ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 31, 2014, 10:18:18
94,165 กระทู้ ใน 7,700 หัวข้อ โดย 9,138 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: minkII
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  "ตระกูลเศรษฐี" ของเมืองไทย 0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: "ตระกูลเศรษฐี" ของเมืองไทย  (อ่าน 59423 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« เมื่อ: กันยายน 11, 2006, 18:25:21 »



"ตระกูลเศรษฐี" ของเมืองไทย

นอกจากท็อปเทน "ตระกูลเศรษฐี" ของเมืองไทยอย่าง อยู่วิทยา, สิริวัฒนภักดี, เจียรวนนท์, ชินวัตร,
โสภณพนิช, จิราธิวัฒน์ หรือเบญจรงคกุล หลายคนคงใคร่รู้ว่ามีตระกูลไหนอีกบ้างที่ได้ชื่อว่า
"รวยติดอันดับ" ของเมืองไทย



เมื่อปี 2548 นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับคนรวยที่ติดอันดับ 40 คนแรกของอาเซียน
หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง 8 คนในจำนวนนั้นเป็นเศรษฐีไทย ซึ่งถือว่า "รวยเบ็ดเสร็จ"
ด้วยมูลค่าความมั่งคั่งในระดับแสนล้านบาท ซึ่งต้องวงเล็บไว้ด้วยว่า เป็นความมั่งคั่งในที่โล่งแจ้ง
เห็นได้ชัดๆ เช่น การถือครองหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนที่ลึกล้ำกว่านั้น
ฟอร์บส์คงล้วงไม่เจอ


คนแรกที่ติดอยู่ในชาร์ท 40 เศรษฐีอาเซียน คือ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งรั้งอยู่ในอันดับ 5
ฟอร์บส์ประเมินไว้ว่ามีความมั่งคั่งระดับ 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 120,000 ล้านบาท

เจ้าสัวเจริญรวยมานานแล้ว แต่มาเห็นชัดเจนเมื่อเจ้าสัวเจริญ มีความพยายามจะนำหุ้นเบียร์ช้าง
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเมื่อปี 2548 นั่นเอง
จึงมีการประเมินสินทรัพย์ของเจริญให้เห็นเป็นเค้าลาง
จึงไม่น่าแปลกที่ฟอร์บส์ เพิ่งจัดเจริญไว้ในกลุ่มเศรษฐีของเซาท์อีสต์ เอเชีย เมื่อปี 2005

 
คนที่ 2 คือ เจ้าพ่อกระทิงแดง "เฉลียว อยู่วิทยา" ซึ่งติดอยู่ในอันดับ 11
 มูลค่าความมั่งคั่ง 2.2 พันล้านดอลลาร์



คนที่ 3 "ธนินท์ เจียรวนนท์" อยู่ในอันดับ 17 มูลค่าความมั่งคั่ง 1.4 พันล้านดอลลาร์



คนที่ 4 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอันดับ 18 มูลค่าความมั่งคั่งที่ฟอร์บส์นับได้
ในปีที่แล้ว 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2549 นี้ เพิ่มขึ้นอีก ฟอร์บยังไม่ได้แจ้ง)



คนที่ 5 "วันชัย จิราธิวัฒน์" เป็นอีกคนหนึ่งที่ขึ้นชาร์ท อยู่ในอันดับ 30
มูลค่า 485 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

คนที่ 6 "ชาตรี โสภณพนิช" ติดอันดับ 33 มูลค่า 440 ล้านดอลลาร์

คนที่ 7 "วิชัย มาลีนนท์" ความมั่งคั่ง 380 ล้านบาท

และ คนที่ 8 "บุญชัย เบญจรงคกุล" ซึ่งร่ำรวยในระดับ 210 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8 พันล้านบาท

เรื่องราวของ 8 ตระกูลดัง ซึ่งขึ้นทำเนียบเศรษฐีอาเซียนเหล่านี้ ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ถ้าไปพิจารณาดูข้อมูลจาก 40 อันดับเศรษฐีเฉพาะเมืองไทย ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับไว้
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กวาดสายตาให้ทั่วจะพบว่า นอกเหนือจากตระกูลรวย (รวยซ้ำรวยซาก)
ใน 40 อันดับเศรษฐีของเมืองไทย ยังมีอีกหลายชื่อเสียงเรียงนามที่สมควรติดตาม

หลายคนในจำนวนนี้จัดอยู่ในข่าย "เศรษฐีใหม่" ที่สร้างตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ
และมีอีกหลายคนที่ "โลว์โปรไฟล์" ไม่ปรากฏบนหน้าสื่อ แต่มีชื่อติดอยู่ใน
40 คนแรกที่รวยที่สุดของประเทศ


********************


ตระกูลเศรษฐีใหม่

มีหลายตระกูลทีเดียวที่ใช้เวลา 10 ปีหลังฟองสบู่แตกในช่วงปี 2539-2540
สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่จังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย

ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยเข้าคิวปรับโครงสร้างหนี้ เพราะภาระหนี้สินที่แบกไว้
จนหลังแอ่นจากพิษ “ต้มยำกุ้ง” แต่ช่วงเดียวกันนั้นยังมีนักธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขา
อย่างเหนือความคาดหมาย

ตัวอย่างของตระกูลรวยรุ่นหลังที่อาจนิยามได้ว่า เป็นตระกูล “เศรษฐีใหม่” ตัวจริงของเมืองไทย
เห็นได้ชัดเจนในลำดับ 18 “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” กรรมการผู้จัดการ
บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)

ฟอร์บส์วัดมูลค่าความมั่งคั่งของทองมาไว้ที่ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หย่อนหมื่นล้านบาทไปเล็กน้อย


เมื่อ 10 ปีเศษก่อนหน้า "ทองมา" เป็นแค่ผู้รับเหมารายเล็กเท่านั้น แต่กลับสยายปีกก้าวขึ้นมา
เป็น "ราชาทาวน์เฮ้าส์" ในปี พ.ศ.นี้

พฤกษาเรียลเอสเตท เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ปีเศษ
ด้วยผลการดำเนินงานที่โลดลิ่วต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้พฤกษาเป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรมาก
ถึง 40 แห่งทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ความรวยเร็วของ "ทองมา" ยืนยันได้จากคำบรรยายของฟอร์บส์ที่ระบุว่าเขา "น่าทึ่ง" ที่สุด

และเมื่อกล่าวถึงตระกูลรวยรุ่นใหม่ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ "วิชัย รักศรีอักษร"
เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี รวมอยู่ในนั้น

ฟอร์บส์ระบุความร่ำรวยของ "วิชัย" ไว้ที่ 165 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.2 พันล้านบาท
โดยจัดอยู่ในคนรวยลำดับที่ 24 ของเมืองไทย

อาจพูดได้ว่า "วิชัย" เป็นนักธุรกิจที่มีจังหวะก้าวที่มีสีสันมากที่สุดในรอบปี ภายใต้สถานการณ์ทางธุรกิจ
ที่ซบเซาต่อเนื่องทั้งจากพิษการเมือง และ พิษน้ำมัน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มคิงเพาเวอร์เปิดอาณาจักรดิวตี้ฟรีกลางเมือง “คิง เพาเวอร์ ดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ ฟรี”
 (King Power Downtown Duty Free)

พร้อมๆ กับการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ กลางเดือนนี้ วิชัยจะโชว์ความยิ่งใหญ่ให้เห็นกันอีกครั้ง
กับดิวตี้ฟรีช็อปสุวรรณภูมิ และสิทธิสัมปทาน พื้นที่เชิงพาณิชย์อีก 2 หมื่นตารางเมตร

อีกหนึ่งชื่อใน 40 อันดับเศรษฐีไทยของฟอร์บส์ ที่เซอร์ไพรส์พอประมาณคือชื่อของ “มาลินี กิตะพาณิชย์”
แห่งสมบูรณ์กรุ๊ป รายนี้อยู่ในลำดับที่ 30 ของคนที่รวยที่สุดในเมืองไทย

ฟอร์บส์ประเมินความรวยของแม่ม่ายวัย 75 ปีคนนี้ ว่ามีมูลค่าประมาณ 135 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ "ตระกูลจันศิริ" นำโดยเจ้าสัวทียูเอฟ "ไกรสร จันศิริ"
ฟอร์บส์ประเมินความมั่งคั่งของไกรสร ไว้ที่ 160 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6 พันล้านบาท
จัดอยู่ในอันดับ 25 ของเศรษฐีเมืองไทย

ก้าวรุกของไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารกระป๋อง
ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยตระกูลจันศิริ เกิดขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมีบุตรชายคือ ธีรพงศ์ จันศิริ
ก้าวขึ้นมาเป็น "แม่ทัพใหญ่"

พลาดไม่ได้กับเศรษฐีชื่อใหม่ “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เขาอยู่ในอันดับที่ 26 ของเศรษฐีเมืองไทย
ด้วยตัวเลขความร่ำรวย 155 ล้านดอลลาร์ หรือ 5,890 ล้านบาท

ฟอร์บส์เรียกเขาว่า “ราชาโรงภาพยนตร์” เพราะตอนนี้วิชา พูลวรลักษณ์ ถือว่า “ผูกขาด”
ธุรกิจโรงหนังในเมืองไทยไปแล้ว ภายหลังจากที่เข้าซื้อกิจการของโรงภาพยนตร์อีจีวี

ณ ขณะนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ครองส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจโรงภาพยนตร์ไม่ต่ำกว่า 80% ในเมืองไทย

และดูเหมือนว่าธุรกิจนี้จะเล็กเกินไปสำหรับเศรษฐีขึ้นชาร์ท “40 TOPs” เพราะวิชามักจะยืนยันว่า
เขาไม่ได้ทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ แต่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับ Lifestye Entertainment หรือบันเทิงไลฟ์สไตล์

นั่นทำให้เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และวิชา ประสบความสำเร็จ ทั้งจากธุรกิจโรงหนัง
ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจโบว์ลิ่ง ฟิตเนส คาราโอเกะ
ธุรกิจโฆษณา และศูนย์การค้าประเภทไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์

และนี่คือเศรษฐีอีกคนที่เข้าขั้น “ไทคูน” ของอุตสาหกรรม

ไล่ไปถึงอันดับ 29 “วิกรม กรมดิษฐ์” จากค่ายอมตะ กรุ๊ป
ยักษ์ใหญ่วงการนิคมอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของไทย

ปริมาณความร่ำรวยของวิกรมที่ฟอร์บส์นับได้อยู่ที่ 140 ล้านดอลลาร์ หรือ 5,300 ล้านบาท

ถือได้ว่า อมตะ เป็นนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย และก็เหมือนเช่นเศรษฐีคนอื่นๆ
คือ เขาไม่ได้คิดว่าเขาทำแค่นิคมอุตสาหกรรม แต่เขาเป็น “นักสร้างเมืองสมบูรณ์แบบ”

สำหรับ วิลเลี่ยม อี.ไฮเนคกี้ ซึ่งติดอยู่ในอันดับที่ 16
มีมูลค่าความร่ำรวย 280 ล้านดอลลาร์ หรือหมื่นล้านบาทเศษๆ

เขาไม่ใช่เศรษฐีใหม่ถอดด้าม เพราะไมเนอร์ กรุ๊ป เข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2531
และไฮเนคกี้เป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจต่างชาติที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย
มากที่สุดคนหนึ่ง และมีธุรกิจในมือมากมาย

จนถึงขณะนี้ อาณาจักรไมเนอร์ กรุ๊ป ของไฮเนคกี้ มีบริษัทในเครือกว่า 30 แห่ง
ซึ่งทำธุรกิจทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจอาหาร ธุรกิจเสื้อผ้า เครื่องสำอาง

อย่างไรก็ตามความโดดเด่นมาเห็นชัดเมื่อเกิด "สงครามพิซซ่า" ระหว่างไทรคอนฯ
หรือ ยัม เรสเตอรองค์ ที่เข้ามาบริหารพิซซ่า ฮัท ในเมืองไทยเอง และ "เดอะ พิซซ่า คอมปะนี "
แบรด์ใหม่ที่ไฮเนคกี้ปั้นขึ้นเอง

สงครามนี้ไฮเนคกี้ชนะขาด และหลังจากนั้นเขาก็เปิดเกมรุกไปยังธุรกิจโรงแรม
และร้านอาหารในแบรนด์อื่นๆ

ชื่อเหล่านี้เป็นเพียงจำนวนหนึ่งของเศรษฐีเมืองไทย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีอีกหลายตระกูล
ที่น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็น น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
เจ้าของยาหอมปราสาททองโอสถ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส
และโรงพยาบาลในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ


ธุรกิจในมือของ น.พ.ปราเสริฐ ล้วนกำลังรุ่ง

ขณะที่บางกอกแอร์เวย์ส ถูกเรียกว่าสายการบิน “เล็กพริกขี้หนู” ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองไว้ชัดว่า
เป็นสายการบินเพื่อการท่องเที่ยว เป็นสายการบิน Niche แต่มีมูลค่าตลาดมหาศาล

ขณะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเติบโตต่อเนื่องภายใต้แนวคิด Medical Hub

“คุณนายแดง” ...สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เจ้าแม่ 7 สี ก็เป็นอีกหนึ่งคน
ที่ติดอันดับท็อป 40 เศรษฐีเมืองไทย ด้วยมูลค่าความมั่งคั่ง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นเงินไทย 3 พันล้านบาท


เป็นความร่ำรวยที่เกิดจากการถือหุ้นของบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (บีบีทีวี)
หรือ ช่อง 7 เพียงบริษัทเดียวเท่านั้น เนื่องจากคุณนายแดงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับสาม
ด้วยสัดส่วน 18.85%

นอกจากนี้ยังมี “ตระกูลลี้อิสสระนุกุล" เจ้าของสิทธิผล กรุ๊ป
และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า เศรษฐีลำดับ 31 ด้วยมูลค่าความมั่งคั่ง
130 ล้านบาท เฉียด 5,000 ล้านบาท


"ตระกูลตันธุวณิชย์" เจ้าของกิจการเดินเรือพาณิชย์นาวี อาร์ซีแอล
ซึ่งมียอดขายระดับ 2 หมื่นล้านบาท นำโดยสุเมธ ตันธุวณิชย์ และกลุ่มไทยซัมมิท
ของ สรรเสริญ จุฬางกูร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายที่เติบใหญ่มาพร้อมนโยบาย ดีทรอยต์ออฟเอเชีย

รวมถึง "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่รั้งท้ายใน “40 TOPs”
ของคนรวยที่สุดในเมืองไทย


(เรียบเรียงขอมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2549)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 11, 2006, 21:47:27 »


ขอบคุณคุณป้าเสลา สำหรับข้อมูลค่ะ
จะเฝ้าติดตามดูต่อไปว่าใครจะแซงใครได้เร็วกว่ากัน...
  :P :P :P
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 12, 2006, 10:02:37 »


อ้างถึง
และเมื่อกล่าวถึงตระกูลรวยรุ่นใหม่ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ "วิชัย รักศรีอักษร"
เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี รวมอยู่ในนั้น

ฟอร์บส์ระบุความร่ำรวยของ "วิชัย" ไว้ที่ 165 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.2 พันล้านบาท
โดยจัดอยู่ในคนรวยลำดับที่ 24 ของเมืองไทย

อาจพูดได้ว่า "วิชัย" เป็นนักธุรกิจที่มีจังหวะก้าวที่มีสีสันมากที่สุดในรอบปี ภายใต้สถานการณ์ทางธุรกิจ
ที่ซบเซาต่อเนื่องทั้งจากพิษการเมือง และ พิษน้ำมัน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มคิงเพาเวอร์เปิดอาณาจักรดิวตี้ฟรีกลางเมือง “คิง เพาเวอร์ ดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ ฟรี”
 (King Power Downtown Duty Free)

พร้อมๆ กับการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ กลางเดือนนี้ วิชัยจะโชว์ความยิ่งใหญ่ให้เห็นกันอีกครั้ง
กับดิวตี้ฟรีช็อปสุวรรณภูมิ และสิทธิสัมปทาน พื้นที่เชิงพาณิชย์อีก 2 หมื่นตารางเมตร


(จาก ผู้จัดการรายวัน 12 กันยายน 2549 )

****************


คิงเพาเวอร์ฟาด 2 หมื่นล้าน เก็บค่าต๋ง"สุวรรณภูมิ"ปีแรก

   “เพ้ง” ยันเก็บรายได้คิงเพาเวอร์เพิ่มตามสัดส่วนพื้นที่เพิ่ม ชี้ ทอท.เจรจาตาม ระเบียบข้อตกลง
ขณะที่สำนักงาน 27 สายการบินอยู่นอกอาคารเป็นเรื่องการจัดการปกติแต่ละสนามบินไม่เหมือนกัน
ชี้เจ้าหน้าที่ต้องปรับตัวเอง
ด้านคิง เพาเวอร์ โกยเละ 2 หมื่นล้านบาทปีแรกหลังเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 
เหตุ มีรายได้จากการได้เพิ่มอีกเท่าตัวจากสิทธิ์เข้าบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ 25,000 ตารางเมตรภายในสนามบิน

ชูสินค้าหลากหลาย ราคาถูกสยบคู่แข่งอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ชี้ค่าเช่าพื้นที่เป็นธรรม
เหตุงบลงทุนบานจาก 1,200 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกรณีที่
กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร
และอาคารเทียบเครื่องบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร
และได้สิทธิ์ในการบริหารร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ประมาณ 5,000 ตารางเมตร
ได้รับพื้นที่เพิ่มในส่วนเชิงพาณิชย์ และดิวตี้ฟรีว่า
ขณะนี้ ตนยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ว่า
พื้นที่และรายได้ที่ทอท.จะได้รับเพิ่มเท่าไร

แต่ในหลักการ กรณีผู้รับสัมปทานได้พื้นที่เพิ่มจากที่ตกลงในสัดส่วนเท่าใด
ก็จะต้องจ่ายผลตอบแทนให้ทอท.เพิ่มในสัดส่วนเท่านั้น
โดยใช้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อตารางเมตรจากข้อตกลงเดิมเป็นฐาน

  ส่วนกรณีที่ คิงเพาเวอร์ฯ ระบุว่าพื้นที่เพิ่มบางส่วนไม่สามารถนำมาหารายได้หรือไม่ได้ทำประโยชน์
เชิงพาณิชย์ เช่น บริเวณที่ตั้งของประติมากรรมกวนเกษียรสมุทร และด้านหลังยังเป็นพื้นที่สำหรับพิพิธภัณฑ์นั้น
นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ทอท.จะต้องเจรจาเฉพาะจุด โดยยอมรับเงื่อนไขนี้
       
       แต่ยืนยันว่า การที่คิงเพาเวอร์ฯได้พื้นที่เพิ่ม ทอท.จะต้องมีรายได้เพิ่มด้วยและการเจรจามีหลักการ
และระเบียบชัดเจน ส่วนกรณีที่ผู้ร่วมประมูลจะมาร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะหากทราบว่า
สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ อาจจะเสนอผลตอบแทนให้ทอท.สูงขึ้นและอาจทำให้เป็นผู้ชนะประมูลได้นั้น
ส่วนนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน ตนไม่ทราบ
       
       ชี้เจ้าหน้าที่สายการบินต้องปรับตัวตามสภาพ
       
       นอกจากนี้ การที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน
สำหรับกิจกรรมเชิงพาณิชย์จำนวนมากได้ส่งผลให้ สายการบินประมาณ 27 สายไม่มีที่ตั้งของสำนักงาน
ภายในอาคารและต้องไปใช้อาคารสำนักงาน ทอท. (AOB) แทนในขณะที่สนามบินดอนเมืองแม้จะเล็กกว่า
แต่สามารถจัดสรรพื้นที่ให้ทุกสายการบินตั้งสำนักงานได้เพียงพอ
นั้น นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า
การบริหารและการทำงานของแต่ละสนามบินย่อมแตกต่างกันซึ่งเจ้าหน้าที่ของแต่ละสายการบิน
ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถทำงานที่สุวรรณภูมิซึ่งแตกต่างจากดอน เมืองให้ได้
ซึ่งระยะแรกเจ้าหน้าที่บางสายการบินอาจต้องเดินมากหน่อยแต่สนามบินมีทางเดินเชื่อมต่อกันหมด
เพื่อความสะดวกอยู่แล้ว
       
       ส่วนห้องรับรอง (เล้าจ์) ของ 14 สายการบินที่อาจจะไม่แล้วเสร็จทันวันที่ 28 ก.ย.นี้ นั้น
รักษาการ รมว.คมนาคมกล่าวว่า เบื้องต้นหากเสร็จไม่ทัน ก็จะให้ใช้ห้องรับรอง
ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปก่อน ซึ่งที่สุวรรณภูมิจะเป็นสนามบินแรกที่มีห้องรับรอง
สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดด้วยนอกเหนือจากผู้โดยสารชั้น 1 ชั้นธุรกิจ
ซึ่งมั่นใจว่าจะรองรับได้เพียงพอ แต่ทั้งนี้แต่ละสายการบินก็มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาและดูแลผู้โดยสาร
ของตัวเองด้วย
       
       “จากการสอบถาม ทอท. ระบุว่า ได้เปิดให้สายการบินมาจองพื้นที่ทำห้องรับรองเกือบปีแล้ว
แต่สายการบินไม่มาโดยเฉพาะสายการบินใหญ่ๆ ในภูมิภาคนี้ เพราะเห็นว่า สนามบินจะเปิดไม่ได้ตามกำหนด
และเพิ่งเข้ามาเมื่อใกล้กำหนดเปิดและเลือกพื้นที่ที่มีเจ้าของแล้ว และการจองพื้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
การที่กลุ่มไอทีโอฯ ซึ่งเป็นผู้รับเหมายังก่อสร้างไม่เสร็จเพราะให้มาเลือกในกระดาษก่อน”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 12, 2006, 10:32:33 »


(ต่อ)

.......... นายสมบัตร  เดชาพานิชกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า
ในส่วนของพื้นที่เชิงพาณิชย์  ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท  คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ  จำกัด
มีทั้งสิ้นประมาณ 25,000 ตารางเมตรเศษ ซึ่งมากกว่าที่กำหนดไว้ในร่าง ทีโออาร์  ที่การท่าอากาศยาน
แห่งประเทศไทย (ทอท.)ระบุไว้จริง แต่การเสนอประมูลพื้นที่ของบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่เสนอไปคือ
25,000 ตารางเมตร ตามที่ได้อยู่ในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า ร้านค้าแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลก
ส่วนใหญ่จะต้องการพื้นที่เปิดชอป 300-400 ตารางเมตร  และมีมากกว่า 20 แบรนด์ที่จะเข้ามาเปิดชอป
จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก  นอกจากนั้นยังต้องมีร้านค้าและบริการอื่นๆ ที่จำเป็นอีกมากมาย
เช่น ร้านขายยา  สปา  เสริมสวย ร้านอาหาร ฟาสต์ฟูด โรงภาพยนตร์ และ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อื่นๆ
ซึ่ง ทอท. ก็เห็นด้วย จึงได้จัดสรรพื้นที่เพิ่มให้   ซึ่งบริษัทฯก็ต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มตามตารางเมตรที่เพิ่มขึ้น
ส่วนรายได้ก็ต้องแบ่งให้ในสัดส่วนตามสัญญาเหมือนเดิม

       
       “เราออกแบบพื้นที่ร้านค้าภายในอาคารทั้งหมดให้เป็น วอล์กกิ้ง ทรู ชอปปิ้ง สตรีท ในสนามบิน
ที่ยาวที่สุดในโลก คือมีความยาวถึง 999 เมตรต่อชั้น”
       
       อย่างไรก็ตาม  บริษัทฯได้ลงทุนก่อสร้างตกแต่งพื้นที่ทั้งหมดด้วยเงินลงทุนราว 3,000 ล้านบาท
ซึ่งเกินกว่างบที่ตั้งไว้เบื้องต้นว่าจะใช้ที่ 1,200 ล้านบาท  ดังนั้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อตารางเมตร
ของพื้นที่ดังกล่าวจึงเพิ่มขึ้นจาก 1,333 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน  เพิ่มเป็น 4,770 บาท
ต่อตารางเมตรต่อเดือน  ขณะที่บริษัทฯจัดเก็บค่าเช่าจากร้านค้าเฉลี่ยที่ 6,200-6,300 บาท
ต่อตารางเมตรต่อเดือน  ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เพราะบริษัทฯต้องนำส่ง
       รายได้ให้แก่ ทอท. ขั้นต่ำ ปีละ  1,431 ล้านบาท  หรือ 15% ของรายได้ในปีแรก
และในปีที่ 2-10 จะต้องปรับเพิ่มทุกปีตามจำนวนผู้โดยสารของสนามบินและอัตราเงินเฟ้อ
       
      ให้สิทธิ์2แบงก์ตอบแทนคุณ
       นายวิชัย รักศรีอักษร  ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า
การจัดสรรพื้นที่เช่าให้แก่ร้านค้าทั้งหมด จะพิจารณาจากความสำคัญ และ ความต้องการ
ของลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นหลัก เน้นเรื่องความหลากหลาย ส่วนในเรื่องของธนาคารที่แจ้ง
ความประสงค์ขอเช่าพื้นที่เพื่อเปิดบูธ แลกเปลี่ยนเงินตรา ก็มีจำนวนมาก แต่ที่บริษัทเลือก
เพียง 2 ธนาคาร คือ ธนาคารทหารไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ 
ก็เพราะทั้ง 2 ธนาคารดังกล่าว ได้ช่วยเหลือเรื่องเงินลงทุนแก่บริษัท
ทั้งโครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ และ โครงการคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รวมกว่า 7,500 ล้านบาท 
อีกทั้งมองไม่เห็นว่าที่สนามบินจะต้องมีจำนวนธนาคารมากมายนัก
ซึ่งความจริงแล้ว คิง เพาเวอร์ ก็มีใบอนุญาตทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
แต่ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ จึงเห็นว่า ควรยกธุรกิจนี้ให้ธนาคารเป็นผู้ดูแล

       
................


อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000115113
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,166



« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2008, 10:34:03 »


เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นิตยสาร "ฟอร์บส์" ของสหรัฐอเมริกา
ได้เผยแพร่การจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย 40 อันดับ
โดยอาศัยข้อมูลจากตลาดหลักทัพย์และกระทรวงพาณิชย์
และการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินว่า จะมีมูลค่าเท่าใด
หากนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ในกรณีบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทเอกชนที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ใช้ราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2551 เป็นข้อมูลประเมินทรัพย์สินครั้งนี้

ฟอร์บส์ ระบุภาพรวมว่า มูลค่าของทรัพย์สินของบุคคลที่ร่ำรวยมากที่สุดของไทย 40 อันดับ
เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6,000 ล้านดอลลาร์เป็นรวมทั้งสิ้น 25,000 ล้านดอลลาร์
(ราว 825,000 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์)
และตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า กลุ่มมหาเศรษฐีทั้ง 40 คน
ยังคงเป็นกลุ่มเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สาเหตุอาจเป็นเพราะความมั่งคั่งที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ

นอกจากนั้น ใน 10 อันดับแรกสุด ประกอบไปด้วยนักธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และธุรกิจด้านสื่อมากถึง 6 คน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในอันดับ 16 ทรัพย์สินรวม 400 ล้านดอลลาร์


ฟอร์บส์ ระบุว่า



อันดับ 1 นายเฉลียว อยู่วิทยา อายุ 76 ปี
กลับมาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของไทยอีกครั้งหนึ่งหลังจากยอดจำหน่ายกระทิงแดง
เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่นายเฉลียว ร่วมกับนายดีทริช มาเตสชิทซ์
นักธุรกิจออสเตรียเริ่มผลิตขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ยอดขายเพิ่มจากปี 2547-2550 ถึงเกือบเท่าตัวเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,000 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 2 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี
ผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของธุรกิจวิสกี้และเบียร์ (เหล้าแม่โขง , เบียร์ช้าง ฯลฯ )
ที่เพิ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เมื่อปี 2549
ทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมพลาซ่า แอทธินี่ และไอเอ็มเอ็ม อีกด้วย
มูลค่าทรัพย์สินรวม 3,900 ล้านดอลลาร์

อันดับ 3 ตระกูล "จิราธิวัฒน์"
มีกิจการหลายอย่างตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก (ห้างเซ็นทรัล)  ,
อสังหาริมทรัพย์ ,โรงแรม เป็นต้น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2,800 ล้านดอลลาร์

อันดับ 4 นายธนินท์ เจียรวนนท์
ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กิจการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.)
อายุ 69 ปี มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ์ 2,000 ล้านดอลลาร์


อันดับ 5 นายกฤตย์ รัตนรักษ์
ประธานและซีอีโอของบริษัท บางกอก บรอดคาสติ้ง แอนด์ ทีวี (บีบีทีวี) และครอบครัว
ทรัพย์สินรวมถึงหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา และปูนซิเมนต์นครหลวง
มูลค่าทรัพย์สินรวม 1,000 ล้านดอลลาร์
 
อันดับ 6 คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล และครอบครัว
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มูลค่าทรัพย์สินรวม 940 ล้านดอลลาร์

อับดับ 7 นายวิชัย มาลีนนท์ และครอบครัว
เจ้าของกิจการ บีอีซีเวิร์ลด์ และไทยทีวีสีช่อง 3 มูลค่าทรัพย์สินรวม 880 ล้านดอลลาร์

อันดับ 8 นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี
ประธานบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ (เบียร์สิงห์) และครอบครัว

มูลค่าทรัพย์สินรวม 820 ล้านดอลลาร์

อันดับ 9 นายสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ
ประธานเครือบริษัท ไทยซัมมิต ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
ถือหุ้นส่วนหนึ่งอยู่ในเนชั่น มัลติมีเดียมูลค่าทรัพย์สินรวม 580 ล้านดอลลาร์

อันดับ 10 นายอนันต์ อัศวโภคิน
ผู้ก่อตั้งบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 525 ล้านดอลลาร์

อันดับ 11 นายสรรเสริญ จุฬางกูร
ผู้ก่อตั้งบริษัท สามมิตมอเตอร์ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 520 ล้านดอลลาร์

อันดับ 12 นายประยุทธ มหากิจศิริ และครอบครัว
เจ้าของกิจการเหล็กกล้า ไทยน็อกซ์ สแตนเลส มูลค่าทรัพย์สินรวม 515 ล้านดอลลาร์

อันดับ 13 นายบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว
ผู้ก่อตั้งบริษัทโทรคมนาคม ดีแทค มูลค่าทรัพย์สินรวม 475 ล้านดอลลาร์

อันดับ 14 นายอิสระ วงศ์กุศลกิจ
กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทมิตรผลและครอบครัว มูลค่าทรัพย์สินรวม 470 ล้านดอลลาร์

อันดับ 15 วิลเลียม อี. ไฮเนคกี้ และครอบครัว
เจ้าของกิจการ ไมเนอร์ คอร์ป., ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
ทำธุรกิจ อาทิ เอสปรี และธุรกิจภัตตาคาร ,สปา ,โรงแรม
มากกว่า 800 แห่งในหลายประเทศ



อันดับ 16 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ทรัพย์สินรวม 400 ล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย  แม้ว่าจะถูกอายัดทรัพย์
และหมดยุคเรืองอำนาจเพราะถูกกระทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
แต่ตัวเลขทางการเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,300 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน


อันดับ 17 นายวาณิช ไชยวรรณ และครอบครัว
เจ้าของกิจการไทยประกันชีวิต มูลค่าทรัพย์สินรวม 390 ล้านดอลลาร์
อันดับ 18 นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ เจ้าของกิจการพฤกษาเรียลเอสเตท
มูลค่าทรัพย์สินรวม 380 ล้านดอลลาร์


- นางสาว นิชิต้า ชาห์
อันดับ 19 น.ส.นิชิต้า ชาห์
อายุน้อยที่สุดคือ 28 ปี สาวโสด เพียงรายเดียวจากทั้งหมด
สืบทอดกิจการ พรีเชียส ชิปปิ้งจากบิดา ก่อนขยายออกไปสู่
วงการแฟชั่นและเสื้อผ้าสำเร็จรูป มูลค่าทรัพย์สินรวม 375 ล้านดอลลาร์

อันดับ 20 นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์
กรรมการผู้จัดการบีบีทีวี (ช่อง7) มูลค่าทรัพย์สินรวม 335 ล้านดอลลาร์

อันดับ 21 นางนันทา ชินธรรมมิตร
เจ้าของกิจการน้ำตาลขอนแก่น มูลค่าทรัพย์สินรวม 330 ล้านดอลลาร์

อันดับ 22 นายประเสริฐ ปราสาททองโอสถ
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของกิจการบางกอกแอร์เวยส์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 245 ล้านดอลลาร์

อันดับ 23 คุณหญิงประภา และนายวิทย์ วิริยะประไพกิจ
ผู้บริหาร สหวิริยา สตีล อินดัสตรี้ มูลค่าทรัพย์สินรวม 210 ล้านดอลลาร์

อันดับ 24 นายนิธิ โอสถานุเคราะห์
ได้รับตกทอดหุ้นบริษัท โอสถสภามา 25%
มีเงินลงทุนอยู่ในไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และทำงานอยู่กับเมอร์ริลล์ ลินช์
มูลค่าทรัพย์สินรวม 200 ล้านดอลลาร์

อันดับ 25 นายเปรมชัย กรรณสูต
ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อิตาเลียน-ไทย มูลค่าทรัพย์สินรวม 195 ล้านดอลลาร์

อันดับ 26 นายวิชัย รักศรีอักษร
ผู้ก่อตั้งบริษัท คิงพาวเวอร์ ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษี มูลค่าทรัพย์สินรวม 190 ล้านดอลลาร์

อันดับ 27 นายเฉลิม อยู่วิทยา
เจ้าของกิจการสยาม ไวเนอรี่ ประธานบริษัทเรดบุล อังกฤษ
และมีหุ้นอยู่ในบริษัท กระทิงแดง 2% มูลค่าทรัพย์สินรวม 185 ล้านดอลลาร์ 

อันดับ 28 นายเกษม ณรงค์เดช และครอบครัว
ประธานกลุ่มบริษัท เคพีเอ็น ที่มีบริษัทอยู่ในเครือมากกว่า 24 บริษัท
มูลค่าทรัพย์สินรวม 180 ล้านดอลลาร์

อันดับ 29 นายเอนก สิทธิประศาสน์
ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในกิจการบิ๊กซี ซุปเปอร์มาร์เก็ต รองประธาน เซ็นทรัลพัฒนา
กิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือ "จิราธิวัฒน์" มูลค่าทรัพย์สินรวม 177 ล้านดอลลาร์

อันดับ 30 นายเพชร และรัตน์ โอสถานุเคราะห์
มีหุ้นอยู่ในโอสถสภาคนละ 20 เปอร์เซ็นต์
รายหลังดำรงตำแหน่ง ซีอีโอของบริษัทอีกด้วย มูลค่าทรัพย์สินรวม 175 ล้านดอลลาร์

อันดับ 31 พรดี ลี้อิสระนุกูล
สืบทอดกิจการในเครือกลุ่มบริษัทสิทธิผลจาก วิทยาผู้เป็นสามี
มีหุ้นอยู่ในสิทธิผลมอเตอร์,ไทย สแตนเลย์ อีเลคทริค
และบริษัทร่วมทุน อินูเอะ รับเบอร์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 170 ล้านดอลลาร์,

อันดับ 32 วิชา พูลวรลักษณ์
เจ้าของกิจการ เมเจอร์ ซีนีเพลกซ์ เครือข่ายธุรกิจโรงภาพยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
มูลค่าทรัพย์สินรวม 165 ล้านดอลลาร์

อันดับ 33 นิจพร สรณจิต
ผู้ถิอหุ้นใหญ่ในอิตาเลียน-ไทย พี่สาวของเปรมชัย กรรณสูต
เป็นประธานโรงแรมโอเรียนเต็ล และมีหุ้นส่วนตัวอยู่ในเครือโรงแรมอมารี
มูลค่าทรัพย์สินรวม 160ล้านดอลลาร์

อันดับ 34 วิกรม กรมดิษฐ์
เจ้าของกิจการนิคมอุตสาหกรรม อมตนคร มูลค่าทรัพย์สินรวม 145 ล้านดอลลาร์

อันดับ 35 พรเทพ พรประภา และครอบครัว
เจ้าของกิจการสยามกลการ มีหุ้นอยู่ใน เอพีฮอนด้า และเอสพี ซูซูกิ
มูลค่าทรัพย์สินรวม 140 ล้านดอลลาร์

อันดับ 36 ไกรสร ชาญสิริ
ประธานและผู้ก่อตั้ง ไทย ยูเนียน ฟรอซเซน กิจการทูน่ากระป๋อง
ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก มูลค่าทรัพย์สินรวม 115 ล้านดอลลาร์

อันดับ 37 ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
ประธานกลุ่มจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ มูลค่าทรัพย์สินรวม 110 ล้านดอลลาร์

อันดับ 38 ปลิว ตรีวิศวเวทย์
เจ้าของกิจการบริษัทก่อสร้าง ช.การช่าง มูลค่าทรัพย์สินรวม 100 ล้านดอลลาร์

อันดับ 39 สุเมธ ตันธุวณิช
ผู้ก่อตั้ง รีเจอนัล คอนเทนเนอร์ ไลน์ กิจการเดินเรือ มูลค่าทรัพย์สินรวม 85 ล้านดอลลาร์

อันดับ 40 มาลิณี กิตะพาณิช และครอบครัว
สืบทอดสมบูรณ์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี
บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากผู้เป็นสามี มูลค่าทรัพย์สินรวม 65 ล้านดอลลาร์



(ข้อมูลจากมติชน วันที่ 11 กรกฎาคม 2551)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แสนยานุภาพ
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,278


ข้าคือแสนยานุภาพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน


« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2008, 14:55:54 »


รวยกันขนาด สงสารคนจน จริงๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2008, 06:43:24 »


umm  อ่านเฉยๆ....

แต่ เมื่อ 2-3 วันก่อน มีข่าวดัง สังหารโหด เศรษฐี 1,000 ล้าน ที่ภูเก็ต
อ่านแล้วก็ปลง ได้แต่ปลง .....       
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal