ทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบริเวณที่น้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก
เมื่อ พ.ศ.2091 หลังจากที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ได้ 7 เดือน
พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ยกกองทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี
ถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4
แล้วตั้งค่ายล้อมพระนคร 4 ค่าย คือ
ค่ายพระเจ้าหงสาวดี ตั้งอยู่ที่บ้านกุ่มดวง
ค่ายบุเรงนองตั้งอยู่ที่ตำบลเพนียด
ค่ายพระเจ้าแปรตั้งอยู่ที่บ้านใหม่มะขามหย่อง
ค่ายพระยาพะสิมตั้งอยู่ที่ทุ่งประเชดหรือทุ่งวรเชษฐ์
ครั้นวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พร้อมด้วยพระมเหษี คือสมเด็จพระมหาสุริโยทัย
ซึ่งแต่งพระองค์เยี่ยงพระมหาอุปราช และพระราชโอรสพระราชธิดา
คือ พระราเมศวร พระมหินทร์ พระบรมดิลก
ทรงช้าง ยกกองทัพไปยังทุ่งภูเขาทอง หมายจะลองกำลังศึก

ภาพจาก วิกิพีเดีย
กองทัพกรุงศรีอยุธยาปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปรซึ่งเป็นกองหน้าที่ทุ่งมะขามหย่อง
พระมหาจักรพรรดิ์ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร
แต่พลายแก้วจักรพรรดิพระคชาธารของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ถลำไปข้างหน้ารั้งไว้ไม่อยู่
พระเจ้าแปรได้ทีจึงเบนช้างไล่ตาม
สมเด็จพระศรีสุริโยทัยเกรงพระสวามีจะเป็นอันตราย
จึงไสช้างทรงพลายสุริยกษัตริย์เข้าขวางไว้
ช้างพระเจ้าแปรได้ล่างใช้งาเสยข้างสมเด็จพระศรีสุริโยทัยแหงนหงาย
พระเจ้าแปรจึงจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวต้องพระอังสากระทั่งราวพระถันสิ้นพระชนม์บนคอช้าง
พระราเมศวร กับพระมหินทร์ ขับช้างเข้ากันพระศพพระราชมารดานำกลับพระนครได้
ในแผ่นดินพระมหาธรรมาราชา หลังจากสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศเอกราชได้ 2 ปี
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงให้มังมอดราชบุตร ซึ่งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช
ยกกองทัพมาตั้งค่ายที่ขนอนปากคู่ ใกล้ทุ่งมะขามหย่อง
สมเด็จพระนเรศวรยกพลออกมาปล้นค่ายพม่าหลายครั้ง
ทรงใช้พระโอษฐ์คาบพระแสงดาบปีนเสาระเนียดเข้าไปในค่ายข้าศึก
ทำให้พระแสงดาบเล่มนั้นปรากฏนามว่าพระแสงดาบคาบค่าย
พระราชานุสาวรีย์สุริโยทัย
เป็นพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีไทยสมัยอยุธยา
ตั้งอยู่ที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
มีพระราชดำริให้สร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง
เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งกระนั้น
ซึ่งรัฐบาลได้สนองพระราชดำริโดยร่วมกับพสกนิกรชาวไทย
ดำเนินโครงการสร้างพระราชานุสาวรีย์เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวาย
ในวโรหาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ ใน พ.ศ.2535
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2534
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีบวงสรวง
ดวงพระวิญญาณสมเด็จพระศรีสุรืโยทัย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2538
ใน พ.ศ.2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพะราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวที่ทุ่งมะขามหย่อง
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ใช้พื้นที่ทุ่งมะขามหย่อง
อันเป็นที่ดินส่วนพระองค์ ในโครงการพระราชดำริ
เพื่อป้องกันน้ำท่วมทั้งในการเป็นแหล่งเก็บน้ำและรองรับน้ำ เมื่อเกิดอุทกภัยในภาคกลาง
ทุ่งมะขามหย่องจึงเป็นที่รองรับน้ำที่สำคัญ
และใน พ.ศ.2549 เมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด
ก็ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา
เข้ามาในทุ่งมะขามหย่องซึ่งเป็นที่ดินส่วนพระองค์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร
และเป็นที่ปลื้มปีติของชาวไทยทั้งประเทศ
เมื่อทราบข่าวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
จะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการเก็บน้ำและรองรับน้ำ
หรือที่เรียกว่าโครงการแก้มลิง ณ ทุ่งมะขามหย่อง ในช่วงวันที่ 10 ถึง 13 พฤษภาคม นี้ (25)
เพื่อทรงวางแนวทางป้องกันอุทกภัย
จากอดีตถึงปัจจุบัน ทุ่งมะขามหย่องจึงมีความสำคัญทั้งในทางประวัติศาสตร์
ภูมิศาสตร์ วิถีชีวิตของคนไทย และโดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง
.....................................
ลงพิมพ์ในนสพ.คม ชัด ลึก วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
หรืออ่านเพิ่มเติมที่กระทู้
http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=1665.msg12144#msg12144 







