ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 23, 2014, 08:38:20
94,124 กระทู้ ใน 7,697 หัวข้อ โดย 9,135 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: bikehummer2
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  เคล็ดลับในครัวเรือน  |  ทำของกินเล่นวันหยุด 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำของกินเล่นวันหยุด  (อ่าน 67021 ครั้ง)
evergreen
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19



« เมื่อ: กันยายน 10, 2006, 11:55:57 »


  แซนวิชไอศครีม

::::::ส่วนผสม::::::

ไอศครีมรสที่ชอบ ประมาณ 2-3 กล่อง แช่เย็นจนแข็งมาก
ขนมปังกรอบ ครีมแครกเกอร์ ขนาดเล็ก 8 แผ่น หรือตามจำนวนคน
เนยถั่ว
น้ำเชื่อมท้อปปิ้ง ชอคโกแลต ฮอทฟัดจ์


::::::วิธีทำ::::::

1. ทาเนยถั่วลงบนขนมปังกรอบ เพียงด้านเดียว และทาชอคโกแลตฮอทฟัดจ์
    ลงบนขนมปังกรอบ ในจำนวนเท่ากัน

2. นำไอศครีม ออกจากกล่อง โดยให้คงรูปเหลี่ยมที่สุด ตัดไสลด์ออก เป็นแผ่น
    ให้ครบตามจำนวนขนมปังกรอบ

3. นำขนมปังกรอบที่เตรียมไว้ และไอศครีม มาประกบกัน ดังรูป ควรแช่เย็น 1-2 ชั่วโมงก่อนเสริ์ฟ



::::::เคล็ดลับ::::::
หากต้องการเก็บไว้ ให้จัดใส่ถุงพลาสติก แช่แข็งไว้ในตุ้เย็น ต้องการรับประทานเมื่อไร จึงนำออกมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
พ่อทูนหัว
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 10, 2006, 20:45:16 »


ตำราผู้ใดไม่สงวนสิทธิ์ ขอโปรดได้นำมาโชว์ให้   คนป่า ลองทานบ้างเถิด
ถ้าใช้ตำรา แซนวิสชาวดง ขั้นตอนการทำไม่ยาก แต่ลำบากหา
โปรดเถิดนะเถิดนะ คุณ evergreen ตำราการทำ อยู่ที่คุณ
ปืน ผู้อาวุโส ทั้งเล่ม.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Long Live The King.
น้าดี้
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 4,011



« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 10, 2006, 21:27:13 »


น่าทานจังเลย
(สงสัยต้องยอมอ้วนแล้วเรา)
   :P :P
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>>ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง<<<
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 12, 2007, 17:29:04 »



ช่วงปิดเทอม แต่ละบ้านสมาชิกอยู่พร้อมหน้ากว่ายามปกติ
ลองหาอาหารว่างง่ายๆมาลองทำรับประทานเล่นๆ


...กล้วยหอมทอด


กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง
เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือโรคไต
กล้วยหอมส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม
ให้พลังงาน 130 แคลอรี วิตามินเอ 140 ยูนิตสากล
วิตามินซี 30 มิลลิกรัม แคลเซียม 26 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม

 
เครื่องปรุง (รับประทาน 4 คน)   

กล้วยหอมห่าม 4 ผล
แป้งเค้ก 1 ถ้วยตวง
ผงฟู 1 ช้อนชา
เกลืออายิ-ชิโอะ 2 ช้อนชา
น้ำตาลไอซิ่ง 4 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 1 ฟอง
เนยละลาย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับทอด น้ำผึ้ง วิปปิ้งครีม   



วิธีทำ

1. เตรียมส่วนผสมของแป้ง โดยการร่อนแป้ง ผงฟู
    เกลืออายิ-ชิโอะ และน้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน 2 ครั้ง
2. นำไข่ไก่ใช้เฉพาะไข่แดง ผสมไข่แดงกับน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยตวง
    คนให้เข้ากัน ใส่แป้งที่ร่อนไว้ ลงในส่วนผสมของไข่ ทีละน้อย
    คนให้เข้ากัน (ไม่ต้องใส่แป้งลงไปทั้งหมด ไว้ค่อยเติมภายหลัง)
    ขนาดความข้นของแป้ง ทดสอบโดยการใช้นิ้วจุ่มดู
    ถ้าแป้งติดนิ้วขึ้นมา เป็นฟิล์มบางๆ ก็ใช้ได้ เติมเนยละลายลง 1 ช้อนโต๊ะ
    (อีก 1 ช้อนโต๊ะ ไว้เติมภายหลัง เมื่อแป้งเริ่มใส ต้องมีการเติมแป้ง และเนยอีกครั้ง)
3. เตรียมกล้วยหอม โดยปอกกล้วยทีละลูก ฝานเฉียงเป็นแว่น
    หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใส่ลงในชามผสมแป้ง นำลงทอดในกระทะ
    ที่มีน้ำมันร้อน ไฟปานกลาง เมื่อมีสีเหลืองสวย
    จึงตักขึ้น วางบนกระดาษซับน้ำมัน ทอดกล้วยหอม ที่เตรียมไว้จนหมด
4. รับประทานได้หลายวิธี เช่น โรยดวยน้ำตาลไอซิ่ง รับประทานกับน้ำผึ้ง หรือวิปปิ้งครีม




 สนับสนุนข้อมูลโดย
 หนังสือตำรับอาหารและการเรือน
 บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 13, 2007, 08:35:03 »


 dance
มารอ .... หม่ำ ๆ   อิอิอิ
 smile
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
rosy
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 13, 2007, 09:24:30 »


[
รอรัปทานด้วยคนคับ

ถ้าว่างจะลองทำดู  แล้วตะแจ้งมาให้ทราบคับ







แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 02, 2007, 14:39:13 »



อากาศบ้านเราร้อนได้ร้อนดี
ร้อนขึ้นทุกวันๆ

ลองมาช่วยกันคิดหาวิธีคลายร้อน
หรือพอช่วยบันเทาให้ร้อนน้อยลงบ้าง

มาดูเรื่องอาหารก่อน
ผักชนิดแรกที่อยากแนะนำคือ สายบัว


บัว เป็นพืชน้ำที่เกิดอยู่ในโคลนตม หรือแหล่งน้ำ
ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสี หลายชนิด คนในสมัยก่อนไม่นิยมปลูกกัน
เพราะจะเป็นได้ว่าในแหล่งน้ำส่วนใหญ่จะมีบัวขึ้นกันเกลื่อนกลาด
แต่เดี๋ยวนี้หลังจากที่บัวเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว
ก็มีชาวบ้านในหลายจังหวัดหันมาทำนาบัวเพื่อขายเพื่อสร้างรายได้


... สีตบัน, สัตตบรรณ,
บัวสายแดง หรือบัวสาย


เป็นบัวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย
ก้านดอกหรือที่เรียกว่า "สายบัว"
สามารถนำมารับประทานได้อร่อย

สายบัว ที่นำมาปรุงอาหาร คือ ส่วนที่เป็นก้าน ซึ่งเราเรียกว่า สายบัว
สายบัวที่กินอร่อย จะมีดอกสีขาวอมชมพู
เพราะจะมีความนุ่มนวลเมื่อสุกแล้ว
ส่วนสายบัวของดอกสีอื่นก้านจะแข็งกว่า
สายบัวส่วนใหญ่จะนิยมนำมาประกอบอาหารเช่น แกงส้ม แกงคั่ว
ผัดจืด ต้มกะทิ ต้มจิ้มกับน้ำพริก ขนมสายบัว
ในสายบัวจะมีทั้งแคลเซียมและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย


สายบัวเองก็มีกากใยไฟเบอร์ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ที่ช่วยย่อยอาหาร
บำรุงกระดูกและฟันของเราให้แข็งแรง
มีเบต้าแคโรทีนที่ต้านโรคมะเร็งลำไส้ บรรเทาความร้อนในร่างกาย
แก้ร้อนในโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน
ดอกก็สามารถที่จะเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ความสดชื่น

สายบัวที่นำมาเป็นอาหารรับประทานเคยสังเกตกันไหมว่า
หลังจากที่ปรุงเสร็จแล้วจะมีสีดำ จึงมีวิธีที่จะช่วยให้สายบัวไม่ดำ
แลดูน่ารับประทาน ได้โดยตอนหั่นสายบัวเสร็จแล้ว ให้แช่ในน้ำเกลือ
และตอนที่นำลงไปผัดห้ามใช้ซีอิ๊วเด็ดขาด
เพราะจะทำให้เพิ่มความดำยิ่งขึ้น ให้ใช้เกลือปรุงรสแทน
เพราะเกลือจะช่วยกัดยางให้ขาวขึ้นได้



ไม่ว่าจะเป็นดอกบัวหรือสายบัวก็สามารถที่จะให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
ยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้แล้วก็อย่าลืมนำสายบัวมาประกอบอาหารกันนะค่ะ
จะได้ช่วยดับร้อนในร่างกายลงได้


 
สายบัวต้มกะทิ

เครื่องปรุง

๑. มะพร้าวขูด ๓ ขีด
๒. บัวกินสาย ๕ สาย
๓. ปลาทูนึ่ง ๒-๓ ตัว
๔. หอมแดง ๔ หัว
๕. พริกไทย ๗ เม็ด
๖. กะปิ ๑ ช้อนชา
๗. มะดัน ๑-๒ ผล
๘. น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ตามชอบ

วิธีทำ

๑. มะพร้าวคั้นแยกหัวกะทิไว้ต่างหาก ประมาณ ๑ ถ้วย ที่เหลือคั้นไว้อีกประมาณ ๒ ถ้วย
๒. พริกไทยโขลกให้ละเอียด ใส่หอมแดงและกะปิโขลกต่อให้ละเอียด
๓. ปลาทูนึ่งแกะเอาก้างออกแกะให้เป็นชิ้นโต เพื่อความสวยงาม
๔. มะดันซอยหยาบๆ
๕. สายบัวล้างน้ำให้สะอาดหั่นขนาดชิ้นละ ๑ ๑/๒ นิ้ว
เอากะทิที่คั้นไว้ ๒ ถ้วย ตั้งไฟ พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกพร้อมทั้งสายบัว มะดัน
พอเดือด ใส่น้ำตาล น้ำ ปลา ปลาทูนึ่ง ชิมรสตามที่ชอบ
เมื่อเดือดทั่วแล้วจึงนำหัวกะทิที่แบ่งไว้นั้น ใส่ไปในหม้อ
รอให้เดือดทั่วอีกครั้ง จึงยกขึ้น


นอกจากนี้สายบัวและส่วนต่างๆของบัวนำไปปรุงอาหารได้อีกหลายอย่าง
ดังนี้

สายบัว : แกงส้ม ต้มกะทิ รับประทานสดกับน้ำพริกลงเรือ กะปิคั่ว
รากบัว  : รากบัวต้มน้ำตาล เชื่อม ฉาบน้ำตาล ไส้พาย คุกกี้ พิชซ่า
            ส้มตำรากบัว และทำเครื่องดื่ม
ฝักบัว   : เม็ดบัว รับประทานสด เชื่อม ลอยแก้ว (ใส่ไอสครีม) ไส้พาย
            คุกกี้ พิชซ่า ลูกชุบ ขนมเม็ดบัว
ใบบัว   : ใบอ่อน รับประทานสดเป็นผักเครื่องจิ้มน้ำพริก หลน พล่าต่าง ๆ
            ใบกลางแก่ กลางอ่อน กลีบบัว เกสรบัว ใช้ทำเครื่องดื่ม
            ใบโตเต็มที่ค่อนข้างแก่ ใช้ห่ออาหาร ห่อข้าวใบบัว ห่องบ



แหล่งข้อมูล : www.thaihealth.or.th ,
http://members.thai.net


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 02, 2007, 14:51:50 »






ขนมสายบัว

หารับประทานยาก คงต้องทำกินเอง

สายบัวที่นำมาปรุงอาหาร คือ ส่วนที่เป็นก้าน ของดอกสายบัว
ซึ่งเราเรียกว่า สายบัว สายบัวที่กินอร่อย จะมีดอกสีขาวอมชมพู
เพราะจะมีความนุ่มนวล เมื่อสุกแล้ว ส่วนสายบัว ดอกสีขาว
และสีแดงนั้น กินได้เช่นกัน แต่เมื่อหุงต้มสุกแล้ว เนื้อสัมผัสจะแข็งกว่า 


เครื่องปรุง (รับประทาน 10 คน)   

สายบัว 2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1/3 ถ้วยตวง
แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
แป้งถั่วเขียว 3 ช้อนโต๊ะ
กะทิ 3/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
เกลือ 1 1/4 ช้อนชา
มะพร้าวขูดฝอย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

1. นำก้านดอกของสายบัว มาลอกเยื่อหุ้มสายบัวออกให้หมด
    หั่นขวางเบาๆ โรยเกลือ 1/4 ช้อนชา เคล้าให้ทั่วแล้วพักไว้ 10 นาที
    จึงบีบน้ำออก ตวงให้ได้ 2 ถ้วยตวง
2. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งถั่ว เกลือ 1/2 ช้อนชา ให้เข้ากัน
    ใส่น้ำตาลคนให้กระจายตัว ใส่กะทิลงทีละน้อย นวดไปเรื่อยๆ จนกะทิหมด
3. แบ่งมะพร้าวขูดผสมลงในแป้ง 1/2 ถ้วยตวง
4. ตักหยอดในถ้วยตะไบ กระทง หรือกรวยใบตองให้เต็ม
5. โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด ซึ่งเคล้ากับเกลือที่เหลือ 1/2 ช้อนชา พองาม
6. นำขึ้นนึ่งในรังถึง (น้ำเดือดเต็มที่) ประมาณ 10 นาที ยกลง
    รอให้เย็นสนิท จึงแคะออกจากถ้วย




สนับสนุนข้อมูลโดย
 
หนังสือตำรับอาหารและการเรือน
บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 02, 2007, 15:26:30 »



“ตุ๋นฟัก”
ที่นึกถึงหม้อนี้เพราะคติโบราณท่านบอกว่าฟักนี่เป็นพวก "ของเย็น"
เหมาะแก่การทำกินหน้านี้ดับร้อนนอกและร้อนใน
คิดดูก็แล้วกันว่า ช้างตกมัน เขาจะต้มฟักให้ช้างกิน


ตุ๋นฟักทำง่ายๆ กระเทียมหัวใหญ่ทุบเตรียมไว้เยอะๆ
ตั้งน้ำให้เดือด เอากระดูกหมูลงลวกเที่ยวหนึ่งก่อน
ตั้งน้ำใหม่ รอเดือดอีกทีคราวนี้กระดูกหมูลงไปจริง
กระเทียมกับรากผักชีที่บุบไว้แล้วตามลงไป
ปรุงรสด้วยน้ำปลาพอปะแล่มๆ ถ้าเยอะเดี๋ยวตอนเคี่ยวจะรสจัดไป
ถ้ามีเห็ดหอมติดบ้าน ฝานแล้วแล้วแช่น้ำไว้ ใส่ตามลงไปด้วย

คะเนว่าทุกอย่างได้ที่กำลังจะสุกดี ใส่ชิ้นฟักลงไป
พอเดือดอีกที คราวนี้หรี่ไฟให้อ่อนที่สุดเท่าที่ทำได้
ตุ๋นไปเรื่อยๆ ใจเย็นๆ ฟักจะไม่เปื่อย
แต่กระดูกหมูจะล่อนออกมาเวลาใส่ปาก
เด็กๆ ก็กินข้าวกันชามพูน หม้อเบ้อเร่อวันเดียวเกลี้ยง





ข้าวแช่แช่เมืองเพชร
โด่งดังด้วยน้ำอบข้าวแช่ที่หอมกรุ่นจากเทียนอบ ดอกมะลิ
และดอกกระดังงาไทย
นอกจากนั้นกับข้าวยังมีความเรียบง่าย ยืนพื้นอยู่เพียง 3 อย่าง
คือ ลูกกะปิ ปลากระเบนผัดหวาน และหัวผักกาดผัดหวาน
ที่กินแนมกับข้าวแช่ได้อย่างลงตัวเหมาะเหม็งระหว่างฤดูร้อน



รายการนี้ซื้อเขากินสะดวกกว่า หมอๆ ท่านแนะนำว่า
นอกจากน้ำเย็นชื่นใจ(บางที่ใส่หม้อดินไม่ใส่น้ำแข็ง)แล้ว
กระชายกับขมิ้นขาวที่เป็นของแกล้มยังมีคุณสมบัติคลายร้อนได้ด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่เขาแนะนำก็คือแตงโมจิ้มปลาป่น
แตงโมมีน้ำมาก แต่รสหวานไม่มาก ทำให้สดชื่น
ส่วนรสเค็มเล็กน้อยของปลาแห้งมาทดแทนเกลือในร่างกาย
ที่สูญเสียไปกับเหงื่อช่วงนี้
หาปลาป่นไม่ทัน จะรับประทานแตงโมจิ้มน้ำปลาก็เข้าที

 

ข้าวแช่นั้นเป็นอาหารของชาวมอญที่สืบทอดมาสู่เมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 1
และมาเป็นที่นิยมแพร่หลายในรัชกาลที่ 5
เพราะเป็นเมนูที่ในวังเตรียมถวายในช่วงหน้าร้อน
และครั้งเสด็จประพาสต้นในช่วงหน้าร้อนเท่านั้นจึงเป็นที่มาของ “ข้าวแช่ชาววัง”
ต่อมาตำรับนี้ก็แพร่ออกมานอกวังกลายเป็น “ข้าวแช่ชาวบ้าน”
ข้าวแช่แบบชาวบ้านนั้นก็มักจะนิยมทำกันในครอบครัวใหญ่ที่มีผู้เฒ่าผู้แก่
ตลอดจนเด็กเล็ก ลงมือช่วยกันคนละไม้คนละมือแล้วแต่ความถนัด
แม้ว่าข้าวแช่แบบชาวบ้านอาจจะไม่ได้ใช้เครื่องปรุงอย่างดีหรือครบเครื่อง
หรือไม่ได้พิถีพิถันประณีตแบบชาววัง แต่การทำข้าวแช่แบบชาวบ้าน
ก็ถือเป็นการกระชับรักในครอบครัวให้อบอุ่นมากขึ้น
ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวไทยที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่
อย่างเช่นชาวไทยรามัญหรือชาวมอญ ก็จะนิยมทำกินกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์


แถมด้วย ขนมจีนซาวน้ำ
- จานนี้สำหรับผู้ต้องการลดไขมัน
   ตัดกะทิออก

*************
- จานนี้ มีกะทิราดพร้อมแจงลอน

คนโบราณเขาแบ่งอาหารบางอย่างเป็นอาหารพิเศษในฤดูหนาว
ฤดูฝน และฤดูร้อน ขนมจีนซาวน้ำจัดเป็นอาหารในฤดูร้อน
ผ่อนร้อน คลายร้อนด้วยอาหารกินแบบเย็น
มีเครื่องปรุงเป็นของสดหลายอย่าง
นอกจากกินสบายปากมากแล้ว ยังสบายท้อง





ข้อมูลจาก www.dmsc.moph.go.th
,http://naichef.50megs.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 14:10:56 »





เชอร์เบท หวานเย็นฝรั่ง 
ไม่ว่าจะเรียก “หวานเย็น” หรือ “น้ำแข็งไส”


เด็กไทยก็รู้จักดีว่ามันคือขนมน้ำแข็งที่กินแล้วสดชื่นคลายร้อนได้ดีนัก
แต่แล้วไปเกี่ยวข้องอะไรกับเชอร์เบท (sherbet) ล่ะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า sherbet หรือ sorbet ที่เรา รู้จักว่า
มันคือ ไอศกรีมที่ปั่นมาจากน้ำผลไม้ (ส่วนใหญ่ไม่ใส่นม) นั้น
มีที่มาจากหวานเย็นของอาหรับและชาติอื่นๆในตะวันออกกลาง
และเรียกตามภาษาเปอร์เซียว่า sharbat
ซึ่งก็คือน้ำไซรัปผลไม้ราดเกล็ดน้ำแข็งนั้นเอง
ตักกินได้ตอนน้ำแข็งยังไม่ละลาย และดื่มเมื่อน้ำแข็งละลายแล้ว

ต่อเมื่อ sharbat แพร่หลายเข้าไปในอิตาลีและฝรั่งเศส
จึงเกิดการดัดแปลงรูปแบบเป็นทั้ง กรานิตา (granita)
หรือน้ำผลไม้แช่แข็งที่ขูดเป็นเกล็ด ซึ่งก็คล้ายหวานเย็นและน้ำแข็งกดของไทยเรา
และ เชอร์เบท ซึ่งใส่น้ำตาลเข้าไปมากขี้น
เพื่อปั่นให้ได้เนื้อเนียนใกล้เคียงกับไอศกรีมทั่วไปที่ใส่นมและน้ำตาล

ไม่ว่าจะเป็น ชาร์บาท กรานิตา หรือเชอร์เบท
ก็เป็นเครื่องโฒและของหวานทำจากน้ำแข็งและผลไม้
ที่ดับกระหาย คลายร้อน เป็นของที่ขาดไม่ได้ในหน้าร้อน





"น้ำมะม่วง" ค็อกเทลสุขภาพ
เมืองไทยเราโชคดีนัก
เพราะมีผลไม้ออกมาให้รับประทานกันตามฤดูกาลอย่างไม่ขาดเลยก็ว่าได้
้อย่างช่วงนี้ระหว่าง เดือนเมษายน และพฤษภาคม
จัดว่าเป็นหน้ามะม่วงอย่างแท้จริง
มีมะม่วงหลากหลายพันธุ์ให้ได้เลือกลิ้มรสกัน ทั้งมะม่วงสุกหรือมะม่วงดิบ
ไม่ว่าจะเป็น เขียวเสวย ฟ้าลั่น มะม่วงแรด น้ำดอกไม้ อกร่อง เป็นต้น
เรียกว่ารับประทานกันไม่หวาดไม่ไหว

ครั้งนี้จึงมีเมนูดีเอาไว้กินมะม่วงกัน หากว่ารับประทานไม่ทันเสียที
นั่นคือ "เครื่องดื่มน้ำมะม่วง" ที่นอกจากจะช่วยดับกระหายคลายร้อนแล้ว
ยังเป็นวิธีในการรับประทานมะม่วง ที่หลุดไปจากแนวเดิมๆ
แถมยังได้คุณค่าอาหารอย่างครบถ้วนอีกด้วย
ซึ่งสามารถทำได้ทั้งมะม่วงดิบ และมะม่วงสุกมี 3 สูตรด้วยกัน ดังนี้

สูตรที่ 1. สำหรับมะม่วงสุก ปอกเปลือกมะม่วงสุก ล้างให้สะเด็ดน้ำ
หั่นเป็นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย ใส่ลงในโถปั่น ใส่น้ำต้ม แล้วปั่นให้ละเอียด
เติมน้ำเชื่อม และเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสเปรี้ยว หวานเค็ม เทใส่แก้ว นำไปแช่เย็น

สูตรที่ 2. สำหรับมะม่วงดิบ เลือกมะม่วงที่มีรสค่อนข้างเปรี้ยวเล็กน้อยจะได้มีรสกลมกล่อม
เช่น มะม่วงแก้ว หรือมะม่วงแรด ปอกเปลือกออก ล้างน้ำ สับให้เป็นเส้นเล็กๆ
คั้นกับน้ำสุก กรองด้วยผ้าขาวบาง เอากากออก เติมน้ำเชื่อม และเกลือป่น
ชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็ง สำหรับน้ำที่ได้จะเป็นน้ำมะม่วงใส สีขาวนวล มีรสหวานเปรี้ยว

สูตรที่ 3. ใช้มะม่วงดิบเช่นกัน สับให้เป็นเส้นเล็กๆ ปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสุก
น้ำเชื่อมและเกลือป่นตามต้องการ ชิมรสดูตามใจชอบ

น้ำมะม่วงวิธีนี้จะมีสีขุ่นขาว เพราะมีเนื้อมะม่วงปนอยู่
ทั้งนี้ น้ำมะม่วงควรเตรียมและดื่มให้หมดภายใน 1 วัน เพื่อให้คงคุณค่าทางสารอาหารไว้

แน่นอนว่ามะม่วงมีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอและซี
ช่วยบำรุงสายตาป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
และยังมีฟอสฟอรัสแคลเซียมและเหล็กเล็กน้อย เป็นยาระบายอ่อนๆ
มีกรดอินทรีย์หลายชนิด โดยเฉพาะมะม่วงสุกจะมีน้ำตาล
และให้วิตามินเอสูงมาก
และยังมีสรรพคุณทางยาช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาระบาย....
เรียกได้ว่านอกจากอร่อยปากแล้วยังสบายท้องด้วย   



ข้อมูลจาก  http://www.dmsc.moph.go.th/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 15:11:19 »



    ขนมที่ว่านี่คือ....ทับทิม,มรกต,เพทาย,นิล,เพชร (ขนมทับทิมกรอบ)

ส่วนผสม

1) แห้ว ปอกแล้วหั่นสี่เหลี่ยม ประมาณ ตามชอบ
2) แป้งมัน
3) สีแดง,สีเขียว (หรือน้ำใบเตยข้นๆ)
4) หัวกะทิข้นๆ
5) น้ำเชื่อม ( น้ำตาลทราย,น้ำ,ใบเตย) เคี่ยวรวมกันให้เหนียวหอม


ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่หลายขั้นตอนดีหนะ นำแห้วมาคลุก กับแป้งมันสำปะหลัง จนแป้งติดทั่วชิ้นแห้ว ใส่กะชอนเขย่าแป้งส่วนเกินออก

หลังจากนั้นก็ ใส่ต้มลงไปในน้ำเดือด แต่ตอนใส่ก็เลื่อนหม้อออกมาจากเตาสักหน่อย หลังจากที่ใส่แห้วลงไปแล้วก็ ยกหม้อไปตั้งที่เตาอีกสักครู่ แห้วที่สุกแล้วก็จะลอยตัวขึ้นมา เราก็ตักออกมาแช่ไว้ในน้ำเย็นจัด ก็เป็นเสร็จพิธีการ


เวลาตักเสริฟ ก็ผสมทับทิมกับน้ำเชื่อม แล้วก็ราดด้วยหัวกะทิ หัวกะทิเนี่ยบางคนจะผสมเกลือลงไปนิดหน่อยก็ได้ แต่บางคนไม่ผสม เพราะขนมนี้ควรจะหวานอย่างเดียว

ก่อนอื่นก็ต้องมีแห้ว


ภาพแรกมาต้มแห้ว  แล้วก็นั่งปอกแห้ว


สีเขียวก็เอาใบเตยสดๆ ไปปั่นกับน้ำแล้วกรอง เอาแต่น้ำมา แช่แห้ว


น้ำใบเตยหอมๆ


ใช้มันแกวมา หั่นทำด้วย ก็อร่อย คือๆกันกับแห้วเหมือนกัน นำแห้ว กับมันแกวที่หั่นแล้ว
ลงแช่ในน้ำสี ประมาณ 20-25 นาที (บางสูตรบอก 10-15 นาที ก็ดูนะว่าชอบสีอ่อนหรือแก่ )



หลังจากที่ แช่แห้วได้สีที่ต้องการแล้วก็ นำมาเทใส่กะชอน เอาน้ำสีออก พยามเขย่าๆ ให้แห้วสะเด็ดน้ำ
 ก่อนที่จะนำไปคลุกเคล้ากับแป้งมันที่เราใส่ถาดเตรียมไว้



แห้วที่คลุกแป้งมันแล้ว พร้อมจะนำไปต้มในน้ำเดือด


แห้วที่กำลังต้ม


สีเขียวก็ทำเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเปลี่ยนสีย้อมจากแดง เป็นสีเขียวที่คั้นจากใบเตยหอม จะเปลี่ยนชื่อเป็น " มรกตกรอบ "


มีสีของเพชรนิลจินดา ทั้งนั้น อิ อิ ทำเสร็จก็นำมาจัดเรียงใส่ถ้วยใส่ชาม


หลังจากนั้นก็จะตักผสม ทีละถ้วย หรือจะทำผสม เป็นทับทิมกรอบรวมมิตรก็ได้ตามสะบาย


ตักน้ำเชื่อม หอมกลิ่นใบเตย มาผสมลงไปจะเอาหวานแหลม หรือจะเอาหวาน แบบลูกไม้ ก็ตามใจชอบจ๊ะ


ส่วนหัวกะทิ บางสูตร บอกนำไปเคี่ยว ไปเคี่ยวทำไม เราต้องการหัวหะทิสดๆ เพื่อความหอมหวาน ของความมันของกะทิ อิ อิ 
แล้วก็ต้องมีดอกมะลกมะลิ มาลอยหน้าให้หน้าหอม



น้ำแข็งทุบ น้ำแข็งไส มีก็มาตักใส่ลงไป ให้ขนมเย็นชื่นใจ เพราะขนมนี้ ไทยเรา เขาก็ทำรับประทานกัน ช่วงหน้า ที่อากาศร้อนๆ




ขอบคุณบทความดีๆจาก....www.pantown.com/board.php?id=5288&name=board3...

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
Falco
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 15:37:39 »


ว่าแต่ข้างบน น่ากินมากๆๆ ของโปรดเลยยยยยยยยยยยยยยย ทับทิบกรอบ  black
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 16:14:51 »



โห!! รูปประกอบน้องทรายสรรหามา
น่ากินมากๆ ร้อนๆอย่างนี้ มีใครมาทำให้กินละก็เยี่ยมเลย
  dance
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 21:24:14 »



 ทับทิมกรอบต้องมีนี่ด้วย....มะพร้าวกะทิ







 byeปิดท้ายด้วยเต้าทึงหวานๆๆๆๆๆ bye


อย่าลืมหาทานกันนะคะ  ..  ร้อนนี้จะได้มีความสุข

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
โกวเฮง
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,331



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 21:59:14 »



โห.....เห็นของน่ากินอย่างนี้
โกวเฮงก็แย่น่ะสิ.........
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dekdee
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,255


« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 04, 2007, 08:06:54 »


   แวะมากินของคลายร้อนครับ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sasithon
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 221


คนไทยไม่เคยทิ้งกัน


« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 05, 2007, 20:54:10 »


 bye bye byeฝนก็แวะมาขอชิมบ้างนะคะ  แต่ร้อนๆที่บุรีรัมย์ตอนนี้เพื่อนลองมาดื่มชาไข่มุก  มีหลายรสหวานหอมและอร่อยเย็นชื่นใจจริงนะคะ bye bye bye bye
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ฝนกับบ้านเล็กๆ ในป่าใหญ๊ใหญ่
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 05, 2007, 23:37:35 »





“ยำตะไคร้ใบชะพลู”

เมนูนี้มีส่วนประกอบของพืชผักสมุนไพรที่เด่นๆ คือตะไคร้
ที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
และช่วยให้เจริญอาหาร
ส่วนใบชะพลูนั้นมีวิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ มีแคลเซียม และ เบต้าแคโรทีนด้วย
เห็นประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้วจะช้าอยู่ใย รีบเดินเข้าครัวกันดีกว่า
       
ส่วนผสม สำหรับ “ยำตะไคร้ใบชะพลู”มีดังนี้
       
       ตะไคร้สดซอยละเอียด 7 ต้น
       พริกขี้หนูซอย 8 เม็ด (หรือมากกว่านี้ตามความชอบใจ)
       หัวหอมแดงซอย 2 หัว
       ถั่วลิสงทอด ปลาหมึกแห้งทอด กุ้งแห้งทอด (สำหรับโรยหน้า)
       ใบชะพลู 10 ใบ
       น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว (ปริมาณตามความชอบใจ)
       
เมื่อเตรียมส่วนผสมกันครบหมดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอน
ลงมือทำยำตะไคร้ใบชะพลูที่ไม่ยุ่งยากอะไรเลย
เพียงแค่นำตะไคร้ซอยละเอียด หอมแดงซอย และพริกขี้หนูซอย
มาคลุกเคล้ารวมกัน แล้วก็ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำมะนาว
แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกที ชิมรสชาติให้ถูกปาก
แต่ให้ออกเปรี้ยวนำสักเล็กน้อย
       
พร้อมตักใส่จานที่รองไว้ด้วยใบชะพลู
แล้วก็นำปลาหมึกแห้งทอด กุ้งแห้งทอด และถั่วลิสงทอด มาโรยหน้าอีกที
เป็นอันว่าเสร็จสรรพเรียบร้อยได้กินยำตะไคร้หอมๆ แกล้มกับใบชะพลู
เคี้ยวกร้วมทั้งคำรสชาติมันปาก แถมยังดีต่อสุขภาพ
เพราะว่าได้กินสมุนไพรหลายอย่างที่มีคุณค่าต่อร่างกาย
umm

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 08:54:00 »


 blackหาของอร่อยๆมาฝากป้าเสลาและทุกๆคนอีกแล้วค่ะ
หน้าร้อนนี้เป็นฤดูผลไม้ค่ะ ร้อนๆอย่างนี้มะม่วงกำลังออกค่ะ
จะกินทั้งมะม่วงสุกบนต้นหรือมะม่วงที่เอามาบ่มให้สุกก็อร่อยทั้งนั้น


......หน้าร้อนอย่างนี้ ผลไม้ยอดฮิต และมีผลผลิตออกมาอย่างมากมาย
นั่นก็คือ มะม่วงอกร่อง มีกลิ่นหอม รสหวานจัดจ้าน
และในปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้ มีกลิ่นรสหอมหวาน ก็กำลังเป็นที่นิยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าร้อน มะม่วงอกร่อง และมะม่วงน้ำดอกไม้
จะกินร่วมกับข้าวเหนียวมูลที่ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูอย่างดี นำมามูลกับหัวกะทิ
เกลือป่น และน้ำตาลทรายขาว อื้ม......อร่อยอย่าบอกใครเลย fight







แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
นู๋ทราย
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 471


อยากซ่าส์!!! โซดาสิ!! เอิ๊ก..


« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 09:34:00 »


ฤดูร้อนถือว่าเป็นฤดูผลไม้ ...ที่บ้านทรายมีผลไม้มากมาย
เช่น เงาะ  ทุเรียน  มังคุด  ลองกอง ฯลฯ
ไม่ต้องบอกก็อาจจะเดาถูกว่าเป็นคนจังหวัดอะไร
เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวชมสวนผลไม้นะคะ


จุ๊!จุ๊!..ตามมาเลยค่ะ


เริ่มที่เงาะโรงเรียนค่ะ
“…ทั้งเงาะงับพลับพลวงเป็นพวงห้อย  นี่แน่น้อยหน่าขนุนกลิ่นกรุ่นหอม
ละมุดม่วงพวงมะปริงดูกิ่งค้อม  พระโน้มน้อมนางปลิดที่ติดพวง…”
                                                           สิงหไกรภพ : สุนทรภู่




แล้วก็ทุเรียนค่ะ...หน้าร้อนกินข้าวเหนียวทุเรียน หรือข้าวตอกน้ำกะทิทุเรียน ..อร่อยมากเลยค่ะ
แต่หลังกินแล้วน้ำหนักอาจจะขยับขึ้นเล็กน้อยนะคะ  แต่ไม่แนะนำสำหรับคนที่เป็นเบาหวานนะคะ




นี่ขนุน
“…ถึงบางขนุนให้ขุ่นจิต  นั่งพินิจนึกในน้ำใจถวิล
เห็นขนุนหนามหนาไม่น่ากิน  แต่รสกลิ่นภายในชอบใจคน…”
                                               นิราศพระแท่นดงรัง : สุนทรภู่





ม่วงๆนี่...มังคุด


ตระกูลมะ....มะม่วง
“…มะม่วงพลวงพลองช้องนาง  หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง
กินพลางเดินพลางหว่างเนิน  …”
                      อิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร. 2



มะยม



เท่านี้ก่อนนะค้า.....หอมปากหอมคอ
เดี๋ยวจะทำกระทู้เที่ยวสวนผลไม้ที่บ้านทราย
(อิอิ...ขอเลียนแบบพี่เจ้ยที่พาเที่ยวเมืองMalmoบ้างนะคะ)
คงไม่ว่ากันเด้อพี่เด้อ!!!


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

##@@ การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว@@##
**คนไหนที่พูดไม่จริง เสียงนั้น...สู้เสียงไก่ขันและหมาเห่าไม่ได้**
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 09:39:14 »


โย้!! เย้!!!! ได้ไปเที่ยวกินผลไม้กับน้องทรายแล้ว

แต่เห็นภาพข้าวเหนียวมะม่วงแล้วเดือดร้อน
ทำให้อยากกินขึ้นมา
หน้าร้อนอย่างนี้ กินข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว
อย่าลืมกลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือป่น
ไม่อย่างนั้นจะระคายคอ ไอค้อก..ไอแค้ก..ขึ้นมาง่ายๆ

เอ!...หรือจะเป็นเฉพาะกับคนแก่อย่างป้าเสลาเท่านั้นกระมัง...
umm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sasithon
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 221


คนไทยไม่เคยทิ้งกัน


« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 10:17:32 »


คุณป้าเสลายังไม่แก่ ห้ามพูดคำว่าแก่นะคะ ยังไงๆฝนจะดูแลป้าเอง มาสวีเดนฝนและแฟนยินดีพาเที่ยว ทุกๆที่ ที่คุณป้าเสลาอยากไป   bye bye bye bye bye
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ฝนกับบ้านเล็กๆ ในป่าใหญ๊ใหญ่
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 12:38:52 »



ขอบคุณค่ะหนูฝน
ป้าจะเร่งหยอดกระปุก เก็บเงินไว้เป็นค่าเครื่องบิน
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Rainy
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3,157



« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 15:49:49 »


มาเป็นกระบุงเลย  ผลไม้เมืองหนาว กินหน้าร้อนก็ได้ หน้าหนาวก็ดี  จานแรกเสริฟด้วยส้มน้ำเลือด กร๊ากกก เรียกไม่ถูก ถ้าแปลเป็นไทย แอพเปลซีนบลูด (สวีดิช)






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20,164



« ตอบ #24 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 15:57:29 »



น่ากินดีนะหนูฝน ส้มน้ำเลือด ของหนู
ถ้ากินเร็วๆแล้ว น้ำส้มมันจะไหลย้อยมาทางมุมปาก
เป็นสีเลือดด้วยหรือปล่าว


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal