ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 22, 2013, 17:10:00
92,763 กระทู้ ใน 7,434 หัวข้อ โดย 8,933 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: PhoMo6Z
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  เหลือบมองบางมุมของ "ฟิลิปปินส์" ก่อนจะสายเกิน 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: เหลือบมองบางมุมของ "ฟิลิปปินส์" ก่อนจะสายเกิน  (อ่าน 5881 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 10:12:01 »


เรื่องราวของประเทศฟิลิปปินส์ ที่นำมาไว้ตรงนี้
มาจากข้อมูลและบทความหลายๆบทความ จากที่ต่างๆ
รวบรวมมาเพื่อศึกษาหาความรู้ร่วมกัน
โดยมิได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องค์กรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบุคคลใดๆทั้งสิ้น
หาก ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นอื่น ๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็น
เพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร
ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ ที่นี้


*******************

...
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Southeast Asia หรือ Southeastern Asia )

เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในทวีปเอเชีย
มี 11 ประเทศ ได้แก่ ไทย ,พม่า ,กัมพูชา ,ลาว ,มาเลเซีย ,
สิงคโปร์ ,อินโดนีเซีย ,บรูไน ,ติมอร์เลสเต(ติมอร์ตะวันออก) ,
ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

แต่ที่เป็นสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Association of South East Asian Nations)
หรือ อาเซียน (Asian) มี 10 ประเทศ คือ
ไทย ,พม่า ,กัมพูชา ,ลาว ,มาเลเซีย ,
สิงคโปร์ ,อินโดนีเซีย ,บรูไน ,ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ยกเว้น ติมอร์เลสเต(ติมอร์ตะวันออก)


และหากจะถามว่าประเทศใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่ได้รับอิทธิพลทางการเมืองจากตะวันตกมากที่สุด
ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน คำตอบคงหนีไม่พ้นฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์ตกอยู่ในอาณานิคมของสเปนกว่าสามศตวรรษ
ต่อด้วยสหรัฐอเมริกาอีก เกินครึ่งศตวรรษ
รวมที่อยู่ในอิทธิพลของสเปนและสหรัฐอเมริกาประมาณ 400 ปี
จนกระทั่งการประกาศเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2489
เป็น สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)
จัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามแบบสหรัฐอเมริกา
โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารประเทศในปี 1946


ป้อมอินทรามูรอส ตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ำฟาร์ซิกไรซัล (Rizal Park)
ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1571 โดยกลุ่มชาวสเปนเพื่อป้องกันการรุกรานจากกลุ่มโจรสลัด
(ภาพจาก http://travel.kapook.com/view16286.html)



โบสถ์ซานอะกุสติน ในกรุงมะนิลา
สร้างขึ้นในยุคสเปนครองประเทศเช่นกัน

วัฒนธรรมของคนฟิลิปปินส์จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมแบบคาทอลิกจากสเปน
ในช่วงการครอบครองอย่างยาวนานดังกล่าว
ภายใต้สเปนและสหรัฐฯทำให้เกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมพื้นเมือง
วัฒนธรรมมุสลิม วัฒนธรรมสเปนและอเมริกัน


โบสถ์มะนิลา (Manila Cathedral)

ร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์
โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์
ประชาชนชาวฟิลิปปินส์จึงมีวัฒนธรรมทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน
มีลักษณะครอบครัวที่ใกล้ชิดแบบสเปนแต่มีความทันสมัยแบบอเมริกัน

สังคมและสิ่งแวดล้อมในฟิลิปปินส์ภายใต้การครอบครองของสเปนและสหรัฐฯ
เป็นสิ่งกำหนดให้ฟิลิปปินส์มีความเป็นอยู่เช่นปัจจุบัน
 
ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการปฏิวัติชาติ
จากอาณานิคมมีการประกาศเอกราชของตนเอง
แต่ก็ถูกสหรัฐอเมริกาช่วงชิงอำนาจอธิปไตยไปภายในพริบตา

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการประกาศหลักการสิทธิมนุษยชน
เป็นประเทศแรกที่มีการหยั่งเสียงสอบถามความเห็นทางการเมืองของประชาชน

ในเรื่องประเด็นความเท่าเทียม/ความเสมอภาคทางเพศนั้นฟิลิปปินส์เกือบจะเรียกได้ว่า
เป็นประเทศเดียวในเอเชียที่หญิงชายมีสิทธิสภาพเท่าเทียมกันมากที่สุดก็ว่าได้
เนื่องจากอิทธิพลและวัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยแบบอเมริกันที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงอาณานิคมนั่นเอง

ทั้งในเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญรุดหน้ามากที่สุดในเอเชีย
กล่าวคือในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปปินส์ได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน
และงบประมาณจำนวนมากจากประเทศสหรัฐอเมริกา


ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศหนึ่ง ที่ฝ่ายศาสนาเข้าไปมีส่วนในการต่อสู้ทางการเมือง
และการขับไล่นักการเมืองเผด็จการ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ      

ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชที่สาหัสสากรรจ์ไม่น้อยหน้าใคร
การถูกครอบงำด้วยอิทธิพลศาสนาและการปกครองจากต่างชาติในเวลาอันยาวนาน
ไม่ได้กลืนความใฝ่หาอิสรเสรีภาพของชนชาตินี้ให้หายไปได้เลย



ภาพประวัติศาสตร์ ชาวฟิลิปปินส์
ลุกฮือขับไล่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอส
ในปี 1986


(ภาพจาก http://www.indymedia.org.nz/article/79452/
filipino-workers-criticize-shortcomings)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 13:49:25 »



"...ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการปฏิวัติชาติจากอาณานิคม
มีการประกาศเอกราชของตนเองแต่ก็ถูกสหรัฐอเมริกาช่วงชิงอำนาจอธิปไตยไปภายในพริบตา..."

 
กล่าวได้ว่าเส้นทางความเป็นประชาธิปไตยและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์
ดูมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน
ฟิลิปปินส์ดูเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าจนยากที่ใครจะตามทันในห้วงขณะหนึ่ง
 

ผู้ประท้วงชาวฟิลิปปินส์เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่เกิดจากการลดอัตราการจ้างงาน
เมื่อ 28 มกราคม 2009
(ภาพจาก AP)

แต่ทว่าเพราะอะไรกันทำให้ประเทศที่ดูเป็นประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชีย
กลายเป็นประเทศที่เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมากประเทศหนึ่งในปัจจุบัน
มีขบวนการต่อต้านอำนาจของรัฐเกิดขึ้นอย่างมาก
รัฐขาดประสิทธิภาพในการจัดการนอกจากการประนีประนอม
เกิดกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองนอกระบบอำนาจรัฐจำนวนมาก
ที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม
เกี่ยวพันกับผลประโยชน์และนโยบายสาธารณะระดับชาติจนเกิดปรากฏการณ์การคอรัปชั่นขนาดใหญ่
ฟิลิปปินส์จึงเต็มไปด้วยการเมืองแบบเส้นสาย
อำนาจรัฐในฟิลิปปินส์จำเป็นต้องพึ่งพิงและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มก้อนอำนาจอิทธิพลท้องถิ่น
ซึ่งอำนาจนอกระบบดังกล่าวใช้วิธีการรุนแรงอย่างยิ่งในทางการเมือง  

เช่นกรณีการสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและนักข่าวกว่าครึ่งร้อยในจังหวัดกินดาเนาเมื่อหลายปีก่อนเป็นต้น


การประท้วงของนักศึกษาและประชาชนฟิลิปปินส์เมื่อ 7 ธันวาคม 2011
ภาพจาก guardian.co.uk

แต่การอธิบายว่าระบบอุปถัมภ์ที่ฝังลึกในวิถีชีวิตคนรวมทั้งบรรดาผู้นำ
ทำให้ค่านิยมประชาธิปไตยไม่แพร่หลาย ไม่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตจิตใจ
ก่อให้เกิดการปกครองแบบเจ้าพ่อและการทุจริตคอรัปชั่นในทุกระดับ
เป็นผลให้ประชาธิปไตยฟิลิปปินส์ขาดเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว
คงไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจสังคมฟิลิปปินส์
เพราะยังขาดการเชื่อมโยงทำความเข้าใจในหลายๆมิติ เช่น มิติ ด้านเศรษฐกิจเป็นต้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 14:29:06 »


จุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญจนนำฟิลิปปินส์มาสู่การเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ
เป็นการเมืองแบบปิตาธิปไตย** อย่างในปัจจุบัน
อาจเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจการเมืองยุคประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอส (Ferdinand Marcos)

การเมืองฟิลิปปินส์ซึ่งถูกอธิบายว่ามีลักษณะแบบปิตาธิปไตย
มีลักษณะของการอุปถัมภ์สูงนั้น มีความชัดเจนมากในยุคของมาร์กอส
ที่ได้ใช้อำนาจของตนอย่างเผด็จการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง
และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกพ้อง บริวาร
จนเกิดความไม่มีเสถียรภาพและเสรีภาพทางเศรษฐกิจ



...
มาร์กอสที่ได้รับการเลือกตั้ง
เป็นประธานาธิบดีครั้งแรกใน ค.ศ. 1965
ด้วยความเฉลียวฉลาดในการบริหารประเทศ
ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ในยุคมาร์กอสช่วงแรก
ก่อนการประกาศกฎอัยการศึก
เกิดความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก
โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ
ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมาก
จากสหรัฐอเมริกา





- ภาพมาร์กอสขึ้นปก Time Magazine [สหรัฐ]
เมื่อ 21 ตุลาคม 1966

 


ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปรากฏว่ามาร์กอสได้ใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก
เกิดการคอรัปชั่นโดยเฉพาะเพื่อนพ้องบริวารของมาร์กอสเองจฯทำให้เกิดการประท้วงจากประชาชน
มาร์กอสจึงใช้โอกาสนี้ประกาศกฎอัยการศึกจัดการกับความวุ่นวายดังกล่าว  
ควบคุมสิทธิ เสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองของพลเมืองกว่า 13 ปี
มาร์กอสประกาศนโยบายสังคมใหม่ (New-Society) เพื่อพัฒนาสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ
แต่ปรากฏว่าในกระบวนการดำเนินนโยบายดังกล่าวเกิดการทุจริต
เอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในหมู่พวกพ้องบริวารอย่างมหาศาล
เศรษฐกิจในประเทศฟิลิปปินส์ถูกเรียกจากนักวิชาการว่าทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism)
ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะล้มละลายเนื่องมาจากการขาดเสถียรภาพในการจัดการและการแก้ปัญหา
ซึ่งได้หมักหมมต้นตอการพัฒนาดังกล่าวอยู่เป็นเวลานาน

จนท้ายที่สุดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)
ต้องเข้ามาจัดการกับระบบเศรษฐกิจและบทบาทของรัฐใหม่  
นอกจากเศรษฐกิจในสมัยมาร์กอสจะล้มเหลวและสร้างปัญหาเรื้อรัง
ทางการพัฒนาอย่างมากในภายหลังแล้ว
มาร์กอสยังเล่นการเมืองแบบสกปรกกล่าวคือ
มาร์กอสใช้อำนาจในการจัดการฝ่ายที่คิดต่างหรือผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งเปิดเผย
คือการใช้กองกำลังเข้าจัดการ หรือแบบซ่อนเร้น คือการสั่งฆ่า  



ในช่วงหลังเกิดความไม่พอใจการปกครองของมาร์กอสอย่างรุนแรงมากขึ้น
กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองต่างๆ เช่นกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ นักศึกษา ทหารบางกลุ่ม
ชนชั้นกลางก้าวหน้าที่ต้องการเสรีภาพทางการเมือง แม้แต่กลุ่มประชาสังคมทางศาสนา
ก็ได้เริ่มรวมตัวกันเพื่อต่อต้านต่ออำนาจการปกครองของเผด็จการมาร์กอส
การเคลื่อนไหวมีความรุนแรงและยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางมากขึ้น



หลังจากการลอบสังหารวุฒิสมาชิกอาควิโน ผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์
เกิดการรวมตัวต่อต้านมาร์กอสในกรุงมะนิลาโดยเรียกขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า
การปฎิวัติโดยพลังประชาชน (People Power Revolution)
มีประชาชนจำนวนเกือบหนึ่งล้านคนออกมาต่อต้านมาร์กอส
จนสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยสนับสนุนเผด็จมาร์กอสในการดำรงอำนาจ
ต้องเปลี่ยนข้างมาอยู่ข้างเดียวกับประชาชนฟิลิปปินส์
 




หมายเหตุ : ** รัฐปิตาธิปไตยโดยหลักการแล้ว เป็นรัฐที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางอำนาจ
ของผู้ที่ต้องการเข้ามามีอำนาจ ขาดระบบราชการที่เข้มแข็ง แต่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากภายนอก
อย่างในกรณีประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา


จาก บางตอนของ "การเมืองการปกครองฟิลิปปินส์: เสถียรภาพทางการเมืองกับประชาธิปไตยด้อยประสิทธิภาพ"
โดย วรวิทย์  ไชยทอง  
http://www.midnightuniv.org/,วิกิพีเดีย

ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 22:13:23 »



ย้อนรอยการโค่นเผด็จการมาร์กอส
โดย สุทธิชัย หยุ่น



กุมภาพันธ์ เป็นเดือนครบ 20 ปี (กุมภาพันธ์ 2006) แห่งการรวมตัวเป็นเรือนล้านของคนฟิลิปปินส์
เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีที่ชื่อเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส
 
มาร์กอสอ้างว่า ประชาชนเลือกเขามาอย่างท่วมท้น
แต่ก็โกงกินบ้านเมืองอย่างไร้ยางอาย
เพราะมีอำนาจล้นฟ้า สร้างเครือข่ายรอบตัวอย่างน่ากลัว
ครอบครัวของตัวเองมีบารมีคับบ้านคับเมือง,
ภรรยาชื่ออีเมลดา สามารถสั่งงานด้านการเมืองแทนสามีได้อย่างน่าหวาดหวั่น,
คนรอบข้างคอยบอกมาร์กอสว่า "ท่านเก่งที่สุดแล้ว, ไม่มีใครมาแทนท่านได้"


 
 
การชุมนุมของประชาชนคนฟิลิปปินส์เรือนหมื่นขยายเป็นแสนและเป็นล้านในที่สุด
ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น People Power หรือ The Philippine Revolution of 1986
เป็นการรวมตัวของประชาชนผู้มองไม่เห็นหนทางว่าจะยับยั้งไม่ให้ผู้นำเผด็จการ
ที่อ้างเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน มากินบ้านโกงเมืองได้อย่างไร,
จึงต้องใช้วิธีรวมตัวกันอย่างอหิงสาเพื่อขับไล่ผู้นำอันไม่พึงประสงค์


 
การชุมนุมที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า EDSA Revolution ยืดเยื้อถึง 4 วัน
(EDSA เป็นชื่อถนนสายหลักกลางกรุงมะนิลาที่เป็นที่ชุมนุมของประชาชนผู้อึดอัดและงุ่นง่าน)
 
ด้านหนึ่ง ประชาชนตะโกนพร้อมๆ กันให้ "มาร์กอส...ออกไป"

อีกด้านหนึ่งคนใกล้ชิดมาร์กอส ระดมประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ตะโกน "มาร์กอส, มาร์กอสสู้ๆ"
ขณะที่ผู้นำเผด็จการโกงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามจะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอีกสมัยหนึ่ง
 
ผู้นำศาสนาและผู้นำทหารเข้าร่วมกับนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย
นักธุรกิจและชนชั้นกลางเข้าร่วมต่อต้าน และเรียกร้องให้มาร์กอสลงจากตำแหน่ง
 
มาร์กอสประกาศแข็งกร้าว ยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่อยู่ข้างหลังเขา
เมินเสียเถิดที่เขาจะลาออก เพราะเขาสั่งทหารได้ สั่งตำรวจได้ สั่งส.ส.ในสภาได้
สั่งได้แม้กระทั่งอัยการและผู้พิพากษา...

 
แต่เสียงประชาชนดังก้องกังวานไปทั่วประเทศแล้ว มาร์กอสไม่ฟังใครที่แนะนำให้เขาก้าวลงด้วยความสมัครใจ


 
เมื่อเขาไม่เชื่อคนฟิลิปปินส์เอง, มาร์กอสโทรศัพท์ไปหาวุฒิสมาชิกมะกัน
ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วอชิงตัน ชื่อพอล ลาซัลท์
ซึ่งแนะนำเขาผ่านทางโทรศัพท์ด้วยประโยคที่ยังจารึกในประวัติศาสตร์ว่า
 
"Cut and cut cleanly..."

หากแปลเป็นภาษาไทยก็ต้องบอกว่า "ตัด...ตัด...ให้ขาดเถิด"
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือให้กระโดดลงจากตำแหน่งโดยปราศจากเงื่อนไข
 
มาร์กอสอึ้งไปพักใหญ่ บ่ายวันเดียวกันนั้น มาร์กอสคุยกับรัฐมนตรีกลาโหม ฮวน เอนริเล
ขอให้ทางทหารช่วยให้เขาและครอบครัวออกนอกประเทศอย่างปลอดภัย
 
เวลา 3 ทุ่มของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 มาร์กอสกับเมียและลูกๆ
ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มะกัน 4 ลำบินไปสู่สนามบินคลาก ก่อนที่จะมุ่งสู่เกาะกวม
และท้ายสุดไปลงที่เกาะฮาวายเพื่อลี้ภัยทางการเมือง
 
กระบวนการยึดทรัพย์ที่มาร์กอสและครอบครัวปล้นไปจากประเทศชาติด้วยวิธีแยบยลแบบศรีธนญชัย
ก็เริ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะประชาชนต้อง "คิดบัญชี" กับเผด็จการผู้ทำร้ายประเทศชาติอย่างไม่มีข้อให้อภัยได้
 
ผมยังจำประโยคของคนนำเสนอข่าวชื่อ Bob Simon ทางสถานีโทรทัศน์ CBS เย็นวันนั้นได้อย่างดี
 
พออ่านข่าวเรื่องมาร์กอสหนีออกนอกประเทศจบ คนข่าวมะกันคนนี้หันมามองคนดูทั่วประเทศและบอกว่า
 
"พวกเราคนอเมริกันมักจะคิดว่าเราสอนคนฟิลิปปินส์ให้รู้จักเนื้อแท้แห่งประชาธิปไตย
แต่คืนนี้คนฟิลิปปินส์พิสูจน์แล้วว่าพวกเขากำลังสอนชาวโลกทั้งมวลว่าประชาธิปไตยคืออะไรในภาคปฏิบัติกันแน่...."

 
คืนนั้น ไม่มีคนฟิลิปปินส์คนอื่นอยู่บ้าน ต่างออกมาเต็มท้องถนน ต่างจับไม้จับมือ
สวมกอดกันทั้งน้ำตา...เป็นน้ำตาของผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านร้อนผ่านหนาว,
ผ่านการถูกอำนาจรัฐคุกคาม, กลั่นแกล้ง, ปล้นสะดมมาด้วยกันอย่างมุ่งมั่นและเสียสละ
 
เป็นน้ำตาของเพื่อนร่วมชาติที่เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต
เพื่อร่วมกันขับไล่เผด็จการผู้ปล้นสมบัติของชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


จาก http://www.9digits.com/
ภาพจาก internet
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 23:33:02 »


ย้อนรอยโค่นเผด็จการมาร์กอส (2)
โดย สุทธิชัยหยุ่น


เมื่อทหาร ประชาชนตัดสินใจไม่ปกป้องผู้นำปล้นชาติ

ครบรอบ 20 ปีของการโค่นล้มจอมเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส
เพราะเหตุปัจจัยที่ละม้ายคล้ายกันหลายประเด็นเมื่อ 20 ปีก่อนกับวันนี้

ผู้นำมาจากการเลือกตั้ง อ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเขา

ผู้นำถูกกล่าวหาว่าไร้จริยธรรม, และมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล

ประชาชนทนภาวะการโกงกินบ้านเมืองอย่างกว้างขวางไม่ได้ ทนเห็นการไร้จริยธรรมในผู้นำไม่ไหวอีกต่อไป

ผู้นำดูถูกสติปัญญาชาวบ้าน, แก้ตัวไปวันๆ, ไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนอันรุนแรงของตัวเอง

...

มาร์กอส ประกาศเลือกตั้งใหม่
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986

ฝ่ายค้านส่ง คอราซอน อคิโน เข้าแข่ง
เธอคือภรรยาของผู้นำฝ่ายค้าน เบนิกโน อคิโน
ซึ่งถูกลอบสังหารที่สนามบินมะนิลา
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1983
อันเป็นวันที่กลับจากการลี้ภัยการเมืองที่อเมริกา 3 ปี
เพราะอำนาจมืดของมาร์กอส







- คอราซอน อคิโน (Corazon Aquino )


การหาเสียงโค้งสุดท้ายในการเลือกตั้งปี 1986 ของอคิโนและมาร์กอส

การเลือกตั้งครั้งนั้นโกงกินกันมหาศาล เพราะมาร์กอส กุมกลไกรัฐ
คณะกรรมการเลือกตั้ง (COMELEC) ก็กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ
ประกาศให้มาร์กอส ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเฉียดฉิว...10,807,197 ต่อ 9,291,761
แต่องค์กรกลางที่เฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งประกาศว่า
มาร์กอส ชนะอคิโน เพียงแค่ 7,835,070 ต่อ 7,053,068 หรือแค่เจ็ดแสนกว่าเสียงเท่านั้น

คณะผู้นำศาสนาออกแถลงการณ์ประณามการโกงคะแนนเลือกตั้ง
และวุฒิสภาสหรัฐ ก็ลงมติให้ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเช่นกัน

การปฏิวัติประชาชนเพื่อโค่นเผด็จการผู้มีอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในประเทศ
เริ่มด้วยการรวมตัวของประชาชนผู้สิ้นหวังใน "ระบอบมาร์กอส"
ที่ปล่อยให้วงศ์วานว่านเครือใช้อำนาจรัฐเข้าไปทำมาหากินอย่างโจ๋งครึ่ม เป็นผู้นำไร้จริยธรรม

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ตอนนั้น
จะกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยๆ ละ 4 ปี
แต่มาร์กอสก็หาทางแก้กฎหมายจนตัวเองสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศได้ยาวนานถึง 20 ปี
(ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉิน, ระงับการใช้รัฐธรรมนูญเก่า, ให้เนติบริกรของตัวเองเขียนรัฐธรรมนูญใหม่
ให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านผู้นำ) ก่อนที่ประชาชนจะรวมตัวกันเป็น People Power
เพื่อขับไล่ออกจากตำแหน่งและให้กับลี้ภัยต่างประเทศจนไม่มีแผ่นดินอยู่

มาร์กอส กุมอำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จด้วยการใช้เงินทุ่มซื้อเสียงในการเลือกตั้งอย่างมหาศาล

มาร์กอส มีความสามารถเป็นพิเศษในการ "ปั่น" ความเห็นชาวบ้าน,
สร้างภาพด้วยการเอาเงินภาษีประชาชนแจกเงินไม่อั้น,เป็นยอดนักบริหารให้เกิดการโกงกินอย่างไร้เทียมทาน,
ใช้กลเม็ดแยบยลทั้งด้านกฎหมายและช่องว่างของระเบียบ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัวของตน

มาร์กอส บริหารประเทศเหมือนสโมสรส่วนตัว สามารถควบคุมกองทัพ, สภา, ศาล, ข้าราชการประจำ,
สื่อมวลชน และธุรกิจผูกขาดยักษ์ๆ ของประเทศทั้งหมด

มาร์กอสและ "พรรคพวก" สร้างความร่ำรวยให้กับกลุ่มของตัวเองอย่างมหาศาล
ขณะที่ประเทศชาติและคนนอกสังกัดของมาร์กอส ยากจนลง



กลุ่มประชาชนชาวฟิลิปปินส์รวมกลุ่มประท้วง
ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง


หลังการเลือกตั้งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986 อคิโนเสนอ "แผนต่อต้านแบบอหิงสาเจ็ดข้อ"
เพื่อเชิญชวนประชาชนมาประท้วงเผด็จการ

แผนต่อสู้เผด็จการโกงกินนี้รวมถึงการหยุดงานอาทิตย์ละหนึ่งวัน และคว่ำบาตรไม่ใช้บริการของธนาคาร,
ร้านรวงและหนังสือพิมพ์ของมาร์กอส และคนรอบข้างมาร์กอสทั้งหลายทั้งปวง

เธอประกาศให้ชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า "หากยักษ์ใหญ่โกลีเอี๊ยดไม่ยอมลงจากตำแหน่ง,
เราก็จะใช้ความอดทนมุ่งมั่นและสามัคคีของประชาชน
เพื่อกระตุ้นให้การต่อสู้อย่างสงบของเราดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง...ไม่ชนะ, เราไม่เลิก..."
นั่นคือจุดเริ่มต้นของขบวนการสู้กับเผด็จการมาร์กอสแล้ว

เมื่อประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก
เพื่อแสดงความไม่พอใจกับเผด็จการ, คอร์รัปชันและการขาดจริยธรรมอย่างรุนแรง
กองทัพก็เริ่มพิจารณาจุดยืนของตัวเองที่จะต้องเข้าข้างประชาชน
ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองคลั่งอำนาจและทุจริต


จุดผันเปลี่ยนอันสำคัญของขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคราวนั้น
คือการตัดสินใจของนายทหารสองคนที่เดินข้ามไปหาประชาชนผู้ประท้วงพร้อมกับประกาศว่า
"กองทัพอยู่ข้างประชาชนผู้เรียกร้องความโปร่งใสและความสุจริต..."

 .......
ฮวน พอนซ์ เอ็นริเล่ (Juan Ponce Enrile)

ฟิเดล รามอส (Fidel Ramos)

คนแรกคือ รัฐมนตรีกลาโหมฮวน พอนซ์ เอ็นริเล่
และคนที่สองคือ รองเสนาธิการทหารในตอนนั้น นามว่า ฟิเดล รามอส
(ซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งและยังมีบทบาทสำคัญในการเมืองระดับชาติของฟิลิปปินส์ในวันนี้)

นายทหารผู้รักชาติกลุ่มนี้ตัดสินใจประกาศจุดยืนไม่ยอมปกป้องผู้นำที่สร้างความร่ำรวย
จากการปล้นทรัพย์สมบัติของชาติและโกงกินภาษีประชาชน เพราะพวกเขาถือตนเป็น "ทหารของประชาชน"

พรุ่งนี้จะเล่าต่อว่าเมื่อ "ทหารของประชาชน" ตัดสินใจไม่ยอมปกป้องผู้นำการเมืองที่ไร้จริยธรรม
และโกงบ้านโกงเมืองแล้วก็กลายเป็นส่วนสำคัญของ People Power เพื่อล้มล้างระบอบมาร์กอส อันฟอนเฟะได้อย่างไร



จาก http://www.bangkokbiznews.com/2006/02/23/news_19990804.php?news_id=19990804
ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 09:02:50 »


ย้อนรอยการโค่นเผด็จการมาร์กอส (3)

โดยสุทธิชัย หยุ่น


เมื่อเห็นประชาชนเป็นเรือนแสนเรือนล้านออกมาชุมนุมขับไล่เผด็จการโกงกินเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส
ผู้นำทหารที่มีความคิดแนวประชาธิปไตย ก็ตัดสินใจเดินข้ามจากฝั่งอำนาจการเมืองสกปรก
มาอยู่ข้างเดียวกับประชาชนผู้เรียกร้องความชอบธรรมของแผ่นดิน

รัฐมนตรีกลาโหมฮวน เอ็นรีเล่ กับรองเสนาธิการทหารฟิเดล รามอส ประกาศเลิกสนับสนุนมาร์กอส
ทั้งๆ ที่ผู้นำยังมีอำนาจล้นฟ้า และสั่งการปลดนายทหารคนไหนเมื่อไรก็ได้

นายทหารทั้งสองประกาศพร้อมกับทหารหาญผู้รักชาติกลุ่มหนึ่งว่า
พร้อมที่จะตายดีกว่าที่จะได้ชื่อว่า "พายเรือให้หัวหน้าโจรปล้นประเทศ"

มาร์กอสตอบโต้ด้วยการประกาศว่า เขาไม่ได้เกรงกลัวทหาร
กลุ่มที่ประกาศอยู่ข้างผู้ชุมนุมและเรียกร้องให้เขาลาออกเลยแม้แต่น้อย



จอมเผด็จการออกวิทยุตัดไม้ข่มนามด้วยการประกาศว่า
"พวกขบถถูกต้อนจนมุมแล้ว ผมจะกวาดล้างพวกเขาด้วยปืนใหญ่และรถถังได้อย่างง่ายดาย
ผมขอประกาศว่าจะยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป
และหากจำเป็นผมจะปกป้องตำแหน่งของผมด้วยกำลังทุกอย่างที่ผมมี..."

มาร์กอสรู้ตัวว่ามาถึงเฮือกสุดท้ายแห่งลมหายใจของการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว
เสียงแข็งขันของเขาต่อสาธารณชนคือเสียงของคนดิ้นรนวาระสุดท้าย
โดยหวังว่าการประกาศด้วยถ้อยประโยคดุดันนั้น จะทำให้ฝ่ายเรียกร้องให้เขาก้าวลงจากตำแหน่งต้องถอยไป

แต่มาร์กอสไม่ได้สำเหนียกแม้แต่น้อยว่า "กำลัง" กับ "อำนาจ" นั้น มิจำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป

แม้เขาจะยังหลงคิดว่ายังมี "กำลัง" ที่จะปกป้องตำแหน่งเขาอย่างเหลือเฟือ,
มาร์กอสหารู้ไม่ว่า "อำนาจ" อันชอบธรรมนั้นได้หดหายไปหมดสิ้นแล้ว
เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาประกาศรวมตัวกันให้เขารู้ว่าประเทศชาติ
มิอาจจะให้เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดของชาติได้อีกต่อไปแม้แต่วันเดียว

...

Radio Veritas ซึ่งเป็นสถานีวิทยุอิสระ
ของฝ่ายศาสนาคาทอลิก
ประกาศให้ประชาชนออกมาปกป้องนายทหารผู้รักชาติ
ด้วยการไปล้อมกระทรวงกลาโหม
อันเป็นที่ทหารประชาธิปไตยปักหลักต่อต้านมาร์กอส

ชาวบ้านหลายหมื่นคนออกมาตั้งด่าน
เพื่อกั้นไม่ให้ทหารที่ยังถูกบังคับให้ต้องจงรักภักดีต่อมาร์กอส
เข้าไปถล่มโจมตีฐานที่มั่นแห่งการคัดค้าน
ของเหล่าทหารหาญได้



เป็นเวลา 4 วันเต็มๆ ที่ประชาชนและสมาชิกครอบครัวหลายหมื่นคนปักหลักตั้งแคมป์กลางถนน
ประกาศพร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องไม่ให้ทหารฝ่ายเผด็จการเข้ามาปะทะกับทหารฝ่ายประชาชน

บรรยากาศของการประท้วงกลายเป็นการรวมตัวชุมนุมอย่างเป็นกันเองของประชาชน
ผู้ประกาศว่า "ไม่ชนะ...ไม่เลิก"
ผู้คนหอบลูกจูงหลานและนัดหมายเพื่อนฝูงมาพบกันที่ลานถนนอันเป็นศูนย์กลางแห่งการประท้วง
ฟังวิทยุเสรีไป ร้องรำทำเพลงและตั้งวงถกการเมืองเพื่อขับไล่มาร์กอสไป

พระสงฆ์หลายองค์เข้ารวมตัวกันกลางถนน
เพื่อสวดมนต์วิงวอนให้ประเทศชาติรอดพ้นจากภัยพิบัติ
ขอให้ผู้นำเผด็จการได้สำนึกถึงความชั่วร้ายที่ตนและพรรคพวกได้กระทำลงไป
และขอให้พวกเขาออกไปจากตำแหน่ง เพื่อสังคมจะได้กลับสู่ภาวะปกติ

มาร์กอสวางแผนสู้ด้วยการซื้อเวลา และเตรียมการนองเลือด เขาบอกคนใกล้ชิดในยามที่วิกฤติพุ่งถึงระดับสูงสุดว่า

"เราจะรอเวลา... เราต้องสลายการชุมนุมของพลเรือน...เพื่อเราจะได้ถล่มทหารขบถพวกนี้..."

ว่าแล้วมาร์กอสก็ส่งทหารนาวิกโยธิน, รถถัง, และยานเกราะเข้าบุกยึดค่าย Camp Crame



ประชาชนเรือนแสนปักหลักอยู่กลางถนน ไม่ยอมถอยให้รถถังและทหารฝ่ายเผด็จการที่ดาหน้าเข้ามา

ขณะที่รถถังขยับจะเข้าบดขยี้ค่ายทหารแห่งนี้ ประชาชนนั่งลงตรงหน้ารถถังเหล่านั้น



รถถังหยุด...ประชาชนผู้ประท้วงยื่นบุหรี่, ขนมและดอกไม้ให้ทหารที่ถูกมาร์กอสสั่งให้มาสังหารประชาชน

รถถังเดินหน้าต่ออีก...ชาวบ้านผู้ประท้วงก็ไม่ยอมขยับหนี...นั่งขวางทางของรถถังอยู่บนถนนแห่งนั้น

ขบวนรถถังหยุดอีก...ทหารนาวิกโยธินคนหนึ่งขู่ว่าจะเริ่มยิงผู้ขัดขวางการปฏิบัติการ
พระและชีคุกเข่าต่อหน้ารถถังและเริ่มสวดมนต์



ไม่มีเสียงปืนดังแม้แต่นัดเดียว...ขบวนรถถังหันกลับ...ประชาชนส่งเสียงเชียร์ด้วยความปีติ

พลังประชาชนย่อมอยู่เหนืออำนาจของอาวุธใดๆ ที่จอมเผด็จการจะใช้มาข่มขู่ประชาชนได้


ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น, มาร์กอสและครอบครัวก็หนีหัวซุกหัวซุนผ่านประตูหลังของทำเนียบมาลากันยัง...
ลงเรือที่รออยู่เพื่อข้ามแม่น้ำปาซิกไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่รออยู่...มุ่งสู่ฐานทัพเรือที่คลาก
จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศมะกันมุ่งหน้าสู่เกาะกวมและต่อไปลี้ภัยที่เกาะฮาวายในท้ายที่สุด


จาก กรุงเทพธุรกิจ 23 กุมภาพันธ์ 2549
http://www.bangkokbiznews.com/2006/02/24/news_20003467.php?news_id=20003467
ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 13:17:31 »


จากบทความ บางส่วนเรื่อง พลังศาสนากับเผด็จการทางการเมือง
โดย  เสรีภาพ ณ ชะเยือง
ใน http://www.siamnewmedia.net/siamnewmedia/index.php?option=com_content&task=view&id=105&Itemid=28

เล่าถึง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อี มาร์กอส ไว้อย่างน่าสนใจมาก....



*****************


...

เฟอร์ดินานด์ อี มาร์กอส (Ferdinand E. Marcos)


เกิด: 11 กันยายน , 1917
Sarrat, Philippines
เสียชีวิต : กันยายน 28, 1989
Honolulu, Hawaii  




ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อี มาร์กอส (Ferdinand E. Marcos)
เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1917 มีสายเลือดผสมระหว่างชนเผ่าอิโลคาโน
ซึ่งเป็นชาวเขาทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์กับสายเลือดจีนและญี่ปุ่น
บิดาเป็นนักกฎหมาย มารดาเป็นครู
มาร์กอสเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์  
เขาเรียนเก่งเป็นที่ล่ำลือไปทั้งประเทศ ตอนเรียนจบใหม่ๆ
เขาถูกจับข้อหาสังหารคู่แข่งทางการเมืองของบิดา

ความอหังการของมาร์กอสฉายแววตั้งแต่ครั้งนั้น
เขายืนยันขอเป็นทนายว่าความให้ตนเอง และชนะคดีในที่สุด

ช่วงถูกจับ มาร์กอส ต้องท่องหนังสือในคุกเพื่อสอบบอร์ดทางกฎหมาย
(คงเทียบได้กับเนติบัณฑิตไทย) และสอบได้ที่ 1 ของประเทศ  

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง มาร์กอสสมัครเป็นทหาร ได้รับยศร้อยตรี
และได้สร้างวีรกรรมในการรบแบบกองโจร ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างทรหดและฉลาดเฉลียว  

ในปี 1942  มาร์กอสได้รับเหรียญเกียรติยศ เชิดชูให้เป็นฮีโร่แห่งชาติมากมาย
เช่น Distinguished Service Cross (Extraordinary heroism in action)
สำหรับผู้สร้างวีรกรรมระดับฮีโร่ขั้นพิเศษ  และอื่นๆ อีก 4-5 เหรียญ
ส่วนใหญ่ได้จากวีรกรรมอันห้าวหาญที่ทำไว้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ก่อนจะขึ้นมามีอำนาจ  
ซึ่งบางกระแสก็อ้างว่า ประวัติของเขาเป็นการแอบอ้างเกินจริงไปหน่อย
แต่ประวัติการได้รับเหรียญมีอยู่จริง
โดยได้รับการจารึกไว้ในเอกสารของกองทัพจนทุกวันนี้

อาศัยชื่อเสียงจากการเป็นวีรบุรุษสงคราม  และบิดาที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น
มาร์กอส เข้าสู่การเมืองในปี 1945 ในฐานะผู้ช่วยด้านเทคนิค
ของประธานาธิบดีมานูเอล โรฮาส (Manuel Roxas)
และใต่เต้าขึ้นเป็นผู้แทนราษฎรในปี 1949 เป็นวุฒิสมาชิกในปี 1963
และได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1965   เมื่ออายุได้  48 ปี



ในสมัยแรกของการเป็นประธานาธิบดี มาร์กอสสร้างความเจริญ
และความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างมาก
เขาพัฒนาทั้งทางอุตสาหกรรมและการเกษตรขนานใหญ่
ปรับปรุงกฎหมายและความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ
เป็นพันธมิตรสนิทของอเมริกา และเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ถึง 3 คน คือ ริชาร์ด นิกสัน, โรแนลด์ เรแกน และ ลินดอน จอห์นสัน


มาร์กอส กับ โรแนลด์ เรแกน

ตลอด 20 ปีในตำแหน่ง มากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลานี้  
มาร์กอสได้พัฒนาประเทศ จนทำให้ฟิลิปปินส์
เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในเอเซียอย่างปฏิเสธไม่ได้  
จะเป็นรองก็แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น


right: Minister Harold Holt of Australia; Park Chung Hee, President of South Korea;
President Ferdinand Marcos, of the Philippines; Prime Minister Keith Holyoake of New Zealand;
Nguyen Van Thieu, chairman of South Vietnam's National Leadership Committee;
Prime Minister Thanom Kittkachorn of Thailand and U.S. President Johnson. ---

ในเดือนตุลาคม ปี 1966 มาร์กอสทำให้ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพในการประชุม  Manila Summit
โดยมีผู้นำหลายประเทศไปร่วมรวมทั้งนายกรัฐมนตรีไทย พลเอกถนอมกิตติขจร
และ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลินดอน จอห์นสัน
(ภาพโดย  Bettmann/CORBIS)


ในช่วงแรก ค.ศ. 1966 -1970  มาร์กอสโหมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก
เช่น ถนน โรงพยาบาล และโรงเรียน  ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มรายได้ให้รัฐ  
ช่วงนี้เขาสร้างโรงเรียนมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ก่อนหน้าเขาทั้งหมดรวมกัน

...  

มาร์กอสได้สมรสกับสาวไฮโซคนสวย
ชื่อ อิเมลด้า โรมัลเดส (Imelda Romualdez)
อดีตมิสมนิลาปี 1950 (เทียบเท่านางสาวไทยของฟิลิปปินส์)
โดยเข้าพิธีสมรสในปี 1954  
อิเมลด้าเป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมืองช่วยสามีอย่างสูง
นางถูกนักข่าวทั่วโลกขนานนามว่า
“ผีเสื้อเหล็ก (Steel Butterfly)”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 23:33:20 »


จากบทความ บางส่วนเรื่อง พลังศาสนากับเผด็จการทางการเมือง
โดย  เสรีภาพ ณ ชะเยือง
(ต่อ)

******************


มาร์กอส ยอมให้ประเทศเป็นฐานทัพอเมริกันเพื่อถล่มเวียตนาม
และส่งกองทหาร ไปช่วยในเวียตนาม เช่นเดียวกับไทย
แต่เป็นทหารช่าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่เพื่อรบ  
เขามุ่งสร้างภาพเป็นคนรักสงบมากกว่าสงคราม
และเขาก็ต้องต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และมุสลิมอย่างหนัก  เช่นเดียวกับผู้นำไทย
 
ก่อนหมดสมัยแรก มาร์กอสถูกกดดันให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่
เพราะของเก่าใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคม  
และมีข้อห้ามที่ทำให้เขาสมัครเลือกตั้งอีกสมัยหนึ่งในปี 1973 ไม่ได้  


สมาชิก New Peoples Army (NPA)
(ภาพจาก http://photoblog.mindanao.com/)

ในช่วงปี 1970-72 พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ได้ตั้งกองทัพประชาชนใหม่ (New Peoples Army) ขึ้น
กลุ่มมุสลิมทางใต้แถวมินดาเนาก็พยายามแยกตัวเป็นเอกราช
โดยตั้งกองกำลังปลดแอกมอโร (Moro National Liberation Front) ขึ้นอีก
นักศึกษาประชาชนส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจรัฐบาล  มีการเดินขบวนประท้วงและหยุดงานประปราย  
สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลให้มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึก
ในวันที่ 21 กันยายน 1972 โดยอ้างว่าต้องทำให้ประเทศสงบสุข

ระยะแรกของการใช้กฎอัยการศึก เป็นที่พอใจของประชาชนอย่างมาก
อาชญากรรมลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เหลือ มาร์กอสพยายามลดปัญหา
โดย ยอมให้คู่ต่อสู้ทางการเมืองไปลี้ภัยในต่างประเทศได้
เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และแข็งแกร่งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ดุลการค้าและงบประมาณของประเทศ เป็นบวกตลอดระยะ 9 ปีของการใช้กฎอัยการศึก

ผลผลิตรวมของประชาชาติเพิ่มจาก 55 พันล้านเปโซในปี 1972
เป็น 193 พันล้านเปโซในปี 1980 เพิ่มเกือบ 400%  
นักท่องเที่ยวเพิ่มจากปีละ 2 แสน เป็น 1 ล้านคนต่อปี

ผู้เขียนเชื่อว่า ช่วงนี้ มาร์กอส มีความรักชาติและหวังดีต่อประชาชนของเขาโดยบริสุทธิ์  
จากที่เคยทำวิจัยอยู่ในกรุงมนิลาช่วงที่เขาเรืองอำนาจ  
ผู้เขียนทราบว่าเขามีความห่วงใยสถานการณ์เศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างมาก  
เขาตั้งหน่วยวิทยุตรวจสอบติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ
แต่ละวันหน่วยข่าวกรองทางเศรษฐกิจของเขาจะต้องรายงานราคาข้าว หมู เห็ด เป็ดไก่
เข้ามายังกรุงมนิลาโดยใช้คลื่นวิทยุต่างๆ  โดยเฉพาะคลื่นสั้นของทหาร
เนื่องจากประเทศเป็นเกาะจำนวนมาก จึงมีปัญหาข้อผิดพลาดจากการรายงานตัวเลข
ด้วยเสียงค่อนข้างมาก เนื่องจากคลื่นรบกวน  
ผู้เขียนเคยทำงานภายใต้ทุนวิจัย เพื่อพัฒนาระบบรายงานผลนี้ให้เป็นแบบใช้ข้อความดิจิตอล
เพื่อลดข้อผิดพลาดผ่านทางเครือข่ายวิทยุดังกล่าว

เมื่อเศรษฐกิจดี ประธานาธิบดีมาร์กอส  ครอบครัวและญาติมิตร
ต่างก็ได้เป็นเจ้าของกิจการธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจพลังงาน
อุตสาหกรรมไฮเทค เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  
กลายเป็นกลุ่มทุนที่กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศไว้ในมือ  


          มาร์กอสจึงมีอำนาจบารมีล้นฟ้า ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ในขณะเดียวกัน นางอิเมลด้า ภริยา ก็ส่งเสริมความหรูหราฟุ้งเฟ้อในสังคม
กลายเป็นสุภาพสตรีที่ได้รับการกล่าวขานถึงในวงการแฟชั่นไฮโซระดับโลก
นางสะสมรองเท้าตามแฟชั่นราคาแพงสุดหรูกว่า 2,000 คู่
สะสมเครื่องเพชรพลอยราคาแพงมากมายไว้โอ้อวดแขกบ้านแขกเมือง

คอลเล็คชั่นรองเท้าของอิเมลด้า มาร์กอส
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=QcUXtb1uQ8Q" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=QcUXtb1uQ8Q</a>


ในขณะที่ประชาชนชาวไร่ชาวนาฟิลิปปินส์อดอยากไม่มีอะไรกิน
นางพยายามปกปิดแหล่งเสื่อมโทรมที่อยู่ของชุมชนยากไร้ในกรุงมนิลา
โดยการสร้างรั้วสังกะสีทาสีเขียว ปิดกั้นข้างถนนไว้เป็นสิบๆ กิโลเมตร
ไม่ให้แขกบ้านแขกเมืองได้เห็น

ทุ่มเงินสร้างแหล่งบันเทิงหรือสถานที่แสดงความยิ่งใหญ่ของสามี  
เช่น ปรับปรุงปราสาทมาลากันยัง สร้างศูนย์วัฒนธรรมไว้จัดงานหรู
จนทำให้มีคนกล่าวขานกันว่า นางกำลังสร้างราชวงศ์มาร์กอสขึ้นในฟิลิปปินส์


ทำเนียบมาลากันยัง (The Malaca&ntilde;ang Palace) ที่พำนักของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

มาลากันยัง  สร้างเมื่อปี 1750 เป็นคฤหาสน์ในแบบ Spanish Colonial style
ปรับปรุงให้หรูหรายิ่งขึ้นในสมัยประธานาธิบดีมาร์กอส
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6TfjJfF-dNU" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=6TfjJfF-dNU</a>



ในเวลาเดียวกัน มาร์กอสก็ปราบปรามฝ่ายต่อต้าน ทั้งกลุ่มรักชาติรักประชาธิปไตย
กบฏคอมมิวนิสต์และมุสลิมอย่างหนัก หน่วยข่าวกรองของเขาแทรกซึมไปทุกแห่งหน
พวกนักศึกษาที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกต่อต้านมักหายตัวไปอย่างลึกลับ  
มีข่าวว่าถูกฆ่าหรือขังลืมมากมาย มีข่าวเกี่ยวกับการทรมานนักโทษ
เพื่อรีดความลับอย่างน่าสะพรึงกลัว


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2012, 23:26:23 »



...
มาร์กอสมีคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญอยู่คนหนึ่ง
คือ วุฒิสมาชิก เบนนิโง อกิโน จูเนียร์ (นินอย)
(Senator Benigno Aquino Jr., 1932-1983)
ซึ่งมักขุดคุ้ยการใช้อำนาจที่ไม่ยุติธรรมของเขา
ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เสมอ




- วุฒิสมาชิก เบนนิโง อกิโน จูเนียร์  


เดือนกันยายน 1972 หรือหนึ่งปีก่อนครบกำหนด
ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญก็จะต้องเป็นสมัยสุดท้ายของเขาด้วย
มาร์กอสออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึก
และจากนั้นมาอีก 14 ปี เขาปกครองฟิลิปปินส์แบบผู้เผด็จการ


เมื่อมาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972  
อกิโนและพวกถูกจับทันทีเป็นกลุ่มแรก ในข้อหาฆ่า และมีอาวุธในครอบครอง
โดยอ้างเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดมาแล้วเกือบปี
คือกรณีมีคนโยนระเบิดใส่ฝูงชนในงานเปิดตัวหาเสียงของพรรค  Liberal Party
ทำให้คนตาย 9 คน บาดเจ็บ 85 คน(เรื่องเกิดตั้งแต่ปี 1971)  



นับจากวันถูกจับ อกิโนถูกนำขึ้นกระบวนการใต่สวนด้วยศาลทหาร และจำคุกอยู่ถึง 7 ปี

ในช่วงถูกขังเดี่ยวอันยาวนาน  อกิโนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้บ้าง
ผ่านพรรคพวกที่สนับสนุนเขาภายนอก  เขาใช้เวลาศึกษางานของมหาตมะ คานธี และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
ทำให้จิตใจเขาเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
เขากลายเป็นคนที่พร้อมจะตายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม  และถึงกับเดินตามรอยมหาตมะคานธี
โดยการประกาศอดอาหารอยู่ในคุกยาวนานถึง 40 วัน 40 คืน  

อกิโนยกเลิกการอดอาหารประท้วงมาร์กอส
เพราะญาติมิตรและบาทหลวงหลายคนขอร้องให้เลิก
โดยอ้างว่า พระเยซูเจ้าเคยอดอาหารเช่นกัน แต่ก็ไม่เกิน 40 วัน 40 คืน
ท่านคงไม่อยากให้อกิโนทำเกินหน้าท่าน

จนถึงปี 1977  ศาลทหารตัดสินว่าอกิโนผิดจริง  และให้ประหารชีวิตโดยการยิงเป้า
แต่ช่วงนั้นยังวุ่นวายจากการประท้วงของประชาชน
พวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และมุสลิมหัวรุนแรง  
มาร์กอสจึงรีรออยู่ ไม่กล้าสั่งยิงทันที คงเพราะกลัวจะก่อศึกเพิ่มหลายด้านเกินไป
ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นความผิดพลาดในชีวิตของเขาที่เลวร้ายที่สุด
พลิกชะตาชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง


เบนนิโง อกิโน และภรรยา คอรี หรือ คอราซอน (Corazon Aquino )
ซึ่งต่อมาเป็นผู้นำแนวร่วมปฏิวัติพลังประชาชนโค่นล้มเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสจนสำเร็จ
ขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศฟิลิปปินส์ และของทวีปเอเชีย


ภาพจากวิกิพีเดีย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 18:51:18 »


การตัดสินของศาลทหารถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่า ไม่ยุติธรรมและทำตามใบสั่งมาร์กอส  
นักโทษประหารอกิโน ได้รับความเห็นใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น  
มาร์กอสพยายามแสดงว่าตนเองมีใจกว้างพอ
โดยอนุญาตให้อกิโนได้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนในสภาชั่วคราว
(Interim Batasang Pambansa 1978) จากในคุก
ซึ่งเขาจัดขึ้นเพื่อลดกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย  

คุกที่เคยคุมขัง เบนนิโง อกิโน จูเนียร์ ที่ Fort Bonifacio
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=CaFeH1-dNVc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=CaFeH1-dNVc</a>

 อกิโนประสานงานกับผู้สนับสนุนเขาที่อยู่นอกคุก
ให้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ ลาคัส อัง บายาน (Lakas ng Bayan) แปลว่า ”พลังประชาชน”
และใช้สโลแกนว่า “LABAN” (ลาบาน แปลว่าสู้) เพื่อส่งคนเข้าสนามเลือกตั้งสภาชั่วคราว 21 คน
พรรคนี้เลยได้ชื่อพรรคลาบาน อีกชื่อหนึ่ง

อกิโนนั่งรอคำสั่งประหารต่อมาอีก 2 ปี มาร์กอสก็ไม่สั่งดำเนินการสักที
เป็นการบั่นทอนจิตใจที่คงทุกข์ทรมาณมากทีเดียว

เพื่อปลุกไฟปฏิวัติให้ร้อนแรงขึ้น หนังสือพิมพ์ “Bulletin Today” ตีพิมพ์ข่าว
โดยอ้างแหล่งข่าวจากสำนักข่าว UPI เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1979 ว่า
อกิโน ซึ่งขณะนั้นถูกขังไว้นานเกือบ 6 ปีแล้ว  รู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
จึงได้ส่งจดหมายถึงคาร์ดินาลซิน  สังฆราชในขณะนั้น
ขอร้องให้นำประชาชนออกมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก  
โดยเห็นว่า มาร์กอสใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือ
กดขี่ประชาชนไว้ยาวนานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กรณีของเขา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า
ศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึกลำเอียงแค่ไหน  
มาร์กอสสั่งปิดชั่วคราวหนังสือพิมพ์นี้ทันที



กระแสต้านอดีตฮีโร่มาร์กอส และหนุนอกิโน ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ  
แต่ช่วงนั้นอกิโนเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจ  มาร์กอสเองก็ป่วยด้วยโรคผิวหนังและโรคไต  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 19:27:30 »


ในปี 1980 อกิโนมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 ครั้ง
หมอหัวใจที่ศูนย์โรคหัวใจที่มีชื่อของฟิลิปปินส์ไม่กล้าผ่าตัดให้  อกิโนเองก็ไม่ยอมลงนามให้ผ่า
เขาต่อรองขอไปผ่าตัดในอเมริกา หรือไม่ก็กลับเข้าห้องขังที่ฟอร์ตบอนิฟาซิโอเพื่อตายอย่างสงบ

วันที่ 8 พฤษภาคม 1980 นางอิเมลด้า มาร์กอส  แสดงความมีเมตตาธรรม  
เข้าไปเยี่ยมอกิโนถึงในห้องคนไข้ที่โรงพยาบาล  
และยื่นข้อเสนอให้เขาไปผ่าตัดหัวใจในสหรัฐอเมริกาได้ในค่ำวันนั้นเลย  โดยมีเงื่อนไขสองข้อ

คือ   1.) เมื่อไปอยู่ที่นั่น ต้องไม่กล่าวโจมตีรัฐบาลมาร์กอส
และ 2.) จะต้องกลับมาเข้าคุกเมื่อผ่าตัดและแข็งแรงแล้ว

อกิโนตอบตกลง อิเมลด้าสั่งนายพลเฟเบียน เวอร์ ญาติมาร์กอส
ให้จัดการเรื่องพาสปอร์ต วีซ่า และตั๋วเครื่องบินให้อกิโนและครอบครัวอย่างรวดเร็ว

อกิโนรีบพาครอบครัวไปอเมริกาทันที เขาฟื้นตัวจากการผ่าตัดภายใน 2 สัปดาห์
ตอนแรกเขาย้ำว่าจะกลับประเทศตามข้อตกลงกับอิเมลด้า  
แต่ทางปราสาทมาลากันยัง ทำเนียบประธานาธิบดีมาร์กอส ส่งข่าวไปบอกว่า  
ถ้าเขาจะพักอยู่ในอเมริกาต่อไปเพื่อรักษาตัวก็ได้

 อกิโนเลยเลิกทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับอิเมลด้า  โดยต่อมาเขาให้เหตุผลว่า
“ประโยชน์ของชาติเหนือกว่าสิ่งใด” และ “การตกลงกับปีศาจ ก็เหมือนไม่มีข้อตกลงใดๆ”  
เขาถือโอกาสลี้ภัยการเมืองอยู่อเมริกาอย่างมีความสุขกว่า 3 ปี  
โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเอ็มไอที
ในการเขียนหนังสือ 2 เล่ม และยังเป็นผู้บรรยายในชั้นเรียนและตามที่ต่างๆ หลายแห่ง  
เขาได้รับเชิญไปบรรยายทั่วอเมริกา  โดยไม่เคยหยุดวิจารณ์รัฐบาลมาร์กอส

ประชาชนยังคงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ให้เลิกกฎอัยการศึก
และขอให้มาร์กอสยอมให้นายอกิโนกลับมาทำงานการเมืองอย่างอิสระในประเทศต่อไปไม่หยุดยั้ง  


Pope John Paul II กรุงมนิลา

ในที่สุด มาร์กอสยอมประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในวันที่ 17 มกราคม 1981
เพื่อลดแรงต่อต้านและเพื่อเอาใจการเสด็จเยี่ยมฟิลิปปินส์ของโปบ จอห์น พอล ที่ 2
แต่เขายังสงวนอำนาจสูงสุดที่จะสั่งการใดๆ ก็ได้ไว้หลายข้อ

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1981 มาร์กอสพยายามเอาใจฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย
โดยประกาศเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น
แต่พรรคฝ่ายค้านคู่แข่งหลักที่หนุนอกิโนบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้  
มาร์กอสชนะพรรคเล็กๆ ชื่อ Nacionalista Party ถึง 16 ล้านคะแนน
ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อได้อีก 6 ปี


ในเดือน สิงหาคม 1983  มีข่าวมาร์กอสป่วยค่อนข้างหนัก  
ปัญหาการเมืองในประเทศร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ  

โดยพวกคอมมิวนิสต์ และประชาชนก่อกวนมาร์กอสหนักขึ้น
อกิโนคิดว่า สมควรได้เวลาที่เขาจะเจรจากับมาร์กอสพื่อขอกลับฟิลิปปินส์
หวังจะเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ประเทศ
โดยเขาเตรียมจะลงสมัครเลือกตั้งในปี 1984 แข่งกับมาร์กอส  



มาร์กอสพยายามขวางอกิโนเต็มที่
แต่กระแสข่าวหนึ่งก็บอกว่า มาร์กอสช่วงนั้นหมดสภาพแล้ว
ผู้บงการที่แท้จริงคือนางอิเมลด้า และนายพลเวอร์ ลูกพี่ลูกน้องมาร์กอสต่างหาก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 02, 2012, 17:46:55 »


 อกิโนประกาศว่า “เป็นสิทธิของคนฟิลิปปินส์ ที่จะกลับบ้านเกิด”
 และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ แม้มีข่าวลือว่า จะมีพวกคอมมูนิสต์ลอบสังหารเขาทันทีที่กลับถึงประเทศ  
เมื่อนักข่าวถามเรื่องนี้ เขาตอบว่า  “If it's my fate to die by an assassin's bullet, so be it.
(ถ้าชะตากรรมของผมจะต้องตายด้วยกระสุนของผู้ลอบสังหาร ก็ขอให้มันเป็นไปดังนั้น)”  
(จาก http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/august/21/newsid_2534000/ 2534945.stm)

 อกิโนบอกผ่านพรรคพวกว่า จะกลับไปรวบรวมพรรคฝ่ายค้านเพื่อลงสมัครเลือกตั้งแข่งกับมาร์กอสให้ได้

รัฐบาลมาร์กอสสั่งห้ามออกหนังสือเดินทางให้อกิโน และขู่สายการบินทุกสายว่า
หากใครรับอกิโนกลับฟิลิปปินส์ จะห้ามลงจอดและให้บินออกนอกเขตประเทศทันที

อกิโนได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ส.ส. และเจ้าหน้าที่กงสุลฟิลิปปินส์ในอเมริกา
ทำพาสปอร์ตให้สองเล่ม เล่มหนึ่งใช้ชื่อ Marcial Bonifacio (Marcial  ย่อมาจาก Matial law -กฎอัยการศึก
 และ Bonifacio คือชื่อค่ายทหารที่เขาเคยถูกขังเดี่ยวอยู่ถึง 7 ปี)  
อีกเล่มหนึ่งเป็นชื่อจริง  



เขาเดินทางพร้อมคนคุ้มกันจำนวนหนึ่ง โดยสั่งให้ภริยาบินตามหลังเขาหนึ่งสัปดาห์เมื่อเขาถึงฟิลิปปินส์แล้ว  
เขาพยายามบินอ้อมไปสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และใต้หวันเป็นจุดสุดท้ายก่อนบินเข้าฟิลิปปินส์
เนื่องจากเขามีเพื่อนอยู่ที่นั่น และใต้หวันไม่ค่อยถูกกับฟิลิปปินส์ เขาจึงคิดว่าปลอดภัยกว่าที่อื่น

วันที่ 21 สิงหาคม 1983  อกิโนเดินทางถึงสนามบินนานาชาติมนิลา
(Manila International Airport) ของฟิลิปปินส์
ท่ามกลางทหารมาร์กอส ที่อ้างว่า ส่งไปอารักขาอกิโนที่สนามบินอย่างหนาแน่นเกือบพันคน
ทหารผู้หนึ่งเข้าไปต้อนรับอกิโนในเครื่องบิน และคุมตัวเขาออกจากเครื่อง



แต่พอก้าวออกจากประตู ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดอย่างไม่คาดฝัน  
สิ้นเสียงปืน คนที่รอรับเขาอยู่แต่ไกลก็เห็นร่างอกิโน และชายอีกผู้หนึ่ง นอนเสียชีวิตอยู่บนลานบิน
กระสุนที่ปลิดชีวิตอกิโนพุ่งตรงเข้าที่ศรีษะซีกซ้ายอย่างแม่นยำ
เป็นกระสุนลึกลับไม่มีใครทราบแน่ว่ามาจากไหนจนถึงทุกวันนี้

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=p_hchH6uN0s" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=p_hchH6uN0s</a>


ทหารที่คุมตัวอกิโนอย่างใกล้ชิดอ้างว่า ชายที่นอนตายข้างๆ อกิโนคือผู้สังหาร
 อีกหลายเดือนต่อมาจึงสอบสวนรู้ว่า ชายคนนั้นชื่อ โรแลนโด กัลแมน (Rolando Galman)
เป็นมือปืนของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และไม่รู้ว่าเขาไปโผล่ตรงนั้นได้อย่างไร
ประชาชนไม่เชื่อ บางส่วนโจมตีว่าพวกทหารนั่นแหละเป็นผู้ยิง
โดยทำตามแผนของนายพล เฟเบียน เวอร์ (Fabian Ver (d.1998 at 78)) คนสนิทมาร์กอส  
แต่ก็พิสูจน์อะไรไม่ได้



มาร์กอส อ้างว่า เป็นการสังหารด้วยมืออาชีพจริงๆ เขาจะให้ความยุติธรรมแก่อกิโนเต็มที่
และสั่งให้มีการสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีโดยใช้ผู้พิพากษาถึง 5 คน
แต่การพิจารณาคดียืดเยื้อไม่สิ้นสุด จนกระทั่งมาร์กอสต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ


ภาพจาก http://wofflings.wofflehouse.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

บ๊ะจ่าง
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15


« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 13:40:25 »


บ๊ะจ่างตามอ่านตลอดนะคะคุณป้าคนสวย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 17:36:38 »


บ๊ะจ่างตามอ่านตลอดนะคะคุณป้าคนสวย  


ขอบคุณบ๊ะจ่างที่เข้ามาส่งน้ำเย็นๆ มาให้จิบ..โดยเฉพาะตรงข้อความท้าย
....นานมาแล้วที่ไม่ได้ยินคำนี้..ฮ่า..ฮ่า...

เรื่องราวการเมืองของฟิลิปปินส์ยุคมาร์กอสเหมือนนิยายเรื่องยาว....
ใจเย็นๆติดตามอ่านแล้วคงเห็นภาพหลายๆภาพในบ้านเราซ้อนเข้ามา
ด้วยความคล้ายคลึงกันอย่างน่าคิด


********************

จากบทความ บางส่วนเรื่อง พลังศาสนากับเผด็จการทางการเมือง
โดย  เสรีภาพ ณ ชะเยือง
(ต่อ)


ชาวฟิลิปปินส์ที่อดทนจากการถูกกดขี่มานาน
กับความเคลือบแคลงว่า มาร์กอสกำลังเตรียมการเพื่อยึดอำนาจการปกครองไว้ในมือ
ที่เริ่มต้นขึ้นในเดือน สิงหาคม 1971 เมื่อประธานาธิบดีผู้นี้สั่งระงับใช้กฎหมาย
ซึ่งกำหนดให้ต้องส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องร้องต่อศาล
และทำให้ตำรวจสามารถจับกุมใครก็ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ

เดือนกันยายน 1972 หรือหนึ่งปีก่อนครบกำหนดดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญก็จะต้องเป็นสมัยสุดท้ายของเขาด้วย
มาร์กอสออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งทำให้เขาสามารถปกครองฟิลิปปินส์แบบผู้เผด็จการ
ต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ปี

เหตุการณ์ลอบสังหารอกิโนเมื่อ 21 สิงหาคม 1983 จุดไฟบ้าคลั่งให้ฝูงชนอย่างรวดเร็ว
และ การเผด็จอำนาจของมาร์กอสถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
โดยมีนางคอราซอล อกิโน ภริยาของเบนิโง อกิโน เป็นผู้นำ
พวกเขาใช้สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เรียกร้องให้นายอกิโนกลับประเทศ
เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับมาร์กอส   ประชาชนสรวมเสื้อสีเหลือง
ผูกริบบิ้นสีเหลือง และใช้อะไรอีกหลายๆ อย่างสีเหลือง เต็มไปหมด





ที่มาของการใช้สีเหลืองนี้ มาจากเพลงชื่อ "Tie a Yellow Ribbon around The Old Oak Tree”
ซึ่งเนื้อความกล่าวถึงทหารอเมริกันผู้หนึ่ง ถูกส่งไปรบต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี  
เมื่อเขาได้กำหนดเวลากลับบ้าน เขาไม่แน่ใจว่าภรรยาของเขายังรักเดียวใจเดียว
และอยากให้เขากลับบ้านอยู่หรือเปล่า เพราะเธออาจมีคนรักใหม่แล้วก็ได้
เขาจึงเขียนจดหมายถึงเธอก่อนกลับว่า ถ้ายังรักเขา ยังอยากให้เขากลับบ้าน
ให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้รอบต้นโอ๊กหน้าบ้านเส้นหนึ่ง
ไม่งั้นเขาจะไม่เดินเข้าบ้านแต่จะหลบไปเสียให้ไกลๆ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=7NCZ4l8FCFc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=7NCZ4l8FCFc</a>
 
ชาวฟิลิปปินส์คงประทับใจเพลงนี้กันมาก จึงใช้สีเหลืองเป็นความหมาย
ในการเตรียมการต้อนรับนายอกิโน และเรียกร้องให้รีบกลับบ้านมาโดยเร็ว  
 





มีการเดินขบวนประท้วง ลุกลามต่อเนื่องกันอย่างทรหด
มาร์กอสฟื้นจากป่วยแต่ยังไม่หายดี และทำทุกอย่างเพื่อรักษาตำแหน่งเอาไว้ให้ได้  
เนื่องจากความเชี่ยวชาญทางการเมือง  บวกกับอำนาจบารมีที่สะสมไว้นมนาน
มาร์กอสประคองตัวทั้งที่ป่วยท่ามกลางพายุร้ายต่อมาได้อีก 3 ปี

อาจเป็นการประเมินคะแนนนิยมของตนเองและอารมณ์ฝูงชนผิดพลาดอย่างร้ายแรง
หรือ เพราะมาร์กอสต้องการหาทางลงจากตำแหน่งอย่างสันติก็เป็นได้
 เขาจึงได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นอีก ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986
นางคอราซอนอกิโน ภริยาของนายเบ็นนิโงอกิโน แม่บ้านที่เคยไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างมาก
อาสาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแข่งกับมาร์กอส  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หูกาง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 583



« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 21:11:46 »


มองเขาแล้วกลับมาดูบ้านเรา
เศร้าใจ หดหูอย่างบอกไม่ถูก
บ้านเมืองของเราจะมีโอกาสหลุดพ้น
จากอำนาจและความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจบ้างไหมหนอ
เมื่อไหร่ เราจะรู้ตื่น รู้เบิกบาน ไม่หลงชื่นชมกับวัตถุ กับเศษเงินที่เขาหว่านโปรย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 22:22:23 »


มองเขาแล้วกลับมาดูบ้านเรา
เศร้าใจ หดหูอย่างบอกไม่ถูก
บ้านเมืองของเราจะมีโอกาสหลุดพ้น
จากอำนาจและความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจบ้างไหมหนอ
เมื่อไหร่ เราจะรู้ตื่น รู้เบิกบาน ไม่หลงชื่นชมกับวัตถุ กับเศษเงินที่เขาหว่านโปรย  

นั่นสินะหูกาง
บ่อยครั้งที่ไม่อยากอ่านข่าวไม่อยากอ่านกระทู้ในบอร์ดการเมือง
เพราะรู้สึกหดหู่ อัดอั้นกับหลายเรื่องราวที่ดูเหมือนจะมืดมนไปหมด


*********************



การเลือกตั้งในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986 แม้ผลออกมาว่ามาร์คอสชนะ
แต่ก็มัวหมองขาดความน่าเชื่อถือ
ด้วยข่าวคราวกลโกงต่างๆ ทำให้เกิดการประท้วงฮือขึ้นมา
คู่ท้าชิงของมาร์กอสในขณะนั้นคือ คอราซอน อาคีโน ภรรยาหม้ายของเบนินโญ
โจมตีว่ามีการโกงการเลือกตั้งกันอย่างกว้างขวาง และเรียกร้องให้ประชาชน
ลุกขึ้นมากระทำการอารยะขัดขืน

ทหารบางส่วนในกองทัพที่เคยเป็นเครื่องมือในการกดขี่ข่มเหงประชาชนของมาร์กอส
เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่โค่นล้มบัลลังก์ของผู้นำเผด็จการ


วันที่ 22 กุมภาพันธ์ หลังการเลือกตั้ง เพียง2สัปดาห์
ฮวน ปอนเซ เอนริเล และฟิเดล รามอส รัฐมนตรีกลาโหม และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น
แถลงเรียกร้องให้มาร์กอสลาออก

ตอนแรกพวกผู้นำฝ่ายค้านยังระแวงระไวว่าเกิดความแตกแยกระหว่างมาร์กอส
กับกลุ่มทหารซึ่งเคยสนับสนุนเขา จริงหรือไม่
มีคนหนึ่งแนะนำ อกาปิโต อาคีโนฅ(น้องชายของนายเบนิโญ อกิโน)  
ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่า "ปล่อยพวกเขายิงกันเองเถอะ"

"แต่ผมบอกว่า 'ศัตรูของศัตรูของเราก็คือพันธมิตรของเรา'
ดังนั้น เราจึงต้องช่วยกลุ่มนี้ให้แยกตัวออกมาอย่างเด็ดขาด" อาคีโนเล่า


แผนการคือ เรียกร้องประชาชนไปชุมนุมกันหน้าห้างอิเซตัน
และเดินขบวนไปยังค่ายทหารสองแห่งที่เป็นศูนย์บัญชาการของนายทหารแตกแถว
เพื่อกดดันไม่ให้มาร์กอสและลิ่วล้อในกองทัพอีกส่วนปราบปรามทหารกบฎ
เพราะจะเป็นการโจมตีประชาชนไปด้วย

อาคีโนเล่าว่า เขาตรงไปหน้าห้างอิเซตันประมาณ 5 ทุ่ม และเห็นมีผู้มาชุมนุมแค่ 5 คน

"ตอนนั้นผมไม่รู้ว่า คนพวกนั้นเป็นม็อบจริงๆ หรือมาสอดแนม"

แต่ไม่นาน คนก็เริ่มทยอยกันมาจาก 5 เป็น 10 คน และถึงหลักร้อย
ราวเที่ยงคืน การเดินขบวนเริ่มต้นด้วยคนหลายพัน

"เรารู้สึกเข้มแข็งขึ้นมาอย่างง่ายดาย เพราะขณะที่ก้าวไปข้างหน้า
คุณรู้ว่ามีคนเป็นร้อยๆ สนับสนุนอยู่ข้างหลัง"

และแล้วคาร์ดินัล ไฮเม ซิน อาร์คบิช็อปแห่งมะนิลา ก็ออกแถลงการณ์ทางวิทยุ
เรียกร้องชาวฟิลิปปินส์ปกป้องกลุ่มทหารที่แยกตัวออกมาจากรัฐบาล

แม่ชีนิกายคาทอลิกตรงดิ่งไปที่ถนนใกล้ค่ายทหารทันที เพื่อตั้งเต็นท์ให้บริการอาหารแก่ผู้ชุมนุม



บาทหลวงและแม่ชีจำนวนหนึ่ง  ยอมเสี่ยงชีวิตเป็นโล่มโนธรรมให้มวลชน
โดยจับมือกันเป็นแถวยาวนำหน้าขบวน ในมือถือลูกประคำ
ส่งเสียงร้องเพลงสวดอ้อนวอนพระเจ้าลั่นถนน
เคลื่อนฝูงชนเข้าปกป้องประชาชนและทหารฝ่ายปฏิวัติ
ซึ่งอยู่ในสภาพไร้ทางสู้อย่างเห็นได้ชัด  

ประชาชนชายหญิงบางคนชูลูกประคำมือไม้สั่นด้วยความกลัว น้ำตาไหลพราก
เดินตามขบวนของแม่ชี รวมกันเป็นคลื่นมนุษย์  
โถมเข้าขวางขบวนรถถังของทหารมาร์กอสที่เคลื่อนกำลังเข้าหาค่ายอกินานโดอย่างไม่คิดชีวิต    

รุ่งเช้า คนนับหมื่นรวมตัวกันหน้าค่ายทหารทั้งสองแห่ง ฝูงชนขยายกลายเป็นแสน
หรือกระทั่งอาจถึงล้าน ระหว่างช่วงเวลา 4 วันของการชุมนุม





เย็นวันอาทิตย์ มาร์กอสส่งรถถังของหน่วยนาวิกโยธินเข้าไปข่มขู่ผู้ชุมนุม
ท่ามกลางข่าวลือว่า กองกำลังที่ยังภักดีต่อเขาอาจกวาดล้างผู้ประท้วง
แต่ประชาชนไม่ยอมถอยแม้สักก้าว ขณะที่ทหารก็ไม่ได้ลั่นกระสุนออกมา



นัสเซอร์ มาโรฮอมเซอิก ทนายความและสมาชิกกลุ่มมุสลิมใต้ดินที่ต่อต้านมาร์กอส
ชวนภรรยา ลูกชาย และเพื่อนบ้าน ไปร่วมชุมนุม เขาเล่าว่า
ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเคลื่อนไหว แต่เป็นราษฎรธรรมดา



"ชาวบ้านโกรธเกรี้ยวมาร์กอส ไม่ต้องเชิญชวนพวกเขาก็มา
เพราะรู้ว่าโอกาสแบบนี้ผ่านแล้วจะผ่านเลย"



วันที่ 25 กุมภาพันธ์ มาร์กอสสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอีกสมัย
แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็เป็นที่รู้กันว่า อเมริกามหามิตรจะไม่แทรกแซงเพื่อค้ำจุนเขา
ผู้นำเผด็จการจึงตัดสินใจลงจากหลังเสือ โดยอาศัยเฮลิคอปเตอร์ทหารของสหรัฐฯ
พาครอบครัวไปลี้ภัยในฮาวาย

ขณะที่ฝูงชนถาโถมเข้าสู่ทำเนียบมาลากันยัง เพียงเพื่อจะตะลึงงันกับความหรูหราอลังการ
ที่ปรนเปรอชีวิตของผู้นำเผด็จการและลูกเมียที่ร่วมกันโกงกินบ้านเมือง

สองทศวรรษต่อมาหลังการสิ้นอำนาจของมาร์กอส
ฟิลิปปินส์ยังไม่อาจแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เหมือนเดิมอีกเลย  
จากประเทศที่เคยเจริญแบบตะวันตกอันดับหนึ่งของเอเชีย เคยนำหน้าไทยหลายสิบปี
ปัญหาการคอร์รัปชั่น การแตกร้าวลึกทางการเมือง
กลุ่มกบฏติดอาวุธ และช่องว่างกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างคนรวยกับคนจน
ยังคงรุมเร้าฟิลิปปินส์ไม่เสื่อมคลาย...



ข้อมูลจากบทวามบางส่วนเรื่อง พลังศาสนากับเผด็จการทางการเมือง
โดย  เสรีภาพ ณ ชะเยือง
และ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2549
ภาพจาก http://inwesnarat.com และ internet



***********************

ฟังเพลง Dahil Sayo เพลงประจำชาติ ฟิลิปปินส์

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=vAdQZMI5Yno" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=vAdQZMI5Yno</a>
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:10:16 »



บทเรียน สำหรับไทย เมื่อมาร์กอสซื้อหมู่บ้านทั้งประเทศ  

โดย สีดา สอนศรี  มติชนรายวัน  วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9720


ฟิลิปปินส์สมัยมาร์กอสช่วงแรกคือช่วงปี 1965-1972
(ช่วงประชาธิปไตยซึ่งมาร์กอสได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี 2 สมัย)
เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญของการศึกษาการประชุมนานาชาติสายการบิน และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ต่างประเทศต่างชื่นชมฟิลิปปินส์เป็นอย่างมากแต่หารู้ไม่ว่าภายในฟิลิปปินส์เองมีปัญหาทางการเงิน

ฟิลิปปินส์รู้จักกับ Civil Society และ People"s empowerment มาก่อนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
ทั้งนี้ก็ด้วยแนวคิดทางศาสนจักรและแนวคิดประชาธิปไตยของสหรัฐ

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ความเจริญของฟิลิปปินส์ต้องล่มสลายไปเพราะอำนาจเผด็จการของมาร์กอสเอง



ฟิลิปปินส์เป็นชาติแรกในเอเชียที่ได้รับมรดกความเป็นประชาธิปไตยมาอย่างเต็มรูปแบบจากอเมริกา
แต่ก็ต้องมาเป็นระบบเผด็จการในสมัยมาร์กอส(1972)
ทั้งนี้เนื่องจากมาร์กอสรู้ว่าเขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกเป็นครั้งที่ 3
ตามรัฐธรรมนูญปี 1935 ของฟิลิปปินส์ แต่เขาได้ใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ
ในข้อที่ว่า "ประธานาธิบดีสามารถประกาศกฎอัยการศึกได้โดยไม่มีกำหนด
หากประเทศอยู่ในภาวะจลาจลและเกิดความไม่สงบขึ้น"



ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้ใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศกฎอัยการศึกได้
ในช่วงแรกๆ ของมาร์กอสประเทศก็ได้พัฒนาไปไกลตามแนวคิด New Society ของเขา
เขาตั้งศาลและธนาคารสำหรับชาวมุสลิมขึ้นเพื่อสนองความต้องการของพี่น้องชาวมุสลิมภาคใต้

พร้อมกับอนุมัติกองทุนหมู่บ้านช่วยเหลือหมู่บ้านทั่วประเทศ
ซึ่งในขณะนั้นมีประมาณ 5 หมื่นหมู่บ้าน พร้อมไปกับการปฏิรูปที่ดินให้คนจนได้มีที่ทำกิน


แต่ทำไมฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เจริญสูงสุดในเอเชียกลับกลายเป็นประเทศที่ตกต่ำสุดในเอเชีย

ผู้เขียนคิดว่าทฤษฎีตะวันตกไม่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ได้ทั้งหมด

และถ้าจะให้ตะวันตกมาวิเคราะห์ประเทศพวกเราเองก็จะนำแนวคิดของสังคมตะวันตกมาครอบตะวันออกอยู่ดี

สิ่งที่ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าทำไมฟิลิปปินส์เจริญมาช่วงหนึ่ง(1946-1972) และตกต่ำสมัยมาร์กอส(1978-1986) คือ

1. สังคมฟิลิปปินส์เป็นสังคมอุปถัมภ์
มาร์กอสอยู่ในอำนาจในช่วงประชาธิปไตยเป็นเวลา 8 ปี(1965-1972)
ย่อมจะอุปถัมภ์ค้ำชูพรรคพวกบริวาร(Crony) มากมาย
อีกทั้งพรรคพวกบริวารเหล่านี้ก็ช่วยเหลือมาร์กอสในฐานะผู้มีบุญคุณ
ธุรกิจต่างๆ มาร์กอสให้พรรคพวกบริวารเป็นผู้ดำเนินกิจการและให้สัมปทานเกือบทั้งประเทศ
ตั้งแต่ตลาดหุ้น ธุรกิจสับปะรด มะม่วง อ้อย มะพร้าว(ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศ)
สาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา

นอกจากนี้องค์กรอิสระในขณะนั้นมีเหมือนกับประเทศไทยนี่แหละ
ถูกมาร์กอสครอบงำเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง(Comelec)
คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติ

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจและองค์กรของรัฐอยู่ในกำมือของมาร์กอสทั้งหมด
การอุปถัมภ์ค้ำชูซึ่งกันและกันของมาร์กอสต่อครอบครัวและเครือญาติแน่นแฟ้น
อย่างตัดกันไม่ขาดเพราะนอกจากอิทธิพลของศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก
ที่ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหวางเครือญาติด้วยกันแล้ว
ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างมาร์กอสและเครือญาติอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เองเศรษฐกิจตกอยู่ที่คนกลุ่มเดียวซึ่งทำให้มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูงมาก


2120
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,797



« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:43:31 »




2. แม้มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกแต่มิได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นมาร์กอสจะหยั่งเสียงประชามติประชาชนทุกระยะๆ
เช่นระยะ 100 วันของการปกครอง หรือนโยบายใหม่ๆ ต่างๆ ที่ออกมา
เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อนโยบายของเขา(การหยั่งเสียงประชามติทำเหมือนการเลือกตั้ง)

ปรากฏว่าทุกครั้งที่มาร์กอสหยั่งเสียงประชามติประชาชนกว่าร้อยละ 80 เห็นด้วยกับนโยบายของเขา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เขาใช้เงินซื้อประชาชนโดยมีคนที่มาร์กอสแต่งตั้ง
เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรี และผู้นำบารังไก ทั้งในระดับชาติจนถึงท้องถิ่นคอยสนองนโยบาย


ถึงแม้ในขณะนั้นประชาชนในท้องถิ่นจะมีการศึกษาและมีความรู้กว่าร้อยละ 80
แต่เศรษฐกิจในท้องถิ่นห่างไกลยังมีปัญหาเพราะการพัฒนาไปไม่ทั่วถึง
ประชาชนจำเป็นต้องรับเงินนั้น เมื่อรับมาแล้วก็ต้องตอบแทนบุญคุณตามปทัสถาน(Norm) ของสังคมฟิลิปปินส์

การกระทำของมาร์กอสเช่นนี้นานเป็นเวลา 13 ปี
ฉะนั้นในระหว่างนี้เครือญาติบริวารครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ
สั่งการได้แม้กระทั่งธนาคารแห่งชาติสั่งอนุมัติเงินแก่เครือญาติบริวาร
แม้กระทั่งยกเว้นภาษีในการดำเนินงานกิจการต่างๆ ซึ่งแท้จริงแล้วรัฐควรจะได้


เมื่อเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจก็อยู่ในกำมือของผู้นำที่จะทำอย่างไรก็ได้
ภาษีไม่เข้ารัฐ การใช้จ่ายเกินตัว ก่อหนี้ต่างประเทศเกินตัวกว่าที่จะใช้หนี้ได้

แต่ยังมีประชาสังคมอีกหลายกลุ่มที่รวมตัวกันเงียบๆ เพื่อคอยโอกาสที่จะโค่นล้มมาร์กอส
ประชาสังคมนี้เองที่ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านมาร์กอส
เมื่อเบนิกโน อากีโน ถูกลอบสังหารขณะที่ลงจากเครื่องบิน
เพื่อมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีพร้อมกับมาร์กอสในปี 1983
ประชาสังคมกลุ่มนี้รวมตัวกันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ
ซึ่งมีแนวคิดทั้งฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย และฝ่ายเป็นกลาง และมีแม่ข่ายใหญ่คอยควบคุม

สมาชิกในแม่ข่ายนี้ล้วนแต่เป็นพวกที่นิยมประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการของมาร์กอส
และเป็นคนรุ่นเดียวกับมาร์กอสและอากีโนที่เคยชินอยู่กับระบอบประชาธิปไตยมา
ก่อนที่มาร์กอสจะประกาศกฎอัยการศึก ฉะนั้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ตกต่ำมากเนื่องจากปัญหาการเมืองภายใน

3. เกิดการคอร์รัปชั่นกันในหน่วยงานราชการเป็นอันมาก
ยากที่กลุ่มฝ่ายค้านของมาร์กอสจะเหนี่ยวรั้งไว้ได้
มีการนำเงินไปฝากไว้นอกประเทศเป็นจำนวนมาก เงินเข้าประเทศมีน้อยมาก
มีการทุจริตในสัมปทานต่างๆ ที่ได้รับจากรัฐโดยไม่มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบ
เนื่องจากองค์กรเหล่านี้อยู่ในมือของมาร์กอสทั้งหมด

ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นปรากฏการณ์ของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย
แต่ฟิลิปปินส์ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะได้ลิ้มรสประชาธิปไตยอย่างเต็มที่มาก่อน
และประชาธิปไตยได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่
จึงก่อให้เกิดประชาสังคมขึ้น ประชาสังคมเหล่านี้ถูกฝึกมาให้กระทำการต่อต้านอย่างถูกวิธี(สันติวิธี)
จึงสามารถโค่นล้มมาร์กอสได้

นอกจากนั้นสังคมฟิลิปปินส์ได้แชร์ความรู้สึกร่วมกัน
นั่นคือความรู้สึกของการสูญเสียความเป็นประชาธิปไตย
ความรู้สึกว่าจะต้อง Empower ประชาชนให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ซึ่งพวกเขาถูกฝึกฝนมาตั้งแต่สมัยการปกครองของสเปนและอเมริกัน

สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้พลังประชาชนของฟิลิปปินส์เข้มแข็งและโค่นอำนาจเผด็จการของมาร์กอสลงได้

ฟิลิปปินส์มีบทเรียนมามากมายที่พวกเราควรรู้
ปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้นก็เหมือนกับประเทศไทยในขณะนี้

แต่ทำไมเรารวมตัวกันไม่ได้เพื่อต่อต้านสิ่งที่ไม่ดี

ทำไมเราไม่วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจน
หรือเป็นเพราะประชาสังคมของเรายังต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ
ธุระไม่ใช่หรือเงินเป็นส่วนสำคัญที่ซื้อจิตใจคนได้
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็แทบจะไม่มีความหมาย

ผู้ที่อยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านอาจจะน้ำตาตกในในขณะนี้
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะประชาสังคมเราอ่อนแอและรวมตัวกันไม่ได้
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเราก็จะอยู่อย่างนี้ไปตลอดกาล
เนื่องจากประชาชนชอบแบบนี้เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่สังคมล่มสลายประชาชนก็จะไม่รู้สึกตัว

ความเก่งอย่างเช่นมาร์กอสที่ทั้งโลกสรรเสริญ
เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปเพราะความเก่งเป็นเพียงองค์ประกอบเดียวในการบริหารประเทศ
ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้เขาลงจากอำนาจได้

การลงจากอำนาจของมาร์กอสมีสหรัฐ ช่วยเกื้อหนุนโดยรับไปอยู่อเมริกา
แต่การลงจากอำนาจของผู้นำประเทศอื่นๆ นั้นผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะลงเอยด้วยแบบใด?












************************

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 648



« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 18:44:48 »


                                                 


อ่านแล้วนึกถึงคำพังเพยสำนวนไทยวลีนี้ขึ้นมาทันทีเลยครับ.."สัญชาติคางคก ยางหัวไม่ตกไม่รู้สำนึก".. ตรงเด๊ะ !
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: