อันเนื่องมาจากข่าว สำนักข่าวอิศรา ได้ตรวจสอบรถประจำตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ
องค์กรอิสระ และนักการเมืองของไทย ย้อนหลัง 5 ปี
พบว่ารถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ (Mercedes-Benz) ยังคงครองความนิยมสูงสุด
รถเบนซ์ ยอดนิยม อีคลาสใหม่พบผู้บริหารองค์กรของรัฐมีการจัดซื้อรถประจำตำแหน่งราคาสูงสุดคันละ 12 ล้านบาท
ไปจนถึงราคาคันละกว่า 7 ล้านบาท
รายละเอียดข่าวเพิ่มเติมที่
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000064192 ลว. 25 พฤษภาคม 2555
ได้ลองค้นหาข่าวการซื้อรถประจำตำแหน่งข้าราชการของรัฐ ของประเทศอื่นๆ
พบที่น่าสนใจคือ จีน ซึ่งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในวันนี้โตวันโตคืน
จนอีกขั้วโลกอย่างสหรัฐกำลังเกรงกลัว
ข้อมูลข่าวจากมติชน วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ก.พ.ว่า
รัฐบาลจีนตัดสินใจเลิกเทรนด์นิยมใช้รถยนต์ออดี้ ของโฟลค์สวาเก้น และบีเอ็ม
ซึ่งถูกผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์พันธุ์เยอรมัน สำหรับบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว
โดยล่าสุดรัฐบาลได้ตัดสินใจถอดชื่อรถยนต์สองยี่ห้อดังกล่าวออกจากออเดอร์รถยนต์ประจำตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากจำนวนทั้งหมด 412 คัน ที่จะมีการสั่งจอง
โดยรถยนต์ในออเดอร์สั่งจองใหม่ เป็นรถยนต์ขนาดเล็กราคาคันละ 18,000 ปอนด์ (ประมาณ 900,000 บาทไทย)
ซึ่งถูกกว่ารถยนต์ออดี้ A6 ถึงเท่าตัว

(ภาพจากวอชิงตันโพสต์)
รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ใช้งบเป็นจำนวน 8 พันล้านปอนด์
ในการซื้อรถประจำตำแหน่ง หรือราว 5 ล้านคัน โดยรถยนต์"ออดี้"และ"บีเอ็ม"เป็นที่นิยมสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ
โดยสำหรับเมืองจีนมีค่านิยมว่า รถยนต์คือสัญญลักษณ์ของความมั่งคั่งและการมีอภิสิทธิ์
โดยรถยนต์ออดี้ A6 กว่าครึ่งหนึ่งของทั่วโลกถูกขายในจีน
และรถยนต์ออดี้ยี่ห้ออื่น ๆ ถูกขายในจีนถึง 1 ใน 5 ของทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ด้านโฟลค์สวาเก้น ซึ่งเป็นผู้ผลิต"ออดี้"ยอมรับว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเสียใจ
***************ข้อมูลต่อมาเป็นของประเทศอินเดีย
ซึ่งข้อมูลจากวิกิพีเดียรายงานว่า....
เศรษฐกิจของอินเดีย มีขนาดเป็นอันดับที่ 11 ของโลกเมื่อวัดด้วยค่าจีดีพี
และเป็นอันดับ 4 ของโลกเมื่อเทียบด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ
หลังจากที่ได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งโดยนักสังคมนิยมเป็นแรงบันดาลใจ
ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศหลังจากได้รับเอกราช
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยกิจกรรมตลาดเสรีซึ่งริเริ่มในปี พ.ศ. 2533 เพื่อการแข่งขันกับนานาชาติและการลงทุนจากต่างประเทศ
อินเดียเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าเกิดใหม่โดยมีจำนวนประชากรมหาศาล
เช่นเดียวกับทรัพยากรทางธรรมชาติและบุคลากรมืออาชีพมีทักษะที่เพิ่มมากขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ทำนายว่าในปี พ.ศ. 2563 อินเดียจะกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก
จากข้อความในบทความบางตอน "แรกรู้จักอินเดีย"
ของคุณ โสภนา ศรีจำปา ใน http://www.oknation.net/blog/indianstudies/2007/10/05/entry-4
.....เวลาเปิดทำการของสถานที่ราชการคือ 9.00-17.00 น. ต่างจังหวัด 10.00-17.30 น.
ธนาคาร 10.00-14.00 น. ธนาคารในใจกลางเมือง 10.00-15.00 น. และธนาคารเอกชน 10.00-18.00 น.
ร้านค้าต่างๆ ไม่เปิดเช้าเหมือนในหลายๆ ประเทศ
ดูประหนึ่งว่าชาวอินเดียไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันในการดำเนินชีวิตมากนัก
พอใจในสิ่งที่ตนทำ ตนมี


2 ภาพบนเป็นรถยี่ห้อแอมบาสเดอร์ผลิตในอินเดีย

รถยนต์เล็กยี่ห้อ Tata ซึ่งราคาไม่แพงของอินเดีย
อินเดียเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าต่างๆ ใช้เอง เช่น ผลิตรถยนต์ที่มีขนาดเล็ก กระทัดรัด
ราคาไม่แพงเกินไปสำหรับชาวอินเดียทั่วไป
หรือเป็นรถยี่ห้อแอมบาสเดอร์ผลิตในอินเดียตั้งแต่ปี 1956 แข็งแรงมากขนาด 2000 ซีซี
ที่เป็นทั้งรถแท็กซี่ และรถประจำตำแหน่งของผู้นำประเทศ
ซึ่งแสดงความเป็นชาตินิยมแบบ อินเดีย ได้อย่างสง่างาม
จนผู้เขียนอยากเป็นเจ้าของสักคันทีเดียว
หากใครมีฐานะดีจะขับรถยุโรปหรูราคาแพง หรือรถญี่ปุ่นชั้นดีก็มีให้เลือกใช้ตามฐานะ
แต่ไม่พบเห็นมากเหมือนในประเทศไทย
นอกจากนี้อินเดียยังผลิตเครื่องอุปโภค บริโภค software คอมพิวเตอร์
ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ใช้เอง พึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดี 







