ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ตุลาคม 24, 2014, 01:32:49
94,535 กระทู้ ใน 7,743 หัวข้อ โดย 9,177 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: nIchanart77
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  บันเทิงเริงรมย์  |  ห้องดูหนัง ฟังเพลง  |  มีใครเคยดูหนังทีวีเรื่องเมืองคนยักษ์บ้าง 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2]
ผู้เขียน หัวข้อ: มีใครเคยดูหนังทีวีเรื่องเมืองคนยักษ์บ้าง  (อ่าน 8043 ครั้ง)
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #25 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2012, 11:25:57 »


หนังทีวีที่เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นมีหลายเรื่องมากอยากหามาดูริ้อฟิ้นความหลังยามเยาว์แต่ไม่รู้ชื่อภาษาอังกฤษก็จะดูไม่ได้ บางทีก็จำชื่อภาษาไทยไม่ได้ด้วย จำได้เนื้อเรื่องคลับคล้ายคลับครา
หนังญี่ปุ่นที่เป็นซีรี่ ชื่อเรื่องคุณอาที่รัก  ชอบมากจำได้ว่าพราะเอกคือ โก ฮิโรมิ  ไม่รู้ว่าจะค้นหาจากคำว่าอะไรในยูทูปมีให้ดูหรือเปล่า ถ้ามีใครทราบขอความกรุณาช่วยบอกด้วยนะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 729



« ตอบ #26 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2012, 19:24:21 »


ใน you tube ไม่มีหนังเรื่องนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #27 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2012, 18:44:45 »


หาเจอแล้วค่ะBoku wa ojisan  ชื่อไทยคุณอาที่รัก ฮิโรมิ โก นำแสดง  ภาพยนต์เรื่องนี้ฉายทาง NTV ระหว่าง 1 ธันวาคม 1973 ถึง 29 มีนาคม 1974 มีทั้งหมด 26 ตอน
บ้านเราเอามาฉายทางช่อง7ขาวดำหรือ ททบ.5 ปัจจุบันทุกวันอาทิตย์ สองทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มในปี2517(1974)
เรื่องนี้ ฮิโรมิ โก รับบทเป็น ไดสุเกะ ฮายาคาวะ ที่เดินทางออกจากเมืองโคจิ บนเกาะชิโกกุ มาอาศัยอยู่กับพี่สะใภ้ที่เปิดร้านอาหารอยู่ในโตเกียว โดยที่พี่ชายของไดสุเกะเสียชีวิตไป
ทิ้งลูกอีกสามคนเอาไว้(ทีีมาคัดลอกมาจากBloggang.com)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #28 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2012, 18:49:45 »


นอกจากนี้ยังมีเรื่องยอดรักวัยรุ่นแสดงโดย   คิตะ โคจิและคิมุระ ยุกิ(Boku wa Jogukusei)
และวัยรุ่นยอดรัก แสดงโดยคิตะ โคจิ(Boku wa Koibito)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 20:04:02 »


ตอนนี้กำลังดูมหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว อยากโหลดเก็บไว้ดูแต่โหลดไม่ได้ค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #30 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 22:03:51 »


ใครทราบบ้างว่าโคนันจะได้คืนร่างเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #31 เมื่อ: มกราคม 25, 2013, 22:07:01 »


เรื่องน่าประทับใจ”บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม”

เรื่องน่าประทับใจ”บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม”
มีเมืองเล็กๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก
ทุกวันพวกเขาจะพากันไป ดู ชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้
ทุกคนที่เคยพวกเขาพบเจอจะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ..

แต่แล้ววันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น
หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส
เธอนอนเงียบๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา
ตอนกลางวัน
ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง
ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใดๆ เลย
ตกกลางคืน
ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง
เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว
ผ่านไป 1 เดือน
หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม
ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน
แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด
แต่แล้ววันหนึ่ง
พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่ม
และตกลงที่จะ(ประทาน)พรให้แก่เข า
พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชายหนุ่มว่า
“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม”
ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า “ ผมยอมครับ”
พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า “งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา
แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลงปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม”
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ”
ฟ้าสางแล้ว
ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง
เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาล
หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ
มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้างๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง
แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน..
หลายวันผ่านไป
หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย เธอออกตระเวนหาข่าวคราวของชายหนุ่ม
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน
หญิงสาวยังไม่ละความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอได้(แต่)บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง
(ทว่า)เขาไม่สามารถที่ส่งเสียง ไม่สามารถโอบกอด(เธอ)
เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น
ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่
เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว
นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว
เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว
อยากใช้ปากเล็กๆ จูบที่หน้าผาก
แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอ
ก็ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากหญิงสาวได้
แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน
เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา
เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้น บัดนี้ได้ยืนเคียงคู่อยู่กับชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง
ภาพๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว
ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี คนนั้น
และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น
แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก
เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน
แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่(ที่)ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก
แต่สำหรับเขาแล้ว
นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก
เจ้าแมลงปอบินต่ำลงๆ ทุกวันด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด
เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก
ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก
ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3
เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว
บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบาๆ จากเขาผู้นั้น
ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป
วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นกำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้ว
คนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่มได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง
เจ้าแมลงปอค่อยๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้า
เขาได้ยินเสียงของคนรักที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า
“ฉันยอมรับ”
เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา
ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่
เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา
พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม”
เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า”
พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว”
เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนตอบว่า
“ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”
บางบุพเพ(ชะตา) ถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป
บางบุพเพ ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด
รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ แต่
เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี
บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม……..

ที่ 1/14/2013 04:30:00 PM
Share
 
คัดลอกมาจากกลุ่มคนจุดตะเกียง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #32 เมื่อ: มกราคม 25, 2013, 22:16:16 »


World Without Endของ เคน ฟอลเล็ตต์ เป็นนักเขียนนิยายแนวแอ็คชั่นระทึกขวัญที่โด่งดังมาจาก Eye of the Needle (สายลับหฤโหด) (1978) เรื่องสายลับเฉือนคมสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นมาชื่อของฟอลเล็ตต์ก็ติดสารบบของนักเขียนหนังสือพลิกหน้าเร็ว (อันขายดีและทำเงินทุกเล่ม ไม่ว่าจะเขียนอะไรและถดถอยขนาดไหน) แต่เล่มหนึ่งที่สร้างความแปลกใจให้ผู้เขียนมากกว่าเล่มไหนๆ คือ The Pillars of the Earth (เสาค้ำโลก) (1989) ที่เขาฉีกแนวไปเขียนนิยายประวัติศาสตร์ในยุคกลาง หนังสือเล่มนั้นขายดีที่สุดในบรรดาหนังสือของฟอลเล็ตต์และเป็นเล่มที่นักอ่านชื่นชมมากขนาดชวนเขากลับมาเขียนประวัติศาตร์อยู่บ่อยๆ ถึงทุกวันนี้ผ่านไป 18 ปี มีรายงานว่าปัจจุบันนี้ The Pillars of the Earthยังคงขายได้ถึงหนึ่งแสนเล่มต่อปีเฉพาะในอเมริกา

เคน ฟอลเล็ตต์เป็นนักเล่าเรื่องชั้นเลิศ ใน The Pillars of the Earth เขาเล่าถึงการก่อสร้างโบสถ์ที่คิงส์บริดจ์ในศตวรรษที่ 12 การดิ้นรนต่อสู้ทางอำนาจในสังคมยุคกลางระหว่างชนชั้น ระหว่างศาสนา พระราชาและชาวบ้านตาดำๆ ที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้มาซึ่งอำนาจและรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ ไม่ว่าความจริงจะถูกบิดเบือนไปอย่างไร ใครจะตกเป็นเหยื่อ ฟอลเล็ตต์จำลองภาพยุคกลางอย่างเข้าถึง เขาสร้างความกระหายใคร่รู้และอารมณ์ร่วมแก่นักอ่านบทต่อบท ทั้งเป็นนักทรมานตัวละครจนบางคนเกลียดวิธีของเขา เพราะประมาณว่าถ้าตัวละครไหนโชคร้ายแล้วก็ต้องให้ตายตกไปถึงที่สุด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เห็นความอดทนอดสู ฟอลเล็ตต์ถนัดกับจังหวะหักมุม ปั่นป่วนอารมณ์ในการอ่านเสมอ จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบทั้งเหนื่อยทั้งสนุก จนลืมไปเลยว่าเจ็บเนื่องจากครั้งนั้นนอนกลิ้งอ่านอยู่ในโรงพยาบาล

ปีที่แล้วคนอ่านจึงหา The Pillars of the Earth กว่าเก้าร้อยหน้ามาอ่านใหม่เพราะทราบมาว่าหนังสือเล่มใหม่ของเขาจะเป็นตอนต่อจากเล่มนี้ แม้จะเลยวัยเด็กมาแล้วแต่ความรู้สึกว่าอ่านดียังคงเหมือนเดิม จนเกรงว่าหนังสือภาคต่อคงไม่สามารถสนุกอ่านได้ดั่งเล่มแรก World Without End มาด้วยความหนา 1,111 หน้า หนัก 1,329 กรัม ถ้าข้อมือไม่หักเสียก่อนใจก็ยังเชื่อว่าคงใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะอ่านจบ

World Without End เริ่มต้นในปี 1327 ถัดมาสองร้อยปีจากภาคแรก ยุคเริ่มต้นของกาฬโรคระบาดในยุโรป (Black Death) ตัวละครหลักเป็นลูกหลานของทอมและแจ็ค นักสร้างโบสถ์จากภาคแรก โดยกล่าวถึงเด็กสี่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองคิงส์บริดจ์ และมีเหตุที่ชะตากรรมต้องกันโดยบังเอิญตั้งแต่เด็กจนโต แคริส เด็กสาวที่อยากเป็นหมอ พ่อมีฐานะร่ำรวยเป็นพ่อค้าขนแกะ เกวนด้า ลูกสาวของชาวบ้านยากจนที่พ่อสอนให้เป็นโจรเวลาไม่มีจะกิน เมอร์ติน อัจฉริยะนักก่อสร้างแห่งอนาคต และราล์ฟ น้องชายเกเรนิสัยโหดร้ายผู้อยากเป็นอัศวิน โดยธีมหลักของเรื่องยังคงป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออำนาจของชนชั้น และค่านิยมใหม่ที่พยายามก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าคร่ำครึ ทั้งในศาสนา วิทยาศาสตร์ การเมืองและสถาปัตยกรรม แม้เรื่องนี้ยังห่างไกลจากโลกในยุคแห่งการรู้แจ้งก็ตาม (Enlightment)

พล็อตที่ละเอียดและสลับซับซ้อนผูกขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับการถล่มด้วยอาวุธจากมือของศัตรู เป็นการยากที่จะเล่าเรื่องย่อเพราะเนื้อเรื่องเป็นการต่อสู้ แก้แค้น กลั่นแกล้งวางแผนเล่ห์เพทุบาย เรียกว่ามีรักโลภโกรธหลงเป็นนิยายประโลมโลกครบรส บทบาทของผู้หญิงในยุคนี้โดนกดขี่ทุกรูปแบบ เดาได้ว่าหากเป็นนักอ่านหญิงอ่านไปก็คงแค้นไป ทำไมโลกมันช่างโหดร้ายเช่นนั้น แต่แสดงภาพจำลองจากยุคกลางได้ดี แคริสโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดเพราะความคิดเสรีในทางการแพทย์ของเธอ ที่เธอไม่มีโอกาสได้เป็นหมอเพราะอยู่ในโลกที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ เกวนด้าเป็นตัวละครที่คนอ่านเอาใจช่วยเป็นที่สุด เพราะเธอเป็นคนจนที่ทำงานหนักและอยู่เพื่อความรัก แต่โชคชะตาไม่เคยเข้าข้างเลย เพราะแม้แต่พ่อยังเอาเธอไปขายต่างวัวต่างควายเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว จนเธอต้องหนีแล้วหนีเล่า ส่วนตัวละครอื่นๆ เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายเลวดีแตกต่างกันไป แต่ที่เป็นสีสันที่สุดคือก็อดวิน เจ้าอาวาสแห่งคิงส์บริดจ์ จอมวางแผนและราลฟ์ที่เกิดมาเพื่อทำชั่วสถานเดียว

หากบอกว่า World Without End ไม่ต่างจาก The Pillars of the Earth นอกจากกาลเวลาและตัวละคร เห็นจะเป็นการดูถูกนักเขียนเพราะที่จริงแล้วการเขียนเรื่องให้สนุกเท่าเดิม หรือกว่าเดิมในครรลองที่เคยประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเล่มแรกก็ประสบความสำเร็จมหาศาลจนเป็นหนึ่งในนิยายประวัติศาสตร์ที่ควรอ่านในบรรณพิภพ World Without End ออกจำหน่ายได้ไม่ถึงเดือน ขึ้นอันดับหนึ่งหนังสือขายดีทุกสำนักในหลายประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา เฟลิซิตี้การันตีว่าอ่านสนุกและอ่านได้โดยไม่จำเป็นต้องอ่านภาคแรกก่อน

ข้อพึงระวังต่อสุขภาพมีอย่างเดียว คือน้ำหนักที่เป็นอันตรายต่อท่าอ่านและสุขภาพตาที่อาจใช้จนเมื่อยล้าเกินควรTh
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
BLUE Z
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 729



« ตอบ #33 เมื่อ: มกราคม 26, 2013, 08:18:43 »


หนังสือหนา 1,111 หน้า พอไหว แต่...น้ำหนักหนังสือ 1,329 กิโลกรัม เนี่ย อย่าว่าแต่ยกอ่านแล้ว
ข้อมือหักเลยครับ มันทับถึงตายเลยแหละ...หนักตั้งตันกว่า สงสัยต้องใช้รถเครนยกหนังสือ แหะๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 19:48:32 »


55555พิมพ์ผิดน่าจะแค่1329กรัมเนอะอิอิ
แก้ไขแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #35 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 19:59:49 »


อาริเอตี้ มหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว[1][4][5] (ญี่ปุ่น: 借りぐらしのアリエッティ Kari-gurashi no Arietti, 'The Borrower Arrietty' ?; อังกฤษ: The Secret World of Arrietty (สากล)[3][6][7] หรือ Arrietty (สหราชอาณาจักร)) เป็นอะนิเมะแนวจินตนิมิตอิงนิยายเรื่อง ฅนตัวจิ๋ว (The Borrowers) ของ แมรี นอร์เทิน (Mary Norton)[8] มี ฮิโระมะซะ โยะเนะบะยะชิ (Hiromasa Yonebayashi) กำกับ, ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) ร่วมกับ เคโกะ นิวะ (Keiko Niwa) เขียนเรื่อง, และสตูดิโอจิบลิ สร้าง
เนื้อหาว่าด้วย อาร์เรียตตี (Arrietty, ในชื่ออะนิเมะพากย์ไทยสะกดว่า "อาริเอตี้") เด็กสาวซึ่งเป็น "พวกหยิบยืม" (Borrower) หรือคนตัวจิ๋วสูงสิบเซนติเมตร อาศัยใต้พื้นเรือนมนุษย์พร้อมครอบครัว และได้เป็นเพื่อนกับเด็กชายมนุษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าบ้านและเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด อาร์เรียตตีกับครอบครัวต้องเอาตัวรอดเมื่อแม่บ้านพบเจอที่พำนักของพวกเธอ อันหมายความว่า เธอต้องลาจากบ้านที่รักนั้น
ปลายปี 2552 สตูดิโอจิบลิแถลงโครงการสร้างอะมิเนะเรื่องดังกล่าว โดยว่า โยะเนะบะยะชิ ผู้กำกับเยาว์วัยที่สุดของสตูดิโอ เป็นผู้กำกับ ส่วนมิยะซะกินั้นจะดูแลการผลิตในฐานะผู้วางแผนการผลิต[9] จิบลิเลือกนักพากย์ได้ในเดือนเมษายน ปีถัดมา และได้เซซีล กอร์แบ็ล (Cécile Corbel) นักพิณชาวฝรั่งเศส สร้างสรรค์เพลงประกอบ
อาริเอตี้ มหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว ฉายในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 และได้รับการสรรเสริญชื่มชมเป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องภาพเคลื่อนไหวและเพลงประกอบ ทั้งทำรายได้มากกว่า 126 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นรายได้มากที่สุดในปีนั้น[10][3] อะนิเมะเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันแห่งปีในการประกาศผลรางวัลอะแคเดมีญี่ปุ่น ครั้งที่ 34 ด้วย[11]
สำหรับประเทศไทย เอ็ม พิคเจอร์ส นำอะนิเมะเรื่องนี้เข้ามาฉายในสองแห่งเท่านั้น คือ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2554 ณ โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์[1] และจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์[2] ส่วนในระดับโลก วอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์กำหนดฉายตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #36 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 20:01:53 »


เนื้อเรื่อง

อะนิเมะเรื่องนี้มี "คนตัวจิ๋ว" (tiny people) หรือมนุษย์สูงเพียงสิบเซนติเมตร และอาศัยใต้พื้นเรือนมนุษย์ทั่วไป เป็นหัวใจของเรื่องดุจเดียวกับนิยาย ในนิยายว่า คนตัวจิ๋วนั้นเดิมเป็นมนุษย์เช่นมนุษย์ทั่วไป แต่เพราะกลัวและตกใจง่าย ร่างกายจึงหดเล็กลงเรื่อย ๆ อนึ่ง เพราะตื่นคน เหล่าคนตัวจิ๋วจึงพยายามหลบซ่อนตัวเสมอ คนเหล่านี้เรียกตนเองว่า "พวกหยิบยืม" เพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยการหยิบยืมข้าวของของมนุษย์ธรรมดามาบริโภค ซึ่งอันที่จริงก็คือ ขโมยมา อย่างไรก็ดี บรรดาคนตัวจิ๋วไม่เรียกสิ่งที่ตนทำว่า "ขโมย" พวกเขาว่า แค่ "ยืม" เท่านั้น (แม้ไม่ "คืน" แต่ประการใด)[12]
ในนิยาย เรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่ในอะมิเมะ เรื่องดำเนินไปในปี 2553 ณ นครโคะงะเน ตะวันตกของกรุงโตเกียว ครั้งนั้น เด็กชายวัยสิบสี่ชื่อ โช เดินทางจากกรุงโตเกียวมายังบ้านที่มารดาเคยอาศัยเมื่อเด็ก เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับซะดะโกะ ยาย (น้องสาวของยาย) ระหว่างเตรียมตัวผ่าตัดอันเนื่องมาจากโรคหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด เมื่อถึงและลงจากรถ โชเห็นแมวตัวหนึ่งกำลังจู่หาบางสิ่งในพุ่มไม้ แล้วแมวก็ผละไปเมื่อกาตัวหนึ่งทำร้ายมัน โชจึงเดินเข้าไปชมดูว่าแมวคุ้ยหาสิ่งอันใดกัน และเห็นเด็กหญิงตัวจิ๋วคนหนึ่ง คือ อาร์เรียตตี อายุสิบสี่ปี อาร์เรียตตีนั้นอาศัยอยู่ใต้พื้นเรือนของซะดะโกะพร้อมพ็อด บิดา และโฮมิลี มารดา
คืนนั้น อาร์เรียตตีและพ็อด บิดา ขึ้นจากใต้เรือนเพื่อมา "ยืม" ทรัพย์สินมนุษย์ โดยพ็อดหมายใจจะสอนให้อาร์เรียตตีเรียนรู้วิธียืม จุดหมายแรกคือครัวเพื่อยืมน้ำตาลก้อน และเดินทะลุกำแพงครัวผ่านบ้านตุ๊กตาหลังหนึ่งเข้าสู่ห้องนอนของโชเพื่อยืมกระดาษทิชชู แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้กระดาษทิชชู อาร์เรียตตีสังเกตได้ว่าโชตื่นอยู่และมองมาที่เธอ จึงเตรียมหนี ด้วยอารามรีบร้อนจึงทำน้ำตาลก้อนหล่นสู่พื้นห้อง โชว่าอย่ากลัวเขาเลย ทว่า อาร์เรียตตีและบิดาละจากไปโดยทิ้งน้ำตาลก้อนนั้นไว้
รุ่งขึ้น โชเก็บน้ำตาลก้อนดังกล่าวมาส่งให้อาร์เรียตตีที่ช่องอากาศใต้พื้นเรือน แต่โฮมิลี มารดาของอาร์เรียตตี ว่า อย่าได้รับมา มิฉะนั้น มนุษย์จะรู้ว่ามีคนตัวจิ๋วอยู่ และจะเป็นอันตรายต่อคนตัวจิ๋วเอง กระนั้น อาร์เรียตตีแอบออกจากบ้าน แล้วไต่ขึ้นไปหาโชถึงห้องนอนเพื่อคืนน้ำตาลให้ และทั้งคู่ก็ได้เป็นเพื่อนกัน อาร์เรียตตีเจอะบิดาระหว่างทางกลับ พ็อดและโฮมิลีจึงตระหนักว่ามีมนุษย์รู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเขาแล้ว และตัดสินใจย้ายบ้านหนี
ซะดะโกะ ยายของโช เล่าให้โชฟังว่า ปู่ยาตาทวดของโช รวมถึงมารดาของโชเอง ก็เคยเห็นคนตัวจิ๋วในบ้านนี้ จึงสั่งทำบ้านตุ๊กตาที่เห็นตั้งอยู่ในห้องนอนโชนั้นเป็นพิเศษ ด้วยหมายจะให้เหล่าคนตัวจิ๋วใช้เป็นที่อยู่อาศัย บ้านตุ๊กตานี้มีห้องครัวซึ่งใช้การได้จริงด้วย แต่คนตัวจิ๋วไม่ยอมปรากฏตัวอีกเลยนับแต่นั้น บ้านตุ๊กตาจึงร้างอยู่ โชจึงรื้อพื้นเรือน ดึงครัวบ้านอาร์เรียตตีออก แล้วติดตั้งครัวจากบ้านตุ๊กตาให้แทน โดยคาดหวังว่าพวกคนตัวจิ๋วคงชอบใจและเป็นมิตรกันได้
คืนนั้น พ็อดบาดเจ็บระหว่างภารกิจยืม และพบเด็กชายตัวจิ๋วคนหนึ่งกลางทาง ชื่อ สปิลเลอร์ สปิลเลอร์หามเขากลับมาส่งบ้าน และบอกกล่าวว่า ยังมีคนตัวจิ๋วอยู่ที่อื่นอีก โดยครอบครัวของอาร์เรียตตีสามารถย้ายไปอยู่ด้วยกันได้ อาร์เรียตตีจึงไปหาโชอีกครั้งเพื่ออำลา ระหว่างนั้น โชและอาร์เรียตตีได้พูดคุยกัน ทำให้อาร์เรียตตีทราบว่า โชเป็นโรคหัวใจ และจะเข้าผ่าตัดในอีกสองสามวัน แต่การผ่าตัดมีทีท่าว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จดังหวัง
ขณะนั้น ซะดะโกะไม่อยู่บ้าน และฮะรุ แม่บ้าน สังเกตได้ว่า พื้นเรือนถูกเปิด จึงรื้อดู และพบบ้านของอาร์เรียตตี นางจับโฮมิลีใส่โหลขังไว้ในครัว แล้วเรียกบริษัทกำจัดปลวกมาตรวจดูบ้าน และให้จับคนตัวจิ๋วเป็น ๆ มาให้นาง เพราะนางเข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ข้าวของในบ้านหายบ่อย นอกจากนี้ นางยังขังโชไว้ในห้องนอนด้วยเกรงโชจะช่วยเหลือพวกเขา อาร์เรียตตีขอให้โชช่วยมารดาของเธอ โดยเธอช่วยโชออกจากห้องได้ โชให้อาร์เรียตตีประทับแล้วพากันไปยังครัว ทั้งคู่ช่วยโฮมิลีสำเร็จ เมื่อบริษัทกำจัดปลวกมาถึง ก็ประจวบกับซะดะโกะกลับบ้านพอดี ซะดะโกะสั่งให้บริษัทกลับไปเสีย ฮะรุจึงพยายามพิสูจน์ให้ซะดะโกะเห็นว่ามีขโมยตัวจิ๋วอยู่ในบ้านจริง ทว่า ไม่มีโฮมิลีอยู่ในโหลแล้ว และก็ไม่มีบ้านคนตัวจิ๋วอยู่ใต้พื้นเรือนด้วย ทั้งนี้ โชนำบ้านดังกล่าวไปซ่อนก่อนหน้าแล้ว
อาร์เรียตตีและบิดามารดารีบออกเดินทาง และหยุดพักรับประทานอาหารเย็น แมวของโชตามอาร์เรียตตีเจอ และนำพาโชมาพบเธอ โชมอบน้ำตาลก้อนให้อาร์เรียตตีเป็นของขวัญ โดยกล่าวว่า คราวนี้เธอคงจะรับของของเขา โชยังว่า การที่พวกเธอแม้ตัวเล็กแต่ก็สู้ชีวิตไม่ย่อท้อ เป็นแรงบันดาลใจให้เขาต่อสู้ในการผ่าตัดอย่างมาก อาร์เรียตตีจึงปลดไม้หนีบผ้าซึ่งเธอใช้หนีบผมมอบให้โชเป็นของขวัญ และลาจากกันทั้งน้ำตา ครั้นแล้ว บรรดาคนตัวจิ๋วก็โดยสารกาน้ำชาที่สปิลเลอร์แจวล่องไปในลำน้ำจนลับตาไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Raideeva
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



« ตอบ #37 เมื่อ: มีนาคม 03, 2013, 21:42:41 »


 มือตบ-PINKโคราช : ย้อนรอยประวัติศาสตร์ดินแดนอารยธรรม ร่วมสัมผัสประเพณี "กินเข่าค่ำ" เปิดโลกของดีสูงเนิน

อำเภอสูงเนิน เป็นอีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ที่มีโบราณสถานโบราณวัตถุที่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมหลายแห่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมในยุคโลหะของภาคอีสานตามศิลาจารึก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบที่โบราณสถานเมืองเสมา (ต.เสมาในปัจจุบัน) สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า 2,000 ปี และเป็นที่ตั้งเดิมของเมืองโคราชอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอำเภอสูงเนินได้เจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านสังคม เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ชาวอำเภอสูงเนินจึงได้จัดงานประเพณี “กินเข่าค่ำ” ของดีเมืองสูงเนินขึ้นเป็นประจำทุกปีด้วยความภาคภูมิใจในการเป็นต้นกำเนิดของเมืองโคราช

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานจัดงาน กล่าวว่า การจัดงานได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา การท่องเที่ยวจังหวัดนครราช สีมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เทศบาล อบต. และหน่วยงานราชการทั้งภาครัฐและเอกชนในอำเภอสูงเนิน ร่วมกันจัดงาน ประเพณี “กินเข่าค่ำ” ของดีเมืองสูงเนิน ครั้งที่ 16 ขึ้นในวันที่ 8-9-10 มี.ค. 2556 นี้ เนื่องจากอำเภอสูงเนินเป็นดินแดนที่ตั้งชุมชนที่มีความเจริญก้าวหน้าตั้งแต่อารยธรรมยุคโลหะ มีอายุกว่า 2,000 ปี มีความเจริญต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีในปี 1200 ปรากฏหลักฐานคือเมืองเสมา เสมาธรรมจักร และพระพุทธไสยาสน์ศิลา (พระนอน) ยาวที่สุดในประเทศไทย ประกอบกับที่ตั้งของเมืองเสมานครโคราฆะปุระ ที่นำมาร่วมด้วยเป็นเมืองนครราชสีมา โดยวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ยามเย็นค่ำหลังเลิกจากการทำงานทุกคนในครอบครัวก็จะมานั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกันกับ ผู้เฒ่า ผู้แก่ หรือที่ชาวโคราชเรียกกันว่า “กินเข่าค่ำ” หรือหากมีอาหารที่พิเศษก็จะตักแบ่งให้กับเพื่อนบ้านด้วยถือเป็นประเพณีอันดีงามมาตั้งแต่โบราณ

นายกิตติพงศ์ พงส์สุรเวท ประธานสภา อบจ.นครราชสีมา ฝ่ายจัดการแสดงกล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้จัก ศรีจนาศะปุระดินแดนแห่งอารยธรรมที่รุ่งเรืองในอดีตและยังเป็นการส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงในพื้นที่และเพื่อเป็นการบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรมโบราณสถานอันเก่าแก่และประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่คู่อำเภอสูงเนินต่อไป ปัจจุบันอำเภอสูงเนินเจริญรุดหน้าก้าวเข้าสู่ในบริบทสังคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม จนชนรุ่นหลังหลงลืมประเพณีอันดีงามของชุมชนไป ฉะนั้น งาน “กินเข่าค่ำ” จึงเป็นการจัดงานเพื่อร่วมกันสืบทอดประเพณีดั้งเดิมของชาวโคราช และเป็นการกระตุ้นเตือนให้ชาวโคราชได้เหลียวหลังแลหน้า เหลียวหลังดูวิถีทวารวดีด้วยการนั่งรับประทานอาหารเย็นแบบไทย ๆ พร้อมชมการแสดงจินตภาพประกอบแสงสีเสียง ชุด “ศรีจนาศะปุระ” และแลหน้า ชมการแสดงนิทรรศการภาคอุตสาหกรรม ชมการประกวดและจำหน่ายสินค้า โอทอป ชมตลาดย้อยยุคและนิทรรศการของตำบลต่าง ๆ ที่แต่ละตำบลจะจัดการแสดงแบบย้อนยุคด้วยการแสดงการบวชนาค เรียกขวัญนาค การแสดงการคลอดลูกแบบโบราณ และการกล่อมลูกนอน การแสดงวิถีชีวิตของชาวชนบท นอกจากนี้ยังสอดแทรกด้วยกิจกรรมบันเทิงและกีฬาการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาเพื่อการท่องเที่ยว การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและแดนเซอร์ การแข่งขันชกมวยไทย การประกวดธิดากินเข่าค่ำและการแสดงฟรีคอน เสิร์ตของศิลปินชื่อดังแห่งยุคสะท้อนให้เห็นถึงทวารวดีในบริบทสังคมอุตสาหกรรมของอำเภอสูงเนิน

นายสุหฤทธ์ ชาญวนังกูร ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานนครราชสีมา กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนเข้าเที่ยวชมงานท่านสามารถเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอมโบราณ เทวสถาน ชมพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) หินทรายแดงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เสมา-ธรรมจักรสมัยทวารวดี โบราณสถานเมืองเสมา (อยู่ที่วัดคลองขวาง หมู่ 3 ต.เสมา) ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองแขก (สถานที่จัดงานกินเข่าค่ำ) ปราสาทเมืองเก่า (อยู่บ้านเมืองเก่า ต.โคราช) ตลอดจนขึ้นเที่ยวชมน้ำตกวะภูแก้ว ดินแดนปฏิบัติธรรมวะภูแก้ว จุดชมทัศนียภาพภูผาสูง (อยู่ที่หมู่ 6 ต.มะเกลือใหม่) และสถานที่พักผ่อนที่สวยงามอีกมากมาย แบบวันเดียวเที่ยวชมทุกที่ ตกเย็นกลับเข้ามาเที่ยวชมงานรับประทานอาหาร “กินเข่าค่ำ” แบบอีสานขันโตกนั่งกับพื้น ชมการแสดงแสงสีเสียง “ชุดศรีจนาศะปุระ” ดังคำขวัญของอำเภอสูงเนินที่ว่า

ถิ่นเดิมโคราช พระพุทธไสยาสน์ศิลา
ธรรมจักรล้ำค่า ปราสาทหินโบราณ
ส้มโอหวานรสดี ประเพณีกินเข่าค่ำ
แดนธรรมวะภูแก้ว

กิจกรรมท่องเที่ยวของท่านในช่วง 3 วันนี้ นอกจากท่านจะได้รับความสุข อิ่มเอิบกับบรรยากาศของรอยอารยธรรมของขอมโบราณสถานแล้ว ท่านยังเป็นส่วนหนึ่งของผู้มาเยือน และที่สำคัญปีนี้คณะผู้จัดงานได้จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปีเพื่อร่วมเฉลิมฉลองแห่งปีมหามงคลสมัยในโอกาสที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา อีกด้วย ขณะที่ชาวอำเภอสูงเนินกำลังรอต้อนรับการมาเยือนของท่านด้วยไมตรีจิต ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่การปกครองส่วนอำเภอสูงเนิน โทร. 0-4441-9259.
ขอบคุณ : ดำรงค์ สุวรรณปักษ์ เดลินิวส์ 1 มี.ค. 56
ฝากให้อ่านนะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal