ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 20, 2013, 10:02:37
92,747 กระทู้ ใน 7,430 หัวข้อ โดย 8,929 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: nuntanee
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  เรื่องราวบทความที่น่าสนใจ  |  ปลาสวยงามของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลาสวยงามของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ  (อ่าน 3580 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,793



« เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 08:40:11 »


อ่านพบข่าวนี้...
ปลาสวยงามของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ
น่าสนใจในแง่ที่หลายๆท่านอาจศึกษาเพื่อเป็นช่องบทางในการทำอาชีพเสริม
หรืออาชีพหลักจริงๆได้


วันนี้ ( 21 ส.ค.) โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ธุรกิจปลาสวยงามเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีความพร้อม
ทางด้านศักยภาพการเพาะเลี้ยง
ความนิยมเลี้ยงปลาสวยงามในประเทศไทยปัจจุบันขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
และเป็นสินค้าหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจการส่งออกของไทย
มีการขยายตัวทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ  
โดยตลาดที่สำคัญ  ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป  ฮ่องกง  สิงคโปร์  และญี่ปุ่น

และจากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า กลุ่มปลาสวยงามอย่างปลากัด ปลาทอง
และ ปลาหางนกยูง  มีการส่งออกอยู่ในอันดับต้นๆ
ซึ่งปลาทั้ง 3 ชนิดเป็นปลาที่มีการเลี้ยงและพัฒนาโดยภูมิปัญญาของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของปลากัดสวยงาม
พบว่าผลผลิตรวมของปลากัดเฉลี่ย 108,360 ตัวต่อไร่ต่อปี  
ต้นทุนทั้งหมดตัวละ 2.78 บาท  ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตัวละ 3.16 บาท กำไรสุทธิตัวละ 0.38  บาท  

ปลากัด (Battle Fish)



ปลากัดแดง


ส่วนต้นทุนและผลตอบแทนของปลาทอง พบว่า  ผลผลิตรวมของปลาทองเฉลี่ย 62,689ตัวต่อไร่ต่อปี  
ต้นทุนทั้งหมดตัวละ 2.92 บาท ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตัวละ 18.15  บาท  กำไรสุทธิตัวละ 15.23 บาท

...
ปลาทองสายพันธุ์เกล็ดแก้ว
สายพันธุ์ที่ถูกผสมขึ้นมาโดยคนไทยเอง
(ภาพจากวิกิพีเดีย)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,793



« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 08:55:52 »




ด้านต้นทุนและผลตอบแทนของปลาหางนกยูง  พบว่า 
ผลผลิตรวมของปลาหางนกยูงเฉลี่ย 484,248  ตัวต่อไร่ต่อปี 
ต้นทุนทั้งหมดตัวละ 0.59 บาท ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยตัวละ 1.45 บาท  กำไรสุทธิตัวละ 0.86 บาท

ปลาหางนกยูง





จากการศึกษาพบว่า ปลากัด  ปลาทอง และปลาหางนกยูง  ยังมีศักยภาพในการผลิต
เนื่องจากปลาแต่ละชนิดมีจุดแข็ง
คือปลากัดเป็นปลาที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยและเป็นที่รู้จักของตลาดโลก
ผู้เพาะเลี้ยงมีความสามารถและมีความชำนาญในการเพาะเลี้ยงสูง


บ่อเพาะพันธุ์ปลากัดของ บ้านปลากัดเพชรบุรี


สำหรับปลาทองไทยเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ปลาทองพันธุ์สิงห์ดำตามิด
ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการ
ทำให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น




ปลาทองพันธุ์สิงห์ดำตามิด


ส่วนปลาหางนกยูงเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย





โดยในส่วนโอกาสการขยายตัวของความต้องการปลาสวยงามในตลาดโลกยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งหน่วยงานภาครัฐปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจในการพัฒนาธุรกิจปลาสวยงามมากขึ้น.
 
ข้อมูลจากเดลินิวส์ 21 สิงหาคม 2555
ภาพจากวิกิพีเดียและ internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,793



« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 09:19:39 »


10 อันดับ ปลาสวยงามของไทยที่สวยที่สุด  



ปลากระเบนลายเสือ

10. ปลากระเบนลายเสือ (Marbled whipray)
เป็นปลากระเบนน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Himantura oxyrhynchus
อยู่ในวงศ์ปลากระเบนธง (Dasyatidae)
รูปร่างเหมือนปลากระเบนชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน

หางยาว โคนหางมีเงี่ยงแหลมมีพิษ 1 หรือ 2 ชิ้น ที่สามารถงอกใหม่ได้เมื่อหลุดหรือหักไป
หางไม่มีริ้วหนัง พื้นลำตัวด้านบนสีน้ำตาลเหลือง
กลางหลังมีเกล็ดเป็นตุ่มหยาบ ๆ
มีจุดดำคล้ายลายของเสือดาวกระจายอยู่ทั่วตัวไปจนปลายหาง อันเป็นที่มาของชื่อ

พื้นลำตัวด้านล่างสีขาว หากินตามพื้นท้องน้ำ
โดยอาหารได้แก่ ปลาขนาดเล็ก, สัตว์หน้าดิน และสัตว์มีเปลือก
จะว่ายขึ้นมาหากินบริเวณผิวน้ำบ้างเป็นบางครั้ง
มีขนาดประมาณ 40 เซนติเมตร

ปลากระเบนลายเสือเป็นปลาน้ำกร่อยที่พบอาศัยอยู่ค่อนมาทางน้ำจืด
เป็นปลาที่พบน้อย พบได้ตามปากแม่น้ำ เช่น ปากแม่น้ำเจ้าพระยา,
ปากแม่น้ำโขง, ทะเลสาบเขมร และพบได้ไกลถึงปากแม่น้ำบนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย เป็นต้น
แต่มีรายงานทางวิชาการว่าพบครั้งแรกที่ แม่น้ำน่าน

เนื่องจากเป็นปลาที่มีลวดลายสวยงามจึงนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามที่มีราคาแพง
แต่มักจะเลี้ยงไม่ค่อยรอดเพราะปลามักประสบปัญหาปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืด
หรือภาวะแวดล้อมในที่เลี้ยงไม่ค่อยได้



กระเบนลายเสือดาว

ปลากระเบนลายเสือมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกว่า "กระเบนเสือดาว", "กระเบนลาย" หรือ "กระเบนลายหินอ่อน"



ปลากระแหทอง

9. ปลากระแหทอง ชื่อสามัญ : Schwanenfeld's Tinfoil Barb
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barbodes schwanenfeldi
ลักษณะทั่วไป :เป็นปลาน้ำจืดที่มีรูปร่างป้อมสั้น ลำตัวแบนข้าง หัวเล็ก
จะงอยปากสั้นทู่ นัตย์ตาเล็ก ปากเล็กและอยู่ปลายสุด หนวดเล็กและสั้นมี 2 คู่
เกล็ดมีขนาดใหญ่ ครีบกระโดงหลังสูง และกว้างมีสีแดง
ลำตัวเป็นสีขาวเงินและสีเหลืองปนส้ม ด้านหลังสีเทาปนเขียว แก้มสีเหลืองปนแดง
ขนาดของลำตัวความยาว 15 - 35 เซนติเมตร



นิสัย :รักสงบ อยู่รวมกันเป็นฝูง ปราดเปรียว ว่องไว ไม่อยู่นิ่งชอบว่ายน้ำตลอดเวลา
ถิ่นอาศัย :พบทุกภาคในประเทศไทย ทำให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป
แม่น้ำตาปี (ทะเลสาบสงขลาตอนใน)  ชาวใต้เรียกชื่อปลานี้ว่าปลากระทิงลายดอกไม้

อาหาร : พืชพันธุ์ไม้น้ำ ตัวอ่อนแมลงน้ำ ซากสัตว์และพืชที่เน่าเปื่อย



 ปลาตองลาย

8. ปลาตองลาย ( Royal Knifefish)
เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitala blanci
อยู่ในวงศ์ปลากราย (Notopteridae) มีรูปร่างเหมือนปลาทั่วไปในวงศ์นี้
แต่มีส่วนหลังและหน้าผากลาดชันน้อยกว่าปลากราย (C. ornata) ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกัน



สีลำตัวเป็นสีเงินแวววาว ลำตัวด้านท้ายมีลายจุดและขีดจำนวนไม่แน่นอนคาดเฉียงค่อนข้างเป็นระเบียบ
 มีขนาดประมาณ 60 เซนติเมตร ใหญ่สุด 1 เมตร
เป็นปลาที่พบได้เฉพาะแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาที่ไหลสู่แม่น้ำโขง
โดยมีรายงานพบเมื่อปี พ.ศ. 2510 และมีรายงานพบที่แม่น้ำน่านด้วยเมื่อไม่นานมานี้
ซึ่งถือว่าเป็นมีแค่เพียงสองแหล่งนี้ในโลกเท่านั้น

 เป็นปลาที่หายากชนิดหนึ่งโดยมีชื่อติดอยู่ในบัญชีแดง
ของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List) เมื่อปี พ.ศ. 2537 ด้วย
โดยอยู่ในระดับหายาก (R)[1]

แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
โดยการเพาะขยายพันธุ์สำเร็จเป็นครั้งแรกที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดชัยนาท
โดยพ่อแม่ปลาเป็นปลาที่จับมาจากแม่น้ำโขง เมื่ออายุประมาณ 1 ปี
น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม ใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 3 ปี ในตู้กระจก
จนปลามีความสมบูรณ์เต็มที่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์พบว่าตัวผู้มีน้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม
ตัวเมียหนัก 2.1 กิโลกรัม โดยตัวผู้มีความยาวครีบท้องมากกว่าตัวเมียถึงสองเท่า
 


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,793



« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 17:48:08 »


7. ปลาทรงเครื่อง



ปลาทรงเครื่อง เปฺ็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epalzeorhynchos bicolor
อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างคล้ายปลากาดำ (E. chrysophekadion)
ซึ่งเป็นปลาในวงศ์และสกุลเดียวกัน แต่มีรูปร่างที่เพรียวยาว มีขนาดเล็กกว่ามาก
สีลำตัวสีแดงอ่อน ครีบหางสีแดงเข้ม มีขนาดโตเต็มที่ไม่เกิน 12 เซนติเมตร
พบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นใน บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน

ปัจจุบันเชื่อว่า สูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ (Extinct in the Wild)
เนื่องจากถูกคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยและถูกจับไปเป็นปลาสวยงาม
ซึ่งปลาที่ขายกันในตลาดปลาสวยงามเป็นปลาที่เกิดจากการผสมเทียมทั้งสิ้น

ปลาทรงเครื่อง ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกในวงการปลาสวยงาม
เช่น "ฉลามทรงเครื่อง" ,"ปลาฉลามหางแดง" หรือ "หมูทรงเครื่อง" เป็นต้น



6. ปลากระทิงไฟ



ปลากระทิงไฟ (Fire spiny eel) เป็นปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mastacembelus erythrotaenia อยู่ในวงศ์ปลากระทิง (Mastacembelidae)
มีรูปร่างเหมือนปลาในวงศ์นี้ทั่วไป กล่าวคือ รูปร่างยาวคล้ายงูหรือปลาไหล
แต่ท้ายลำตัวส่วนที่อยู่ค่อนไปทางหางจะมีลักษณะแบนข้าง
และส่วนหัวหรือปลายปากจะยื่นยาวและแหลม จะงอยปากล่างจะยื่นยาวกว่าจะงอยปากบน


ตามีขนาดเล็ก ครีบหลัง ครีบทวาร และหางจะเชื่อมต่อติดกันเป็นครีบเดียว
โดยครีบหลังตอนหน้าจะมีขนาดเล็กมากและลักษณะเป็นหยักคล้ายกับฟันเลื่อย
หากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น โดยปลายหางมีลักษณะมนโค้ง ปลายค่อนข้างแหลม
ไม่มีหนามใต้ตาเช่นปลากระทิงชนิดอื่น ๆ
มีหนามแหลมขนาดเล็กตลอดทั้งความยาวลำตัวช่วงบนไว้เพื่อป้องกันตัว

ปลากระทิงไฟจะมีรูปร่างป้อมแต่มีขนาดยาวกว่าปลากระทิง (M. armatus)
ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกัน มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 60 เซนติเมตร
พบใหญ่ที่สุดถึง 1 เมตร พบได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศจนถึงอินโดนีเซีย
สำหรับในประเทศไทยพบได้ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคใต้


5.ปลาฉลามหางไหม้ หรือ ปลาหางไหม้



ปลาฉลามหางไหม้ หรือ ปลาหางไหม้ (Bala shark)
ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Balantiocheilus ambusticauda
ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) วงศ์ย่อย Cyprininae - Systomini
มีรูปร่างคล้ายปลาตามิน (Amblyrhynchichthys truncatus)

มีรูปร่างและทรวดทรงที่เพรียวยาว ตาโต ปากเล็ก ขยับปากอยู่ตลอดเวลา
ใต้คางมีแผ่นหนังเป็นถุงเปิดออกด้านท้าย ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย
เกล็ดมีขนาดเล็กสัดส่วนของครีบทุกครีบเหมาะสมกับลำตัว
โดยเฉพาะครีบหางซึ่งเว้าเป็นแฉกลึก สีของลำตัวเป็นสีเงินแวววาว
ด้านหลังสีเขียวปนเทา ครีบหลัง ครีบท้อง ครีบก้นและครีบหาง
 สีส้มแดงและขอบเป็นแถบดำ อันเป็นที่มาของชื่อ



ว่ายน้ำได้ปราดเปรียวมาก และกระโดดขึ้นได้สูงจากน้ำมาก
มีขนาดโตเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร นิยมอยู่เป็นฝูง หากินตามใต้พื้นน้ำ
ในอดีตพบชุกชุมในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในประเทศไทย
ในต่างประเทศพบได้ที่เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย
(ปลาที่พบในอินโดนีเซียสีของครีบหางจะออกเหลืองสดกว่า)
แต่สถานภาพในปัจจุบัน ในประเทศไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ
ในอินโดนีเซียก็ใกล้จะสูญพันธุ์เช่นกัน


4. ปลากระดี่มุก



ปลากระดี่มุก ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster leeri ในวงศ์ปลากัด
ปลากระดี่มุก (Osphronemidae) มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ (T. trichopterus)
ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกัน แต่กระดี่มุกมีลำตัวกว้างกว่าเล็กน้อย
ครีบหลัง ครีบหาง และครีบก้นมีขนาดใหญ่และมีก้านครีบอ่อนยาวเป็นเส้นริ้ว
ลำตัวสีเงินจาง มีแถบสีดำจางพาดยาวไปถึงโคนครีบหาง ท้องมีสีส้มหรือสีจาง
และมีจุดกลมสีเงินมุกหรือสีฟ้าเหลือบกระจายไปทั่ว อันเป็นที่มาของชื่อ "กระดี่มุก"
ครีบท้องเป็นสีส้มสดหรือสีเหลือง มีความยาวเต็มที่เฉลี่ย 10-12 เซนติเมตร



มีพฤติกรรมมักอาศัยอยู่เป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ๆ ในแหล่งน้ำที่มีค่าของน้ำมีความเป็นกรด
ต่ำกว่าค่าของน้ำปกติ (ต่ำกว่า 7.0) เช่น ในป่าพรุ เป็นต้น
เป็นปลาจำพวกปลากระดี่ที่พบในธรรมชาติได้น้อยที่สุดในประเทศไทย
โดยจะพบในเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนล่างเท่านั้น
นิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,793



« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2012, 18:13:16 »


ปลากัดไทย

 

ปลากัดภาคกลาง หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ปลากัด
เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens
อยู่ในวงศ์ Macropodinae ซึ่งอยู่ในวงศ์ใหญ่ Osphronemidae

มีรูปร่างเพรียวยาวและแบนข้าง หัวมีขนาดเล็ก ครีบก้นยาวจรดครีบหาง
หางแบนกลม มีอวัยวะช่วยหายใจบนผิวน้ำได้โดยใช้ปากฮุบอากาศ
โดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนปลาทั่วไป เกล็ดสากเป็นแบบ Ctenoid ปกคลุมจนถึงหัว
ริมฝีปากหนา ตาโต ครีบอกคู่แรกยาวใช้สำหรับสัมผัส
ปลาตัวผู้มีสีน้ำตาลเหลือบแดงและน้ำเงินหรือเขียว ครีบสีแดงและมีแถบสีเหลืองประ
ในขณะที่ปลาตัวเมียสีจะซีดอ่อนและมีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามากจนเห็นได้ชัด
ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 6 เซนติเมตร



พบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำนิ่งที่มีขนาดตื้นพื้นที่เล็ก
ทั้งในภาคกลางและภาคเหนือในประเทศไทยเท่านั้น
สถานะปัจจุบันในธรรมชาติถูกคุกคามจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและสารเคมีที่ตกค้าง
มีพฤติกรรมชอบอยู่ตัวเดียวในอาณาบริเวณแคบ ๆ เพราะดุร้ายก้าวร้าวมากในปลาชนิดเดียวกัน
ตัวผู้เมื่อพบกันจะพองตัว พองเหงือก เบ่งสีเข้ากัดกัน ซึ่งในบางครั้งอาจกัดได้จนถึงตาย
เมื่อผสมพันธุ์ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายก่อหวอดติดกับวัสดุต่าง ๆ เหนือผิวน้ำ
ไข่ใช้เวลาฟัก 2 วัน โดยที่ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่และตัวอ่อนเอง
โดยไม่ให้ปลาตัวเมียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
 



2. ปลาเสือตอ



ปลาเสือตอ เป็นปลาสวยงามที่นักเลี้ยงปลารู้จักกันเป็นอย่างดีในนาม "Siamese Tigerfish"
เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Datnioides pulcher
เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ปลาเสือตอ (Datnioididae)
มีรูปร่างแบนข้าง ปากยาวสามารถยืดได้ ครีบก้นเล็กมีก้านครีบแข็ง 3 ชิ้น
ครีบหลังแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นก้านครีบแข็งมีเงี่ยง 13 ชิ้น
ตอนหลังเป็นครีบอ่อน พื้นลำตัวสีเหลืองน้ำตาลจนถึงสีส้มอมดำ
มีแถบสีดำคาดขวางลำตัวในแนวเฉียงรวมทั้งสิ้นประมาณ 5-6 แถบ หรือ 7 แถบ
ส่วนหัวมีลักษณะลาดเอียงมาก เกล็ดเป็นแบบสาก (Ctenoid)



มีลักษณะนิสัยอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ใต้น้ำ โดยมักจะอาศัยบริเวณใกล้ตอไม้หรือโพรงหิน
ด้วยการอยู่ลอยตัวอยู่นิ่งๆ หัวทิ่มลงเล็กน้อย หากินในเวลากลางคืน
โดยกินอาหารแบบฉกงับ อาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็กและแมลงต่างๆ
มีขนาดลำตัวโตสุดประมาณ 40 เซนติเมตร หนักถึง 7 กิโลกรัม

อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ในภาคกลางของประเทศไทย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำแม่กลอง,
แม่น้ำท่าจีน ในภาคอีสานเช่น แม่น้ำโขงและสาขา
ต่างประเทศพบที่กัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะทื่บึงบอระเพ็ดเป็นที่ขึ้นชื่อมาก
เพราะมีรสชาติอร่อย กล่าวกันว่า ใครไปถึงบึงบอระเพ็ดแล้ว ไม่ได้กินเสือตอ ถือว่าไปไม่ถึง
แต่ปัจจุบัน ไม่มีรายงานการพบมานานแล้ว จนเชื่อว่าสูญพันธุ์จากธรรมชาติแล้วในประเทศไทย



1. ปลาตะพัด



ปลาตะพัด หรือที่นิยมเรียกว่า อะโรวาน่า เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง
ที่มีการสืบสายพันธุ์มาจากปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์
มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Arowana (อะโรวาน่า) หรือ Arawana (อะราวาน่า)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scleropages formosus อยู่ในวงศ์ปลาตะพัด (Osteoglossidae)
นับว่าเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ เนื่องจากเป็นปลาที่สืบพันธุ์ยาก
ประกอบกับแหล่งที่อยู่ถูกทำลายไป

ได้รับความนิยมอย่างสูงของนักเลี้ยงปลาตู้ ในฐานะของปลาสวยงาม ราคาแพง
สำหรับชื่อ "ตะพัด" เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคตะวันออก แถบจังหวัดจันทบุรีและตราด
ในภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า "หางเข้"
ถูกค้นพบเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2474
ตามรายงานของสมิธที่ลำน้ำเขาสมิง จังหวัดตราด
โดยระบุว่าในขณะนั้น ปลาตะพัดเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในแม่น้ำลำคลองในภาคตะวันออก
ไข่มีลักษณะสีส้มลูกกลมใหญ่ ฟักไข่ในปาก เนื้อมีรสชาติอร่อย นิยมใช้ทำเป็นอาหาร



ในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าเหลือเพียงบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง
และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัน ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำตาปี
และบริเวณแม่น้ำ ที่อำเภอละงู จังหวัดสตูลเท่านั้น
ส่วนทางภาคตะวันออกที่เคยชุกชุมในอดีต ไม่มีรายงานการพบอีกเลย
อีกที่หนึ่งที่ได้เคยได้ชื่อว่ามีปลาตะพัดชุกชุมคือ บึงน้ำใส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
ในอดีตเป็นแหล่งจับปลาตะพัดที่มีชื่อเสียงมาก จนมีชื่อปรากฏในคำขวัญประจำอำเภอ
โดยชาวบ้านจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า "กรือซอ"
แต่จากการจับอย่างมากในอดีต ทำให้ในปัจจุบัน ปริมาณปลาตะพัดลดน้อยลงจนแทบจะสูญพันธุ์



ข้อมูลจาก http://www.toptenthailand.com/display.php?id=3177,
http://www.moohin.com/animals/other-12.shtml, www.siamfish.com
ภาพจาก internet



 
 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: