ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 17, 2014, 06:27:40
94,450 กระทู้ ใน 7,731 หัวข้อ โดย 9,167 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: nicole
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ทัศนสุนทรีย์  |  บ้านทรงไทย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: บ้านทรงไทย  (อ่าน 113791 ครั้ง)
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 11:05:40 »


                         

 

 

 

 

        บ้านทรงไทย ยังคงสมัยนิยมอยู่ สนใจที่จะเป็นเจ้าของทำอย่างไร?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 11:11:53 »



   

                                      ปลูกได้สัดส่วน สวยงาม ตามตำแหน่งริมน้ำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 11:23:55 »


                             จะสร้างบ้านทรงไทยสักหลัง...จะต้องทำอะไรบ้าง ?   

     จะสร้างบ้านทรงไทยสักหลัง...จะต้องทำอะไรบ้าง ? ปัจจุบัน หากท่านต้องการมีบ้านทรงไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปและไม่ไกลเกินฝัน เรามีคำแนะนำให้ท่านว่าการจะสร้างบ้านทรงไทยสักหลังจะต้องทำอะไรบ้าง ท่านที่ต้องการมีบ้านทรงไทยเป็นผู้มีความชอบและหลงใหลเสน่ห์ของบ้านทรงไทย เป็นผู้ที่ต้องการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำชาติไทยของเรา

     บ้านทรงไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น อย่างไรก็ตามการสร้างบ้านทรงไทยนั้นไม่ใช่ว่าเพียงแต่นำโฉนดที่ดินมาพร้อมกับกำเงินมาให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านทรงไทย ก็จะสามารถนั่งรอบ้านทรงไทยในฝันหลังใหม่ได้ แต่ถ้าหากหัวใจมันจะเรียกร้องบ้านทรงไทยในฝันซักหลังเพื่อเป็นบ้านในฝัน เป็นเรือนรับรองพักผ่อน หรือต้อนรับแขก ลูกค้าต่างประเทศ หรือจัดทำเป็นบ้านแสดงสินค้าแบบไทยๆ หรือจะเป็นสถานที่อื่นๆใดก็ตาม เราจะต้องดูว่า การสร้างบ้านทรงไทยซักหลัง สิ่งต่างๆ ที่ท่านจะต้องดำเนินการเองนั้น มีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง ?

     1. วางแผนและเตรียมพื้นที่และแบบบ้าน

ก่อนอื่นท่านต้องวางแผนก่อนว่าต้องการบ้านแบบใด มีพื้นที่ใช้สอยแบบใดและเตรียมพื้นที่ที่ทำการปลูกสร้างบ้านทรงไทยอย่างไรและคิด concept ของแบบบ้าน ต้องการให้เริ่มสร้างเมื่อไรและแล้วเสร็จเมื่อไร การสร้างบ้านทรงไทยต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยในการปลูกด้วย

1.1 ท่านต้องดูว่าที่ดินท่านมีลักษณะอย่างไร? มีสาธารณูปโภคเข้าถึงหรือไม่ ? หากไม่มี ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำประปา ไฟฟ้า ทางระบายน้ำ และถนนหนทาง ฯลฯ โดยน้ำประปาและไฟฟ้า สามารถที่จะขอแบบ ชั่วคราวก่อนได้ ที่ดินของท่านถมแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถม ควรจะถมให้เหนือระดับถนนเล็กน้อย

1.2 ถามใจของท่านและครอบครัวดูก่อนว่า
- ชอบบ้านทรงไทยรูปแบบไหน ตัวอย่างเช่น บ้านทรงไทยเดิม, บ้านทรงไทยภาคกลาง,บ้านทรงไทยภาคเหนือ บ้านทรงไทยภาคอีสาน หรือบ้านทรงไทยแบบประยุกต์ เป็นต้น และ Concept วัตถุประสงค์ต้องการใช้เป็นสถานที่สำหรับทำอะไร เช่น ที่พักถาวร เป็นศาลา เป็นบ้านพักรีสอร์ท Home Stay เป็นบ้านรับรองลูกค้า เป็นร้านอาหาร เป็นที่แสดงสินค้า หรืออื่นๆ
- ต้องการองค์ประกอบของบ้านทรงไทยแบบไหน มีห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ กี่ห้อง มีระเบียง มีชานนอก มีหอนก หรือบันไดแบบไหน ที่สำคัญคือกว้างยาวเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งเราต้องมีรูปแบบในใจของเราแล้ว
- พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดแบบคร่าวๆ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้

1.3 ขั้นตอนการทำแบบบ้านทรงไทยเพื่อนำมาก่อสร้าง ทำได้ 2 กรณีคือ
- เลือกแบบบ้านทรงไทยให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ โดยไทย โทร.มาคุยกับทีมงานของเรา BanSongThai.com หรือโทร.มาที่คุณบัญชา 01-852-9238 เรามีบริการทั้งแบบบ้านทรงไทยและรับปรุงประกอบบ้านทรงไทยทุกแบบทุกไสตล์ เราสร้างบ้านทรงไทยเป็นอาชีพ เรามีสถาปนิกออกแบบบ้านทรงไทยและมีช่างที่ชำนาญงาน วิธีนี้ท่านจะได้แบบบ้านทรงไทยในฝัน สำหรับผู้รับสร้างบ้านทรงไทยปัจจุบัน มีไม่มากเนื่องจากวิธีการสร้างทรงไทย ไม่มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จะใช้วิธีถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ออกแบบบ้านทรงไทยจึงยังมีน้อย
- คุยกับสถาปนิกโดยตรงในการออกแบบหรือหาแบบบ้านทรงไทยจากแบบสำเร็จรูปจากหนังสือ โดยทั่วไปแล้วสถาปนิกที่ออกแบบบ้านทรงไทยโดยตรงค่อนข้างหายาก หากจ้างออกแบบให้ตรงกับกับความต้องการแล้วค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า

1.4 เมื่อท่านตกลงกับสถาปนิก หรือผู้รับเหมาเรื่องแบบบ้านทรงไทยเรียบร้อยแล้ว สถาปนิกจะเริ่มลงมือเขียนแบบร่างเป็นแบบก่อสร้างที่ใช้ในงานก่อสร้างจริง หรือที่เรียกว่าแบบพิมพ์เขียวที่ท่านคงเคยเห็นในงานก่อสร้างกันมาบ้าง ลักษณะเป็นสีเขียวออกฟ้าซึ่งแบบพิมพ์เขียวนี้ จะเป็นแบบที่มีรายละเอียดในการก่อสร้างทั้งหมด โดยจะได้รับประมาณ 6 ชุด

     2. ขั้นตอนยื่นแบบเพื่อขออนุญาต

การติดต่อเพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จะมีได้ 2 กรณี คือ

2.1 ปลูกบนที่ดินของตัวเอง จะต้องใช้เอกสารดังนี้
- คำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง หรือ รื้อถอนอาคาร
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
- สำเนาทะเบียนสมรส ( ถ้ามี )
- สำเนาโฉนดที่ดิน ขนาดเท่าตัวจริง (ถ่ายเอกสารทุกหน้า)
- หนังสือรับรองพร้อมสำเนาบัตรผู้ประกอบวิชาชีพ วิศวกรงานก่อสร้างและสถาปนิกผู้ออกแบบ
- หนังสือมอบอำนาจผู้ขออนุญาต ( ในกรณีให้ผู้อื่นกระทำแทน ) แล้วก็ติดอากรแสตมป์ 30 บาท
- บันทึกเจ้าหน้าที่ กรณีที่ ที่ดินติดที่สาธารณะ หรือแนวเวนคืน
2.2 เช่าที่ดินของผู้อื่นปลูกสร้าง
หรือชื่อผู้ขออนุญาตกับชื่อเจ้าของที่ดินไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน
- เอกสารเหมือนในข้อ ที่ผ่านมาทุกประการ
- สิ่งที่เพิ่มเติมคือ หนังสือรับรองให้ทำการก่อสร้างในที่ดิน โดยที่เจ้าของที่ดินเซ็นต์ยินยอมให้ปลูกสร้างในที่ดินได้
หลังจากที่ได้เอกสารต่างๆครบแล้ว ยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับสำนักงานเขตหรือ ถ้าเป็นต่างจังหวัดให้ติดต่อที่ อบต. พร้อมกับแบบบ้านทรงไทยที่จะปลูกสร้างจำนวน 5 ชุด จากนั้น เจ้าหน้าที่เขตจะนัดเพื่อรอฟังผล ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้เจ้าของบ้านจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด


/ยังมีต่อ

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 11:36:39 »



     3. ติดต่อ BanSongThai.com เพื่อทำการก่อสร้างบ้านทรงไทย

หลังจากที่ท่านได้ยื่นแบบก่อสร้างกับทางเขตหรือ อบต. แล้ว ช่วงระยะเวลานี้ท่านก็มาติดต่อกับเรา BaSongThai.com ผู้เชี่ยวชาญบ้านทรงไทย (โทร. มาที่คุณมีชัย 01-780-3389 หรือ คุณบัญชา 01-852-8239) เพื่อให้ทางทีมงานของเราไปตีราคาค่าก่อสร้าง และกำหนดระยะเวลาในการ ก่อสร้างทั้งหมด และเมื่อทางเขตหรือ อบต. ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างได้ ทีมงานช่างของบ้านทรงไทยดอทคอมก็จะสามารถลงมือก่อสร้างได้ทันที
ปกติแล้วทางทีมงาน BanSongThai.com จะออกแบบ เขียนแบบ ตีราคาและกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างให้เบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียวกัน และมีการพูดคุยและตกลงกับเจ้าของบ้านให้แน่ชัดก่อนเซ็นสัญญาและลงมือก่อสร้าง

     4. ช่วงเวลาที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง

ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่เจ้าของบ้านจะต้องเอาใจใส่ด้วยและมีการพูดคุยกับผู้รับเหมาสร้างบ้านทรงไทย ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทุกอย่างรวมถึงการเปลี่ยนแบบหรือเปลี่ยนสเปค ซึ่งจะทำให้งบประมาณที่บานปลาย งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะมีการตกลงกันอย่างไรเจ้าของบ้านจะต้องตรวจดูการวางผัง การตรวจงานก่อสร้างสเปควัสดุก่อสร้าง ท่านจะต้องดูแลควบคุมใน จุดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้ละเอียด จนกว่าบ้านทรงไทยจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างที่ สมบูรณ์ เพราะว่าหลังจากที่ผู้รับเหมามอบบ้านทรงไทยให้แล้ว จะเป็นเรื่องไม่ง่ายมากนักที่จะมาแก้ไขให้ท่านในภายหลัง ควรมีการตกลงกันว่าจะให้มีการรับประกันอย่างไรด้วย จากนั้นจะเป็นเรื่องของการขออนุญาตการติดตั้ง น้ำประปา-ไฟฟ้าถาวร โทรศัพท์และ เลขที่บ้าน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น สำหรับบ้านทรงไทยในฝันของท่าน


(ดัดแปลงมาจากโฮมทูดูดอทคอม)

ไม่ได้โฆษณาให้ผู้รับเหมา การสร้างบ้านทั้งที เรื่อง ราคา แบบ ฝีมือในการก่อสร้าง และการดูแลหลังการก่อสร้าง
ท่านสามารถเลือกหา ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาได้เอง ถ้าไว้วางใจ.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 11:44:58 »



            บ้านทรงไทย ที่บางกรวย นนทบุรี







แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:04:31 »


           พระตำหนักทับขวัญ เรือนไทยสมบูรณ์แบบที่สุด   


     เรือนไทยพระตำหนักทับขวัญ พระราชวังสนามจันทร์ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแบบอย่างของสถาปัตยกรรมเรือนไทยชั้นครูที่ยังคงลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง และเป็นเรือนไทยชนิดเรือนหมู่ที่ทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไทยครบถ้วน นับ เป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่าควรแก่การทำนุบำรุงรักษาสืบไป เรามาศึกษาดูว่าเรือนไทยพระตำหนักทับขวัญ มีลักษณะและประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง.......

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ภายในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัด นครปฐม

ผู้ดูแล : มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์

ปีที่สร้าง : พ.ศ. 2444-2454

ผู้สร้าง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้ออกแบบ : พระยาวิศุกรรมศิลปประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี)


 

           ลักษณะของเรือนไทยพระตำหนักทับขวัญ

 พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่สมบูรณ์แบบ สร้างด้วยไม้สักทองใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับบ้านไทยโบราณ ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาเดิมมุงจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ฝีมือประณีตเชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) พระตำหนักทับขวัญประกอบด้วยกลุ่มเรือน 8 หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ 4 หลัง เรือนหลัง ใหญ่เป็น เรือนไทยชนิด 3 ห้อง คือมีเสา 4 แถว มีระเบียง ทางด้านข้างหรือด้านหน้า คือ ด้านที่ติดกับชาน และเรือนเล็ก 4 หลัง เป็นเรือนชนิด 2 ห้องและไม่มีชาน สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน 4 ทิศบนชานรูปสี่เหลี่ยมหรือหันหน้าเข้าหาลานกว้างตรงกลาง เรือนหลังใหญ่เป็นที่ประทับหรือหอนอน 2 หลังตั้งคู่กัน (ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้) อีก 2 หลังเป็นเรือนโถงท้องพระโรงหรือหอนั่งตั้งอยู่ด้านหน้า ห้องเสวยหรือเรือนครัวอยู่ด้านหลัง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็กอีก 4 หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม 4 มุมๆ ละ 1 หลัง ตั้งอยู่ตรงมุมของหลังใหญ่ทั้ง ๔ มุม ได้แก่ หอนก 2 หลัง เรือนคนใช้และเรือนเก็บของ

 เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันทน์ใหญ่แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงาอยู่กลางนอกชาน รอบๆ บริเวณปลูกไม้ไทย มีต้นจันทร์ จำปี นางแย้ม นมแมว เป็นต้น (เมื่อปี พ.ศ. 2510 - 2511 ยังมีกระถางไม้ดัดและอ่างปลาเหลืออยู่ที่นอกชาน เหมือนบรรยากาศนอกชานเรือนขุนช้างในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)

คูหาหน้าบันประดับด้วยป้านลมและตัวเหงาหน้าบันเป็นแบบลูกฟักหน้าพรหม ฝาเรือนเป็นไม้เข้าลิ้นแบบฝาปะกน พระตำหนักนี้จะมีบันไดขึ้นลง 2 บันได บันไดหน้ามีซุ้มประตูเป็นหลังคาซุ้มเล็กๆ ทรงเดียว กับหลังคาเรือน บันได อยู่ที่ส่วนเชื่อมต่อกันของชานระเบียงเรือนใหญ่กับเรือนเล็ก แรกเริ่มนั้นเรือน ทุกหลังมุงหลังคาด้วยตับจาก และหลบสันหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา แต่ได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผาภายหลัง โครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ พื้นเป็นไม้สักปูตามยาวของตัวเรือนมีรอดรองรับ นอกจากนี้พระตำหนักทับขวัญนี้ยังเป็นเรือนไทยที่มีใต้ถุนสูง ใต้ถุนของตัวเรือน คนสามารถเดินลอด ผ่านได้สะดวก ส่วนใต้ถุนของระเบียงและชาน สามารถลอดได้แต่ไม่สะดวกนัก

พระตำหนักเรือนทับขวัญมองดูงามได้ส่วนสัด ซึ่งไม่สามารถหากลุ่มเรือนไทยในลักษณะนี้ที่ไหนดูได้อีก

ฤทัย ใจจงรัก อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้วิจัยเรื่อง "เรือนไทยเดิม" กล่าวว่าเรือนทับขวัญ ถือว่าเป็นฝีมือครู ซึ่งเป็นแบบฉบับให้อนุชนรุ่นหลังไปศึกษาค้นคว้าได้ดีที่สุด เรือนนี้อยู่ในประเภทเรือนคหบดีเละมีส่วนประกอบครบ.



 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:16:21 »


ขอบคุณคุณ bautip

เรือนไทยและศาลาพักร้อนทรงไทยอีกหลายๆแห่งก็น่าสนใจมาก
ป้าเสลารักศาลาพักร้อนสีเขียวโศกในมหาวิทยาลัยศิลปกากร ท่าช้าง,
พระตำหนักสนามจันทร์ที่นครปฐม,พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
และอีกหลายๆแห่ง ถ้าได้รวบรวมเรื่องราวและภาพมาไว้ชมก็จะดีไม่น้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:21:21 »




แต่งห้องสไตล์โมเดิร์น รับกับมู่ลี่ปรับแสงทั้งหน้าต่างและสกายไลท์ มู่ลี่ช่วยซ่อนเร้นบรรยากาศภายในบ้านจากสายตาของเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี



ภายในหอนอนชาย เป็นที่จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖



ห้องพระบรรทม หรือ หอนอนชาย เป็นเรือนนอนชนิด 3 ห้อง หลังคาทอดคลุมมาถึงระเบียงด้านหน้า



บริเวณด้านหน้าวังหันสู่พระบรมมหาราชวัง ยอดจั่วมุขกลางเป็นลักษณะโค้ง มีตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชานโล่งแล่นกลางเชื่อมเรือนเครื่องสับ 8 หลังเข้าด้วยกันเป็นเรือนหมู่ มีต้นจันทน์ขนาดใหญ่ให้ร่มเงาและความเย็นสบาย



บันไดด้านหน้า มีซุ้มหลังคาประดับ ตัวบันไดเจาะโปร่งไม่มีราวกั้น


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:37:21 »


แฮะ ๆ ๆ 
ผมคงได้แค่เชยชมบ้านคนอื่น ..
แต่ดีใจที่มีการสร้างเพิ่มและมีบริษัทรับสร้างด้วย
..
อ้อ .. วันก่อนได้ข่าว บ้านทรงไทยถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง
แล้วก็มีข่าวว่า ชาวเขมรนั้นก็ชอบสร้างบ้านทรงไทย
จนรัฐบาลเขมรต้องออกคำสั่งห้าม ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:43:42 »




หลังคาสูง ยอดแหลม เส้นหลังคาทอดอ่อนเหมือนทรงจอมแห เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามโดดเด่นของบ้านทรงไทย



ภายในหอนอนชาย เป็นที่จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖



ฝาพระตำหนักทั้งหลังเป็นฝาปะกนไม้สักกรอบลูกฟักฝีมือประณีต เฉพาะภายในห้องพระบรรทมประดับด้วยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ล้นเกล้าฯ รัชกา
ลที่ 6 ที่กลางเพดานห้องและประตูที่เปิดไปสู่ห้องชั้นใน แต่งด้วยเครื่องแขวนดอกไม้แห้ง ดูอ่อนหวานงดงามแบบไทยๆ


                                ประวัติความเป็นมาพระตำหนักทับขวัญ

ปี พ.ศ. 2454

 จังหวัด นครปฐม เป็นจังหวัดที่มีองค์พระปฐมเจดีย์ ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นศรีแก่จังหวัดจากองค์พระเจดีย์ ไป 1 กิโลเมตรทางด้านทิศตะวันตกของเมือง มีบริเวณที่เรียกกันมาว่า "เนินปราสาท" ใกล้ๆ กับเนินแห่งนี้ มีสระน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า "สระน้ำจันทร์" พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังเพื่อแปรพระราชฐานในการเสด็จมาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ ณ เนินปราสาทแห่งนี้ พระราชทานนาม ว่า พระราชวังสนามจันทร์ การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ ในพระราชวังสนามจันทร์นั้น ได้ดำเนินติดต่อกันมาถึง 4 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2454

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเรือนไทยพระตำหนักทับขวัญขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2454 พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรับเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์

พระตำหนักทับขวัญสร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักทับแก้ว ซึ่งเป็นตึกฝรั่งอยู่ทางด้าน ตะวันออกคนละฟากถนนกับทับแก้ว

ปี พ.ศ. 2479

ในสมัยรัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทยขอให้ทับขวัญเป็นที่พักเกษตรมณฑล พ.ศ. 2479 ทางจังหวัดนครปฐมขอทับขวัญเป็นสิทธิ์ เพื่อจะจัดการบูรณะ ดังข้อความปรากฏในหนังสือสำนักพระราชวังที่ 1856/2479 ดังนี้

ด้วยคณะกรรมการจังหวัดนครปฐมมีหนังสือว่า เรือนทับขวัญ ทรุดโทรมมาก ถ้าทิ้งไว้ไม่ จัดการซ่อมแซมเสียใหม่ ก็นับวันแต่จะผุพังไป เพราะมีอายุตั้ง 25 ปีเศษแล้วจึงหารือมาว่า ถ้าสำนักพระราชวังไม่ประสงค์จะรื้อมา แล้วและ ยกให้เป็นสิทธิ์ของจังหวัดเสียทีเดียว ทางจังหวัดจะได้จัดการ ซ่อมแซมให้มั่นคงถาวรสำหรับใช้ประโยชน์ในราชการต่อไป

ตามเรื่องราวปรากฏว่า เคยเป็นตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กระทรวงวังมีความรังเกียจที่จะให้ผู้อื่นอยู่ร่วมอาศัย ได้เคยดำริจะรื้อนำมากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2476 แต่ยังมิได้จัดการอย่างไรต่อจากนี้ เลขานุการคณะกรรมการพระราชวัง ได้มีหนังสือถึงราชเลขานุการในพระองค์ ความว่า
เรื่องนี้คณะกรรมการพระราชวัง ลงมติว่า เห็นควรให้ยืนตามมติเดิม (การประชุมครั้ง 20/2479) และยังไม่เห็นควรรื้อ เพราะ เห็นว่าเรือนนี้ยังคงทนถาวรอยู่


                       
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 12:57:20 »



ปี พ.ศ. 2509

พระตำหนักทับขวัญตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พระตำหนักอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก หลังคา ชำรุดและรั่ว พื้นพัง โดยเฉพาะพื้นชานไม่ สามารถใช้ได้

ปี พ.ศ. 2511

 นับตั้งแต่มีการขยายมหาวิทยาลัยศิลปากรยังพระราชวังสนามจันทร์ในปี 2511 มหาวิทยาลัย มีความคิดที่จะใช้ทับขวัญเป็นพิพิธภัณฑ์ทางภาษาและวัฒนธรรมไทย และคิดจะบูรณะ ตั้งแต่ครั้งนี้ และคิดต่อมาเรื่อยๆ แต่ขาดเงิน

ทางด้านกรมศิลปากร น.อ.สมภพ ภิรมย์ ร.น. เขียนไว้ว่า

ครั้นเมื่อได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ได้จัดซ่อมแซมทับขวัญทั้งหมด มุงหลังคาจากตามแบบเดิม เท่าที่งบประมาณและโอกาสอันพึงกระทำได้และได้สั่งการให้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ โดยมีบริเวณรอบเรือนทับขวัญด้วย

ภายหลังทรุดโทรมลงมาก กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ของบประมาณ และขอรับบริจาคจากหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์โดยวิธีรื้อของเก่าออกทั้งหลังแล้วสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนเดิม แต่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องแทนจาก

ปี พ.ศ. 2519

ใน พ.ศ. 2519 คณะกรรมการส่งเสริมกิจการละครพูดกับนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการแสดงละครพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 เรื่อง "ตบตา" และเรื่อง "ทานชีวิต" ที่โรงละครแห่ง ชาติ เพื่อเก็บเงินตั้งเป็นกองทุนบูรณะพระตำหนักทับขวัญ คุณย่าทิม ประพันธ์สิริ คนสมัยรัชการที่ 6 ซึ่งเคยเห็นพระตำหนักทับขวัญมาตั้งแต่ยัง เป็นเด็กได้บริจาคเงินเริ่มกองทุนหนึ่งหมื่นบาท

ปี พ.ศ. 2524

 ในระยะ 3-4 ปีก่อนการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตรงกับวันที่ 1 มกราคม 2524) คณะกรรมการ 2 คณะมี ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นประธาน "คณะกรรมการฉลองวัน พระบรมราชสมภพครบ 8 รอบ และ 100 ปีของ รัชกาลที่ 6" กับ "อนุกรรมการรวบรวม และค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ ฯลฯ ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว"และมหาวิทยาลัยศิลปากรได้พยายามกระตุ้นทั้งฝ่ายรัฐบาลและเอกชนให้เห็นความสำคัญของพระตำหนักทับขวัญผลที่สุดทั้งฝ่ายรัฐบาลและเอกชนต่างก็ให้ความสนใจต่อเรื่องนี้

ใน พ.ศ. 2524 อันเป็นปีฉลองวันพระบรมราชสมภพดังกล่าวกรมศิลปากร ได้เสนอของ งบประมาณเพื่อบูรณะพระตำหนัก ทับขวัญเป็นเงินหนึ่งล้านบาท ฝ่ายมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ตั้ง "คณะกรรม การร่างโครงการบูรณะเรือนทับขวัญ" และได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ขอให้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อการนี้ แถลงว่าหาก ทับขวัญได้รับการบูรณะ เสร็จแล้ว มหาวิทยาลัย จะใช้เป็นที่ตั้งศูนย์วัฒนธรรมภาคกลางและภาคตะวันตก ปรากฏว่าธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด บริจาคเงินสมทบทุนไว้อีก หนึ่งหมื่นบาท ในปีเดียวกันนี้ชุมนุมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ได้จัดการโขนกลางแปลงเรื่อง "มารชื่อพิเภก" ได้เงินหนึ่งแสนบาทและสมาคม ชาวนครปฐม จัดงาน "ห้าธันวามหาราช" ได้เงินสมทบทุนอีกหนึ่งแสนบาท

ปี 2525

พ.ศ. 2525 บริษัทเอสโซ่ แสตนดาร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้บริจาคเงินสองล้านบาทร่วมบูรณะพระตำหนักทับขวัญ เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในขณะเดียวกันกรมศิลปากร ได้งบประมาณแผ่นดินเพื่อบูรณะพระตำหนักทับขวัญหนึ่งล้านบาท

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2525 ทาง มหาวิทยาลัยได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งหลัง โดยให้อยู่ในรูปแบบลักษณะเดิมทุกประการ นอกจากในเรื่องระบบโครงสร้างและวัสดุ โดยเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างและวัสดุ ซึ่งได้แก่ ่เสาช่วงล่างเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและเพิ่มคานด้านความยาวเพื่อรองรับราที่เพิ่มให้ถี่ขึ้น ในการรองรับพื้นเรือนให้สามารถรองรับน้ำหนักจากผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมพระตำหนักซึ่งจำนวน จะมากกว่าปกติ เครื่องมุงหลังคาเปลี่ยนจากตับจากเป็นกระเบื้องดินเผาหลบหลังคาที่สันหลังคา และหลบหลังคาปั้นลมเปลี่ยนมาเป็นทำด้วยปูน

ปัจจุบัน

ปัจจุบัน ภายในพระตำหนักใช้จัดแสดงพระราช ประวัติและพระราชกรณียกิจด้านไทยศึกษาของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น เรื่องเกี่ยวกับภาษา วรรณคดี โบราณคดี การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กิจการเสือป่า และลูกเสือไทย เป็นต้น

พระตำหนักทับขวัญ เป็นแบบอย่างของสถาปัตยกรรมชั้นครูที่ยังคงลักษณะของ เรือนไทยภาคกลางชนิดเรือนหมู่ที่ทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไทยครบถ้วน นับ เป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่าควรแก่การทำนุบำรุงรักษาสืบไป.


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 13:11:13 »


การเดินทาง

ทางรถยนต์ :-

จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม
จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ( ทางหลวงหมายเลข 338 ) มุ่งหน้าสู่นครปฐม ทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี

จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไปประมาณ 8.5 กิโลเมตร จะถึงแยกบ้านแพ้ว ( ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปบ้านแพ้ว ถ้าตรงไปจะไปนครปฐม ราชบุรี ) ให้ขับตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร จะพบสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ให้ขับขึ้นสะพาน ( ถ้าตรงไปจะไปราชบุรี ) หลังจากขึ้นสะพานแล้วให้ขับตรงไปอีกประมาณ 3.4 กิโลเมตร จะพบ 4 แยกไฟแดง ( ถ้าตรงไปก็คือ องค์พระปฐมเจดีย์ ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าไปยังตลาดนครปฐม ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปจังหวัดสุพรรณบุรี ) ให้ท่านเลี้ยวซ้าย แล้วขับตรงไปประมาณ 200 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวา แล้วขับตรงไปประมาณ 1.9 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาที่ไฟแดง เลี้ยวขวาแล้วให้ขับตรงไปประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงพระราชวังสนามจันทร์

...รถเก๋งไปได้นะครับ ...เป็นทางราดยางตลอดเส้นทาง..

ทางรถโดยสารประจำทาง :-

จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ นั่งรถสายกรุงเทพฯ - สุพรรณบุรี ไปลงที่ มหาลัยศิลปากร ( นครปฐม ) จากนั้นเดินเท้าประมาณ 400 เมตร จะถึงพระราชวังสนามจันทร์


ข้อมูลจากเวบไซต์

homedd.com
ศูนย์วัฒนาธรรมอำเภอเมืองนครปฐม มหาวิทยาลัยคริสเตียน
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
สำนักงานจังหวัดนครปฐม
เวบหามานานดอทคอม


   

   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,198



« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2006, 14:16:04 »



การตั้งถิ่นฐานทางภาคเหนือนี้ เริ่มตั้งแต่เรือนหลังเดียวในเนื้อที่หุบเขาแคบ
จนถึงระดับหมู่บ้านและเมือง ซึ่งการขนานนามหมู่บ้านนั้นข้นอยู่กับสภาพของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
เช่น หมู่บ้านที่ขึ้นต้นด้วย “ปง”คือบริเวณที่มีน้ำซับ    ”สัน”      คือบริเวณสันเนินหรือมีดอน   
“หนอง”   หมายถึง บึงกว้าง    “แม่” คือที่ตั้งที่มีลำธารไหลผ่าน
ดังนั้นชื่อเดิมของหมู่บ้านจึงเป็นการบอกลักษณะการตั้งถิ่นฐานแต่แรกเริ่ม


เรือนล้านนาแบบต่าง ๆ

จากสภาพการตั้งถิ่นฐานของชุมชนภาคเหนือ ทำให้เกิดเรือนประเภทต่าง ๆ ขึ้น
ตามสภาพการใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งเรือนพักอาศัยออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

           1) เรือนชนบท หรือเรือนเครื่องผูก เรือนประเภทนี้หาดูได้ทั่วไปตามชนบทและหมู่บ้านต่าง ๆ
เรือนชนิดนี้โครงสร้างส่วนหลังคา ตงพื้นใช้ไม้ไผ่ ส่วนคานและเสานิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง
ฝาเป็นฝาไม้ไผ่สาน หลังคามุงแฝกหรือใบตองตึง นิยมใช้ตอกและหวายเป็นตัวยึดส่วนต่าง ๆ
ของเรือนเข้าด้วยกันด้วยวิธีผูกมัด

เรือนชนบทเป็นเรือนขนาดเล็ก ถือว่าเป็นเรือนแบบดั้งเดิม เพราะวิธีการก่อสร้างเป็นวิธีการ
ที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านที่มีรายได้น้อย ยังนิยมปลูกสร้างเรือนเครื่องผูกนี้
ทั้งในตัวเมืองและชนบท

           2) เรือนกาแล เป็นเรือนพักอาศัยของผู้มีอันจะกิน ผู้นำชุมชนหรือบุคคลชั้นสูงในสังคม
ตั้งแต่ระดับชนบทถึงระดับเมือง เรือนประเภทนี้เป็นเรือนที่สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือไม้จริง
ทั้งหมด เรียกตามลักษณะของไม้ป้านลม หลังคาส่วนปลายยอดที่ไขว้กัน ซึ่งชาวเหนือ
เรียกส่วนที่ไขว้ กันนี้ว่า “แล”

สำหรับคำว่า “เรือนกาแล” เป็นชื่อที่นักวิชาการทางสถาปัตยกรรมบัญญัติไว้ เพื่อแยกความแตกต่าง
ระหว่างเรือนไม้จริงแบบที่ 3 หากแต่ชาวล้านนาในปัจจุบันเรียกว่า “เฮือนบ่าเก่า”
(เฮือนคือเรือน บ่าเก่าคือโบราณ)เพราะเป็นเรือนทรงโบราณของล้านนานั่นเอง


ลักษณะพิเศษของเรือนกาแลอยู่ที่ยอดจั่วประดับกาแลเป็นไม้สลักอย่างงดงาม ใช้วัสดุก่อสร้าง
คุณภาพดี ฝีมือช่างประณีต แต่มีแบบแผนค่อนข้างตายตัว ส่วนใหญ่เป็นเรือนแฝด
มีขนาดตั้งแต่หนึ่งห้องนอนขึ้นไป

โดยทั่วไปเรือนประเภทนี้จะมีแผนผัง 2 แบบใหญ่ ๆ คือ
แบบที่ 1 เอาบันไดขึ้นตรงติดชานนอกโดด ๆ
แบบที่ 2 เอาบันไดอิงชิดแนบฝาใต้ชายคาคลุม
ทั้งสองแบบนี้จะใช้ร้านน้ำตั้งเป็นหน่วยโดด ๆ มีโครงสร้างของตัวเอง ไม่นิยมตีฝาเพดาน
ปัจจุบันเรือนกาแลดูได้ยาก เพราะมีหลงเหลือให้เห็นเพียงไม่กี่หลัง


อย่างไรก็ตาม เรือนชนิดนี้เป็นเรือนที่แสดงถึงวิวัฒนาการของกระบวนการก่อสร้างบ้านพักอาศัย
ของชาวล้านนาที่ถึงจุดสูงสุดก่อนได้รับอิทธิพลจากต่างถิ่น ตลอดจนเป็นเรือนที่แสดงถึง
เอกลักษณ์ของชาวล้านนาอย่างชัดเจน ทั้งการวางผังพื้นที่ การจัดห้องต่าง ๆ ภายในตัวเรือน
ตลอดจนรูปทรง ล้วนสะท้อนถึงแบบแผนการดำเนินชีวิตตามระเบียบประเพณีของล้านนาทั้งสิ้น




           3. เรือนไม้ เป็นเรือนพื้นเมืองของล้านนาอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังเรือนกาแล
รูปแบบหรือลักษณะทางกายภาพของเรือนประเภทนี้ เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมการ
ปลูกสร้างแบบดั้งเดิมกับวัฒนธรรมที่ชาวล้านนาได้รับจากภายนอก ซึ่งช่างล้านนาได้รับระบบ
วิธีการปลูกสร้างและค่านิยมจากภาคกลางในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

เรือนประเภทนี้ รูปทรงภายนอกของเรือนจะผันแปรไปตามสมัยนิยม โดยเฉพาะลักษณะฝา
 ระเบียบการเจาะช่องประตูหน้าต่าง การขึ้นทรงหลังคาที่มีระนาบซับซ้อน เป็นการแสดงถึง
อัจฉริยภาพของช่างพื้นเมืองที่รู้จักประสานประโยชน์จากความรู้กับเทคนิควิทยาการช่าง
ที่ได้รับ มาจากต่างถิ่นได้อย่างกลมกลืน

เรือนไม้บางหลังมีการนำเอาระเบียบวิธีการตกแต่งลายฉลุไม้มาตกแต่งทรงจั่วหลังคา
และเชิงชายตามแบบอิทธิพลช่างไทยภาคกลางที่รับมาจากตะวันตก ชาวล้านนาเรียกเรือน
ประเภทประดับลายฉลุไม้นี้ว่า “เรือนทรงสะละไน” ซึ่งเป็นคำที่ยังหาความหมายที่ชัดเจนไม่ได้

แต่ก่อนสถาปนิกซึ่งได้รับการศึกษาแนวทางแบบตะวันตกจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยน
รูปแบบเรือนพักอาศัยให้ทันสมัยมากขึ้นนั้นชาวล้านนาเองเรียกเรือนชนิดนี้ว่า “เฮือนสมัยก๋าง”
(เรือนสมัยกลาง)หมายถึงเรือนพื้นเมืองที่อยู่ในช่วงสมัยระหว่าง “เฮือนบ่าเก่า”(เรือนโบราณ)
กับเรือนแบบสากลยุคใหม่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “เฮือนสมัย”(เรือนสมัยใหม่)

***************

ถาพเรือนกาแล (พญาวงศ์)
เรือนกาแลหลังนี้ป็นเรือนไม้ขนาดกลาง มีใต้ถุนสูง หลังคาทรงหน้าจั่ว
เป็นเรือนสองหลังร่วมพื้นมีลักษณะเด่นชัดคือมี “กาแล” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความเป็นสิริมงคล
มีลักษณะเป็นไม้แกะสลักยื่นเลยจากปั้นลม ไปไขว้กันที่ยอดจั่วเรือน เรือนหลังนี้เดิมเป็นของพญาวงศ์
อยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440 ลูกหลานพญาวงศ์ได้สืบทอด
บ้านหลังนี้มาราว 3 รุ่น ต่อมาได้ย้ายไปปลูกไว้ในวัดสุวรรณเจดีย์ จังหวัดลำพูน มร.แฮร์รี่ วอง
ได้ซื้อไว้และหลังจากนั้นมูลนิธิ ดร.วินิจ – คุณหญิงพรรณี วินิจนัยภาค ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์
และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2541











ส่วนที่เป็นครัว

------------------------------------





  เรือนเก็บข้าวเปลือกหรือ "ตุ๊ข้าว" ==>>
 

********************


เรือนพื้นบ้านภาคเหนือ (อุ๊ยแก้ว)
















ข้อมูลจาก www.geocities.com/banthai_varity/rean_north_1.htm
และ http://art-culture.chiangmai.ac.th/oldhome/สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 10:12:19 »


          เรือนไทยภาคใต้

ภาคใต้ของประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างไปจากภาคอื่น ๆ ของประเทศ กล่าวคือ มีลักษณะเป็นแหลมหรือคาบสมุทรยื่นออกไปจนจรดประเทศมาเลเซีย ล้อมรอบด้วย ฝั่งทะเล โดยมีอ่าวไทยอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออก และทะเลอันดามันอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันตก
ด้านสภาพภูมิอากาศของภาคใต้เป็นอาณาบริเวณที่มีอากาศร้อนฝนตกชุก ความชื้นสูง มี 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูฝน ในฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนจัดเหมือนภาคอื่น ทั้งนี้เพราะได้รับ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้  ลักษณะทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศดังกล่าวนี้ มีอิทธิพลสำคัญ ต่อการกำหนดรูปแบบเรือนพักอาศัยของประชาชนในภาคใต้ เช่น การออกแบบรูปทรงหลังคาให้ลาดเอียงมาก เพื่อระบายน้ำฝนจากหลังคาการใช้ตอม่อหรือฐานเสาแทนที่จะฝังเสาเรือนลงไปในดินฯลฯ
ด้านสภาพสังคมและวัฒนธรรม ประชากรในภาคใต้มีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเหล่านี้มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมจะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกับภาคใต้ หรือ “เรือนไทยมุสลิม” มีลักษณะร่วมกับเรือนพักอาศัยทางตอนเหนือของมาเลเซีย

ลักษณะเรือนไทยภาคใต้ (เรือนไทยมุสลิม)

บ้านเรือนนับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ เพื่อป้องกันอันตรายจากลมฟ้าอากาศและสัตว์ร้ายซึ่งเหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ตลอดจนจารีตประเพณีทางสังคม และรูปแบบการดำเนินชีวิต สำหรับเรือนไทยมุสลิม นอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ดังกล่าวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่มีต่อการสร้างบ้านเรือนอย่าง แท้จริง ทั้งในรูปแบบการใช้พื้นที่ การอยู่อาศัย การประกอบกิจกรรมในการดำรงชีวิต และการประดับตกแต่งตัวเรือนให้งดงามโดยทั่วไปเรือนมุสลิมเป็นเรือนแฝด และสามารถต่อขยายไปได้ตามลักษณะของครอบครัวขยาย โดยมีชานเชื่อมต่อกัน และมีการเล่นระดับพื้นเรือนให้ลดหลั่นกันไป เช่น พื้นบริเวณเฉลียงด้านบันไดหน้าแล้วยกพื้นไปเป็นระเบียง จากพื้นระเบียงจะยกระดับไปเป็นพื้นตัวเรือนจากตัวเรือนจะลดระดับไปเป็นพื้นครัว จากพื้นครัวจะลดระดับเป็นพื้นที่ชักล้าง ซึ่งอยู่ติดกับบันไดหลัง การลดระดับพื้นจะเห็นได้ชัดว่า มีการแยกสัดส่วนจากกันในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ บางตัวเรือนเมื่อสร้างตัวเรือนหลักเสร็จแล้ว ยังต้องกำหนดพื้นที่ให้เป็นบริเวณที่ใช้ทำพิธีละหมาด ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ต้องกระทำวันละ 5 ครั้ง ส่วนการกั้นห้องเพื่อเป็นสัดส่วนเรือนไทยมุสลิมจะกั้นแต่ที่จำเป็นนอกนั้นจะปล่อยพื้นที่ให้โล่ง เพราะชาวไทยมุสลิมใช้เรือนเป็นที่ประกอบพิธีทางศสานา นอกจากนั้นยังไม่นิยมตีฝาเพดาน เพราะภาคใต้มีอากาศร้อนและฝนตกชุก อากาศจึงอบอ้าว และมักจะเว้นช่องลมใต้หลังคาให้ลมโกรกอยู่ตลอดเวลา การที่ตัวเรือนยกพื้นสูง ชาวไทยมุสลิมจึงสามารถใช้ใต้ถุนประกอบกิจกรรมต่างๆ ที่ ส่งเสริมการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น ใช้เป็นบริเวณประกอบอาชีพเสริม คือ ทำกรงนก สานเสื่อกระจูด หรืออาจใช้วางแคร่เพื่อพักผ่อน บางบ้านอาจกั้นเป็นคอกสัตว์ เป็นต้น

เนื่องจากประเพณีความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิมจะแยกกิจกรรมของชายและหญิงอย่างชัดเจน ตัวเรือนจึงนิยมมีบันไดไว้ทั้งทางขึ้นหน้าบ้านและทางขึ้นครัว โดยทั่วไปผู้ชายจะใช้บันไดหน้า ส่วนผู้หญิงจะใช้บันไดหลังบ้าน รวมทั้งเป็นการไม่รบกวนแขกในการเดินผ่านไปมา อีกด้วย
ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมของเรือนไทยมุสลิม คือการสร้างเรือนโดยการผลิตส่วนประกอบของเรือนก่อน แล้วจึงนำส่วนต่าง ๆเหล่านั้นขึ้นประกอบกันเป็นตัวเรือนอีกทีหนึ่ง ขณะเดียวกัน เมื่อต้องการย้ายไปประกอบในพื้นที่อื่น ๆ ตัวเรือนก็สามารถแยกออกได้เป็นส่วน ๆ ได้เสาเรือนจะไม่ฝังลงดิน แต่จะเชื่อมยึดกับตอม่อหรือฐานเสาเพื่อป้องกันปลวก เนื่องจากมีความ ชื้นสูงมาก นอกจากนี้เรือนไทยมุสลิมยังแยกส่วนที่อยู่อาศัย (แม่เรือน) ออกจากครัว โดยใช้เฉลียงเชื่อมต่อกัน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าบริเวณแม่เรือนเป็นบริเวณที่สะอาด ส่วนบริเวณครัวนั้นสามารถทำสกปรกได้โดยง่ายและยังสามารถดับเพลิงได้สะดวกเมื่อเกิดเพลิงไหม้บริเวณครัว


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 10:15:26 »


โดยสรุป เรือนไทยมุสลิมมีลักษณะเฉพาะตัวที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ดังนี้

1. หลังคาเป็นหลังคาทรงสูง มีความลาดชัน เพื่อให้น้ำฝนไหลผ่านโดยสะดวก โดยทั่วไปมี 3 แบบ คือ หลังคาจั่ว หลังคาปั้นหยา หลังคาจั่วมนิลา มีการต่อชายคาออกไปคลุมบันได เนื่องจากฝนตกชุกมากในบริเวณภาคใต้
2. ไม่นิยมฝังเสาเรือนลงไปในดิน แต่จะใช้ตอม่อหรือฐานเสาที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ศิลาแลง หรือเสาก่ออิฐฉาบปูนรองรับ
3. วิธีสร้างเรือนจะประกอบส่วนต่าง ๆ ของเรือนบนพื้นดินก่อนแล้วจึงยกส่วนโครงสร้างต่าง ๆ ขึ้นประกอบเป็นตัวเรือนอีกทีหนึ่ง การสร้างเรือนวิธีนี้ทำให้สะดวกในการย้ายบ้าน ซึ่งนิยมย้ายบ้านทั้งหลังโดยใช้คนหาม โดยถอดส่วนที่มีน้ำหนักมากออกเสียก่อน เช่น ฝา กระเบื้องมุง หลังคา ฯลฯ
4. ไม่นิยมสร้างรั้วกั้นบริเวณเรือน แต่จะปลูกไม้ผล เช่น มะพร้าว มะม่วง ขนุน กล้วย เพื่อให้ร่มเงา และเป็นการแสดงอาณาเขตของบ้านเรือน ซึ่งนิยมสร้างแยกกันเป็นหลัง ๆ
5. การวางตัวเรือนจะหันหน้าเข้าหาเส้นทางสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก ซึ่งสามารถรับลมบกและลมทะเลได้
6. นอกจากเรือนพักอาศัยแล้ว ยังมีอาคารประกอบบ้านเรือนอีก ได้แก่ “ศาลา” ซึ่งมีรูปทรงของหลังคาคล้อยตามความนิยมของรูปแบบเรือนพักอาศัย เช่น หลังคาจั่ว หลังคาปั้นหยา ศาลาเหล่านี้จะสร้างขึ้นตามลักษณะการใช้สอย เช่น ใช้ประชุมหรือพบปะสังสรรค์ของชาวบ้านศาลาใช้สำหรับเป็นที่หลบแดดฝนระหว่างเดินทาง
7. สถานที่หรืออาคารประกอบตัวเรือนจะอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพของชาวใต้ เช่น เรือนชาวนา จะมียุ้งข้าวขนาดเล็กสำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้หน้าบ้าน เรือนชาวสวนยางพาราจะมีโรงสำหรับทำน้ำยางให้เป็นยางแผ่นและที่ตากยาง เรือนชาวประมงจะมีที่ตากปลา เป็นต้น

ประเพณีและความเชื่อในการสร้างเรือนของชาวไทยมุสลิม

ประเพณีและความเชื่อในการสร้างบ้านเรือนของชาวไทยมุสลินในอดีตจะมีพิธีกรรม หลายอย่าง เข้าใจว่าได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์เพราะตามบันทึกประวัติศาสตร์ก่อนหน้า ที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลประชาชนในดินแดนแถบนี้นับถือศาสนาพุทธมาก่อน ดังนั้น เมื่อศาสนาอิสลามเข้าหา แม้ประชาชนในแถบนี้จะนับถือศาสนาอิสลามแล้วก็ตาม แต่ประเพณีต่างๆ ของศาสนาพุทธและพราหมณ์บางอย่างก็ยังเป็นที่ยึดถือและปฏิบัติอยู่
ประเพณีการสร้างเรือนไทยมุสลิมมีขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจดังต่อไปนี้คือ

1. สถานที่สร้างเรือน

การเตรียมสถานที่สร้างเรือนจะต้องเป็นพื้นดินราบเสมอกันในบริเวณที่จะสร้างเรือน ส่วนนอกบริเวณดังกล่าวทางทิศเหนือต้องเป็นที่ดอนหรือเนิน และทางทิศใต้ต้องเป็นพื้นที่ต่ำกว่า อาจจะเป็นพื้นที่นาข้าว ส่วนทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกต้องเป็นพื้นที่เสมอกันกับพื้นที่สร้างเรือน
ถ้าเลือกพื้นที่ในลักษณะเช่นนี้เป็นที่สร้างเรือนแล้ว เชื่อกันว่าเมื่อสร้างเรือนอยู่ ชีวิตครอบครัวจะรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข การทำมาหากินจะมีโชคลาภ ได้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนและฐานะจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ถ้าหาพื้นที่ในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ เมื่อตัดสินใจสร้างเรือนในพื้นที่ใดให้หาไม้ไผ่อ่อนที่จังไม่แตกกิ่งใบ ตัดเอาแต่ด้านโคนมีความยาว 1 วา โดยวัดความยาวด้วยมือของผู้ที่จะสร้างเรือนจากปลายนิ้วมือขวาถึงปลายนิ้วมือซ้ายจากนั้นนำไปปักตรงใจกลางพื้นที่ที่จะสร้างเรือนในเวลาพลบค่ำให้ลึกลงในดินประมาณครึ่งศอก โดยก่อนจะปักไม้ไผ่ดังกล่าวจะต้องอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในบท “อัลฟาตีฮะห์” 1 จบ แล้วอ่านคำสรรเสริญพระเกียรติพระบรมศาสดามูฮัมหมัด ที่เรียกว่า “เศาะลาวาด” อีก 3 จบ เสร็จแล้วให้อธิษฐานขอให้พระอัลเลาะห์ได้โปรดประทานให้รู้อย่างหนึ่งอย่างใดว่า พื้นที่ที่ตั้งใจสร้างเรือนจะเป็นสิริมงคลหรืออัปมงคล เมื่ออธิฐานจบถึงปักไม้ไผ่ทิ้งไว้จนรุ่งเช้า แล้วจึงนำไม้ไผ่มาวัดความยาวใหม่ หากปรากฏว่าไม้ไผ่ยาวกว่าเดิมถือว่าพื้นที่นี้ดีหากสั้นกว่าเดิมถือว่าไม่ดีถ้าสร้างเรือนอยู่ครอบครัวจะแตกแยกการทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้าและมีอาถรรพ์นอกจากนี้ควรเลี่ยงการปลูกเรือนคร่อมจอมปลวกตอไม้ใหญ่หรือคลอง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการปลูกเรือนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ดิน สุสาน และพื้นที่รูปลิ้น มีนาขนาบทั้งสองข้าง


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 10:18:52 »


2. ทิศทางของเรือน

สำหรับทิศทางของเรือนชาวมุสลิมเชื่อกันว่าไม่ควรสร้างขวางดวงตะวัน เพราะจะทำให้ ผู้อาศัยหลับนอนมีอนามัยไม่ดี ไม่มีความจีรังยั่งยืนทางที่ดีที่สุดคือหันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันออก หลังบ้านอยู่ทางทิศตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมสมัยก่อนนิยมสร้างเรือนหันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือหรือทางถนนเพื่อการสัญจร ส่วนห้องนอนต้องอยู่ทางทิศตะวันตก บางบ้านนิยมสร้างเรือนข้าว โดยเชื่อว่าเรือนข้าวมีความสำคัญต่อครอบครัว เพราะเป็นเครื่องวัดฐานะความมั่นคงของเจ้าบ้านทำให้เกิดความเชื่อถือในเรื่องทิศทางและ ทำเล ที่ปลูกสร้างเรือนข้าวต่อมา โดยเชื่อกันว่าการปลูกเรือนข้าวไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ของเรือนอาศัย จะทำให้มีข้าวอุดมสมบูรณ์

3. ฤกษ์ยามในการปลูกเรือน

การเลือกฤกษ์ยามในวันลงเสาเรือน เจ้าของบ้านยังต้องไปหาฤกษ์จากผู้รู้เช่น โต๊ะอิหม่าน ซึ่งโดยมากวันที่ ที่เป็นมงคลในการเริ่มลงเสาเรือนจะถือปฏิบัติกันหลายวิธี และวิธีหนึ่งที่นิยมปฏิบัติกันทั่วไปคือ การนับธาตุทั้งสี่อัน ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีความหมายดังนี้คือ
“ดิน” หมายถึง การทำงานเป็นไปอย่างช้า ๆ อาจจะพบปัญหาและอุปสรรค
“น้ำ” หมายถึง การทำงานอยู่ในสภาพเยือกเย็นได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น
“ไฟ” หมายถึงการทำงานอยู่ในสภาพอารมณ์ร้อนการทำงานมีปัญหาและการทะเลาะเบาะแว้งในเครือญาติหรือเพื่อนร่วมงาน
“ลม” หมายถึงการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ราบรื่น ไม่ค่อยมีปัญหา มีโชคลาภและ อารมณ์เย็น
วันที่นิยมสร้างเรือน ได้แก่ วันอาทิตย์ วันอังคาร วันพฤหัสบดี ส่วนวันที่ต้องห้าม คือ วันพุธ วันเสาร์ และไม่นิยมสร้างในวันศุกร์และวันพุธปลายเดือน ทั้งนี้การนับวันของชาวไทยมุสลิมจะ นับเวลาขึ้นวันใหม่ ตั้งแต่เวลา 18.01 น. ไปจนถึงเวลา 18.00 น. ของวันต่อไป
นอกจากนี้ การสร้างเรือนของชาวมุสลิมจะไม่นิยมสร้างในข้างแรมของแต่ละเดือน แต่จะนิยมสร้างข้างขึ้น
สำหรับเดือนที่ถือว่ามีสิริมงคลในการเริ่มก่อสร้างเรือนมีเพียง 6 เดือนเท่านั้น ได้แก่
1) เดือนซอฟาร์ เชื่อกันว่าถ้าสร้างเรือนในเดือนนี้จะมีโชคลาภได้ทรัพย์สมบัติ
2) เดือนยามาดิลอาวัล เชื่อกันว่าถ้าสร้างเรือนในเดือนนี้จะมีโชคลาภ มีบริวารมากเป็น ที่ รู้จักในวงสังคม
3). เดือนซะบัน เชื่อกันว่าถ้าสร้างเรือนในเดือนนี้จะได้รับยศศักดิ์และเกียรติเป็นที่เคารพ นับถือจากสังคมทั่วไป
4) เดือนรอมฎอน เชื่อกันว่าถ้าสร้างเรือนในเดือนนี้จะมีโชคลาภและความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น
5) เดือนซุลกีฮีเดาะห์ เชื่อกันว่าถ้าสร้างเรือนในเดือนนี้จะมีโชคลาภอย่างมหาศาล ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจะได้สืบทอดถึงลูกหลานด้วยพร้อมกันนี้ญาติพี่น้องและมิตรสหายจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้นอาหารการกินสมบูรณ์ตลอดส่วนเดือนอื่น ๆ อีก 6 เดือน ถือว่าเป็นเดือนไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการลงเสาเรือน เพราะจะพบกับอุปสรรคต่าง ๆ ไม่จบสิ้น

4. การยกเสาเอก

โดยปกติบ้านหลังหนึ่งจะมี 6 เสา เวลาลงเสาจะลงหมดทั้ง 6 เสาพร้อมกัน แต่ถือว่าเสากลางด้านทิศเหนือเป็นเสาเอก ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “เตียงซือรี” ก่อนลงเสาทั้ง 6 ต้องใช้เหรียญบาทติดไว้ที่โคนทุกเสา แต่ถ้าเจ้าของบ้านเป็นคนฐานะดี อาจติดทองคำด้วย ทั้งนี้ด้วยความเชื่อว่าเมื่อติดเหรียญหรือทองคำที่โคนเสาแล้ว จะได้นั่งบนกองเงินกองทอง ทำมาหากินดี มีเงินเหลือเก็บและฐานะดีขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับเสาเอก เวลาลงเสาจะต้องเอาผ้าแดง 1 ผืน ก้านมะพร้าวที่มีใบ 3-4 ใบ จำนวนหนึ่งต้น รวงข้าวประมาณ 1 กำมือ ทองคำจำนวนหนึ่งโดยปกติใช้สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ผูกไว้ที่เสาเอกเป็นเวลา 3 วันจึงเอาออก (ส่วนทองคำหลังจากลงเสาแล้วจะเอาออกทันทีเพราะกลัวขโมย


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 10:22:08 »


5. การสร้างเรือน

เมื่อเจ้าของเรือนตกลงเลือกสถานที่สร้างได้แล้ว ก็ถึงขั้นตอนการสร้างเรือน โดยเจ้าของบ้านจะต้องตกลงกับช่างไม้ในเรื่องขนาดแบบเรือน ค่าใช้จ่าย และอื่น ๆ เพราะเรือนที่สร้างจะไม่มีการเขียนแบบแปลน แต่อาศัยความชำนาญของช่างแต่ละคนโดยทั่วไปจะมีแบบและขั้นตอนการสร้างดังนี้
5.1 ขนาดของตัวเรือนขึ้นอยู่กับจำนวนเสา โดยมากนิยมสร้างเสา 6,7 และ 12 เสา สำหรับตัวเรือนแต่เดิมนิยมสร้างเป็นเรือนแฝดมีชานกลางเชื่อมตัวเรือนหลักเข้ากับครัวแต่ต่อมานิยมสร้างเป็นตัวเรือนเดี่ยวความกว้างของเรือนนิยมสร้าง 7หรือ 9 หรือ 10 ศอก แต่ไม่นิยมสร้างเรือน 8 ศอก โดยวัดจากช่วงข้อศอกถึงปลายนิ้วกลาง ยกเว้นข้อศอกสุดท้ายจากกำมือ ส่วนบันไดนิยมความกว้างเป็นเลขคี่ เช่น 3, 5,7 จะไม่นิยมลงเลขคู่ เพราะถือว่าเป็นบันไดผี นำความอัปมงคลมาสู่ผู้อยู่อาศัย
5.2 ความสูงของตัวเรือน นิยมสร้างโดยยกพื้นใต้ถุนสูงพอคนลอดได้หรือไม่เกิน 2 เมตร เพื่อใช้ใต้ถุนเป็นที่เก็บของทำเป็นคอกเลี้ยงสัตว์ที่นั่งเล่น และใช้เป็นที่ประกอบอาชีพเสริม เช่น สานเสื่อ ทำกรงนกเขาชวา ฯลฯ
5.3 พื้นเรือน มักตีพื้นลดหลั่นกันตามประเภทการใช้สอยโดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับได้แก่ จากบันไดสู่ชาน จากชานสู่ระเบียงใช้เป็นที่รับแขก จากระเบียงยกระดับสูงขึ้นเป็นพื้นห้องโถงใหญ่และห้องนอน ลดระดับลงมาเป็นพื้นครัว ถ้าครอบครัวฐานะดีจะใช้ไม้กระดานตีให้ห่าง เพื่อระบายลมและเทน้ำทิ้ง ถ้าครอบครัวฐานะยากจนจะใช้ไม้ไผ่ตีเป็นฟากจากครัวลดระดับลงมาเป็นชานซักล้างอยู่ติดกับบันไดหลังบ้าน
5.4 การกั้นห้องและพื้นที่สำหรับละหมาดเรือนไทยมุสลิมจะกั้นห้องเฉพาะใช้นอนเท่านั้นนอกนั้นปล่อยเป็นพื้นที่โล่ง ใช้เป็นที่รับแขกและพิธีต่าง ๆ เช่น แต่งงาน งานเมาลิด ฯลฯ แต่เนื่องจากบัญญัติของศาสนาอิสลาม ชาวไทยมุสลิมจะต้องทำละหมาดทุกวัน ๆ ละ 5 ครั้ง ทุกบ้านจึงต้องกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ทำละหมาดโดยใช้เกณฑ์ดังนี้คือ
5.4.1 ต้องมีฝากหรือผ้าม่านกั้นไม่ให้คนเดินผ่าน
5.4.2 ต้องอยู่บนเรือน
5.4.3 ต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
5.5 การสร้างตัวเรือนหลัก เมื่อทำพิธียกเสาเอกแล้ว จะยกเสาที่เหลือขึ้น จากนั้นจึงติดตั้งโครงสร้างเรือน โดยประกอบโครงหลังคาบนดินก่อน แยกประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน ตีนแปแล้วขึ้นมุงหลังคาก่อนวางตงแล้วตีพื้น จากนั้นจึงตีราวฝา ติดตั้งวงกบประตู หน้าต่างตีนฝา แล้วต่อระเบียงหน้าบ้าน ต่อครัวไปทางด้านหลัง เมื่อเสร็จตัวเรือนแล้วจึงติดตั้งบันไดหน้าบ้านและหลังบ้านเมื่อสร้างเรือนเสร็จแล้วนิยมขุดบ่อน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค โดยนิยมขุดบ่อไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน และสร้างที่อาบน้ำไว้บริเวณ
ใกล้บ่อน้ำ เพราะแต่เดิมไม่นิยมสร้างส้วมหรือห้องน้ำไว้ในตัวเรือน
5.6 การประดับตกแต่งตัวเรือน เรือนไทยมุสลิมดั้งเดิมจะไม่ทาสีแต่จะใช้น้ำมันไม้ทาไม้ทาเพื่อป้องกันปลวก ส่วนการประดับตกแต่งตัวเรือนขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของบ้าน หากมีฐานะดีจะประดับตัวเรือนด้วยไม้ฉลุเป็นลวดลายประดับยอดจั่ว ช่องลมและเชิงชาย.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 10:50:54 »


     

     

     

     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
bautip
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 336


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2006, 11:00:37 »


   

   

   

   โปรดสังเกตุ สัญลักษณ์อีกอย่างของชาวใต้ คือกรงนกเขา.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal