ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤษภาคม 25, 2013, 23:50:42
92,778 กระทู้ ใน 7,437 หัวข้อ โดย 8,937 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: thana711
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  อรุณสาระ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  ระเบียงรมณีย์  |  อิริยาบถ แห่งการเจริญธรรม 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: อิริยาบถ แห่งการเจริญธรรม  (อ่าน 713 ครั้ง)
เสลา
admin
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,802



« เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 10:44:42 »



...
อิริยาบถ แห่งการเจริญธรรม
 

อิริยาบถ คืออาการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ในการควบคุมของใจ
อิริยาบถแห่งการปฏิบัติมีอยู่หลายลักษณะมี 4 ประการ
คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน
 
มีคำอธิบายการอบรมจิตเกี่ยวกับอิริยาบถดังนี้




...

... 1.ยืนอบรมจิต 
มักใช้ปฏิบัติขึ้นในระหว่างการเดินจงกรม
เพื่อพักผ่อนร่างกายเป็นระยะ ๆ ไป
คือ ยืนพักขาข้างหนึ่งโดยผลัดเปลี่ยนกันไปมา
เมื่อขาหนึ่งเกิดเมื่อยล้า ก็เปลี่ยนพักขาหนึ่ง

   ในขณะที่ยืนนั้นก็ทำการอบรมจิตเรื่อยไป
เมื่อปฏิบัติในอิริยาบถยืนแล้วพอสมควร
ควรใช้อิริยาบถอื่นต่อไป

2. เดินจงกรม  คือเดินสำรวมจิตไปมาบนทางที่ทำไว้อย่างดี ราบรื่นสะอาด
กว้างประมาณ 2 ศอก หรือ 1 เมตร ยาวประมาณ 20 ศอก หรือ 20 ก้าว หรือมากกว่าตามถนัดของตน
หากต้องไม่ยาวเกินไปนัก จะทำให้เผลอสติง่าย
ทางเช่นนี้เรียกว่าทางจงกรม



ทางจงกรมที่ดีควรทำไว้ในที่เงียบสงัด ไม่เปิดเผยเกินไป ไม่ทึบเกินไป อากาศโปร่ง
ถ้ามีที่พอเหมาะพึงทำเป็นทางเฉียงตะวัน เงาของตัวเองจะไม่รบกวนสายตา
และบางท่านถือคติว่าเป็นทางตัดกระแส
แต่ถ้าจำเป็นด้วยพื้นที่ก็พึงทำเถิด เพราะข้อสำคัญอยู่ที่การรวมจิตมากกว่า




   วิธีเดินจงกรมนี้ พระบาลีไม่แสดงไว้ชัดเจน
แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติกันมาอย่างเห็นผลคือ ให้เอามือกุมกันไว้ข้างหน้า
ปล่อยแขนลงตามสบาย ทอดสายตาลงต่ำ
มองห่างเท้าตนเอง ‘แอกหนึ่ง’ หรือประมาณ ‘วาหนึ่ง’
ทำสติสัมปชัญญะควบคุมจิตให้อยู่ในความสงบ
 หรือจะเอากัมมัฏฐานบทใดบทหนึ่งมาเป็นอารมณ์ก็ได้
 แล้วก้าวเดินช้า ๆ ไปจนสุดทางจงกรม หยุดยืนนิดหน่อย
 แล้วกลับหลังก้าวเดินไปอีก โดยทำนองนี้เรื่อย ๆ ไป

   เมื่อเมื่อยขาพึงยืนพัก ดังที่กล่าวมาในอิริยาบถยืน หรือจะพักในอิริยาบถนั่งก็ได้ 
อานิสงส์จากการเดินจงกรม โบราณาจารย์ท่านรจนาไว้ว่า พระบรมศาสดาทรงตรัสยกย่องดังนี้
1. เดินทางไกลทน         2. ทำความเพียรทน 
3. เจ็บป่วยน้อย เดือดร้อนกายน้อย   4. อาหารที่ดื่มกินแล้วค่อย ๆ ย่อยไม่บูดเน่า   
5. สมาธิที่ได้ด้วยการเดินจงกรม ดำรงมั่นนานกว่าไม่เคลื่อนง่าย

  ส่วนการเดินแบบยืดแข้งยืดขานั้น ไม่มีแบบ แล้วแต่ความถนัด
 การเดินชนิดนั้นท่านเรียกว่า ‘ชังฆวิหาร’ เป็นการเดินเรื่อยเปื่อยไปตามอัธยาศัยนั่นเอง
 ถึงกระนั้นนักปฏิบัติก็ไม่ควรละโอกาส ควรมีสติควบคุมจิตใจ
หรือคิดอ่านอะไรซึ่งเป็นเครื่องอบรมจิตใจไปด้วย

3. นั่งเจริญฌาน    อิริยาบถนั่งเจริญฌานนี้ พระบาลีบอกไว้สั้น ๆ เราเข้าใจกันไม่ค่อยแจ่มแจ้ง
ที่ทรงแสดงไว้ในวิธีเจริญอานาปานสติว่า นั่งคู้ขา (ปลฺลงฺกํ อาภุชิตวา) จะคู้ขาแบบไหนก็ไม่ชัดอีก
ทั้งนี้คงเป็นเพราะวิธีนั่งแบบนั้นเป็นที่เข้าใจง่ายในสมัยโน้น
ที่ทรงใช้คำสั้น ๆ เช่นนั้นก็จะพอรู้กัน คำว่า ‘ปลฺลงฺกํ’ อาจตรงกับคำว่านั่งแท่นก็ได้
กิริยานั่งแท่นก็คือนั่งขัดสมาธินั่นเอง


โดยวิธีคู้ขาท่อนล่างเข้ามา เอาขาขวาทับขาซ้ายพอให้ปลายเท้าทั้งสองจดถึงหัวเข่าพอดี

   วิธีนั่งแบบนี้ตรงกับแบบของโยคีที่เรียกว่า ‘ปัทมาศนะ’ นั่งแบบกลีบดอกบัว

   การนั่งแบบนี้ต้องบังคับให้ต้องนั่งตัวตรงจึงสบายและนั่งได้ทน
สตรีไทยไม่ชอบนั่งแบบนี้ด้วยถือว่าขาดความคารวะ
จึงชอบนั่งแบบ ‘พับเพียบ’ คือขาคู้ไปข้างหลังข้างหนึ่ง อีกข้างคู้มายันเข่าข้างหนึ่งไว้
แม้แต่ในหมู่บรรพชิตโดยปกติก็จะใช้ท่านั่งนี้ในยามปกติทั่วไป



   อีกแบบคือการนั่งตั่ง ได้แก่การนั่งเก้าอี้ห้อยเท้านั่นเอง
วิธีนี้สามารถใช้ในการเจริญกสิณได้ดี นอกจากนี้ก็เป็นแบบสบาย ๆ แล้วแต่ความถนัดของบุคคล



   การนั่งแบบบัลลังก์  ควรนั่งตั้งตัวตรงอย่าให้เอน
วางหน้าให้ตรงไม่ก้ม ไม่เงย ไม่เอียง
วางมือบนตักเอามือขวาวางทับมือซ้าย พอให้หัวแม่มือจดกัน
ตั้งสติมั่น สำรวมจิตเข้ามาตั้งไว้ตรงกลางทรวงอก
เอาข้อกัมมัฏฐานข้อหนึ่งข้อใดที่ตนเลือกมาคิดอ่านไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ความ
เมื่อได้ความแล้วจะมีจิตสงบเป็นหนึ่ง มีปีติสุขมากน้อยตามกำลังของความวิเวก

   อีกประการท่านอาจจะใช้อานาปานสติ ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์
หรือบริกรรมพุทโธ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนจิตสงบก็ได้

   แบบนั่งพับเพียบ เป็นแบบถนัดของสตรีไทย พึงนั่งพับเพียบวางมือบนตัก
วางตัวตั้งตรงดำรงสติมั่น สำรวมจิตเช่นกันกับนั่งแบบบัลลังก์ทุกประการ

   นั่งตั่งก็เช่นกัน นั่งห้อยเท้าสบาย ๆ แต่ควรให้เท้าจดพื้น
เพราะถ้าไม่จดพื้นจะทำให้ขาดความสบาย ควรหาอะไรมารองเท้า
อย่าให้ห้อยต่องแต่ง วางมือแบบนั่งคู้บัลลังก์

   นั่งแบบสบาย ๆ คือนั่งตามถนัดของตนแล้วคิดอ่านข้อกัมมัฏฐานอันใดอันหนึ่ง
หรือจะตั้งสติคอยจับดูความเคลื่อนไหวของจิตก็ได้ หรือจะสังเกตลมหายใจของตนตามอัธยาศัยก็ย่อมได้

4. การนอนเจริญฌาน  อิริยาบถการนอนเจริญฌาน
มีสองประการคือนอนพักผ่อนร่างกายกับการนอนเพื่อหลับ

  นอนพักผ่อนร่างกาย คือเมื่อเจริญฌานในอิริยาบถทั้งสามมาแล้ว เกิดความมึนเมื่อยหรือเพลีย
พึงนอนเอนกายเสียบ้าง นอนในท่าที่สบาย ๆ ตามถนัด จะหลับหรือลืมตาก็ได้
กำหนดใจอยู่ในกัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง หรือเอาสติคุมใจให้สงบนิ่งเฉย ๆ ก็ได้

  นอนเพื่อหลับ การนอนหลับคือการพักผ่อนร่างกายเป็นของจำเป็น
ที่ใคร ๆ ก็ว่างเว้นไม่ได้ เพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็ต้องหลับนอนเช่นปุถุชน
ที่ว่าพระอรหันต์ไม่หลับเลยคือ ‘จิตใจ’ ต่างหาก มิได้หมายทางกาย
การหลับนอนแต่พอดีทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง มากไปจะทำให้เฉื่อยชา
ถ้าเกินไปก็จะทำให้อิดโรยอ่อนเพลีย ความจำเสื่อม ง่วงซึม
ประมาณเวลาที่พอดีสำหรับคนทำงานเบา ๆ เพียง 4-6 ชั่วโมง
ส่วนผู้ทำงานหนักต้องถึง 8 ชั่วโมงถึงจะพอดี

ในเวลาประกอบความเป็นผู้ตื่น (ชาคริยานุโยค) พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พักผ่อนหลับนอนเพียง 4 ชั่วทุ่ม
เฉพาะยามท่ามกลางของราตรียามเดียว เวลานอกนั้นเป็นเวลาประกอบความเพียรทั้งสิ้น



  พระตถาคตทรงกำหนดการนอนไว้เรียกว่า ‘สีหไสยา’ คือนอนอย่างราชสีห์สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
คือนอนตะแคงข้างขวา เอนไปทางด้านหลังให้หน้าหงายนิดหน่อยมือขวาหนุนศีรษะ
แขนซ้ายแนบไปกับลำตัว วางเท้าทับเหลี่ยมกันเล็กน้อยพอสบาย
แล้วตั้งสติอธิษฐานถึงเวลาเท่านั้นเท่านี้ จะต้องตื่นขึ้นทำความเพียรต่อไป


*****************

ทั้งหมดนี้คัดลอกจากวิสุทธิมรรคของ พระอริยคุณาธาร (เส็ง) ปุสโส
เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายรับรู้ และมั่นใจในการนำไปปฏิบัติและเพื่อแก้ความสงสัยทั้งหลาย



ขอบคุณเนื้อหาจากเว็บธรรมะ5นาทีดอทคอม,
www.thammaonline.com

ภาพจาก internet
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป: