ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤศจิกายน 26, 2014, 03:47:33
94,609 กระทู้ ใน 7,716 หัวข้อ โดย 9,182 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: phraeboy
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  บ้าน-สวนอรุณสวัสดิ์  |  ดอกไม้หน้าร้อน 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ดอกไม้หน้าร้อน  (อ่าน 9888 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« เมื่อ: มีนาคม 16, 2012, 11:32:35 »


เมืองไทยบ้านเราเป็นเมืองร้อน อากาศร้อน แดดจัด
ต้นไม้ที่ออกดอกสดใสเข้ากับบรรยากาศได้ดี คือต้นไม้ที่ให้ดอกสีสดใส
เช่นต้นหางนกยูง หรือฝรั่งเรียกว่า flame tree
เพราะเวลาออกดอก จะเห็นทั้งต้นเป็นสีส้มแสด สดใส ราวกับเปลวไฟสมชื่อ
ก่อนนี้ ป้าเสลาจะมีต้นหางนกยูงต้นใหญ่ที่ว่านี้อยู่ในที่ดินนอกเมือง ที่ต่างจังหวัด
ปลูกแบบๆทิ้งๆขว้างๆมาเกือบ 20 ปีแล้ว

วันดีคืนดี เห็นที่ดินรกมาก จึงให้เงินคนรู้จักกันไปช่วยจัดการแผ้วทางให้หายรกหน่อย

แล้วป้าก็แทบเป็นลมหน้ามืดเมื่อพบว่าต้นไม้ใหญ่หลายต้น รวมทั้งหางนกยูงต้นนี้
ถูกตัดโค่นเหลือแต่ตอ

และเพื่อลดความเจ็บปวดใจ...
สิ่งที่ทำได้หลังจากนั้น ก็คือแค่ขอร้อง แกมสั่งคนที่รับเงินไปจัดการว่า...
กรุณาอย่ามาให้เห็นหน้าอีก



****************************






หางนกยูง


ต้นหางนกยูงที่ปลูกในเมือไทยจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด
เป็นไม้ต่างสกุลกัน แต่อยู่ในวงศ์เดียวกัน
ถ้าเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เรียกว่า หางนกยูงฝรั่ง
มีหลายสีเช่น แดง ส้ม แดงปนส้ม เหลือง
ผล เป็นแบบฝักยาวรูปร่างแบนขนาดใหญ่
ออกดอกตลอดปี แต่ออกเป็นช่วงๆ แต่ถ้าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม
เรียกว่า หางนกยูงไทย มีหลายสีเช่น แดง ส้ม ส้มแดง เหลือง ชมพู ผลเป็นฝักแบนสั้นขนาดเล็ก
ออกดอกตลอดปี
สำหรับการจัดสวน ทั้ง 2 ชนิด นิยม ปลูกเป็นไม้แนวถนนหรือเกาะกลางถนน
แต่ถ้าเอาร่มเงา และพื้นที่กว้าง ก็ใช้ต้นหางนกยูงฝรั่ง
แต่ถ้าพื้นที่แคบจำกัด ไม่แน่นร่มเงา ก็ใช้ต้นหางนกยูงไทย



ต้นหางนกยูงฝรั่ง



ชื่อวิทยาศาสตร์: Delonix regia (Bojer ex Hook.)
ชื่อสามัญ: Flamebuoyant Tree, Flam of the forest, Peacock flower
ชื่ออื่น: นกยูงฝรั่ง อินทรี (ภาคกลางทั่วไป), ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), หงอนยูง (ภาคใต้)
วงศ์: LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ถิ่นกำเนิด: เป็นไม้พื้นเมืองของเกาะมาดากัสการ์ และแอฟริกา
ค้นพบโดยนักพฤกษศาสตร์ในปี พ.ศ. 2367
ในปัจจุบัน ได้นำมาแพร่หลายเข้ามาปลูกในประเทศเขตร้อน เช่น อินเดีย พม่า มาเลเซีย และไทย


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 10-18 ม. เปลือกต้นสีเทาเกลี้ยง เรือนยอดแผ่กว้างและกลมคล้ายร่ม



ใบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยขนาดเล็กและมีจำนวนมาก






ดอก ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งหรือกิ่งข้าง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน
กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีแดงอมส้ม สีแดง สีส้ม สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน อยู่แยกอิสระ
เมื่อดอกบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.ออกดอกช่วง เดือนเมษายน -มิถุนายน
ผล เป็นฝักใหญ่ แบน แข็ง กว้าง 3-5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ฝักเมื่อแก่จะแตก
เมล็ดเรียงตามขวาง มี 20-40 เมล็ด ฝักแก่จะมีสีน้ำตาลดำ เมื่อฝักแก่จะแตกทั้ง สองด้าน
เมล็ดภายในฝักมีลักษณะกลมยาว สีเทาดำขอบสีขาว เปลือกเมล็ดแข็งมาก
ฝักจะแก่ประมาณเดือน กรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม





ข้อมูลจาก ไม้ประดับดอทคอม
ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 16, 2012, 11:55:07 »



ต้นหางนกยูงไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia pulcherrima (L.) Sw.
ชื่อสามัญ : Flower fence, Peacock's crest, Pride of Barbados
ชื่อพื้นเมือง : หางนกยูงไทย (กลาง) ; ขวางยอย (นครราชสีมา) ;
จำพอ,ซำพอ(แม่ฮ่องสอน) ; ซมพอ, พญา,ไม้บุ ,ส้มผ่อ ,
ส้มพอ หรือ ซอมพอ (เหนือ) มีซอมพอหลวง คือ ดอกหางนกยูงฝรั่ง(ต้นใหญ่)
ซอมพอหน้อย คือ ดอกหางนกยูงไทย(ต้นเล็ก)

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIACEAE
ถิ่นกำเนิด อเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ขึ้นได้ทั่วไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ยืนต้นขนาดเล็กต้นหรือไม้พุ่ม สูง 3-5 เมตร ทรงพุ่มกลม ต้นเกลี้ยงหรือมีหนาม
ใบ : ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกสลับ ช่อใบย่อยมีใบย่อย 7-11 คู่
รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ปลายมนหรือเว้า โคนเบี้ยว




ดอก : มีหลายสีตามพันธุ์ ได้แก่ เหลือง แดง ส้ม ชมพูแก่ แดงประขาว



...
ดอกเป็นช่อ
ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง
กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน
เกสรตัวผู้ 10 อัน ออกดอกตลอดปี


...

...


ผล : เป็นฝักแบน เมื่อแก่แตกได้
ออกฝักตลอดปี

เมล็ด : 8-10 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างกลม
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

หางนกยูงไทยสีเหลืองหาชมยาก




หางนกยูง สีเหลืองแดง สีประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดังกับเพลง ยูงทอง ....สีเหลืองแดงอาภัสสร์จรัสหล้า...
เป็นสีส่อก่อวิชามหาศาล สีเหลืองแดงจะยิ่งใหญ่ในตำนาน...



ข้อมูลจาก ไม้ประดับดอทคอม
ภาพจาก internet 
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกท่าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
patiphan19
ลูกชาวนา
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 97



« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 18, 2012, 12:48:42 »


เม็ดในฝัก อ่อน ทานได้ เหมือน ถั่วลันเตาครับ  อร่อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 18, 2012, 13:04:36 »


เม็ดในฝัก อ่อน ทานได้ เหมือน ถั่วลันเตาครับ  อร่อย

ขอบคุณค่ะคุณpatiphan  ทานได้เฉพาะเม็ดในฝักของหางนกยูงไทย
หรือว่ารวมของหางนกยูงฝรั่งด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
patiphan19
ลูกชาวนา
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 97



« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 21, 2012, 22:35:21 »


ผมเคยทานแต่ของไทยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 09:26:15 »


ราชพฤกษ์

ราชพฤกษ์
ชื่อภาษาอังกฤษ: Golden shower
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cassia fistula
เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้
ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย พม่า และศรีลังกา

ชื่อของราชพฤกษ์นั้นมีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น
กุเพยะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี),   ปูโย ปีอยู เปอโซ แมะหล่าอยู่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),  
ลักเกลือ ลักเคย (กะเหรี่ยง) ,ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคกลาง),  
ลมแล้ง (ภาคเหนือ),  ราชพฤกษ์ (ภาคใต้)

 แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “ต้นคูน”  เพราะจำง่ายกว่าชื่ออื่นๆ (แต่มักจะเขียนผิดเป็น “ต้นคูณ” หรือ “คูณ“)


ดอกราชพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย
ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี
แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด ซึ่งอาจติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้

...

ราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง
มีความสูง 10-20 เมตร ดอกขึ้นเป็นช่อยาว 20-40 เซนติเมตร
แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 เซนติเมตร
มีกลีบดอกสีเหลืองขนาดเท่ากัน 5 กลีบ
ผลยาว 30-62 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร
มีกลิ่นฉุน และมีเมล็ดที่มีพิษเป็นจำนวนมาก



...
คนไทยในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่า
บ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้าน
จะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี
คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่า ควรปลูกต้นราชพฤกษ์
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย
เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเรือนมีความเจริญ
รุ่งเรืองเป็นทวีคูณ
ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าว
จะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย
จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อน
และทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น

ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นราชพฤกษ์
เป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าสูง
และยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วย
นอกจากนี้มีความเชื่อว่า
ใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์
ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดี
ดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม




ต้นราชพฤกษ์มีความเกี่ยวข้องกับประเพณีชาวไทยมาอย่างช้านาน
ใช้ในการประอบพิธีสำคัญๆ ต่างๆ หลายพิธี
เช่น พิธีลงเสาหลักเมือง ทำคฑาจอมพล ใช้ทำยอดธงชัยเฉลิมพล เป็นต้น

นอกจากนี้
- เนื้อไม้ใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ด้ามเครื่องมือต่างๆ
หรือทำเป็นไม้ไว้ใช้สอยอื่นๆ เช่น ใช้ทำเสา เสาสะพาน ทำสากตำข้าว ล้อเกวียน คันไถ เป็นต้น
 
- เนื้อของฝักแก่สามารถนำมาใช้แทนกากน้ำตาลในการทำเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์และจุลินทรีย์ขยายได้
- ฝักแก่ สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ ที่มีขนาดพอเหมาะ
  โดยไม่ต้องผ่าหรือตัดหรือเลื่อย
 

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น

 1.เป็นไม้มงคลและศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทำน้ำพุทธมนต์ในพิธีกรรมต่างๆ
 2.เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์เป็นด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ และเป็นไม้ใช้สอยอื่นๆ
 3.เป็นยาสมุนไพรใช้เป็นยาระบายและขับพยาธิ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 09:28:51 »


สรรพคุณของราชพฤกษ์ในด้านเป็นยารักษาโรค

 •ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย (เปลือก)
 •สารสกัดจากลำต้นและใบของราชพฤกษ์มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (ลำต้น,ใบ)
 •สารสกัดจากเมล็ด มีฤทธิ์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (เมล็ด)
 •ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือถุงน้ำดี (ราก)
 •ราชพฤกษ์ สรรพคุณช่วยแก้ไข้ (ราก)
 •ราชพฤกษ์ สรรพคุณทางยาฝักช่วยแก้ไข้มาลาเรีย (ฝัก)
 •ช่วยแก้ไข้รูมาติก ด้วยการใช้ใบอ่อนนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)
 •ฝักอ่อน มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นเหม็นเอียน เย็นจัด
  สรรพคุณสามารถใช้ขับเสมหะได้ (ฝักอ่อน)
 •ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ฝัก)
 •เปลือกเมล็ดและเปลือกฝัก มีสรรพคุณช่วยถอนพิษทำให้อาเจียน
  หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 5-6 เมล็ด นำมาบดเป็นผงแล้วรับประทานก็ได้ (เมล็ด,ฝัก)


ฝัก

 •ต้นราชพฤกษ์ สรรพคุณของกระพี้ใช้แก้อาการปวดฟัน (กระพี้)
 •ในอินเดียมีการใช้ฝัก เปลือก ราก ดอก และใบมาทำเป็นยา ใช้เป็นยาแก้ไข้และหัวใจ
  แก้อาการหายใจขัด ช่วยถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แก้อาการซึมเศร้า หนักศีรษะ
  หนักตัว ทำให้ชุ่มชื่นทรวงอก (เปลือก,ราก,ดอก,ใบ,ฝัก)
 •สรรพคุณ ราชพฤกษ์ช่วยแก้โรครำมะนาด (กระพี้,แก่น)
 •ช่วยรักษาเด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้ฝักแห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ฝัก)
 •ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก (เนื้อในฝัก)
 •ฝักแก่ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ถ่ายได้สะดวกไม่มวนท้อง
  แก้อาการท้องผูก เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อยๆ และสตรีมีครรภ์
  เพราะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone glycoside) เป็นตัวช่วยระบาย
  สำหรับวิธีการใช้ ให้ใช้ฝักแก่ขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือ (หนักประมาณ 4 กรัม)
  และน้ำอีก 1 ถ้วยแก้วใส่หม้อต้ม แล้วผสมเกลือเล็กน้อย ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้า
  หรือช่วงก่อนนอนเพียงครั้งเดียว (ฝักแก่,ดอก,เนื้อในฝัก,ราก,เมล็ด)
 •เมล็ด รสฝาดเมา สรรพคุณช่วยแก้ท้องร่วง (เมล็ด)


เมล็ด

 •ช่วยหล่อลื่นลำไส้ รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และแผลเรื้อรัง (ดอก)
 •ช่วยรักษาโรคบิด (เมล็ด)
 •สรรพคุณของราชพฤกษ์ ฝักช่วยแก้อาการจุกเสียด (ฝัก)ต้นคูน
 •ช่วยทำให้เกิดลมเบ่ง ด้วยการใช้เมล็ดฝนกับหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ และน้ำตาล แล้วนำมากิน (เมล็ด)
 •ฝักและใบ สรรพคุณช่วยขับพยาธิ ด้วยการใช้ฝักแห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ,ฝัก,เนื้อในฝัก)
 •ต้นคูณ สรรพคุณช่วยขับพยาธิไส้เดือนในท้อง (แก่น)
 •เปลือกฝักมีรสเฝื่อนเมา ช่วยขับรกที่ค้าง ทำให้แท้งลูก (เปลือกฝัก)
 •สารสกัดจากใบคูน มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกิดพิษที่ตับ (ใบ)
 •สรรพคุณของคูน รากใช้แก้โรคคุดทะราด (ราก)
 •ใบ สามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อโรคบนผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้ (ใบ)
 •ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง (ใบ)

 •รากนำมาฝนใช้ทารักษากลากเกลื้อน และใบอ่อนก็ใช้แก้กลากได้เช่นกัน (ราก,ใบ)
 •เปลือกและใบ นำมาบดผสมกันใช้ทาแก้เม็ดผดผื่นตามร่างกายได้ (เปลือก,ใบ)
 •เปลือกสรรพคุณช่วยแก้ฝี แก้บวม หรือจะใช้เปลือกและใบนำมาบดผสมกันใช้ทารักษาฝี (เปลือก,ใบ)
 •คูน สรรพคุณของดอกช่วยแก้บาดแผลเรื้อรัง รักษาแผลเรื้อรัง (ดอก)
 •เปลือกราชพฤกษ์ สรรพคุณช่วยสมานบาดแผล (เปลือก)
 •ฝักคูณ สรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ (เนื้อในฝัก)
 •ชาวอินเดียใช้ใบนำมาโขลกแล้วนำมาพอกแล้วนวด ช่วยแก้โรคปวดข้อและอัมพาต (ใบ)
 •ช่วยกำจัดหนอนและแมลง โดยฝักแก่มีสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทของแมลง
  เมื่อนำมาฝักมาบดผสมกับน้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน แล้วใช้สารละลายที่กรองได้
  มาฉีดพ่นจะช่วยกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักได้ (ฝักแก่)
•สารสกัดจากรากราชพฤกษ์ มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ Acetylcholinesterase
 •นอกจากนี้ยังมีการนำสมุนไพรราชพฤกษ์มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
  เช่น น้ำมันนวดราชพฤกษ์ ที่เคี่ยวมากจากน้ำมันจากใบคูน เป็นน้ำมันนวดสูตรร้อนหรือสูตรเย็น
  ที่ใช้นวดแก้อัมพฤกษ์อัมพาต และแก้ปัญหาเรื่องเส้น

 •ลูกประคบราชตารู เป็นลูกประคบสูตรโบราณ ที่ใช้ใบคูนเป็นตัวยาตั้งต้น
  และประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย เทียนดำ กระวาน และอบเชยเทศ โดยลูกประคบสูตรนี้จะใช้ปรุงตามอาการ
  โดยจะดูตามโรคและความต้องการเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะได้ไม่เหมือนกัน
 •ผงพอกคูนคาดข้อ ทำจากใบคูนที่นำมาบดเป็นผง ช่วยแก้อาการปวดเส้น อัมพฤกษ์อัมพาต
  โดยนำมาพอกบริเวณที่เป็นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการปวดข้อ
  รักษาโรคเกาต์ และยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย
  ซึ่งสูตรนี้สามารถใช้กับผู้ป่วยที่อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก ตาไม่หลับ มุมปากตกได้ด้วย
 •ชาสุวรรณาคา ทำจากใบคูน สรรพคุณช่วยในด้านสมองแก้ปัญหาเส้นเลือดตีบในสมอง
  ช่วยให้ระบบไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น ช่วยแก้อัมพฤกษ์อัมพาต
  โดยเป็นตัวยาที่มีไว้ชงดื่มควบคู่ไปกับการรักษาแบบอื่นๆ






ข้อมูลจากวิกิพีเดีย, http://www.monmai.com
และ http://www.thaigoodview.com/node/164064

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=11120.0
หัวข้อดอกไม้ประจำชาติต่างๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,219



« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 08, 2014, 09:44:08 »


ราชพฤกษ์ หรือ golden shower ในต่างประเทศ







ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal