เปิบข้าวทุกคราวคำ

(1/2) > >>

น้าดี้:
Tweet


เปิบข้าวทุกคราวคำ
   โดย  'เชิญตะวัน'
   จาก  Life & Family

"เปิบข้าวทุกคราวคำ      จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน               จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส                ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน       และขมขื่นจนเขียวคาว ฯลฯ"

เสียงเจื้อยแจ้วของสาวประถมต้น  ท่องบทกวี เปิบข้าว ของจิตต์  ภูมิศักดิ์
นักเขียนผู้กล้าทางปัญญา  สาเหตุที่สาวประถมต้นของแม่ได้รับรู้เรื่องราว
ของข้าวในอีกแง่มุมหนึ่ง  นอกเหนือจากที่เคยคุ้นแต่กับข้าวหุงสุกตักเตรียม
พร้อมกินอยู่ในจาน  เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้  ลูกมักจะตักข้าวมากินจนพูนจาน
เกินกว่าที่ตนเองจะกินได้หมด  และเมื่อกินไปสักพัก  ขณะที่ข้าวยังเหลืออยู่
ตั้งครึ่งค่อนจาน  ก็บอกแม่อย่างหน้าตาเฉย  ทำเสียงเนือย ๆ ว่า
"อิ่มแล้วล่ะแม่"  ทั้งยังใช้มือลูบท้องแสดงท่าว่าอิ่มอืดจริง ๆ

'เอ๊ะ  ได้ยังไงกันล่ะ'  นี่เป็นเพียงคำพูดที่แม่นึกเอาไว้ในใจเท่านั้น  แม่เห็นว่า
เป็นครั้งแรกที่กินข้าวเหลือเยอะแยะเช่นนี้  จึงเอ่ยปากพูดออกไปไม่เหมือน
กับใจนึกเลยว่า
"กินอีกหน่อยได้มั้ยลูก  ข้าวยังเหลืออีกตั้งเยอะ"
"อิ่มจริง ๆ เลยแม่"  เสียงยิ่งอืดหนักขึ้นไปอีก  ตั้งท่าจะหยิบจานไป
"หยุดก่อน"  แม่พูดอย่างคิด  "คราวนี้ไม่ว่าอะไรกันนะ  ครั้งต่อไปตักข้าว
น้อย ๆ แล้วลูกกินให้หมด"

ข้าวเหลือในมื้อนั้นลงไปอยู่ในท้องแม่  แม่จึงเป็นฝ่ายอิ่มหลังที่ต้องล้างถ้วย
ล้างจาน  ในมื้อต่อไปแม่จึงรีบสังเกตการกินของลูก  ในหลายครั้งหลายคราว
แม่ยังต้องย้ำเตือนอยู่เช่นนั้นสำหรับการกินข้าวเหลือทิ้งไว้ในจาน  ที่จริงถูก
ตักเตือนหลาย ๆ หน  ลูกน่าจะเรียนรู้ด้วยตนเองได้  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
การเรียนรู้จากคำบอกเล่า  การพูดจาที่ดูไม่จริงจัง  คำพูดเช่นนี้ยังไม่มีแรง
กระตุ้นเพียงพอ  ลูกไม่ใช่เด็กอนุบาลอายุ 3-4 ขวบที่ยังถือว่าวาจาของแม่
นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

น้าดี้:
Tweet



ก่อนจะเกิดการ ปฏิวัติมื้ออาหารด้วยข้าวจานเดียว  คือการบังคับให้นั่ง
กินข้าวที่ตักมาให้หมดจาน  แม้จะอิ่มตื้อสักเพียงไหนก็ตาม  (แม่จะไม่
ใจอ่อนแล้วคราวนี้!)

แม่พลันเกิดประกายความคิดในเวลาอันพอเหมาะพอควรยิ่ง  นึกถึงบทกวี
เปิบข้าว ขึ้นมาได้  วันนั้นแม่วางแผนจัดโต๊ะอาหารให้เป็นสถานที่
อ่านบทกวีเสียเลย  หาดอกไม้ใบหญ้ามาตกแต่งให้แปลกตาออกไปกว่า
วันอื่น ๆ  ลูกคนนี้ชอบของสวย ๆ แปลก ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  และตัวเอก
ของเรื่องนี้ก็คือ ข้าว ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้เลย

สาวประถมต้นเมื่อมาได้เห็นโต๊ะอันรุงรังแต่ก็เก๋ไม่น้อยด้วยฝีมือแม่  ร้อง
เสียงหลงด้วยความดีใจ  ขอเป็นแรงช่วยจัดจานจัดแก้ว  แม่แอบยิ้มในใจ
ว่าแนวคิดนี้ท่าจะได้ประโยชน์จริง ๆ เสียด้วย  ลูกให้ความร่วมมือเป็นอันดี
ยิ่ง  ระหว่างที่ช่วยกันจัดตักกับข้าวอยู่  แม่บอกลูกว่าก่อนที่เราจะกินข้าวกัน
ในมื้อนี้  แม่จะท่องบทกวีให้ลูกฟังสักหนึ่งบท  ลูกจะได้ฝึกทักษะการฟัง
ไปด้วยในตัว

"เป็นบทกวีสำคัญมากบทหนึ่งสำหรับคนไทยอย่างเรา ๆ ที่ต้องกินข้าวอยู่
ทุกมื้อ"  แม่อธิบายคำว่า เปิบข้าว ให้ลูกฟังก่อน

"เมื่อก่อนน่ะ  คนไทยไม่ได้ใช้ช้อนตักข้าวกินหรอกนะ  เราใช้นิ้วของเรา
นี่แหละเปิบข้าวกิน  เหมือนที่แม่คลุกข้าวกับปลาทูทอดให้น้องกิน"

แม่เริ่มท่องบทกวี เปิบข้าว ไปจนกระทั่งถึง "และขื่นขมจนเขียวคาว.."
ลูกถามขึ้นมาทันทีว่า  "เขียวคาวแปลว่าอะไรล่ะแม่"

คำถามนี้ทำให้แม่เกิดอาการนะจังงังเล็กน้อย  แล้วอธิบายตามที่สมองอัน
น้อยนิดของแม่จะพาไปได้ว่า  เขียวคาวนั้นอธิบายความต่อมาจากคำว่า
ขมขื่น  ซึ่งแปลได้ว่าไม่สบายใจมาก ๆ  ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี  จนอาจ
ทำให้อาเจียนออกมาได้  และคนเรานั้นถ้าไม่มีอาหารอยู่ในท้องเลย
เวลาอาเจียนออกมาจะเห็นแต่น้ำเขียว ๆ คาว ๆ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือน้ำย่อย
อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารของเรานั่นเอง

น้าดี้:
Tweet



ในโอกาสนี้แม่ร่ายบทกวีให้ฟังต่อไปแล้วรีบสาธยายให้ลูกทั้งฟังและ
ติดตามไปด้วยว่า  เป็นชาวนานั้นต้องทำงานอันสำคัญยิ่ง  คือปลูก
ข้าวให้คนทั้งประเทศกิน  แล้วก็เป็นงานที่เหนื่อยมากเช่นเดียวกัน
หลังจากที่อธิบายและท่องบทกวีกันหลายครั้งหลายหน  แม่รีบสรุป
ตีเหล็กในขณะที่เหล็กยังร้อน ๆ ต่อว่า

"ในหัวใจของลูกรู้สึกใช่ไหมว่า  ชาวนาทำนากันลำบากเหนื่อยยาก
แล้วลูกจะยังใจร้ายพอที่จะกินข้าวเหลือทิ้งไว้ในจานหรือ"

ลูกยิ้มอ่อย ๆ

"ประเทศของเราที่ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะข้าวเม็ดเล็ก ๆ ในจาน
ลูกนี่แหละ  ถ้าไม่มีข้าวกิน  เราจะมีแรงมีความคิดมาเรียนหนังสือ
มาทำงานกันได้อย่างไร"
แม่บอกสั้น ๆ พอที่เด็กวัยลูกจะเข้าใจ

มาถึงตรงนี้แล้ว  ความคิดของแม่ก็เจิดจรัสไปไกลว่า  ลูก ๆ ของเรา
น่าจะได้เรียนรู้เรื่องราวการทำนา  ได้สัมผัสรากในสังคมเกษตรกรรม
ของตนเอง  ทีได้โอบอุ้มสะสมภูมิปัญญามาให้เราทุกยุคสมัย

ยุทธวิธีเสริมทักษะการฟัง  การคิด  และจัดฉากประกอบทั้งหมดทั้งมวล
ที่แม่ทำไปนั้นได้ผลดีเกินคาด  นอกจากจะอิ่มท้องอิ่มใจแล้ว  จานข้าว
ของลูกในมื้อนั้นเกลี้ยงกริบอย่างกับแมวเลีย  ต่อจากนั้นยังไม่เคย
ปรากฏว่าลูกกินข้าวเหลือทิ้งไว้ในจานอีกเลย

บทกวี เปิบข้าว นี้มีมนต์ขลัง... ทำให้ข้าวหมดจานได้ในที่สุด
 :D

pongsakdi:
Tweet


"จากแรง มาเป็นรวง ระยะทางอันเหยียดยาว
จากรวง เป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยด สักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อ ที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
เหงื่อกูที่สูกิน ที่สูซดกำซาบฟัน"

โบจัง:
Tweet



  เหงื่อหยด      สักกี่หยาด     ทุกหยดหยาด      ล้วนยากเย็น   

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป