ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
เมษายน 20, 2014, 13:03:39
93,850 กระทู้ ใน 7,617 หัวข้อ โดย 9,091 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: xztwz157
::Arunsawat ::อรุณสวัสดิ์ ::  |  สบาย สบายสไตล์อรุณสวัสดิ์ : บุคคลทั่วไปกรุณาสมัครสมาชิกก่อนโพสท์  |  สโมสรอรุณสวัสดิ์  |  รวมเรื่องสั้น  |  ชีวิตจริงของ ไอ้ตุ๋ย 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตจริงของ ไอ้ตุ๋ย  (อ่าน 5349 ครั้ง)
rapinnarika
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 20:25:12 »


ชีวิตจริงของ  ไอ้ตุ๋ย
    เขากระชับสาบเสื้อที่มีกระดุมไม่ครบเม็ดปิดแผงอกที่ชัดเจนด้วยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบนรูปร่างสันทัดป้องกันความหนาว  น้ำค้างจากยอดหญ้าและใบไม้เปียกชื้นเกือบถึงเอว  แร้วไก่ที่วางดักไว้ที่ริมไร่หวังว่าจะมีไก่ป่ามาติดสักตัวแต่ไร้วี่แวว  มีแค่หนูป่าขนาดเขื่องสองตัวที่ติดกับดักหนู โหนกคิ้วบนใบหน้าเหลี่ยมสีเกรียมแดดขมวดเข้าหากันอย่างไม่ตั้งใจบ่งบอกถึงความเบื่อหน่าย  ถ้าไม่ใช่เพราะสัตว์พวกนี้กัดกินต้นข้าวและพืชไร่  เขาก็คงไม่ดักให้เสียเวลา  หรือถ้าเขามีเงินซื้อลูกตะกั่ว ดินประสิวและกำมะถันเพื่อทำดินปืนคงไม่ต้องมารอความหวังกับแร้วดักสัตว์เขาคิด ลมหนาวอ้อยอิ่งราวกับไหลมาจากบนฟ้าทิศใดทิศหนึ่ง  เขาสกัดความหนาวด้วยการสูดอากาศลอดไรฟันขณะปลดหนูออกจากแร้ว  
   ต้นข้าวในไร่บนเนินเขาเหยียดใบคมบางรับละอองน้ำเหมยจากสายหมอกแห่งลมหนาว  ละอองน้ำเกาะบนผิวใบและเมล็ดข้าว เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเมล็ดหลังฝนซา  เมล็ดข้าวอวบอิ่มทิ้งน้ำหนักหน่วงตัวลงจนคอรวงโค้งงอ  บรรยากาศทั้งไร่อบอวลด้วยกลิ่นหอมหวานๆของต้นข้าวที่รอการเก็บเกี่ยว  เป็นสัญญาณว่าพวกเขาไม่ต้องอดอยากกินเผือกกินมันต่างข้าวไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีถ้าไม่ถูกปล้นชิงหรือถูกไฟจากสงครามเผาผลาญไปเสียก่อน  รออีกสองสามแดดก็เกี่ยวได้แล้ว
ลมหนาวสะบัดโบยความแห้งแล้งเหน็บหนาวมาหลังคำล่ำลาของเม็ดฝนปลายฤดู  ใต้สายหมอกคลุมเหนือยอดเขา  ไม่มีเสียงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่และเสียงปืนสู้รบจากชายแดนด้านตะวันออกติดกับฝั่งไทยมาให้ได้ยินตลอดฤดูฝนที่ผ่านมา
เมล็ดข้าวสารสีขาวอมน้ำตาลดิ้นพล่านในน้ำเดือด  กลิ่นหอมของข้าวซ้อมมือปนกลิ่นควันไฟจากเตาฟืนตลบอบอวลใต้ชายคากระท่อมตองตึง  เด็กชายอายุเกือบสองขวบซุกเอาไออุ่นจากอกแม่ที่มีผ้าห่มคลุมไหล่ขณะที่แม่สาละวนอยู่กับข้าวเดือดในหม้ออลูมิเนียมใบเขื่องแบบไม่มีหูบนก้อนเส้า เธอจับลูกชายไปไว้ทางด้านหลังแล้วใช้ผ้าห่มทอมือผืนบางที่พาดไหล่คล้องเข้ากับตัวลูกชายผูกปลายผ้าเข้าด้วยกัน  เด็กชายรูปร่างผอมบางร่างเล็กกว่าวัยสองขวบของเขาสงบนิ่งซบเอาไออุ่นกับแผ่นหลังของแม่ทำให้ผู้เป็นแม่ทำงานได้อย่างสะดวกคล่องแคล่วมากขึ้น     เธอตำน้ำพริกในครกไม้กับเกลือช้อนสุดท้ายจากกระบอกเกลือ  แล้วลวกยอดฟักทอง ยอดผักขมกับถั่วแปบ  ต้มปลาตัวเล็กๆกับกุ้งหินตัวขนาดนิ้วก้อยเพื่อเป็นกับข้าวในเช้านี้  
ตุ๋ย เดินขึ้นบนบ้านวางหนูไว้ที่ชานหน้าครัวลูกชายดิ้นรนออกจากเป้บนหลังแม่ออกมานั่งดูหนู  ไม่นานพะแจ้พ่อของแอ้ มูกับ“ คือ คือ”น้องสาว วัยสิบเจ็ดก็ตามขึ้นมาพร้อมกับผักและหน่อไม้ที่อยูในแจ็กหรือตะกร้าสะพายหลัง  ทั้งหมดนั่งล้อมวงจัดการกับอาหารมื้อเช้า  ถ้าข้าวเปลือกหมดก่อนข้าวใหม่ออก คงต้องพึ่งกลอยเหมือนปีที่แล้วแน่นอน  
“เดี๋ยว เอาหนูใส่เกลือปิ้งให้ลูกชายก็แล้วกัน”ตุ๋ยบอกเมียหลังเปิบข้าวเข้าปาก
“เกลือหมดแล้ว”นอ หล่อ แอ้ ตอบเสียงแผ่วเบาก้มหน้าเปิบข้าว  เธอมีความรู้สึกผิดที่ไม่พูดเรื่องนี้กับสามีเสียก่อนที่เกลือจะหมด  
“จอวา มายืมไปสองกระป๋องยังไม่มาคืนเลย  ถ้าไม่เอาเกลือมาใช้คืนคงต้องขอเป็นข้าวเปลือก”ผู้เป็นสามีพูดถึงลูกพี่ลูกน้องทางฝ่ายเมียที่ทำไร่อยู่บนเขาอีกลูกถัดไปเสียงงึมงำอยู่ในลำคอซึ่งเป็นการพูดปกติตามนิสัยของเขา  
“ข้าวยังไม่เกี่ยว น้ำห้วยแม่กาล่าก็ยังไม่ลง  ยากที่จะหวังเกลือจากจอวา” พะแจ้ พ่อตาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจอวาบ่น  ทุกคนในวงข้าวเงียบเพราะญาติพี่น้องของพวกเขาแต่ละครอบครัวก็มีสภาพไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเป็นอยู่  
“จะลองไปหาดูที่บ้านลุง พอแยะ ดูก่อน”เขาหมายถึงพ่อค้าที่หมู่บ้านตะหน่อทะ มีสินค้าจากข้างนอกหลายอย่างเอามาขาย  
ฤดูฝนน้ำในลำห้วยแม่กาล่าและห้วยตะหน่อทะจะขึ้นสูงและเชี่ยวกรากคืออุปสรรคใหญ่ในการเดินทาง  ส่วนในฤดูแล้งก็ไม่มีใครเข้ามาซื้อผลผลิตเนื่องจากไร่ที่อยู่ของพวกเขาอยู่บนเขาสูงไกลผู้คน  น้อยคนที่จะดั้นด้นเข้าไปหา  สำหรับคนดอยคนป่าอย่างพวกเขาชีวิตความเป็นอยู่ต้องพึ่งป่าเขา ลำห้วย  เป็นแหล่งยา อาหาร  หรือล่าสัตว์เอาเนื้อหรือหนังไปแลกกับเกลือของเพื่อนบ้าน  บนภูเขายิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งปลอดภัยจากคนและการป่วยไข้เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากผีฟ้า  และที่สำคัญที่สุดเขาจะได้ไม่ต้องเสียข้าวเปลือกเพื่อเป็นภาษีให้แก่กองทัพกอตุเลมากเกินไป  เพราะอยู่ไกลเกินกว่าพวกกอตุเลจะสนใจ
   ตุ๋ย..คว้าหนูไปเผาในกองไฟที่เตาหลังจากกินข้าวเสร็จ  ขูดขนและผิวที่ไหม้ออกด้วยมีดปลายแหลมทำซ้ำจนขนหมด  หนังเหลืองเกรียมผ่าท้องเอาเครื่องในออกล้างด้วยน้ำจนสะอาด  แล้วเสียบไม้ย่างไฟถ่านที่เขี่ยเอาจากฟืนติดไฟในเตา  จ่อไฟจากปลายไม้ที่ใช้เขี่ยถ่านจุดยาสูบที่มวนด้วยใบตองปุย น้ำมันจากหนูหยดลงใส่ถ่านทำให้เกิดเปลวไฟต้องคอยเขี่ยให้ไฟดับเหลือก้อนถ่านแดงๆ  ใบหน้าที่เรียบเฉยโหนกแก้มสูงหันหนีควันไฟที่ลอยมาปะทะใบหน้าเป็นครั้งคราว พ่อตากับน้องเมียลงไปเก็บพริกที่กำลังสุกแดงแซมกอข้าวในไร่  แอ้ มู เก็บกวาดวงข้าวหลังจากทุกคนกินอิ่มแล้วคล้องสายแจ็กที่หน้าผากสะพายเจ้าหนูไว้ที่อกด้วยผ้าทอเดินตามสองคนไปเก็บพริกในไร่  
หลังจากย่างหนูจนไม่มีไขมันและน้ำหยดลงมาแล้วเขาก็เอาหนูตัวใหญ่ห่อใบเผือกที่ได้จากตะกร้าผักนอกชาน ใส่ลงไปในแจ็กหรือตะกร้าใส่ของที่ใช้สะพายไหล่  อีกตัววางไว้บนข่า(แคร่ไม้สามขาใช้วางสิ่งของเหนือเตา)เหนือเตาไฟเหลือไว้ให้ลูกชาย  
สำหรับเขา  เคยเป็นลูกจ้างของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ริมชายแดนไทย-พม่าโดยเป็นผู้ช่วยของคนงานตัดโค่นต้นไม้ในป่า  ครั้งสุดท้ายเขากลับบ้านที่ฝั่งไทยเมื่อสามปีที่แล้วพร้อมค่าแรงสองเดือนที่เหลือหลังหักค่าอาหารและเงินเบิกล่วงหน้าจากนายจ้าง  
“แม่..  เมียผมไปไหน” คำแรกที่เขาถามแม่หลังจากวางกระสอบปุ๋ยที่บรรจุสัมภาระลงบนแคร่ขณะที่นางกำลังสาละวนกับการแกะเปลือกกระเทียมบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านเพื่อเตรียมไว้ทำพันธุ์ปลูกหลังจากเกี่ยวข้าว
“มันหนีตามผู้ชายไปแล้ว”มันเป็นคำตอบเรียบง่าย น้ำเสียงราบเรียบเหมือนผิวน้ำในสระ หญิงชราใช้หลังมือป้ายเหงื่อและเส้นผมขาวที่ระใบหน้าทั้งๆที่เกล้ามวยผมไว้แล้ว  ละสายตาจากกระด้งที่ฝัดเอาเปลือกกระเทียมออก    
“มันไปกับใคร”
“ชาวบ้านเล่ากันว่ามันหนีไปกับคนขายไอติม”ผู้ตอบสูดลมหายใจลึก
“ไปตั้งแต่เมื่อไหร่”เขาถามเสียงขาดหายไปในลำคอ
“โฮ้ย.....เป็นเดือนแล้วมั้ง ถึงอยู่ก็ไม่ทำอะไรเมาเหล้าขึ้นล่องๆ”เธอพูดถึงลูกสะใภ้ตามสำนวนท้องถิ่น
“ไม่เป็นไรหรอกแม่”  เขาตัดบทด้วยเสียงพึมๆพัมๆเหมือนเดิม  เธอก็แค่แม่หม้ายที่แก่กว่าเขาตั้งห้าปี แถมยังชอบกินเหล้าอีกต่างหากไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรนักหนาเขาคิด  โชคดีไม่มีลูกติดมาด้วย  ไปเสียได้ก็ดี เขามีความคิดถากถางชดเชยการสูญเสียพลางแก้เชือกปอที่ผูกปากถุงปุ๋ย
 “ผมได้อีเห็นมาตัวหนึ่งย่างแล้วเรียบร้อย เดี๋ยวแม่เอาทำกับข้าวก็แล้วกัน”  เขาโชว์อีเห็นที่ย่างมาแล้วอย่างดีในห่อใบตองตึงจนกลิ่นหอมเตะจมูกให้แม่ดูแม่ยิ้มจนเห็นฟันสีดำ  เรื่องอื่นเขาอาจไม่ทันคนอื่นแต่เรื่องล่าสัตว์ หาปลาเขาไม่เคยอด  พร้อมกันนั้นเขาก็ควักกระเป๋าเอาเงินค่าแรงที่ได้มาสามพันบาทหลังเถ้าแก่หักเงินเบิกล่วงหน้ายื่นให้แม่
“เอาไว้จ้างคนช่วยเกี่ยวข้าว” หญิงชราก้มมองเงินในมือ แล้วเงยหน้ามองสารรูปลูกชาย
“เอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ใส่เสียบ้างลูกหล้า”เธอยังเรียกลูกชายคนเล็กเหมือนเมื่อครั้งเขาเป็นเด็กเสื้อแขนยาวทหารสีเขียวซีดขาดเป็นแห่งๆเต็มไปด้วยรอยเปื้อนยางไม้และน้ำมันเครื่อง  กางเกงขายาวตัวเก่งสีกรมท่าเก่าจนขาดที่หน้าขาและหัวเข่าทุกแห่งมีรอยปะชุนด้วยมือด้วยเศษผ้าหลากสี เธอยื่นเงินคืนแต่ได้รับการปฏิเสธ  สำหรับเขาแล้วการที่จะเดินเข้าไปร้านค้าเพื่อเลือกหาซื้อเสื้อผ้านั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญสำหรับเขา  ถ้าไห้ปีนต้นมะพร้าวหรือให้ปีนต้นยางสูงลิ่วไปเอาน้ำผึ้งเสียยังง่ายกว่า
ยังมองเห็นแสงสว่างตรงหน้าต่างหัวนอนไม่รู้ว่าเป็นแสงไฟหรือแสงจันทร์กันแน่  เขาเข้านอนในห้องนอนเดิมห้องเดียวของบ้านแบบโบราณ  โดยมีพ่อและแม่แยกนอนอยู่ข้างนอก  มุ้งหลังเดิมที่เคยนอนสองคนราวกับว่ามันกว้างจนรู้สึกเคว้งคว้าง  เขาพยายามไม่หันไปมองข้างกายที่มีแต่หมอนและที่นอนว่างเปล่า  ทบทวนเรื่องราวเท่าที่จะคิดได้  เขารู้จักพี่พูนมาตั้งแต่เด็กใครๆแถวนี้ก็รู้จักพี่พูน  พี่พูนเป็นคนบ้านกลางเขาเป็นคนบ้านใต้แก่กว่าเขาห้าหกปี  พี่พูนมีผัวมาแล้วสามคนอยู่ด้วยกันคนละปีสองปี  สำหรับผัวพี่พูนถ้าไม่เลิกกันก็หนีหายไปเลยไม่กลับมาเพราะพี่พูนชอบเมาเหล้าเล่นการพนัน  หลายปีมานี้ไม่ว่างานบวช งานแต่งหรืองานศพต้องได้เห็นพี่พูนเมาเหล้าเพราะพวกผู้ชายชอบซื้อเหล้าให้พี่พูนกิน  ก็เพราะพี่พูนมากินเหล้ากับพวกพี่ชายพี่สาวของเขาในวันดำหัวพ่อแม่เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมากินจนเมาหลับอยู่บนบ้าน  แล้วเข้ามาหาเขาในมุ้งขณะที่คนอื่นไปเที่ยวงานสงกรานต์ในตัวเมือง  ใครๆก็มองว่าเขาโง่ซื่อบื้อจนมีแต่คนเรียกเขาว่า “ไอ้ตุ๋ยผีตือ” เขาได้พี่พูนเป็นเมียและเธอก็ไม่ยอมกลับบ้านตั้งแต่วันนั้น  พ่อและแม่ไม่พูดอะไรกับเขาได้แต่เรียกพี่พูนไปนั่งคุยกันเสียนาน  หลังจากนั้นไม่กี่วันเขาก็มีฝีหนองขึ้นที่โคนขาพี่พูนพาเขาไปฉีดยาที่อนามัย  และพี่พูนก็ฉีดยาด้วย  พี่พูนยังห้ามไม่ให้เขานำเรื่องนี้ไปพูดกับใครเป็นอันขาด  แล้วภาพต่างๆที่ปะติดปะต่อโดดข้ามกลับไปกลับมาจนทำให้เขาเวียนหัวแล้วหลับไป
เขากลับเข้าไปทำงานในฝั่งพม่าเมื่อเถ้าแก่มารับ  คราวนี้เขากับคนงานตัดไม้รวมห้าคนเข้าไปตัดไม้สักลึกถึงบ้าน ต่องอุ๊ทะ  เขามีหน้าที่เหมือนเดิมทำงานทุกชนิดตั้งแต่หุงข้าวล้างจานหิ้วแกลลอนน้ำมัน  นำทางเข้าไปตัดไม้  ถางโคนต้นไม้ให้โล่งเพื่อให้คนตัดไม้ซึ่งเป็นลูกพี่เข้าไปตัดและใช้เป็นทางหนีทีไล่ถ้าต้นไม้เกิดล้มผิดทิศผิดทาง  ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่ได้ทำคือการโค่นต้นไม้ด้วยเลื่อยยนต์  เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็จะได้เป็นลูกพี่มีรายได้เพิ่มอีกมากมาย
 ต่องอุ๊ทะ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่หมู่บ้านเล็กๆของชาวปากะยอเป็นทางผ่านของคาราวานสินค้าจากตลาดทีโบโบเพื่อเข้าไปขายในตัวเมือง ไจ้โด่ง ในประเทศพม่าและเป็นที่พักของคาราวานวัวควายจากพม่าที่จะนำไปขายที่ตลาดทีโบโบ 
ทหารพม่าเริ่มโจมตีกะเหรี่ยงเคเอ็นยูจากผาลูถึงทีโบโบเสียงระเบิดของปืนใหญ่,ปืนค.ดังขึ้นทั้งวันทั้งคืน  พวกคนงานต้องกลับฝั่งไทยอย่างเร่งด่วน  ส่วนเขาขอปืนยาวเป็นปืนแก๊ปกระสุนดินดำของลูกพี่ที่มักให้เขาใช้เป็นประจำเวลาล่าสัตว์พร้อมกับเสบียงที่เหลือไม่มากนัก  เขาเลือกเดินทางเท้าไปทางหมู่บ้านกุยตาโฮด้านอำเภออุ้มผางกับชาวบ้านกะเหรี่ยงกลุ่มใหญ่  เขายังไม่อยากกลับบ้านแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนที่ดีกว่านี้  เมื่อถึงกุยตาโฮชาวกะเหรี่ยงต่างแยกย้ายกันขึ้นไปถางไร่อยู่ตามบนเขารอบๆหมู่บ้านกุยตาโฮและหมู่บ้านตะหน่อทะ เขาไปอาศัยอยู่กับอูส่วยพอที่ กุยตาโฮ ช่วยถางไร่แลกอาหารและที่พัก 
พะแจ้และลูกสาวสองคนคนโตเป็นสาวใหญ่คนเล็กอายุแค่สิบสามปีถางป่าอยู่บนเขา  เขาพบครอบครัวนี้ระหว่างกลับจากล่าสัตว์บนเขา  เขาแบ่งเนื้ออีเห็นที่ได้มาให้จากนั้นก็แวะมาบ่อยครั้งหลังจากเห็นสายตาและรอยยิ้มเปื้อนเหงื่อของบนใบหน้ารูปไข่  ของ นอหล่อแอ้ ลูกสาวคนโตของพะแจ้  รอยยิ้มของนอหล่อแอ้ทำให้เขาหัวใจเต้นแรง  ถึงแม้ว่านอหล่แอ้จะไม่ใส่เสื้อทรงกระสอบแสดงถึงความเป็นสาวบริสุทธิ์ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา  ยิ่งเมื่อคิดถึงตอนที่เธอปล่อยผมยาวสลวยลงมาเพื่อสางผมหลังอาบน้ำยิ่งขับให้ใบหน้ารูปไข่น่าดูยิ่งขึ้นไปอีก  ปืนแก๊ปและเจ้าของต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพราะเนื้อสัตว์ส่วนหนึ่งนอกจากหาไปกินที่บ้านของอูส่วยพอแล้วจะต้องเหลือฝากถึง นอหล่อแอ้  ตุ๋ยเร่งงานของอูส่วยพอจนเสร็จก่อนกำหนดเพื่อไปช่วยครอบครัวของ นอหล่อแอ้ ถางป่ากลัวไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก ในที่สุด นอ หล่อแอ้ จึงตกลงปลงใจฆ่าหมูผูกข้อมือกับเขาด้วยความเห็นชอบจากพ่อ  และได้รับการสนับสนุนจากอูส่วยพอจนได้เป็นพ่อของลูกชายในเวลาต่อมา  ทั้งครอบครัวใช้ชีวิตในไร่บนเขาสูงอย่างสันโดษและโดดเดี่ยวเพราะรอบๆในรัศมีของเสียงตะโกนก็คือป่าและไร่ห่าง(ไร่ร้าง)อีกแปลงเท่านั้น
ในยุ้งมีข้าวเปลือก  ในครัวมีพริกมีเกลือที่เหลือหาเอาจากป่า  เท่านี้เขาก็รู้สึกว่าได้เป็นอิสระแล้วจากทุกสิ่ง  ไม่มีสายตาจากผู้คนแปลกหน้า  ไม่มีคำถามที่เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร  เคยมีคนถามว่าทำไมเขาไม่อยากพูด  ทำไมไม่ค่อยพูด  ไม่รู้จะตอบอย่างไรก็ในเมื่อมันไม่อยากพูดแม้กระทั่งตอบคำถาม 
จากการสู้รบตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  กองทหารพม่าได้ยึดฐานที่มั่นของกะเหรี่ยงเคเอ็นยูเตลอดแนวชายแดนไทยเกือบหมด ไม่มีการค้าขายในตลาดมืดชายแดนด้านนี้มาสามปีแล้ว  ของกินของใช้ที่จำเป็นได้มาจากตลาดชายแดน บ้าน ชุงการี ติดบ้านแม่จันทะอำเภออุ้มผาง  ระยะทางจากกุยตาโฮถึง ชุงการี ต้องเดินทางหนึ่งวันเต็มๆในฤดูแล้งหมายถึงการเดินตัวเปล่าไม่ได้แบกหาบสัมภาระสิ่งของ  ถ้าเป็นฤดูฝนทุกชีวิตที่กุยตาโฮ, ตะหน่อทะ ต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยสายน้ำที่เชี่ยวกรากของลำห้วย แม่กาล่า ลำน้ำที่รวมน้ำจากลำห้วยสายเล็กสายน้อยจากสองฝั่งของเทือกเขาแถบนี้  แม่กาล่าเป็นห้วยใหญ่สายหลักที่ไหลลงสู่แม่น้ำเมย  มีแต่ช้างเท่านั้นที่พอจะต่อสู้ความเชี่ยวกรากดุดันของลำห้วยสายนี้เพื่ออกจากที่นี่ไปติดต่อกับโลกภายนอกในฤดูฝน  ถ้าไม่มีทหารพม่าอาจล่องแพไปที่ต่องอุ๊ทะแล้วขึ้นเรือหางยาวออกไปแม่น้ำเมยเพื่อขึ้นฝั่งที่ทีโบโบหรือข้ามไปฝั่งไทยได้ไม่ยากนัก  ขากลับก็กลับด้วยเรือหางยาวแล้วเดินขึ้นเขา ต่องอุ๊ ที่สูงชันแต่ต้องใช้เวลาหลายวัน  พอพม่ายึดทีโบโบได้ก็ไม่มีเรือเข้ามาอีกเลย
เขาลงจากเขามาถึงบ้านลุงพอแยะเกือบเที่ยงวันอากาศไม่หนาวมากนัก  บ้านลุงพอแยะเป็นบ้านไม้กระดานหลังใหญ่มุงด้วยตองตึงถี่ยิบอาจอยู่ได้ถึงสิบปี  เพราะแกมีช้างถึงสามตัวและมีพรรคพวกเป็นทหารเคเอ็นยูระดับหัวหน้าจึงลากไม้ซุงท่อนใหญ่มาเลื่อยเป็นไม้กระดานปลูกบ้านได้  และยังมีของใช้ของกินจนกระทั่งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเพื่อขายหรือให้ยืมไปก่อนสำหรับพวกชาวไร่ที่ปลูกข้าวโพด  แต่ต้องจ่ายคืนด้วยผลผลิตทั้งต้นพร้อมดอกเบี้ย  บางครั้งแกก็เป็นคนเก็บภาษีจากชาวบ้านให้กอตุเล  หมู่บ้านนี้มีห้าหลังคาตั้งอยู่ริมห้วยแม่กาล่า  เขาขึ้นไปนั่งบนชานบ้านริมหัวกะได  มีคนหลายคนนั่งอยู่บนยกพื้นที่สูงกว่าชานบ้านประมาณหนึ่งศอก  ทุกคนมีปืนอาก้าและเอ็มสิบหกใบหน้าเคร่งเครียดเขาจำได้ว่าเป็นตะล่าหรือครูและทหารกะเหรี่ยงกอตุเลที่คอยเก็บภาษีหรือเอาหมายเกณฑ์คนไปเป็นทหารหรือลูกหาบมาแจ้งแก่ชาวบ้านเมื่อไม่นานมานี้  ถ้าคนครอบครัวไหนไม่ไปเป็นทหารหรือลูกหาบก็ต้องจ่ายเป็นเงินหรือข้าวเปลือกเพื่อเป็นการชดเชย  มีผู้หญิงสามคนนั่งล้อมเชี่ยนหมากเหมือนไม่สนใจว่าพวกผู้ชายเขาจะคุยอะไรกัน 
เขารู้สึกว่าบรรยากาศรอบๆตัวบีบอัดจนตัวเขาลีบเล็กลงไปถนัดใจเมื่ออยู่ต่อหน้าคนเหล่านี้ 
 “ต้องการอะไรเหรอ”ลุงพอแยะหันมาถามเขาพลางใช้กรรไกรหนีบหมากให้ละเอียดก่อนเคี้ยว
“ผมอยากได้เกลือ”เขาพูดไม่เต็มเสียง
“เกลือหมดแล้ว  เหลือแต่น้ำปลา”คำตอบธรรมดาของพ่อค้าสำหรับทางเลือกให้ผู้ซื้อ
น้ำปลาที่จริงมันคือน้ำเกลือผสมสีแต่งกลิ่นให้เหมือนน้ำปลาเสียมากกว่า  ปีนี้เขากินไปแล้วห้าหกขวดมันหมายถึงข้าวเปลือกสองสามปี๊บ  รวมกับของอย่างอื่นที่เอาไปก่อนต้องส่งข้าวเปลือกให้ลุงพอแยะในปีนี้เกือบสิบปี๊บ  ถ้ามากไปกว่านี้ข้าวเปลือกที่เหลือคงไม่พอกินถึงปีหน้าแน่นอน  ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่ปลูกข้าวปีหน้าปลูกข้าวจะไม่ได้ผลเพราะดินจืดต้องถางไร่ใหม่  อะไรที่คิดว่าจะพูดเพื่อขอยืมหรือร้องขอความช่วยเหลือเป็นอันว่าจบต้องคิดหาทางอื่นเพื่อให้ได้เกลือ 
เขาขอตัวจากลุงพอแยะสะพายแจ็กที่มีหนูย่างอยูในนั้น  ที่จริงเขาก็กะว่าจะเอามาฝากลุงพอแยะเหมือนกันแต่เมื่อไม่ได้เกลือก็เลยเปลี่ยนใจ  เขาออกเดินจากหมู่บ้านขึ้นไปตามห้วยแม่กาล่าซึ่งไหลลงทิศเหนือ  มุ่งไปบ้านตะหน่อทะเพื่อข้ามห้วยแม่กาล่าตรงนั้นไปบังหมู่บ้านกุยตาโฮ  เขาต้องเดินเลียบไหล่เขาหลายแห่งโดยอาศัยรอยทางที่ช้างเดิน  และต้องบุกเข้าป่าขึ้นเขาหลายครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการข้ามห้วยแม่กาล่าแถบนี้เพราะสายน้ำเชี่ยวและลึก  เมื่อถึงห้วยตะหน่อโกลวน้ำในลำห้วยลดมากแล้ว  ห้วยตะหน่อโกลวไหลมาจากดอยเมาะเลาะอิมีน้ำตกขนาดใหญ่สูงสองชั้นชั้นละสามสี่สิบเมตรมาบรรจบกับห้วยแม่กาล่า  เขาเดินเลียบขึ้นไปตามลำน้ำเพื่อหาทางข้ามจนพบที่น้ำตื้นแค่อกและมีกอไม้พอพยุงตัวสู้กระแสน้ำจึงข้ามได้  เดินทางอีกไม่นานก็ถึงหมู่บ้านตะหน่อทะ  แวะพักทักทายคนรู้จักพอหายเหนื่อยจึงออกเดินทางต่อข้ามห้วยแม่กะล่าไปถึงบ้านอูส่วยพอที่กุยตาโฮเกือบค่ำ  จึงเอาหนูย่างให้เมียอูส่วยพอทำเป็นกับข้าวมื้อเย็นพอได้ประทังดีกว่าแกงฟักเขียวเปล่าๆ
“ตุ๋ย  มาถีงนี่แล้วทำไมไม่ไปชุงการีเสียเลย”อูส่วยพอเอ่ยถามพลางจ่อไฟแช๊กที่กล้องยาสูบที่ทำจากรากไม้ไผ่หลังจัดการอาหารมื้อเย็น   
“ไปได้ก็ไม่มีเงินซื้อ  ไม่รู้จะไปทำไม”
“เอาเงินที่ลุงไปก่อนก็ได้”อูส่วยพอแสดงน้ำใจ
“แล้วผมจะเอาที่ไหนมาคืน  ปลูกข้าวไร่ก็ใช่ว่าจะขายได้นอกจากลุงพอแยะจะเอาไว้ขายพวกทหารกอตุเลคนอื่นก็ไม่มีใครซื้อทุกคนก็มีข้าวกันหมด  จะเข้าป่าก็ไม่มีลูกปืน  ถ้าได้หมูได้ฟานก็พอแลกเกลือได้”
“ตอนนี้ใครๆก็มีเกลือจำกัดกันทั้งนั้น  บางบ้านก็อดเกลือจนตัวเหลืองเพราะทหารพม่าตั้งด่านปิดพรมแดนทั่วไปหมด มีเงินมีทองก็ไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีอะไรไปขน”
“ผมว่าจะออกไปบ้าน จะไปขอยืมเงินที่พ่อแม่ดูก่อนสามปีแล้วไม่เคยไปหาเลย”
“ฝั่งไทยเหรอ”
“ใช่”
“จะไปอย่างไรทหารพม่ามันตั้งด่านถี่ยิบ  ถ้าเดินอ้อมไปทางตะเป่อพูก็ต้องเข้าชุงการี  แล้วต้องนั่งรถโดยสารไปพอได้  แต่ถ้าเดินลัดป่าก็ไปทางโฮแสะไปข้ามที่น้ำดั้นก็สองสามวัน  ไหนจะต้องแบกเกลือกลับมาอีกไม่ใช่ใกล้ๆ”
“ผมรู้จักป่าแถวนี้ดี  ผมจะลัดจากนี่ไปออกที่ห้วยมะไฟใกล้ๆมอเกอร์ยางเพราะแถวนั้นมีคนไทยข้ามมาทำไร่ข้าวโพดที่ฝั่งพม่า”
“ถ้าทหารพม่าจับได้มันเอาไปเป็นลูกหาบแบกลูกปืนตายแน่ไอ้ตุ๋ย”
“ไม่มีเกลือกินก็ตายเหมือนกันนะลุง”เสียงเขาแสดงความกังวลใจอย่างใหญ่หลวง
หลังจากคุยกันสัพเพเหระจนอูส่วยพอหลับไปก่อน  เขานอนคิดวางแผนหาทางที่ไปให้ถึงห้วยมะไฟที่มอเกอร์คีเพื่อข้ามฝั่งที่บ้านมอเกอร์ไทย  ประเมินว่าทหารพม่าคงไม่มาลาดตระเวนในป่าเขาแน่  คงแค่ตั้งด่านหรือลาดตระเวนบนถนนเพราะถ้าเข้ามาในป่าต้องปะทะกับหน่วยจรยุทธ์ของกะเหรี่ยงเคเอ็นยูที่คอยหาข่าวและลาดตระเวนป้องกันพื้นที่ของตัวเองอยู่  ไปชุงการีก็ไม่มีเงินค่ารถโดยสาร เดินอ้อมหลีกทหารพม่าไปทางน้ำดั้นก็ไกลเหลือทน  เสบียงก็ไม่มีไมรู้จะไปขอข้าวใครกินระหว่างเดินทาง  ทางที่ดีที่สุดเท่าที่มีก็คือหาช่องว่างเล็ดลอดแนวของทหารพม่าข้ามฝั่งไทยให้ได้  บ้านมอเกอร์ไทยเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดที่เขาคิดได้เวลานี้และมีแค่สองขากับแรงของเขาเท่านั้นที่จะฟันฝ่าอุปสรรคที่ขวางหน้าเพื่อไปเอาเกลือ  ถ้าไม่ได้เกลือกลับมาลูกชายของเขาคือคนแรกที่จะต้องประสพปัญหาอย่างใหญ่หลวง  ร่างเล็กๆคงจะทนต่อการขาดเกลือไปได้ไม่กี่วัน
ท่ามกลางความหนาวเย็นเขาออกเดินทางจากบ้านอูส่วยพอแต่เช้ามืดพร้อมข้าวห่อน้ำพริกกับเกลือห่อใหญ่เผื่อมื้อเย็น  เขาพบทหารกอตุเลที่ค่ายพักระหว่างก่อนออกจากหมู่บ้านกุยตาโฮ  จึงแวะเพื่อแจ้งว่าเขาจะเข้าป่าทางด้านมอเกอร์ทะเพื่อให้พวกเขาจำได้เผื่อพบเห็นระหว่างลาดตระเวนจะได้ไม่ถูกยิง  จากนั้นจึงเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆผ่านไร่ผ่านป่าจนสุดทางคนเดิน  ต่อจากนี้ไปเขาต้องอาศัยความชำนาญจากการล่าสัตว์  เดินตามป่าเขาโดยอาศัยทางสัตว์ในป่ารกทึบแม้เป็นการเดินทางที่ลำบากแต่จะปลอดภัยจากกับระเบิด  เขาบุกป่าป่ายปีนจนมาถึงขุนห้วยมะไฟซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างทหารพม่ากับทหารกอตุเลลักษณะเป็นป่าโปร่งบนสันเขาจึงเดินช้าๆและสังเกตดูตามเนินเขา ก้อนหิน ต้นไม้เพื่อหาสิ่งผิดปกติ  แต่คราวนี้ไม่ได้หาร่องรอยสัตว์ป่าแต่เป็นการหาร่องรอยของคนที่อาจเป็นทหารพม่าหรือชาวบ้านหรือทหารกอตุเล  ในที่สุดเขาก็เห็นไม้ล้มเขาพบร่องรอยของการตัดไม้สักด้วยเลื่อยมือสังเกตจากยางไม้แล้วพึ่งตัดไม่เกินหนึ่งวัน  มีรอยกลิ้งไม้ลงไปในร่องห้วยด้วยคนเพราะไม่มีร่องรอยของการใช้ช้าง  เขาใจชื้นเมื่อกุมสภาพของพื้นที่ได้บางส่วน  ถ้ามีคนตัดไม้แสดงว่าทหารพม่าต้องมีส่วนรู้เห็นด้วยและนายทุนทำไม้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนไทย  การข้ามฝั่งคงไม่ยากอย่างที่คิดแต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปลอดภัย  เขาค่อยๆลัดเลาะไปตามป่าบนสันเขานัยน์ตาระแวดะระวังทุกอย่างที่เคลื่อนไหวหูจำแนกทุกเสียงที่ได้ยินเพราะเขาอาจเจอคนตัดไม้ พรานล่าสัตว์หรือทหารพม่าได้ทุกเวลาในพื้นที่นี้ 
เขาต้องลงจากเขาเพราะถ้าเดินต่อไปจะเป็นหน้าผาชันไม่สามารถลงได้  เดินตามลำห้วยที่มีน้ำเพียงเล็กน้อยไปจนพบกองไม้ที่ตัดเป็นท่อนๆยาวราวสองเมตรกองอยู่หลายสิบท่อน  ใกล้ๆกันมีกลุ่มคนผู้ชายสี่ห้าคนกำลังหุงข้าวทุกคนรูปร่างผอมเกร็งโหนกแก้มขึ้นเป็นสัน  เนื้อตัวเสื้อผ้าไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาดทั้งห้าคนถ้าไม่สูบบุหรี่ก็เคี้ยวหมากจนกรามเป็นสัน  นัยน์ตาเบิกกว้างอยู่ตลอดเวลาเขาเคยเห็นพวกคนตัดไม้ที่สูบยาบ้ามีอาการแบบนี้เหมือนกัน
 “มาจากไหน”คนที่กำลังหุงข้าวเงยหน้าถามเขา
“มาจากดอยฝั่งโน้น”เขาไม่บอกชื่อหมู่บ้านนั่งลงข้างๆกองไฟ
“หาไม้เหรอ”
“.................”เขาสรวมรอยพยักหน้าแทนคำตอบ  ถ้าเขาบอกเรื่องว่ามาจากเขตกอตุเลอาจเดือดร้อนได้
“กินข้าวด้วยกัน”เขายกหม้อข้าวที่สุกแล้วตั้งกลางวงแล้วคดข้าวด้วยไม้ด้ามข้าวที่ทำจากไม้ไผ่ใส่  แบ่งลงในใบตองกล้วยแทนจานข้าวเพราะชามอีกสองใบใส่น้ำปลาร้า  ตุ๋ยควักห่อข้าวพร้อมน้ำพริกออกมากินด้วยกัน  พวกเขากินข้าวกันน้อยมาก
สอบถามก็ได้ความว่าเป็นคนมอญเข้ามาตัดไม้สัก  ทอนให้ได้สักสองเมตรช่วยกันงัดกลิ้งลงเขาแล้วบรรทุกรถเข็นขนาดใหญ่ช่วยกันลากลงไปที่แม่น้ำเมยล่องไปขายให้เจ้าของโรงงานประตูหน้าต่างที่ตรงข้ามบ้านมอเกอร์ยางโดยจ่ายเงินให้ทหารพม่าที่รอเก็บเงินอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นค่าผ่านทาง  ทหารพม่าจะไม่เข้ามาในป่าจะอยู่แค่ตามฐานหรือด่านบนเส้นทางเท่านั้น
พอตะวันชิงพลบเสียงปืนดังขึ้นจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งต่อกันไปเรื่อยๆทั่วทั้งป่าแล้วก็สงบเงียบไม่ใช่เสียงปืนจากการปะทะกันแน่นอนเป็นแค่เสียงเช็คจุดของทหารพม่า  เสียงปืนที่ดังขึ้นก็บอกได้ว่าผู้ยิงอยู่ด้านซ้ายกับขวาของเขาไม่มีเสียงปืนที่มาจากด้านหน้าคือฝั่งไทย  ตุ๋ยมองเห็นเค้าลางที่จะข้ามฝั่งได้แล้วและเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่จากมา  หลังกินข้าวพวกตัดไม้นั่งบ้างนอนบ้างคุยกันอยู่ข้างกองไฟเพื่อไล่ความหนาวเย็นที่กำลังมาเยือน  ส่วนเขาหลีกไปนอนใต้ร่มกอไผ่ไม่ห่างจากกองไฟมากนักห่มผ้าโสร่งหลับเมื่อไหร่ไม่รู้ตัวจนกระทั่งเช้า  เขาออกมาพร้อมพวกคนตัดไม้หลังกินข้าวกันเสร็จ  เมื่อถึงริมแม่น้ำเขาช่วยพวกคนตัดไม้เข็นไม้ซุงลงน้ำจนเสร็จแล้วขอตัวข้ามน้ำตรงนั้นเสียเลย 
เขาข้ามฝั่งเหนือบ้านมอเกอร์ยางไม่มากนักแล้วเดินออกไปตามทางออกไปหาถนนสายพบพระ-วาเล่ย์  เดินบ่ายหน้าไปทางพบพระมีรถยนต์วิ่งผ่านไปมาหลายคันรวมทั้งรถโดยสารแต่เขาเดินและเดินใต้แสงแดดที่เริ่มร้อนแรงจนเหงื่อเปียกชุ่ม  ถึงสามแยกเข้าบ้านมอเกอร์ยาง  มีแผงไม้และลวดหนามปิดกั้นถนนจนเหลือช่องทางเดินรถอยู่สองช่องแคบๆ  มีป้อมทำจากไม้หลังคาสังกะสีและกระสอบทรายสีเขียวอยู่ริมถนน  ทหารพร้อมอาวุธสงครามหลายคนกำลังตรวจรถโดยสารทั้งขาเข้าขาออก  ด้านขวาเป็นค่ายพักของทหารด้านซ้ายก็เป็นป่าและรั้วลวดหนามเขาชะงักอยู่ข้างทางไม่มีทางเลือกไปทางอื่น
“มานี่”ทหารนายหนึ่งกวักมือมาทางเขาอีกมือจับที่ด้ามปืนเอ็มสิบหกที่รั้งด้วยสายสะพายบ่า  เขาเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่ายอาจจะด้วยอำนาจปากกระบอกปืนที่ส่ายไปมา  หรือไม่มีทางอื่นให้เลือกก็เป็นไปได้
 “มีบัตรประชาชนหรือเปล่า”ทหารคนเดิมถามระหว่างที่ค้นตัวเขา  เขายังไม่ทันตอบก็มีรถยนต์เข้ามาจอดอีกหลายคัน  หลายคนลงจากรถจนบริเวณด่านวุ่นวาย  ยังไม่ทันอ้าปากพูดก็มีทหารอีกคนมาจับแขนดึงเขาออกจากด่านถูกดันหลังให้ไปรวมกลุ่มอยู่กับชายหญิงเกือบสิบคนที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ข้างๆป้อมโดยมีทหารถือปืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ
ทหารสามคนมาต้อนพวกเขาไปขึ้นรถบรรทุกหกล้อสีขาวหลังคาผ้าใบสีเขียวที่จอดอยู่  รถมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอวิ่งบนถนนลูกรังจนขึ้นลาดยางเลี้ยวไปจอดที่หน้าโรงพัก  ทุกคนถูกต้อนขึ้นบนโรงพักสิ่งของที่ติดตัวมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บไว้  ขณะนี้เขาถูกควบคุมตัวรวมกับคนอื่นในข้อหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง  เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามชื่อลงบันทึกก่อนเข้าห้องขังโดยมีผู้ต้องหาชายคนหนึ่งเป็นล่าม 
“หน่า เหม่บ่าแหล่”เขาเฉยเมื่อถูกถามเป็นภาษาพม่า
“หน่ามีจะแล”ถามอีกครั้งเป็นภาษาปากะยอ
“ตุ๋ย”เขาตอบล่ามหันไปบอกตำรวจ “ชื่อตุ๋ย”
“ชื่อเหมือนคนไทย”ตำรวจที่กำลังลงบันทึกหน้าห้องขังเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นว่าชื่อเขาแปลกไปจากคนอื่นๆ
“ผมเป็นคนไทยครับ”การพูดไทยอาจช่วยเขาได้เขาคิด
“บ้านอยู่ไหน”
“อยู่พบพระบ้านใหม่”
“ทำไมถูกจับมา”
“ผมไม่ได้พกบัตรประชาชน”ที่จริงพวกทหารคิดว่าเขาเป็นพวกต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองมากว่า
“พวกทหารมาจากที่อื่น  จับดะไม่ฟังเสียงไม่เลือกหน้า  จนผู้ต้องหาล้นห้องขัง”สิบเวรบ่นด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายแล้วถามต่อ  “พ่อแม่ชื่ออะไรบ้านเลขที่เท่าไหร่”เขาบอกทุกอย่างที่ตำรวจต้องการรู้  หลังจากนั้นสิบเวรก็ยกวิทยุขึ้นพูดอะไรต่ออะไรลงไป  แล้วไล่เข้าห้องขังที่มีผู้ต้องหาแออัดจนแทบไม่มีที่นั่ง พวกเขาต้องนอนเบียดไหล่ชนกันบนพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบในคืนนั้น ถ้าถูกขังนานอะไรจะเกิดขึ้นกับลูกชาย  เมียและคนในบ้าน ดวงตากลมใสไร้เดียงสาของลูกชายยังลอยเด่นอยู่ในความคิด  ความกังวลใจทำให้นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน
เช้าขึ้นเขาพบหน้าพี่ชายคนโตโดยมีลูกกรงกั้น  หลังจากทักทายกันเสร็จตำรวจก็เอาห่อข้าวกับขวดน้ำพร้อมบุหรี่ที่พี่ชายซื้อมาให้  ตุ๋ยกินข้าวไม่ลงเพราะมีคนมากมายนั่งล้อมตัวอยู่ได้แต่ดื่มน้ำสูบบุหรี่ที่ได้มาที่เหลือก็แจกจ่ายให้คนข้างๆ  แสบตาทั้งสองข้างเหมือนโดนซัดด้วยทรายเพราะนอนไม่หลับแล้วก็นั่งรอด้วยจิตใจว้าวุ่น 
ในตอนสายตำรวจพาไปพิมพ์ลายมือบนกระดาษหลายแผ่น  พร้อมกับได้แจ็กคืน แล้วโบกมือไล่ให้ลงไปจากโรงพัก  เขาลงไปรีๆรอๆอยู่ข้างล่าง  พี่ชายออกมาจากห้องร้อยเวรลงมาพาเขาออกจากโรงพักด้วยมอเตอร์ไซค์จนถึงบ้าน  ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านหลายคนรุมล้อมซักถามถึงเรื่องราวต่างๆนาๆจนเขาคิดไม่ทัน เขาเหมือนถูกบีบด้วยคีมเหล็กที่ขมับ  หลายคนแนะนำให้พาเมียมาหาแม่หรือให้พามาอยู่ฝั่งไทยเลยก็ได้  เพราะคนที่นี่หลายคนก็มีผัวมีเมียเป็นคนฝั่งโน้นเหมือนกัน  เขาได้แต่นิ่งรับฟังและอยากตะโกนบอกทุกคนอย่างเดียวว่าเขาอยากได้เกลือ  เกลือเม็ดสักหนึ่งถุง ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่ที่อยู่และไม่ได้ต้องการอะไรทั้งสิ้น  ถ้าช้าไปกว่านี้คนที่บ้านจะต้องป่วยไข้ตัวเหลืองท้องเสีย  หมดแรง ส่วนเด็กอาจถึงตายได้ถ้าขาดเกลือเป็นเวลาหลายๆวัน  เขาได้แต่ตะโกนอยู่ในใจเท่านั้น 
ญาติพี่น้องชวนเขาดูละครโทรทัศน์หลังข่าวที่เขาดูแล้วไม่รู้สึกสนุกไปกับผู้อื่น  ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงต้องแย่งผู้ชาย  ทั้งๆที่เรื่องจริงเขาเห็นแต่ผู้ชายยิงกันตายเพราะเรื่องผู้หญิง  สินค้าที่โฆษณาก็ไม่เห็นจะมีอะไรจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากไปกว่าเกลือที่เขาต้องการ  แสงไฟฟ้าจากเสาไฟข้างถนนลอดเข้ามาในบ้านทำให้เขารู้สึกแปลกแยกนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน  เขานอนลืมตาเอามือก่ายหน้าผากเมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้านอน  อยู่บ้านป่าไม่ต้องคอยตอบคำถามของใคร  ไม่มีคนเอาปืนมาบังคับให้ต้องทำตามกฎนั่นกฎนี่  ไม่มีใครมาจับเขาไปขังเหมือนสัตว์เพียงเพราะไม่พกกระดาษหุ้มพลาสติกที่เรียกว่าบัตรประชาชน  เมื่อมีผู้คนมากมายก็มักมีกฎเกณฑ์มากมายตามไปด้วย  เขาไม่ชอบกฎเกณฑ์เขาต้องอยู่ให้ไกลผู้คนไว้เป็นการดีที่สุดเขาคิดถึงเหตุผลที่ต้องกลับไปอยู่ที่เดิม
เขาบรรจุเกลือยี่สิบกิโลลงในแจ็กน้ำหนักขนาดนี้จะทำให้เขาเดินช้าลงกว่าปกติถึงสองเท่า  แต่เมื่อนึกถึงความลำบากเมื่อขาดเกลือเขาจึงตัดสินใจที่จะแบกน้ำหนักเกิน  ปลาทูเค็มหนึ่งกิโลกะปิและน้ำตาลทรายอีกอย่างละหนึ่งถุงพร้อมถุงอมยิ้มที่ย่าฝากให้หลานภายใต้สายตาห่วงใยของพี่น้องและพ่อแม่    พวกพี่ๆรวบรวมเงินให้เขาอีกห้าร้อยบาทเขากำเงินไว้ในมือจนเปียกชื้น  เขาไม่เคยเห็นเงินไทยหรือเงินพม่ามาแล้วเกือบสามปีเขาใช้เงินนั้นซื้อบุหรี่ที่ร้านค้าข้างบ้านไว้หนึ่งซองราคาสิบสองบาท  บุหรี่ดีๆสักมวนอาจทำให้สมองโล่งขึ้น  เขาแกะซองบุหรี่ด้วยการใช้ฟันขบพลาสติกที่หุ้นซองพอขาด  จุดบุหรี่ก้นกรองด้วยไฟแช๊กแก๊สสูดควันเฮือกใหญ่แต่มันกลับทำให้มึนหัวแทนที่จะโล่งอย่างที่คิด 
เขาแบกแจ็กขึ้นหลังซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของพี่ชายไปลงที่บ้านมอเกอร์ยาง  จากนั้นก็ลุยข้ามน้ำเมยเดินผ่านโรงงานทำประตูหน้าต่างที่ตั้งอยู่ริมน้ำชายแดน  เดินตามทางรถยนต์พร้อมๆกับพวกมอญที่มาขายไม้สามคน  ระหว่างทางพบทหารพม่าอาวุธครบมือสี่คนในชุดเครื่องแบบสีเขียวซีดเก่าแม้กระทั่งบั้งที่ไหล่สีพื้นของเครื่องหมายก็เกือบจะเป็นสีขาวไปตามสีของบั้ง  คนเดินนำหน้ามีรอยปะที่หัวเข่า ที่ไหล่ บางคนเสื้อขาดกะรุ่งกะริ่ง  ไม่ได้ดีไปกว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่สักเท่าไหร่นัก  บนหลังของทหารพม่าคนหนึ่งก็มีแจ็กเหมือนกับเขา  ผิดกันแต่แจ็กของทหารพม่าเต็มไปด้วยยอดฟัก ยอดถั่ว และมะละกอ  “สงครามไม่ได้ทำให้ท้องอิ่มเลยมันมายิงกันทำไม”เขาคิดในใจแล้วทำท่าทางให้เป็นปกติ  พวกนั้นหยุดฝั่งตรงข้ามของถนนทหารคนที่มีสามบั้งตะโกนให้คนเดินหน้าสุดหยุดรอแล้วหันมาทางพวกเขา
“เฮ้...มาจากไหน”เขาถาม
“มาจากโรงเลื่อย”คนมอญตอบ  ทหารพม่าคนนั้นเดินข้ามถนนเข้ามาหาพวกเขา  ตุ๋ยรู้สึกเย็นวาบลงตามไขสันหลัง  ถ้าทหารพม่ารู้ว่าเขามาจากเขตกอตุเลอะไรจะเกิดขึ้น เหงื่อที่ชุ่มอยู่แล้วไหลพรั่งพรูออกมาอีกเท่าตัว เครียดจนเกิดอาการเกร็งที่หน้าท้อง
“มีบุหรี่ไหม”ทหารพม่าถาม คนมอญที่มาด้วยกันหันไปถามพรรคพวก  ตุ๋ยรีบหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ทหาร  เขาเคาะบุหรี่บนฝ่ามือจนออกมาสี่มวน  “ขอบคุณ”ทหารพม่ากล่าวบนรอยยิ้มร่าแล้วคืนซองบุหรี่ให้  แล้วหันหลังกลับเดินไปหาพวกทหารที่รออยู่เขาแบ่งบุหรี่ให้ทุกคนคนละมวน  พวกเขาจุดบุหรี่สูบหน้าตาผ่อนคลายความเครียดหันมาทำมือแตะหมวกเพื่อขอบคุณ
ความหนักของสัมภาระทำให้เขาต้องนอนค้างคืนระหว่างเดินทางข้ามเขาหนึ่งคืนก่อนจะมาถึงค่ายทหารกอตุเลที่กุยตาโฮเกือบมืดของอีกวัน  ทหารกอตุเลที่ป้อมข้างทางอายุไม่เกินสิบห้าปีถามเขาสองสามคำหลังจากตรวจดูที่แจ็กแบบอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า  ตุ๋ยควักบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อยื่นให้หนึ่งมวนกอตุเลหนุ่มเอาบุหรี่รูดผ่านใต้จมูกสูดดมก่อนจะจ่อไฟแช็กจุดแล้วก็ปล่อยให้เขาเดินทางต่อไปจนถึงบ้านอูส่วยพอเมื่อมืดค่ำ แบ่งน้ำตาลและปลาทูเค็มสองตัวให้อูส่วยพอ  กินข้าวพักผ่อนอีกหนึ่งคืนและออกเดินทางในตอนเช้า  เขาเลือกเดินอีกทางโดยขึ้นเขาเลียบไปตามลำห้วยแม่กาล่าไม่ไปทางบ้านตะหน่อทะเพื่อย่นระยะทางไม่ค่อยมีใครใช้เส้นทางนี้เพราะความชันของเส้นทางเดิน 
จุดข้ามห้วยแม่กาล่าอยู่ใต้ปากห้วยตะหน่อโกลวที่ไหลมาพบห้วยแม่กาล่าก่อนถึงบ้านลุงพอแยะ  เขาตัดไม้ไผ่สามสี่ลำผูกแพเล็กๆผูกแจ็กบนแพใช้เถาวัลย์ผูกแพสะพายไหล่ไว้กันหลุดมือ  ลุยน้ำบางแห่แค่เอวบางแห่งแค่อกคอยระวังไม่ให้เกลือเปียกทั้งๆที่มีถุงพลาสติกกันน้ำข้างในอยู่แล้ว  ด้วยการพยุงตัวปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไปเรื่อยๆอาศัยเกาะกิ่งต้นไม้ไคร้น้ำดันตัวเองค่อยๆข้ามห้วยแม่กาล่าจนถึงฝั่ง
มุ่งหน้าขึ้นเขาย่างเข้าวันที่เจ็ดแล้วที่เขาจากมาโดยไม่มีทางติดต่อส่งข่าวกันได้เลย  เขาถึงบ้านเมื่อจันทร์แรมส่องสว่างเหนือยอดไม้ แอ้มู จุดตะเกียง คือ คือ น้องสาวหุงข้าวตำน้ำพริกด้วยเกลือที่ได้มาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้งๆที่ยังอิดโรย  แกงยอดฟักทองที่มีกะปิปรุงรสเพิ่มขึ้นมาอีกนอกจากเกลือ  กลิ่นปลาทูเค็มห่อใบตองย่างไฟในยามดึก  ข้าวสุกใหม่ๆหอมกรุ่นทำให้ทุกคนต้องร่วมวงกินข้าวกับตุ๋ยอีกรอบในวันนี้เพราะหลายวันที่ผ่านมาพวกเขากินข้าวไม่เคยอิ่มเลยเพราะขาดเกลือ  จันทร์แรมสาดแสงนวลลงมาที่วงข้าวนอกชาน
“ได้กินเกลือกับข้าวใหม่ไม่ต้องใส่กลอยเต็มอิ่มเสียที  พรุ่งนี้จะตายก็ไม่เสียดาย”พะแจ้พูดออกมาเหมือนรำพึงขณะที่มือกำลังบรรจุยาเส้นเข้ากล้องสูบยาที่ทำมาจากรากไม้ไผ่  ลูกชายเกาะอยู่หลังพ่อในมือถืออมยิ้มราคาไม่กี่สตางค์ค่อยๆเล็มเลียอย่างมีความสุข  ลมหนาวพัดยอดไม้ไผ่ข้างไร่เสียงดังกราวราวกับจะยินดีในชัยชนะของวีรบุรุษ
 ณ.เวลานี้ให้เอาทองสักกิโลมาแลกเกลือที่มีอยู่เขาก็คงไม่ยอม
พรุ่งนี้ต้องมีคนเอาเนื้อเก้งหรือเนื้อหมูมาขอแลกเกลือแน่ๆ  เขาแอบยิ้มตอนที่สูบบุหรี่ก้นกรองมวนสุดท้ายที่เหลือไว้ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
    กระโดดไป:  



    SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal