกรอสส์” จนกระทั่ง “สัญชาตญาณมืด” หลายท่านเรียกร้องอยากอ่านเรื่องของเขา หลายคนประณามเกลียดเขาในความร็สึกผิดปกติ ทั้งสองอย่างในเรื่อง “สัญชาตญาณมืด” แต่ท่านทั้งหลาย ถึงแม้ท่านจะรักจะเกลียดเขาอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอร้องท่านให้สมเพชเวทนาเขาบ้าง เพราะขณะเดียวกันกับที่ทุกคนรัก เกลียดเขา เขากำลังมีชีวิตอยู่อย่างต้นไม้ใกล้ฝั่งเขายิ้มรับการวิพากษ์วิจารณ์ของท่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยน้ำตาที่นองอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะเขามีจิตใจผิดปกติ แต่เป็นเพราะเขาสิ้นกำลังลงไปทุกที เขาร้องไห้เพราะหมดโอกาสที่จะพิสูจน์ความดีของเขาก่อนที่พญายมจะให้โอกาสแก่เขาในบั้นสุดท้าย
          ชีวิตในบั้นปลายของเขามีแต่ความเปล่าเปลี่ยว ไม่ค่อยจะได้มีใครสังสรรค์ ไม่ใช่เพราะเขาชั่วช้า แต่ทุกคนหวั่นในฤทธิ์ของโรคร้าย ยามเมื่อหงอยเหงาไวโอลินกับเพลง Home Sweet Home ที่ซื่อสัตย์และขึ้นอกขึ้นใจเท่านั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด
          วาระสุดท้ายของอุดมคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที พญายมดูเหมือนจะให้โอกาสแก่เขาในครั้งสุดท้าย เขาได้เริ่มแข็งแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อโอกาสเป็นของเขาเช่นนั้น อุดมไม่รอช้ารีบวนขวายหางานทำเพื่อหารายได้ช่วยเหลือพี่ๆ เพราะตลอดเวลาที่เขาล้มเจ็บป่วยมา พี่ๆ ต้องเสียเงินทองในการพยาบาลรักษา มิไยที่พี่ๆ จะคัดค้านคอเป็นเอ็น เพราะไม่มีใครอยากจะเห็นเขาต้องล้มหมอนนอนเสื่ออีกวาระหนึ่ง พี่ทุกๆ คนสงสารเพราะเห็นเป็นน้องคนสุดท้อง ไม่มีใครต้องการให้เขาเป็นไปมากกว่านี้
          แต่แล้วคำคัดค้านของทุกๆ คนก็ไร้ผล อุดมได้เข้าเป็นเสมียนในแผนกมหาดไทยของจังหวัดอุตรดิตถ์จนได้
          เหมือนนกที่ออกจากกรง เมื่อเขาได้อิสรภาพอีกครั้งหนึ่งเขาต้องทำสิ่งที่เขาพอใจเสมอ จิตใจของเขายึดแน่นอยู่แต่ว่า I do as I like ดังนั้นเมื่อมัจจุราชยังให้เวลาเขา เขาก็จะยังทำงานต่อไป เมื่อหมดภาระในตอนกลางวันแล้ว กลางคืนเขาก็ยังอดหลับอดนอนเพื่อจัดทำนิตยสาร ธรรมสภา ให้เป็นที่สนใจแก่ประชาชนด้วย พี่ๆ พากกันตัดพ้อที่เห็นเขาทำงานเช่นนั้น มันเป็นการทำความดีที่กำลังฆ่าตัวเอง แต่เขากลับตอบว่า “ก่อนที่จะเป็นอะไรไป ขอให้ผมได้มีโอกาสช่วยให้สีเหลืองของพุทธศาสนาเข้มข้นขึ้นบ้าง”


(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #50 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:15:29 »

(ต่อ)

          บางครั้งเขาก็โหมงานเสียเกือบแจ้ง ทั้งๆ ที่ร่างกายทรุดโทรม อุดมพูดกับพี่ๆ ว่า “เขาทำงานด้วยใจ ไม่ใช่ร่างกาย” อุดมรับการขอความช่วยเหลือจากท่านข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อจัดทำหนังสือชักชวนท่องเที่ยวเรื่อง เที่ยวลับแล เมืองธรรมชาติ เพื่อชักชวนชาวจังหวัดใกล้เคียงให้สนใจในอุตรดิตถ์ เขาหักโหมเกินกำลังไปเสียแล้ว ร่างกายเขาสุดที่จะต้านทานไหว ก่อนที่เขาจะได้ภูมิใจในผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา เขาก็ล้มเจ็บอีกวาระหนึ่ง คราวนี้มัจจุราชไม่ให้โอกาสแก่เขาเลยแม้แต่นิดเดียวหมดหวังแม้แต่จะลุกนั่ง เขาต้องนอนอยู่เช่นนั้นจนเป็น bed sore หลังเป็นแผลฟุ เขาสิ้นความสามารถแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แววตาของเขายังบอกถึงการขอต่อสู้เพื่อถึงที่สุด ดวงไฟชีวิตของเขาเริ่มหรี่ลงไปอีกทีละน้อยๆ และก็ดับในที่สุด เขาสิ้นลมหายใจในอ้อมแขนของพี่ๆ คำพูดที่หลุดจากปากคำสุดท้ายก็คือ “ช่วยส่งมีดฆ่าตัดให้ฉันหน่อย” หลังจากนั้นดวงตาที่บอกความอดทนก็หรี่ลงๆ ปลายนิ้วสั่นระริก ผิวเนื้อที่ซีดเซียวอยู่แล้วกลับซีดคล้ำลงไปอีก สุดสิ้นแล้วเหมือนชื่อเรื่อง “สิ้นพยาบาท” เรื่องสุดท้ายจากปลายปากกาของเขาที่ได้ถูกนำลงพิมพ์ออกสู่การต้อนรับอันอบอุ่นของประชาชน อุดมสิ้นใจอย่างสงบเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เวลา ๑๐.๑๐ น. ท่ามกลางความวิปโยคของพี่ๆ และมิตรสหายเพียงสามสี่คนเท่านั้น
          คงจะมีหลายๆ คนคิดว่าอุดมคงจะผิดหวังรักสักครั้งเรื่องนี้อุดมไม่เคยแย้มพรายให้พี่ๆ หรือใครๆ ฟังเลย ความจริงย่อมเป็นความจริงฉันใด เมื่อเขาตายไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ทราบเรื่องชีวิตรักของเขา แคต่อยากจะเรียกว่า “ชีวิตที่แอบรัก” มากกว่า อุดมรักเขาเยงคนที่มีจิตใจทุกประการ แต่เป็นความรักที่แอบรักเขาข้างเดียว อุดมเขียนชื่อนางแก้วในดวงใจของเขาลงในแต่ละเรื่องที่เขาแต่งไว้ ความสมหวังของเขาก็มีแต่ความสมเพชเวทนาเท่านั้น หากใครคนนั้นทราบว่าเป็นเขาเป็นผู้สร้างจุดดำในดวงใจของคนอาภัพ
          อุดมเกิดมาในชาตินี้ด้วยความอาภัพ ทนทุกข์ทรมานจริงๆ เขาเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า เพื่ออาศัยความดีในชาตินี้สร้างบุญกุศลส่งเพื่อความสุขในสัมปรายภพหน้า ในชีวิตนี้เขาเป็นตัวละครของพระพรหมแสดงบทที่แสนเศร้า โดยมีมัจจุราชเป็นผู้กำกับการแสดง บทบาทของเขาสะเทือนใจทุกคนที่มีชีวิตอยู่เหลือเกิน
         
สังคีต จันทนะโพธิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #51 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:22:31 »

เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก
อาจินต์ ปัญจพรรค์

          กะลาสีผลักเรือบดลงน้ำแล้วกระโจนตามลงไป ก็พอดีคลื่นมหึมาก้อนหนึ่งฟาดโครมลงบนเรือใหญ่และฮุบมันหายไปกับตา
          ลูกทะเลเกร็งข้อจับขอบเรือของเขาไว้มั่นคงขณะที่มันถูกโยนและโคลงราวกับชิ้นไม้เล็ก ๆ บนผิวน้ำ เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็เห็นเดี๋ยวนั้นเองว่ามีคนอีกคนหนึ่งซุกตัวเป็นก้อนกลมอยู่หัวเรือบดลำเล็ก ๆ ของเขานี้
          “คงเป็นคนโดยสารคนหนึ่ง” เขาคิดทำนาย เพราะต้องหลับตาและหดคอลงไปในไหล่เพื่อหลบความบ้าคลั่งของคลื่น “หมายความว่าเราจะต้องมีเพื่อนรอดตายอีกคนหนึ่ง แต่..”
          เขาคิดถึงขนมปังสองแถวและกระติกน้ำจืดใบเล็ก ๆ ที่เขาคว้าติดมือมาก่อนโดดลงจากเรือใหญ่ด้วยความรอบคอบมันจะต้องถูกเฉลี่ยสำหรับสองปาก แทนที่จะเป็นของเขาแต่ผู้เดียว ในระหว่างการเดินทางโดยแขวนชีวิตไว้กับโชคชะตานี้มันไม่แน่เลยว่าเรือน้อยลำนี้จะกระเถิบเข้าใกล้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ หรือว่าจะกลับเท้งเต้งไกลแผ่นดินออกไปทุกที การเดินทางตามยถากรรมหมายถึงเวลาอันเนิ่นนาน และเวลาอันเนิ่นนาน หมายถึงจำนวนอาหาร ซึ่งบัดนี้กำลังจะต้องถูกเฉลี่ยเพราะมันมีกระเพาะของคนอยู่สองคน
          คนสองคนต่อขนมปังสองแถว กระติกน้ำจืดพร่อง ๆ ใบเล็ก ลูกทะเลร่างยักษ์คิดไป...คลำดูมันอย่างอุ่นใจระคนเสียดาย
          เรือบดลำเล็กกระจิริดถูกฟัดเหวี่ยงด้วยความดีเดือดของทะเลอยู่ต่อไปอย่างน่าใจหายใจคว่ำ ชั่วโมงอันหวาดเสียวซึ่งยาวนานด้วยความประหวั่นใจ และเสียงสวดมนต์อยู่ในลำคอลากก้ามผ่านไปอย่างลำบากลำบน แล้วฟ้าก็โปร่งขึ้นจนแดดจ้า ผิวน้ำเหนื่อยแรงและสงบลง...การหยุดบ้าของทะเลพ่วงเอาความปลอดภัยเข้ามาด้วย แม้ว่ามันจะไม่เชิงปลอดภัยนักสำหรับเรือเล็กอย่างนี้กลางน้ำเชี่ยวมองไม่พบฝั่ง แต่มันก็พอจะทำให้คนทั้งสองนั้นเริ่มปราศรัยต่อกัน
          “แทบตาย” คนที่หัวเรือยิ้มผูกมิตรมา ขณะที่เขายกท่อนแขนขึ้นปาดความเปียกของน้ำซึ่งเกาะอยู่เต็มหน้า กะลาสีมองเห็นสายทองคำของนาฬิกาข้อมือ มองเห็นประกายจาก หัวแหวนวูบวาบล้อแสงแดดอันเจิดจ้าซึ่งแผดจากอาทิตย์ที่เยี่ยมหน้ามาในฟ้าโปร่ง “ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งโดนนี่แหละ เคราะห์ดีเหลือเกินที่โดดลงมาด้วยกับพี่ชายทันการณ์ ไม่งั้น..”
          “พี่ชาย” หนอยแน่ กะลาสีทวนคำในลำคออย่างแค้นขณะหนึ่งเมื่ออยู่บนเรือใหญ่เขาถูกเรียกว่าไอ้ แต่ขณะนี้ในเรือเล็กซึ่งเขาเป็นผู้ควบคุม ท่านเศรษฐีเรียกเขาว่าพี่ชาย เขาไม่พูดอะไรด้วย มีแต่ความรู้สึกหมั่นไส้ เขากัดกรามทอดสายตาไปจับระดับน้ำซึ่งขังอยู่เกือบครึ่งลำเรือ แล้วก็ชำเลืองไปดูปลายรองเท้าหนังอย่างดีของเพื่อนเดินทางจำเป็นที่ไม่จำเป็น ซึ่งโผล่หัวขึ้นมาจากระดับน้ำในลำเรือ ในที่สุดก็ถอนใจฮึดแล้วก็ก้นหน้าก้มตาวิดน้ำทิ้งด้วยมือเทอะทะของเขา
          “แย่” ท่านเศรษฐีผู้นั้นช่างพูดต่อไป “นี่เราจะเข้าฝั่งกันได้ยัง เจ้าประคู้ณ ขอให้มีเรืออะไรผ่านมาพบเข้าทีเถอะน่า แดดก็ร้อนขึ้นทุกที เรา...”
          “หยุดทีเถอะ” กะลาสีตวาด “ช่วยกันวิดน้ำเรือดีกว่านั่งพูดให้เรือกระเทือน”
          ท่านเศรษฐีเงียบกริบ พยายามใช้มืออันบอบบางของเขากอบน้ำตามอย่างกะลาสีอย่างเก้งก้างและไม่ค่อยได้ผล
          “รองเท้ายังไงล่ะ เอามาวิดน้ำซิ”
          ไม่มีใครปริปากพูดกันอีก จนกระทั่งน้ำหมดไปจากเรือและด้วยแดดอันร้อนแรง ท้องเรือก็ค่อย ๆ หมาดและแห้ง ท่านเศรษฐีถอดเสื้อออกมาคลุมหัวเพราะร้อนแดด ในขณะเดียวกันกะลาสีก็ถอดเสื้อยืด งัดเอาขนมปังสองแถวขึ้นมาจากอกเสื้อวางผึ่งให้หมดความชื้น นั่นมันเป็นภาพที่ยั่วยวนความหิวระโหยของอีกคนหนึ่ง ซึ่งเบิ่งตามองออกมาจากผ้าคลุมหัวอย่างสุดประมาณ
          กะลาสีปลดกระติกน้ำที่สะพายบ่าขึ้นจิบ แล้วส่งไปให้เพื่อนร่วมเรืออันคับแคบ อีกฝ่ายหนึ่งยื่นมืออันสั่นเทาออกมารับอย่างตะกละตะกลาม
          “กินน้อย ๆ เพียงแต่ทาลิ้นเอาไว้ก็พอ” กะลาสีเตือน “เราอาจจะไม่ได้กินอีกเลยจนตาย”
          ท่านเศรษฐีกลั้วคออันแห้งผากด้วยน้ำจืดแล้วก็สดชื่นขึ้น เขาปิดฝากระติกอย่างระมัดระวัง แล้งยงโย่ยงหยกจะคืนส่งเจ้าของ จนเรือเอียงวูบ
          “โธ่” กะลาสีคำราม “เรือเล็กออกอย่างนี้ยังทำอย่างกับอยู่บนบ้าน เก็บไว้เถอะ ผมไม่หวงหรอก แล้วก็อย่ายืดแข้งยืดขาบ่อยหนัก ถ้าอยากเอาสบายกันละก็โดดลงไปในน้ำนั่นแน่ะมันกว้างขวางดีนัก”
          อีกฝ่ายหนึ่งรับคำประชดประชันและขู่ตะคอกโดยดุษณีเขาสงบนิ่งอยู่ช้านาน ในสมองมีความคิดสระตะ เขาคิดถึงกิจการค้าที่ค้างเติ่ง คิดถึงบ้านและเมีย คิดถึงสวัสดิภาพในขณะนี้ และแล้วก็คิดถึงอาหาร สักประเดี๋ยวกระเพาะก็เริ่มแผลงฤทธิ์ความหิวดิ้นเร่า ๆ ฟาดตัวอยู่อย่างไม่ละลด เขามองไปที่ขนมปังสองแถวสีเหลืองอร่ามที่กะลาสีพลิกเหลี่ยมให้ถูกแดดทั่วกันทุกด้าน แล้วก็รู้สึกว่าต่อมน้ำลายข้างกระพุ้งแก้มกรูเกรียวไปด้วยความเปรี้ยว
          “ถ้าเราจะขอขนมปังเขาสักปอนด์หนึ่ง หรือสักครึ่งหนึ่ง” ท่านเศรษฐีคิดด้วยความรู้สึกที่หมดอาย “ฮึ ที่ถูกเราต้องซื้อเขา..ต้องซื้อเขา แพงเท่าไหร่ช่างมัน..” พูดถึงซื้อก็นึกถึงเงิน เขาตะลีตะลานควักกระเป๋า แล้วดึงเอาซองหนังใบเขื่องออกมาได้มันชื้นและมีน้ำซึมเข้าไปบ้าง เจ้าของจึงงัดเอาใบละร้อยใหม่เอี่ยมหลายต่อหลายใบคลี่ออกจนสีแดงบาดตาของมันวูบวาบไปเข้าตากะลาสี ธนบัตรเหล่านั้นเปียกน้ำตามริม ๆ ตากแดดเสียพักเดียวก็คงแห้ง

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #52 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:24:25 »

(ต่อ)

          แล้วท่านก็จะได้เห็นภาพนั้น..
          มันเป็นโลกใหม่อีกโลกหนึ่ง มีชีวิตเพียงสองดวงลอยเท้งเต้งอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ ประจันหน้ากันอยู่กลางทะเลซึ่งบัดนี้ราบเรียบเป็นแผ่นแก้วไกลสุดตา ไกลจนกล่าวได้ว่ามีชีวิตอยู่เพียงสองดวงนี้เท่านั้น
          คนหนึ่งผิวดำคล่ำแดด ร่างกายกำยำเพราะเป็นกะลาสีเรือ ตลอดชีวิตของเขามีแต่กลิ่นเหล้า คาวทะเล และงาน ๆ ๆ ซึ่งหนักอึ้งจนกล้ามเนื้อทุกอณูพองขึ้นมาต้อนรับความตรากตรำเหล่านั้น
          อีกคนหนึ่งผิวขาวเพราะเคยอยู่แต่ในชายคาตึกและประทุนรถเก๋ง ข้อมือเล็กแต่มากด้วยเนื้อเพราะบริบูรณ์อาหารการกิน มีนาฬิกาและแหวนราคาแพงเท่าค่าอาหารของคนจนเป็นปี ๆ
          แต่ที่นี่โลกใหม่แห่งนี้ มีชีวิตสองชีวิต นอกจากนั้นยังมีสิ่งหนึ่งย่างกรายเข้ามาแล้ว..ความหิว!
          ต่อหน้ากะลาสีมีสมบัติของเขาคือขนมปังสองแถว และต่อหน้าเศรษฐีมีธนบัตร ขณะนี้ต่างคนต่างนำมันออกมาตากแดด ดูท่าทางราวกับนักการพนันสองคนที่กำลังคุมเชิงกันอยู่
          ท่านเศรษฐีคิดต่อไปว่า “ถ้าเราจะขอซื้อ เขาก็ต้องขึ้นราคาสูง ๆ แต่ถ้าเราขอเฉย ๆ เขาจะเพียงพูดถึงราคา เอาละเราต้องเริ่มต้นด้วยการขอ”
          คิดแล้ว ด้วยเสียงแหบ ๆ แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของตัวเลข ท่านเศรษฐีจึงพูดว่า
          “พี่ชาย...ขอฉันสักหน่อยหนึ่งเถอะ ฉันหิวจนเป็นลมอยู่แล้ว”
          “ขอ” กะลาสีหัวเราะก้องฟ้าอย่างขบขันเสียเต็มประดา “นี่แน่ะคุณ เดี๋ยวก่อนเถอะ พูดถึงเรื่องขอ ทำให้ผมเพิ่งนึกได้ว่าคุณยังไม่คืนกระติกน้ำให้ผมเลย”
          “อ้าว ไหนบอกว่าให้ฉันเก็บไว้ ว่าไม่หวง”
          “ฮะฮ้า” กะลาสีเค้นหัวเราะอย่างสะใจ “ผมคิดว่าคุณจะเป็นผู้ดีพอจะหยั่งในมรรยาทไพร่ที่ผมฝึกปฏิบัติเสียอีก ที่แท้ก็เปล่า เศรษฐีเข้าไม่ถึงจิตใจของไพร่..นี่หมายความว่าอย่างไรกัน การเป็นเศรษฐีสอนให้คุณดื่มน้ำของผมได้หน้าตาเฉยครั้นเมื่อผมพูดว่าให้เก็บไว้ก่อน คุณก็กลับตีขลุมเอาเสียเลย นี่คือความหมายของเศรษฐี และนี่ก็คือวิธีทำตัวให้กลายเป็นเศรษฐี รวมทุกอย่าง เก็บทุกอย่างที่มีโอกาสจะทำได้ใช่ไหมล่ะ?”
          เป็นการด่าอย่างเจ็บแสบที่สุด ถูกต้องตรงจุดที่สุด แม้จะหยาบคาย เย้ยหยัน แต่ท่านเศรษฐีก็ต้องหัวเราะเก้อ ๆ และส่งกระติกน้ำคืนเจ้าของไป
          “ในเรือลำนี้ไม่ควรมีการซื้อขาย” กะลาสีพูดต่อไปอย่างใจป้ำ “มันควรแต่ละมีมิตรจิตมิตรใจ มันควรจะมีก็แต่การเห็นอกเห็นใจและการแบ่งปัน แต่ว่า...ที่ใดมีเศรษฐีกับคนจนรวมกัน ที่นั่นต้องมีการสูญเลือดและอาฆาต ผมให้คุณไม่ได้แม้แต่กลิ่นของมัน ผมจะต้องขาย”
          “ตกลง” ท่านเศรษฐีรับคำเอาง่าย ๆ “พี่ชายขาย..ฉันซื้อ”
          กะลาสียกมือขึ้นทำท่าราวกับจะสวดอ้อนวอนเทวดา พูดเสียงแจ่มใสว่า
          “ฟังนะ ผมจะตั้งราคา ผมจะขายขนมปังส่วนหนึ่งให้คุณโดยตั้งราคาว่าต้องแลกด้วยสมบัติทุก ๆ ชิ้น ที่มีอยู่ในตัวคุณ เงิน เสื้อ นาฬิกา แหวน เอาทั้งหมด กระทั่งผ้าเช็ดหน้า บุหรี่ ไม้ขีด เข้าใจหรือยัง?” เขาหัวเราะเหมือนคนบ้า “ทุก ๆ ชิ้นในตัวคุณเอามา เอามากองตรงนี้แล้วเอาขนมปังไปครึ่งหนึ่ง”
          ท่านเศรษฐีเงียบกริบ ด้วยความครุ่นคิดและตกลงใจ ขณะเดียวกันความหิวก็โอดครวญอยู่ในกระเพาะอย่างรุนแรงขึ้น เขานับธนบัตรที่มีอยู่อย่างเสียดายและลังเล กลับนึกเกลียดเจ้าสมบัติเหล่านี้เสียแล้ว เกลียดเพราะมันเป็นสิ่งที่ประกาศความพ่ายแพ้และเสียเปรียบของเขา
          “บนบก” กะลาสีพูดขึ้นลอย ๆ “ในเมือง ขนมปังสองแถวนี้มีราคาเพียงสองบาท แต่ทว่าในเมืองเป็นถิ่นที่เศรษฐีเดินบนหัวคนจน เปล่านะ! ไม่ใช่เดินเฉย ๆ เดินไปพลาง ถือปฏักทิ่มหลังสูบเลือดไปพลาง เดี๋ยวนี้เป็นโอกาสของคนจนบ้างละ ขนมปังกับน้ำจืดนี่แหละจะทำให้ผมตั้งเนื้อตั้งตัวได้เสียที ถึงฝั่งเมื่อไหร่ก็สบายเมื่อนั้น คุณก็เป็นนักตักตวงโอกาสอยู่แล้วคงเห็นใจที่ผมตั้งราคาเกินธรรมดา”
          “เงินเกือบหมื่น นาฬิกา แหวน แล้วอะไร ๆ แลกกับขนมปังสองแถวแค่นั้น”
          “ใครบอกสองแถวล่ะ ผมให้คุณแถวเดียวเท่านั้น คุณน่ะโชคดีที่มีของติดตัวมาน้อย ไม่งั้นอาจจะช้ำใจมากกว่านี้ ผมแบ่งขายแถวเดียวเท่านั้นจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตามใจ ส่วนอีกแถวหนึ่งผมต้องกินมันเดี๋ยวนี้ละ”
          “มา! ส่งขนมปัง มาแล้วก็เอาไอ้สมบัติบ้า ๆ ทุกอย่างของฉันไป เอาไป ฉันทนดูแก่กินไม่ไหวแล้ว”
          ขนมปัง 1 แถว มีราคาเกือบหมื่น รวมทั้งนาฬิกาเรือนทองสายทอง แหวนเพชร กล่องบุหรี่นาก ท้ายที่สุดผ้าคลุมหัวซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับดินฟ้าอากาศที่ร้อนปานไฟ

          วันแห่งความอาฆาตนั้นจบลงด้วยราตรี เศรษฐีบรรจุกระเพาะของเขาแล้ว กะลาสีก็ได้บรรจุกระเป๋าของเขา มันก็ยุติธรรมดี
          คืนนั้นมีสายลมเย็นยะเยือกตลอดเวลา กะลาสีกอดเงินและสมบัติใหม่ ๆ ของเขาหลับอย่างเป็นสุข มีเสื้อตัวหนาคลุมกายอีกชั้นหนึ่ง เขาคาดนาฬิกาอย่างเห่อ นอนฟังเสียงเต้น ติ๊ก ๆ ของมันหลับไปในความฝันอันเกรียวกราวด้วยเสียงคลี่ธนบัตร ส่วนท่านเศรษฐีกอดอกตัวเองเพราะความหนาวเย็นของลมและน้ำค้างไม่ได้หลับลงเลย
          กระทั่งเช้าเรือบดลำน้อยก็คงเคว้งคว้างอยู่บริเวณที่เดิม กะลาสีตื่นขึ้นด้วยแสงแดดที่แทงนัยน์ตา ก่อนอื่นก็รีบคลำดูสมบัติต่างๆ เมื่อรู้ว่ามันอยู่ครบบริบูรณ์แล้ว จึงมองไปทางหัวเรือ ยิ้มให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ลืมตาโพลงอยู่

(มีต่อ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #53 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2007, 20:25:41 »

(ต่อ)

          “คิดว่าตายเสียแล้ว แต่ไม่ยักตาย” กะลาสีโปรยคำเสียดแทงใจแต่เช้า “พวกเศรษฐีนี่ทนชะมัดยาดแฮะ หรือว่าเสียดายสมบัติจนไม่เป็นอันหลับอันนอน”
          “นอนกะผีอะไรกับเสื้อยืดตัวเดียว มันหนาวยังกับอะไรดี ลมก็แรง”
          “ผมไม่ยักหนาว อุ่นอก อุ่นกระเป๋า อ้อ คุณว่าลมแรงรึ ดีจริง ลมแรงเท่าไหร่ เราก็ได้เข้าฝั่งเร็วเท่านั้นจะบอกให้ เรือใหญ่ของเราน่ะ แล่นทวนลมออกจากฝั่ง เพราะอย่างนั้นยิ่งลมพัดแรง เรือบดของเราก็จะยิ่งกลับคืนเข้าฝั่งเรื่อย ๆ เมื่อถึงฝั่งผมก็สบาย”
          “ฉันไม่อยากให้ถึงฝั่งเสียแล้วละซี”
          “แน่ละซีคุณ คุณกลัวใคร ๆ จะเห็นความถึงแตกของคุณใช่ไหมล่ะ”
          “เปล่าเลย”
          “ทำไมจะเปล่า คุณอิจฉาผมใช่ไหมล่ะที่ผมจะได้ตั้งตัวจากสมบัติของคุณ โธ่! ไม่น่าจะอิจฉาผมเลย เงินเท่านี้คุณหมดตัวเลยเชียวรึ”
          “ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทองหรอก แต่ฉันไม่อยากให้เรือถึงฝั่งก่อนที่เราคนใดคนหนึ่งจะเกิดความหิวอย่างไส้แทบขาดอีกครั้งหนึ่ง”
          “คุณไม่น่าจะอาฆาตผมเลย ทำไมคุณอยากให้เราหิวตายเสียกลางทะเลนี่รึ อย่ากลัวเลย ขนมปังแถวหนึ่งที่เป็นส่วนของผมที่ผมกินเข้าไปจะต้องถ่วงเวลาน้ำย่อยได้นานเชียวน่า เชื่อผมเถอะ อย่างมากก็เที่ยง ๆ นี่แหละเราจะได้เห็นฝั่ง
          กะลาสียกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอย่างจะแหย่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียดาย เขาพูดชมเชยความงามของมันอยู่คนเดียว “อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงฝั่ง เราจะขึ้นบก แล้วก็..อา เงินเกือบหมื่นนี่ก็จะได้สำแดงคุณค่าของมันว่าจะมีแค่ไหน”
          “มันอาจจะมีราคาเท่ากับขนมปังคำเดียว” เสียงกัดกรามมากจากหัวเรือ
          “ผมหมายถึงบนบกนะ”
          “อ๋อ! ถ้าบนบกก็แล้วไป แต่ถ้าเราไม่มีวันจะขึ้นบกล่ะ”
          “ถึงงั้นความปลื้มของผม ความเห่อเงินของผม ก็คงจะต่อชีวิตได้ไปอีกนาน คุณซีเป็นฝ่ายเสียดายจะตายเร็วเข้า เพราะคนเรายิ่งกลุ้มมันก็ยิ่งหิวจัด..”
          “สมมุติว่าเราต่างคนต่างหิวกันอีกครั้งหนึ่ง” ท่านเศรษฐีพูดขึ้นลอย ๆ
          “อ๋อ! ผมคงหิวทีหลังคุณ เพราะผมอดทนกว่าคุณ”
          ท่านเศรษฐีเงียบไป ไม่ใช่เงียบเพราะแพ้คารม หากแต่ดูเหมือนเขามีความมั่นใจอะไรสิ่งหนึ่ง มันเป็นการเงียบที่อัดเอาไว้รอระเบิดหัวเราะให้คุ้มในภายหลัง

          สาย...แล้วก็เที่ยง...จนตะวันตรงศีรษะเริ่มแผดเผาคนทั้งสอง แล้วก็คล้อยไปเมื่อเวลาบ่าย และแล้วก็เย็น ยังไม่มีวี่แววของชายฝั่งปรากฏในสายตา
          “มันยังอีกไกลเหลือเกิน” กะลาสีเริ่มวิตกเมื่อรู้สึกว่าตัวเริ่มหิว “แม้แต่นกนางนวลก็ยังบินมาไม่ถึง”
          ความหิวเริ่มบุกรุกเข้ามาในกระเพาะกะลาสีบ้างแล้วความมีร่างยักษ์หมายถึงกระเพาะยักษ์ และกระเพาะยักษ์ก็หมายถึงปริมาณอาหาร
          คนที่หัวเรือแสยะยิ้มด้วยใบหน้าที่เกรียมด้วยแดด “ฉันยังมองไม่เห็นฝั่งเลยแฮะ ว่าไงนายกัปตัน ดูนาฬิกาซิว่ากี่โมงเข้าไปแล้ว”
          “เถอะน่า” กะลาสีเอาใจตัวเองเมื่อมองดูนาฬิกา “เพิ่งห้าโมงเย็นเท่านั้น”
          “ห้าโมงเย็นเรอะ” เศรษฐีพูดเรื่อย ๆ แล้วล้วงมือไปข้างหน้าควานหาอะไรอยู่สักพัก แล้วก็พูดต่อไปว่า “ห้าโมงเย็นได้เวลาอาหารแล้วสินะ”
          สิ่งที่ติดมือเขาออกมาคือขนมปังแถวนั้นซึ่งเขากินมันเข้าไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น อุตสาห์เก็บซ่อนเอาไว้ข้างหลัง
          “อะไรกันน่ะ! เหลืออีกตั้งเยอะอย่างนั้นเชียวรึ!” กะลาสีตาลุกโพลงพูดเสียงสะท้าน
          “อ๋อ กระเพาะเล็ก ๆ อย่างฉัน กินทีละน้อยก็พอ นี่ฉันจะกินอีกสักสองคำแล้วเก็บไว้อีก”
          “คุณไม่แบ่งผมบ้างรึ” กะลาสีวิงวอน “ขายคืนให้ผมสักนิดสิ”
          “อ๋อ! ได้ซีถ้าจะซื้อ” ท่านเศรษฐีเริ่มหัวเราะบ้างแล้ว “เมื่อวานแกขายฉันราคาเท่าไรจำได้ไหมล่ะ คราวนี้ฉันจะขายแกบ้างเอาขนมปังไปคำหนึ่ง แล้วเอาของทุกอย่างของฉันคืนมา น้ำจืดในกระติกด้วย แล้วก็ลองค้นกระเป๋าของตัวเองดูซีว่ามีอยู่เท่าไหร่ ฉันเอาหมด”
          “มันควรถูกลงตามส่วนซี”
          “อย่า...ป่วยการพูดเรื่องสัดส่วน เพราะมันไม่ใช่บนบกเดี๋ยวนี้แม้ว่าเป็นเศษขนมปังนิดเดียวก็ต้องซื้อกันจนหมดตัวมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนสิ่งของ แต่มันอยู่ที่ความต้องการ ลงแกต้องการละก็เป็นเสร็จฉันละ”
          กะลาสีตะโกนสบถออกมาอย่างหยาบคาย “ลองดูซิว่ามันจะตายด้วยความหิว ไม่ซื้อ...ข้าไม่ซื้อแก ข้าจะทนหิว..”
          “อ้าว! อย่าให้ความโลภหรือทิฐิมาฆ่าตัวเองเสียซี สมมุติว่าถ้าตายเพราะความหิวแล้วสมบัติที่แกกกกอดไว้เหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร..อย่า ๆ อย่าพยายามทำร้ายฉันนะ ฉันฉลาดพอที่จะคว่ำเรือ ไหน ๆ ตายก็ให้มันตายด้วยกัน”
          กะลาสีขบฟันครุ่นคิด ระงับกิริยาที่จะโผเข้าใส่ฝ่ายตรงกันข้ามลงทันที คำรามว่า
          “อดเอา อดเอา คนจน ๆ อย่างเราอดได้ อดตายดีกว่าให้สมบัติถูกเปลี่ยนมือ”
          “นั่นไม่ใช่ความใจแข็งละมั้ง” เศรษฐียั่ว
          “แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ”
          “มันเป็นเพราะยังไม่หิวจัดต่างหาก”
          ท่านเศรษฐีหัวเราะต่อท้ายคำพูด แล้วบิขนมปังใส่ปากเคี้ยวช้า ๆ ล่อใจอีกฝ่ายหนึ่ง เกือบจะเป็นกิริยาเดียวกับที่เขาเคยถูกยั่วมาแล้ว ความจริงเขาไม่อยากได้สมบัติกลับคืนมามากไปกว่าต้องการยืนยันชัยชนะซึ่งจะต้องเป็นของนายทุนในบั้นปลาย

          หนังสือพิมพ์ลงข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับการอับปางของเรือเดินสมุทรลำนั้นว่า
          “...ต่อมาในวันที่ห้า มีเรือบดลำเล็กลอยเข้ามาใกล้ฝั่ง ชาวประมงช่วยกันออกไปรับเข้ามา และได้พบว่ามีบุคคลสิ้นชีวิตแล้วสองศพอยู่ในเรือนั้น สันนิษฐานว่า คนหนึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ที่โดยสารไปในเรือเที่ยวนั้น เพราะมีนาฬิกา แหวน กระเป๋าธนบัตรใบใหญ่ มีนามบัตรและเอกสารต่างๆ อีกคนหนึ่งมีเพียงเสื้อยืดกับกางเกงติดกาย เข้าใจว่าคงเป็นคนรับใช้หรือกุ๊กประจำเรือ”

(จบ)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
armiyuri
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #54 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2008, 09:48:21 »

สวัสดีค่ะพี่  คือหนูได้อ่านกระทู้ที่พี่ลงไว้ ของอัญชันอ่ะค่ะ  เรื่อง แม่ครับ  แล้วเป็นประโยชน์กับหนูมาก  ตอนนี้ อาจารย์ก้อให้ทำรายงานเกี่ยวกับหนังสืออัญมณีแห่งชีวิต  จึงอยากขอเรื่องปลาหางเปียอ่ะค่ะ ไว้ยกตัวอย่าง ซึ่งหนูก้อนำเรื่อง  แม่ครับไปยกตัวอย่างแล้ว   ขอโทษด้วยนะค่ะ  ที่นำเรื่องที่พี่มาลงไปมำรายงานโดยมิได้รับอนุญาต  แต่เรื่องที่พี่นำมาลงไว้ หนูก้ออ่านหมดแล้วล่ะค่ะ  ดีมากๆๆ  ขอคุณนะค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16,167



« ตอบ #55 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2008, 09:56:15 »


คุณคาเมฯ เข้ามารับทราบด่วน....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

คาเมสุมิฉาจารา
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 869



« ตอบ #56 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2008, 17:21:24 »

สวัสดีค่ะพี่  คือหนูได้อ่านกระทู้ที่พี่ลงไว้ ของอัญชันอ่ะค่ะ  เรื่อง แม่ครับ  แล้วเป็นประโยชน์กับหนูมาก  ตอนนี้ อาจารย์ก้อให้ทำรายงานเกี่ยวกับหนังสืออัญมณีแห่งชีวิต  จึงอยากขอเรื่องปลาหางเปียอ่ะค่ะ ไว้ยกตัวอย่าง ซึ่งหนูก้อนำเรื่อง  แม่ครับไปยกตัวอย่างแล้ว   ขอโทษด้วยนะค่ะ  ที่นำเรื่องที่พี่มาลงไปมำรายงานโดยมิได้รับอนุญาต  แต่เรื่องที่พี่นำมาลงไว้ หนูก้ออ่านหมดแล้วล่ะค่ะ  ดีมากๆๆ  ขอคุณนะค่ะ

ถ้าจะทำรายงานเกี่ยวกับหนังสือของคุณอัญชัน ทั้งเล่มจริง ๆ
ก็เห็นจะต้องลงทุนซื้อหนังสือ หรือ ยืมจากห้องสมุด เอาละครับ
(เข้าใจว่า หนังสือเล่มนี้ ของคุณอัญชัน มีอยู่ในห้องสมุดของสถานศึกษาเกือบทุกที่)

เพราะ ต้นฉบับ เป็นไฟล์คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่ ผมก็ได้มาโดยบังเอิญ มีคนนำมาลงไว้ในเว็บต่าง ๆ
หรือเป็นงานที่นักศึกษา พิมพ์ออกมาทำรายงาน
อย่าง "แม่ครับ" เรื่องนี้ ผมก็ได้ความอนุเคราะห์จากเพื่อนอาจารย์ ที่มีไฟล์ต้นฉบับที่นักศึกษาเขาพิมพ์ทำรายงาน
(แต่ตรวจสอบแล้ว ก็พิมพ์ผิด คลาดเคลื่อน ตกหล่น อยู่หลายที่ ผมต้องมาตรวจสอบ แก้ไข อยู่พอสมควร)

ส่วนเรื่องการนำเรื่องไปใช้ เพื่อการศึกษานั้น เป็นสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของผลงานไม่หวงห้ามหรอกครับ
จริง ๆ ถ้าติดต่อเจ้าของผลงานได้ ผมอาจขอเรื่องให้ได้ด้วยซ้ำ
แต่กรณีของคุณอัญชัน ก็จนใจ
เพราะท่านพำนักอยู่ต่างประเทศ (อเมริกา) มาหลายสิบปีแล้ว ยากที่จะติดต่อพบเจอ นะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
CK.
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 35



« ตอบ #57 เมื่อ: กันยายน 25, 2008, 22:08:08 »

 wow  ขอบพระคุณค่ะ   บางเรื่องเคยอ่านแล้วแต่นานมากเหลือเกิน  ดีใจมากที่ได้เห็น ได้อ่านอีก     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: